ฝนหลวงสั่งทุกศูนย์ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337036

ฝนหลวงสั่งทุกศูนย์ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ฝนหลวงสั่งทุกศูนย์ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

         กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สั่งการทุกศูนย์และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทุกภูมิภาค       บินสำรวจพื้นที่ในความรับผิดชอบ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์การปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน           โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่ประสบภัยที่อาจได้รับผลกระทบ รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือประชาชน และพื้นที่ที่กำลังประสบภัยพิบัติ             เวลา 11.30 น.วันที่ 31 กรกฎาคม นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ       การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เหตุดินสไลด์ถล่มทางภาคเหนือบริเวณจังหวัดน่าน ประกอบกับ ประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2561 ประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ และมีฝนฟ้าคะนองกระจายทั่วประเทศ ทำให้เกิด        ความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน รวมถึงพื้นที่การเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบ กรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร จึงได้สั่งการให้ทุกศูนย์และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง บินสำรวจพื้นที่ในเขตความรับผิดชอบ      การปฏิบัติงาน เพื่อสำรวจความเสียหายและใช้ข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์การวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน โดยกำชับให้หลีกเลี่ยงพื้นที่การเกษตรและบริเวณที่อยู่อาศัยที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมสนับสนุนข้อมูลจากการบินสำรวจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการช่วยเหลือเหตุการณ์ดังกล่าว    โดยสามารถดูรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร http://www.royalrain.go.th

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับพื้นที่การเกษตรที่มีการร้องขอฝนหลวงเนื่องจากประสบปัญหาภาวะฝนทิ้งช่วงอยู่นั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงปฏิบัติการช่วยเหลือทุกวันที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย โดยเมื่อวานนี้ (30 กรกฎาคม 2561) หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี สุรินทร์ ลพบุรี และกาญจนบุรี ได้ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรตามที่มี    การร้องขอ ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่การเกษตรในหลายอำเภอของ จ.ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ นครราชสีมา ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง และสิงห์บุรี ทั้งนี้ ประชาชน เกษตรกร และผู้สนใจ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฯ ได้ทางเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และรับฟังการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันได้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

วศ.ระดมผลงานวิทยาศาสตร์ พลิกโฉมโอทอปอำนาจเจริญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336888

วศ.ระดมผลงานวิทยาศาสตร์ พลิกโฉมโอทอปอำนาจเจริญ

วศ.ระดมผลงานวิทยาศาสตร์ พลิกโฉมโอทอปอำนาจเจริญ

              “กรมวิทยาศาสตร์บริการ” เดินหน้าลุย “อำนาจเจริญ” ระดมองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม นำร่องเสริมแกร่งวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ OTOP รองรับโครงการ “Big Rock” สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ พร้อมโชว์นวัตกรรมสารกรองสนิมเหล็กจากน้ำบาดาล และนวัตกรรมเครื่องกรองน้ำต้นทุนต่ำ การันตีได้น้ำสะอาด กินได้ ดื่มได้ ไม่ปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารแปลกปลอม เร่งปูพรมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ชุมชนและผู้ประกอบการโอทอปทั่วประเทศนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

นางอุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ได้รับมอบหมายจาก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ดำเนินโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ภายใต้โครงการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือ Big Rock โดยร่วมกับสถาบันการศึกษา นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม มาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ OTOP รวมถึงพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชน นำร่องใน 10 จังหวัดยากจนที่สุดในประเทศ

โดย จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมาย วศ. ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี คัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการจำนวน 135 กลุ่ม แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทผ้า 121 กลุ่ม และผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร 14 กลุ่ม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการลงพื้นที่ประเมินปัญหาของผู้ประกอบการแต่ละราย และเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์มาทดสอบ เพื่อจัดทำหลักสูตรถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือให้คำปรึกษาเชิงลึก สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ทำให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาและยกระดับคุณภาพสินค้าได้จริง จนนำไปสู่การยื่นขอรับรองมาตรฐานและส่งผลให้เกิดเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้ต่อไป

นอกจากนี้ วศ. ยังได้จัดการสาธิตเทคโนโลยีพร้อมใช้ เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนนำไปใช้ประโยชน์ อาทิ การกำจัดเชื้อราในผลิตภัณฑ์จักสาน การแสดงนวัตกรรมการย้อมสีธรรมชาติด้วยสีดอกดาวเรืองและสีจากกากกาแฟ เทคโนโลยีบล๊อกปูพื้นจากยางธรรมชาติ และเทคโนโลยีเครื่องกรองน้ำดื่มน้ำใช้สำหรับชุมชน เป็นต้น

นางอุมาพร กล่าวต่อว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ วศ. นำออกเผยแพร่สู่สาธารณชนนั้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างกว้างขวาง โดยไม่จำกัดเพียงเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ OTOP เท่านั้น เช่น เทคโนโลยีบล็อกปูพื้นจากยางธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำไปพัฒนาสร้างเป็นพื้นลู่ ลาน ในสนามกีฬาเอนกประสงค์ ถึงประมาณ 65 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งมีการนำไปเป็นยางสร้างถนนและอีกหลายอย่าง ซึ่งก่อประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มยางพารา รวมถึงช่วยชาวสวนยางพาราไม่ให้เจอปัญหาราคาผันผวน

หรืออย่างกรณี เทคโนโลยีเครื่องกรองน้ำดื่มน้ำใช้สำหรับชุมชน ซึ่งเกิดจากการที่ะบบการกำจัดสนิมเหล็กในน้ำบาดาลที่ใช้ในปัจจุบัน ต้องใช้สารกรองที่นำเข้าจากต่างประเทศและใช้เครื่องกรองน้ำซึ่งมีราคาแพง จนไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างแพร่หลายในชุมชน วศ. จึงได้ทำการค้นคว้า วิจัย และพัฒนา จนกระทั่งสามารถผลิตสารกรองสนิมเหล็ก และเครื่องกรองน้ำที่มีราคาถูกขึ้นใช้ภายประเทศ รวมทั้งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อสร้างวิทยากรและเป็นศูนย์กลางขยายองค์ความรู้ไปสู่ชุมชนต่างๆ ต่อไป

“งานวิจัยชิ้นนี้นับว่ามีประโยชน์มากต่อประชาชนรวมทั้งผู้ประกอบการโอทอป เพราะกระบวนการผลิตสินค้าโอทอปส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้น้ำสะอาด ซึ่งเทคโนโลยีสารกรองสนิมเหล็กและเครื่องกรองน้ำของเราเป็นเทคโนโลยีต้นทุนต่ำ ทุกคนสามารถนำไปผลิตใช้งานเองได้ทันที ที่สำคัญยังช่วยลดต้นทุนจากการซื้อน้ำถังละ 20 บาทมาใช้งานได้อีกด้วย และสามารถมั่นใจได้ว่าน้ำที่ผ่านเครื่องกรองของ วศ. เป็นน้ำที่สะอาด ไม่ปนเปื้อนเชื้อโรค ไม่ปนเปื้อนสารแปลกปลอมที่อยู่ในน้ำแน่นอน ผิดกับน้ำที่มีขายอยู่ทั่วไปซึ่งแม้จะมองด้วยตาเปล่าเป็นน้ำใส แต่เมื่อตรวจสอบจริงๆ จะพบว่า เป็นน้ำที่ผ่านกระบวนการกรองที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง วศ. จะเดินหน้าเผยแพร่เทคโนโลยีตัวนี้ไปสู่ชุมชนให้แพร่หลายต่อไป” อธิบดี วศ. กล่าว

ปลูกโสนต้นพร้อมนาข้าว รับเงินเป็นแสนดีกว่าทำนา !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336814

ปลูกโสนต้นพร้อมนาข้าว รับเงินเป็นแสนดีกว่าทำนา !!

       การปลูกโสนต้น จะมีพ่อค้ารับไปขายต่อให้กับโรงงานทำดอกไม้, ทำดอกมะลิ , ดอกกุหลาบแห้ง และ ส่งออก ชาวบ้านบ้านหว้าน ทั้งหมู่บ้านพอลืมตาอ้าปากได้บ้าง หลังจากปลูกโสนในนาข้าว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เกษตรกรได้ลองทำ ในการใช้ที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

         “บนความแตกต่าง ระหว่างการทำนาข้าวอย่างเดียวกับ การปลูกโสนต้น พร้อม ๆ นั้น เปรียบเทียบกันเห็นชัดจากการทำนาข้าวอย่างเดียว 2 ไร่ กับ ปลูกโสนต้น 2 ไร่ ซึ่งเริ่มหว่านราวเดือนพ.ค.-ส.ค. จะสามารถตัดต้นโสนขายได้แล้ว มีพ่อค้าจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มารับถึงที่ต้นละ 2 บาท

         โดยโสนต้น ที่จะรับซื้อจากชาวนา จะต้องได้ขนาดความยาว1.50-1.70 ซม. ลำต้นโตเท่า 2 นิ้ว รับซื้อในราคาต้นละ 3 บาท และ 2 บาทตามลำดับ ใช้เวลาปลูก 3-4 เดือน ได้รับเงินตกไร่ละ180,000-200,000 บาท (หนึ่งแสนแปดหมื่นถึงสองแสนบาท)

        ส่วนการทำนาข้าว 2 ไร่ ได้ข้าวราคาเกวียนละไม่ถึงหมื่นบาท ชาวนาจึงหันมาปลูกโสนต้น ควบคู่ในนาข้าวพร้อมกันดังกล่าว โดยจะเก็บเกี่ยวตัดโสนต้น ในนาข้าวขายก่อน แล้วค่อยเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวอีก 3 เดือนถัดไป

        วิธีการปลูกโสนต้นในนาข้าว ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด ขอให้พื้นที่นามีน้ำแช่ขัง จากนั้นหาซื้อเมล็ดโสนมาหว่าน แล้วเปิดน้ำใส่ หล่อเลี้ยงต้นข้าวและโสนต้นควบคู่กันไป ช่วงแรกใส่ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ได้ประโยชน์กับนาข้าวพร้อม ๆ กันไป ช่วงต้นโสนอายุ 1-2 เดือน ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง หรือ ยากำจัดศัตรูพืชใด ๆ จากนั้นอายุได้ 3-4 เดือน ก็ตัดโสนต้นขายให้พ่อค้าได้แล้ว

       ซึ่งการจำหน่ายมีพ่อค้าจะรับซื้อถึงที่ ก่อนการขาย ผู้ขายจะต้องนำโสนต้น ที่ตัดแล้วมาล้าง ถูรากออกแล้วมัดเป็นมัดๆ มัดละ 50 ต้น หากทำเยอะจ้างคนช่วยล้างช่วงโคนต้นโสนเอาราก และคราบเปลือกลอกออก โดยจ้างคนล้างร้อยละ 20 บาท” นายสรวงกล่าว

กรมวิทยาศาสตร์บริการ นำ วทน. ยกระดับ OTOP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336606

กรมวิทยาศาสตร์บริการ นำ วทน. ยกระดับ OTOP

วทน

กรมวิทยาศาสตร์บริการ นำ วทน. ยกระดับ OTOP

             เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวอุราวรรณ อุ่นแก้ว รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ(วศ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมวิทย์สร้างอาชีพ ยกระดับภูมิภาค” ณ ห้องประชุมศรีโคตรบูรณ์ ชั้น 3 อาคารศรีโคตรบูรณ์วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยนครพนม โดยมี นายประสาท ทัศคร รักษาการพัฒนาการจังหวัดนครพนม ผู้แทนรองผู้ว่า ราชการจังหวัดนครพนม ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ

กรมวิทยาศาสตร์บริการ นำ วทน. ยกระดับ OTOP

โดยงานจัดร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม(วทน.) ไปสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวแก่กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการกลุ่มโอทอป ที่เข้าร่วมงาน กว่า 1,000 คน ประกอบด้วย ผู้ประกอบการโอทอปจังหวัดนครพนม เกษตรกรจาก  จังหวัดนครพนม สกลนคร และมุกดาหาร

นางสาวอุราวรรณฯ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำกระจายรายได้และโอกาสอย่างทั่วถึง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศภายใต้นโยบาย “วิทย์สร้างคน วิทย์แก้จน วิทย์เสริมแกร่ง” เป็นการใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป ให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งทั้งในและต่างประเทศ นับว่าเป็นความร่วมมือร่วมใจกันของเครือข่าย องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาท้องถิ่น และเป็นการเริ่มต้นที่ดียิ่งของการดำเนินงานโครงการฯ ที่สามารถเป็นต้นแบบในการพัฒนาจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

ภายในงานมีกิจกรรม ประกอบด้วย การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับสินค้าโอทอปและทางด้านนวัตกรรมการเกษตร โดยคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมงานจะเห็นถึงความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจที่สำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีแค่ร้อยละ66 รับได้อีกอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336514

ปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีแค่ร้อยละ66 รับได้อีกอื้อ

ปริมาณน้ำในเขื่อน

ปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีแค่ร้อยละ66 รับได้อีกอื้อ

วันที่ 27 ก.ค. นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง หลังกรมอุตุนิยมวิทยาการคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 27 – 31 ก.ค. 61 จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมอ่าวตังเกี๋ย ทำให้บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนตกหนักบางแห่ง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ปัจจุบัน(27 ก.ค. 61) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 66 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2560 รวม 5,264 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 26,081 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 50 (ปี 2560 มีน้ำใช้การได้ 21,481 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีก 26,007 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 13,742 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯรวมกัน และมีปริมาณน้ำใช้การได้ 7,046 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 38 ทั้งนี้ 4 เขื่อนหลักยังสามารถรองรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 11,129 ล้าน ลบ.ม.
ส่วนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(27 ก.ค. 61) ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ วัดได้ 654 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 683 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 6.63 เมตร และมีปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 328 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 398 ลบ.ม./วินาที) รับน้ำเข้าฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ในปริมาณ 448 ลบ.ม./วินาที สถานการณ์น้ำอยู่ในภาวะปกติ ระบายน้ำท้ายเขื่อนพระรามหก 194 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 167 ลบ.ม./วินาที)  ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านสถานีวัดน้ำบางไทร มีปริมาณน้ำไหลผ่านลดลงเฉลี่ย 318 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 320 ลบ.ม./วินาที) ซึ่งกรมชลประทานได้บริหารจัดการระบายน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพฝนในแต่ละช่วงเวลา
ผลการเพาะปลูกข้าวนาปีฤดูฝน ทั้งประเทศ (ณ 25 ก.ค. 61) มีการเพาะปลูกไปแล้ว 13.05 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 82 ของแผนฯ(แผน 16 ล้านไร่) สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกไปแล้ว 6.85 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 89          ของแผนฯ(แผน 7.66 ล้านไร่) เก็บเกี่ยวแล้ว 0.13 ล้านไร่ เฉพาะพื้นที่ทุ่งบางระกำและพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้ง 12 ทุ่ง มีการเพาะปลูกเต็มพื้นที่ทั้งหมดแล้ว พร้อมเก็บเกี่ยวแล้วรวมพื้นที่ประมาณ 0.19 ล้านไร่

กรมชลประทาน ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบสภาพความมั่นคงของอาคารและระบบชลประทานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำตลอดเวลา รายงานสถานการณ์น้ำไปยังหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน รวมทั้งบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด พร้อมติดตั้งเครื่องจักรเครื่องมือในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมเป็นประจำแล้ว

อตก.เร่งฟ้องแพ่ง79คดีข้าวจำนำหายภายในเดือน ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336482

อตก.เร่งฟ้องแพ่ง79คดีข้าวจำนำหายภายในเดือน ก.ย.นี้

อตก

อตก.เร่งฟ้องแพ่ง79คดีข้าวจำนำหายภายในเดือน ก.ย.นี้

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) รวบรวมเอกสารเพื่อยื่นฟ้องผู้กระทำผิดทำให้ข้าวสูญหายและเสื่อมคุณภาพ โดย อ.ต.ก.ได้ยื่นฟ้องคดีอาญาไปแล้ว 200 คดี เหลือคดีแพ่งอีก 79 คดี ซึ่งเดิม อ.ต.ก.ต้องการรอผลคดีอาญาให้มีการชี้ขาดก่อนจึงจะดำเนินการฟ้องแพ่ง

 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า อ.ต.ก.ตรวจสอบและรวบรวมเอกสารหลักฐาน พร้อมส่งเอกสารยื่นฟ้องคดีแพ่ง 79 คดี เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่ อ.ต.ก.เป็นเจ้าของคลังเก็บข้าวในโครงการที่ล่าสุดพบข้าวของรัฐบาลเสียหาย หลังจากนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ อ.ต.ก.เร่งเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งกับบริษัทผู้รับจ้างตรวจสอบข้าว ซึ่งต้องรับผิดชอบตามสัญญาดูแลสภาพข้าวในโครงการรับจำนำ โดยต้องส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดภายในเดือน ธ.ค.2561 เพื่อดำเนินการฟ้องร้องคดีให้ทันก่อนหมดอายุความ

ทั้งนี้ การรวบรวมเอกสารดำเนินคดีทั้งในส่วนของคดีอาญาและคดีแพ่ง อ.ต.ก.ได้แต่งตั้งคณะทำงานติดตาม กำกับดูแลการดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาล เพื่อรวบรวมเอกสารส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินคดีตามกฎหมาย คาดแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งการยื่นฟ้องจะดำเนินการได้หลังการประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดกับข้าวในสต็อกรัฐบาล

สำหรับการฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายครั้งนี้ เกิดจากมติคณะกรรมการนโยบายบริหารและจัดการข้าว (นบข.) มอบหมายให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และ อ.ต.ก.เป็นผู้จัดเก็บข้าวของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่ปี 2551-2557 โดย อ.ต.ก.ทำสัญญาเช่าโกดังและจ้างบริษัทผู้รับจ้างตรวจสอบข้าว เพื่อจัดเก็บข้าวเปลือกภายใต้โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเมื่อตรวจสอบคุณภาพข้าวหลังการจัดเก็บในโกดังพบว่าข้าวเปลือกมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน จึงต้องแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทผู้รับจ้างตรวจสอบข้าว

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวในส่วนของ อคส.ตั้งแต่ปี 2554-2557 ที่ อคส.จะต้องเร่งส่งฟ้องทางแพ่งรวม 882 คดี 244 สัญญา โดยทั้ง 882 คดีจะหมดอายุความทางแพ่งตั้งแต่เดือน ธ.ค.2561-ก.ค.2562 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 1 แสนล้านบาท

ก่อนหน้านี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งให้ อ.ต.ก.และ อคส.ทยอยฟ้องในคดีโครงการรับจำนำข้าวกับพ่อค้าเอกชน ก่อนที่จะหมดอายุความที่เหลือ 1 ปี ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะหากเร่งยื่นฟ้องในช่วงใกล้หมดอายุความ สำนักงานอัยการจะดำเนินการไม่ทัน

นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ในช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีความเห็นว่าเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของรัฐและเป็นการป้องกันความเสียหายใดๆ อันอาจเกิดขึ้นจากการที่ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการฟ้องร้องคดีต่างๆ จึงมีมติให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ได้แก่คดีเกี่ยวกับการดำเนินโครงการจำนำข้าวเปลือก ซึ่งมีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง ซึ่งใกล้จะหมดอายุความและอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อฟ้องร้องคดีให้ อ.ต.ก.และ อคส.เร่งรัดการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จทุกคดีโดยเร็ว แล้วส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดอย่างช้าสุดภายในเดือน ธ.ค.2561 เพื่อฟ้องคดีให้ทันภายในกำหนดอายุความ

ทั้งนี้ ในกรณีที่มีคดีใดที่ส่วนราชการเจ้าของเรื่องมีประเด็นที่เห็นควรจะประนีประนอมยอมความ ไกล่เกลี่ย หรือตกลงให้เป็นไปตามคำร้องขอของคู่ความ ส่วนราชการเจ้าของเรื่องจะดำเนินการเช่นนั้นได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายก่อน แล้วแต่กรณี

หนุนสหกรณ์ชาวสวนผลไม้เร่งระบายผลผลิตสู่ตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336436

หนุนสหกรณ์ชาวสวนผลไม้เร่งระบายผลผลิตสู่ตลาด

หนุนสหกรณ์ชาวสวนผลไม้เร่งระบายผลผลิตสู่ตลาด 

            กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุนสหกรณ์เหนือ-ใต้ รับมือผลไม้ทะลัก คาดเดือนสิงหาคมเป็นช่วงปริมาณผลผลิตออกมาจำนวนมาพร้อมกัน เตรียมแผนเร่งกระจายเงาะ-ลำไย-มังคุด-ลองกองคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ  เตรียมจับมือ   คู่ค้าพันธมิตรทั้งห้าง Modern Trade ไปรษณีย์ไทย ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์และเครือข่ายสหกรณ์ทุกจังหวัด กระจายผลผลิตถึงผู้บริโภคแบบสดใหม่ทันใจ เบื้องต้นคาดว่ากลไกสหกรณ์จะสามารถระบายผลไม้ได้ ไม่น้อยกว่า 11,554 ตัน

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงแผนการบริหารจัดการผลไม้ในภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลที่ผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ตลาด ทั้งลำไย มังคุด เงาะ ทุเรียนและลองกอง             คาดว่าผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งแต่ละปี กรมฯได้สนับสนุนให้สหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้เตรียมพร้อมรับมือก่อนถึงฤดูกาล โดยรวบรวมผลไม้คุณภาพจากสมาชิกเพื่อระบายสู่ตลาด ในปี 2560 ที่ผ่านมา สหกรณ์ 65 แห่งรวบรวมผลไม้จากสมาชิกและกระจายสู่ตลาดผ่านห้างโมเดินเทรด ผู้ส่งออก คู่ค้าในประเทศและเครือข่ายสหกรณ์รวมปริมาณ 32,040 ตัน มูลค่า 899.609 ล้านบาท

สำหรับในฤดูกาลปี 2561 นี้ กรมฯได้จัดสรรเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นทุนหมุนเวียนรวบรวมผลไม้จำนวน 230 ล้านบาท และได้สนับสนุนช่องทางในการกระจายผลไม้คุณภาพของสหกรณ์ผ่าน 3 ช่องทาง                โดยได้ร่วมมือกับ ห้าง Modern Trade  บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์และเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ  เพื่อรองรับปริมาณผลผลิต 4 ชนิด ได้แก่ ลำไย เงาะ มังคุด และลองกอง คาดว่าประมาณไม่น้อยกว่า 11,554 ตัน โดยแบ่งเป็นการจำหน่ายผ่านห้าง Modern Trade 4 แห่ง อาทิ แม็คโคร โลตัส ท็อปซูเปอร์มาร์เก็ต                    และเดอะมอลล์  ปริมาณ 4,957 ตัน  2.เครือข่ายสหกรณ์ โดยส่งจำหน่ายให้กับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์และสหกรณ์เครือข่ายเป็นตัวกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ จำนวน 35 จุด รวมทั้งเครือข่ายคู่ค้าภายในประเทศอีก            84 แห่ง ปริมาณ 6,000 ตัน และ3. ผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยเน้นกระจายลำไยและเงาะจากภาคใต้                       รวม 540 ตัน แบ่งเป็น ลำไยจาก จำนวน 240 ตัน ซึ่งการจำหน่ายลำไยผ่านไปรษณีย์จะมี 2 ขนาด คือกล่อง 5 กก.             ราคา 250 บาท ตะกร้า 3 กก. ราคา 160 บาท และ 2. เงาะคุณภาพ อีกจำนวน 300 ตัน ซึ่งเงาะจะมีขนาด 3 กก. ราคา 225 บาท

นายพิเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ในวันที่ 2 สิงหาคม นี้ จะมีการลงนามความร่วมมือในการจำหน่ายลำไย                ผ่านไปรษณีย์ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์  บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด                 กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมส่งเสริมการเกษตร โดยสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จังหวัดลำพูน จะเป็นผู้แทนสหกรณ์ในภาคเหนือรวบรวมผลผลิตลำไยจัดส่งให้ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ตามคำสั่งซื้อในแต่ละวัน                ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถสั่งซื้อลำไยสดคุณภาพเกรด A ส่งตรงถึงบ้าน โดยสั่งซื้อได้ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือโทร.1545 และสั่งผ่านออนไลน์ได้ทางเวบไซต์ www.thailandpostmart.com

“บิ๊กฉัตร”เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336211

“บิ๊กฉัตร”เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

บางบาล-บางไทร

“บิ๊กฉัตร”เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

“บิ๊กฉัตร” ลงพื้นที่เร่งขยายผลศาสตร์พระราชา “โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร”มั่นใจแล้วเสร็จตามแผนภายในปี 2565 เผยจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะในพระนครศรีอยุธยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ  รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเดินทางมาติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ในครั้งนี้ เนื่องจาก เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตนในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญให้เป็นไปตามมติ กนช. ที่ต้องการขับเคลื่อนโครงการสำคัญให้ได้จนถึงขั้นตอนการก่อสร้าง โดยที่ประชุมมีมติให้โครงการคลองระบายน้ำ บางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น 1 ใน 9 โครงการที่รัฐบาลจะเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในปี 2562 นี้
จากการรับฟังรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ขณะนี้การดำเนินงานในขั้นตอนการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยในด้านการมีส่วนของประชาชนได้มีการจัดปฐมนิเทศโครงการเพื่อเผยแพร่ข้อมูล  และจัดประชุมกลุ่มย่อย ชี้แจงรายละเอียดของโครงการ และรับฟังความคิดเห็นไปแล้วจำนวน 5 ครั้ง ในด้านการสำรวจออกแบบดำเนินแล้วเสร็จแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติแบบ  ส่วนการจัดหาที่ดินได้มีการสำรวจปักหลักเขตชลประทานและแจ้งเจ้าของที่ดินเพื่อให้มายื่นคำขอรังวัดที่ดิน พร้อมทั้งได้เจรจาทำความตกลงซื้อขายกับเจ้าของที่ดิน โดยได้ดำเนินการเบิกจ่ายค่าที่ดินและค่ารือย้ายชุดแรกแล้ว จำนวน 15 แปลง ให้กับประชาชน 13 ราย รวมเป็นพื้นที่กว่า 30 ไร่ เป็นเงินจำนวน 20.82 ล้านบาท ในส่วนของการดำเนินการก่อสร้างโครงการ จะเริ่มดำเนินการในปี 2562  และแล้วเสร็จในปี 2565  ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างประตูระบายน้ำปากคลองบางบาล และประตูระบายน้ำปากคลองบางหลวง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า การดำเนินงานโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ได้นำศาสตร์พระราชามาขยายผลแก้ไขปัญหาน้ำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย พร้อมยังได้น้อมนำหลักการทรงงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เรื่อง การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการดำเนินโครงการเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด โดยการบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมมือกันขับเคลื่อนโครงการ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนในพื้นที่ด้วย
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)  เปิดเผยว่า ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างมี 9 แผนงาน ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้ผ่านความเห็นชอบในหลักการแล้ว โดยมีโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เป็น  1 ใน 9 แผนงานนั้น โดยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กรมชลประทานดำเนินการ กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในขั้นตอนการสำรวจ-ออกแบบรายละเอียด และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ และดำเนินการในกระบวนการจัดหาที่ดินเพื่อการก่อสร้าง ตลอดจนงานเตรียมความพร้อมเพื่อการก่อสร้าง  นอกจากนี้ กนช.ยังได้มอบหมายให้ สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการดำเนินงานให้สามารถขับเคลื่อนโครงการได้ตามแผนงานที่ได้วางไว้
“โครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร จะได้เสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเปิดโครงการในเร็ว ๆ นี้ โดยการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันได้ใช้ศักยภาพการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาสามารถระบายน้ำสูงสุดปริมาณ 2,800 ลบ.ม./วินาที ที่คันกั้นน้ำ แต่ก็จะเกิดปัญหาน้ำท่วมขังชุมชนที่อยู่นอกคันกันน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยารวม 14 แห่ง โดยเฉพาะ อำเภอเสนา และอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่หากมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพียง 700 ลบ.ม./วินาที ก็จะเกิดน้ำท่วมชุมชนนอกคันกั้นน้ำคลองโผงเผง คลองบางบาล และแม่น้ำน้อย อีกทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านตัวเมือง พระนครศรีอยุธยา มีลักษณะเป็นคอขวดลำน้ำแคบมาก สามารถรับน้ำได้เพียง 1,200 ลบ.ม /วินาที

ซึ่งเมื่อโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเป็นการเพิ่มความสามารถระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้อีกประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที  ทำให้สามารถแก้ปัญหาคอขวดของแม่น้ำเจ้าพระยา และสามารถระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้ 2,000 ลบ.ม./วินาที โดยไม่มีชุมชนนอกคันกั้นน้ำได้รับผลกระทบ จะเห็นได้ว่าโครงการนี้เป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เกิดขึ้นเป็นประจำแทบทุกปี อย่างไรก็ตามหากต้องระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเต็มศักยภาพปริมาณ 2,800 ลบ.ม./วินาที ก็ต้องดำเนินการช่วยเหลือและป้องกันน้ำท่วมชุมชนนอกคันกั้นน้ำดังกล่าวด้วย ซึ่งในประเด็นนี้ได้บรรจุอยู่ใน 9 แผนบรรเทาอุทกเจ้าพระยาตอนล่างแล้ว” นายสมเกียรติกล่าว

สำหรับ คลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร เริ่มต้นโครงการที่ ต.บ้านใหม่ อ.บางบาล ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาลถึง    ต.สนามชัย อ.บางไทร เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์รวม เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล โดยจะมีแนวกันเขตก่อสร้างกว้าง 200 เมตรในพื้นที่ทั่วไป และกว้าง 110 เมตรในพื้นที่ชุมขน  คลองยาว 22.50 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการช่วยย่นระยะทางการระบายน้ำได้ถึง 12.5 กิโลเมตร จากเดิม 35 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ กรมชลประทานก่อสร้างประตูระบายน้ำ(ปตร.) จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ปตร.ปลายคลองระบายน้ำหลากฯ  ปตร.ปากคลองบางหลวง และ ปตร.ปากคลองบางบาล  พร้อมทั้งอาคารจ่ายน้ำและสถานีสูบน้ำข้างคลองระบายน้ำหลากฯ จำนวน 36 แห่ง สะพานรถยนต์ข้ามคลองระบายน้ำหลากฯ จำนวน 11 แห่ง ทำกำแพงป้องกันตลิ่งบริเวณท้ายประตูระบายน้ำปลายคลองระบายน้ำหลากฯ  และคันกันน้ำโดยรอบพื้นที่โครงการพร้อมอาคารประกอบ มีความยาวประมาณ 54 กิโลเมตร
สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนอกจากจะช่วยบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ประมาณ400,000-800,000ไร่ และลดการท่วมซ้ำซากของพื้นที่เกษตรกรรมในอ.บางบาล และอ.เสนาแล้ว คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรยังสามารถเก็บน้ำไว้สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ประมาณ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 48 ตำบล 3 เทศบาล  362หมู่บ้าน พร้อมทั้งยังจะมีการก่อสร้างถนนสัญจรสองฝั่งคลองเเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการสัญจร และอาจจะมีการพิจารณาออกแบบถนนให้มีทางจักรยาน  ปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม สำหรับออกกำลังกายและพักผ่อน รวมทั้งยังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดอีกด้วย

รัฐไฟเขียวให้ ปชช.รับรู้การบริหารจัดการน้ำของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336210

รัฐไฟเขียวให้ ปชช.รับรู้การบริหารจัดการน้ำของประเทศ

สทนช

รัฐไฟเขียวให้ ปชช.รับรู้การบริหารจัดการน้ำของประเทศ

“บิ๊กฉัตร” ย้ำต้องเร่งสร้างการรับรู้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ หวังให้ประชาชนได้รับทราบแผนงานและผลงานด้านน้ำของรัฐบาล  ด้าน สทนช. เดินหน้าระดมมันสมองคนภาคกลางร่วมบูรณาการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาและวางแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั้งลุ่มน้ำ  มั่นใจจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ

วันที่ 25 ก.ค.61 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ  รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานเปิดการเสวนา “การบริการจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่ภาคกลาง”  ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์  จ.พระนครศรีอยุธยา  โดยมีนายสมเกียรติ  ประจำวงษ์  เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)  นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า  การจัดเสวนาดังกล่าวเป็นการดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)  ซึ่งมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เป็นประธาน เและตนป็นรองประธาน  โดยมอบหมายให้ สทนช.เป็นหน่วยงานหลักในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

ซึ่งการเสวนาในครั้งนี้ จะทำให้ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ลุ่มน้ำ ได้รับรู้แผนงานและผลงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล รวมทั้งมีความเข้าใจและทราบถึงสถานการณ์น้ำ ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการน้ำหลาก ช่วงฤดูฝน ปี 2561  และก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม การบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำในด้านต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นด้านความพร้อม ด้านแผนงาน ด้านการบริหารจัดการ การให้ความช่วยเหลือ ด้านเครื่องจักรเครื่องมือในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย เป็นต้น โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างการรับรู้และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมทำได้อย่างถูกต้อง ทันเวลา โดยเฉพาะในประเด็นความพร้อมของแผนงาน การบริหารจัดการ ในการรับมือกับวิกฤติภัยจากน้ำ
นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า การจัดเสวนาในครั้งนี้เป็นการจัดเสวนาในระดับพื้นที่   ครั้งที่ 3 ในพื้นที่ภาคกลาง   ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ  และศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ  มีครอบคลุมพื้นที่ 25 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ อาทิ  กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพไทย จังหวัดต่างๆ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกเข้าร่วมการเสวนา
“ที่ผ่านมา สทนช.ได้มีการจัดเสวนาในระดับส่วนกลางแล้ว ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล  และการเสวนาในระดับพื้นที่ครั้งแรกในพื้นที่ภาคเหนือ ณ  โรงแรมคุ้มภูคำ จ.เชียงใหม่ และครั้งที่ 2 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ      ณ โรงแรมวิวิช จ.ขอนแก่น  ส่วนครั้งที่ 4 จะเป็นครั้งสุดท้าย จะจัดในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ณ จ.สงขลา  ครอบคลุมพื้นที่  14  จังหวัด”  เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ทั้งนี้ภายหลังจาก รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดการเสวนายังได้เดินทางลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ณ วัดปราสาททอง ต.ไทรน้อย อ.บางบาล                        จ.พระนครศรีอยุธยา  พร้อมทั้งชมแบบจำลองโครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร  ตลอดจนรับฟังบรรยายสรุปแผนการจัดการน้ำหลากในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จากเลขาธิการ สทนช.  ความเป็นมาและความก้าวหน้าของโครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร จากอธิบดีกรมชลประทาน และเป็นสักขีพยานในการมอบเงินค่าเวนคืนที่ดินให้กับประชาชนในพื้นที่โครงการ
นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรียังได้เดินทางยังพื้นที่รับลุ่มต่ำบางบาล บริเวณวัด    บันไดช้าง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา  ซึ่งเป็นพื้นที่ 1 ใน 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ที่จะใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก  โดยมี เลขาธิการ สทนช. บรรยายสรุปการติดตามและการประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง  และอธิบดีกรมชลประทานบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง  รวมทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังได้บรรยายสรุปภาพรวมการเตรียมการรับมือและป้องกันน้ำหลากในฤดูฝนปี 2561และแนว ทางป้องกันผลกระทบให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย   จากนั้นรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวมอบนโยบาย และพบปะกับผู้นำชุมชน ชาวบ้าน  พร้อมได้ตรวจเยี่ยมการเตรียมการรับน้ำหลากสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำด้วย

เกษตรฯ จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ถวายเป็นพระราชกุศล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/336220

เกษตรฯ จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ถวายเป็นพระราชกุศล

เกษตรฯ จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ จำนวน 1,087 ตัวถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชิน

            กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ จำนวน 1,087 ตัว ในโครงการมอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

นายลักษณ์ จนนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ โครงการมอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ณ หอประชุมใหญ่พุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ได้จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ โดยไถ่ชีวิตโค-กระบือเพศเมีย จำนวน 1,087 ตัว เป็นโค 1,000 ตัว กระบือ 87 ตัว และนำโค-กระบือที่ได้รับการไถ่ชีวิต ไปให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรในโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการพระราชดำริโครงการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งกรมปศุสัตว์รับสนองพระราชดำริดำเนินการมาตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2522 เพื่อช่วยเหลือเกษตรให้มีโค-กระบือไว้ใช้แรง และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้วกว่า 263,279 ราย และยังมีเกษตรกรอยู่ในความดูแลของโครงการกว่า 113,150 ราย ปัจจุบันโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ก่อให้เกิดประโยชน์ และเป็นคุณูปการแก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีการบูรณาการร่วมกันในพื้นที่อย่างเป็นระบบ สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกร และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์ เช่น การใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยในไร่นา การทำแก๊สชีวภาพ การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น อีกทั้งยังได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นการสนองแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาชนบทที่เน้นการพึ่งตนเอง จึงขอให้เกษตรกรที่จะได้รับมอบโค-กระบือในครั้งนี้เลี้ยงดูแลโค-กระบือเป็นอย่างดี เสมือนเป็นสมาชิกในครัวเรือน และปฏิบัติตามระเบียบและเงื่อนไขของโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ อย่างเคร่งครัดต่อไป

ด้าน นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโค-กระบือเพศเมีย จำนวน 1,087 ตัว ที่ได้รับการไถ่ชีวิตในวันนี้ กรมปศุสัตว์จะนำไปให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกร ตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ 1) จังหวัดนครราชสีมา รับมอบโค 300 ตัว 2) จังหวัดศรีสะเกษ รับมอบโค 200 ตัว กระบือ 87 ตัว 3) จังหวัดชัยนาท รับมอบโค 200 ตัว 4) จังหวัดนครพนม รับมอบโค 100 ตัว 5) จังหวัดร้อยเอ็ด รับมอบโค 100 ตัว และ 6) จังหวัดสกลนคร รับมอบโค 100 ตัว