เขื่อนลำปาว จัดสรรน้ำลงตัวไร้ปัญหาแย่งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/333732

เขื่อนลำปาว จัดสรรน้ำลงตัวไร้ปัญหาแย่งน้ำ

เขื่อนลำปาว

เขื่อนลำปาว จัดสรรน้ำลงตัว ชาวนา-ผู้เลี้ยงกุ้งอยู่ร่วมกันไร้ปัญหาแย่งน้ำ

กรมชลประทาน ประสบผลสำเร็จในการจัดสรรน้ำให้กับเกษตรกร 2 อาชีพ ที่มีความแตกต่าง ทั้งชาวนาปลูกข้าว และผู้เลี้ยงกุ้ง ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ไร้ปัญหาแย่งชิงน้ำ สร้างความเท่าเทียมในการใช้น้ำ

เขื่อนลำปาว จัดสรรน้ำลงตัวไร้ปัญหาแย่งน้ำ

            เขื่อนลำปาว จัดสรรน้ำลงตัวไร้ปัญหาแย่งน้ำ

             นายฤาชัย จำปานิล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ประสบผลสำเร็จในการวางแผนบริหารจัดการน้ำ และสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกร ในเขตอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพหลัก 2 อาชีพคือ ทำนาปลูกข้าว และเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ไม่ให้มีปัญหาในการแย่งน้ำ ทั้งๆที่พื้นที่นาและบ่อกุ้งอยู่ติดกัน ซึ่งในปัจจุบันมีเกษตรกรทำนาปลูกข้าว 259 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 43,886 ไร่ ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีจำนวน 61,00 ราย ใช้พื้นที่ 1,520 ไร่ มีความต้องการใช้น้ำรวมกันประมาณ 63 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปี

            สำหรับแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ดังกล่าว กรมชลประทานได้ใช้แนวทางการบริหารจัดการน้ำ แบบเชื่อมโยงทั้ง 2 ฝ่ายเข้าด้วยกัน โดยได้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทั้งสองส่วนได้รับความพึงพอใจ แม้เกษตรกรทั้ง 2 อาชีพดังกล่าวจะมีการใช้น้ำที่แตกต่างกันก็ตาม โดยเกษตรกรที่ทำนาในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จะได้รับการจัดสรรน้ำจากเขื่อนลำปาวในการปลูกข้าว 2 ครั้งต่อปี คือ ครั้งแรกการทำนาปรังในช่วงฤดูแล้งใช้น้ำจากเขื่อนลำปาว 100% ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม-เมษายน อีกครั้งคือฤดูฝนทำนาปี ใช้น้ำจากเขื่อนลำปาวในช่วงหว่านกล้า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม แต่ในส่วนของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีความต้องการใช้น้ำแบบไม่มีฤดูกาลตลอดทั้งปี

เขื่อนลำปาว จัดสรรน้ำลงตัวไร้ปัญหาแย่งน้ำ

           “ในช่วงที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ส่งน้ำสำหรับการปลูกข้าวจะไม่มีปัญหาในการจัดสรรน้ำให้กับทั้ง 2 อาชีพ สามารถสูบน้ำเข้านา หรือนำน้ำไปเลี้ยงกุ้งได้อย่างพอเพียง แต่ในช่วงเวลาปิดน้ำ หรือช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรชาวนาจะต้องลดน้ำและระบายน้ำออกจากนา ทางโครงการฯจะดำเนินการประชาสัมพันธ์ และประสานงานอย่างใกล้ชิดให้ผู้ที่เลี้ยงกุ้งสำรองน้ำไว้เลี้ยงกุ้ง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากเกษตรกรเลี้ยง กุ้งก้ามกราม ที่ถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจของจังหวัดด้วย พร้อมทั้งให้ใช้เครื่องตีน้ำ บำบัดเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ไม่ให้น้ำเน่าเสีย” นายฤาชัย กล่าว

         อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ชลประทานจะต้องเข้าไปพบปะกับทั้งเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและบ่อกุ้ง เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจทุกระยะให้อยู่ร่วมกันได้ จนทำให้ในปัจจุบันผู้ใช้น้ำทั้ง 2 กลุ่มพอใจ ไม่มีการแย่งน้ำ แม้จะมีความแตกต่างกันด้านอาชีพอย่างมากที่สุดก็ตาม

        ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ล่าสุดขณะนี้มีปริมาณน้ำประมาณ 759 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 38 ของปริมาณเก็บกัก ถือว่ามากกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ 250 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอที่จะส่งให้กับพื้นที่การเกษตรช่วงต้นฤดูฝน ทั้งนี้ แผนการจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี 2561 ของโครงการส่งน้ำ ฯ ลำปาว ได้จัดสรรให้ภาคการเกษตร 421 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รวม 306,963 ไร่ จัดสรรให้การอุปโภค-บริโภค 7.36 ล้าน ลบ.ม. การรักษาระบบนิเวศน์ 122.5 ล้าน ลบ.ม. และอื่น ๆ อีก 174 ล้าน ลบ.ม.

สทนช.ลงพื้นที่วางแนวทางแก้ปัญหาลุ่มน้ำพอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/333630

สทนช.ลงพื้นที่วางแนวทางแก้ปัญหาลุ่มน้ำพอง

สทนช.ลงพื้นที่วางแนวทางแก้ปัญหาลุ่มน้ำพอง

สทนช. ลงพื้นที่ร่วมบูรณาการวางแนวทางการแก้ไขปัญหาและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำพองอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งปรับปรุงฝายหนองหวายเพิ่มศักยภาพการกักเก็บ  คลอดแผนก่อสร้างประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำ และติดตั้งบานระบายน้ำรับน้ำสองทาง  ยกระดับถนน เสริมความแข็งแกร่งให้คันคลองใช้เป็นพนังกั้นน้ำ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)  เปิดเผยในโอกาสลงพื้นที่รับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำพองว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา ลุ่มน้ำพองซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาที่สำคัญของลุ่มน้ำชีประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรง เนื่องจากมีพายุพัดผ่านถึง 3 ลูก ทำให้น้ำล้นเขื่อนอุบลรัตน์  จึงต้องเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อน ส่งผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตรท้ายเขื่อนต่อเนื่องไปจนถึงลำน้ำชี ประกอบกับคันคลองชลประทานสาย 3L-RMC   ที่ถูกน้ำกัดเซาะขาดที่บริเวณบ้านคุยโพธิ์ ตำบลบึงเนียม อำเภอเมืองขอนแก่น       ทำให้ผลผลิตการเกษตรได้รับความเสียหาย  ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการซ่อมแซมชั่วคราวโดยนำหินใหญ่บรรจุในกล่องเกเบี้ยนถมปิดคันขาดเพื่อบล็อคน้ำ พร้อมทั้งได้ระดมเครื่องสูบน้ำรวมทั้งสิ้น 66 เครื่อง เพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่ จนสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ตามเพื่อป้องแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในระยะยาว  รัฐบาลได้มอบหมายให้ สทนช.บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะกรมชลประทานวางแนวทางการแก้ไขปัญหาและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่         ลุ่มน้ำพอง  ซึ่งการศึกษาเบื้องต้นพบว่า หากจะให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำพองได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะต้องดำเนินการปรับปรับปรุงเพิ่มระดับเก็บกักฝายหนองหวายที่สร้างกั้นลำน้ำพอง  พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพความจุลำน้ำพอง  กรณีเขื่อนอุบลรัตน์ระบายน้ำมากกว่า  34  ล้าน ลบ.ม./วัน ให้สามารถป้องกันน้ำไม่ให้น้ำไหลย้อนเข้าลำห้วยสาขาท่วมพื้นที่นา และก่อสร้างประตูระบายน้ำพร้อมบานระบายน้ำรับน้ำแบบ 2 ทาง เพิ่มเติมบริเวณปากลำห้วยสาขาของลำน้ำพองอีกด้วย

นอกจากนี้จะต้องดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบด้วยไฟฟ้า ที่ ประตูระบายน้ำลำห้วยสาขาบางแห่งเพื่อสูบระบายน้ำฝนในพื้นที่ออกสู่ลำน้ำพอง   ตลอดจนปรับปรุงเสริมความแข็งแรงของคันคลองส่งน้ำเพื่อใช้เป็นพนังกั้นน้ำ ซึ่งคันคลองส่งน้ำเดิมจะมีโครงสร้างที่แข็งแรงมั่นคงไม่เท่ากับพนังกั้นน้ำ จะเห็นได้จากน้ำท่วมปี 2560 บางจุดมีน้ำรั่วซึม และบางจุดต้องเสริมความมั่นคง   รวมทั้งต้องปรับปรุงท่อลอดคลองของแนวคันคลองส่งน้ำ โดยติดตั้งบานรับน้ำ 2 ทาง   ในส่วนของถนนที่เป็นทางหลวงชนบท จะต้องปรับปรุงเสริมระดับถนนให้สูงเพียงพอป้องกันน้ำไหลข้ามถนน  ให้ทำหน้าที่เป็นพนังกั้นน้ำ  และก่อสร้างอาคารบังคับน้ำตัดกับลำน้ำ สามารถป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ในกรณีการระบายจากเขื่อนอุบลรัตน์ประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม./วัน ไม่ให้ล้นข้ามเข้าพื้นที่ป้องกันสำคัญ

“แม้การดำเนินงานตามแนวทางแก้ไขปัญหาและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำพองดังกล่าว ยังไม่แล้วเสร็จในปีนี้ก็ตาม  แต่ได้มีการบูรณาการวางแผนป้องกันปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นให้ปีนี้ โดยได้มีการเสริมความแข็งแรงของคันคลองส่งน้ำ   โดยเฉพาะจุดที่ถูกน้ำกัดเซาะขาดเป็นการชั่วคราว  และซ่อมแซมท่อลอดคลองพร้อมติดตั้งบานระบายน้ำรับน้ำสองทาง ตามพื้นที่มีความเสี่ยงจะเกิดอุทกภัยเรียบร้อยแล้ว  รวมทั้งยังได้มีการเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของสถานีสูบน้ำห้วยพระคือ หรือ ปตร.D8  ที่จะระบายลงสู่แม่น้ำชี จากปัจจุบันที่มีเครื่องสูบน้ำ 20 เครื่อง อัตราสูบ 3 ลบม./วินาที สูบได้วันละประมาณ 5 ล้าน ลบ../วัน  เมื่อเกิดอุทกภัยกรมชลประทานสามารถติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมอีก 46 เครื่อง สามารถสูบน้ำได้ วันละ 7.5 ล้าน ลบ../วัน  เพียงพอที่จะปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ได้อย่างแน่นอนเลขาธิการ สทนช.   กล่าวตอนท้าย

มกอช.เดินสายส่งเสริมการหนุนมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/333612

มกอช.เดินสายส่งเสริมการหนุนมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษา

น่าน

มกอช.เดินสายส่งเสริมการหนุนมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษา

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ล่าสุด ทาง มกอช. ได้ สร้างแนวคิด ในการส่งเสริมการน ามาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม  โดยนำร่องใน 6 โรงเรียนในจังหวัดน่าน สร้างกิจกรรมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในเรื่องมาตรฐาน GAP อาหารปลอดภัย และปฏิบัติได้จริง พร้อมไปสู่การเป็นสถานศึกษาผลิตผักผลไม้(พืชอาหาร) ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP โดยเริ่มต้นใน ตั้งแต่ วันที่2-7   กรกรฎาคม2561 เป็นครั้งแรก ซึ่งทาง มกอช.  ได้ส่งเจ้าหน้าที่ เข้าไปจัดการฝึกอบรม ความรู้ให้กับ6 โรงเรียนในจังหวัดน่านเพื่อเป็นการนำร่อง

โดยเจ้าหน้าที่ มีภารกิจสำ คัญในการฝึกอบรม คือการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร ซึ่งกลไกที่มีส่วนผลักดันให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้เกิดประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นนั้นต้องทำให้เกิดการนำ มาตรฐานไปใช้ในทุกระดับการผลิตของห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงโต๊ะอาหาร (From Farmto Table) เพื่อให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพและมีความปลอดภัย ซึ่ง มกอช.เห็นความสำคัญของการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรในสถานศึกษา ซึ่งได้มีโครงการที่เกี่ยวข้อง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับมหาวิทยาลัย (ความร่วมมือโครงการพัฒนาหลักสูตรผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ในระดับมหาวิทยาลัย) ระดับอาชีวะศึกษา (โครงการเกษตรเพื่อชีวิต) และระดับมัธยมศึกษา (โครงการส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม) ซึ่งการผลิตที่ดีต้องเริ่มต้นที่ฟาร์มด้วยการนำ มาตรฐาน GAP (Good AgriculturalPractices ; GAP) มาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้ผลิตผลสินค้าเกษตรมีคุณภาพ ปลอดภัยต่อการบริโภค ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งส่งเสริมและยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานที่เกษตรกรโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความตระหนักในเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จังหวัดน่าน อาทิ สำ นักงานเกษตรจังหวัด สำ นักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรน่าน จึงร่วมกัน
ดำเนินโครงการส่งเสริมการน ามาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการ นำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม และสร้างสื่อการเรียนรู้ในรายวิชาชีพเกษตร  มีกลุ่มเป้าหมายคือ สถานศึกษาระดับมัธยมที่มีการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่จังหวัดน่านจำนวน 6 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ่อเกลือ อ.บ่อเกลือ โรงเรียนมัธยมพระราชทานเฉลิมพระเกียรติอ.เฉลิมพระเกียรติโรงเรียนน่านปัญญานุกูล อ.ภูเพียง โรงเรียนน่านประชาอุทิศ อ.เมืองน่าน โรงเรียนนันทบุรีวิทยา อ.เมืองน่าน และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 อ.เวียงสา มีนักเรียนเป้าหมายในโครงการครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น 300 คน

นอกจากนั้นมกอช.ได้นำ ร่องส่งเสริมการนำ มาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม ด้วยการจัดกิจกรรมสร้างแปลงสาธิตเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยสร้างความรู้ความเข้าใจแก่คณะครู อาจารย์ และนักเรียน เกี่ยวกับมาตรฐาน GAP สร้างจิตสำ นึกทั้งในด้านการผลิตและการบริโภคสินค้าและอาหารที่ปลอดภัย และสนับสนุนให้เกิดการนำองค์ความรู้ไปปฏิบัติได้จริง ด้วยการฝึกปฏิบัติจริงในทุก ๆ ข้อกำ หนด เพื่อให้มีความพร้อมไปสู่การรับรองตามมาตรฐานGAP ซึ่งจะทำให้คณะครูอาจารย์ และนักเรียนได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องมาตรฐานอาหารปลอดภัย และน าความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องต่อไป

ด้านนางสาวนลิลทิพย์ เพณี ผอ. กองส่งเสริมมาตรฐาน มกอช. กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเริ่มต้นจากเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็ดเยี่ยมที่โรงเรียนนันทบุรีวิทยา ในพระบรมราชานุเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นโรงเรียนมุ่งเน้นให้นักเรียน เรียนรู้ด้านวิชาการไปพร้อมๆกับการลงมือปฎิบัติจริงในวิชาชีพต่างๆ ซึ่งด้านเกษตรกรรมก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่เด็กนักเรียนให้ความสนใจ และต้องการที่จะผลิตพืชอาหารปลอดภัย จึงมีรับสั่งให้ทาง มกอช.ได้ดำเนินการส่งเสริมให้ความรู้ในด้านนี้แก่โรงเรียน จึงเกิดเป็นโครงการส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยมขึ้นมา ซึ่งได้เป็นหนึ่งในหลักสูตรความรู้เรื่อง GAP ในรายวิชาชีพเกษตรของทั้ง  6 โรงเรียนนำร่องในเบื้องต้น และในอนาคตจะมีการขยายการฝึกอบรม ไปในโรงเรียนทั่วประเทศต่อไป ด้วย

สทนช.ลุยเปิดเวทีฟังความเห็นบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/333527

สทนช.ลุยเปิดเวทีฟังความเห็นบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก

สทนช

สทนช.ลุยเปิดเวทีฟังความเห็นบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก     

            สนทช.เดินหน้าทบทวนการกำหนดขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำประเทศไทย 25 ลุ่มน้ำหลักใหม่ เดินหน้าลุยภาคตะวันออกเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียทบทวนขอบเขตลุ่มน้ำใหม่ มั่นใจจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ คาดได้ข้อสรุปเบ็ดเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้

      ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์  เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)  เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการแบ่งลุ่มน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำเป็น 25 ลุ่มน้ำหลัก และ 254 ลุ่มน้ำสาขา แต่ยังมีลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำย่อยบางส่วนที่ยังไม่เชื่อมโยงสอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม นอกจากนี้ยังพบว่าลุ่มน้ำหลักหลายลุ่มน้ำมีขนาดเล็ก บางลุ่มน้ำหลักมีความสัมพันธ์เชิงอุทกวิทยาและการบริหารจัดการที่คาบเกี่ยวกับลุ่มน้ำหลักอื่นๆ ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำ จึงจำเป็นต้องทบทวนการกำหนดขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำใหม่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

          โดย สทนช. ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการศึกษาทบทวนการกำหนดขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบจากการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำ เพื่อแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำใหม่ให้เหมาะกับการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม ตลอดจนศึกษาผลกระทบของการกำหนดลุ่มน้ำในเชิงบริหารจัดการน้ำ กฎหมาย การปกครอง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง   พร้อมทั้งวิเคราะห์แบ่งขอบเขตของลุ่มน้ำย่อยและสาขาย่อย ให้เหมาะสมกับการนำมาใช้ในสนับสนุนงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในกรณีภาวะน้ำท่วม และการขาดแคลนน้ำ โดยได้วางเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งขอบเขตลุ่มน้ำ อย่างน้อย 4 ระดับ ประกอบด้วย ลุ่มน้ำประธาน ลุ่มน้ำหลัก ลุ่มน้ำย่อย และลุ่มน้ำสาขาย่อย ซึ่งจะมีลุ่มน้ำประธานทั้งหมด 10 กลุ่มลุ่มน้ำ หรือคลัสเตอร์ลุ่มน้ำ และจะมีการจับกลุ่มลุ่มน้ำหลักจาก เดิม 25 ลุ่มน้ำใหม่

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำแผนที่ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ของเขตลุ่มน้ำประธาน ลุ่มน้ำหลัก ลุ่มน้ำย่อย และลุ่มน้ำสาขาย่อย ที่มีความละเอียดถูกต้องบนแผนที่มาตรส่วน 1:4,000  เพื่อจัดทำระบบฐานข้อมูลแผนที่สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบนโปรแกรม Google Earth ที่สามารถเรียกใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งทำการศึกษาและกำหนดลักษณะรายละเอียดการใช้น้ำ หลักเกณฑ์วิธีการแบ่งประเภทการใช้น้ำแต่ละประเภท และศึกษาแนวทางกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราการคิดค่าใช้น้ำไปพร้อมๆ กันด้วย

อย่างไรก็ตาม การทบทวนการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำใหม่ดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในแต่ละลุ่มน้ำ สทนช.จึงจัดให้มีเวทีชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนได้รับทราบ โดยจะกระจายจัดเวทีในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ 8 พื้นที่ๆ ละ 2 ครั้ง เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ อันจะนำมาซึ่งผลการศึกษาที่รอบด้านและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายต่อไป

โดยในวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 สทนช. มีการจัดการประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาทบทวนแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำที่เหมาะสม (ภาคตะวันออก) ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ B โรงแรมซันไรส์ลากูน โฮเทลแอนด์กอล์ฟ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อนำเสนอเกณฑ์การแบ่งพื้นที่ลุ่มและรับฟังความคิดเห็นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้รับทราบ และในโอกาสเดียวกัน สทนช. ยังจะมีการลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาน้ำตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างอาคารป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำบางปะกง ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ของกรมชลประทาน และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ต.ดอนฉิมพลี อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

“สทนช. คาดว่า จะสามารถสรุปรายละเอียดผลการศึกษาการแบ่งลุ่มน้ำใหม่ทั้งลุ่มน้ำประธาน ลุ่มน้ำหลัก ลุ่มน้ำย่อย และลุ่มน้ำสาขาย่อย แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2561 นี้ และมั่นใจว่าการแบ่งลุ่มน้ำใหม่ จะช่วยทำให้การบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและเท่าทันต่อสถานการณ์น้ำในปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

กรมชลฯ เล็งสร้างอ่างฯห้วยแม่ละเมาพิ่มน้ำต้นทุนเขตศก.พิเศษตาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/333331

กรมชลฯ เล็งสร้างอ่างฯห้วยแม่ละเมาพิ่มน้ำต้นทุนเขตศก.พิเศษตาก

กรมชล

กรมชลฯ เล็งสร้างอ่างฯห้วยแม่ละเมาเพิ่มน้ำต้นทุนหนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก

กรมชลประทานเร่งศึกษาความเหมาะสมพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก  นำร่องพัฒนาลุ่มน้ำแม่ละเมา เล็งสร้างอ่างงเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง ขนาดความจุ 85 ล้านลบ.ม. รองรับการขยายตัวของการใช้น้ำทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม อุปโภคบริโภคอย่างก้าวกระโดด

กรมชลฯ เล็งสร้างอ่างฯห้วยแม่ละเมาพิ่มน้ำต้นทุนเขตศก.พิเศษตาก

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตากที่มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด  โดยมีแผนที่จะดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในลุ่มน้ำแม่ละเมาซึ่งเป็นสาขาใหญ่ของแม่น้ำเมย เบื้องต้นจำนวน 3 แห่งคือ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านใหม่พัฒนา   โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยอุ้มเปี้ยมตอนบน     และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่กึ๊ดหลวงตอนบน   รวมกันจะสามารถเก็บน้ำได้รวมกันบมากกว่า 170 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)  ซึ่งเป็นปริมาณน้ำประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำที่ไหลผ่านลำห้วยแม่ละเมา คือ 314 ล้านลบ.ม.ต่อปี
ทั้งนี้การพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง  3  แห่งดังกล่าว  จะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก    ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ อ.แม่สอด  อ.แม่ระมาด และ อ.พบพระ   โดยเฉพาะโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านใหม่พัฒนา ซึ่งเป็นอ่างฯขนาดกลางมีความจุถึง 85 ล้าน ลบ.ม. เมื่อก่อสร้างเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่สำคัญ สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษตากอย่างมาก  เพราะจะทำให้มีน้ำต้นทุนพอเพียงสำหรับที่จะโรยน้ำ ให้กับเขื่อนทดน้ำโกกโก่ เพื่อส่งให้กับพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานได้อีกกว่า 50,000 ไร่ และยังจะทำให้มีน้ำเพียงพอที่จะส่งให้กับภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่ิีอีกด้วย
“เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยที่จะให้ก่อสร้าง อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านใหม่พัฒนา ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พิจารณาเห็นชอบในหลักการก่อนที่จะสำรวจและออกแบบ  และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติภายในปี 2562  คาดว่าประมาณปี 2563 จะสามารถ เริ่มดำเนินการก่อสร้าง  โดยใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปีจึงจะแล้วเสร็จ” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว
รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ภาคเกษตรกรรมของทั้ง 3 อำเภอมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นเนื่องจากเป็นนิคมสหกรณ์ผลิตข้าวโพด รองจากจังหวัดเพชรบูรณ์ และยังมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ส่งขาย   โดยเฉพาะอำเภอพบพระที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ปลูกทั้งพืชไร่และไม้ผลหลายชนิด เช่น ข้าว ถั่วเหลือง ลำไย เป็นต้น ส่วนอำเภอแม่สอดนอกจากมีการทำการเกษตรอยู่มากแล้วแล้ว ยังมีการตั้งเครือข่ายอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน และการจัดทำนิคมอุตสาหกรรมขึ้น โครงการชลประทานขนาดกลางที่สำคัญที่มีอยู่ใน อ.แม่สอด คือโครงการเขื่อนทดน้ำโกกโก่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นั้น เขื่อนทดน้ำมีความสูงเพียง 6 เมตร บริหารจัดการน้ำจากลำห้วยแม่ละเมาได้เพียงคราวละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรในแต่ละปีอยู่ที่ระดับ 100 ล้าน ลบ.ม. จึงไม่เพียงพอกับความต้องการ” นายเฉลิมเกียติกล่าว

นอกจากนี้ ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวต่อเนื่อง เฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาร์พม่ที่อำเภอแม่สอด ซึ่งมีมูลค้าการค้าขายหลายหมื่นล้านบาทต่อปี พบว่าความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นจากปีละ 14 ล้านลบ.ม. เป็น 21 ล้านลบ.ม.ในอีก 2 ปีข้างหน้า และภายใน 10 ปี จะเพิ่มเป็น 38 ล้านลบ.ม. ในขณะที่ลำน้ำเมย ซึ่งเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศกั้นพรมแดนระหว่างไทยกับเมียนมาร์ เป็นแหล่งน้ำดิบหลักของอ.แม่สอด มีปัญหาตื้นเขินและมีตะกอนมากในช่วงฤดูแล้ง กรมชลประทานต้องเอาเครื่องสูบน้ำเข้าช่วย บางครั้งถ้าระดับน้ำต่ำมากก็ไม่สามารถขุดลอกได้เพราะติดปัญหาระหว่างชายแดน เมื่อฤดูฝนน้ำก็หลากมาอย่างมากจนเข้าท่วมโรงสูบน้ำ เป็นปัญหาซ้ำซากที่ประสบมายาวนาน จึงได้มีการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตากดังกล่าว
“หากอ่างฯห้วยแม่ละเมาสร้างเสร็จ นอกจากมีน้ำมาเสริมพื้นที่เกษตรแล้ว  สิ่งสำคัญคือ จะทำให้มีน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภค รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษของ อ.แม่สอด ได้อย่างพอเพียง  เนื่องจากมีแผนสร้างโรงสูบน้ำบริเวณหน้าเขื่อนทดน้ำโกกโก่เพื่อส่งน้ำดิบลงไปผลิตประปาใน เขตอำเภอแม่สอด พร้อมกับสร้างสถานีสูบน้ำที่ฝายท่าวังผา บริเวณปลายแม่น้ำเมยแล้วดึงน้ำไปใช้ได้อีกทางหนึ่ง  ซึ่งจะเป็นการใช้ประโยชน์น้ำลำห้วยแม่ละเมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของลุ่มน้ำ” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว
อย่างไรก็ตามในระหว่างที่รอการสร้างอ่างฯห้วยแม่ละเมา กรมชลประทานกำลังดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบนซึ่งจะสร้างเสร็จภายในปีนี้ สามารถเก็บน้ำได้ 13 ล้านลบ.ม.  น่าจะเพียงพอสำหรับการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับ อ.แม่สอดได้ในระยะหนึ่ง

ก.แรงงานลุยจับต่างด้าวผิดกฎหมาย 3 วันแรกได้กว่า 100 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/333307

ก.แรงงานลุยจับต่างด้าวผิดกฎหมาย  3 วันแรกได้กว่า 100 ราย

แรงงาน

ก.แรงงานลุยจับต่างด้าวผิดกฎหมาย  3 วันแรกได้กว่า 100 ราย

กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เผยยอดตรวจสอบ ปราบปราม จับกุมและดำเนินคดีนายจ้างและแรงงานต่างด้าว หลังปิดศูนย์ OSS เพียง 3 วัน พบกระทำผิดกว่า 100 ราย นายจ้างกว่า 20 ราย ส่วนใหญ่เป็นเมียนมา

ก.แรงงานลุยจับต่างด้าวผิดกฎหมาย  3 วันแรกได้กว่า 100 ราย

วันที่ 4 ก.ค.นายอนุรักษ์ ทศรัตน์  อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยผลการบูรณาการปราบปรามแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายของชุดปฏิบัติการ 113 ทีม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กรมการจัดหางาน ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่ร่วมกันออกตรวจตรวจสอบ ปราบปราม จับกุมและดำเนินคดีนายจ้าง/สถานประกอบการและแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย หลังปิดศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) พบว่าล่าสุดตั้งแต่ 1-3 กรกฎาคม 2561 เพียง 3 วันสามารถตรวจสอบนายจ้าง/สถานประกอบการได้ 298 ราย พบกระทำความผิด 26 ราย แบ่งเป็น ดำเนินคดีในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 22 ราย และดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จำนวน 4 ราย

ขณะเดียวกันได้ตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าว จำนวน 2,879 คน พบกระทำความผิด จำนวน 118 คน เป็นเมียนมา 94 คน ลาว 7 คน กัมพูชา 8 คน เวียดนาม 7 คน และอื่นๆ อีก 2 คน แบ่งเป็นดำเนินคดีในข้อหาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานจำนวน 58 คน แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จำนวน 60 คน โดยคนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ มีโทษปรับ 5,000 – 50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้ว คนต่างด้าวจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และห้ามขออนุญาตทำงานภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับโทษ ส่วนนายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ มีโทษปรับ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี

“ หากผู้ใดพบคนต่างด้าวทำงานผิดกฎหมายหรือพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน หรือโทร. 0 2354 1729 หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบต่อไป”นายอนุรักษ์ กล่าว

จัดประชุมแก้หนี้สมาชิกสหกรณ์ที่ขึ้นทะเบียนกองทุนฟื้นฟูฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/332967

จัดประชุมแก้หนี้สมาชิกสหกรณ์ที่ขึ้นทะเบียนกองทุนฟื้นฟูฯ

กฟก

จัดประชุมระดมความเห็นแก้หนี้สมาชิกสหกรณ์ที่ขึ้นทะเบียนกองทุนฟื้นฟูฯ

กรมส่งเสริมสหกรณ์  จัดเวทีประชุมรับฟังความเห็นแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร  เบื้องต้นสำรวจข้อมูลพบสมาชิกสหกรณ์ 44,523 รายมีความต้องการให้กองทุนฟื้นฟูฯ               เข้ามาบริหารจัดการหนี้ มูลหนี้รวมกันกว่า 5,499 ล้านบาท

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยดำเนินการผ่านสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) นั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้สถาบันเกษตรกร ครอบคลุม 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 19-27 มิถุนายน 2561 เพื่อให้สถาบันเกษตรกรหรือสหกรณ์ ได้เข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปัญหาหนี้สินเกษตรกร และร่วมกันหาทางแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างตรงจุด ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนปัญหาเรื่องหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ให้ลดลง
จากข้อมูลกองทุนฟื้นฟูฯในปัจจุบันพบว่า มีสมาชิกสหกรณ์ที่ได้ไปขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนฟื้นฟูฯ และมีความประสงค์        ให้กองทุนฟื้นฟูฯ เข้ามาบริหารจัดการหนี้  รวมจำนวน 44,549 ราย  จาก 1,527 สหกรณ์  มีมูลหนี้รวมกันประมาณ  5,499  ล้านบาท
โดยในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูเฉพาะกิจว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกร พ.ศ.2560 รวมจำนวน 3,359 ราย มูลหนี้ 1,033 ล้านบาท และเป็นเกษตรกรที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามระเบียบดังกล่าว จำนวน 41,190 ราย มูลหนี้ 4,466 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นเกษตรกรที่มีปัญหาความเดือดร้อนด้านหนี้สินและ        มีความต้องการรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล
นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ในเบื้องต้น กรมฯ จะพิจารณาเฉพาะ                 กลุ่มสมาชิกสหกรณ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับทาง กฟก.ก่อน โดยขอให้สหกรณ์ในกลุ่มเป้าหมาย กลับไปตรวจสอบข้อมูลสมาชิกว่ายังมีความต้องการให้กฟก.เข้ามาบริหารจัดการหนี้แทนสหกรณ์หรือไม่ หากไม่ต้องการ จะมีวิธีการบริหารจัดการหนี้ที่ยังค้างอย่างไร  ซึ่งทั้งสองทางเลือกต้องไม่ทำให้เกิดความเสียหายและต้องเกิดประโยชน์กับสมาชิกสหกรณ์โดยรวม จากนั้นเมื่อได้ข้อสรุปกรมฯ       จะได้จัดทำรายละเอียดเสนอให้กับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป
ทั้งนี้ ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูเฉพาะกิจ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกร พ.ศ.2560                   ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ ดังนี้  คือ  1.เป็นหนี้ในระบบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการเกษตร 2.เป็นหนี้ซึ่งมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน                ราคาประเมินหลักทรัพย์คุ้มหนี้ที่ชำระ 3.เป็นหนี้ซึ่งมีมูลหนี้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาท ต่อราย และ 4.เป็นหนี้ซึ่งมีสถานะหนี้ คือ               เป็นหนี้ถูกฟ้องล้มละลายและศาลยังไม่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์/หนี้ระหว่างการบังคับคดีและขายทอดตลาด/หนี้ถูกดำเนินคดี/                 หนี้ผิดนัดชำระหนี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจเห็นชอบเงื่อนไขเกณฑ์การชำระหนี้      กรณีสถาบันเจ้าหนี้สหกรณ์ ให้กำหนดชำระต้นเงินที่ร้อยละ 100 โดยงดดอกเบี้ยและค่าปรับ ยกเว้นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวทำให้สามารถซื้อหนี้ได้ 17 ราย 4.677 ล้านบาท ดังนั้น คณะกรรมการเจรจาหนี้สินสถาบันเจ้าหนี้ของเกษตรกร เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 เสนอเงื่อนไขการชำระหนี้แทนเกษตรกร          ในส่วนของสถาบันเจ้าหนี้ (สหกรณ์) ดังนี้ 1.ชำระคืนต้นเงิน ร้อยละ 100  2. ดอกเบี้ย ไม่เกินร้อยละ 7.5 (ระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี) และ 3. ค่าใช้จ่ายดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายอื่นตามกฎหมาย

ในส่วนของหนี้ที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์กฟก.เฉพาะกิจ กรมฯ ได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ดังนี้ 1. ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ฯ โดยขยายระยะเวลาการชำระหนี้ไม่เกิน 15 ปี  2.พักต้น 3 ปี และรัฐชดเชยดอกเบี้ย 7.5 % ระยะเวลา 3 ปี           3.การสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจาก ธ.ก.ส.ให้สหกรณ์เพื่อให้สมาชิกกู้ยืมไปฟื้นฟูอาชีพ ระยะเวลา 3 ปี  4.สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจาก ธ.ก.ส.ให้สหกรณ์เพื่อเสริมสภาพคล่อง ระยะเวลา 3 ปี และ5.รัฐอุดหนุนงบประมาณดำเนินกิจกรรมฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้สหกรณ์พิจารณา ก่อนนำเสนอเป็นนโยบายต่อไป
“ขอความร่วมมือให้ทุกสหกรณ์กลับไปตรวจสอบข้อมูลตามเงื่อนไขที่กำหนด ว่ามีจำนวนสมาชิกที่อยู่ในหลักเกณฑ์และประสงค์จะให้กองทุนฟื้นฟูฯเข้ามาบริหารจัดการหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดมีจำนวนกี่ราย มูลหนี้เท่าไหร่ แล้วให้แจ้งยืนยันกลับมาที่กรมฯ  และในส่วนของสมาชิกสหกรณ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนฟื้นฟูฯ แต่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่สามารถให้กองทุนฟื้นฟูฯเข้ามาจัดการหนี้ได้ จะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกกลุ่มนี้อย่างไร ส่วนการฟื้นฟูอาชีพฯกรมฯจะเสนอให้กองทุนฟื้นฟูฯ ดำเนินการฟื้นฟูอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์ต่อไป แต่ในขณะนี้ต้องรอผลการพิจารณาจากสหกรณ์ว่าจะสามารถให้กองทุนฟื้นฟูฯเข้ามาบริหารจัดการหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ได้จำนวนเท่าไหร่ ซึ่งกรมฯคาดหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันหาทางออก เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ได้ในที่สุด” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าว

มาแล้ว”ทุเรียนภูเขาไฟ” สุดยอดทุเรียนไทยที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/332396

มาแล้ว”ทุเรียนภูเขาไฟ” สุดยอดทุเรียนไทยที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต

มาแล้วทุเรียนภูเขาไฟ สุดยอดทุเรียนไทยที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต

ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ มีวางจำหน่ายแล้วในกูร์เมต์ มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า เครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป ให้ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ลิ้มลองสุดยอดราชาผลไม้ เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน-กรกฏาคม 2561

มาแล้ว"ทุเรียนภูเขาไฟ" สุดยอดทุเรียนไทยที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต

ในอดีตเกษตรกรชาวสวนผลไม้เดิมทำไร่ข้าวโพด มันสำปะหลัง และพืชไร่อื่น ๆ ซึ่งมักประสบปัญหาขาดทุน  ยิ่งทำก็ยิ่งจน หนี้สินยิ่งเพิ่มพูน อีกทั้งพืชเหล่านั้นต้องลงทุนใหม่ทุกปี และปีไหนผลผลิตมากราคาก็ตกต่ำ บางทีก็ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง จึงคิดหาอาชีพใหม่แทน
จังหวัดศรีสะเกษ เริ่มมีการปลูกไม้ผลอย่างจริงจัง เมื่อปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา โดยเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537  นับว่าศรีสะเกษเป็นจังหวัดแรกๆ ของภาคอีสานที่มีการปลูกทุเรียนและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ไม่แพ้ทุเรียนเจ้าตำรับจากภาคใต้ และภาคตะวันออก ซึ่งทุเรียนที่เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูก คือ พันธุ์หมอนทอง

มาแล้ว"ทุเรียนภูเขาไฟ" สุดยอดทุเรียนไทยที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต

จากข้อมูลสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษระบุว่าปัจจุบันมีพื้นที่การปลูกทุเรียน 6,085 ไร่ โดยพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอกันทรลักษ์ และขุนหาญ ปริมาณผลผลิตรวม 4,474.64 ตัน สามารถสร้างรายได้ให้จังหวัดปีละไม่น้อยกว่า 447 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีผลไม้และพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิดที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ เช่น เงาะ ลำไย มังคุด ลองกอง ซึ่งนับรวมแล้ว ถือว่าสร้างรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 500 ร้อยล้านบาท
จากนั้นในปี พ.ศ. 2560 หลังนายธวัช สุระบาล มารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ก็ด้สร้างอัตลักษณ์ของทุเรียนศรีสะเกษ โดยใช้ชื่อว่า “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” โดยชูคุณสมบัติเด่นของแหล่งผลิตที่ปลูกในบริเวณพื้นที่ภูเขาไฟโบราณ แถบเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นดินที่ผุพังมาจากหินบะซอลต์ ดินจึงมีลักษณะเหนียวสีแดง ระบายน้ำดีมาก มีธาตุอาหารชนิดต่างๆ ที่จำเป็นต่อพืชในปริมาณสูง และเกษตรกรใช้น้ำใต้ดินที่มีความลึกมากกว่า 50-100 เมตร ในการให้น้ำผลไม้ จึงส่งผลให้ได้รับแร่ธาตุครบถ้วน ผลผลิตที่ได้มีรสชาติดี

นอกจากนั้นด้วยลักษณะสภาพภูมิอากาศ ของจังหวัด     ศรีสะเกษที่ไม่ชื้นจนเกินไป ประกอบกับแสงแดดที่มีความเข้มแสงสูง ทำให้พืชได้รับแสงอย่างเต็มที่ ทุเรียนจึงดูดธาตุอาหารจากดินมาช่วยสังเคราะห์แสงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื้อทุเรียนที่ได้ จึงอุดมไปด้วยธาตุอาหารและวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เกิดเป็นทุเรียนที่มีคุณสมบัติเฉพาะ กล่าวคือ เนื้อทุเรียนแห้งและนุ่มเหนียว เส้นใยละเอียด มีกลิ่นหอมเฉพาะไม่ฉุนมาก รสชาติมันค่อนข้างหวาน ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทุเรียนทั้งภายในและต่างประเทศ

มาแล้ว"ทุเรียนภูเขาไฟ" สุดยอดทุเรียนไทยที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต

ซึ่งผลจากการศึกษาของศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ พบว่าทุเรียนพันธุ์หมอนทองของศรีสะเกษ มีลักษณะดังนี้ สีเนื้อของทุเรียนเป็นสีเหลือง น้ำหนักผลเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1.65-4.99 กิโลกรัม/ผล จำนวนพู 5 พู/ผล เปอร์เซ็นต์เนื้อต่อเปอร์เซ็นต์เมล็ด เท่ากับ 88.9 : 11.1
คาดการณ์ผลผลิตทุเรียนศรีสะเกษ ปี 2561 เท่ากับ 3,612.12 ตัน ลดลง 862.52 ตัน จากปี 2560 ที่มีผลผลิตรวม 4,474.64 ตัน คิดเป็นร้อยละ 19.28 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศหนาวเย็น

จากการที่นายธวัช  สุระบาล ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้เกิดการพัฒนาทางด้านต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการพัฒนาทางด้านการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ มีสินค้าเกษตรที่หลากหลาย รวมถึงไม้ผล ได้แก่ ทุเรียน เงาะ ลำไย ลองกอง มังคุด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจอีกประเภทหนึ่งของจังหวัด โดยผลผลิตที่ได้มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทำให้ นายธวัช  สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดศรีสะเกษอย่างหนึ่ง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งภายใน และต่างประเทศ ให้มีคุณภาพเป็นมาตรฐานตรงตามความต้องการของผู้บริโภค
จากนั้นจังหวัดศรีสะเกษจึงได้ดำเนินการจดสิทธิบัตรสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geoghaphical Indication : GI) เนื่องจากพื้นที่ผลิตทุเรียนของจังหวัดศรีสะเกษได้แก่ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ และศรีรัตนะ เป็นเขตพื้นที่แนวภูเขาไฟเก่า จึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ ที่เหมาะสมทำให้ทุเรียนมีรสชาติที่ดี มีกลิ่นหอมผู้บริโภคได้ชิมแล้วต่างยอมรับในรสชาติที่แตกต่างไม่เหมือนที่ใด ของ “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ”
กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศให้ “ทุเรียนภูเขไฟศรีสะเกษ” เป็นทุเรียน GI หรือเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นทุเรียนที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ กล่าวคือ มีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เนื้อทุเรียนละเอียดเนียนนุ่ม กรอบนอกนุ่มใน หวานมันกำลังพอดี ที่สำคัญคือกลิ่นหอมอ่อนๆ ทานแล้วไม่ร้อนในด้วย อย่างไรก็ดีประกาศจะมีผลจริงๆต้องหลังจากประกาศพ้นกำหนด 90 วันไปแล้ว ก็คือหลังวันที่ 25 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป
สำหรับกิจกรรมที่ทำให้ทุเรียนศรีสะเกษ มีชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้ นั่นคือ “งานเทศกาลเงาะ-ทุเรียนและของดีศรีสะเกษ” และในปี พ.ศ.2561 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น“เทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ อาเซียนเทรดแฟร์ 2561 (Lava Durian Sisaket & Asean Trade Fair 2018)”  ซึ่งกำหนดในช่วงที่ผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดคือในช่วงเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม ของทุกปี

ในปีนี้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายน – 8 กรกฏาคม 2561 ณ สวนปาล์ม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ โดยกิจกรรมในงานประกอบด้วย การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร การประกวดพันธุ์สัตว์ การประกวดธิดาชาวสวน การประกวดร้องเพลงและวงดนตรีสากล ฯลฯโดยเฉพาะการประกวดทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษที่มีรสชาติอร่อย กรอบนอก นุ่มใน หวานน้อย ละมุนลิ้น  กลิ่นไม่ฉุน เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนสามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงเพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดและยังไปการส่งเสริมการท่องเทียวของจังหวัด โดยมีการให้บริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อนำนักท่องเที่ยวเข้าชมสวนทุเรียน เลือกชิมและเลือกซื้อทุเรียนจากสวนในราคาย่อมเยา ซึ่งทำให้เกิดรายได้ต่อชาวสวนและสร้างรายได้เข้าจังหวัดปีละหลายร้อยล้านบาท
ปัจจุบันทุเรียนหมอนทองศรีสะเกษ เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ ในปี 2561 ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้เชื่อมโยงตลาดกับทางผู้ประกอบการชาวสวนทุเรียนนำทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษจากอำเภอกันทรลักษณ์ ไปวางจำหน่ายในกูร์เมต์ มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์ ,เอ็มโพเรียม สยามพารากอน และห้างเดอะมอลล์ บางกะปิ ให้ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติใน กทม.ได้ชิม เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน-กรกฏาคม 2561 นี้

ทส. เสริมพลังคิดเยาวชนพัฒนางานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/332391

ทส. เสริมพลังคิดเยาวชนพัฒนางานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ทส. เสริมพลังคิด สร้างสรรค์ เยาวชน พัฒนางานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดงานเสวนาพลังเยาวชนไทยกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในโครงการเยาวชนไทยกับสิ่งแวดล้อม (Thai Youth Environment Forum 2018) เพื่อระดมความคิดเห็นเยาวชนเกี่ยวกับผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย และร่วมศึกษาแนวทาง มุมมองของเยาวชนในประเด็นการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ในวันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2561 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยมี พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน

พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่สำคัญของโลกเป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำของมนุษย์ อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่นำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น ปัญหาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีความระมัดระวัง ทำให้เกิดปัญหาทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
เช่น ปัญหามลภาวะ ปัญหาสภาวะโลกร้อนและการใช้พลังงาน ปัญหาความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่า ปัญหาการเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำสะอาด ปัญหาการเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่ง และปัญหาการเสื่อมโทรมของดิน ซึ่งนับวันปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น การที่จะพัฒนาให้ประชาชนในประเทศเกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งแวดล้อมควรเริ่มพัฒนาตั้งแต่วัยเด็ก เพราะเยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต

ที่ผ่านมาเยาวชนมีบทบาทในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันมีเยาวชนรวมตัวกันทำกิจกรรมดูแลรักษา และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก การส่งเสริมให้เยาวชนมีโอกาสในการรวมตัวกันเพื่อสร้างให้เยาวชนสามารถทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นกลไกหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะการที่เยาวชนที่ได้เข้ามาร่วมกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เยาวชนได้รับการฝึกฝนหล่อหลอมให้เกิดความรู้ความเข้าใจและตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจนกระทั่งนำมาสู่การมีวิถีการดำรงชีวิตที่ใส่ใจและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมีแนวทางที่ถูกต้องสำหรับการดูแลรักษา ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพจึงมีความสำคัญ
อีกทั้ง ปัจจุบันสังคมไทยก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิตอลอย่างเต็มตัวภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ เพื่อเตรียมกำลังคนให้พร้อมเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมไทยสู่เวทีในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติสำหรับพื้นที่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ระบบการศึกษาไทยจะต้องพัฒนาเพื่อหนุนนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล คือ การพัฒนาโรงเรียนที่อยู่ตามพื้นที่ในทุกตำบลของประเทศไทยให้มีคุณภาพที่ดี เป็นศูนย์กลางให้กับพื้นที่ สามารถพัฒนากำลังคนในตำบล และขยาย
การพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนได้มากกว่า 50% ของประเทศ ดังนั้น จึงฝึกให้ใช้ทักษะการคิดมากกว่าใช้ความจำ รวมถึงสามารถที่จะคิดวิเคราะห์ มีเหตุ มีผล สามารถที่จะเข้าใจเรียนรู้ได้ถูกทิศถูกทาง ซึ่งการส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านี้ได้มีบทบาทในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม จะเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนสังคมในอนาคต สิ่งเหล่านี้ทำได้โดยผ่านการฝึกฝนหล่อหลอม และการเสริมสร้างศักยภาพ อย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนากลไกสนับสนุนเยาวชนให้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็น เสนอแนะแนวทางในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในแบบคนรุ่นใหม่

นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพจึงมีความสำคัญ การส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านี้ได้มีบทบาทในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม จะเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนสังคมในอนาคต สิ่งเหล่านี้ทำได้โดยผ่านการฝึกฝนหล่อหลอม และการเสริมสร้างศักยภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนากลไกสนับสนุนเยาวชนให้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็น เสนอแนะแนวทางในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในแบบคนรุ่นใหม่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดโครงการเยาวชนไทยกับสิ่งแวดล้อม (Thai Youth Environment Forum 2018) ขึ้น ในระหว่างวันที่ 25 – 26 มิถุนายน 2561 เพื่อระดมความคิดเห็นเยาวชนเกี่ยวกับผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ร่วมศึกษาแนวทางมุมมองของเยาวชนในประเด็นการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย และเข้ามามีบทบาทในการคิด สร้างสรรค์ และพัฒนางานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นกลไกด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่สามารถดำเนินงานได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคงในอนาคตต่อไป
ซึ่งมีนิสิต นักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ จำนวน 200 คน โดยในวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2561 เยาวชนได้ทำกิจกรรมที่สำคัญร่วมกัน ณ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค กรุงเทพฯ มีการจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ การพัฒนาทักษะและกระบวนการทำงาน มีการเสวนา เรื่อง ทิศทางเยาวชนไทยกับการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในประเทศไทย และเวทีให้ความรู้เพื่อปูพื้นฐานการเรียนรู้และแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยใน 6 ประเด็น ดังนี้ ขยะทะเลและขยะพลาสติก/การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ/ป่าบกและป่าชายเลน/ น้ำเสีย/ป่าในเมือง/นโยบายสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ผนึกชุมชนบ้านชากเล็กสร้างกิจกรรมเกษตรผ่านวิทยุมก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/332331

  ผนึกชุมชนบ้านชากเล็กสร้างกิจกรรมเกษตรผ่านวิทยุมก.

วิทยุมก

  ผนึกชุมชนบ้านชากเล็กสร้างกิจกรรมเกษตรผ่านวิทยุมก.

              สถานีวิทยุมก.หรือเคยูเรดิโอเคอพลัส(KUR+)จับมือชุมชนเกษตรกรบ้านชากเล็ก หวังเป็นเครือข่ายในการเผยแพร่ข่าวสารด้านเกษตรและกิจกรรมชุมชนผ่านวิทยุมก.ขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาของสถานี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลสู่ชุมชนให้ในทุกมิติ

   ผนึกชุมชนบ้านชากเล็กสร้างกิจกรรมเกษตรผ่านวิทยุมก.

              ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวภายหลังการเดินทางไปเยี่ยมกลุ่มเกษตรกรหมู่บ้านชากเล็ก ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยมีนายประสิทธิ์ ผุดกระจ่าง รองประธานศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชผักปลอดภัยบ้านป่าสีเสียด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จังหวัดระยอง กรมวิชาการเกษตร และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ อาทิ กลุ่มพืชผักปลอดภัย กลุ่มประมงอาสา กลุ่มหมอดินอาสา กลุ่มเกษตรอาสา กลุ่มสมุนไพร ให้การต้อนรับ

ผศ.อนุพรกล่าวว่าการเดินทางมาครั้งนี้ได้หารือร่วมกันถึงการเตรียมจัดตั้งครอบครัว ม.ก.ระยอง (ภาคตะวันออก) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้โครงการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตรายการ ม.ก.พบประชาชน และกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสาธารณชน อาทิ การร่วมกันพัฒนาชุมชนในด้าน การเผยแพร่ข้อมูล องค์ความรู้ด้านการเกษตร การจัดตลาดนัดชุมชนเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ การแลกเปลี่ยนสินค้าด้านการเกษตร ฯลฯ อีกทั้ง ยังเป็นการสืบสาน สานสัมพันธ์ ระหว่างกลุ่มผู้ฟังภาคตะวันออกกับสถานีวิทยุ ม.ก. ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ฟังที่รับฟังรายการจากทางสถานีวิทยุ ม.ก. อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลาย 10 ปี  ณ ศูนย์ประสานงานยุติธรรมชุมชนบ้านชากเล็ก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง

   ผนึกชุมชนบ้านชากเล็กสร้างกิจกรรมเกษตรผ่านวิทยุมก.

สำหรับการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวฯ เป็นไปตามนโยบายแผนยุทธศาสตร์ของผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุ ม.ก. ในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมกันนี้ได้ประกาศแต่งตั้ง นายประสิทธิ์ ผุดกระจ่าง รองประธานศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชผักปลอดภัยบ้านป่าสีเสียด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จังหวัดระยอง กรมวิชาการเกษตร ให้เป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุ ม.ก. ด้านการสร้างกลุ่มผู้ฟังภาคตะวันออก เพื่อเป็นผู้นำชุมชนของพื้นที่จังหวัดระยองในการขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาด้านเนื้อหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการประชาสัมพันธ์สถานีวิทยุ ม.ก. และกิจกรรมต่างๆ ของวิทยุ ม.ก. ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนผู้ฟังรายการ สามารถรับข้อมูลข่าวสารในทุกช่องทางของทางสถานี และได้รับประโยชน์สูงสุดในการนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดสิ่งที่ดีและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการน้อมนำศาสตร์พระราชาตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน

   ผนึกชุมชนบ้านชากเล็กสร้างกิจกรรมเกษตรผ่านวิทยุมก.