“สทนช.”จัดทัพวางระบบติดตามน้ำหลาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331889

“สทนช.”จัดทัพวางระบบติดตามน้ำหลาก

สทนช

“สทนช.”จัดทัพวางระบบติดตามน้ำหลาก

คณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ถกประเมินสถานการณ์น้ำ ชี้แนวโน้มปริมาณฝนภาพรวมไม่น่าห่วง มั่นใจแผนเตรียมรับมือน้ำหลาก ย้ำไม่นอนใจหลังมีสัญญาณฝนทิ้งช่วงเดือนกค. มอบทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องปรับแผนรับสถานการณ์ใกล้ชิด

 วันที่ 25 มิ.ย. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2561 ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก 16 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อาคารสำนักงาน ก.พ. (เดิม) ถ.พิษณุโลก ว่า จากการรายงานข้อมูลสถานการณ์น้ำและการคาดการณ์แนวโน้มจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า สถานการณ์ฝนในปีนี้อยู่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยในช่วงเดือนมิ.ย. ฝนเริ่มลดลงและจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงในเดือนก.ค. ซึ่งหน่วยงานเกี่ยวข้องจะมีการปรับแผนในการระบายน้ำเขื่อนต่างๆ ให้เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันพบว่าเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำที่ต่ำกว่า 30 % ของความจุอ่างฯ มีเพิ่มขึ้น ณ วันที่ 1 พ.ค.61 จาก 49 อ่างฯ ขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 51 อ่างฯ โดยเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ถึง 5 อ่างฯ เป็นภาคเหนือ 2 อ่างฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 อ่าง ภาคกลาง 1 อ่างฯ และตะวันออก 1 อ่างฯ รวมถึงการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่เกษตรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ และเริ่มกลับมามีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมบริเวณชายแดนไทย-พม่า คือ ภาคเหนือและภาคอีสาน สำหรับการคาดการณ์พายุที่จะเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม หน่วยงานที่เกี่ยวกับการติดตามสภาวะอากาศจะติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างต่อเนื่องและชัดเจนมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำในภาพรวมขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ โดยพื้นที่ที่เป็นลุ่มต่ำที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำหลากจากฝนที่ตกเฉพาะพื้นที่ ทุกหน่วยงานได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะข้อสั่งการคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) เป็นประธาน ได้แก่ 1. การจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้ได้จัดทำแผนการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงประสบภัยจากน้ำหลาก ได้แก่ พื้นที่เทศบาล นครเชียงใหม่ โรงพยาบาลลานนา และตัวอำเภอสันกำแพง แผนการกำจัดวัชพืชกีดขวางทางน้ำแม่น้ำปิง ตรวจสอบอาคารควบคุมน้ำมีความพร้อมใช้งาน 56 แห่ง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 33 จุด เป็นต้น 2. การแก้ไขปัญหาและผลกระทบจากรับน้ำเข้าพื้นที่ ลุ่มต่ำเมื่อปีที่ผ่านมาให้ทันก่อนการรับน้ำหลาก โดยกรมชลประทานมีการวางแผนงานปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทุ่งรับน้ำ 13 ทุ่ง จำนวน 187 โครงการ ได้รับงบประมาณแล้ว 28 โครงการ กรมทางหลวงชนบท ดำเนินการแก้ไขผลกระทบ จำนวน 4 สายทาง ได้รับการแก้ไขแล้ว 1 สายทาง 3. การเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำ ณ จุดสำคัญ 4.การกำหนดผู้รับผิดชอบอ่างเก็บน้ำและแผนปฏิบัติการ กรณีวิกฤติโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5. บริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำในยามวิกฤติ โดยสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเกิน 80 % ของความจุอ่างฯ ขณะนี้ลดลงเหลือเพียง 30 อ่างฯ เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อน ณ วันที่ 1 พฤษภาคมที่มีอยู่จำนวน 60 อ่างฯ 6. ซ่อมแซมอาคารควบคุมน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และ เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และ 7.กำจัดสิ่งกีดขวางทางระบายน้ำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561

  ขณะเดียวกัน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกระบวนการติดตามบริหารจัดการน้ำหลาก จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย สทนช. ได้กำหนดจุดติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ พร้อมจัดตั้งเกณฑ์การเฝ้าระวังจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 1.จุดเฝ้าระวังน้ำท่า โดยคัดเลือกสถานีตรวจวัดระดับน้ำ ตามสถิติการเกิดน้ำท่วมรายจังหวัด 96 แห่ง รวมถึงติดตามเฝ้าระวังสถานีตรวจวัดระดับน้ำที่มีการใช้แบบจำลองพยากรณ์ระดับน้ำ จำนวน 44 แห่ง 2. จุดเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ใน 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ เจ้าพระยา ท่าจีนปราจีน–บางปะกง แม่กลอง 3. การเฝ้าระวังดินโคลนถล่ม โดยใช้เกณฑ์ความเสี่ยงดินถล่ม ของกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรธรณี แบ่งเป็น 2 กรณี จุดสีเขียว ถ้ามีปริมาณฝนตก มากกว่า 150 มิลลิเมตร ภายใน 12 ชั่วโมงให้เฝ้าระวังจุดดังกล่าว กรณีจุดสีม่วง ถ้ามีปริมาณฝนตกมากกว่า 180 มิลลิเมตร ภายใน 12 ชั่วโมง ให้เฝ้าระวังจุดดังกล่าว ทั้งนี้ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลมายังศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. ซึ่งจะรายงานต่อไปยังคณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์น้ำและนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากมีแนวโน้มสถานการณ์ที่เข้าขั้นวิกฤต จะมีการยกระดับตั้งเป็นศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันต่อเหตุการณ์ต่อไป โดยประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์และการคาดการณ์ ผ่าน Application ต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแบบ Real time ด้วย

  อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างการรับรู้มาตรการเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำหลากล่วงหน้า ตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ สทนช.เป็นหน่วยงานหลักในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการ บริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปี 2561 ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนการลงพื้นที่สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำหลากในการเสวนาเรื่อง “การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่” ซึ่งเป็นการต่อยอดงานที่จัดในส่วนกลางไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ด้วยจำนวน 4 ครั้ง ครั้งแรกจัดในภาคเหนือ วันที่ 29 มิถุนายน 2561 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด ครั้งที่ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 จังหวัดขอนแก่น ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ครั้งที่ 3 จัดที่ภาคกลางในวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 จ.พระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมพื้นที่ 26 จังหวัด และ ครั้งที่ 4 ภาคใต้ในวันที่ 2 สิงหาคม 2561 จ.สงขลา ครอบคลุม 17 จังหวัด

ปิดทองหลังพระฯ จับมือ กรมประมง สานต่องานพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331843

   ปิดทองหลังพระฯ จับมือ กรมประมง สานต่องานพระราชดำริ

   ปิดทองหลังพระฯ จับมือ กรมประมง สานต่องานพระราชดำริ

สถาบันปิดทองหลังพระฯจับมือกับ กรมประมง สานต่องานพระราชดำริ มุ่งส่งเสริมอาชีพประมงในพื้นที่พัฒนาของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯพร้อมเร่งส่งเสริม และขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพูให้เป็นอาชีพรายได้งามแก่ประชาชนสามจังหวัดชายแดนใต้

สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ โดย นายการัณย์  ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการ และกรมประมง โดยนายศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ ร่วมกันจัดทำความร่วมมือด้านการประมงขึ้นเพื่อบูรณาการพันธกิจของทั้งสองฝ่ายให้เกิดการสืบสานแนวพระราชดำริอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยความร่วมมือดังกล่าว ประกอบด้วย การส่งเสริมและการขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพูเพื่อสร้างอาชีพแก่ประชาชนตามพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9   รวมถึงการส่งเสริมอาชีพประมงให้แก่ประชาชนในพื้นที่พัฒนาของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ และการค้นหาแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
นายการัณย์ กล่าวว่า นับจากปิดทองหลังพระฯ เริ่มขยายพื้นที่พัฒนาไปยัง 3 จังหวัดชายแดนใต้เมื่อปี 2560 รวม 7 พื้นที่ ปัจจุบันได้ร่วมกับประชาชนซ่อมแซมและปรับปรุงระบบน้ำสำเร็จหลายพื้นที่ เช่น ตำบลสากอ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ทำให้ประชาชนสามารถทำการเกษตรได้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการที่กรมประมงมาร่วมในการพัฒนาจะทำให้มีทางเลือกใหม่ทางการอาชีพที่ดี เนื่องจากการเลี้ยงปลาใช้เวลาสั้นกว่า และมีตลาดรองรับ
ดังนั้นการส่งเสริมประมง เป็นอาชีพเพิ่มเติมจึงจะเริ่มดำเนินการในพื้นที่มีน้ำเพียงพอ สม่ำเสมอก่อน ซึ่งได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานีและเพชรบุรี  ด้วยเทคนิคการเลี้ยงปลาในระบบน้ำไหลเพื่อให้ได้ปลาคุณภาพสูง
นายศุภวัฑฒ์ เปิดเผยว่า เทคนิคการเลี้ยงปลาในระบบน้ำไหลนี้ กรมประมงได้ถ่ายทอดให้เกษตรกรหลายรายในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา นำไปใช้เป็นการเลี้ยงแบบธรรมชาติซึ่งประหยัดต้นทุน และทำให้จำหน่ายปลาได้ราคาดีทั้งยังเหมาะกับการเลี้ยงปลาในหลายสายพันธุ์ เช่นปลานิล ปลาจีน และปลาพลวงชมพู จึงน่าจะมีความเหมาะสมสำหรับพื้นที่การพัฒนาของปิดทองหลังพระฯ ที่มีน้ำไหลตลอดปี

จากการทดลองเลี้ยงปลานิลในระบบน้ำไหลที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา พบว่าใช้เวลาเลี้ยงสั้นกว่า โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 8 เดือน แต่ได้ปลาขนาดใหญ่ และจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 110 บาท ซึ่งถือว่าได้ราคาดี โดยมีอัตราการทำกำไรประมาณร้อยละ 50ประกอบกับการได้ปลาที่มีคุณภาพ ไร้กลิ่นโคลน นับเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย
ในส่วนของปลาพลวงชมพูนั้น เป็นปลาที่พบตามธรรมชาติที่ในเขตป่าฮาลาบาลาและการจับขายสู่ตลาดมาเลเซียในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาททำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จึงก่อเกิดเป็นพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ให้ขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพูเพื่อเป็นอาชีพแก่ประชาชนและป้องกันการสูญพันธุ์
ปัจจุบันกรมประมงประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาพลวงชมพูเป็นที่เรียบร้อยและกำลังเร่งขยายพันธุ์เพื่อแจกจ่ายพันธุ์สู่ประชาชนเพื่อพัฒนาสู่การเป็นอาชีพ ไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์พันธุ์ในอันดับต่อๆ ไป
นอกเหนือจากด้านการส่งเสริมประมงแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะร่วมมือกันในการศึกษาวิจัยด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ประเทศไทยมีไว้กับองค์การสหประชาชาติ
“โครงการทั้งหมด นอกจากเป็นการสนับสนุนการทำงานของกรมประมงแล้ว ปิดทองหลังพระฯ จะได้องค์ความรู้จากการทำงานร่วมกันเพื่อนำไปส่งเสริมเกษตรกรให้พัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว นับเป็นการร่วมมือที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย” นายการัณย์กล่าว

เตรียมพร้อมเข้าร่วมจัดงาน “ปักกิ่ง เอกซ์โป 2019”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331836

เตรียมพร้อมเข้าร่วมจัดงาน “ปักกิ่ง เอกซ์โป 2019”

สมาคมพืชสวน

เตรียมพร้อมเข้าร่วมจัดงาน “ปักกิ่ง เอกซ์โป 2019”  

          วันที่ 25 มิถุนายน 2561 นายสมชาย ชาญณรงค์กุล   อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วย   นายชาญยุทธ์ ภาณุทัต ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมการประชุมเพื่อเตรียมการเข้าร่วมงาน The International Horticultural Exhibition 2019 (Beijing Expo 2019)  ณ Beijing Hotel สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อรับฟังการชี้แจงเกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าร่วมงาน การก่อสร้าง และแผนการดำเนินการ การบริการต่างๆที่ผู้จัดงานเตรียมให้ผู้เข้าร่วมงาน การสำรวจพื้นที่จัดงาน รวมทั้งการลงนามในสัญญาการเข้าร่วมงานด้วย

สำหรับการจัดงาน The International Horticultural Exhibition 2019 หรือ Beijing Expo 2019 เป็นงานแสดงพืชสวนนานาชาติระดับ A1 (A1 International Horticultural Exposition) ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH: International Association of Horticultural Producers) และสำนักงานจัดงานมหกรรมนานาชาติ (BIE: Bureau of International Expositions)กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 7 ตุลาคม 2562
(162 วัน) ณ Yanqing District กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้แนวคิด “Live Green, Live Better” พื้นที่จัดงานมีขนาด 960 เฮกตาร์ หรือ ประมาณ 6,๐๐๐ ไร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนและขยายความร่วมมือ     ในเรื่องพืชสวนระหว่างกัน และสร้างความตระหนักรู้ถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มีความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ กิจกรรมในงานประกอบด้วย การประชุมวิชาการ การสัมมนา  การจัดแสดงนิทรรศการภายนอกและภายในอาคาร การจัดแสดงสวนนานาชาติ และการแสดงทางวัฒนธรรม  เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจัดแสดงจาก 100 ประเทศ 100 องค์กร และผู้เข้าชมงาน 16 ล้านคน

สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 อนุมัติการเข้าร่วมงาน The International Horticultural Exhibition 2019 หรือ Beijing EXPO 2019 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักการเข้าร่วมงานฯ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตรพิจารณาดำเนินการเข้าร่วมงาน Beijing EXPO 2019 โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้เห็นชอบหลักการการเข้าร่วมงาน  Beijing EXPO 2019 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในลักษณะสวนถาวรภายนอกอาคาร พื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร ตลอดระยะเวลาจัดงาน และจัดทำโครงการเข้าร่วมงาน The International Horticultural Exhibition 2019 (Beijing EXPO 2019)        ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็นการเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการและให้บริการข้อมูลด้านสินค้าเกษตร วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่นๆ จะเกิดประโยชน์ทั้งในด้านการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ สินค้าเพื่อสุขภาพของไทย ให้ผู้เข้าชมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศได้เห็นถึงศักยภาพและความหลากหลาย และเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของผลผลิตสินค้าพืชสวนของไทย ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น การศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการผลิตพืช ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการผลิตการตลาดของประเทศไทย รวมถึงประชาสัมพันธ์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศต่อไป

จุดพลุ ระบบน้ำสวนทุเรียน จ .ระยองน้ำมั่นคง ชาวสวนมั่งคั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331829

จุดพลุ ระบบน้ำสวนทุเรียน จ .ระยองน้ำมั่นคง ชาวสวนมั่งคั่ง

ระยอง

จุดพลุ ระบบน้ำสวนทุเรียน จ .ระยองน้ำมั่นคง ชาวสวนมั่งคั่ง

สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน นอกจากมีงานจัดรูปที่ดินแล้ว ยังมีงานจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมหรืองานคันคูน้ำเดิมอีกส่วนหนึ่งด้วย โดยได้นำร่องจัดระบบน้ำโครงการท่ากระสาว-ห้วยมะเฟืองเป็นโครงการแรก ในพื้นที่ ต.บ้านแลง และ ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง เมื่อ พ.ศ.2556-2557 รวมจำนวน 3,000 ไร่

“เรารับน้ำจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ ซึ่งเปรียบเสมือนท่อเมนสายใหญ่ เราก็ก่อสร้างต่อจากท่อเมนเสมือนท่อย่อย เพื่อส่งน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรกรเป็นรายๆ” นายชยพล โพธิ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม สำนักงานจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมที่ 19 (สจจ.19) ย้อนให้เห็นภาพ
เดิมที เกษตรกรต้องสูบน้ำจากคลองหรือสระน้ำที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ส่งมา เพื่อเก็บไว้ในสระส่วนตัว ก่อนสูบใช้อีกที ซึ่งมีต้นทุนสูบน้ำมาค่อนข้างสูง แต่เมื่อ สจจ.19 เข้ามาพัฒนาช่วยให้การใช้น้ำสะดวกมากขึ้น เพราะมีน้ำเข้าถึงแปลงโดยตรง และเก็บสต็อกน้ำต้นทุนในสระส่วนตัวได้อีก เท่ากับลดต้นทุนค่าสูบน้ำอีกด้วย
สจจ.19 ยังมีโครงการจัดระบบน้ำใน จ.ระยอง อย่างต่อเนื่องหลายโครงการ รวมแล้วกว่า 10,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สวนผลไม้ โดยเฉพาะสวนทุเรียน ซึ่งมีความต้องการน้ำสูงหลังจากติดผลจนกระทั่งเก็บเกี่ยว และมีส่วนช่วยให้พื้นที่สวนทุเรียนระยองมีผลผลิตเพิ่มขี้น กลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ค่อนข้างมากแก่เกษตรกร ไม่นับชื่อเสียงในแง่แหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพดีแห่งหนึ่งของประเทศ
นายมานิตย์  ดีเจริญชัยยะกุล ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่จัดระบบน้ำ หมู่ 9 ต.วังหว้า อ.วังจันทร์ จ.ระยอง เล่าว่า สิ่งสำคัญของการจัดระบบน้ำของ สจจ.19 คือสะดวกในการใช้น้ำและลดต้นทุนค่าสูบน้ำ มีส่วนทำให้ผลผลิตดีขึ้นมาก เพราะมีความมั่นคงด้านน้ำโดยเฉพาะน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำประแสร์มีปริมาณค่อนข้างมาก สามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรกรได้ดี
“น้ำต้นทุนมีพร้อมอยู่แล้ว พอ สจจ.19 ก่อสร้างการจัดระบบน้ำให้ ช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการได้รับน้ำอย่างทั่วถึง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำ หรือต้องแย่งน้ำกันเหมือนในอดีต  ยิ่งปีนี้ราคาทุเรียนดี ทุกคนมีชีวิตดีขึ้น”
นายมานิตย์กล่าวว่า เมื่อหมดความกังวลเรื่องน้ำก็สามารถใช้เวลาในการดูแลลูกทุเรียนได้อย่างเต็มที่ ทำให้ได้ผลผลิตดี อีกทั้งราคาปีนี้เฉลี่ยไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 70-80 บาท ทำให้ชาวสวนทุเรียนในโครงการยิ้มแย้มมีความสุข
“เทียบกับแต่ก่อน เวลารดน้ำทีต้องดูทีว่า น้ำในสระยุบไปกี่นิ้วแล้ว ต้องใช้อย่างจำกัด แต่ตอนนี้ไม่มีเรื่องขาดน้ำ เกษตรกรกว่า 100 รายในโครงการทุ่มเทดูแลผลผลิตกันได้อย่างเต็มที่”
ทางด้าน นายประพัฒน์ จันทร์พราหมณ์ กำนัน ต.วังหว้า อ.วังจันทร์ กล่าวว่า นอกจากความสมบูรณ์ของน้ำทั้งจากโดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ และ สจจ.19 แล้ว เกษตรกรชาวสวนทุเรียนและไม้ผลใน ต.วังหว้า ได้พัฒนาต่อยอดเป็นโครงการเกษตรแปลงใหญ่  เป็นการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ในการทำสวน ซึ่งแต่คนละมีวิธีการที่แตกต่างกัน การอบรมการใช้ผลิตและสารอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตจากหน่วยงานรัฐ การอบรมส่งเสริมการขายโดยหอการค้า การเปิดช่องทางขายทุเรียนในร้านโอท็อป หรือการรวมกลุ่มซื้อปัจจัยการผลิตในราคาที่ถูกลง
“เราเพิ่งเริ่ม แต่มีประโยชน์จริง ลดต้นทุนได้จริง ได้รับความรู้ใหม่ๆ แม้พื้นที่สวนทุเรียนอยู่ใกล้กัน แต่ดิน ธาตุอาหาร ต่างกัน กระบวนการจัดการก็แตกต่างกัน เดิมเราไม่ค่อยได้มาคุยกัน แต่เวทีเกษตรแปลงใหญ่จะเปิดโอกาสได้มากขึ้น”
นายประพัฒน์กล่าวว่า ในส่วนของสารเคมี ยังเป็นสิ่งจำเป็นระหว่างที่ทุเรียนกำลังติดผล เพราะจะช่วยให้ผลผลิตดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น  แต่หลังเก็บเกี่ยวแล้ว การใช้สารอินทรีย์จะมีบทบาทมากขึ้นและช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี
“เกษตรกรสวนทุเรียนวังหว้ายังก้าวถึงขั้นการติดบาร์โค้ดที่ขั้วผลทุเรียน สามารถย้อนกลับมาดูว่า เป็นทุเรียนสวนใคร หากซื้อไปแล้วมีปัญหา ซึ่งทางจังหวัดระยองให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ในระยะยาว” นายประพัฒน์กล่าว

“กฤษฎา” เดินหน้านโยบายตลาดนำการผลิตยางพาราไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331694

“กฤษฎา” เดินหน้านโยบายตลาดนำการผลิตยางพาราไทย

ยางพารา

“กฤษฎา” เดินหน้านโยบายตลาดนำการผลิตยางพาราไทย 

เกษตรฯ เปิดโปรเจคยักษ์ เชิญทูตและผู้ประกอบการยางกว่า 70 คน จาก 20 ประเทศลงพื้นที่กระบี่ – ตรัง แหล่งผลิตยางสำคัญ ป้อนข้อมูลศักยภาพการผลิตและแปรรูปยางไทย เพื่อแสดงความเป็นผู้นำผู้ผลิตยางคุณภาพ หวังขยายตลาดคู่ค้ายางพาราไทยเพิ่มขึ้น

  นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากนโยบายของนาย กฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้เน้นให้ความสำคัญกับแนวทาง “ตลาดนำการผลิต” เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าที่ผลิตออกมานั้น ตรงตามความต้องการของตลาด มีตลาดรองรับเพื่อจำหน่าย สามารถสร้างอาชีพ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรวางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาด จึงได้สั่งการให้กำหนดจัดการประชุมโครงการสร้างเสริมศักยภาพเพื่อขยายตลาดคู่ค้ายางพาราไทยขึ้น ณ โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายนนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงศักยภาพความเป็นผู้นำของไทยในฐานะผู้ผลิตยางคุณภาพและการส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก รวมทั้งเพื่อแสวงหาพันธมิตรคู่ค้าใหม่ในตลาดยางพาราโลก ตลอดจนสร้างความมั่นใจและประชาสัมพันธ์ถึงคุณภาพมาตรฐานและความหลากหลายของยางพาราไทย ซึ่งหากประสบความสำเร็จคาดว่าประเทศไทยจะได้ตลาดคู่ค้ายางพาราเพิ่มขึ้น และเกษตรกรได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งลดปัญหายางล้นตลาดและราคายางตกต่ำอีกด้วย โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ประกอบด้วย คณะทูตานุทูตที่ประจำอยู่ที่ประเทศไทย ผู้ประกอบการยางจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้นำเข้ายางรายใหม่ เช่น เม็กซิโก อินเดีย และอิหร่าน เป็นต้น

  สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากกระทรวงเกษตรฯ จะประชุมชี้แจงนโยบายของรัฐบาลไทย และมาตรการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ในการพัฒนายางพาราของไทย ทั้งด้านการผลิต การแปรรูปวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ยางพาราของไทยที่มีมาตรฐาน คุณภาพ และความหลากหลายของสินค้ายางพาราไทยให้นานาประเทศที่ร่วมงานครั้งนี้รับทราบแล้ว ยังมีกำหนดการลงพื้นที่ศึกษาดูงานการผลิตและแปรรูปยางทั้งระบบในพื้นที่ จ.ตรัง อาทิ การผลิตยางแผ่นรมควัน มาตรฐาน GMP ยางเกรดพรีเมี่ยม การผลิตภัณฑ์ยางอัดก้อน และการดำเนินงานของบริษัทเอกชน ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากยาง และที่สำคัญ ในวันที่ 30 มิ.ย. การยางแห่งประเทศไทยจะจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Bussiness Matching) ระหว่างสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตยาง กับผู้ประกอบการยางต่างประเทศ อีกด้วย

  “กระทรวงเกษตรฯ คาดหวังการดำเนินการครั้งนี้ จะเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการยางจากต่างประเทศ ผู้นำเข้ารายใหม่ และผู้นำเข้ารายใหม่จากประเทศเดิม มากขึ้น ทั้งในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และที่สำคัญ คือ ความหลากหลายของยางพาราไทย ที่ไม่เพียงการผลิตในขั้นต้นเป็นเพียงน้ำยางดิบเท่านั้น แต่ไทยสามารถพัฒนาไปสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราตามความต้องการของตลาดได้ รวมถึงคณะทูตานุทูตที่ร่วมงานครั้งนี้จะช่วยเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ยางพาราไทยให้เป็นที่รู้จักของต่างประเทศอีกทางหนึ่งดัวย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายช่องทางการค้าสินค้ายางพาราไทย และส่งผลต่อราคายางพาราในประเทศเพิ่มสูงขึ้นได้อีกทางหนี่ง” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

ฝนหลวงฯช่วยทุ่งกุลานาข้าว เร่งปรับแผนช่วยเหลือหลังฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331691

ฝนหลวงฯช่วยทุ่งกุลานาข้าว เร่งปรับแผนช่วยเหลือหลังฝนทิ้งช่วง

ฝนหลวง

ฝนหลวงฯช่วยทุ่งกุลานาข้าว เร่งปรับแผนช่วยเหลือหลังฝนทิ้งช่วง 

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปรับแผนปฏิบัติการฝนหลวงเร่งช่วยเหลือพื้นที่ทุ่งกุลา จังหวัดร้อยเอ็ด เนื่องจากมีพื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่การเกษตรในหลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้นาข้าวที่อยู่ในช่วงเพาะปลูกได้รับผลกระทบเรื่องการขาดแคลนน้ำเป็นอย่างมาก

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ       การบินเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงสู่ฤดูฝน แต่ยังคงมีบางพื้นที่ของประเทศที่เป็นพื้นที่การเกษตรอาศัยน้ำฝนกว่า 120 ล้านไร่ โดยเฉพาะบางจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณ           การกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอและอยู่ในภาวะฝนทิ้งช่วงนานหลายวัน ซึ่งส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับ   พื้นที่การเกษตร และจากการร้องขอฝนจากเกษตรกรและอาสาสมัครฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร  โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงขอนแก่น จึงได้บินสำรวจพื้นที่ตามที่มีการร้องขอ พบว่าพื้นที่นาข้าวบ้านข้างน้อย ตำบลดงข้างน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด หรือบริเวณทุ่งกุลา ชาวนาทำการปลูกข้าว พันธุ์ กข.6 และข้าวหอมมะลิ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงยืนต้นเริ่มเกิดความเสียหาย เนื่องจากไม่มีฝนตกเกินกว่าสัปดาห์ จึงเร่งสั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือพื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่ที่มีความต้องการฝนใกล้เคียง ได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม สุรินทร์ และบุรีรัมย์ โดยปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวงจากหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสงขลา ที่พื้นที่ภาคใต้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการแล้ว มาตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อระดมช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาบูรณาการกับหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่นและนครราชสีมา ซึ่งพร้อมปฏิบัติการทันทีเมื่อสภาพอากาศและทิศทางลมเอื้ออำนวย

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบริเวณพื้นที่การเกษตรในภูมิภาคอื่นๆ ที่มีการร้องขอฝนและมีความต้องการน้ำ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงปฏิบัติการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องทุกวัน โดยผลการ-ปฏิบัติการเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 หน่วยปฏิบัติการจังหวัดพิษณุโลก ลพบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น และสระแก้ว บินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรต่างๆ ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางในบางพื้นที่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ นครสวรรค์ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และปราจีนบุรี อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร     จะเร่งดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรตามการร้องขออย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ โดยจะปฏิบัติการทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย และจะไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรที่กำลังเก็บเกี่ยว           โดยประชาชนและเกษตรกรสามารถแจ้งการขอรับบริการฝนหลวงได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในทุกภูมิภาคของประเทศ และสามารถติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องได้ทาง เพจFacebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และติดตามการรายงานข่าวการปฏิบัติการประจำวันได้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

สทนช.เร่งแผนฟื้นแม่น้ำพิจิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331690

สทนช.เร่งแผนฟื้นแม่น้ำพิจิตร

สทนช

สทนช.เร่งแผนฟื้นแม่น้ำพิจิตร 

             สทนช.ประชุมหน่วยเกี่ยวข้องเร่งโรดแมปฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร ก่อนเสนอนายกฯ พิจารณา เตรียมเดินหน้าแผนระยะเร่งด่วนขุดลอกจุดวิกฤตก่อนน้ำหลาก หวังเป็นแก้มลิงรับน้ำจากน้ำยม – น้ำน่าน ชะลอผลกระทบพื้นที่ตอนล่าง

นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดทำแผนบูรณาการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย  ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมโยธาธิการและผังเมือง และองค์การบริหารจังหวัดพิจิตร เพื่อหารือแผนการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร จ.พิจิตร หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 โดยได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานกลางบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนพัฒนาแม่น้ำพิจิตร เพื่อให้แม่น้ำพิจิตรเป็นแหล่งเก็บกักน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและชัดเจนเป็นรูปธรรมโดยเร็วนั้น

เบื้องต้นที่ประชุมได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปความก้าวหน้าการดำเนินการที่ผ่านมา และงานที่
จะดำเนินการในระยะต่อไปตามภารกิจความรับผิดชอบ โดยเฉพาะแผนงานในระยะสั้นที่ต้องดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน อาทิ  1. การรับน้ำเข้าแม่น้ำพิจิตรให้กรมชลประทานพิจารณาเพิ่มเติมถึงปริมาณน้ำสูงสุดที่จะนำเข้าสู่แม่น้ำพิจิตร รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ของระบบชลประทานพื้นที่สองฝั่งที่ทำการเกษตร ขณะเดียวกัน เพื่อให้เกิดฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและรวดเร็วมากขึ้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมชลประทานสำรวจในเชิงวิศวกรรม เพื่อให้เห็นว่าน้ำจะไหลจากไหนไปไหน และสิ่งกีดขวางทางน้ำโดยเร็ว เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางในการศึกษาพัฒนาระยะต่อไป

2. การออกแบบปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ ขอให้กรมทัพยากรน้ำเร่งปรับแผนงานจุดไหนที่สามารถเร่งรัดดำเนิเนการให้แล้วเสร็จก่อนช่วงกลางเดือนกรกฏาคมก่อนที่ระดับน้ำแม่น้ำพิจิตรจะสูงขึ้นได้จะต้องเร่งทำทันที  3. แผนการดำเนินการขุดลอกทั้งที่กำลังดำเนินอยู่โดย กอ.รมน.ทำร่วมกับอุทกพัฒน์ รวมถึงการขุดลอกจุดวิกฤตที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนที่กรมทรัพยากรน้ำมีแผนจะดำเนินการด้วยว่าใช้งบประมาณเท่าไหร่ และดินที่ขุดได้จะนำไปไว้ที่ใด  4. แผนที่ และข้อมูลสิ่งก่อสร้างรุกล้ำทางน้ำ แก้ปัญหาการบุกรุก 2 ฝั่งแม่น้ำ ปัญหาวัชพืช แม่น้ำตื้นเขิน น้ำเน่าเสีย และสิ่งกีดขวางทางน้ำ 83 แห่งโดยกรมเจ้าท่า และ 5. แผนการดำเนินการกำจัดวัชพืช ในแม่น้ำพิจิตร 127 กิโลเมตร และขุดลอกทางน้ำของคลองข้าวตอก 58 กิโลเมตร รวมระยะทาง 185 กิโลเมตร ซึ่งดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง

“ทั้งนี้ สทนช.จะลงพื้นที่แม่น้ำพิจิตร เพื่อหารือร่วมกับทางจังหวัดภายใน 2 สัปดาห์ โดยนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และรวบรวมเสนอความคืบหน้าการดำเนินงาน และจัดทำเป็นร่างแผนปฏิบัติการ (Master Plan) ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป” นายสมเกียรติ กล่าว

ชป.ชี้แจงกรณีชาวนาชัยนาท รวมตัวกันร้องขอน้ำทำนาในพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331686

ชป.ชี้แจงกรณีชาวนาชัยนาท รวมตัวกันร้องขอน้ำทำนาในพื้นที่

กรมชล

ชป.ชี้แจงกรณีชาวนาชัยนาท รวมตัวกันร้องขอน้ำทำนาในพื้นที่ 

           กรมชลประทาน ชี้แจงข่าวกรณีชาวนาจาก 2 ตำบลคือ ตำบลนางลือ และตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ได้นัดรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขอน้ำทำนา บริเวณคลองส่งน้ำใหญ่ละหาน พื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลนางลือ นั้น

           นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า เนื่องจากปัจจุบันกรมชลประทานอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างโรงสูบน้ำคลองใหญ่ละหานที่บริเวณปากคลอง ทำให้ไม่สามารถผันน้ำเข้าคลองระหานได้ ภายหลังเกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลเทพ ได้ลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ เพื่อชี้แจงและสรุปแนวทางแก้ไขปัญหา โดยได้เร่งดำเนินการทำคลองเบี่ยงน้ำชั่วคราวแล้วเสร็จ พร้อมส่งน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรของประชาชนในคลองใหญ่ละหานได้ ตั้งแต่ในช่วงเย็นของวันพฤหัสบดีที่ 21 มิ.ย. 61 ที่มา และจะสามารถส่งน้ำให้เกษตรกรได้ตลอดฤดูกาลจนกว่าสถานีสูบน้ำปากคลองระหานจะดำเนินการแล้วเสร็จ ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีความพึงพอใจในการแก้ไขปัญหาของกรมชลประทานเป็นอย่างมาก

อนึ่ง สำหรับสถานีสูบน้ำปากคลองละหานได้ดำเนินการจัดตั้งแผนงานงบประมาณ  ภายใต้คำร้องขอของกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมักจะประสบปัญหาในบางฤดูกาลที่แม่น้ำเจ้าพระยามีระดับต่ำมากไม่สามารถจะเปิดประตูน้ำ เข้าปากคลองได้ ต้องอาศัยการสูบน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าขนาดใหญ่ สำนักงานชลประทานที่ 12 จึงได้สำรวจออกแบบและขอรับการสนับสนุนงบประมาณพร้อมได้รับงบประมาณ ปี2561 เพื่อดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำปากคลองระหานในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 240 วัน ซึ่งในระหว่างการก่อสร้างจำเป็นต้องมีการต้องมีการปิดปากคลอง เพื่อทำบ่อก่อสร้างพร้อมทำคลองผันน้ำหรือคลองเบี่ยงน้ำชั่วคราว เพื่อส่งน้ำให้เกษตรกรใช้ตลอดฤดูกาลทำนาปี ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จ จะส่งผลดีต่อกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่กว่า 30,000 ไร่ ได้ใช้ประโยชน์และมีน้ำสำหรับการเพาะปลูกอย่างสมบูรณ์ต่อไป

ชวนเที่ยวงานน้อยหน่าและของดีเมืองปากช่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331676

 ชวนเที่ยวงานน้อยหน่าและของดีเมืองปากช่อง

ของดีปากช่อง

 ชวนเที่ยวงานน้อยหน่าและของดีเมืองปากช่อง

           ททท.และจังหวัดนครราชสีมาแถลงข่าวจัดเทศกาลงานน้อยหน่าและของดีเมืองปากช่อง ชวนช้อป ชิม แชะเช็คอินหลายจุดท่องเที่ยวรวมทั้งชมสวนน้อยหน่าและสวนผักปลอดสารพิษปากช่อง

 ชวนเที่ยวงานน้อยหน่าและของดีเมืองปากช่อง 

       เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 23 มิถุนายน นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ นายอำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา นายอุทัย สมรรถชัย เกษตรอำเภอปากช่อง นางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันจัดการแถลงข่าว การจัดงาน “เทศกาลงานน้อยหน่าและของดีเมืองปากช่อง” ณ สวนขวัญศรี สถานที่ปลูกน้อยหน่าและสวนองุ่นไร้เมล็ดและผลไม้อื่น ๆ หลากหลายชนิด ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ในอำเภอปากช่อง

          นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ นายอำเภอปากช่อง ได้เลือกสถานที่บริเวณกลางสวนปลูกผลไม้กลางแจ้งสร้างความแปลกใหม่ ทำให้ผู้ร่วมแถลงข่าวและสื่อมวลชนที่ไปร่วมทำข่าว ถึงกับชื่นชมว่าเป็นการจัดแถลงข่าว ท่ามกลางธรรมชาติของสวนผลไม้ สมกับชื่อของการจัดงานน้อยหน่า ซึ่งให้ผู้เข้าร่วมแถลงข่าวได้สัมผัสและได้เห็นผลผลิตของผลไม้หลากหลายชนิดที่โตเต็มที่พร้อมที่จะตัดผลนำไปโชว์และจำหน่ายภายในงาน ที่จะจัดขึ้นในปีนี้มีกำหนด รวม 12 วัน 12 คืน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1-12 กรกฎาคม ณ.บริเวณข้างโรงงานทอกระสอบปากช่อง ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง โดยนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิดงานที่จะถึงนี้ พร้อมพิธีมอบถ้วยรางวัล ชนะเลิศ และรองชนะเลิศ การประกวดผลไม้ การประกวดรถขบวนผลไม้ การประกวดแข่งขันตำส้มตำ

      ปากช่องมีพื้นที่เพาะปลูกที่ดีและมีสภาพอากาศที่เหมาะแก่การทำสวนผักและสวนผลไม้ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกร ยังสามารถนำผลไม้ เช่นทุเรียน เงาะ มาปลูกแล้วให้รสชาติไม่แพ้พื้นที่อื่นจนมีชื่อเสียงในระดับประเทศและยังส่งออกไปต่างประเทศจนผลผลิตไม่เพียงพอ และมียอดสั่งจองล่วงหน้าจำนวนมาก

       นายอำเภอปากช่อง กล่าวว่า ในการจัดงานวันน้อยหน่าและของดีเมืองปากช่อง เราได้กำหนดการจัดงานขึ้นในระหว่างวันที่ 1 – 12 กรกฎาคม 2561 ณ.บริเวณข้างโรงงานทอกระสอบปากช่อง ซึ่งกิจกรรมในการจัดงานนั้นจะมีการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งมีไฮไลท์หลักของงานอย่างน้อยหน่า พันธุ์เพชรปากช่อง พันธุ์ฝ้าย พันธุ์หนัง พันธุ์แอลหรือพันธุ์ครั่ง รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรในอำเภอปากช่อง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆในอำเภอปากช่อง อย่างเช่นร้านกิ่งกาชาด ซึ่งออกร้านหารายได้เพื่อการกุศลในการบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ในพื้นที่อำเภอปากช่อง และมีขบวนการประกวดรถแห่ผลไม้ การประกวดธิดาน้อยหน่า รวมถึงการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด และยังมีกิจกรรมที่อยู่ภายนอกของงานเพื่อที่จะให้นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศที่มาท่องเที่ยวในอำเภอปากช่อง ซึ่งมาพักตามโรงแรมหรือรีสอร์ทต่างๆ เรามีกิจกรรมแชะ ช้อบ ชิม ชิลล์ คือการมาเที่ยวสวนเกษตร ถ่ายรูป เก็บผลไม้กับมือตัวเอง พร้อมกับการที่ชิมผลไม้ในสวนฟรี หากสนใจก็ซื้อผลไม้ที่มีคุณภาพกลับไป

            อำเภอปากช่องมีด้วยกันหลายสวน และมีจุดเช็คอินที่ทางสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา ได้นำจุดเช็คอินเพื่อแนะนำนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้เส้นทาง จะได้รู้ว่าจะต้องเดินทางอย่างไรในการไปเที่ยวสวนน้อยหน่า สวนทุเรียน สวนแก้วมังกรหรือสวนองุ่น รวมถึงกิจกรรมปั่นจักรยานท่องเที่ยวสวนเกษตรภายใต้ชื่อว่า “นางฟ้าพาปั่น” ทริปชมสวนน้อยหน่าและสวนผักปลอดสารพิษปากช่อง

             งานนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา โรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร ร้านกาแฟหรือสวนผลไม้ เมื่อนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในช่วงดังกล่าวนี้เราจะมีส่วนลดคือมีคูปองหรือบัตรส่วนลดให้ไว้แทบทุกโรงแรม สามารถนำมาใช้ได้และจะได้ตามรายละเอียดตามแผ่นพับแสดงถึงสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งจะมีคูปองส่วนลดตามรายการ ส่วนเรื่องของราคาของผลไม้เป็นไปตามกลไกของตลาด ซึ่งทั้งหมดเราต้องการช่วยเหลือเกษตรกรเป็นหลัก และได้เน้นย้ำให้เกษตรกรขายสินค้าที่ดีและมีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรมและสมเหตุสมผล

             นายอำเภอปากช่อง กล่าวเพิ่มเติมในเรื่องของความปลอดภัยอีกว่า เรื่องของความสะดวกและความปลอดภัยได้รับความร่วมมือจากสถานีตำรวจภูธรปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น จะมีการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ในทุกๆเรื่อง จึงขออนุญาตเรียนเชิญนักท่องเที่ยวทุกท่านได้มาท่องเที่ยวที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ทั้งในช่วงเทศกาลน้อยหน่าและของดีเมืองปากช่องและช่วงที่พ้นเทศกาลไปแล้ว เราก็ยังมีมาตรการในการดูแลนักท่องเที่ยวตลอดเวลา

เกษตรร่วมสืบสานพระราชปณิธานอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/331663

เกษตรร่วมสืบสานพระราชปณิธานอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

อยักษ์

เกษตรร่วมสืบสานพระราชปณิธานอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

          กระทรวงเกษตรร่วมสืบสานพระราชปณิธานอนุรักษ์พันธุกรร พืช รมช.วิวัฒน์ ชวนคนกึ๊ดช้างสร้างต้นแบบชุมชนไร้อดอยาก

เกษตรร่วมสืบสานพระราชปณิธานอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวในโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเรื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) งานปลูกรักษาทรัพยากรท้องถิ่น : กิจกรรมแหล่งเรียนรู้แปลงปลูกรักษาพรรณไม้/ดอกไม้สำคัญและไม้หายาก ณ ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ว่า การรักษาพันธุ์ไม้สำคัญไม้หายากนั้นเป็นงานที่สำคัญ  จำเป็นต้องเร่งปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมทั้งพืชและสัตว์ ตลอดจนวัฒนธรรมอันหลากหลายของมนุษย์ องค์การบริหารส่วนตำบลกึ้ดช้างเป็นตัวอย่างการดำเนินงานด้วยความสามัคคี โดยชักชวนภาคส่วนต่างๆ มาร่วมกันอนุรักษ์พันธุกรรมพืชโดยเฉพาะไม้ท้องถิ่นเพื่อรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรม ซึ่งถือเป็นงานที่ในหลวงรัชกาล ที่ 9 ทรงให้ความสำคัญ ถ้าประชาชนลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจังเชื่อได้ว่าจะทำให้ประชาชนมีความสุข​ ประเทศมีความสุข ไม่ได้เน้นก้าวหน้าอย่างมาก แต่เน้นที่มีความสุข ความเจริญ เพราะถ้าก้าวหน้าอย่างมากจะถอยหลังเข้าคลองอย่างน่ากลัว อยากให้ประชาชนน้อมนำศาสตร์ของพระองค์ท่านมาช่วยกัน อนุรักษ์ ป่า ดิน น้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ซึ่งทรัพยากรดินเป็นพื้นฐานทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญยิ่ง ไม่มีป่าก็ไม่มีดินเพราะอัตราการชะล้างพังทลายของหน้าดินจะเพิ่มสูงขึ้นหากไม่มีต้นไม้ปกคลุม จนเพาะปลูกไม่ได้ แต่ถ้าทุกคนร่วมกันป้องกันการชะล้างพังทลายหน้าดินด้วยการปลูกต้นไม้ที่หลากหลายเหมือนที่โครงการนี้ทำจะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้ และจะเป็นพื้นที่ความมั่นคงของอาหารได้จริง

ปัจจุบันอัตราการชะล้างพังทลายหน้าดินคิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 2.3 ล้านล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลเก็บภาษีได้ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาทต่อปี และอัตราการชะล้างจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อพื้นที่สูงชันไม่มีสิ่งปกคลุม ส่งผลให้ประเทศต้องเสียงบประมาณในการขุดลอกเขื่อน ลอกคลองอีกหลายร้อยล้านบาท ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นเมื่อความอุดมสมบูรณ์ของดินหมดไป ก็จะเริ่มวงจรของหนี้สินและการรุกป่า เพราะ​เมื่อขาดทุนก็รุกภูเขาเพิ่มขึ้นไปอีกกลายเป็นปัญหาใหญ่ เขาหัวโล้นนับล้านๆ ไร่

“เราต้องร่วมกันตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน คือจะต้องไม่มีคนอดอยากหิวโหย จึงหวังว่า อบต.กึ้ดช้างและเครือข่าย จะเป็นตัวอย่างการสร้างสังคมใหม่โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ทิ้งคนแก่ เด็กหรือคนพิการให้หิวโหย เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเป็นเป้าหมายของโลกจึงเป็นเป้าหมายของเราด้วย เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทูตพิเศษ (Special Ambassador) ของสหประชาชาติ ด้าน Zero Hunger (การขจัดความหิวโหย)” นายวิวัฒน์​ กล่าว