ฝนหลวงฯ ร่วมสืบสาน “ศาสตร์พระราชา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335432

ฝนหลวงฯ ร่วมสืบสาน “ศาสตร์พระราชา”

ฝนหลวง

กรมฝนหลวงฯ ร่วมสืบสาน “ศาสตร์พระราชา” บริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 10 ชู “โครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงฯ” พร้อมบูรณาการร่วมกับ 11 หน่วยงานบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวง

วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 เวลา 09.30 น. นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ณ เขื่อนวชิราลงกรณ์ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ร่วมกับ 11 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ปลูกต้นรวงผึ้งจำนวน 12 ต้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรและถือเป็นมหามิ่งมงคลตลอด 12 เดือน ซึ่งต้นรวงผึ้งเป็นต้นไม้มงคลอันทรงคุณค่าที่ถูกยกให้เป็นพรรณไม้ประจำรัชกาลที่ 10 ถือเป็นดอกไม้ประจำวันพระราชสมภพพอดี (ช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม) สีเหลืองของต้นรวงผึ้งยังเป็นสีประจำวันพระราชสมภพอีกด้วย โดยมีนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร               ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 10 และเป็นการน้อมนำแนวคิดสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้มากขึ้นซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำฝนหลวงให้ประสบผลสำเร็จเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมกับสร้างผืนป่าให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อเป็นการเพิ่มป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำและการเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาระบบนิเวศป่าไม้และสิ่งแวดล้อม การปลูกป่าไม้ ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และไม้ยืนต้นบริเวณหัวไร่ปลายนา ซึ่งจะเป็นการสร้างแหล่งอาหารแก่สัตว์ป่าในการดำรงชีวิต และช่วยเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังได้มีการปลูกต้นแคฝรั่ง โดยนักเรียนนักศึกษา อาสาสมัครฝนหลวง และเกษตรกรในบริเวณเขื่อนวชิราลงกรณ์ จำนวน 200 ต้น อีกด้วย
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรป่าไม้ที่ถูกทำลายซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่ลดลง ส่งผลต่อกระบวนการเกิดฝนและปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติเกิดความผิดปกติ จึงมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้การฟื้นฟูผืนป่าเกิดประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ อีกทั้งเมื่อป่าเกิดความสมบูรณ์ก็จะทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยการเพิ่มโอกาสสำหรับการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงให้ประสบความสำเร็จเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ การดำเนินโครงการฯ แบ่งเป็น 3 กิจกรรมหลัก

ประกอบด้วย 1) กิจกรรม พิธีเปิดโครงการในวันนี้ (19 กรกฎาคม 2561) ณ บริเวณเขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี            2) กิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น ดำเนินการตั้งแต่เริ่มเปิดปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2561 (วันที่ 1 มีนาคม – 30 กันยายน 2561) โดยร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน อาทิ ศูนย์ปฏิบัติงานฝนหลวงทั่วประเทศ สถานศึกษา อาสาสมัครฝนหลวงภูมิภาคต่างๆ เป็นต้น และ 3) กิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 5 ภูมิภาค ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2561 โดยดำเนินการพร้อมกับการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงแต่ละภูมิภาค ดำเนินกิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น และกิจกรรมการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดังนี้

– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ดำเนินการปลูกป่าและไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ขนาดพื้นที่ 5 ไร่ ชนิดกล้าไม้ ได้แก่ ประดู่ ตะเคียน ยางนา มะขามป้อม ขนุน ชมพู่ และมะม่วง ซึ่งได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา สำหรับกิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดำเนินการบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่ ขนาดพื้นที่ 900 ไร่ โดยใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์มะค่าโมง มะขามป้อม สมอพิเภก และสัก
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดำเนินการปลูกป่าและไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่สาธารณประโยชน์ สระโศกเดือนห้า อบต.แดงใหญ่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ขนาดพื้นที่ 80 ไร่ ชนิดกล้าไม้ ได้แก่ พะยูง เต็ง รัง แดง และประดู่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากศูนย์เพาะชำกล้าไม้ อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สำหรับกิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดำเนินการบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง       จ.นครราชสีมา ขนาดพื้นที่ 3,100 ไร่ โดยใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์มะค่าแต้และมะขามป้อม
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ดำเนินการปลูกป่าและไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่ชุมชนนาหลวง ต.บ้านด่าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ขนาดพื้นที่ 10 ไร่ ชนิดกล้าไม้ ได้แก่ ประดู่ ยางนา และตะแบก ซึ่งได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากสำนักจัดการทรัพยากรที่ 9 สาขาปราจีนบุรี สำหรับกิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดำเนินการบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา จ.สระแก้ว ขนาดพื้นที่ 6,900 ไร่ โดยใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์ มะค่าโมง ประดู่ และแดง
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง ดำเนินการปลูกป่าและไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ขนาดพื้นที่ 7 ไร่ ชนิดกล้าไม้ ได้แก่ มะค่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านไร่ สำหรับกิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดำเนินการบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวและอุทยานแห่งชาติคลองลำงู ขนาดพื้นที่ 3,500 ไร่ ชนิด โดยอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว     ใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์สาธร สีเสียด พฤกษ์ และแดง และอุทยานแห่งชาติคลองลำงู ใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์มะค่า ประดู่ และไผ่รวก
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ ดำเนินการปลูกป่าและไม้ยืนต้นบริเวณพื้นที่สำนักเขื่อนไม้เต็ง อ.เมือง จ.ราชบุรี ขนาดพื้นที่ 30 ไร่ ชนิดกล้าไม้ ได้แก่ ประดู่ ยางนา พะยูง มะค่าโมง แดง และรวงผึ้ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนกล้าไม้จากสถานีเพาะพันธุ์กล้าไม้ราชบุรี สำหรับกิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ดำเนินการบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และอุทยานแห่งชาติไทยประจันต์ จ.ราชบุรี ขนาดพื้นที่ 600 ไร่ โดยใช้ชนิดเมล็ดพันธุ์มะค่าโมง ประดู่ และมะขามป้อมป่า

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้จัดทำแอพพลิเคชั่นระบบติดตามการปลูกต้นไม้ “Collector for ArcGIS” เพื่อช่วยติดตามและประเมินผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าวด้วยตนเอง เพิ่มความสะดวกในการติดตามข้อมูลการปลูกต้นไม้ได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น อาทิ พื้นที่ปลูก ชื่อผู้ปลูก ชื่อต้นไม้ที่ปลูก การดูแลรักษา เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเว็บไซต์/เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และการรายงานข่าวการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

เตรียมพร้อมรับมือพายุ “เซินติญ”ถล่มไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335155

เตรียมพร้อมรับมือพายุ “เซินติญ”ถล่มไทย

ทองเปลว กองจันทร์

เตรียมพร้อมรับมือพายุ “เซินติญ”(SON-TINH)ถล่มไทย

 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศแจ้งเตือนให้เฝ้าระวัง พายุโซนร้อน “เซินติญ” (SON-TINH) ที่มีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำและเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนทำให้ ในช่วงวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2561 และจะเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ในช่วงวันที่ 19-21 กรกฎาคม 2561 ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้นและฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

เตรียมพร้อมรับมือพายุ "เซินติญ"ถล่มไทย
กรมชลประทาน ได้มอบหมายให้ สำนักงานชลประทาน โครงการชลประทานจังหวัด และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทั่วประเทศ บูรณาการร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำ ประตูระบายน้ำ และคันกั้นน้ำที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำไว้คอยช่วยเหลือประชาชน หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมสามารถติดต่อประสานงานกับศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) โทรสายด่วน 1460 ทั้งนี้ ได้แจ้งความพร้อมในส่วนของกรมชลประทาน ไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกระทรวงมหาดไทยทราบตามลำดับแล้ว จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ด้วย
เตรียมพร้อมรับมือพายุ "เซินติญ"ถล่มไทย

รายงานแบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ระบุว่า พายุดีเปรสชั่น อิเลฟเว่น (eleven) ซึ่งเป็นพายุหมุนลูกที่ 11 ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิค ได้ก่อตัวขึ้นด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ และเคลื่อนตัวผ่านหัวเกาะลูซอนลงสู่ทะเลจีนใต้ และขณะนี้ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนแล้ว ชื่อ พายุ เซินติญ (SON TINH)

โดยขณะนี้ประเทศไทยยังมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือนตอนบน ทำให้ฝนตกหนักอยู่ในเวลานี้ และการเคลื่อนที่เข้ามาของพายุเซินติญ ที่จะขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามตอนบน และจะเคลื่อนที่เข้าสู่ร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยในเวลานี้ด้วย

ล่าสุดนั้น ที่ จ.นครพนม มีปริมาณน้ำฝนมากสุดถึง 184.8 มม. และในวันที่ 19 กรกฎาคม พายุเซินติญจะเคลื่อนที่เข้าร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบน ซึ่งจาก 2 สาเหตุ จะยิ่งทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งผลให้ประเทศไทยจะมีฝนกระจายตัวเพิ่มขึ้นกับจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ด้านตะวันตกของประเทศ และภาคใต้ตอนบน

โดยเฉพาะบริเวณ จ.เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร อุดรธานี มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ หนองบัวลำภู เลย ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครราชสีมา กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล รวมทั้งบางแห่งของสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช

แบบจำลอง วาฟ-รอม ระบุด้วยว่า ในขณะเดียวกันลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ก็ยังคงมีกำลังแรงอยู่ ที่ทำให้แนวปะทะของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในพื้นที่ด้านตะวันตกของประเทศไทย ภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้ง ภาคตะวันออกมีฝนตกหนักและหนักมากหลายแห่ง ล่าสุดนั้น ที่ ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราดนั้น วัดปริมาณน้ำฝนได้ถึง 291.8 มม.โดยคลื่นลมในทะเล อันดามันและอ่าวไทยสูงประมาณ 2-3 เมตร

เตรียมพร้อมรับมือพายุ "เซินติญ"ถล่มไทย

เตรียมเปิดให้ขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำคุ้มครอง12ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335146

เตรียมเปิดให้ขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำคุ้มครอง12ชนิด

ประมง

กรมประมงเตรียมเปิดให้ขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำคุ้มครอง12ชนิด1 ก.ย.- 29 พ.ย.นี้

จากสถานการณ์สัตว์ป่าในประเทศไทยหลายชนิดมีจำนวนลดน้อยลง เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติถูกทำลายและบางชนิดถูกล่าจากความต้องการของมนุษย์ จึงมีการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสัตว์ป่ารวมถึงสัตว์น้ำบางชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้สูญพันธุ์หรือหมดไปจากประเทศไทย

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกประกาศกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่4) พ.ศ.2561 และกฎกระทรวง กำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ได้เพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำอีก 12 ชนิด ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองท้ายกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ.2546 ได้แก่ ปลากระเบนปีศาจครีบโค้ง (Mobula thurstoni) ปลากระเบนปีศาจครีบสั้น (Mobula kuhlii) ปลากระเบนปีศาจแคระ (Mobula eregoodootenkee) ปลากระเบนปีศาจหางหนาม (Mobula japanica) ปลากระเบนแมนต้าแนวปะการัง (Manta alfredi) ปลากระเบนแมนต้ายักษ์ (Manta birostris) ปลากระเบนราหูน้ำจืด หรือปลากระเบนเจ้าพระยา (Himantura chaophraya) ปลาโรนิน หรือปลากระเบนท้องน้ำ (Rhina ancylostoma) ปลาฉนากเขียว (Pristis zijsron) ปลาฉนากปากแหลม (Anoxypristis cuspidata) ปลาฉนากฟันเล็ก (Pristis pectinata) และปลาฉนากยักษ์ (Pristis pristis) ซึ่งปกติสัตว์ป่าและสัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครองนั้น เป็นสัตว์ที่ห้ามทำการเพาะพันธุ์ เว้นบางสายพันธุ์เท่านั้นที่ทำการเพาะพันธุ์ได้ ซึ่งสัตว์น้ำตามกฎกระทรวงฉบับนี้มี ปลากระเบนราหูน้ำจืด หรือปลากระเบนเจ้าพระยา (Himantura chaophraya) ที่อนุญาตให้ประชาชนเพาะพันธุ์ได้ ตามกฎกระทรวง กำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561

จากประกาศดังกล่าว กรมประมงในฐานะหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยข้อมูลด้านการค้าสัตว์น้ำหายาก และใกล้สูญพันธุ์ ควบคุม ตรวจสอบ ออกใบอนุญาต ใบรับรองต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขภายใต้กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จึงขอแจ้งประชาชนว่า หากท่านใดครอบครองสัตว์น้ำดังกล่าว ทั้งที่มีชีวิตหรือมีซากไว้ครอบครอง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องทำการแจ้งการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราว ซากของสัตว์ป่าคุ้มครองหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยปฏิบัติตามประกาศกรมประมง เรื่อง แบบและวิธีการแจ้งการครอบครอง แบบหนังสือกำกับการจำหน่าย การนำพยานเอกสารหรือหลักฐานมาพิสูจน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การออกใบอนุญาตให้ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราว การออกใบรับรองการครอบครองซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทาจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ.2558 อย่างไรก็ดี การเพาะพันธุ์ปลากระเบนราหูน้ำจืดนั้น ต้องดำเนินการแจ้งขอเพาะพันธุ์สัตว์ป่าคุ้มครองด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการแจ้งการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราว ซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง ขอให้ประชาชนที่ครอบครองพันธุ์สัตว์น้ำตามที่ประกาศในกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ได้จัดเตรียมเอกสาร หลักฐานการได้มา ภาพถ่าย หรือสิ่งอื่นใดที่สามารถยืนยัน เพื่อนำมาแจ้งครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยสามารถแจ้งการครอบครองสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 รวมถึงการแจ้งขอเพาะพันธุ์ปลากระเบนราหูน้ำจืดหรือปลากระเบนเจ้าพระยา ณ ท้องที่ที่ครอบครอง โดยในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถแจ้งได้ที่ กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง เกษตรกลาง เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร สำหรับในท้องที่จังหวัดอื่นๆ สามารถแจ้งได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดในท้องที่นั้นๆ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 – 29 พฤศจิกายน 2561 ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ https://www4.fisheries.go.th/fishmanagement สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กลุ่มคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำตามอนุสัญญา โทร.0 2579 9767

สทนช.ลงพื้นที่สำรวจบึงราชนก จ.พิษณุโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/334460

สทนช.ลงพื้นที่สำรวจบึงราชนก จ.พิษณุโลก

สทนช

สทนช.ลงพื้นที่สำรวจบึงราชนก จ.พิษณุโลก รุกทำแผนแม่บทฟื้นฟูเพื่อบริหารจัดการน้ำได้เต็มศักยภาพ

“สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” (สทนช.) เตรียมจัดทำแผนแม่บทฟื้นฟู “บึงราชนก” จ.พิษณุโลก พร้อมกำหนดแผนปฏิบัติการให้หน่วยเกี่ยวข้องขับเคลื่อน หวังฟื้นสภาพบึงให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่สมบูรณ์ของประเทศ ตั้งเป้าได้แผนบริหารจัดการอย่างครอบคลุมทุกมิติภายในก.ย.นี้

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทและฟื้นฟูบึงราชนก จ.พิษณุโลก เพื่อชี้แจงกรอบแนวคิดและรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพปัญหาและรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จากพื้นที่จริง ก่อนเดินทางไปยังสถานีเติมน้ำลงสู่ชั้นน้ำบาดาล ระบบเติมน้ำผ่านสระ ที่บ้านเสวยซุง หมู่ที่ 7 ต.บึงกอก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และติดตามการเตรียมความพร้อมสำหรับการรับน้ำเข้าทุ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำ ที่ทุ่งบางระกำ ต.แม่ระหัน อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำประจำปี 2561  ณ บึงราชนก จ.พิษณุโลก ว่า บึงราชนก มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 4,865 ไร่ 2 งาน 85 ตารางวา ตั้งอยู่ในเขต ต.สมอแข อ.เมือง และต.วังพิกุล ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก จัดเป็นพื้นที่ที่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำที่มีความหลากหลาย และมีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมามีประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินของบึงราชนกจำนวนมาก ทั้งเพื่อทำการเกษตร ปศุสัตว์ รวมถึงการสร้างที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันส่วนราชการที่มาขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ก็มีการปล่อยปละละเลยขาดการดูแลพื้นที่อย่างเป็นเอกภาพ มีการใช้งบประมาณจำนวนมากในพื้นที่แต่ไม่มีการบูรณาการให้เกิดประโยชน์หลักในการเป็นพื้นที่เก็บกักน้ำ
จากปัญหาดังกล่าวรัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ สทนช. เป็นผู้รับผิดชอบจัดทำแผนพัฒนาและฟื้นฟูบึงราชนก โดยวิเคราะห์สภาพปัญหาของบึงราชนกในด้านทรัพยากรน้ำ มลพิษ ระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์ และอื่นๆที่มีผลกระทบต่อการพัฒนา พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมาย แนวทาง และจัดทำแผนพัฒนาที่ครอบคลุมตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน ตลอดจนจัดทำแผนปฏิบัติการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการได้อย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ โดยขั้นแรก สทนช. จะทำการสำรวจและเก็บข้อมูลต่างๆ อาทิ สภาพภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำท่า ปริมาณตะกอน ทรัพยากรดิน ระบบนิเวศทางน้ำและบนบก การใช้ประโยชน์พื้นที่ สภาพเศรษฐกิจและสังคม การท่องเที่ยว ฯลฯ เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดที่จำเป็นต่อการปรับปรุงและฟื้นฟู รวมถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคอื่นๆ เพื่อนำมาผนวกกับการวิเคราะห์ระบบบริหารจัดการน้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้แผนแม่บทที่สามารถฟื้นฟูพัฒนาบึงราชนกได้อย่างยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยแผนดังกล่าวจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

“ในแผนแม่บทฯ อย่างน้อยจะต้องมีรายละเอียดที่ครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก คือ 1. การบริหารจัดการพื้นที่ การใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเหมาะสม รวมถึงขั้นตอนดำเนินงาน 2.การอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนา การปรับปรุงคุณภาพน้ำและระบบนิเวศวิทยาทางน้ำ 3. การจัดองค์กรเพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ 4.การติดตามประเมินผลและการตรวจสอบการดำเนินการตามแผน ซึ่งรายละเอียดแผนงานทั้งหมด  ซึ่งสทนช.จะดำเนินการโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การฟื้นฟูบึงราชนกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำได้เต็มศักยภาพ รวมถึงสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืนด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

กรมชลปรับปรุงระบบน้ำท่าเชียด รองรับพื้นที่เพาะปลูกผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/334457

กรมชลปรับปรุงระบบน้ำท่าเชียด รองรับพื้นที่เพาะปลูกผสมผสาน

เขื่อนท่าเชือด

กรมชลปรับปรุงระบบน้ำท่าเชียด รองรับพื้นที่เพาะปลูกผสมผสาน

กรมชลประทานปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียด จ.พัทลุง รองรับการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชของเกษตรกรในพื้นที่กว่า 1 แสนไร่ จากนาข้าวเป็นยางพารา และกำลังปรับใหญ่อีกครั้งเป็นเกษตรผสมผสาน  ขณะเดียวกันเร่งรัดแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำขาดแคลน ในคาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา ตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการเมื่อครั้งประชุม ครม.สัญจร

กรมชลปรับปรุงระบบน้ำท่าเชียด รองรับพื้นที่เพาะปลูกผสมผสาน

นายเฉลิมเกียรติ  คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ตรวจเยี่ยมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียด จ.พัทลุง ซึ่งมีพื้นที่กว่า 1 แสนไร่ พบว่าเกษตรกรอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชขนานใหญ่ จากเดิมเคยปลูกข้าวเกือบทั้งหมดเปลี่ยนมาเป็นยางพาราและปาล์มน้ำมัน โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวเหลือเพียง 5,000 ไร่ เนื่องจากประสบปัญหาเรื่องน้ำและแรงจูงใจเรื่องราคายางพาราในอดีตที่สูงเกินกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ได้พูดคุยกับกำนันและผู้นำชุมชนในพื้นที่ทราบว่า ขณะนี้เกษตรกรในโครงการส่งน้ำฯ ท่าเชียด อยู่ระหว่างปรับเปลี่ยนการปลูกพืชครั้งใหญ่อีกรอบ โดยหันมาทำเกษตรผสมผสานตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มากขึ้น เนื่องจากพบว่ายั่งยืนกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว  โดยคาดว่าจะขยายพื้นที่ปลูกมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่โครงการกว่า 1 แสนไร่

ในส่วนของกรมชลประทานเองกำลังศึกษาปรับปรุงโครงการส่งน้ำฯ ท่าเชียด ทั้งด้านแหล่งน้ำต้นทุนโดยเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้างจาก 30 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 33 ล้านลูกบาศก์เมตร และเสริมสันฝายท่าเชียดจากเดิมเก็บน้ำในลำน้ำได้ 5 แสนลูกบาศก์เมตร เป็น 8 แสนลูกบาศก์เมตร จะช่วยเพิ่มความมั่นคงเรื่องน้ำได้มากขึ้น และยังปรับปรุงโครงสร้างคลองส่งน้ำทั้ง 8 สาย ความยาวรวม 90 กิโลเมตร เนื่องจากทรุดโทรมจากการใช้งานมานานเกือบ 50 ปี และตอบสนองต่อการปรับเปลี่ยนพืชซึ่งมีความต้องการใช้น้ำแตกต่างกัน

รองอธิบดีกรมชลประทาน ยังได้เดินทางตรวจเยี่ยมโครงการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ระโนด อ.กระแสสินธุ์ อ.สทิงพระ และ อ.สิงหะนคร ส่วนใหญ่ทำนาปลูกข้าว และประสบปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำขาดแคลน ซึ่งในการประชุม ครม.สัญจร เมื่อปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว

ขณะนี้กรมชลประทานได้ขุดขยายคลองเพื่อระบายน้ำจากทะเลสาบสงลาไปสู่ทะเลโดยเร็วในหลายจุดด้วยกัน ซึ่งเป็นคลองสั้น ระบายน้ำได้เร็ว แทนอาศัยการระบายตามเส้นทางน้ำธรรมชาติ ผ่านลงไปปากรอ อ.สิงหะนคร ออกทะเลเพียงจุดเดียว ซึ่งล่าช้า ไม่ทันกับภาวะน้ำหลากท่วมที่ไหลมาจาก จ.นครศรีธรรมราช จ.พัทลุง และ จ.สงขลา มาสมทบที่เดียวกันในทะเลสาบสงขลา

นอกจากนั้น ยังสร้างแนวคันกั้นน้ำบริเวณริมทะเลสาบสงขลา อ.กระแสสินธุ์ เพื่อป้องกันน้ำท่วมเนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ

ส่วนการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในคาบสมุทรสทิงพระ เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ กรมชลประทานกำลังเร่งขุดขยายคลองพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก เพิ่มความจุจาก 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 8 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับใช้เพาะปลูกฤดูแล้ง  เนื่องจากน้ำในทะเลสาบสงขลามีค่าความเค็มสูงจากน้ำทะเลที่หนุนขึ้นมา บางครั้งไม่เหมาะสมสำหรับใช้เพาะปลูกพืช

ส่วนปลายคลอง พล.อ.อาทิตย์ ที่เชื่อมกับคลองสทิงหม้อเป็นแนวเหนือ-ใต้ ความยาวรวม 70 กิโลเมตรก่อนลงสู่ทะเลนั้น ได้ก่อสร้างประตูระบายน้ำ เพื่อควบคุมการไหลย้อนของน้ำทะเลเข้าสู่คลองที่เป็นน้ำจืด

นายเฉลิมเกียรติเชื่อมั่นว่า  หากปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระแล้วเสร็จ  จะเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกรในคาบสมุทรได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน

เกษตรเตือนชาวสวนทุเรียนป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งให้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/334444

เกษตรเตือนชาวสวนทุเรียนป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งให้ดี

ทุเรียน

เกษตรเตือนชาวสวนทุเรียนป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งให้ดี

       เกษตรเตือนชาวสวนทุเรียนป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งให้ดี   หลังจีนแจ้งเตือนพบศัตรูพืชติดไปกับผลผลิต เพื่อรักษาคุณภาพทุเรียนส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีแนวโน้มการนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี

เกษตรเตือนชาวสวนทุเรียนป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งให้ดี 

             นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยส่งออกทุเรียนมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 94% ประเทศที่นำเข้าสำคัญได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม ญี่ปุ่น เป็นต้น โดยในปี 2559 มูลค่าการส่งออก รวมมากกว่า 20,000 หมื่นล้านบาท เฉพาะประเทศจีนนำเข้าทุเรียนจากไทยมากเป็นอันดับหนึ่งปริมาณสูงถึง 402,600 ตัน คิดเป็นมูลค่า 17,469 ล้านบาท แต่การส่งออกทุเรียนยังพบปัญหาหลายประการ ตั้งแต่การส่งออกทุเรียนอ่อน การแอบอ้างสิทธิ์สวมสิทธิ์ของประเทศคู่ค้า ตลอดจนการตรวจพบแมลงศัตรูพืชที่ติดไปกับผลทุเรียน โดยสำนักการเกษตรต่างประเทศแจ้งว่าการส่งออกทุเรียนของไทยไปยังประเทศจีนพบปัญหาทุเรียนมาเลเซียแอบอ้างสวมสิทธิ์ทุเรียนของไทยและปัญหาการตรวจพบศัตรูพืชในทุเรียนจำนวนมากโดยเฉพาะเพลี้ยแป้ง ชนิด Planococcus minor (Maskell) และ Planococcus lilacinus (Copckerell) ติดไปกับผลผลิต ซึ่งสำนักงานควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรคของประเทศจีน หรือ AQSI แจ้งขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการตรวจพบศัตรูพืชในทุเรียนของไทยก่อนส่งออกไปประเทศจีน

           จากการสำรวจศัตรูพืชที่สำคัญในทุเรียนพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยอง จันทบุรีและตราด พบว่าทุเรียนอยู่ในระยะพัฒนาผล-เริ่มแก่ใกล้เก็บเกี่ยว มักพบการระบาดของเพลี้ยแป้งทำความเสียหายแก่ทุเรียน โดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากบริเวณกิ่ง ช่อดอก ผลอ่อน และผลแก่ โดยมีมดดำเป็นตัวช่วยคาบพาเพลี้ยไปตามส่วนต่างๆ ของพืช ส่วนที่ถูกทำลายจะแคระแกร็น นอกจากนี้เพลี้ยแป้งจะขับน้ำหวาน (honey dew) ออกมาเป็นเหตุให้ราดำเข้าทำลายซ้ำ ถ้าพบเพลี้ยแป้งเข้าทำลายทุเรียนในระยะผลอ่อนจะทำให้ผลแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต แต่ถ้าเป็นทุเรียนผลใหญ่ถึงแม้จะไม่ทำให้เนื้อของทุเรียนเสียหาย แต่ก็จะทำให้ผลทุเรียนมีรอยตำหนิ ราคาต่ำและเป็นที่รังเกียจของผู้บริโภค

            ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แนะนำให้เกษตรกรให้ความสำคัญในการควบคุมและป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง โดยหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากพบเพลี้ยแป้งปริมาณน้อยบนผลทุเรียนอาจใช้แปรงปัดหรือใช้น้ำพ่นให้เพลี้ยแป้งหลุด หรือการใช้น้ำผสมไวท์ออยส์ อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่น โดยทั่วไปเพลี้ยแป้งจะแพร่ระบาดโดยมีมดพาไป แนะนำให้เกษตรกรใช้ผ้าชุบสารคาร์บาริล อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พันไว้ตามกิ่งสามารถป้องกันไม่ให้มดคาบเพลี้ยแป้งไปยังส่วนต่างๆของทุเรียน รวมทั้งปล่อยด้วงเต่าหรือแมลงช้างปีกใส ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติจะช่วยกินเพลี้ยแป้งและลดการทำลายของเพลี้ยแป้งได้มากพอควร และในส่วนของโรงคัดบรรจุจะต้องเข็มงวดเรื่องของการทำความสะอาดผลทุเรียน

          โดยการใช้ลมเป่าเพื่อให้เพลี้ยแป้งที่ติดไปกับผลผลิตหลุดออกจนหมดก่อนการบรรจุลงกล่องเพื่อการส่งออก พร้อมกันนี้ ยังได้จัดงานวันรณรงค์การผลิตทุเรียนคุณภาพและการจัดการศัตรูพืชเพื่อการส่งออก ในแหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ และแหล่งผลิตอื่นๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้เกษตรกร ผลิตทุเรียนให้ได้คุณภาพและการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทั้งนี้ เพื่อรักษาคุณภาพทุเรียนส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีแนวโน้มการนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี

40 ปี สยามคูโบต้าตอกย้ำการเป็นผู้นำ”นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/334200

40 ปี สยามคูโบต้าตอกย้ำการเป็นผู้นำ”นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต”

สยามคูโบต้า

40 ปี สยามคูโบต้า เดินหน้าประกาศแผนธุรกิจ ตอกย้ำการเป็นผู้นำ “นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” 

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ครบรอบ 40 ปี ประกาศแผนธุรกิจในทศวรรษหน้า เพื่อยกระดับแบรนด์สู่การเป็น “นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” ภายใต้ 4 หลักการทางธุรกิจ โดยการเริ่มต้นพัฒนานวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรรองรับการทำเกษตรแม่นยำสูง พร้อมนำระบบ Big Data มาใช้ควบคู่กัน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทุกภาคส่วน

นายฮิโรโตะ คิมุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่าในฐานะที่สยามคูโบต้าเป็นผู้นำตลาดด้านเครื่องจักรกลการเกษตรในอาเซียน และอยู่เคียงข้างเกษตรกรมาตลอด 40 ปี ดังนั้นเพื่อให้สอดรับนโยบายเกษตร 4.0 สยามคูโบต้าจึงได้ยกระดับแบรนด์สู่การเป็น“นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” ด้วยมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการในการทำการเกษตรให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต นำไปสู่การสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง เพื่อให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งยกระดับภาคเกษตรกรรมของอาเซียนให้มั่นคงอย่างยั่งยืน และส่งผลให้ประชากรทั่วโลกมีความมั่นคงทางอาหารในการบริโภคจากผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นในการยอมรับความเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก (Global Major Brand) ตามนโยบายของคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้วางแนวทางการดำเนินงานใน 4 หลักการทางธุรกิจ (4 Business Principles) เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายแห่งการเป็นแบรนด์ “นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” ประกอบด้วย Leader ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านเครื่องจักรกลการเกษตรในอาเซียน โดยมุ่งสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรชั้นนำระดับโลก Innovation ยกระดับภาคเกษตรกรรมให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลการทำเกษตร BIG DATA เพื่อช่วยเกษตรกรบริหารจัดการการเกษตรได้อย่างแม่นยำ (Precision Farming) Seamless Life ทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อระหว่างองค์กร พนักงาน ผู้แทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ ในการสร้างสรรค์เครื่องจักรกลการเกษตร ผสานองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่ช่วยสร้างผลผลิตทางการเกษตร เพื่อนำไปสู่สังคมและประชากรทั่วโลกให้มีความมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสุดท้าย คือ Sustainability มุ่งเน้นการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ โดยเน้นการสร้างนวัตกรรมเกษตรเพื่อใช้ทรัพยากรอย่างพอประมาณ ในการสร้างอาหารให้เพียงพอและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชากรในวันข้างหน้าสามารถดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและเอื้อต่อการเพาะปลูก

ซึ่งจากหลักการทางธุรกิจดังกล่าว ถือเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของสยามคูโบต้าให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในอีก 10 ปีข้างหน้า และมีส่วนช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน รวมทั้งยังช่วยยกระดับภาคการเกษตรของไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมต่างประเทศ

ทางด้าน นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนานวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรของสยามคูโบต้าด้วยว่า ในยุคการทำการเกษตรสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้นบริษัทฯ จึงวางแนวทางในการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรที่ล้ำสมัย เพื่อรองรับการทำเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture) พร้อมทั้งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมภาคการเกษตรของไทยเข้าสู่เกษตร 4.0 ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ การนำเอาระบบ GNSS (Global navigation satellite system) เข้ามาใช้ร่วมกับเครื่องจักรกลการเกษตรของคูโบต้า รวมทั้งนำระบบดิจิตัลเทคโนโลยีมาใช้ในการวัดค่า เพื่อปรับปรุงการทำเกษตรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบการบริหารจัดการฟาร์ม (Farm Management; end to end solution) ซึ่งขณะนี้ได้ร่วมทดสอบและนำร่องพัฒนาระบบกับองค์กรทางภาครัฐและเอกชนต่างๆ หลายแห่ง

และในโอกาสที่สยามคูโบต้า ครบรอบ 40 ปี ยังได้เตรียมความพร้อมจัดงานใหญ่อีกหลายกิจกรรม เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำในการคิดค้นและวิจัยนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร โดยเริ่มจากเร็วๆ นี้ จะมีการจัดงานสัมมนา
‘Agri – Forum’ ซึ่งเป็นความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรที่จะช่วยยกระดับการเกษตรของไทยให้ก้าวสู่ เกษตร 4.0 และงานแสดงนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งปี ‘KUBOTA Showcase 2018’ เพื่อโชว์นวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและระบบเทคโนโลยีการทำเกษตรกรรมจากคูโบต้า ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้คอนเซ็ป “The Power of Agri-Innovation” ครั้งแรกในประเทศไทยโดยพี่น้องเกษตรกร พนักงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนที่ผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนด้านการเกษตรจะได้สัมผัสเทคโนโลยีการเกษตรที่ล้ำสมัยใน 3ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคอิสาน และภาคเหนือ

“นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ลงทุนก่อสร้าง KUBOTA Farm ที่ จ.ชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ 220 ไร่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์จริงในการเพาะปลูกพืชด้วยวิธีการเกษตรสมัยใหม่ และเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเกษตรแขนงต่างๆ เพื่อถ่ายทอดให้กับเกษตรกร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาในเฟสแรก คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยตั้งเป้าที่จะเป็นฟาร์มที่ให้ความรู้และเน้นการปฏิบัติจริงในการทำเกษตรเต็มรูปแบบแห่งแรกในอาเซียน ที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน” นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2561 บริษัทฯ มียอดขายในและต่างประเทศมูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2560 และคาดทั้งปี2561 ยอดขายอยู่ที่ 56,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10% ตามเป้าหมาย ด้วยสถานการณ์ตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรทั้งอาเซียนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น พร้อมเดินหน้าเต็มกำลังสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคตอย่างแท้จริง

กยท. เดินหน้า 2 แนวทาง เพิ่มปริมาณการใช้ยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/334193

กยท. เดินหน้า 2 แนวทาง เพิ่มปริมาณการใช้ยาง

กยท

กยท. เดินหน้า 2 แนวทาง เพิ่มปริมาณการใช้ยาง

รก. ผู้ว่าการ กยท. เดินหน้า 2 แนวทาง เพิ่มกำลังการผลิตน้ำยางข้น จากเดิม 1,500 ตัน เป็น 2,500 ตันต่อเดือน วางเป้า ช่วยเหลือชาวสวนยาง ยกระดับราคายางอย่างมีเสถียรภาพ

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการ กยท. เผยว่า การยางแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการตามแนวทางยกระดับราคายางและสร้างเสถียรภาพราคายาง โดยทางกองจัดการโรงงาน 2 การยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนกลาง ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำยางข้น จากเดิม 1,500 ตัน เป็น 2,500 ตันต่อเดือน เพื่อให้สามารถเพิ่มปริมาณรับซื้อวัตถุดิบน้ำยางสดจากเกษตรกรชาวสวนยางได้มากขึ้น ช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถขายน้ำยางสดได้ในราคาที่สูงขึ้นด้วย สำหรับน้ำยางข้นที่ กยท. ผลิตจะขายให้กับผู้แปรรูปยางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การผลักดันให้ราคายางมีเสถียรภาพและเกิดการระบายน้ำยางข้นออกสู่ตลาดทั้งภายในและนอกประเทศมากขึ้น

นายเยี่ยม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ได้มอบหมายให้ กยท. ทุกจังหวัดทั่วประเทศ สำรวจปริมาณสต๊อกยางแห้ง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นรมควัน ยางแท่ง หรือยางประเภทอื่นๆ ซึ่งรวมถึงภาคเอกชนที่มีการซื้อยางดิบจากเกษตรกรมาแปรรูปเพื่อรอการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยจะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้บริหารจัดการเพื่อให้ราคายางภายในประเทศมีเสถียรภาพ

ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินการทั้ง 2 แนวทางนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยาง โดยจะสามารถขายยางผ่านตลาดกลาง ทั้ง 6 แห่ง และตลาดเครือข่ายของ กยท. ทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการผลักดันราคายางในตลาดให้เพิ่มขึ้น และเกษตรกรจะสามารถขายผลผลิตยางในราคาสูงขึ้นด้วย ซึ่งจะสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและภาพรวมของประเทศด้วย

เที่ยวงานวันกระท้อนหวาน ที่ปราจีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/333809

เที่ยวงานวันกระท้อนหวาน ที่ปราจีนบุรี

เที่ยวงานวันกระท้อนหวาน ที่ปราจีนบุรี

วันที่ 7 ก.ค.61 นายวัลลภ  ประวัติวงศ์ นายอำเภอกบินทร์บุรี  เป็นประธานเปิดงานวันกระท้อนหวาน  ครั้งที่ 1  ของตำบลวังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี   ที่ตลาดกลางการเกษตร ต.วังดาล    มีนายภาสกร กัณหารี กำนัน ต.วังดาล  กล่าวรายงาน    พร้อมด้วยมีเกษตรอำเภอ, ผู้ใหญ่บ้าน,ประชาชน ร่วมคับคั่งกว่า 100 คน

หลังจากที่ประชาชนชนชาวสวนส่วนใหญ่ของตำบลวังดาล   ปลูกกระท้อนกันเป็นจำนวนมาก  เดือน ก.ค.นี้  เป็นฤดูเก็บเกี่ยวกระท้อนออกขายกันแล้ว   ในหลากหลายพันธุ์ อาทิ  อีหล้า,คานหาม,ปุยฝ้าย   ซึ่งปกติเกษตรกรต้องนำไปขาย หรือ  ให้พ่อค้ามารับซื้อถึงสวน    เป็นการเสียเปรียบในการค้า  จะถูกกดราคา

นายภาสกร กัณหารี กำนัน ต.วังดาล  กล่าวว่า  “ในพื้นที่ ต.วังดาล ประชาชนส่วนใหญ่ปลูกกระท้อนกันมากโดยแต่เดิมนิยมปลูกเป็นสวนหลังบ้าน หรือ ปลูกเป็นรั้วบ้าน   ต่อมาเมื่อเกษตรกรเห็นว่ากระท้อนสามารถขายได้ราคาดี        ทนทานต่อโรคและความแห้งแล้งได้ดี    จึงมีการพัฒนาปลูกกระท้อนกันมากขึ้น และปลูกเป็นสวนขนาดใหญ่ก็มี   พันธุ์ที่นิยมปลูก และสร้างชื่อเสียง ได้แก่  กระท้อนพันธุ์อีหล้า มีผลขนาดใหญ่ ผลกลม ค่อนข้างแป้น ผิวสีเหลือง น้ำหนักของผลตั้งแต่ 400 – 1,300 กรัม เนื้อในมีสีขาวนวลเป็นปุยนุ่มหกนา รสหวานกลมกล่อม  , กระท้อนพันธุ์ปุยฝ้าย  เป็นกระท้อนพันธุ์หนัก ผลมีอายุการเก็บเกี่ยวช้า  จะเก็บผลได้ประมาณเดือน ก.ค. นี้ ผลมีขนาดกลาง ถึง ค่อนข้างใหญ่  น้ำหนักผลประมาณ  400 – 1,300 กรัม ต่อผล  เปลือกบาง เนื้อหนานุ่มไม่กระด้าง มีปุยแทรกเนื้อจนถึงเปลือก  รสชาติหวานอมเปรี้ยวกลมกล่อม ไม่ฝาด  ปุยหุ้มเมล็ดหนา ฟู  รสหวานจัด

จึงอยากให้ลูกบ้านได้รวมตัวกัน   นำกระท้อนออกมาขายที่ตลาดกลางของตำบล   พบกับลูกค้าโดยตรง    และนำพืชผักต่างๆมาขายได้อีกด้วย

ทั้งนี้ประชาชนในตำบลวังดาล   มีการทำเกษตรหลายอย่าง   จึงมีแนวคิดที่จะนำผลิตผลทางการเกษตรนาๆชนิด  ที่ปลูกเป็นผักปลอดสาร  มาจำหน่ายให้แก่พ่อค้าคนกลาง  และประชาชนทั่วไปได้แวะซื้อหากัน   ในราคาย่อมเยา   ได้ซื้อหาผลไม้ปลอดสารพิษและเลือกสินค้าจำพวกพืชผักสวนครัวจากเกษตรที่ทำกันเป็นกลุ่มใหญ่  เช่น กลุ่มพืชผักปลอดสาร มะละกอ หน่อไม้  และกลุ่มทำขนมสดจากการแปรรูปจากดอกอัญชัญ  ตลอดจนผักพื้นบ้าน   ที่หากินยากมาจำหน่ายงาน นี้   จัดขึ้นระหว่างวันที่7-8 ก.ค.นี้

เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักภาคใต้ 6 – 12 ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/333768

 เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักภาคใต้  6 – 12 ก.ค.นี้

 เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักภาคใต้  6 – 12 ก.ค.นี้  

กรมชลประทาน พร้อมรับมือฝนตกหนักภาคใต้ เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือรับสถานการณ์ฝนตกชุกหนาแน่นและฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ในช่วงวันที่ 6 – 12 กรกฎาคม  2561

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือนในช่วงวันที่ 6 – 12 กรกฎาคม  2561 เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ส่งผลให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย นั้น

กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกแห่งในพื้นที่ภาคใต้ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำที่อาจมีผลกระทบต่อพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเดิม ให้จัดเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่ หากเกิดฝนตกหนักจะได้เข้าไปแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งได้กำชับให้คอยติดตาม ตรวจสอบอาคารและระบบชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด สำหรับพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมเป็นประจำนั้น ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องมืออื่นเตรียมพร้อมไว้ด้วยแล้ว

สำหรับเครื่องจักร-เครื่องมือ ที่กรมชลประทาน ได้จัดเตรียมไว้ตามโครงการชลประทานต่างๆ รวมไปถึงพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ ประกอบไปด้วย เครื่องสูบน้ำ 1,851 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 317 ชุด เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 82 เครื่อง   เรือขุด 32 ลำ รถขุด 161 คัน รถแทรกเตอร์ 35 คัน รถบรรทุก/ยานพาหนะ 324 คัน และสะพานเหล็กแบบถอดประกอบได้ 1 ชุด(สำรองไว้ที่ภาคใต้) รวมทั้งสิ้น 2,803 หน่วย เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่เสี่ยงภัยได้อย่างรวดเร็วทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการฯชลประทาน ติดตามสภาวะอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด โดยให้ร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน ให้เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที หากเกิดสถานการณ์น้ำหลากขึ้นในพื้นที่