สทนช.เร่งศึกษาสำรวจเส้นทางน้ำธรรมชาติภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336052

สทนช.เร่งศึกษาสำรวจเส้นทางน้ำธรรมชาติภาคอีสาน

สทนช.เร่งศึกษาสำรวจเส้นทางน้ำธรรมชาติภาคอีสาน

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พร้อมบูรณาการแผนงานบรรเทาอุทกภัยกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 เป็นระบบ เร่งศึกษาสำรวจเส้นทางน้ำธรรมชาติทั้งจากลำน้ำชี ลำเซบาย และลำเซบก ตั้งเป้าในการใช้เป็นทางระบายน้ำออกจากพื้นที่ และเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

วันที่ 24 ก.ค.  ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์  เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลุ่มเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการแผนงานบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่เป็นระบบ โดยเร่งศึกษาสำรวจเส้นทางน้ำธรรมชาติทั้งจากลำน้ำชี ลำเซบาย และลำเซบก ซึ่งสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศจากด้านตะวันตกสู่ตะวันออก ที่ปัจจุบันอาจประสบปัญหาตื้นเขิน และขาดความต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายในการใช้เป็นทางระบายน้ำออกจากพื้นที่ ในขณะเดียวกันก็ใช้เก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทั้งนี้ โครงการที่มีความพร้อม รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณดำเนินการภายในปี 61 นี้ โดยไม่ต้องรอโครงการขนาดใหญ่ ที่จะต้องศึกษาเชื่อมโยงกันอย่างรอบคอบ
“สทนช.จะเร่งดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และดำเนินการตรวจสอบสถานะของโครงการฯ ท่ีเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณของกลุ่มจังหวัดไม่ให้เกิดความทับซ้อนกันระหว่างหน่วยงานปฏิบัติ ซึ่งจะเร่งสำรวจและจัดประชุมบูรณาการหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องในพื้นที่และจัดทําแผนงานร่วมกันโดยเร็ว เพื่อให้สามารถพิจารณาให้การสนับสนุนงบประมาณได้ชัดเจน “ เลขาธิการ สทนช.กล่าว
สำหรับแผนหลักการแผนพัฒนาด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอํานาจเจริญ ประกอบด้วย  1.โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน จำนวน 40 โครงการ แบ่งเป็น โครงการแก้มลิง 25 โครงการ  โครงการอาคารบังคับน้ำ 8 โครงการ   โครงการฝาย 3 โครงการ โครงการระบบสูบน้ําด้วยโซล่าเซลล์ 3 โครงการ และโครงการระบบกระจายน้ําเขื่อนลําเซบาย จังหวัดอํานาจเจริญ  1 โครงการ
2.โครงการระบบป้องกันปัญหาอุทกภัย 5 โครงการ แบ่งเป็นประตูระบายน้ํา 4 โครงการ   และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายนํ้าและบริหารจัดการนำ้ลําห้วยคล้า อีก 1 โครงการ  3.โครงการศึกษาความเหมาะสม (FS) 5 โครงการ  ได้แก่ โครงการทางผันน้ําฝั่งขวาลําน้ํามูลเพื่อบรรเทาอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี  โครงการการบรรเทาอุทกภัยลําน้ํายังและลําน้ำชีตอนล่าง จังหวัดยโสธรและร้อยเอ็ด  โครงการการบรรเทาอุทกภัยและเพิ่มพื้นที่ชลประทานลําเซบาย จังหวัดอํานาจเจริญ  โครงการการบรรเทาอุทกภัยและเพิ่มพื้นที่ชลประทานลําเซบก จังหวัดอํานาจเจริญ  และโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ําท่วมชุมชนเมืองยโสธร

ส.ผู้ส่งออกข้าวไทยประสานพลังกรมการค้าภายในร่วมพัฒนาข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336037

ส.ผู้ส่งออกข้าวไทยประสานพลังกรมการค้าภายในร่วมพัฒนาข้าวไทย

ส.ผู้ส่งออกข้าวไทยประสานพลังกรมการค้าภายในร่วมพัฒนาข้าวไทย

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (คน.) ประสานพลัง ดำเนินโครงการ ‘พลังประชารัฐ พัฒนาข้าวไทย’  ลงพื้นที่จัดสัมมนาเสริมสร้างความรู้และชี้แจงมาตรการข้าวของรัฐบาลแก่เกษตรกรภาคกลาง ณ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.เดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี หลังจากที่ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากเกษตรกรเหนือตอนบนในการเปิดโครงการเมื่อเร็วๆนี้

โครงการ ‘พลังประชารัฐ พัฒนาข้าวไทย’ เป็นหนึ่งใน 4 มิติ ของการขับเคลื่อนพัฒนา ‘เพื่อข้าว-     เพื่อชาวนา -เพื่อการค้า และเพื่อประชาสังคม’ ของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี การก่อตั้งสมาคมฯ กิจกรรมในวันนี้ มีผู้ร่วมสัมมนาประมาณ 200 คนประกอบด้วยผู้แทนสภาเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ และกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ กลุ่มสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการค้าข้าวและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพาะปลูกภาคกลาง อันได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี ชัยนาท นครปฐม อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง และอุทัยธานี

การสัมมนาภายใต้หัวข้อ “ราคาข้าว…ใครกำหนด” ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิได้แก่ นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นายวิจักร วิเศษน้อย อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ       นายณรงค์ ชัยจิตรารัชต์ กรรมการผู้จัดการโรงสี N.P.S. Rice และที่ปรึกษาสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ร่วมเสวนา โดยมี นายสมชาติ สร้อยทอง ที่ปรึกษางานการพาณิชย์ภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

โอกาสนี้ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบินได้ชี้แจงถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่รัฐบาลจัดทำขึ้นเพื่อหวังผลในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวให้เหมาะสม ตลอดจนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของเกษตรกร โดยแบ่งออกเป็น 3 โครงการหลัก อันประกอบด้วย 1. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ซึ่งเป็นการชะลอสินเชื่อข้าวเปลือกโดยให้เก็บเข้ายุ้งฉางของเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกร  2. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว โดยให้เกษตรกรรวบรวมข้าวจากสมาชิกเพื่อแปรรูปหรือจำหน่าย 3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก โดยให้ผู้ประกอบการโรงสีเก็บข้าวเข้าสต็อก ระยะเวลา 3-6 เดือน ทั้งนี้รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3

ในขณะที่ นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า “ในโอกาสฉลอง 100 ปีของสมาคมฯ นับเป็นโอกาสอันดีที่เราได้มาพบปะกับพี่น้องชาวนาโดยตรง ได้รับฟังปัญหา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเพื่อช่วยกันทำให้ข้าวไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ในขณะเดียวกันชาวนาก็จะได้รับรู้เรื่องสถานการณ์และข้อเท็จจริงเพื่อที่จะได้เตรียมพร้อมรับมืออย่างเท่าทัน เนื่องจากในปัจจุบันการส่งออกข้าวของไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงมาก จะเห็นว่าทุกประเทศรอบบ้านเราล้วนแต่ส่งออกข้าวทั้งสิ้น เวียดนามส่งออกข้าวเฉลี่ยปีละ 7 ล้านกว่าตัน ในขณะที่กัมพูชาก็ปลูกข้าวที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เมียนมาก็มีปริมาณการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยังมีพื้นที่ปลูกข้าวอีกมหาศาลในแถบลุ่มน้ำอิระวดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินเดียที่ขณะนี้เป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก เฉลี่ยแต่ละปีอยู่ที่ 12 ล้านตันซึ่งมากกว่าประเทศไทยที่มีการส่งออกราว 10 ล้านตันต่อไป

“วันนี้ชาวนาไทยเองก็ต้องเร่งปรับตัว เพราะหากถามว่าใครเป็นคนกำหนดราคาข้าวก็ต้องบอกว่าไม่มีใครไปกำหนดได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดโลกและการผลิตของเราที่ต้องให้สมดุลกัน เมื่อไหร่ที่มีของมากราคาก็ลดลง มีของน้อยแต่ความต้องการมากราคาก็สูงขึ้น ดังนั้นสิ่งที่จะต้องทำคือทำอย่างไรให้ต้นทุนการผลิตของเราต่ำที่สุด และทำอย่างไรให้ข้าวของเราเป็นที่ต้องการของตลาด คือคุณภาพต้องดีถึงจะแข่งขันได้ ไม่ใช่ทำแล้วขายราคาไหนก็ได้ ความคิดนี้ต้องเปลี่ยนไป พวกเราต้องช่วยกันทำยังไงให้ราคาข้าวพัฒนาให้มันดีกว่าใครๆทั้งหมดในโลก”

นายสมชาติ สร้อยทอง  ที่ปรึกษางานการพาณิชย์ในประเทศจากกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “รัฐบาลได้กำหนดมาตรการสินค้าเกษตร รวมทั้งมาตรการสินค้าข้าว เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาอย่างเป็นระบบ นำไปสู่เสถียรภาพของราคาสินค้าและรายได้ที่แน่นอนคุ้มค่ากับต้นทุนการผลิตของเกษตรกร อีกทั้งยังเตรียมความพร้อมเพื่อรับปัญหาเรื่องการแข่งขันทางการค้าที่สูงขึ้นโดยทำให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของพัฒนาการผลิตให้มีคุณภาพและตรงความต้องการของตลาด การปกป้องผลประโยชน์ของตนเองให้ได้รับความเป็นธรรมในการจำหน่ายข้าวเปลือกไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ”

โครงการ “พลังประชารัฐ พัฒนาข้าวไทย” จัดขึ้นตามนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจแบบประชารัฐ เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถด้านการผลิต การตลาด และการเงินของเกษตรกร รวมถึงการเรียนรู้ถึงกลไกตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยมุ่งให้เกษตรกรเกิดความตระหนักถึงการปรับตัวด้านการผลิตและการตลาดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยผู้บริหารกรมการค้าภายในและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยร่วมกันจัดคณะลงพื้นที่ต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือน  กรกฎาคม- กันยายนนี้ เพื่อพบปะผู้แทนเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จาก 30 จังหวัด รวม 8 ครั้ง เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจนโยบาย หลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ตลอดจนให้ความรู้เรื่องสถานการณ์การผลิตและการตลาดสินค้าข้าว กลไกตลาดทั้งในและต่างประเทศ

สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน กษัตริย์ เกษตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336035

สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน กษัตริย์ เกษตร”

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน กษัตริย์ เกษตร”

นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า “พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่บูรพระมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ด้านการเกษตร และเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาคการเกษตร สถาบันการเรียนรู้ภูมิปัญญา

 สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน กษัตริย์ เกษตร" 

และนวัตกรรมการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีความร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ มีการจัดแสดงนิทรรศการพิพิธภัณฑ์ในอาคาร พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในวิถีเกษตรต่างๆ เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์การที่สร้างสรรค์ภูมิปัญญาสังคมเกษตรไทย ให้ยั่งยืนบนพื้นฐานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์มีชีวิต”

พิพิธภัณฑ์ในอาคาร 6 พิพิธภัณฑ์ จัดแสดงด้วยสื่อเทคโนโลยีทันสมัย แสง สี เสียง ภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ เกม Interactive วิถีเกษตรไทย โฮโลแกรม ที่สามารถเข้าเรียนรู้ได้ทุกวัย นอกจากนี้ยังมีฐานเรียนรู้พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง นวัตกรรมเกษตร ให้เรียนรู้ลงมือทำได้จริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทางด้านนวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง เช่น ฐานการเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง เรียนรู้การผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อการพึ่งตนเองสำหรับคนเมือง หรือผู้ที่มีพื้นที่จำกัด เรียนรู้การปลูกผักบนดาดฟ้า ผักบนพื้นปูน ผักแนวตั้ง การปลูกข้าวในวงบ่อ เป็นต้น และยังมีฐานการเรียนรู้การปลูกผักคุณภาพในโรงเรือน การทำนาอินทรีย์ นวัตกรรมที่อยู่อาศัยบ้านดินบ้านฟาง  นวัตกรรมพลังงานพึ่งตนเอง เกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์(ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสนบาท) เป็นต้น

 สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน กษัตริย์ เกษตร" 
พิพิธภัณฑ์มีชีวิต แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อการเรียนรู้ “สุข สนุก เรียนรู้ชัด ปฏิบัติได้จริง” จัดกิจกรรมเรียนรู้วิถีเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง ถ่ายทอดองค์ความรู้วิชาของแผ่นดิน จากผู้เกษตรกรผู้ปฎิบัติจริง ทุกวันเสาร์อาทิตย์แรกของเดือนในตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง และจัดหลักสูตร สำหรับนักเรียน นักศึกษา หรือหน่วยงาน สถาบันต่างๆ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงแบบใหม่ที่สร้างประสบการณ์จริงจากการลงมือปฏิบัติ พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ เปิดบริการเข้าชมทุกวันอังคาร – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ปิดบริการเข้าชมวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สำหรับประชาชนผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง                                            เว็บไซต์www.wisdomking.or.th กดติดตามแฟนเพจ facebook.com/wisdomkingfan แฟนคลับพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เพิ่มเพื่อนที่ Line ID: @wisdomkingfan และทางโทรศัพท์ 0-2529-2212-13
ขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจเรียนรู้วิถีเกษตรไทย และสืบสาน พระราชปณิธานด้านการเกษตร ได้ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ริมถนนพหลโยธิน กม.46-48 ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (นวนคร) อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

จับมือไปรษณีย์ไทย กระจายลำไยสดด่วนทันใจถึงผู้บริโภคทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335836

จับมือไปรษณีย์ไทย กระจายลำไยสดด่วนทันใจถึงผู้บริโภคทั่วไทย

ลำไย

สหกรณ์จังหวัดน่านจับมือไปรษณีย์ไทย กระจายลำไยสดด่วนทันใจถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ 

            สหกรณ์จังหวัดน่าน ร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย เพิ่มช่องทางการกระจายลำไยสดถึงมือผู้บริโภค หลังคาดการณ์ปีนี้ผลผลิตออกมาทะลัก 1.8 หมื่นตัน เชื่อระบบไปรษณีย์มีความสะดวก ส่งผลผลิตถึงมือผู้สั่งซื้อได้อย่างรวดเร็ว

นางสุภาพ ไทยน้อย สหกรณ์จังหวัดน่าน เปิดเผยว่า สหกรณ์จังหวัดน่าน ได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด              เปิดช่องทางการจำหน่ายลำไยสดคัดคุณภาพส่งตรงถึงมือผู้บริโภคผ่านระบบการขนส่งของไปรษณีย์ไทย ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ ถือเป็นการกระจายผลผลิตลำไยที่กำลังจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2561 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่ภาคเหนือไม่ให้ประสบปัญหาลำไยล้นตลาดจนราคาตกต่ำ หลังจากทางสำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน ได้คาดการณ์ปริมาณผลผลิตลำไยในปีนี้ จะออกมาสู่ตลาดมากถึง 18,000 ตัน

ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถทำการสั่งซื้อลำไยสดได้ 2 ช่องทาง คือ การสั่งซื่อผ่านทางเว็ปไซต์ของไปรษณีย์ไทย                  หรือสั่งซื้อผ่านที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขา จากนั้นจึงส่งข้อมูลมายังที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดน่าน เพื่อรวบรวมยอดคำสั่งซื้อ ส่งไปยังสหกรณ์จังหวัดน่าน ไปประสานสมาชิกผู้ปลูกลำไย ส่งลำไยสดเกรดคุณภาพคัดพิเศษ (AA) มาราบรวมก่อน                    ส่งมายังที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดน่าน เพื่อกระจายถึงมือผู้สั่งซื้อภายในระยะเวลาตั้งแต่ 1-3 วัน

“ลำไยเป็นชนิดพืชหนึ่งของจังหวัดน่านที่เกษตรกรในจังหวัดนิยมปลูกเป็นอาชีพ มีพันธุ์ที่ขึ้นชื่อคือพญาแก้ว                 ซึ่งเกษตรกรชาวสวนลำไยของจังหวัดน่านจะเน้นการปลูกลำไยให้ได้คุณภาพและปลอดสารพิษ ซึ่งผลผลิตจะออกมามากที่สุดในอำเภอท่าวังผา และอำเภอเชียงกลาง โดยในขั้นตอนของการบริการจัดการผลผลิตแปลงลำไย ทางสหกรณ์จังหวัดน่านได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทางด้านการเกษตรที่เข้ามาส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพ มีการทำมาตรฐานฟาร์มรายแปลง และส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าร่วมรับรองมาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัย หรือจีเอพี อีกทั้งบางส่วนก็มีการทำแบบเป็นเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะที่อำเภอเชียงกลาง ที่ทำแปลงใหญ่หลายราย”

นางสุภาพ กล่าวว่า ทางสหกรณ์จังหวัดน่านได้มีการร่วมมือกับสถาบันเกษตรกรระดับอำเภอประมาณ 5-6 แห่ง        เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นสมาชิกในการรวบรวมผลผลิตลำไย ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา สามารถรวบรวมผลผลิตลำไย         ได้มากถึง 6,000 ตัน ก่อนทำการส่งเสริมการตลาด เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพ และกลไกด้านราคาให้กับเกษตรกร โดยการทำการตลาดในปีที่ผ่านมา มีทั้งผลสดรูดร่วง ที่นำมาอบแห้งแล้วจำหน่ายต่างประเทศ และผลสดทำเป็นลำไยช่อ ส่งไปยังสหกรณ์ปลายทางที่เป็นคู่ค้านอกพื้นที่ เช่นสหกรณ์จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง รวมไปถึงการส่งไปยังตลาดในท้องถิ่น ส่วนปีนี้ สหกรณ์จังหวัดน่านยังได้มีการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านระบบไปรษณีย์ ซึ่งเป็นช่องทางการจำหน่ายที่มีคุณภาพ สามารถส่งถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันผลผลิตลำไยที่ออกมาสู่ตลาดนั้น ได้มีการคัดคุณภาพออกเป็น 3 เกรด คือ เกรด AA หรือเป็นเกรดคุณภาพสูงสุดมีผลใหญ่พิเศษ เกรด A มีคุณภาพด้อยลงมา และเกรด B ซึ่งเป็นลำไยคุณภาพปรกติ โดยแต่ละชนิดก็มีราคาแตกต่างกัน คือ เกรด AA มีราคาหน้าสวน อยู่ที่กิโลกรัมละ 20 บาท เกรด A มีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 17 บาท และเกรด B มีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 8 บาท

“ห้วยฮ่องไคร้”เจ๋งปลูกข้าวจากตอซังสำเร็จครั้งแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335812

“ห้วยฮ่องไคร้”เจ๋งปลูกข้าวจากตอซังสำเร็จครั้งแรกของโลก

ปลูกข้าว,ตอซัง,พระราชดำริ,ห้วยฮ่องไคร้

“ห้วยฮ่องไคร้”เจ๋ง ปลูกข้าวจากตอซัง พันธุ์สันป่าตอง11 สำเร็จครั้งแรกของโลก ได้พันธุ์ข้าวบริสุทธิ์ 95% ใช้ตอปลูกต่อ 4 รอบต่อปี ลดต้นทุนปลูก 120 วัน

“ห้วยฮ่องไคร้”เปิดตัวงานวิจัยสุดเจ๋ง ปลูกข้าวจากตอซัง พันธุ์สันป่าตอง11 สำเร็จครั้งแรกของโลก ได้พันธุ์ข้าวบริสุทธิ์ 95% ใช้ตอปลูกต่อ 4 รอบต่อปี ลดต้นทุนปลูก120 วัน

นายจานุวัตร เลิศศิลป์เจริญ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 1 จ.เชียงใหม่ เปิดเผยถึงการดำเนินงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ว่าพระองค์ทรงให้ใช้พื้นที่บริเวณป่าขุนแม่กวง กว่า 8,500 ไร่ พลิกฟื้นจากสภาพป่าเต็งรังหลังจากหมดสัมปทานตัดไม้ เหลือสภาพดินเสื่อมโทรมแห้งแล้งรุนแรง ให้เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์  โดยวิสัยทัศน์การพัฒนาคือ ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นประมง ระหว่างทางเป็นเกษตรอุตสาหกรรม รวมทั้งการตลาด

"ห้วยฮ่องไคร้"เจ๋งปลูกข้าวจากตอซังสำเร็จครั้งแรกของโลก

ในช่วง 35 ปีที่ผ่านมาได้พลิกฟื้นป่าให้คืนความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการพัฒนาป่าไม้ 3 วิธี คือ การพัฒนาป่าด้วยระบบคลองไส้ไก่ – คูคลองก้างปลา การพัฒนาป่าด้วยระบบฝายต้นน้ำลำธาร และการพัฒนาป่าด้วยระบบน้ำฝนตามธรรมชาติ แก้ปัญหาน้ำป่าหลากท่วมเขตเมือง สำหรับระบบบริหารจัดการของศูนย์ฯทรงพระราชทานให้ศูนย์ฯ ช่วยให้เกษตรกรได้รับความสะดวก ประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย  ให้เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service)

 

"ห้วยฮ่องไคร้"เจ๋งปลูกข้าวจากตอซังสำเร็จครั้งแรกของโลก

ดังพระราชดำริว่าให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทำหน้าที่เสมือน พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต หรือสรุปผลการพัฒนาที่ประชาชนจะเข้าไปเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริงและนำผลสำเร็จของงานวิจัยกว่า 250 เรื่อง มาขยายผลให้แก่เกษตรกรและบุคคลทั่วไป จำนวน 23 หลักสูตร ได้ดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

"ห้วยฮ่องไคร้"เจ๋งปลูกข้าวจากตอซังสำเร็จครั้งแรกของโลก

นายนพดล โค้วสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายวิชาการศูนย์ฯห้วยฮ่องไคร้ กล่าวว่ามีการขยายผลโครงการพระราชดำริ ได้วิจัยขยายพันธุ์ข้าวโดยใช้ตอซังได้ประสบสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลกพร้อมนำออกเผยแพร่ นำข้าวพันธุ์พื้นเมืองเดิม พันธุ์สันป่าตอง 1 ที่เกี่ยวแล้วเหลือตอซังประมาณ 5 ซม.แล้วให้น้ำต่อจะได้ต้นข้าวออกใหม่ ไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูก จะไม่เหมือนข้าวล้มต่อ ทำให้ได้ความบริสุทธิ์เมล็ดพันธุ์ สูงกว่า95% ทั้งหมดในรอบต่อไปดีกว่าปลูกนาปรังและนาปีเพราะประหยัดต้นทุนได้120 วัน ใน1 ปีปลูกได้ถึง 4 รอบ มีปริมาณผลผลิตดี 650-700 กก.ต่อไร่

"ห้วยฮ่องไคร้"เจ๋งปลูกข้าวจากตอซังสำเร็จครั้งแรกของโลก

โดยกำลังทดลองพันธุ์ข้าวหอมปทุมธานี 1 ด้วย นอกจากนี้ยังทดลองปลูกไม้ผลด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ไม่ต้องใช้ดิน ได้สำเร็จ สามารถเร่งออกดอกได้เร็วขึ้นเช่นมะนาว ในปีแรกให้ออกผลได้ รวมทั้งองุ่น แคนตาลูป  ซึ่งผลสำเร็จนี้เผยแพร่สู่สาธารณชนนับเป็นก้าวใหม่ของศูนย์

"ห้วยฮ่องไคร้"เจ๋งปลูกข้าวจากตอซังสำเร็จครั้งแรกของโลก

"ห้วยฮ่องไคร้"เจ๋งปลูกข้าวจากตอซังสำเร็จครั้งแรกของโลก

"ห้วยฮ่องไคร้"เจ๋งปลูกข้าวจากตอซังสำเร็จครั้งแรกของโลก

"ห้วยฮ่องไคร้"เจ๋งปลูกข้าวจากตอซังสำเร็จครั้งแรกของโลก

 

สหกรณ์การเกษตรนาโยง มั่นใจเร่งระบายมังคุดสู่ตลาดได้ทันเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335807

สหกรณ์การเกษตรนาโยง มั่นใจเร่งระบายมังคุดสู่ตลาดได้ทันเวลา

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สหกรณ์การเกษตรนาโยง มั่นใจเร่งระบายมังคุดสู่ตลาดได้ทันเวลา 

            สหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด จังหวัดตรัง ระดมกำลังเครือข่ายสหกรณ์ช่วยเร่งระบายมังคุดในพื้นที่ออกสู่ตลาด มั่นใจสามารถดำเนินการได้ทันเวลา เพื่อไม่ให้ผลผลิตกระจุกตัว หวังบรรเทาปัญหาช่วยเกษตรกร

นายยุทธนากรณ์  เพ็ชรสุทธิ หัวหน้าฝ่ายตลาดสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด จังหวัดตรัง เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคามังคุดในจังหวัดตรัง ว่า ขณะนี้มีการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผลผลิตมังคุดของจังหวัดตรังในปีนี้ค่อนข้างเยอะกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 10-15 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของมังคุด  ปัจจุบันพ่อค้าในพื้นที่ได้รับซื้อจากเกษตรกรราคากิโลกรัมละ 10 บาท แต่สหกรณ์ได้เข้าไปรับซื้อในราคานำตลาดที่กิโลกรัมละ 15 บาท เพื่อช่วยพยุงราคาผลผลิตไม่ให้ต่ำจนเกินไป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร   ซึ่งการที่สหกรณ์เปิดจุดรับซื้อมังคุดของสมาชิกในราคากิโลกรัมละ 15 บาท ทำให้สมาชิกมีความพึงพอใจและเชื่อมั่นว่าสหกรณ์ได้เข้ามาช่วยรองรับผลผลิตและมีตลาดที่จะส่งมังคุดไปจำหน่ายในพื้นที่ต่าง  ๆ  และคาดว่าอีกประมาณ  2 สัปดาห์ มังคุดน่าจะหมดฤดูกาล ซึ่งในสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะหมดฤดูกาลราคาน่าจะปรับขึ้นอยู่ที่กิโลกรัมละ 20 บาท

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าช่วยเหลือเกษตรระยะเร่งด่วน เนื่องจากมังคุดออกมาจำนวนมาก สหกรณ์จึงรวบรวมผลผลิตมังคุดจากสมาชิก เพื่อเร่งระบายมังคุดออกสู่ตลาด โดยส่งให้ขายกับสหกรณ์การเกษตรโนนสูง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสหกรณ์คู่ค้า และเพิ่งเริ่มรวบรวมผลผลิตเป็นปีแรก จึงยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์การรวบรวมผลผลิตมากนัก ดังนั้น จึงเริ่มจากการคัดแยกมังคุดคละไซน์จัดส่งให้กับสหกรณ์การเกษตรโนนสูง จำกัด             ช่วยกระจายผลผลิตไปยังสหกรณ์ต่าง  ๆ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อช่วยกันจำหน่ายมังคุดของจังหวัดตรัง               โดยสหกรณ์จะส่งล๊อตแรกประมาณ 1,500 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งเบื้องต้นได้บรรจุลงตะกร้าขนส่งผลไม้เสร็จแล้ว และพร้อมจะขนส่งไปถึงสหกรณ์การเกษตรโนนสูง จำกัด ในวันที่ 20 กรกฎาคม นี้ และคาดว่าในล๊อต ที่ 2 น่าจะรวบรวมได้ปริมาณเพิ่มมากขึ้น และล็อตที่ 3 น่าจะระบายมังคุดได้หมดทันฤดูกาลและคาดว่าจะกระจายออกสู่ตลาดได้จนหมดและทันเวลาพอดี

ส่วนการวางแผนการบริการจัดการผลผลิตมังคุดนั้น หลังจากระบายมังคุดหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดจะรวบรวมปัญหาอุปสรรคทั้งหมด เสนอต่อคณะกรรมการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้มีการจัดอบรมให้ความรู้                 ในเรื่องนวัตกรรมการเก็บเกี่ยวมังคุดอย่างถูกวิธีให้แก่สมาชิก เพื่อให้สมาชิกรักษาคุณภาพมังคุด ตลอดจนลดความเสียหายในการเก็บเกี่ยว เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ ซึ่งการดูแลและรักษาผลผลิตให้มีคุณภาพจะส่งผลต่อการกำหนดราคาผลผลิตที่เป็นธรรมต่อเกษตรกรอีกด้วย

ชาวสวนลำไย เร่งเก็บผลผลิตออกจำหน่าย หวั่นราคาดิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335777

 ชาวสวนลำไย เร่งเก็บผลผลิตออกจำหน่าย หวั่นราคาดิ่ง

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ลำไย

 ชาวสวนลำไย เร่งเก็บผลผลิตออกจำหน่าย หวั่นราคาดิ่ง

              ผู้สื่อข่าวได้ติดตามกลุ่มเกษตรกรชาวสวนลำไยบ้านแม่กาห้วยเคียนหมู่ 2 ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา เก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยออกจำหน่าย หลังฤดูการผลิต ปี 2561 ซึ่งต่างพึงพอใจ กับราคาที่นำออกจำหน่ายในช่วงระยะนี้ โดยเฉพาะพันธุ์อีดอ ยังมีราคาโดยราคายังไม่ตก ราคาช่วงนี้เกรด 2 เอ ราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท ทำให้พึงพอใจกับราคา จึงรีบเก็บส่งออกขายก่อนราคาจะต่ำลงซึ่งในปีนี้ผลผลิตลำไยทั้งจังหวัดมีปริมาณกว่า 2.56 หมื่นตัน

           สำหรับสถานการณ์ลำไยจังหวัดพะเยาเริ่มออกสู่ตลาดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา นั้น พบว่าราคาเริ่มต้นฤดูกาลของลำไยสดร่วงอยู่ที่ กก.ละ 26 บาท ตามเกรด คือ AA 26 บาท A 16 บาท B 6 บาทและ C 1 บาท ซึ่งจากสถานการณ์ราคาดังกล่าว ทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไยมีความวิตกว่าราคาลำไยจะลดลงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นในเดือนสิงหาคม 2561

     รายงานจากสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยาว่ามีเกษตรกรจำนวน 10,929 ครัวเรือน ที่ปลูกลำไย พื้นที่ปลูกลำไยทั้งหมด 58,060 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน 56,383 ไร่ ประมาณการผลผลิตำไยในฤดูกาล 2561 ออกสู่ตลาด ผลผลิตรวม 25,632 ตัน แบ่งออกเป็นช่วงต่างๆ ดังนี้ วันที่ 11-20 กรกฎาคม 2561 จำนวน 513 ตัน คิดเป็นร้อยละ 2 วันที่ 21-31 กรกฎาคม2561 จำนวน 11,534 ตัน คิดเป็นร้อยละ 45 วันที่ 1-10 สิงหาคม 2561 จำนวน 8,971 ตัน คิดเป็นร้อยละ 35 วันที่ 11-20 สิงหาคม2561 จำนวน 3,845 ตันคิดเป็นร้อยละ 15 และวันที่ 21-31 สิงหาคม 2561 จำนวน 769 ตัน คิดเป็นร้อยละ 3

        หากแยกตามเกรด ลำไยเกรด AA ประมาณ 113.15 ตัน A ประมาณ 168.51 ตัน B ประมาณ 52.23 ตัน และ C ประมาณ 23.59 ตัน ทั้งนี้สังเกตพบว่าในเดือนสิงหาคม 2561 โดยเฉพาะช่วงต้น-กลางเดือน จะเป็นห้วงเวลาที่ลำไยมีผลผลิตออกสู่ตลาดสูงสุด จากนั้นปลายฤดูกาลจะเริ่มลดลง

         นายคำ กันธะคำ อายุ 65 ปี ชาวสวนลำไย บ้านแม่กาห้วยเคียน หมู่ 2 ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา กล่าวว่าตนเองได้ปลูกลำไยพันธุ์อีดอ จำนวน 10 ไร่ ได้ผลผลิตในแต่ละปี ประมาณ5 00-600 กิโลกรัม จะขายได้เงินประมาณร่วมแสนบาท โดยในช่วงนี้ได้เก็บผลผลิตออกจำหน่ายราคากิโลละ 25-30 บาท ซึ่งยังพอใจกับราคาอยู่

2 มหาวิทยาลัยขอใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่องานวิจัยเกือบ 600 ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335611

2 มหาวิทยาลัยขอใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่องานวิจัยเกือบ 600 ไร่

2 มหาวิทยาลัย ขออนุญาตใช้ที่ดิน ส.ป.ก. รวมเกือบ 600 ไร่ สร้างสถานีวิจัยและพัฒนาเกษตรกร

วันที่ 20 กรกฎาคม 2561  วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 2/2561 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ โดยมีนายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นเลขานุการ พร้อมด้วย พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย และนางสมพร ทองทั่ว รองเลขาธิการ ส.ป.ก. และหัวหน้าส่วนราชการจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า “ในวาระ การขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปโภคและกิจการอื่นๆ ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 2 เรื่อง คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อสร้างสถานีวิจัยลพบุรี สังกัดศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร คณะเกษตร ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดลพบุรี ตำบลยางราก อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี  เนื้อที่ 357-1-96 ไร่ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี   ขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อสร้างสถานีวิจัยและพัฒนาเกษตรกร และศูนย์พัฒนาอาชีพและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 349-1-19 ไร่ นั้น ขอให้มหาวิทยาลัยฯ ทำแผนมาดูว่าการจะใช้ที่ดินของ ส.ป.ก. ตั้งสถาบันวิจัย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน  จะได้ประโยชน์อย่างไร อยากให้นำไปเป็นปัญหาในการวิจัย

โดยในที่ ส.ป.ก. นั้น ต้องเน้นพืชผสมผสาน ไม่ใช่พืชเชิงเดี่ยว ขอให้ศึกษารายละเอียด เพื่อทำแผนกลับมานำเสนอภายใน 1 เดือน ประเทศชาติต้องได้ประโยชน์ เกษตรกรต้องได้ประโยชน์ และมหาวิทยาลัยต้องได้ประโยชน์ เช่นกัน

รมช. กษ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากนี้ มีเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก 3 เรื่อง คือ 1. ระบบบริหารการปฏิรูปที่ดิน ขณะนี้ ส.ป.ก. มีพื้นที่กว่า 40 ล้านไร่ มีเกษตรกร 2.8 ล้านครัวเรือน ซึ่งที่ดินที่มีอยู่นั้น ได้เสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลาและสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก. จะต้องปฏิรูปการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และปฏิรูปเกษตรกรอย่างจริงจัง เนื่องจากที่ดินมีเท่าเดิม แต่เกษตรกรมีอายุมากขึ้น คนรุ่นใหม่ไม่อยากทำการเกษตร ตลาดสินค้าเปลี่ยน การศึกษา      จะเปลี่ยน ส.ป.ก. จะต้องคิดและวางแผนว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง เพื่อให้ทันต่อสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป         2.การปรับกฎหมายที่บังคับใช้กับ ส.ป.ก. ต้องปรับเปลี่ยนตามสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน และสุดท้าย 3.กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่มีวงเงินอยู่ประมาณ 3,500 ล้านบาท จะปรับการบริหาร ปรับโครงสร้าง  ปรับคนอย่างไร เพื่อให้กองทุนฯ มีศักยภาพในการปฏิรูปงานปฏิรูปที่ดินได้ เป็นเรื่องที่ ส.ป.ก. จะต้องปรับเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”
ทั้งนี้ ส.ป.ก. ได้รายงานความก้าวหน้าโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล และความก้าวหน้า การดำเนินงานพื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 รายงานความก้าวหน้าการรับคำขอความยินยอมหรือ  ขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามกฎกระทรวง และรายงานผลความก้าวหน้ากรอบแผนงานและงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2562 เป็นต้น

จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335553

จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์

สหกรณ์

จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ 

            กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสู่การพัฒนาตลาดสินค้าสหกรณ์ รวมทั้งกิจกรรมการเจรจาธุรกิจ เปิดเวทีให้สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคได้พบกับตัวแทนสหกรณ์ภาคออมทรัพย์    หวังขยายช่องทางการตลาดให้กับสินค้าสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจให้กับเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมฯได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสู่การพัฒนาตลาดสินค้าสหกรณ์ โดยเชิญผู้แทนสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าเกษตร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยและสหกรณ์เครือข่าย เข้าร่วมประชุม 220 คน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้า            และสหกรณ์ที่เป็นเครือข่ายในการกระจายสินค้าสหกรณ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจให้กับเครือข่าย              ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ยังได้จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างสหกรณ์ที่ผลิตสินค้ากับสหกรณ์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อขยายช่องทางตลาดสินค้าสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยนำนโยบายการตลาดนำการผลิต ร่วมขาย ร่วมผลิต ร่วมกันคิดแบบเครือข่ายสหกรณ์ มาใช้เป็นนวทางในการพัฒนาตลาดสินค้าสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายที่จะต่อยอดธุรกิจให้กับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ หรือที่รู้จักกันในนาม CDC             ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรและร้านสหกรณ์ ซึ่งกรมฯ ได้ใช้เวลาในการสร้างและพัฒนามากว่า 7 ปี จนถึงปัจจุบัน               มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ตั้งอยู่ทั่วประเทศจำนวน 122 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรซึ่งดำเนินธุรกิจ              ทั้งผลิต แปรรูป และกระจายสินค้าภายในเครือข่าย CDC ด้วยกันเอง เพื่อส่งต่อและกระจายไปสู่ผู้บริโภค และสหกรณ์ร้านค้า                   ที่จำหน่ายสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค แต่สิ่งที่กรมฯอยากจะต่อยอดเพื่อขยายผลจากรูปแบบธุรกิจของเดิม คือ เชิญชวนสหกรณ์ภาคออมทรัพย์เข้ามามีส่วนร่วมในเป็นช่องทางตลาดให้กับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์  เพราะสหกรณ์ออมทรัพย์ยังมีกลุ่มผู้บริโภคอีกจำนวนมากที่ต้องการอุดหนุนสินค้าของสหกรณ์ แต่ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยหรือหาแนวทางที่จะร่วมมือกัน

ซึ่งในการประชุมครั้งนี้อาจยังไม่มีการตกลงทำสัญญาซื้อขาย แต่นับว่าเป็นโอกาสดีที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น เป็นการเปิดตลาดสินค้าสหกรณ์ ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ที่เป็นฝั่งผู้บริโภค  ที่จะมาร่วมกันซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ซึ่งสินค้าของสหกรณ์เหล่านี้สามารถนำไปจำหน่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์ของตัวเองได้ นำไปเป็นสวัสดิการของสมาชิกได้อีกด้วย และยังมีสินค้าของสหกรณ์อีกหลายตัวที่เป็นสินค้าเกรดพรีเมียม เป็นสินค้าออกสู่ตลาดภายนอก ทั้งยังสามารถพัฒนาต่อยอดธุรกิจได้อีกจำนวนมาก

ทั้งนี้ ในการเจรจาธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์และเครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์ สินค้าที่จะจำหน่ายระหว่างกันมีทั้ง ข้าวสาร กาแฟ นมพร้อมดื่ม ผัก ผลไม้ สมุนไพร หมอนยางพารา และสินค้าแปรรูปต่างๆ ซึ่งผลการเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ ได้กำหนดทิศทางในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์กับเครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์

โดยสหกรณ์ในเครือข่ายชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ในเขตกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1) และเครือข่ายธุรกรรมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 จำนวน 45 แห่ง เข้าร่วมในการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิต และสหกรณ์ที่มีศักยภาพทางการตลาด โดยได้วางแผนการผลิตและการตลาดด้วยการนำหลักการคิด “การตลาดนำการผลิต” และให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย เป็นแกนนำหลักในการรวบรวมสินค้าคุณภาพกับจากเครือข่าย CDC เพื่อนำมากระจายสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้มีพัฒนาต่อยอดสินค้าสหกรณ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า เพิ่ม QR Code  มีข้อมูลสินค้า สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าสหกรณ์เป็นข้อมูลที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าของสหกรณ์ และจากนี้จะมีการจัดงานสหกรณ์ผู้ผลิตพบผู้บริโภค รวมทั้งส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่นCo-op Click Cooperative Online Product Marketing, Line เป็นต้น ซึ่งการขยายช่องทางการติดต่อ และการสั่งซื้อสินค้าจากสหกรณ์ต่าง ๆ ด้วย

กรมประมง เปิดขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำคุ้มครอง12ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/335535

กรมประมง เปิดขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำคุ้มครอง12ชนิด

กระเบน

กรมประมง เปิดขึ้นทะเบียนสัตว์น้ำคุ้มครอง12ชนิด

           จากการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกประกาศกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 และกฎกระทรวง กำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ได้เพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำอีก 12 ชนิด ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองท้ายกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์น้ำบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ.2546

               ได้แก่ ปลากระเบนปีศาจครีบโค้ง (Mobula thurstoni) ปลากระเบนปีศาจครีบสั้น (Mobula kuhlii) ปลากระเบนปีศาจแคระ (Mobula eregoodootenkee) ปลากระเบนปีศาจหางหนาม (Mobula japanica) ปลากระเบนแมนต้าแนวปะการัง (Manta alfredi) ปลากระเบนแมนต้ายักษ์ (Manta birostris) ปลากระเบนราหูน้ำจืด หรือปลากระเบนเจ้าพระยา (Himantura chaophraya) ปลาโรนิน หรือปลากระเบนท้องน้ำ (Rhina ancylostoma) ปลาฉนากเขียว (Pristis zijsron) ปลาฉนากปากแหลม (Anoxypristis cuspidata) ปลาฉนากฟันเล็ก (Pristis pectinata) และปลาฉนากยักษ์ (Pristis pristis) ซึ่งปกติสัตว์ป่าและสัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครองนั้น เป็นสัตว์ที่ห้ามทำการเพาะพันธุ์

               เว้นบางสายพันธุ์เท่านั้นที่ทำการเพาะพันธุ์ได้ ซึ่งสัตว์น้ำตามกฎกระทรวงฉบับนี้มี ปลากระเบนราหูน้ำจืด หรือปลากระเบนเจ้าพระยา (Himantura chaophraya) ที่อนุญาตให้ประชาชนเพาะพันธุ์ได้ ตามกฎกระทรวง กำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561

             จากประกาศดังกล่าว กรมประมงในฐานะหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยข้อมูลด้านการค้าสัตว์น้ำหายาก และใกล้สูญพันธุ์ ควบคุม ตรวจสอบ ออกใบอนุญาต ใบรับรองต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขภายใต้กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงขอแจ้งประชาชนว่า หากท่านใดครอบครองสัตว์น้ำดังกล่าว ทั้งที่มีชีวิตหรือมีซากไว้ครอบครอง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องทำการแจ้งการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราว ซากของสัตว์ป่าคุ้มครองหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานประมงจังหวัดในท้องที่ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 29 พฤศจิกายน 2561

             ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ https://www4.fisheries.go.th/fishmanagement สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กลุ่มคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำตามอนุสัญญา โทร.0-2579-9767 ในวันและเวลาราชการ