มหกรรมวิทย์สร้างอาชีพฯ ส่งต่อนวัตกรรมเสริมแกร่ง OTOP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/330736

มหกรรมวิทย์สร้างอาชีพฯ ส่งต่อนวัตกรรมเสริมแกร่ง OTOP

มหกรรมวิทย์สร้างอาชีพฯ จ.อำนาจเจริญ ส่งต่อนวัตกรรมเสริมแกร่ง OTOP และเกษตรกร ไทย

ดร.ลักษมีปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวถึงการจัดงาน“มหกรรมวิทย์สร้างอาชีพ ยกระดับภูมิภาค” และครั้งที่ 3 ที่ จ.อำนาจเจริญ ณ หอประชุมพญานาครินทร์ ศาลากลางจังหวัด ในระหว่างวันที่ 15–16 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจากคุณอภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

โดยมีเป้าหมายเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคมนับเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยมีสาเหตุหลักมาจากประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะความยากจน รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาดังกล่าว  ซึ่งดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ให้ทิศทางการทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติ โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เพื่อกระจายรายได้ไปสู่ระดับฐานราก และเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ความเป็น Thailand 4.0 ต่อไป

โดยงานดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่ 2 เรื่องหลัก คือ 1.พัฒนาการเกษตร ให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม และ 2.พัฒนาผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปยกระดับสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน
ดร.ลักษมี กล่าวต่อว่า  วว. คาดหวังให้ทั้ง 2 โครงการ เป็นเครื่องมือนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของเกษตรกรทั่วประเทศ รวมทั้งผู้ประกอบการโอทอปใน 10 จังหวัดเป้าหมาย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยที่ผ่านมาได้เปิดตัวนำร่องไปแล้ว 2 จังหวัด คือ จ.น่าน และ จ.บุรีรัมย์

ทั้ง 2 วันของการจัดงาน จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.การเสวนาและบรรยายความรู้หัวข้อต่างๆ อาทิ การนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมสู่เกษตรอัจฉริยะ, การยกระดับผู้ประกอบการ OTOP และการยกระดับการเกษตร ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม 2.การอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ OTOP หลักสูตรต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือและเห็ดเผาะ, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง, การฝึกปฎิบัติออกแบบบรรจุภัณฑ์, การแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม, ความรู้พื้นฐานและเทคนิคการเตรียมสถานที่ผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด อย. รวมถึงเรื่องการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลไม้และการตรวจสอบความแก่ของทุเรียนที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ในงานยังจะมีพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เรื่อง “การพัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการOTOP และระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร” เพื่อร่วมกันเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรในท้องถิ่นได้นำใช้ประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพต่อไป
“วว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัด ‘มหกรรมวิทย์สร้างอาชีพ ยกระดับภูมิภาค’ ครั้งที่ 3 ในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการปูทางให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการโอทอป และเกษตรกรในพื้นที่มีโอกาสเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้ว ยังจะเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง ระหว่างหน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สถาบันการศึกษา และภาคีความร่วมมือต่างๆ อันจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน ของผู้ประกอบการโอทอปและเกษตรกร เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และเกิดความเท่าเทียมกันในสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป” ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าว

กรมปศุสัตว์นัดผู้เกี่ยวข้องหารือแก้ไขปัญหาหมูมีชีวิตราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/330639

กรมปศุสัตว์นัดผู้เกี่ยวข้องหารือแก้ไขปัญหาหมูมีชีวิตราคาตก

ปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์นัดผู้เกี่ยวข้องหารือแก้ไขปัญหาหมูมีชีวิตราคาตก

           กรมปศุสัตว์นัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนประชุมหารือ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาสุกรมีชีวิตตกต่่า โดยมี นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธาน ณ ห้องประชุมกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ อาคารชัยอัศวรักษ์ ชั้น 6 กรมปศุสัตว์

นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับราคาสุกรตั้งแต่ต้นน้้า จนถึงปลายน้้า ประกอบด้วยตัวแทนจากกรมปศุสัตว์ กรมการค้าภายใน ตัวแทนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ผู้ประกอบธุรกิจการค้าและขนส่งสุกร และห้างโมเดิร์นเทรด ซึ่งได้ร่วมกันหารือถึงปัจจัยที่ท้าให้เกิดผลกระทบจากมุมมองของผู้ประกอบการทุกด้าน และปัญหาราคาของเกษตรกร โรงเชือด ผู้ค้าขาย และห้างร้านต่างๆ
รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้แจ้งที่ประชุมทราบถึงมาตรการต่างๆที่กรมปศุสัตว์ด้าเนินการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาในระดับกระทรวง การจัดประชุมพบปะร่วมหารือระหว่างผู้แทนเกษตรกรและผู้ประกอบการค้าปลีก ผู้ประกอบการน้าเข้า และการจัดประชุมผู้ประกอบธุรกิจการค้าและขนส่งสุกร ทั้งนี้ ได้แจ้งที่ประชุมถึงการอ้านวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งถือเป็นการแก้ไขปัญหาสุกรล้นตลาดในระยะยาว พร้อมทั้ง ได้แจ้งที่ประชุมทราบถึงนโยบายการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศ เพื่อควบคุมและสนับสนุนเกษตรกรที่ได้ผลดีที่สุด นอกจากนี้ ได้แจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบถึงโครงสร้างราคาจากภาคการผลิต รวมทั้งหารือร่วมกันถึงกรอบราคา เพื่อก้าหนดใช้อ้างอิงจากราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ซึ่งทางกรมปศุสัตว์จะรับฟังความคิดเห็น และน้าข้อตกลงของที่ประชุมไปปรับเป็นนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรในที่สุด
รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรที่เลี้ยงสุกรรายใหญ่ให้ลดปริมาณการผลิตลง เพื่อให้มีลูกสุกรออกสู่ระบบน้อยลง รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการซื้อขายสุกรขุน ให้รับซื้อสุกรอย่างเป็นธรรม และให้ขายเนื้อสุกรในท้องตลาดไม่มากหรือน้อยจนเกินราคาที่แนะน้าอีกด้วย โดยมาตรการดังกล่าวนี้จะด้าเนินการภายในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งกรมปศุสัตว์จะได้ท้าข้อสรุปดังกล่าวแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและปฏิบัติให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันต่อไป

กยท.ผนึกวว.ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาใช้ยางอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/330344

กยท.ผนึกวว.ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาใช้ยางอย่างยั่งยืน

กยท

กยท.ผนึกวว. ลงนามเอ็มโอยูส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาใช้ยางอย่างยั่งยืน

  กยท.ผนึกวว. ลงนามเอ็มโอยู “การส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกันด้านการอบรม วิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”  มุ่งหาแนวทางการใช้ทรัพยากรด้านการวิจัยระหว่างสองหน่วยงานร่วมกันอย่างคุ้มค่า ลดต้นทุนซ้ำซ้อน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่องานวิจัย

วันที่ 14 มิ.ย. นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่มีหน้าที่บริหารจัดการยางพาราทั้งระบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งในส่วนของงานวิจัย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เช่น การวิจัยยางพันธุ์ดี การวิจัยเพื่อพัฒนาการแปรรูปยางพาราเป็นวัตถุดิบ ไปจนถึงการวิจัยเพื่อแปรรูปยางพาราสู่ผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่ง กยท. ได้เล็งเห็นความสำคัญของการวิจัย อบรม พัฒนา เพื่อการต่อยอดสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ในแวดวงยางพารามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับข้อตกลงระหว่าง กยท. และ วว. ในครั้งนี้ว่า ถือเป็นการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนในการศึกษาหาแนวทางร่วมกันในการใช้ทรัพยากรหรือทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจทั้งสองหน่วยงานในการดำเดินงานด้านการวิจัยให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ลดต้นทุนซ้ำซ้อนของหน่วยงาน ด้วยวิธีการบริหารจัดการที่ดี อีกทั้งยังเป็นการประสานความร่วมมือในด้านการอบรม วิจัยวิชาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของบุคลากรทั้งสองหน่วยงาน ให้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนผลงานด้านการวิจัยร่วมกัน จึงถือเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้แก่บุคคลากรด้วย
รก. ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า “กยท.และ วว. จะได้ร่วมกันบูรณาการความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรหรือสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจร่วมกัน ทั้งทรัพยากรจากการลงทุนโครงการต่างๆ หรือทรัพยากรที่เป็นสินทรัพย์ เช่น อาคาร เครื่องจักร ห้องปฏิบัติการ เป็นต้น การวิจัยและพัฒนา เช่น มีการดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนาของทั้งสองหน่วยงานในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาคุณภาพของผลผลิตยางพาราหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับยาง และให้มีการสนับสนุนโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการวิจัย และการประเมินผลทางการวิจัยร่วมกัน”
นางลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า วว. และ กยท. ยังร่วมบูรณาการในด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาบุคลากรทางการวิจัยและพัฒนาโดยกำหนดให้มีการร่วมกันพัฒนาบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน ผ่านการ จัดฝึกอบรมและประชุมวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ ด้านเทคนิควิชาการ ตลอดจนการฝึกอบรม ให้แก่ผู้มีส่วนด้านส่วนเสียของทั้งสองหน่วยงานด้วย ทั้งนี้ ข้อตกลงความร่วมมือที่ได้ลงนามร่วมกันในวันนี้ เป็นข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งขั้นตอนต่อไป วว. และ กยท. จะร่วมกันกำหนดรายละเอียดข้อตกลงเฉพาะเรื่องที่มีความสนใจร่วมกันอีกครั้ง

ทส. ถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/330338

ทส. ถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2561

หมอกควัน

ทส. ถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2561

ทส. ถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2561 กำชับหน่วยงานบูรณาการแก้ไขปัญหา ทำงานแบบไร้รอยต่อ เพื่อผลสำเร็จอย่างยั่งยืน เผยพะเยาเป็นเพียงจังหวัดเดียวที่มีปริมาณฝุ่นละอองอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

วันที่ 14 มิถุนายน 2561 พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปผลการปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ (After Action Review: AAR) ปี 2561 ณ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีแม่ทัพภาคที่ 3 ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงบประมาณ และผู้แทนหน่วยงานใน 9 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วม

พลเอก สุรศักดิ์ ได้ขอบคุณกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานหลักที่ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหา และได้บูรณาการหน่วยงานภายใต้กลไกของพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และการอำนวยการสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดตามระบบ Single Command ให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเข้มข้น ทั้งการลาดตระเวนป้องปรามการตรวจหาไฟป่าและการเผา การระดมสรรพกำลัง อุปกรณ์เครื่องมือ จากกองทัพภาคที่ 3 ตำรวจ เครือข่ายอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้า ดับไฟก่อนเกิดการลุกลาม มีการให้รางวัลหมู่บ้านดีเด่น และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดนอกจากนี้ จังหวัดยังได้กำหนดพื้นที่เสี่ยงหรือหมู่บ้านเสี่ยงที่เกิดการเผาซ้ำซากจากการข่าวและข้อมูลสถิติย้อนหลัง เพื่อตรึงกำลังเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการเผา ดำเนินมาตรการเพื่อเปลี่ยนกลุ่มคนจุดไฟเผาป่าให้เป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังและดับไฟ ภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ยังชีพในป่า สถาบันการศึกษาสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อการติดต่อสื่อสารและติดตามตรวจสอบจุดเกิดไฟ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าดับไฟของเจ้าหน้าที่ กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารเสนเทศ ติดตามเฝ้าระวังและรายงานข้อมูลเพื่อประกอบ การวางแผนรับมือปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่องและทันสถานการณ์ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ จุดความร้อนและปริมาณฝุ่นละอองใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา พร้อมกันนี้ พลเอก สุรศักดิ์ ยังได้ขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยเป็นกระบอกเสียงในการรายงานสถานการณ์ ร่วมประณามคนเผาป่าและสร้างค่านิยมที่ถูกต้องให้ประชาชนร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ.ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์หมอกควัน 9 จังหวัดภาคเหนืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม เป็นประจําทุกปี โดยในปี 2561 แต่ละจังหวัดได้ประกาศช่วงห้ามเผาอย่างเด็ดขาด จังหวัดตากและลําปางเป็นจังหวัดแรกที่ประกาศห้ามเผา ระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 10 เมษายน 2561 และจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดสุดท้ายที่ได้กําหนดช่วงเวลาห้ามเผา ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2561 โดยข้อมูลผลการตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2561 พบว่า ปริมาณฝุ่นละอองเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุดเท่ากับ 233 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลําปาง ในวันที่ 7 มีนาคม 2561 สําหรับจํานวนวันที่ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน พบว่า จังหวัดตากมีปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานสูงสุด จำนวน 19 วัน ขณะที่จังหวัดพะเยาเป็นเพียงจังหวัดเดียวที่มีปริมาณฝุ่นละอองอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
​ในส่วนสถานการณ์จุดความร้อนสะสม 9 จังหวัดภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2561 จากการเปรียบเทียบข้อมูลจุดความร้อนสะสมรายจังหวัดในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง      31 พฤษภาคม 2561 พบจำนวนความร้อนในพื้นที่ 9 จังหวัด จำนวน 4,717 จุด ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2560  ที่พบจำนวนจุดความร้อน 5,418 จุด หรือลดลงประมาณร้อยละ 13 เมื่อพิจารณาจำนวนจุดความร้อนสะสมรายจังหวัด พบว่า จังหวัดตาก มีจุดความร้อนสะสมสูงที่สุด 1,377 จุด รองลงมาจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีจุดความร้อนสะสม 915 จุด และจังหวัดเชียงใหม่ มีจุดความร้อนสะสม 650 จุด ตามลำดับ

เสวนา เรื่อง “ต้นกล้าพันธุ์ใหม่ ทางรอดเกษตรไทยในยุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/330282

เสวนา เรื่อง “ต้นกล้าพันธุ์ใหม่ ทางรอดเกษตรไทยในยุค4.0

กรมชล

อธิบดีกรมชลฯ เปิดเสวนา เรื่อง “ต้นกล้าพันธุ์ใหม่ ทางรอดเกษตรไทยในยุคประเทศไทย 4.0” 

 วันที่ 13 มิถุนายน ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน และในฐานะนายกสมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทาน ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดการเสวนา “ต้นกล้าพันธุ์ใหม่ ทางรอดเกษตรไทยในยุคประเทศไทย 4.0” จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทาน ในพระบรมราชูปถัมป์ ภายในงานวันคล้ายวันสถาปนา 116 ปี กรมชลประทาน ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู 

ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การให้อาชีพเกษตรกรรมไทยมีความยั่งยืน ไม่เพียงแต่การพัฒนาเยาวชนที่เป็นบุตรเกษตรกร และการบริหารจัดการน้ำชลประทานตามยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยองค์ประกอบและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วย จึงได้จัดการเสวนา เรื่อง “ต้นกล้าพันธุ์ใหม่ ทางรอดเกษตรไทยในยุคประเทศไทย 4.0” ขึ้น เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่คนรุ่นใหม่ หันมาสนใจทำเกษตรกรรม เห็นคุณค่าของน้ำชลประทาน มีความเข้าใจ และเป็นหุ้นส่วนร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำในอนาคต โดยมีทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนด้วยการนำความรู้ด้านบริหาร เทคโนโลยี รวมถึงแนวคิดการตลาดมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนให้กิจกรรมการเกษตรเกิดความก้าวหน้าทันยุคสมัย เสมือนหนึ่งเป็นฟันเฟืองรุ่นใหม่ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพการเกษตรของประเทศให้เกิดความยั่งยืน

โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์เลอศักดิ์  ริ้วตระกูลไพบูลย์ ที่ปรึกษาพิเศษประจำวิทยาลัยการชลประทาน นายอำนาจ บุตรทองคำวงศ์ ผู้จัดการประจำส่วนพัฒนาธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้แทนบริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานรวมใจพัฒนาเมืองสามน้ำแพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานผลดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2562 และดำเนินรายการ โดย คุณดาริน กำเหนิดรัตน์ ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส

ทั้งนี้ ภายหลังจากการเสวนาได้มีการมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรเกษตรกร 4 คนแรกของโครงการด้วย ได้แก่ นางสาวรัตยาภรณ์ คำสุขขา บุตรเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ กล้วย และมะพร้าว จังหวัดนครปฐม นายนนทกานต์ โพธิ์ศรี บุตรเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จังหวัดสุพรรณบุรี นางสาวสุนิสา รัตนอุบลศรี บุตรเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ยางพารา และมังคุด จังหวัดนครศรีธรรมราช และ นายวีรภัทร รักษาพล บุตรเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มและเลี้ยงปลาดุก จังหวัดระนอง

โดยภายหลังจากสมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทานฯ ได้เปิดตัว โครงการส่งเสริมโอกาสศึกษาต่อในวิทยาลัยการชลประทาน กรมชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ของบุตรเกษตรกร ไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2561 โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน พร้อมทั้งเป็นผู้แทนมอบทุนจำนวนหนึ่งสำหรับมอบให้นิสิตวิทยาลัยการชลประทานที่เป็นบุตรเกษตรกรจากโครงการดังกล่าวด้วยแล้วนั้น

กรมชลประทาน เห็นความสำคัญของโครงการฯ จึงได้ร่วมกับสมาคมวิศวกรรมชลประทานฯ จัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการทุนการศึกษาต้นกล้าคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน กรมชลประทาน” ขึ้นในวันนี้ วันที่ 13 มิถุนายน 2561 ในวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ครบ 116 ปี ด้วย เพื่อบริหารจัดการทุนการศึกษาและทำให้โครงการส่งเสริมโอกาสศึกษาต่อในวิทยาลัยการชลประทานฯ ของบุตรเกษตรกร มีความยั่งยืน สามารถดำเนินการต่อไปได้

กรมชลจัดใหญ่ย้อนรอย 116 ปีสืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนานวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/329970

กรมชลจัดใหญ่ย้อนรอย 116 ปีสืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนานวัตกรรม

116ปีกรมชล

กรมชลจัดใหญ่ย้อนรอย 116 ปีสืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนานวัตกรรม

กรมชลประทานจัดงาน “ย้อนรอย 116 ปี กรมชลประทาน สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนานวัตกรรมชลประทาน” แสดงผลงานและนวัตกรรมครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมเผยผลงานความสำเร็จในการทำงานของกรมชลประทานในปีที่ 116 ทั้งงานตามศาสตร์พระราชา การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มพื้นที่ชลประทาน และการพัฒนาองค์กร

กรมชลจัดใหญ่ย้อนรอย 116 ปีสืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนานวัตกรรม

วันที่ 12 มิ.ย.2561  นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายบริหาร เป็นประธานเปิดกิจกรรมการจัดแสดงนิทรรศการ “ย้อนรอย 116 ปี กรมชลประทาน สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนานวัตกรรมชลประทาน” เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ครบรอบ 116 ปี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มิถุนายน 2561 ณ กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ

กรมชลจัดใหญ่ย้อนรอย 116 ปีสืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนานวัตกรรม

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานจะมีอายุครบ 116 ปี ในวันที่ 13 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นปีแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ที่กรมชลประทานได้ดำเนินงานในด้านต่างๆ ได้อย่างสัมฤทธิ์ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการน้อมนำศาสตร์พระราชามาสานต่อในการแก้ปัญหาและพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ รวมทั้งยังประสบผลสำเร็จในการจัดหาแหล่งน้ำ การป้องกันและบรรเทาภัยแล้ง-น้ำท่วม การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมองค์ความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้ครอบคลุมทั้งประเทศ

ทั้งนี้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ช่วงปี 2557-2560) กรมชลประทานประสบความสำเร็จในการเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักและพื้นที่ชลประทานได้มากกว่าในอดีตที่ผ่านมาถึง 3 เท่าตัว จากเดิม 30.3 ล้านไร่ เพิ่มอีก 2.4 ล้านไร่ รวมเป็น 32.7 ล้านไร่ และเพิ่มปริมาณการเก็บกับน้ำต้นทุนในระบบชลประทานจาก 79,898 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 81,841 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งยังสามารถจัดรูปที่ดินเพื่อการเกษตร ได้ถึง 444,800 ไร่ โดยเฉพาะในการดำเนินการก่อสร้างโครงการชลประทานในปี 2560 สามารถดำเนินการได้ถึง 274 โครงการ เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 437.74 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 434,00 ไร่ ส่วนแผนการดำเนินงานในปี 2561 ตั้งเป้าที่จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 427,224 ไร่ เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำให้ ได้ 154.8 ล้านลูกบาศก์เมตร และวางแผนปรับปรุงบำรุงรักษา ซ่อมแซมอาคารชลประทานทั่วประเทศอีก 6,960 โครงการ

กรมชลจัดใหญ่ย้อนรอย 116 ปีสืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนานวัตกรรม

นอกจากนี้กรมชลประทานยังประสบผลสำเร็จในการโครงการบางระกำโมเดล 60 เนื่องจากในปี 2560 ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุต่างๆ จำนวนหลายสิบลูก กรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ โดยการปรับเปลี่ยนปฏิทินการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มเจ้าพระยา ประกอบด้วย พื้นที่ทุ่งบางระกำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรมชาติ สามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากได้มากกว่า 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมทั้งวางแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนสำคัญให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและใช้ในการหน่วงน้ำ ตลอดจนการวางแผนจัดจราจรทางน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแผนรับมือในการเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือต่างๆ รวมทั้งการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ซึ่งในปี 2560 ผลผลิตทางการเกษตรแทบไม่ได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ในปี 2561 กรมชลประทานได้วางแผนต่อยอดผลความสำเร็จดังกล่าว โดยขยายพื้นที่รับน้ำเพิ่มอีก 117,000 ไร่ รวมเป็นพื้นที่ทั้งสิ้น 382,000 ไร่ เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากกว่า 550 ล้านลูกบาศก์เมตร และได้เริ่มทำการเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 31 กรกฎาคม 2561 พร้อมเตรียมขยายผลไปดำเนินการในลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล และพื้นที่อื่นๆที่สามารถดำเนินการได้

“ความสำเร็จในการบริการจัดการน้ำในปี 2560 ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ หรือ SWOC ซึ่งเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีสารสนเทศ คลังข้อมูลของกรมชลประทาน และเป็นศูนย์กลางติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และคาดการณ์ สามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำในสภาวะวิกฤติได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ซึ่งกรมชลประทานมีแผนที่จะขยายศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ให้ครอบคลุมครบทั้ง 17 สำนักงานชลประทานในส่วนภูมิภาค” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับเป้าหมายในการขับเคลื่อนกรมชลประทานขึ้นสู่ปีที่ 117 คือ จะเร่งรัดการดำเนินงานโครงการตามพระราชดำริที่ยังไม่ได้ดำเนินการ 157 โครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 ปรับปรุงกระบวนการจัดทำแผนงานและงบประมาณทั้งระบบ เร่งรัดการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน รวมทั้งจัดทำแผนงานรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำด้วยการต่อยอดศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะให้สามารถพยากรณ์และเตือนภัยได้อย่างแม่นยำ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้พัฒนาองค์กรอย่างเป็นระบบ เร่งรัดการปรับโครงสร้างหน่วยงาน และปรับปรุงระดับตำแหน่งของบุคลากรให้สูงขึ้น เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้ปฏิบัติผ่านกิจกรรม KM และ Unit School น้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติผ่านหลักสูตรการอบรม เตรียมการรองรับแผนปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ด้านทรัพยากรน้ำ) ส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร Water for All และส่งเสริมการจัดกิจกรรมสวัสดิการและนันทนาการต่างๆ

รองอธิบดีกรมชลประทานยังได้กล่าวถึงการจัดงานนิทรรศการ “ย้อนรอย 116 ปี กรมชลประทาน สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนานวัตกรรมชลประทาน” ว่า ภายในงานดังกล่าวมีการจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมต่างๆ ของกรมชลประทาน อาทิ การจำลองการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) การจัดแสดงบอร์ดนิทรรศการ Big Data ด้านบริหารจัดการน้ำชลประทาน การก่อสร้างประตูระบายน้ำ การพัฒนาเครื่องจักรกลด้านชลประทาน และร่วมตื่นตาตื่นใจกับนวัตกรรมชลประทานที่นำมาจัดแสดงให้ชมกันอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างถนนลูกรังผสมยางพารา นวัตกรรมเครื่องมือสำรวจชลประทาน กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องตอกทดลองเพื่อหาการรับน้ำหนักของดิน เรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก พร้อมสัมผัสการสาธิตการใช้โดรนชนิดต่างๆ ที่ใช้ในการสำรวจงานชลประทาน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ให้ร่วมสนุกอีกมากมาย ทั้งคลินิกพัสดุ บูธการออกบัตรราชการแบบรอรับได้ทันที ร่วมสนุกไปกับเกมส์บริหารจัดการน้ำบนจอยักษ์ 50 นิ้ว พร้อมรับของแจกและของรางวัลมากมายภายในงาน หรือจะร่วมสร้างโลกสีเขียวด้วยกล้าไม้ ที่นำมาแจกจ่ายกันถึงที่กว่า 10,000 ต้น พร้อมอุดหนุนสินค้าจากแผนส่งเสริมอาชีพที่มีให้เลือกกันมากมายจากร้านค้าชุมชน ตลอดจนเพลิดเพลินไปกับวงดนตรีชลประทาน Smart Surveryor band และ ICT band อีกด้วย

“สำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปผู้สนใจ สามารถเข้าร่วมชมงานนิทรรศการวันคล้ายวันสถาปนา 116 ปี กรมชลประทานได้ ตั้งแต่วันที่ 12 – 14 มิถุนายน 2561 นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.30 น. ณ สนามหญ้าบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพมหานคร” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

ธ.ก.ส. จัดวงเงิน 1,600 ล้านหนุนเกษตรกรสร้างยุ้งฉาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/329887

ธ.ก.ส. จัดวงเงิน 1,600 ล้านหนุนเกษตรกรสร้างยุ้งฉาง

Tdl

ธ.ก.ส. จัดวงเงิน 1,600 ล้านบาท หนุนเกษตรกรสร้างยุ้งฉาง เก็บข้าวเปลือกไว้รอราคา 

วันนี้ (11 มิถุนายน 2561) นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบสินเชื่อสร้างยุ้งฉางให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในโอกาส ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยนายศรายุทธ ยิ้มยวน ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (...) และคณะผู้บริหาร ณ อาคารอเนกประสงค์สัมมนาและจัดแสดงนิทรรศการ บึงบอระเพ็ด อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โดยมอบสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกร คือ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ... นครสวรรค์ จำกัด (สกต.) และด้านเกษตรกรคือ นางวิมล แก้วปรีชา และนายประสิทธิ์ วรอินทร์

นายศรายุทธ เปิดเผยว่า ธ...พร้อมขับเคลื่อนโครงการสินเชื่อเพื่อสร้างยุ้งฉางให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและสถาบันเกษตรกร 10,000 รายทั่วประเทศ สร้าง ปรับปรุงและซ่อมแซม ยุ้งฉางของตนเองเพื่อใช้เก็บข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวในช่วงฤดูข้าวนาปี ไม่ให้ออกสู่ตลาดพร้อมกันมากเกินความต้องการของตลาด โดยผู้กู้เงินสร้างยุ้งฉางตามโครงการฯ จะต้องเก็บข้าวเปลือกในยุ้งฉางที่สร้างขึ้นและเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวในฤดูนาปีให้อยู่ในยุ้งฉางชั่วคราว ซึ่งจะช่วยให้ราคาข้าวเปลือกในตลาดมีเสถียรภาพ โดยเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรสามารถ ทยอยนำข้าวเปลือกออกขายในช่วงที่ราคาข้าวเปลือกในตลาดสูงขึ้น

ทั้งนี้ ธ..ส จะสนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรรายละไม่เกิน 150,000 บาท และสถาบันเกษตรกร ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน แห่งละไม่เกิน 3 ล้านบาท วงเงินสินเชื่อ1,671 ล้านบาท กำหนดชำระหนี้ ไม่เกิน 10 ปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 ร้อยละ 4 ต่อปี โดยผู้กู้จ่ายร้อยละ 1 ต่อปี และรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี สำหรับปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 คิดอัตราดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ธนาคาร โดยเริ่มจ่ายเงินกู้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 และกำหนดให้สร้างยุ้งฉางให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2562 เพื่อให้ทันการเก็บข้าวเปลือกนาปีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561

ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ... กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อสร้างยุ้งฉางให้เกษตรกรและสถาบัน เกษตรกรเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวนาปีตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมการเก็บข้าวเปลือกในยุ้งฉาง ซึ่งถือเป็นแก้มลิงขนาดเล็กในการเก็บข้าวเปลือกไม่ให้ล้นออกสู่ตลาด โดยเกษตรกรยังได้รับค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวอีกด้วย

เกษตรฯ เร่งช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงปลา ต.เกาะยอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/329883

เกษตรฯ เร่งช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงปลา ต.เกาะยอ

เกาะยอ

เกษตรฯ เร่งช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงปลา ต.เกาะยอ หลังได้รับร้องเรียนปลาลอยตายในกระชังเหตุน้ำเน่าเสีย

น.ส.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีได้รับแจ้งเกิดเหตุปลากะพงลอยตายในกระชังเนื่องจากน้ำเน่าเสีย จนเกษตรกรได้รับความเสียหายในพื้นที่ ต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา  จ.สงขลา นั้น ขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเร่งช่วยเหลือแล้ว

เกษตรฯ เร่งช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงปลา ต.เกาะยอ

ซึ่งพบว่า มีปลาเสียหายที่เลี้ยงในกระชัง 10 กระชัง คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 2.5 – 3 ตัน ซึ่งเป็นปลากะพงขาวขนาดใหญ่ ตัวละ 3 – 5 กก. (ปลาขนาดเล็กไม่เสียหาย) โดยมีการวางกระชังที่เลี้ยงติดกัน 30 กระชัง เกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย 2 ราย คือ    นางอาภาพร วรรณโร บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ 1 และนางเรืองอุไร กาญจนเพ็ณ 13/2 หมู่ 1 ต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา    จ.สงขลา นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงที่มีการเลี้ยงปลาไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด คาดว่าสาเหตุเกิดจากในกระชังปลาที่เสียหาย มีปลากะพงขนาดใหญ่ ปล่อยเลี้ยงหนาเเน่นเกินไป ทำให้ขาดออกซิเจน สำหรับแนวทางการช่วยเหลือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงจะสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงให้เกษตรกรทั้ง 2 รายเพื่อลงเลี้ยงใหม่ในกระชัง และจะสร้างความเข้าใจ ให้ความรู้ หลักการเลี้ยงปลาในกระชัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นอีก
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เฝ้าระวัง ติดตามและดูแลเกษตรกรมาโดยตลอด โดยเฉพาะการเร่งให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 (สงขลา) กรมประมง ได้เฝ้าระวังและตรวจติดตามคุณภาพน้ำบริเวณแหล่งเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ ต.เกาะยอ  อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา ตั้งแต่เดือน เม.ย. เป็นต้นมา โดยมีการแจ้งข้อมูลแสดงผลคุณภาพน้ำบริเวณกระชังเลี้ยงปลาให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงปลา ต.เกาะยอ ผ่านไลน์กลุ่มทุกครั้ง ซึ่งจากการสำรวจคุณภาพน้ำของแต่ละหมู่บ้านเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 61 ที่ผ่านมาพบว่า หมู่ที่ 9 ออกซิเจนมีค่าต่ำ อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ และน้ำมีกลิ่นคาวที่มาจากของเสีย และการขับเมือกของปลา นอกจากนี้ยังพบว่ามีปลากะพงขาวบางส่วนลอยตายในประชัง ดังนั้นในช่วงนี้ปลากะพงขาวอาจจะกินอาหารลดลง  ไม่ควรให้อาหารมากเกินไป และต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการตายฉับพลันของปลาที่เลี้ยง  ในส่วนของหมู่อื่นๆ คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง แต่ยังมีความปลอดภัยของสัตว์น้ำ มีเฉพาะความเค็มของน้ำที่มีค่าลดต่ำลง ซึ่งน่าจะมีผลมาจากในช่วงสัปดาห์มีปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง ควรมีการตรวจสอบอาการปลาในกระชังอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยง และจะได้แก้ไขในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินได้ทันท่วงที จึงได้มีการแจ้งเตือนเกษตรกรเป็นระยะ ๆ ให้เฝ้าระวัง

ทส.ชูแผนแม่บทจัดการขยะทะเล ปลุกจิตสำนึกดูแลรักษาทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/329839

ทส.ชูแผนแม่บทจัดการขยะทะเล ปลุกจิตสำนึกดูแลรักษาทะเล

ทช

ทส.ชูแผนแม่บทจัดการขยะทะเล ปลุกจิตสำนึกดูแลรักษาทะเล

​กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมกับภาคเอกชน จัดกิจกรรมวันทะเลโลก ประจำปี 2561 ภายใต้หัวข้อ “Clean Our Ocean ทะเลดี ชีวีมีสุข” หวังกระตุ้นกระแสการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในประเทศไทย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ถุงพลาสติกของนักท่องเที่ยว พร้อมชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Clean Our Ocean ทะเลดี ชีวีมีสุข

ทส.ชูแผนแม่บทจัดการขยะทะเล ปลุกจิตสำนึกดูแลรักษาทะเล

เมื่อวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน 2561 โดยมี พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และผู้บริหารระดับสูงจากกระทรว’ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์เธียเตอร์ สยามพารากอน

ทส.ชูแผนแม่บทจัดการขยะทะเล ปลุกจิตสำนึกดูแลรักษาทะเล
​พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวภายในพิธีเปิดว่า  นานาชาติได้ตระหนักถึงความความสำคัญของทะเลและมหาสมุทร โดยได้กำหนดให้วันที่ 8 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันทะเลโลก หรือ World Oceans Day ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 27 ที่ทั่วโลกได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทะเล ซึ่งหัวข้อหลักของวันทะเลโลกในปีนี้คือ “Clean Our Ocean” ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน
​ปัจจุบันปัญหาจากขยะทะเลโดยเฉพาะขยะพลาสติก ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตสัตว์ทะเลและระบบนิเวศชายฝั่ง และยังก่อปัญหาต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล รวมถึงผลกระทบในด้านภาพลักษณ์ต่อชายหาดและการท่องเที่ยวทางทะเล นอกจากนี้ขยะทะเลยังอาจส่งผลในระยะยาวในรูปแบบของไมโครพลาสติกที่อาจเข้าไปเป็นสิ่งแปลกปลอมในห่วงโซ่อาหารและอาจส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์
ในระยะยาว ดังนั้นรัฐบาลได้ประกาศยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนตามศาสตร์ของพระราชาและสอดคล้องกับเป้าหมายของโลก SDG 14 ผมได้ไปกล่าวถ้อยแถลง
ในฐานะผู้แทนประเทศไทยในการประชุมด้านมหาสมุทรขององค์การสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หนึ่งในนั้นคือการจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในทะเล อันเป็นปัญหาที่ประชาคมโลกเป็นกังวลอย่างมากในปัจจุบัน
​การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็น ประเทศไทยกำลังเร่งกระบวนการต่าง ๆ ตามแนวทาง 3R ทั้งการใช้เทคโนโลยียุคใหม่ เช่น เลิกการใช้ Cap Seal การนำขยะไปเป็นวัตถุดิบผลิตไฟฟ้า การใช้ไบโอพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือก การรณรงค์เลิกใช้ถุงพลาสติก หลอดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว(Single use plastics) เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทย ยังเริ่มใช้กระบวนการทางเศรษฐศาสตร์และกลไกทางการคลัง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ผลิตให้ผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลและเกาะได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การกำหนดให้เขตอุทยานทางทะเลทุกแห่งปลอดจากถุงพลาสติก การกำหนดพื้นที่ชายหาด 24 แห่ง ใน 15 จังหวัด ให้ปลอดขยะจากการสูบบุหรี่
ดังนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยากขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเอาวันทะเลโลก เป็นจุดเริ่มต้นอีกวันหนึ่งที่เราจะร่วมกันการอนุรักษ์ และดูแลท้องทะเลไทย ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และร่วมกันปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นต่อ ๆ ไป ได้รู้จักคุณค่าและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ก็จะทำให้ทะเลของบ้านเรามีความสวยงาม และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีตลอดไป

​นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมวันทะเลโลกในครั้งนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีความมุ่งหวังที่จะให้เกิดกระแสการรักษ์โลกโดยการลด ละ เลิกผลิตขยะที่ไม่จำเป็น จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยใช้เหตุการณ์วาฬนำร่องครีบสั้นเกยตื้นตาย ที่ จ.สงขลา ซึ่งมีสาเหตุเนื่องจากกินขยะพลาสติกจำนวนมากเข้าไป เป็นบทเรียนให้เห็นถึงโทษทัณฑ์ของขยะ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ให้ความสำคัญ จึงกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินการและมีแผนงานรองรับในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกด้านที่เกี่ยวข้อง แบ่งได้เป็น 3 ระยะคือ แผนระยะสั้น
กรมทช. ได้จัดการประชุมระดับอาเซียน เรื่องการลดปริมาณขยะทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียน หรือ ASEAN Conference on Reducing Marine Debris in ASEAN Region ไปเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ จังหวัดภูเก็ต การประชุมในครั้งนั้นมีผู้สนใจเข้าร่วมประชุมมากกว่า 300 คน จากประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งผลการประชุมที่ได้นำไปสู่การสร้างความร่วมมือตลอดจนแนวทางการดำเนินการร่วมกันในการจัดการปัญหาขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียนและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 พร้อมทั้งได้ดำเนินการจัดเก็บขยะทะเลที่ตกค้างในระบบนิเวศชายฝั่งแบบมีส่วนร่วม ผ่านเครือข่าย
ภาคประชาชน และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นและสร้างจิตสานึกการลดผลกระทบจากขยะทะเลต่อระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเลหายาก โดยมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกปีในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเลของประเทศ

และในวันที่ 8 มิถุนายน 2561 กรมทช.จัดกิจกรรมวันทะเลโลก ณ โรงภาพยนตร์ สยามภาวลัย รอยัลแกรนด์เธียเตอร์ สยามพารากอน กรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน ซึ่งมีกิจกรรมที่สำคัญคือการให้ผู้แทนองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน และภาคราชการร่วมแสดงเจตนารมณ์และมีส่วนร่วมในการลดการนำเข้า การผลิต และการใช้พลาสติก ตามแนวทางประชารัฐลดการใช้ถุงพลาสติกเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาขยะทะเลอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับแผนการดำเนินงานระยะกลาง ประกอบด้วยการดำเนินโครงการชายหาดปลอดบุหรี่และไร้ขยะ ในพื้นที่ชายหาดสำคัญ 24 แห่ง ใน 15 จังหวัด โดยใช้มาตรการทางกฎหมายตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 กำหนดห้ามการสูบบุหรี่และการทิ้งขยะมูลฝอยและของเสียทุกประเภทในพื้นที่ประกาศกำหนดเว้นแต่ในที่ที่จัดไว้เท่านั้น อีกทั้งยังมีโครงการบริหารจัดการขยะทะเลโดยทุ่นกักขยะหรือ Boom เพื่อเป็นการช่วยลดการพัดพาของมวลขยะบริเวณปากแม่น้ำก่อนออกสู่ทะเล ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วในพื้นที่นำร่องบริเวณปากแม่น้ำสายหลักในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน จำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีน และหากการดำเนินการดังกล่าวเกิดผลสัมฤทธิ์ จะมีการขยายผลในแม่น้ำสายอื่นต่อไป
​นอกจากนั้นยังได้เพิ่มประสิทธิภาพการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก นอกจากการดำเนินการก่อสร้างศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก และการจัดหารถพยาบาลเคลื่อนที่แล้ว ยังได้กำหนดให้มีการจัดฝึกอบรมเครือข่ายการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากที่ป่วยและเกยตื้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 8 รุ่น รวม 280 คน รวมทั้งจัดทำแนวทางการประยุกต์ใช้เรือของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพร้อมอุปกรณ์เครื่องมือ
ทางการแพทย์ที่จำเป็น สำหรับรองรับภาระกิจการจัดการและช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากทางทะเล
​สุดท้ายคือแผนระยะยาวได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกความตกลงความร่วมมือ โครงการภาครัฐ
ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเพื่อจัดการปัญหาขยะและการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืน ไปเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 เพื่อแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นร่วมกันให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการพัฒนาความรู้และปรับพฤติกรรมการใช้พลาสติกอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ร่วมกันจัดการปัญหาขยะและทรัพยากรพลาสติกที่ใช้แล้วตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดการฐานข้อมูลพลาสติก
ในประเทศเพื่อการจัดการและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนระบบการจัดการขยะและคัดแยกขยะที่ดี ร่วมกันจัดทำแผนธุรกิจเพื่อการจัดการขยะและพลาสติกเหลือใช้อย่างครบวงจร ตลอดจนส่งเสริม
ให้ผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิต โดยกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการลดขยะพลาสติกในทะเลให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2570
​ซึ่งภายในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี ๒๕๖๑  ได้มีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติกำหนดประเด็นหลักในการรณรงค์ทั่วโลก “Beat Plastic Pollution” หรือ “รักษ์โลก เลิกพลาสติก” กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐทุกกระทรวงร่วมประกาศเจตนารมณ์
“ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม” ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐเป็นต้นแบบและตัวอย่างที่ดีให้แก่สังคม ให้สามารถขยายผลสู่สาธารณชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการลดปัญหาและผลกระทบของขยะพลาสติกได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานเกี่ยวข้องกำหนดมาตรการห้ามการใช้ถุงพลาสติกและโฟมในเขตอุทยานแห่งชาติทุกแห่ง ทั้งอุทยานบนบกและอุทยานทางทะเล
ทั้งนี้แผนการจัดการปัญหาขยะทะเลต่างๆ เหล่านี้จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อทุกภาพส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ตลอดจนผู้บริโภคหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง อย่างนี้แล้วทะเลของไทยจะกลับมางดงาม สดใสเหมือนเดิม

เกษตรชู “แก่นมะกรูด โมเดล” นำร่องต้นแบบบูรณาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/329775

เกษตรชู “แก่นมะกรูด โมเดล” นำร่องต้นแบบบูรณาการ

แก่นมะกรูด

เกษตรชู “แก่นมะกรูด โมเดล” นำร่องต้นแบบบูรณาการหน่วยงานร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่

กระทรวงเกษตร หนุนขยายผลแนวทางการแก้ไขปัญหาเกษตกรบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยเฉพาะพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มรดกโลก ชู “แก่นมะกรูดโมเดล” ต้นแบบโมเดลบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนน้อมนำศาสตร์พระราชาแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ สามารถลดการบุกรุกพื้นที่ป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียว จัดการอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และส่งเสริมการท่องเที่ยวจนสามารถตั้งกองทุนหมุนเวียนพึ่งตนเองกลายเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการได้จริง

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บ้านแก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี โดยรับฟังสรุปความสำเร็จของโครงการแก่นมะกรูดโมเดล และกล่าวมอบนโยบายให้กับข้าราชการระดับสูงและหน่วยงานในกำกับว่า ขอให้ข้าราชการทุกคนยึดหลักการให้แม่นยำคือคำว่า ‘แม่นทฤษฎี มีวิญญาณ ประสานเซียน’ เพื่อเป้าหมายการฟื้นฟูระบบเกษตรกรรมของไทยโดยทฤษฎีที่นำมาใช้ทั้งหมดมาจาก ‘ศาสตร์พระราชา’ และทฤษฎีใหม่ซึ่งทฤษฎีใหม่ไม่ได้มีเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่เท่านั้นแต่ยังมีทฤษฎีใหม่ๆ อีกมากมายจาก 4,000 กว่าโครงการทั่วประเทศ จึงต้องมีนโยบายให้ผู้ปฏิบัติงานในทุกหน่วยงานเร่งศึกษาศาสตร์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทำไว้ให้ดูแล้วอย่างจริงจัง เพื่อนำลงไปช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้มากที่สุดต้องศึกษาอย่างจริงจัง เช่นการแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดินนั้นพระองค์ท่านทำไว้ให้ดูแล้วว่า หากเราปรับพื้นที่ให้เป็นขั้นบันได กักดิน เก็บน้ำไว้ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด จะสามารถสร้างความชุ่มชื้นไว้ให้พอสำหรับการเพาะปลูก จะปลูกอะไรก็ได้แบบผสมผสาน หรือจะเลี้ยงปลาในนาบนที่สูงยังทำได้ มีตัวอย่างทำไว้ให้ดูแล้ว สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องเร่งทำเพราะไม่เช่นนั้นการสูญเสียหน้าดินจากการชะล้างพังทลายในระดับนี้จะส่งผลให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันเราสูญเสียเงินไปกับการชะล้างหน้าดินสูงถึงปีละกว่า 2.3 ล้านล้านบาทต่อปี ในขณะที่งบประมาณที่เก็บได้ปีละเพียง 2.7 ล้านล้านบาทเท่านั้น ที่สำคัญการแก้ปัญหาของเกษตรกรต้องใช้จิตวิญญาณในการทำงาน และทำงานประสานกับหน่วยงานอื่นๆ เหมือนที่โครงการต้นแบบพื้นที่ ‘แก่นมะกรูดโมเดล’ ทำสำเร็จมาแล้ว

ทั้งนี้ โครงการนำร่องต้นแบบบูรณาการหน่วยงานร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่เกิดจากการบูรณาการหลายหน่วยงาน และดำเนินการในหลายมิติ เริ่มจากการสำรวจเพื่อกำหนดแนวเขตที่ดินร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ดำเนินการสำรวจและออกแบบการบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมชลประทานโดยปรับปรุงอ่างเก็บน้ำและระบบท่อส่งน้ำอ่างห้วยแก้วแม่ดีน้อยให้สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น มีการพัฒนาเกษตรผสมผสาน เกษตรประณีต การส่งเสริมการท่องเที่ยวทำให้ในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวถึง 80,000 คน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่กว่า 3 ล้านบาท และสามารถลดพื้นที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวและคืนผืนที่สีเขียวรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มรดกโลกได้ถึง 2,698 ไร่ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี

ด้านนายเอกรัตน์ พรหมศิริแสน หัวหน้าโครงการพื้นที่ต้นแบบการแก้ไขปัญหาการเกษตรและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ต.แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี กล่าวสรุปความสำเร็จว่า โครงการดำเนินการเมื่อต้นปี 2557 โดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานงานพระราชดำริ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดอุทัยธานีเข้ามาสำรวจปัญหาในพื้นที่และความต้องการของชาวบ้านเพื่อหาแนวทางที่จะลดการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มรดกโลก พบว่าชาวบ้าน 4 หมู่บ้านของแก่นมะกรูดมีพื้นที่ 21,600 ไร่ส่วนใหญ่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น การปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ซึ่งทำให้หน้าดินเสื่อมโทรม และแหล่งเก็บน้ำตื้นเขินเกิดอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก ไฟไหม้ป่าและหมอกควันจนส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายเกิดภาวะหนี้สินกว่า 150,000 บาทต่อครัวเรือน

ดังนั้น จึงมีการพัฒนาระบบเกษตรและอาชีพโดยน้อมนำ “เกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์” โคกหนองนา โมเดล ลงปฏิบัติด้วยรูปแบบการรวมกลุ่มกันจำนวน 17 ราย พื้นที่ 317 ไร่ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559 จากการรับสมัครเกษตรกรเข้าอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและลงมือทำโดยมุ่งเน้นให้เกษตรกร “ระเบิดจากข้างใน” จนประสบความสำเร็จดังตัวอย่าง นายวันนบ ขอสุข เกษตรกรชาวแก่นมะกรูด ดำเนินการในพื้นที่ 23 ไร่ เดิมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ผลผลิต 14 เกวียน (21 ตัน) ขายเกวียนละ 12,000 บาท ได้รายได้ 168,000 บาทต่อปี ต้นทุน 73,202 บาท กำไร 94,798 บาท หลังทำโคกหนองนา ปลูกกล้วยขายได้รายได้สัปดาห์ละ 7,000 บาท รายได้ต่อปี 336,000 บาท แหล่งท่องเที่ยว โฮมสเตย์ไร่อุ๋ยกื๋อ มีรายได้ช่วงเทศกาลปีใหม่ 270,000 บาท นอกจากนั้นยังมีผลไม้ อาทิ สับปะรด ฝรั่ง ส้มโอและพืช ผัก พอกินตลอดทั้งปี กลายเป็นตัวอย่างความสำเร็จแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่ามรดกโลกได้จริง