ปศุสัตว์เปิดปฏิบัติการบุกตรวจสารเร่งเนื้อแดงฟาร์มหมูนครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331661

ปศุสัตว์เปิดปฏิบัติการบุกตรวจสารเร่งเนื้อแดงฟาร์มหมูนครปฐม

xL6ly9;N

ปศุสัตว์เปิดปฏิบัติการบุกตรวจสารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มหมูนครปฐม

รักษาการฯอธิบดีกรมปศุสัตว์  สั่งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่นครปฐม บุกสุ่มตรวจสารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มเลี้ยงหมู ผลไม่พบการกระทำผิด สะท้อนการดำเนินการตามกฎหมาย ย้ำเดินหน้ากวาดล้างสารอันตรายให้หมดจากประเทศ

วันที่ 23 มิ.ย.นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์เริ่มเปิดปฏิบัติการปราบปรามการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ โดยสั่งการให้นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์  พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นำชุดเฉพาะกิจสารวัตรกรมปศุสัตว์กว่า 50 นาย เข้าตรวจปัสสาวะสุกรในฟาร์ม 8 แห่ง ในตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม  โดยการบุกเข้าตรวจโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ตามนโยบายสินค้าเกษตรปลอดภัยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
“หลังจากนี้จะปฏิบัติการสุ่มตรวจสอบทั้งในระดับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ รวมถึงโรงฆ่าสัตว์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากสารเร่งเนื้อแดงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีสารนี้ อาจทำให้เจ็บป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ ขอย้ำกับผู้ที่ลักลอบใช้ให้หยุดการกระทำผิด หากฝ่าฝืนและตรวจพบจะถูกดำเนินคดีในทันที ทั้งได้รับโทษหนักและอาจต้องปิดกิจการ  เนื่องจากการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”  นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว
ด้าน นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และประธานคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ครั้งนี้ เป็นการตรวจสอบฟาร์มตามแบะแสที่มีผู้แจ้งผ่านแอพพลิเนชั่น “DLD 4.0” ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ที่กรมปศุสัตว์เปิดขึ้นเพื่อให้สามารถแจ้งการกระทำความผิดด้านปศุสัตว์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
“จากการตรวจสอบฟาร์มสุกร 5 แห่ง ที่เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างปัสสาวะสุกร ฟาร์มละ 5 ตัวอย่าง และตรวจด้วยชุดทดสอบเบื้องต้นชนิดรวดเร็วที่มีความแม่นยำสูง พบว่าทั้ง 25 ตัวอย่าง ให้ผลเป็นลบหรือไม่พบการตกค้างของสารเร่งเนื้อแดง ส่วนฟาร์มสุกรอีก 3 แห่ง ได้ปิดดำเนินการแล้ว ผลการตรวจในครั้งนี้สะท้อนถึงความตระหนักในกฎหมายและความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคของเกษตรกร หลังจากนี้ปศุสัตว์ทุกจังหวัดจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป” น.สพ.จีรศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำผิดทั้งโรงฆ่าสัตว์เถื่อนและการใช้สารเร่งเนื้อแดง โปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่นในมือถือ “DLD 4.0” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายได้ทันท่วงที โดยผู้แจ้งจะได้รับรางวัลสินบนนำจับหลังจากคดีสิ้นสุด

เดอะ สุโกศล ฯ ยกทีมสำรวจต้นทางผลิตวัตถุดิบอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331407

เดอะ สุโกศล ฯ ยกทีมสำรวจต้นทางผลิตวัตถุดิบอินทรีย์

เดอะ สุโกศล ฯ ยกทีมสำรวจต้นทางผลิตวัตถุดิบอินทรีย์                                

            โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ ระดมพนักงานฝ่ายต่างๆ ลงพื้นที่เครือข่ายสามพรานโมเดล จ.ราชบุรี สำรวจต้นทางการผลิตวัตถุดิบอินทรีย์ที่ส่งเข้าห้องครัวของรร.ไว้ปรุงอาหารจานพิเศษบริการแก่ลูกค้า หวังเพิ่มความรู้ สร้างความเข้าใจวิถีอินทรีย์ เพื่อนำความรู้กลับไปสื่อสารต่อผู้บริโภคให้เห็นคุณค่าออร์แกนิกที่ไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพขอคนกินกับคนปลูก แต่ก่อเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ

นายอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพรานริเวอร์ไซด์ ผู้ร่วมก่อตั้ง แล็บอาหารยั่งยืน               (ประเทศไทย) หรือ ฟู๊ดแล็บ องค์กรขับเคลื่อน Organic Tourism หรือการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ กล่าวว่า  เดอะ สุโกศล กรุงเทพ คือ หนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่เข้าร่วมขับเคลื่อน Organic Tourismกับฟู๊ดแล็บ เป้าหมายเพื่อการสร้างระบบอาหารสมดุลยั่งยืน โดยการรับซื้อวัตถุดิบอินทรีย์จากเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล ส่งเข้าห้องครัวของรร. สำหรับรังสรรค์เมนูอาหารออร์แกนิกบริการแก่ลูกค้า   ซึ่งนอกจากมอบสุขภาพที่ดีให้กับคนกินและคนปลูกแล้ว ยังช่วยให้เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ดีขึ้นด้วย อีกทั้งช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการสร้างจุดขายใหม่ๆ ให้กับธุรกิจอีกด้วย

โดยเป้าหมายการลงพื้นที่ คุณมาริสา สุโกศล หนุนภักดี รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงแรม สุโกศล ซึ่งร่วมทริปพร้อมกับคณะ บอกว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ทางโรงแรมต้องการให้ผู้บริหารทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมี ทั้งเชฟ ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายบริการลูกค้า ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด และส่วนอื่นๆ ประมาณ 20 คนด้วยกัน ได้รับความรู้ และมีความเข้าใจเกี่ยวกับออร์แกนิกในทิศทางเดียวกัน และสามารถนำความรู้กลับไปสื่อสารกับผู้บริโภค หวังเป็นอีกหนึ่งพลังที่ช่วยกระตุ้นผู้บริโภคเห็นคุณค่าของออร์แกนิก และลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่อมุ่งสู่การสร้างระบบอาหารสมดุลเพื่อความยั่งยืน ดั่งเป้าหมายของฟู๊ดแล็บ

ตามโปรแกรมทริปนี้ ก่อนออกเดินทางสำรวจแหล่งต้นทางการผลิตพื้นที่จริง คุณอรุษ นวราช ก็ได้เล่าที่มาที่ไป แนวคิดในการขับเคลื่อน รวมถึงความหมายแท้จริงของ Organic Tourism เพื่อสร้างความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน จากนั้นพาคณะไปเยี่ยมชมตลาดสุขใจ ตลาดทางเลือกของคนรักสุขภาพ แหล่งจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ประเภทข้าว ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายชนิด ของเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล

และเดินทางต่อไป จ.ราชบุรี พบปะเกษตรกร กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี ไปเรียนรู้การปลูกผักอินทรีย์ ที่ไร่รวงข้าวภูตะวัน ฟังเรื่องเล่าเส้นทางสู่วิถีอินทรีย์ของคุณป้าลำพึง ศรีสาหร่าย เจ้าของไร่ ที่ต้องฝ่าฝันความเหนื่อยยาก อดทน พัฒนาแปลงจนได้มาตรฐาน IFOAM และตั้งใจถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นใหม่ หวังให้เป็นกำลังของชาติในการพัฒนาอาชีพเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้คนไทยได้บริโภคอาหารปลอดภัย และช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน  ขณะเดียวกันยังพาคณะชมฟาร์มพื้นที่ 15 ไร่ ปลูกผัก ผลไม้และปลูกป่า  แบ่งเป็นโซนต่างๆ ให้เห็นอย่างชัดเจน  และให้ทดลองปลูกมะเขือเทศในแปลงปลูกจริงอีกด้วย

ปิดท้ายกิจกรรมกันที่ฟาร์มหมูหลุมดอนแร่ซึ่งเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ของ คุณสุพจน์ สิงห์โตศรี ไปศึกษาการเลี้ยงหมูแบบธรรมชาติโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมไม่มีกลิ่น และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ หรือสารเร่ง เนื้อแดงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค

แม้มีเวลาไม่มากนัก แต่คุณค่าที่ได้สัมผัสจากประสบการณ์ตรง น่าจะทำให้ทุกคนเกิดความเชื่อและมั่นใจในวิถีอินทรีย์ อีกทั้งสามารถนำความรู้กลับไปถ่ายทอดและสื่อสารต่อลูกค้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

Organic Tourism หรือ การท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ เป็นการขับเคลื่อนทางสังคม  ที่ริเริ่ม โดย ดร.อุดม หงส์ชาติกุล และอรุษ นวราช ผู้ร่วมก่อตั้ง แล็บอาหารยั่งยืน (ประเทศไทย) ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบอาหารสมดุล และยั่งยืน ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร หรือ เกษตรกร และทุกภาคส่วนที่อยู่บน ห่วงโซ่อาหาร สามารถเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ระบบอาหารสมดุลรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ organictourismthailand.com โทร. 034 -225-203

เวทีถกจัดสรรที่ดินเพื่อสร้างความเป็นธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331406

เวทีถกจัดสรรที่ดินเพื่อสร้างความเป็นธรรม

กมที่ดิน

เวทีถกจัดสรรที่ดินเพื่อสร้างความเป็นธรรม นักวิจัยชี้ กม.ที่ดินยังซ้อนทับ ควรจัดตั้งธนาคารที่ดิน

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา  นางสาวจริยา  สุทธิไชยา รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “แนวทางการจัดการที่ดินให้แก่ประชาชน” ที่จัดขึ้นโดย คณะอนุกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ โครงการวิจัยศึกษาแนวทางการจัดการที่ดินให้แก่ประชาชน ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อหารือถึงแนวทางการจัดการที่ดิน ที่นำไปสู่การกระจายที่ดินที่เป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและมาตรการปฏิรูปประเทศ

เบื้องต้นรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า ฐานข้อมูลในปี 2560 ระบุว่าพื้นที่ประเทศไทยมี 321 ล้านไร่  เป็นพื้นที่เกษตร 149 ล้านไร่ (47 %)  ต่อจำนวนประชาเกษตรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรประมาณ 7.69 ล้านครัวเรือน  หรือ 24 ล้านคน  พื้นที่จำนวนดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อเกษตรกร แนวทางการจัดสรรที่ดินของกระทรวงเกษตรฯ การจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศ  ทั้งในส่วนของการจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ให้เชื่อมโยงกัน  มีการจัดทำ One Map แผนที่การเกษตรทั้งหมดของประเทศ  เพื่อการจัดโซนนิ่งทางการเกษตรได้ว่าบริเวณใดควรปลูกอะไร ปริมาณเท่าไหร่

ต่อมา ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ หัวหน้าโครงการวิจัย “แนวทางการจัดการที่ดินให้แก่ประชาชน”  สกว. ได้ให้ข้อมูลว่า การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นหัวข้อหนึ่งที่คณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง หรือ อปป. หยิบยกมาพิจารณาเนื่องจากถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 72(3) มาตรา 258 ช.(2) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่สมควรจะเร่งรัดให้เกิดผลโดยเร็ว เพื่อปรับปรุงเครื่องมือการบริหารและตัดสินใจทางนโยบาย

ปัจจุบันกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ในการจัดที่ดินให้แก่ประชาชนโดยตรงมี 3 ฉบับ ประกอบด้วย       1.ประมวลกฎหมายที่ดิน 2.พระราชบัญญัติที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 และพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 โดยกฎหมายเกือบทั้งหมดกำหนดให้นำ “ที่ดินของรัฐ” มาจัดให้ประชาชน  บุคคลที่จะมีสิทธิ์ได้รับการจัดที่ดินกลุ่มแรกคือเกษตรกรและผู้ยากจน โดยขนาดที่ดินที่จัดให้จะอยู่ทีไม่เกิน 3 – 5 ไร่ ในส่วนของข้อกฎหมายพบว่า กฎหมายใหม่ด้านที่ดินของประเทศไทยเกิดขึ้น ในขณะที่กฎหมายก็ยังมีผลบังคัลใช้  ทำให้มีความซ้อนทับกัน ปัญหาที่พบหลังจากมีการจัดสรรที่ดินส่วนหนึ่งคือ
ผู้ที่อยู่ได้รับการจัดสรรที่ดินจากรัฐบาลเป็นเจ้าของที่ดินนั้นซึ่งได้รับความนิยามว่า คนจน เมื่อพ้นระยะเวลาห้ามโอนเป็นกรรมสิทธิ์สมบูรณ์  จะขายที่ดิน กล่าวโดยง่ายคือ ที่ดินมือหนึ่งเป็นของคนจน         แต่มือต่อๆมาเป็นของคนรวย ซึ่งอาจอยู่ในวงจรของการฟอกที่ดิน ทำให้การจัดสรรดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการกระจายการถือครองที่ดินหรือความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ในสภาพความเป็นจริงยังพบว่าการจัดสรรที่ดินเพื่อทำการเกษตรนั้น  ผู้ที่ได้รับการจัดสรรมักจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกรรมบนที่ดินดังกล่าวที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าการทำการเกษตร เช่น จัดทำโฮมเสตย์  ทำธุรกิจท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งขัดความประสงค์ของรัฐที่วางไว้ และนอกจากนี้จากการจัดสรรดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวคือพื้นที่ป่าไม้ลดลงเหลือ 102.1 ล้ายไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ป่าของประเทศ  ดังนั้นคณะผู้วิจัยโครงการดังกล่าว จึงเสนอแนวทางการจัดการที่ดินให้เหมาะสม ที่เป็นมาตรการเร่งด่วนคือการจัดตั้งธนาคารที่ดิน การปรับรื้อกองทุนด้านที่ดิน  สร้างระบบฐานข้อมูลป่าไม้-ที่ดิน และระบบภาษีที่ดิน จัดทำร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ปฏิรูปหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับสิทธิการจัดการและการใช้ประโยชน์ที่ดิน จัดทำประมวลกฎหมายป่าไม้ และการปรับรื้อกฎหมายที่ดินฉบับต่างๆ จัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน และปฏิรูประบบผังเมือง นอกจากนี้ในกฎหมายหลายฉบับควรมีการปรับเปลี่ยนนิยามของผู้ได้รับการจัดสรรที่ดินทั้งในส่วนของคำว่า “เกษตรกร” “ผู้ยากจน” รวมถึงชุมชนที่จะมีสิทธิได้รับที่ดิน ทั้งนี้ความคิดเห็นที่ได้จากข้อหารือต่อแนวทางการจัดสรรที่ดินดังกล่าว           จะถูกนำไปพัฒนารายงานต่อคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน เพื่อนำส่งต่อให้นายวิษณุ       เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

ฉลองครบ 3 ปีเว็บข่าวเกษตรก้าวไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331398

ฉลองครบ 3 ปีเว็บข่าวเกษตรก้าวไกล

เกษตรก้าวไกล

ฉลองครบ 3 ปีเว็บข่าวเกษตรก้าวไกล “เกษตรกรอยู่ที่ไหน เราอยู่ที่นั่น”

               เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 ณ บริเวณด้านหน้าอาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้มีการจัดงานเปิดตัวโครงการ “เกษตรคือประเทศไทย ก้าวไกล…ไปด้วยกันทั้งประเทศ” เนื่องในอากาสครบรอบ 3 ปี เกษตรก้าวไกล และยังเป็นการต้อนรับน้องใหม่ “เกษตรโว้ย VOICE”…โดยมีนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธี ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมงานคับคั่ง

ฉลองครบ 3 ปีเว็บข่าวเกษตรก้าวไกล

    นายพรศักดิ์ พงศาปานหรือลุงพร สอนอาชีพ เจ้าของเว็บไซต์ข่าวเกษตรก้าวไกลและเว็บข่าวเกษตรว้อยกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการเกษตรคือประเทศไทยฯ มาจากแรงบันดาลใจสำคัญสูงสุด อันเนื่องมาจากพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ดังที่ว่า “เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศที่ได้มาใช้สร้างความเจริญด้านต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่

จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญ และงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ…” และต่อมารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยได้มีนโยบายที่จะพัฒนาภาคเกษตรมาตลอด โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ได้มีนโยบายที่จะพัฒนาภายใต้โครงการต่างๆมากมาย

นายพรศักดิ์กล่าวต่อว่าแนวคิดของโครงการเกษตรคือประเทศไทยฯ คือ การจัดตั้ง “กองบรรณา ธิการเคลื่อนที่” (Mobile editorial) เพื่อออกเดินทางไปยังพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ “เกษตรกรอยู่ที่ไหน เราอยู่ที่นั่น” เมื่อไปถึงจุดไหนพื้นที่ใดก็จะรายงานข่าวผ่านเครือข่ายระบบสื่อสารสมัยใหม่ (Live) รวมทั้งการจัดเก็บข้อมูลข่าว ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เพื่อนำเสนอผ่านสื่อในเครือข่ายเกษตรก้าวไกลดอทคอม (Google Youtube และ Facebook) โดยได้กำหนดการเดินทางไว้ทั้งหมด 7 เส้นทาง ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 99 วัน และสัมภาษณ์เกษตรกรประมาณ 210 คน

” อยากจะเชิญชวนผู้เกี่ยวข้องทุกท่านคือ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในภาคส่วนไหน ทำอาชีพอะไรอยู่ ท่านสามารถมีส่วนช่วยภาคเกษตรได้ทั้งสิ้น ทั้งแต่อาชีพสูงๆมาจนอาชีพล่างๆ เช่น เป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักบัญชี เป็นคนถีบสามล้อ เป็นพ่อค้าแม่ขาย ฯลฯ ทุกคนช่วยกันได้หมด ช่วยกันคิดว่าจะสร้างสรรค์กันอย่างไรให้การเกษตรของเราไปได้”

เจ้าของเว็บไซต์เกษตรก้าวไกลย้ำด้วยว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำเรื่องการเกษตรให้เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เป็นเรื่องของเกษตรกรเพียงอย่างเดียว หรือกระทรวงเกษตรฯเพียงอย่างเดียว เราในฐานะสื่อมวลชนเกษตร ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตั้งใจว่าการออกพื้นที่เกษตรคราวนี้จะถ่ายทอดรายงานข่าวให้ทุกคนรับรู้ให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตามโครงการเกษตรคือประเทศไทยฯ ได้รับการสนับสนุนจาก 3 ภาคส่วน ดังนี้ 1. ภาครัฐ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร สถานีวิทยุ ม.ก. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) SME Development Bank ฯลฯ 2. ภาคเอกชน ประกอบด้วย บริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย จำกัด บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ซุปเปอร์เอส จำกัด ฯลฯ 3. ภาคสังคมและองค์กรอิสระ ประกอบด้วย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ฯลฯ

     นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวระหว่างเป็นประธารนในพิธีเปิดโครงการเกษตรคือประเทศไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปีเว็บไซต์เกษตรก้าวไกลตอนหนึ่งว่า

“ผมดีใจมากที่มีการทำงานข่าวในลักษณะการจัดตั้งกองบรรณาธิการเคลื่อนที่ ซึ่งจะมีการารรายงานข่าวสดๆ (LIVE) เป็นข้อมูลดิบๆที่ตรงประเด็นที่สุด เราไม่ต้องมีปรับปรุงใดๆเป็นข้อมูลจริงเสียงจริงจากเกษตรกรในพื้นที่จริงๆ ผมเองเมื่อเช้าคุยกันน้องๆที่เป็นข้าราชการผมอยู่ในอาชีพราชการ 37 ปี ข้อมูลข่าวสารต่างๆจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงเกษตรกร นโยบายการพัฒนาในเรื่องต่างๆ หากมีสื่อที่มีคุณภาพที่เป็นตัวกลางจะสามารถช่วยได้มาก

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้เห็นสื่อมวลชนทำงานด้วยอุดมการณ์ ด้วยความรักในอาชีพ และรักการเกษตร เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี และในบางพื้นที่ถ้าเราไปในฤดูกาลที่แตกต่างกันจะเห็นความหลากหลาย เห็นวิถีชีวิตเห็นสิ่งดีๆมากขึ้น ถ้าเราสามารถนำเสนอความแตกต่างหรือความหลากหลายได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี เวลานี้กรมส่งเสริมการเกษตรกำลังสร้าง Smart Farmer หรือการสร้างเครือข่าย ทำให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลาย เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และจะนำมาซึ่งการพัฒนาภาคการเกษตร เช่นเดียวกับการทำข่าวหรือรายงานข่าวในโครงการนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรเป็นอย่างมาก

ขยายผลศาสตร์พระราชาโคกหนองนาโมเดลสู่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331347

ขยายผลศาสตร์พระราชาโคกหนองนาโมเดลสู่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

โคกหนองนาดมเดล

ขยายผลศาสตร์พระราชาโคกหนองนาโมเดลสู่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

กระทรวงเกษตรฯจับมือกรมชลประทาน ขยายผล “ศาสตร์พระราชา” สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ระดมพลลงมือทำแปลงสาธิต การขุดคลองไส้ไก่ การทำฝาย และการทำคันนาทองคำ ในพื้นที่ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หวังใช้เป็นตัวเองให้เกษตรกรนำไปต่อยอดปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง

ขยายผลศาสตร์พระราชาโคกหนองนาโมเดลสู่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยในโอกาสลงพื้นที่ให้ความรู้กับเกษตรกรที่เข้าร่วม โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการออกแบบพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา โคก หนองนา โมเดล รุ่นที่ 2 ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรีว่า  การอบรมเชิงปฏิบัติดังกล่าว เป็นการหาแนวทางในการนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้ เพื่อปรับพื้นที่การเกษตรตามแบบแนวทางทฤษฎีใหม่  โดยเป็นการให้ความรู้ด้านการจัดการน้ำให้ผู้ร่วมอบรมได้ฝึกคิดและคำนวณปริมาณน้ำฝนให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตน

ขยายผลศาสตร์พระราชาโคกหนองนาโมเดลสู่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
นอกจากนี้ ยังมีทีมวิศวกรและสถาปัตยกรรมของกรมชลประทาน ช่วยออกแบบแปลงเกษตรกรรมตามแบบ โคก หนอง นา ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ของเกษตรกรที่เข้าร่วมอบรม รวมทั้งจัดกิจกรรม “เอามือสามัคคี เรียนรู้การจัดการพื้นที่เกษตรกรรม”  ซึ่งจะเป็นการสร้างความสามัคคีในการขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน ด้วยการลงมือทำแปลงสาธิต การขุดคลองไส้ไก่ การทำฝาย และการทำคันนาทองคำ ในพื้นที่สาธิตของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อนำไปต่อยอดปรับใช้กับพื้นที่ของตนเองต่อไป
สำหรับโครงการพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา โคก หนองนา โมเดล นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี(ห้วยโสม) ลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งในส่วนของกรมชลประทานรับผิดชอบในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี (ห้วยโสมง) และลุ่มน้ำป่าสัก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมชลประทานได้มีการดำเนินโครงการฯ จนประสบความสำเร็จในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี (ห้วยโสมง) จังหวัดปราจีนบุรีมาแล้ว และนำมาต่อยอดในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักเป็นครั้งที่ 2 เพื่อสร้างตัวอย่าง “โคก หนองนา โมเดล” ไว้ในบริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่เกษตรกรสามารถเรียนรู้และเข้าใจในศาสตร์พระราชา และสามารถร่วมกันพัฒนาการเกษตรให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืนต่อไป
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวด้วยว่า โครงการโคก หนองนา โมเดล เป็นแนวคิดและแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพชีวิตของคนไทย ที่มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นรากฐานของสังคม ซึ่งได้น้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ด้านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและพื้นที่การเกษตรผสมผสานกับภูมิปัญญาพื้นบ้านได้อย่างสอดคล้อง   โดยนำมาปรับเป็นคำพูดที่ง่ายต่อการเข้าใจแล้วนำไปสอนและถ่ายทอดแก่เกษตรกร เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อพื้นฐานชีวิตมีความมั่นคงแล้ว ชีวิตคนไทยจึงจะมั่นคง และยั่งยืนตลอดไป
สำหรับการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้   นายพิเชษฐ์ ศุภฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม  นายศุภณัฐ ปริยชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา(ด้านวางแผน) และ นายศุภชัย มโนกาล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  ได้ร่วมลงพื้นที่ให้ความรู้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการออกแบบพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา โคก หนองนา โมเดล รุ่นที่ 2 ดังกล่าวด้วย

วช.ร่วมกับสำนักงบประมาณ จัดถก”อนาคตประเทศไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331181

วช.ร่วมกับสำนักงบประมาณ จัดถก”อนาคตประเทศไทย”

วช.ร่วมกับสำนักงบประมาณ จัดระดมความคิด เรื่อง “อนาคตประเทศไทย โจทย์วิจัยเพื่อประชาชน”

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงบประมาณ จัดระดมความคิด เรื่อง “อนาคตประเทศไทย โจทย์วิจัยเพื่อประชาชน” เพื่อกำหนดโจทย์วิจัยที่สำคัญของประเทศ ในวันที่ 20 มิถุนายน 2561 ณ ศูนย์การประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดย พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมปาฐกถาพิเศษเรื่อง “วิจัยยุคใหม่เข้าถึงประชาชน” เวลา 09.00 น.

วช.ร่วมกับสำนักงบประมาณ จัดถก"อนาคตประเทศไทย"

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า
สภานโยบาย วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดทิศทางและนโยบายการวิจัยและ นวัตกรรมของประเทศ และขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน
เพื่อเป็นกลไก การบูรณาการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ตรงกับความต้องการ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถ ผลักดันให้มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนา
ประเทศตาม เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะสำนักงานเลขานุการร่วม สภานโยบายวิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.)
สำนักงบประมาณ มีหน้าที่ขับเคลื่อนการบูรณาการด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อให้ทิศทางการทำงานวิจัย และพัฒนานวัตกรรม ตอบโจทย์สำคัญตรงกับตามความต้องการของประเทศ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน โดยได้จัดทำกรอบ การวิจัยที่มุ่งเป้าตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศที่สอดคล้องกับแผนบูรณาการวิจัยและนวัตกรรม และเพื่อเป็นการเตรียมโจทย์วิจัย ที่มุ่งเน้นการวิจัยที่มีความสำคัญกับกลุ่มอาชีพหลักของคนไทย

โดยการประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อระดมความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยกำหนดโจทย์วิจัยและนวัตกรรม ในการพัฒนาประเทศให้ตรงกับความต้องการของประชาชน ลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์และตอบโจทย์
หรือแก้ไขปัญหา ของประชาชนได้ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้จะมีการระดมสมอง ในเรื่องของ “โจทย์วิจัยสำหรับวิถีชีวิตคนไทยและอาชีพของคนไทย” ในเรื่อง ข้าว มันสำปะหลังและอ้อย ยางพารา ไม้ผล เศรษฐกิจ (ลำไย มะพร้าว ทุเรียน มังคุดและลองกอง) น้ำมันปาล์ม โคเนื้อและโคนม การแพทย์ครบวงจร และ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้ได้ประเด็นวิจัยหรือโจทย์วิจัยสาหรับวิถีชีวิตคนไทย และอาชีพ ของคนไทยรวมทั้งให้นักวิจัยและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยได้เห็นตัวอย่างของงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโจทย์วิจัยที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ รวมถึงได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการ รับข้อเสนอการวิจัย และกรอบการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย ในปีงบประมาณ 2562

เตือนเฝ้าระวัง!ชุมพรฝนตกหนักส่งผลลุ่มน้ำคลองท่าตะเภาเพิ่มสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331166

เตือนเฝ้าระวัง!ชุมพรฝนตกหนักส่งผลลุ่มน้ำคลองท่าตะเภาเพิ่มสูง

กรมชล

เตือนเฝ้าระวัง! ชุมพรฝนตกหนัก ส่งผลลุ่มน้ำคลองท่าตะเภาเพิ่มสูงขึ้น

              ฝนที่ตกหนักในพื้นที่จังหวัดชุมพร ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองท่าตะเภาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สั่งจับตาและเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

เตือนเฝ้าระวัง!ชุมพรฝนตกหนักส่งผลลุ่มน้ำคลองท่าตะเภาเพิ่มสูง

              ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศแจ้งเตือน เมื่อเวลา 05.00 น. ของวันที่ 20 มิ.ย. 61 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักในบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายที่อาจเกิดจากฝนตกหนัก และน้ำท่วมฉับพลันไว้ด้วย นั้น

            จากการติดตามสภาพฝนในพื้นที่จังหวัดชุมพร พบว่ามีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 – 70 ของพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำ และคลองธรรมชาติหลายแห่ง มีระดับน้ำสูงขึ้น โดยเฉพาะลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา ปัจจุบัน(19 มิ.ย. 61)ระดับน้ำบริเวณสถานีวัดน้ำ X.158 บ.วังครก อ.ท่าแซะ ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 2.39 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนสถานีวัดน้ำ X.180 สะพานเทศบาล2 อ.เมืองชุมพร ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 2.01 เมตร

             กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำ โดยการชลอน้ำส่วนหนึ่งไว้บริเวณหน้าประตูระบายน้ำคลองท่าแซะ เพื่อไม่ให้น้ำจากคลองท่าแซะไหลลงมาสมทบกับน้ำที่มาจากคลองรับร่อ บริเวณจุดบรรจบกันที่ บ.ปากแพรก ต.นากระตาม อ.ท่าแซะ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ด้านท้ายประตูระบายน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำมักเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก นอกจากนี้ ยังได้พร่องน้ำในแก้มลิงหนองใหญ่ คลองหัววัง-พนังตัก ประตูระบายน้ำสามแก้วใหม่ และประตูระบายน้ำท่าตะเภา ก่อนจะเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำหากเกิดฝนตกหนักลงมาอีก พร้อมทั้งเตรียมเครื่องสูบน้ำ 6 เครื่อง ที่พร้อมจะสูบระบายน้ำได้ทันทีหากมีน้ำท่วมขัง

             ทั้งนี้ กรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานชุมพร ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำ ลำห้วย และลำคลองต่างๆ ที่มีระดับน้ำสูงขึ้น ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด

ส.ป.ก. สร้างเกษตรกรต้นแบบภาคกลาง 21 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331141

ส.ป.ก. สร้างเกษตรกรต้นแบบภาคกลาง 21 จังหวัด

สปก

ส.ป.ก. สร้างเกษตรกรต้นแบบภาคกลาง 21 จังหวัด

               นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน ด้วยการน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในด้านการเกษตรกรรม ภายใต้แนวคิด “การสืบสานงานของพ่อ สานต่อศาสตร์พระราชา” และได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ได้น้อมนำแนวพระบรม ราโชบาย เพื่อปรับใช้ให้สอดคล้องกับภารกิจหลักของส.ป.ก.ในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดิน งานพัฒนาพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินและพัฒนาเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่พอเพียง พึ่งพาตนเองและอาศัยอยู่ในที่ดินของ ส.ป.ก. มีความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน ที่มั่นคง

ส.ป.ก. สร้างเกษตรกรต้นแบบภาคกลาง 21 จังหวัด

                 อันประกอบด้วย มีกิน มีอยู่ มีใช้ และพอร่มเย็น โดยได้ดำเนินโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมแบบยั่งยืน เพื่อสร้างต้นแบบ การนำศาสตร์แห่งพระราชาไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. มาเรียนรู้อบรมที่แปลงต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ในเรื่องของการบริหารจัดการ แปลงเกษตรกรรม การพัฒนาอาชีพและการสร้างรายได้ให้กับตนเอง รวมถึงความปลอดภัยด้านอาหาร การสร้าง สิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน เกษตรกรจะได้นำทักษะและประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ตนเองอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาเป็นแปลงต้นแบบการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในเขตปฏิรูปที่ดินต่อไป”

                  นายรัตนะ สวามีชัย รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า “โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๓ ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๑ โดยมีเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. และเกษตรกรผู้ผ่านการคัดเลือกให้เป็นต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ภาคกลาง ๒๑ จังหวัด จำนวน ๘๒ ราย ซึ่งการอบรมจัดเป็น ๔ รุ่น รุ่นที่๑ ภาคเหนือ รุ่นที่ ๒ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รุ่นที่ ๓ ภาคกลาง และรุ่นที่ ๔ ภาคใต้ รวมผู้เข้ารับการอบรม ๒๘๘ ราย (เป็นเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน ๗๒ จังหวัดๆละ ๓ ราย และเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.จังหวัด จำนวน ๗๒ จังหวัดๆละ ๑ ราย) ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๑,๕๗๒,๔๐๐ บาท (ใช้ฐานคิดกับเกษตรกร ๒๑๔ ราย เจ้าหน้าที่ ๗๒ ราย วิทยากร ๓ ราย โดยเฉลี่ยรุ่นละ ๗๐ ราย)

             ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เกิดประสิทธิผลในทางปฏิบัติ และเพื่อให้เกษตรกรตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจใน เกษตรทฤษฎีใหม่ในทิศทางเดียวกัน และนำความรู้และความเข้าใจในแนวเกษตรทฤษฏีใหม่ ให้สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สามารถ พึ่งพาตนเองได้ และมีความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานที่มั่นคง มีกิน มีอยู่ มีใช้ และพอร่มเย็น”

ทส. จัดกิจกรรมอินเทรนด์ “วิ่งปันรักษ์ให้โลก” ลดขยะพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331001

ทส. จัดกิจกรรมอินเทรนด์ “วิ่งปันรักษ์ให้โลก” ลดขยะพลาสติก

ทส. จัดกิจกรรมอินเทรนด์ “วิ่งปันรักษ์ให้โลก” ลดขยะพลาสติก

พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขยะพลาสติกกลายเป็นวิกฤติสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าในเมืองใหญ่หรือชุมชนในชนบท ถุงพลาสติกก็เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะอำนวยความสะดวกสบายให้ทุกคน เมื่อต้องไปจับจ่ายสินค้าตามห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าชุมชน รวมทั้งใช้ใส่อาหารและเครื่องดื่ม ทำให้ประเทศไทยมีขยะถุงพลาสติกเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมามีขยะพลาสติกเกิดขึ้นประมาณ 12 % ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมด หรือประมาณปีละ 2 ล้านตัน มีการนำขยะพลาสติกกลับไปใช้ประโยชน์เฉลี่ยประมาณปีละ 0.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือ 1.5 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นเศษขยะถุงพลาสติกที่ปนเปื้อนอาทิ ถุงร้อน ถุงเย็นบรรจุอาหาร ถุงหูหิ้ว เป็นต้น โดยเฉพาะปริมาณขยะที่เกิดขึ้น ปี 2559 จำนวน 27 ล้านตัน ทำให้มีปริมาณขยะพลาสติกเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 3.2 ล้านตัน อีกทั้งข้อมูลของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า แต่ละปีทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติกมากถึง 5 แสนล้านใบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (single-use plastic หรือ disposable plastic)

นอกจากนี้แต่ละปี มีปริมาณขยะพลาสติกกว่า 13 ล้านตันไหลลงสู่ทะเล ส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเล เช่น เต่าทะเล หรือปลาขนาดใหญ่ จะคิดว่าถุงพลาสติกเป็นแมงกระพรุน เมื่อกินเข้าไปในกระเพาะอาหาร ถุงพลาสติกไม่สามารถย่อยได้ ทำให้สัตว์ทะเลเหล่านี้ตายได้ ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ จึงได้กำหนดประเด็นเรื่องขยะพลาสติกเป็นประเด็นหลักในการรณรงค์เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2561 “Beat Plastic Pollution : If you can’t reuse it, refuse it” “รักษ์โลก เลิกพลาสติก”

นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2561 ขึ้น ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ตามประเด็นการรณรงค์ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ Beat Plastic Pollution: If you can’t reuse it, refuse it “รักษ์โลก เลิกพลาสติก”

เพื่อรณรงค์ร่วมกับนานาประเทศเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ให้สังคมเกิดความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา ก็เป็นกิจกรรม “วิ่งปันรักษ์ให้โลก Run For Nature 2018”  ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่องส่งท้ายเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2561 โดยร่วมกับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา – กรมศิลปากร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา United Nations Environment Programme (UN Environment) และ ภาคเอกชน จัดกิจกรรม วิ่งปันรักษ์ให้โลก Run For Nature 2018
ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมในการออกกำลังกาย พร้อมไปกับการจัดกระบวนการวิ่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งลดการเกิดขยะ ตามประเด็นการรณรงค์วันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2561โดยมีการแจกแก้วน้ำซิลิโคนพับได้ให้กับนักวิ่งทุกท่านเพื่อใช้เติมน้ำตลอดการวิ่ง และสามารถนำติดตัวไปใช้ในงานวิ่งอื่น ๆ ได้อีก ซึ่งจะเป็นการรณรงค์ลดใช้แก้วพลาสติก

นอกจากนี้ ในการวิ่งระยะทาง 2 กิโลเมตรได้จัดให้เป็นการวิ่งซึ่งเป็นเทรนด์ออกกำลังกายด้วยการวิ่งสุดฮิตจากสวีเดน ที่เรียกว่า “Plogging” ซึ่งเป็นการวิ่งที่ผสมการเดินเก็บขยะไปด้วยในตัว ณ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับเกียรติจาก พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมดังกล่าว มีเป้าหมายในการสร้างโมเดลของกระบวนการวิ่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้เข้าร่วมวิ่งกว่า 2500 คน และการวิ่ง Plogging ในครั้งนี้สามารถรวบรวมขยะได้ 80 กิโลกรัม ทั้งนี้รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้แก่ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา และ มูลนิธิผู้พิทักษ์ป่า

เทสโก้จับมือก.เกษตรเพิ่มปริมาณรับซื้อข้าวตรงจากชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/330855

เทสโก้จับมือก.เกษตรเพิ่มปริมาณรับซื้อข้าวตรงจากชาวนา

เทสโก้้

เทสโก้จับมือก.เกษตรเพิ่มปริมาณรับซื้อข้าวตรงจากชาวนา

  เทสโก้ โลตัส ร่วมมือกับ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขยายผลเพิ่มปริมาณการรับซื้อข้าว โดยตรงจากชาวนา โดยไม่ผ่านคนกลางและโรงสีเอกชน หลังจากได้เปิดตัวข้าวหอมมะลิประชารัฐตราเทสโก้ในปีที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ล่าสุด เทสโก้ โลตัส ได้เพิ่มปริมาณการรับซื้อข้าวหอมมะลิแท้ 100% จากสหกรณ์การเกษตรใน 4 จังหวัดภาคอีสานอีก 7,000 ตัน และเริ่มต้นรับซื้อข้าวกล้องหอมมะลิ 100% และข้าวไรซ์เบอร์รี่ บรรจุถุงภายใต้แบรนด์เทสโก้ รวม 2,000 ตัน เพิ่มทางเลือกสุขภาพให้กับลูกค้า

วันที่ 18 มิ.ย. ที่กระทรวงเกษตรฯ นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานกรรมการบริหาร เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “ด้วยปณิธานของเทสโก้ โลตัส ในการมอบสินค้าคุณภาพสูง ในราคาที่เอื้อมถึงได้แก่ผู้บริโภค และความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ในปี พ.ศ. 2560 เทสโก้ โลตัส ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการรับซื้อข้าวหอมมะลิคุณภาพดีตรงจากเกษตรกร เพื่อผลิตเป็นข้าวสารบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัม จำหน่ายภายใต้แบรนด์เทสโก้ และจากการคัดสรรข้าวหอมมะลิจากทั่วประเทศ เทสโก้ โลตัส ได้ตกลงรับซื้อข้าวหอมมะลิ 100% โดยตรงจากสหกรณ์การเกษตรใน 4 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี, สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดสุรินทร์, สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด และสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยในปีแรก รับซื้อข้าวหอมมะลิในปริมาณ 5,700 ตัน นำมาซึ่งรายได้ที่เป็นธรรมและมั่นคงแก่เกษตรกรชาวนา ที่ไม่ต้องค้าขายผ่านคนกลางหรือโรงสี มีการวางแผนการเพาะปลูกและการรับซื้อล่วงหน้า และช่วยให้ลูกค้าทั่วประเทศสามารถซื้อข้าวหอมมะลิแท้ 100% คุณภาพดี ในราคาที่เอื้อมถึงได้ ผ่านร้านค้าของเทสโก้ โลตัส ทั่วประเทศ”

“จากความสำเร็จของโครงการดังกล่าวและการตอบรับที่ดีจากลูกค้า จึงทำให้เทสโก้ โลตัส เริ่มขยายผลโครงการต่อไป ด้วยการรับซื้อข้าวหอมมะลิแท้ 100% เพิ่มเติมอีก 7,000 ตัน และบรรจุถุงขนาด 2 กิโลกรัม เพื่อตอบรับกลุ่มลูกค้าที่มีครอบครัวขนาดเล็ก รวมถึงยังได้ขยายประเภทสินค้า โดยรับซื้อข้าวกล้องหอมมะลิ 100% และข้าวไรซ์เบอร์รี่ จากสหกรณ์การเกษตรตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี รวม 2,000 ตัน บรรจุถุงสุญญากาศที่ได้มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยขนาดถุงละ 2 และ 1 กิโลกรัมตามลำดับ โดยเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 ที่เทสโก้ โลตัส ทั่วประเทศ ซึ่งยอดการรับซื้อข้าวเพิ่มเติมในปีนี้คิดเป็นปริมาณรวม 9,000 ตัน สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับสหกรณ์การเกษตรทั้ง 4 แห่งที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 140,000 คน”

“จากการเติบโตของกระแสการดูแลสุขภาพของผู้บริโภค ผนวกกับปณิธานของเทสโก้ โลตัส ในการส่งเสริมให้ลูกค้ามีสุขภาพดีผ่านการรับประทานอาหารที่ดี มีคุณภาพ และปลอดภัย จึงเป็นที่มาของการขยายผลของโครงการรับซื้อข้าวตรงจากชาวนาไปสู่กลุ่มข้าวเพื่อสุขภาพ คือ ข้าวกล้องหอมมะลิ 100% และข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยนอกจากข้าว 2 ชนิดภายใต้แบรนด์เทสโก้แล้วนั้น เทสโก้ โลตัส ยังเป็นช่องทางการจำหน่ายข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (low-GI) ที่พัฒนาจากภูมิปัญญาของคนไทย คือ ข้าว กข.43 ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าที่ดีต่อสุขภาพได้ในราคาที่เอื้อมถึงได้แล้ว ยังเป็นการสนับสนุนชาวนาไทยให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าที่สามารถเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศผ่านร้านค้าของเทสโก้ โลตัส และช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์อีกด้วย”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ข้าวแบรนด์เทสโก้ที่รับซื้อตรงจากชาวนาทั้ง 4 สหกรณ์การเกษตรในภาคอีสาน ภายใต้โครงการรับซื้อข้าวตรงจากชาวนา ประกอบด้วย
1. ข้าวหอมมะลิ 100% จากจังหวัดสุรินทร์ บรรจุถุงละ 5 กิโลกรัม จำหน่ายราคาถุงละ 183 บาท
2. ข้าวหอมมะลิ 100% จากจังหวัดสุรินทร์ บรรจุถุงละ 2 กิโลกรัม จำหน่ายราคาถุงละ 98 บาท
3. ข้าวหอมมะลิ 100% จากจังหวัดศรีสะเกษ บรรจุถุงละ 5 กิโลกรัม จำหน่ายราคาถุงละ 183 บาท
4. ข้าวหอมมะลิ 100% จากจังหวัดศรีสะเกษ บรรจุถุงละ 2 กิโลกรัม จำหน่ายราคาถุงละ 98 บาท
5. ข้าวหอมมะลิ 100% จากจังหวัดร้อยเอ็ด บรรจุถุงละ 5 กิโลกรัม จำหน่ายราคาถุงละ 183  บาท
6. ข้าวหอมมะลิ 100% จากจังหวัดร้อยเอ็ด บรรจุถุงละ 2 กิโลกรัม จำหน่ายราคาถุงละ 98 บาท
7. ข้าวหอมมะลิ 100% จากจังหวัดอุบลราชธานี บรรจุถุงละ 5 กิโลกรัม จำหน่ายราคาถุงละ 183  บาท
8. ข้าวกล้องหอมมะลิ 100% จากจังหวัดอุบลราชธานี บรรจุถุงละ 2 กิโลกรัม จำหน่ายราคาถุงละ 90 บาท
9. ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จากจังหวัดอุบลราชธานี บรรจุถุงละ 1 กิโลกรัม จำหน่ายราคาถุงละ 95 บาท

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการรับประทานข้าวคุณภาพดีของไทย เทสโก้ โลตัส ยังได้จัดกิจกรรมถ่ายภาพโพสต์ทางเฟซบุ๊ค โดยเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน ทาง http://www.facebook.com/TescoLotusCommunity โดยถ่ายภาพข้าวและกับข้าว พร้อมติดแฮชแท็ค #ข้าวดีจากชาวนาไทยกินกับอะไรก็อร่อย เพื่อสนับสนุนให้คนไทยรับประทานข้าวหลากหลายสายพันธุ์ โดยเจ้าของภาพที่ได้รับคัดเลือกตามกติกา จะได้รับบัตรของขวัญเทสโก้ โลตัส