เทสโก้มอบเงินกองทัพเรือซื้ออุปกรณ์การแพทย์ช่วยเต่าทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337615

เทสโก้มอบเงินกองทัพเรือซื้ออุปกรณ์การแพทย์ช่วยเต่าทะเล

เทสโก้มอบเงินกองทัพเรือซื้ออุปกรณ์การแพทย์ช่วยเต่าทะเล

เทสโก้ โลตัส นำลูกค้าและพนักงานร่วมกิจกรรมปล่อยเต่าทะเล พร้อมมอบเงิน 250,000 บาทให้กองทัพเรือ สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์แพทย์รักษาเต่าทะเลและสัตว์หายาก ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยเงินที่มอบให้กองทัพเรือส่วนหนึ่งมาจากแคมเปญรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกในวันปลอดถุงพลาสติกสากล เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยเทสโก้ โลตัส บริจาคเงิน 1 บาทต่อถุงพลาสติก 1 ถุงที่ลูกค้าไม่รับ นอกจากนั้น ตลอดทั้งปี เทสโก้ โลตัส จะเดินหน้ารณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกด้วยการเพิ่มแต้มกรีนพ้อยท์เป็น 100 แต้มทุกวัน

เทสโก้มอบเงินกองทัพเรือซื้ออุปกรณ์การแพทย์ช่วยเต่าทะเล

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “เทสโก้ โลตัส ได้ดำเนินโครงการภูมิใจไม่ใช้ถุง เพื่อรณรงค์ให้ลูกค้าของเราลดการใช้ถุงพลาสติกมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สามารถลดถุงพลาสติกไปทั้งหมดกว่า 100 ล้านใบ และมอบแต้มกรีนพอยท์ให้ลูกค้าไปแล้วกว่า 3,000 ล้านแต้ม ในวันที่  3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันปลอดถุงพลาสติกสากล  เทสโก้ โลตัส ได้จัดโครงการพิเศษขึ้นโดย เทสโก้ โลตัส จะบริจาคเงิน 1 บาทต่อถุงพลาสติก 1 ใบที่ลูกค้าปฏิเสธ เพื่อนำเงินจำนวนนี้มอบให้กับกองทัพเรือเพื่อสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ช่วยชีวิตเต่าและสัตว์ทะเลหายาก

ผลปรากฏว่าลูกค้าให้ความร่วมมือเป็นจำนวนมากโดยร่วมใจกันปฏิเสธการรับถุงพลาสติก ในวันนี้เทสโก้ โลตัส จึงได้เชิญชวนลูกค้าและพนักงานมามอบเงิน 250,000 บาทให้กับกองทัพเรือ และร่วมกิจกรรมปล่อยเต่าทะเลร่วมกัน ในปี 2561 เทสโก้ โลตัส ตั้งเป้าที่จะลดการใช้ถุงพลาสติกให้ได้มากขึ้น ผ่านโครงการกระตุ้นการลดใช้ถุงพลาสติกที่จะเพิ่มความเข้มข้นขึ้น  ด้วยการเพิ่มแต้มกรีนพอยท์เพิ่มขึ้น 5 เท่า คือ 100 แต้มจากเดิม 20 แต้ม เมื่อลูกค้าปฏิเสธการรับถุงพลาสติกทุกวันจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ด้วย”

ด้าน สพ.ญ. กรกมล กิติกัมรา สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลเต่าทะเล กองทัพเรือ กล่าวว่า “ขอขอบคุณเทสโก้ โลตัสที่เห็นความสำคัญของการช่วยชีวิตเต่าทะเลและสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งพวกเขาได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติกทุกประเภทที่ไหลลงสู่ทะเล จนทำให้เสียชีวิตจำนวนมากขึ้นทุกปี  โดยเฉพาะเต่าทะเล ซึ่งเกยตื้นตายในแถบนี้ไม่น้อย  และเมื่อผ่าพิสูจน์เราพบว่ามีขยะทะเลอยู่ในท้องถึง 70% ของจำนวนเต่าที่ตาย”

ลูกไผ่เขียวอีสาน ขายหน่อไม้สด+ต้ม ทำเงินระยะยาว!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337607

ลูกไผ่เขียวอีสาน   ขายหน่อไม้สด+ต้ม  ทำเงินระยะยาว!!

ลูกไผ่เขียวอีสาน   ขายหน่อไม้สด+ต้ม  ทำเงินระยะยาว!!

บนเส้นทางการทำมาหากิน   การปลูกไผ่หวานเขียวอีสาน   ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่ง   ที่เกษตรกรหลายคนหันมาทดลองทำการปลูก  ตัดหน่อขาย   ทำแล้วเห็นผลสร้างรายได้ภายในเวลา 1 ปี   แถมออกหน่อนานถึง 7 เดือน   ปลูกง่ายโตไว  ได้ผลทันใจ

ลูกไผ่เขียวอีสาน   ขายหน่อไม้สด+ต้ม  ทำเงินระยะยาว!!

             ผู้สื่อข่าวจ.ปราจีนบุรีรายงานพบเกษตรกรคือนายศุภชัย มาลัย วัย 34 ปี อยู่บ้าน เลขที่ 35 หมู่  11 ต.หนองแก้ว  อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี  กล่าวว่า   “หันมาช่วยพ่อแม่ทำสวนโดยปลูกไผ่เขียวอีสาน  เพื่อตัดหน่อขายพื้นที่ ราว 7 ไร่ ลงมือปลูกไผ่เขียวอีสานเมื่อปลายปี 59 ที่ผ่านมา

การปลูกไผ่หวานเขียวอีสาน   ให้ปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เมื่อได้รับความชื้นที่ดี  จะทำให้ไผ่เจริญเติบโตได้ในทันที โตเร็ว ไม่หยุดชะงัก ใช้เหง้าในการปลูกจะให้ผลผลิตที่ดี   เมื่อปลูกไปแล้ว 5-6 เดือนจะเริ่มให้ผลผลิต  ครั้งแรกไผ่ออกหน่อไม่เยอะนักเพราะเริ่มโตใหม่ๆ ใส่ปุ๋ยคอก(ขี้ไก่-แกลบ)สลับกับปุ๋ยวิทยาศาสตร์   สามารถเลือกใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 18-16-8, 16-20-0, 25-7-7 ได้ การใส่ปุ๋ยจะใส่ในปริมาณที่น้อยโดยใส่ 50 กิโลกรัม/ไผ่ 1,000 กอ แต่ให้ใส่ทุกๆ 7-10 วัน และ วางท่อสปริงเกอร์ หน้าแล้งจะให้น้ำ 2 วัน/ครั้ง ซึ่งต้องวางระบบน้ำให้ทั่วทั้งสวนด้วยระบบสปริงเกอร์จะเหมาะสมที่สุด ในหน้าแล้งต้องให้น้ำเป็นประจำ แต่ไม่ต้องให้น้ำมาก

ส่วนหน้าฝนไม่ต้องรดน้ำจะตัดหน่อไม้เมื่อหน่อไม้มีความยาวราว30-40 ซม.ควรตัดหน่อไผ่ในตอนเช้า จะได้หน่อไม้ที่ไม่ขม ไม่ขื่น รสชาติดี ถูกใจผู้บริโภค   โดยจะตัดขายให้พ่อค้าทั่วไปที่มารับถึงที่ขายทั้งหน่อสดและแปรรูปต้มขาย    โดยต้มขายจะได้ราคาดีกว่า  ตกราคา กก.ละ14 บาท   หน่อสด  กก.ละ20-25 บาท ตัดครั้งหนึ่งกว่า  70-80 กก.นับว่าพออยู่ได้

ไผ่จะชะลอการออกหน่อ  ช่วงเดือน ช่วงเดือน ก.ค.-ต.ค. จะไม่เร่งให้หน่อไม้ออกมามาก   ลดการใส่ปุ๋ยลง ปล่อยลำไผ่มากขึ้น ไผ่จะออกหน่อได้น้อย ให้ต้นไผ่ได้สะสมอาหารให้สมบูรณ์ในช่วงนี้และค่อยไปเร่งการออกหน่อในปลายเดือนตุลาคม เพื่อที่จะรอให้ถึงช่วงเดือน ม.ค.จะเร่งให้น้ำให้ปุ๋ย  เพื่อที่ให้ออกหน่อทันขายช่วงตรุษจีน

การจัดการนี้เป็นการจัดการในช่วงนอกฤดูให้ได้ราคาขายที่สูง  ซึ่งจะขายได้ราคาดีมาก   สูงถึง 30-40 บาท   และจะลดลงมาอยู่ที่ราคาปกติ  กก.ละ 25-30 บาท นอกจากนี้ทางบ้านยังทำขนมหน่อไม้ขายเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

กรมชลฯสั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำเกาะติดภาวะฝนตกเปิดSWOC24 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337404

กรมชลฯสั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำเกาะติดภาวะฝนตกเปิดSWOC24 ชม.

ทองเปลว กองจันทร์

กรมชลฯสั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำเกาะติดภาวะฝนตกเปิด SWOC 24 ชม.

กรมชลประทานยืนยันเขื่อนทุกแห่งที่อยู่ในการดูแล มีความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ตลอดทั้งปี พร้อมสั่งตรวจสอบซ้ำ และให้เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์น้ำจากภาวะฝนตกในระยะนี้อย่างใกล้ชิด เปิด SWOC ปฏิบัติงานตลอด 24 ชม.ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค.61 เป็นต้นไป
นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในการดูแลของกรมชลประทานนั้นมีความปลอดภัย มั่นคงแข็งแรงทุกแห่ง เขื่อนและอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทาน ออกแบบ ตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้สูงถึง 7 ตามมาตราริกเตอร์ นอกจากนี้ยังได้ทำการตรวจสอบความมั่นคง แข็งแรงของตัวเขื่อนทุกแห่ง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมชลประทานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดทั้งปี แม้ในยามปกติที่ไม่มีภัยพิบัติใดๆก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนที่
อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อน ตลอดเวลา
“เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทานนั้น มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบและ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีการปล่อยปละละเลย รวมทั้งยังได้บำรุงรักษาถูกต้องตาม มาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามถ้าหากมีแนวโน้มว่าน้ำจะไหลลงอ่างเก็บน้ำในปริมาณมาก และคาดว่าน้ำอาจจะ ล้นทางระบายน้ำล้นโครงการชลประทานในพื้นที่ที่รับผิดชอบ จะแจ้งเตือนเป็นเอกสารรายงานไปยังจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมไปกับการแจ้งเตือนผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำให้ รับทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้การแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดความเสียหาย ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ได้เป็นอย่างมาก” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ
อย่างไรก็ตามเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากขึ้น ยังได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจสภาพความมั่นคงและสภาพน้ำของเขื่อนทุกเขื่อน ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและกำลังก่อสร้างเป็นกรณีพิเศษ พร้อมทั้งให้จัดเวรยามประจำทุกเขื่อนเฝ้าระวังเหตุการณ์ตลอดเวลา จัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่ต้องใช้เกี่ยวกับเขื่อนไว้ให้พร้อมใช้งานได้ทันที การติดต่อสื่อสารไปยังเขื่อนและเจ้าหน้าที่ประจำเขื่อนต้องทำไ้ด้มากกว่า 1 ช่องทาง และให้มีการรายงานให้ทางอำเภอ
จังหวัดและ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้ทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โ ดยให้SWOC ปฏิบัติงานตลอด 24 ชม.ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค.61 เป็นต้นไป
ส่วนสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ไ ด้ส่งผลให้ระดับน้ำในลำห้วยธรรมชาติ และแม่น้ำต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นจนเอ่อล้นเข้าท่วมบางพื้นที่นั้น กรมชลประทานได้นำเครื่อง สูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อเร่งระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลายพื้นที่สถานการณ์น้ำท่วมกลับเข้าสู่ ภาวะปกติแล้วและหากไมมี่ฝนตกในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมเพิ่ม ก็จะเข้าสู่ภาวะปกติในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง และ ติดตามสถานการณ์น้ำจากภาวะฝนตกในระยะนี้อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ พร้อม ทั้งให้ตรวจสอบ บำรุงรักษาอาคารชลประทานทุกแห่งให้มีความปลอดภัย และสามารถใช้งานได้อย่างเต็ม ศักยภาพ
ส่วนการสนับสนุนเครื่องจักรกลและเครื่องสูบน้ำ ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อเป็นการป้องกันและลด ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันที่อาจจะเกิดขึ้น ไ ด้ให้ชลประทานในพื้นที่นั้นๆ จัดประชุมร่วมกับ ประชาชนและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อเป็นการสร้างความรับรู้ ความเข้าใจร่วมกันก่อน ป้องกันปัญหาความ ขัดแย้งที่จะตามมาทีหลัง ซึ่งกรมชลประทานได้จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเครื่องมือต่างๆ ไ ว้พร้อม โ ดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทั้งหมดแล้ว

สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำทั้งหมด 49,466ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 65 ของปริมาณความจุ โ ดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้25,546 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น ร้อยละ 49 มากกว่าช่วงเดียวกันในปี2560 ประมาณ 5,203 ล้าน ลบ.ม. โดยมี ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ จำนวน 517.22 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน และปริมาณน้ำระบายออก จำนวน 185.27 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน สามารถรับน้ำได้อีก26,541 ล้าน ลบ.ม.

ปราจีนบุรีจัดงาน”วันส้มโอหวานและของดีศรีมโหสถ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337401

ปราจีนบุรีจัดงาน”วันส้มโอหวานและของดีศรีมโหสถ”

ส้มโอปราจีน

  ปราจีนบุรีจัดงาน”วันส้มโอหวานและของดีศรีมโหสถ”

วันที่ 2 สค.61 นายวิบูลย์ หัตถจิตโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมแถลงข่าวจัดงาน”วันส้มโอหวาน และของดีศรีมโหสถเพื่อกระตุ้นเกษตรกรรวมตัวเข้าสู่นโยบายเกษตรแนว ใหม่ของรัฐบาล

นางสาวจิรภา ทองศิริ นายอำเภอศรีมโหสถ เปิดเผยว่าอำเภอศรีมโหสถเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรีที่ชาวสวนปลูกส้มโอมาก พันธุ์ส้มโอที่นิยมปลูกในพื้นที่เป็นทองดีและพันธุ์ขาวน้ำผึ้งซึ่งเป็นพันธุ์ส้มโอที่มีรสชาดหวานและเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป และยังเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอศรีมโหสถนิยมปลูกกันมากในพื้นที่ต.โคกปีบ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกรวมกันประมาณ
1,200 ไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ ม.2 บ้านโคกวัด จะเป็นพื้นที่ที่ปลูกกันมากที่สุด

นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ปลูก ม.1บ้านสระมะเขือ ม.8 บ้านหนองสะแก และ ม.9 บ้านหนองเรือ ซึ่งเกษตรกรได้รวมกลุ่มกัน 60 รายเป็นลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ทำให้ระยะแรกยังไม่มีปัญหาด้านการตลาดนัก เนื่องจากมีกลุ่มผู้ค้าได้ทำพันธะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบเหมาต้นกับเกษตรกร และนำออกไปจำหน่ายตลาดทั่วไปส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้จักส้มโอหวานของดีศรีมโหสถ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าของอำเภอศรีมโหสถ และที่สำคัญยังเป็นการประชาสัมพันธ์ของดีและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอศรีมโหสถอีกทั้งเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับพันธุ์ส้มโอของกลุ่มเกษตรกรต.โคกปีบ อำเภอศรีมโหสถจึงได้จัดงาน “วันส้มโอหวานและของดีศรีมโหสถ” ขึ้นตั้งแต่ปี2559

สำหรับปีนี้จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ประจำปี 2561ระหว่างวันที่ 17-23 สค.
61ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีมโหสถ ภายในงานวันส้มโอหวานของดีศรีมโหสถ ยังมีกิจกรรม
ปั่นชมสวนส้มโอ”ปั่นสุโขกินส้มโออร่อย” ให้ผู้ร่วมงานได้ปั่นจักรยานเที่ยวชมบรรยากาศ ชมสวน
พร้อมชิมส้มโอแท้ที่มีรสหวาน ชมและเลือกซื้อสินค้า (OTOP) ที่ผู้ผลิตนำมาจำหน่ายตลอดงาน
และจำหน่ายพันธุ์ไม้ กล้าพันธุ์ไม้ต่างๆ นอกจากนี้ภายในงานยังรับสมัครบุคคลทั่วไปร่วม
กิจกรรมประกวดร้องเพลงลูกทุ่งและกิจกรรมกาแสดงของนักเรียนโรงเรียนต่างๆของจัง
หวัดปราจีนบุรีให้ชมฟรีอีกด้วยในงานแถลงข่าวมีเกษตรจังหวัด ส่วนราชการ กลุ่มเกษตรกร และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน น.ส.รุ่งนภา เชาวน์ดีอายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่51/1ม.2 ต.โคกปีบอ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่าทำ15 ปี มีสวนส้มโอ 5 ไร่ ในแต่ละปีจะขายผลผลิตเจ็ดแสนถึงหนึ่งล้าน
บาท ถ้าปีไหนส้มโอลูกโตและดกอย่างไม่ได้จะอยู่ที่เจ็ดแสนบาทหรืออาจเจ็ดแสนนิดๆถือว่าพอมีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ ส้มโอนอกจากจะทานสุขได้แล้วยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม และสบู่ ได้อีกด้วย

นางสาวจิรภา ทองศิริ นายอำเภอศรีมโหสถ เปิดเผยว่าอำเภอศรีมโหสถเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรีที่ชาวสวนปลูกส้มโอมาก พันธุ์ส้มโอที่นิยมปลูกในพื้นที่เป็นทองดีและพันธุ์ขาวน้ำผึ้งซึ่งเป็นพันธุ์ส้มโอที่มีรสชาดหวานและเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป และยังเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอศรีมโหสถนิยมปลูกกันมากในพื้นที่ต.โคกปีบ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกรวมกันประมาณ
1,200 ไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ ม.2 บ้านโคกวัด จะเป็นพื้นที่ที่ปลูกกันมากที่สุด

นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ปลูก ม.1บ้านสระมะเขือ ม.8 บ้านหนองสะแก และ ม.9 บ้านหนองเรือ ซึ่งเกษตรกรได้รวมกลุ่มกัน 60 รายเป็นลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ทำให้ระยะแรกยังไม่มีปัญหาด้านการตลาดนัก เนื่องจากมีกลุ่มผู้ค้าได้ทำพันธะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบเหมาต้นกับเกษตรกร และนำออกไปจำหน่ายตลาดทั่วไปส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้จักส้มโอหวานของดีศรีมโหสถ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าของอำเภอศรีมโหสถ และที่สำคัญยังเป็นการประชาสัมพันธ์ของดีและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอศรีมโหสถอีกทั้งเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับพันธุ์ส้มโอของกลุ่มเกษตรกรต.โคกปีบ อำเภอศรีมโหสถจึงได้จัดงาน “วันส้มโอหวานและของดีศรีมโหสถ” ขึ้นตั้งแต่ปี2559

นางสาวจิรภา ทองศิริ นายอำเภอศรีมโหสถ เปิดเผยว่าอำเภอศรีมโหสถเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรีที่ชาวสวนปลูกส้มโอมาก พันธุ์ส้มโอที่นิยมปลูกในพื้นที่เป็นทองดีและพันธุ์ขาวน้ำผึ้งซึ่งเป็นพันธุ์ส้มโอที่มีรสชาดหวานและเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป และยังเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอศรีมโหสถนิยมปลูกกันมากในพื้นที่ต.โคกปีบ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกรวมกันประมาณ
1,200 ไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ ม.2 บ้านโคกวัด จะเป็นพื้นที่ที่ปลูกกันมากที่สุด

นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ปลูก ม.1บ้านสระมะเขือ ม.8 บ้านหนองสะแก และ ม.9 บ้านหนองเรือ ซึ่งเกษตรกรได้รวมกลุ่มกัน 60 รายเป็นลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ทำให้ระยะแรกยังไม่มีปัญหาด้านการตลาดนัก เนื่องจากมีกลุ่มผู้ค้าได้ทำพันธะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบเหมาต้นกับเกษตรกร และนำออกไปจำหน่ายตลาดทั่วไปส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้จักส้มโอหวานของดีศรีมโหสถ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าของอำเภอศรีมโหสถ และที่สำคัญยังเป็นการประชาสัมพันธ์ของดีและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอศรีมโหสถอีกทั้งเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับพันธุ์ส้มโอของกลุ่มเกษตรกรต.โคกปีบ อำเภอศรีมโหสถจึงได้จัดงาน “วันส้มโอหวานและของดีศรีมโหสถ” ขึ้นตั้งแต่ปี2559

สำหรับปีนี้จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ประจำปี 2561ระหว่างวันที่ 17-23 สค.
61ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีมโหสถ ภายในงานวันส้มโอหวานของดีศรีมโหสถ ยังมีกิจกรรม
ปั่นชมสวนส้มโอ”ปั่นสุโขกินส้มโออร่อย” ให้ผู้ร่วมงานได้ปั่นจักรยานเที่ยวชมบรรยากาศ ชมสวน
พร้อมชิมส้มโอแท้ที่มีรสหวาน ชมและเลือกซื้อสินค้า (OTOP) ที่ผู้ผลิตนำมาจำหน่ายตลอดงาน
และจำหน่ายพันธุ์ไม้ กล้าพันธุ์ไม้ต่างๆ นอกจากนี้ภายในงานยังรับสมัครบุคคลทั่วไปร่วม
กิจกรรมประกวดร้องเพลงลูกทุ่งและกิจกรรมกาแสดงของนักเรียนโรงเรียนต่างๆของจัง
หวัดปราจีนบุรีให้ชมฟรีอีกด้วยในงานแถลงข่าวมีเกษตรจังหวัด ส่วนราชการ กลุ่มเกษตรกร และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน น.ส.รุ่งนภา เชาวน์ดีอายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่51/1ม.2 ต.โคกปีบอ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่าทำ15 ปี มีสวนส้มโอ 5 ไร่ ในแต่ละปีจะขายผลผลิตเจ็ดแสนถึงหนึ่งล้าน
บาท ถ้าปีไหนส้มโอลูกโตและดกอย่างไม่ได้จะอยู่ที่เจ็ดแสนบาทหรืออาจเจ็ดแสนนิดๆถือว่าพอมีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ ส้มโอนอกจากจะทานสุขได้แล้วยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม และสบู่ ได้อีกด้วย

ชป.ชี้แจงกรณีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337397

ชป.ชี้แจงกรณีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศ

กรมชล

ชป.ชี้แจงกรณีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศ

กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีที่มีนักวิชาการแสดงความกังวลและห่วงใยสถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศ   ที่มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสภาพภูมิอากาศของไทยยังอยู่ในสภาวะฝนตกทั่วประเทศ และ     ที่ผ่านมาส่วนราชการได้ให้ข้อมูลผ่านสื่อไปแล้วในระดับหนึ่ง แต่ในสื่อหลักและสื่อโซเชียลมีเดีย ยังคงแสดงข้อคิดเห็นในลักษณะมีความกังวลใจ ดังนั้น หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงสร้างความรับรู้ความเข้าใจในประเด็นการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และมาตรการป้องกันต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง นั้น

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงในกรณีดังกล่าวว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ จำนวน 35 แห่ง (เป็นของกรมชลประทาน 25 แห่ง และของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 10 แห่ง) มีปริมาตรน้ำรวมกันประมาณ 48,908 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 69 ของความจุอ่างฯรวมกัน ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 412 แห่ง มีปริมาตรน้ำรวมกันประมาณ 3,183 ลูกบาศก์เมตร  รวมปริมาตรน้ำทั้งหมดทั้งอ่างฯขนาดใหญ่และขนาดกลางรวมกันประมาณ 52,019 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 68 ของความจุอ่างฯรวมกัน ยังสามารถรับน้ำได้อีกกว่า 23,900 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางของกรมชลประทาน ได้ดำเนินการควบคุมการเก็บกัก การระบายภายใต้ โค้งปฏิบัติการของอ่างเก็บน้ำ หรือ เกณฑ์เก็บกักน้ำของอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ซึ่งในการควบคุมปริมาตรน้ำจะใช้เส้นบนของโค้งปฏิบัติการของอ่างเก็บน้ำเป็นตัวควบคุม ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำบางแห่งมีปริมาตรน้ำเกินกว่าเส้นควบคุม กรมชลประทานจะเร่งระบายน้ำให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยการระบายน้ำผ่านระบบชลประทาน ผ่านอาคารระบายน้ำ ลงสู่ลำน้ำเดิม (River outlet) และใช้วิธีการกาลักน้ำเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณการระบายน้ำ สำหรับผลกระทบที่อาจจะเกิดจากการระบายน้ำดังกล่าว กรมชลประทานจะพิจารณาแจ้งข้อมูลไปทางหน่วยงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์และเตรียมการขนย้ายสิ่งของตลอดจนมาตรการให้การช่วยเหลือเยียวยาในลำดับต่อไป
ในด้านความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน (Dam Safety) ของกรมชลประทานมีแผนการตรวจสอบติดตามเพื่อให้เขื่อนและอาคารประกอบมีความมั่นคงปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ดำเนินการก่อสร้าง ภายหลังจากก่อสร้างเสร็จ กรมฯมีแผนการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ โดยการตรวจสภาพเขื่อนด้วยสายตา (ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก) หาสิ่งผิดปกติ เช่น การกัดเซาะ การรั่วซึม การทรุดตัว เป็นต้น นอกจากนี้ยังติดตั้งเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อนสำหรับตรวจสอบติดตามพฤติกรรมเขื่อน (ขนาดใหญ่และขนาดกลาง) เช่น การไหลซึมผ่านตัวเขื่อน ฐานรากเขื่อน เป็นต้น ทั้งนี้จากการดำเนินการตรวจสภาพเขื่อนด้วยสายตาและการตรวจสอบติดตามพฤติกรรมจากเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน นำมาประเมินความมั่นคงตัวเขื่อน โดยจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทุกๆ 30 วัน และในกรณีวิกฤติจะทำการตรวจสอบทันที ทุก 24 ชั่วโมง ตามมาตรฐานความปลอดภัยเขื่อน เพื่อให้เขื่อนมีความมั่นคงปลอดภัย พร้อมใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำปรึกษา แนะนำ การบำรุงดูแลรักษา การตรวจสอบความปลอดภัยเขื่อน รวมทั้งแนวทางการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม
ในส่วนการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข่าวสารสู่สาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่าอยู่ในพื้นที่บริเวณใด ตลอดจนระยะเวลาที่อาจจะได้รับผลกระทบจะใช้เวลานานเท่าไร กรมชลประทาน มีหน่วยงานประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของกรมชลประทาน และมีศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) มีหน้าที่ติดตามข้อมูล ตรวจสอบและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบเว็บไซด์ของกรมชลประทาน http://wmsc.rid.go.th/  หรือช่องทางสื่อออนไลน์ อาทิ Facebook Fan page ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ที่มีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook  live  รายงานสถานการณ์น้ำ เวลาประมาณ 07.00 น. , การเผยแพร่ข่าวสารสถานการณ์น้ำผ่านทาง Facebook Fan page เรารักชลประทาน รวมไปถึงการเผยแพร่ข่าวสารสถานการณ์น้ำผ่านสื่อมวลชนต่างๆ ทั้งสื่อออนไลน์ทุกแขนง และกรุ๊ปไลน์ต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้เปิดใช้สายด่วน 1460 เพื่อให้ประชาชนสามารถโทร.เข้ามาสอบถามสถานการณ์น้ำได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ หรือ SWOC ได้ตลอด 24 ชม. อีกด้วย

กรมชล ฯ จัดการน้ำตามแผน ยันเขื่อนแข็งแรง ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337394

กรมชล ฯ จัดการน้ำตามแผน ยันเขื่อนแข็งแรง ปลอดภัย

กรมชล

กรมชล ฯ จัดการน้ำตามแผน ยันเขื่อนแข็งแรง ปลอดภัย

             กรมชลประทานเผยสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาปัจจุบันปกติ ยังเหลือพื้นที่รับน้ำด้านเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนเพียงพอรับน้ำหน้าฝนนี้ มั่นใจเครื่องมือชลประทานพร้อมรับสถานการณ์ และขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

                นายสัญญา แสงพุ่มพวง ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่าสภาพน้ำท่าของประเทศตั้งแต่ต้นฤดูฝนเดือนมิถุนายนเป็นต้นมาจนถึงขณะปัจจุบัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 10-15 อย่างไรก็ตามในลุ่มเจ้าพระยาปริมาณฝนส่วนใหญ่ตกลงด้านท้ายเขื่อน ทำให้ตอนนี้มีปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เฉลี่ยร้อยละ 60 จึงมั่นใจว่าในช่วงฤดูมรสุมอีก 2 เดือนข้างหน้า คือ สิงหาคม และ กันยายน จะยังมีพื้นที่เก็บน้ำในบริเวณนี้อย่างเพียงพอ หรือหากกรณีฝนตกท้ายเขื่อน ลำน้ำสายหลักอย่าง ปิง วัง ยม น่าน ยังเหลือพื้นที่รับน้ำมากกว่าครึ่ง เนื่องจากปัจจุบันมีสายน้ำที่ไหลอยู่ในลำน้ำสายหลักเกณฑ์เฉลี่ยร้อยละ 50 และเขื่อนเจ้าพระยาขณะนี้มีปริมาณการระบายอยู่เพียงแค่ 400 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที จากศักยภาพการระบายสูงสุด 2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที

              “ในขณะเดียวกัน กรมชลประทานได้เข้าตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทานต่าง ๆ ที่ใช้ควบคุมน้ำ บำรุงรักษาให้ใช้งานได้ และเสริมความมั่นใจให้ประชาชนด้วยการขึ้นป้ายหมายเลขโทรศัพท์ติดตามตัวเพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ชลประทานไว้ที่อาคารควบคุมน้ำแห่งสำคัญ หากประชาชนพบเห็นสิ่งผิดปกติสามารถโทร.แจ้งได้ทันที รวมไปถึงงานกำจัดผักตบชวาในทางน้ำชลประทานที่ได้ดำเนินการเพื่อรับมือหน้าฝนนี้

                     ด้านความปลอดภัยของเขื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทานทั้ง 25 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 407 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 1,100 แห่ง กรมชลประทานมีการตรวจสอบความปลอดภัย หรือพฤติกรรมของเขื่อนด้วยเครื่องมือเป็นงานประจำอยู่แล้ว ว่ามีการทรุดตัวหรือไม่ มีการเคลื่อนตัวหรือไม่ มีน้ำรั่วซึมหรือไม่ และยังมีการตรวจสอบโดยการเดินสำรวจสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นรอบตัวเขื่อน เช่น โพรง ต้นไม้ใหญ่ ที่อาจทำความเสียหายให้ตัวเขื่อน ความพร้อมของทางระบายน้ำล้น (spill way ) ว่ามีสิ่งกีดขวางหรือไม่ เหล่านี้กรมชลประทานได้ทำการตรวจตราเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนจะบริหารตามเกณฑ์การเก็บกัก ( rule curve ) ที่ปลอดภัยสำหรับตัวเขื่อนอยู่แล้ว” นายสัญญา กล่าว

           นายสัญญา เปิดเผยต่อไปว่า หรือหากกรณีฉุกเฉิน มีพื้นที่ฝนตกหนัก เกิดความเสี่ยงน้ำจะล้นตลิ่ง กรมชลประทานได้เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ ไปวางไว้ในจุดที่มีความเสี่ยงจะเกิดน้ำท่วม หรือหากมีการร้องขอเครื่องจักรเครื่องมือเร่งด่วน เรามีความพร้อมจะเข้าช่วยเหลืออย่างเร็วที่สุด

               “การบริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ขณะนี้ยังเป็นไปตามแผนการควบคุมปริมาณน้ำ แต่อย่างไรก็ตามการติดตามสถานการณ์น้ำ สภาพภูมิอากาศ ตลอด 24 ชั่วโมง จากทุกช่องทางยังคงดำเนินต่อไป ทางหน่วยงานราชการจะคอยควบคุมจัดการน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกร และฝากประชาชนขอให้ติดตามประกาศ / แจ้งเตือนสภาพภูมิอากาศ จากกรมอุตุนิยมวิทยา และติดตามสถานการณ์น้ำจากกรมชลประทานได้ที่ http://www.rid.go.th หรือชลประทานจังหวัด หรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องใกล้บ้านเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ตัวท่านเอง” ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำ ฯ กล่าว

สานพลังประชารัฐ บริหารจัดการลำไยเชิงคุณภาพแข่งขันในตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337215

สานพลังประชารัฐ บริหารจัดการลำไยเชิงคุณภาพแข่งขันในตลาดโลก

ลำไย

สานพลังประชารัฐ บริหารจัดการลำไยเชิงคุณภาพแข่งขันในตลาดโลก

          รมช.ลักษณ์ ตรวจเยี่ยม “การบริหารจัดการลำไยภาคเหนือ” พร้อมสานพลังประชารัฐ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตร บริหารจัดการลำไยเชิงคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ “การบริหารจัดการลำไยภาคเหนือ” ณ จังหวัดลำพูน ว่า จากสถานการณ์ลำไยภาคเหนือ ปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผลผลิตลำไยภาคเหนือออกสู่ตลาดรวม 654,329 ตัน โดยเป็นผลผลิตลำไยในฤดู 381,498 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 1.01 (ปี 2560 ผลผลิต 377,679 ตัน) และผลผลิตลำไยนอกฤดู 272,831 ตัน มีพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง ตาก และแพร่ ซึ่งจังหวัดที่มีผลผลิตมากที่สุด 2 อันดับแรก คือ เชียงใหม่ มีผลผลิต จำนวน 137,219 ตัน (ร้อยละ 36.23) และลำพูน มีผลผลิต จำนวน 125,120 ตัน (ร้อยละ 33.04) สำหรับสถานการณ์ด้านราคา อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เนื่องจากได้มีการพัฒนาคุณภาพของลำไย ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด และมีผู้ประกอบการมีความประสงค์ที่จะซื้อลำไยเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม แนวทางบริหารจัดการลำไยภาคเหนือ ได้มีการนำเอาแนวทางของนายกรัฐมนตรีในการรวมพลังประชารัฐ โดยเชิญทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (fruit board) ได้นำแนวทางนี้มาใช้ในการบริหารจัดการลำไยภาคเหนือตอนบน โดยให้ทางจังหวัดทำแผนบริหารจัดการลำไยของจังหวัด ใน 3 ช่องทางหลัก คือ 1) การกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ที่ไม่มีการเพาะปลูก โดยเป็นการสนับสนุนให้บริโภคผลสดภายในประเทศ 2) การแปรรูป ทั้งลำไยอบแห้งและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ และ 3) การส่งออกเป็นผลสดไปยังต่างประเทศ โดยมีตลาดใหญ่ที่ประเทศจีน ทั้งนี้ ทุกจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนบนทั้ง 8 จังหวัด ได้เอาแนวทางดังกล่าวมาทำแผนบริหารจัดการภายในจังหวัด โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนในจังหวัด ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ร่วมกันวางแผนบริหารจัดการตั้งแต่ต้นฤดู โดยมีการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ โดยให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขต 6 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวอลรูมในการติดตามปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ หากปัญหาใดที่เกินกว่าในพื้นที่จะบริหารจัดการได้ ทางกรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (fruit board) จะเข้ามาบริหารจัดการต่อไป

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ทำงานในเชิงรุก โดยมีการรณรงค์ร่วมกับพี่น้องเกษตรกรให้พัฒนาคุณภาพผลผลิตลำไยให้ได้มาตรฐานที่ดียิ่งขึ้น ตรงตามความต้องการของตลาด โดยมีหลักการดำเนินงานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1) การส่งเสริมให้ลำไยออกนอกฤดู ซึ่งภาพรวมผลผลิตลำไยในเขตภาคเหนือตอนบน สามารถดำเนินการได้ร้อยละ 40 ทำให้ผลผลิตลำไยมีการกระจายตัว 2) การพัฒนาคุณภาพของลำไย ให้มีระดับของเกรดที่สูงขึ้น โดยวิธีการตัดแต่งช่อลำไยให้มีปริมาณที่มีความเหมาะสม จากการเปรียบเทียบใน 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้มีสัดส่วนเกรดเพิ่มขึ้นจาก ปี 2560 สัดส่วนเกรด AA : A : B เท่ากับ 50 : 45 : 5 เพิ่มขึ้นเป็นเกรด AA : A : B เท่ากับ 60 : 40 : 0 จากเกษตรกรที่เข้ามาร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (ลำไย) และถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 6,543 ราย ซึ่งจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในปีถัดไป เพื่อให้ลำไยในเขตภาคเหนือเป็นลำไยที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และ 3) การลดต้นทุนการผลิต โดยส่งเสริมให้มีการตัดแต่งกิ่งเป็นทรงพุ่มเตี้ย ทำให้มีความสะดวกในการเก็บเกี่ยว รวมถึงไม่ต้องใช้ไม้ค้ำยันที่ยาวเกินไป นอกจากนี้ ยังมีการนำร่องในการค้าขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ด้วยระบบ e-Market ผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ Thailandpostmart.com ซึ่งจะเป็นการขายส่งตรงถึงมือผู้บริโภค อันเป็นสินค้าคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม และผู้บริโภคสามารถเลือกพันธุ์ที่จะรับประทานได้ตามความต้องการ ทั้งพันธุ์อีดอ พันธุ์สีชมพู และพันธุ์เบี้ยวเขียว ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ทำข้อตกลงความร่วมมือ กับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการให้บริการลดค่าขนส่งจากสวนถึงมือผู้บริโภคที่เป็นผู้สั่งซื้อสินค้า ภายใน 24 ชั่วโมง

ม.สวนดุสิตเตรียมจัดงาน FOOD FOR TOURISM EXPO 2018 @TRANG

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337209

ม.สวนดุสิตเตรียมจัดงาน FOOD FOR TOURISM EXPO 2018 @TRANG

มสวนดุสิต

ม.สวนดุสิตเตรียมจัดงาน Food for tourism expo 2018 @Trang

           มหาวิทยาลัยสวนดุสิตเตรียมจัดงาน Food for tourism expo 2018 @Trang ภายใต้โครงการเมืองนวัตกรรมอาหารเพื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (Food Tourism Innopolis) ขึ้นในวันที่ 10-12 สิงหาคม 2561 ณ ลานกิจกรรม โรบินสัน จังหวัดตรัง เพื่อต้องการยกระดับผลผลิต ผลิตภัณฑ์ และเพิ่มรายได้แก่ชุมชนจากการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม มหกรรมอาหารโดยการจัดแสดงและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร และเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกรเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือรังสรรค์เมนูจากวัตถุดิบในท้องถิ่นภาคใต้ 9 จังหวัด

โดยได้ฤกษ์แถลงข่าวการจัดงานอย่างเป็นทางการไปแล้วโดยมี ผศ.ดร.กนกกานต์ วีระกุล คณบดีโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำทีมผู้บริหาร คุณกมลชนก เกียรติศักดิ์ชัย คณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมด้วย ดร. สฤษดิ์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งจังหวัดตรัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และคุณศักดิ์ชัย ดิษฐ์สกุล กรรมการบริหารสมาคมเชฟประเทศไทย ร่วมงาน  ณ ห้องประชุมรักตะกนิษฐ์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

มหาวิทยาลัยสวนดุสิตดำเนินโครงการตามกรอบโมเดลพัฒนาเศรษฐกิลของรัฐบาลที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Valued-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม “โดยมีฐานคิดหลัก คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสากรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม หรือนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทั้งนี้เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยสวนดุสิตเป้นสถาบันที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการประกอบอาหารและคหกรรมศาสตร์ จึงยังคงมุ่งเน้นที่จะนำจุดเด่นด้านการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีอาหารร่วมกับความสวยงามทางศิลปะสร้างให้เกิดการประกอบอาหารชั้นสูงให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High value) อยู่ในระดับดีเยี่ยม (Premium) เป็นที่ยอมรับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้

โดยมีกิจกรรม “การแข่งขันทำอาหารจากสุดยอด 9 วัตถุดิบแดนใต้ เมนูสร้างสรรค์ สำหรับบุคคลทั่วไป” มุ่งเน้นการนำเสนอวัตถุดิบอาหารในท้องถิ่นภาคใต้ที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด โดยยกมาเป็น 9 สุดยอดวัตถุดิบเมืองใต้ จากจังหวัดสำคัญๆ เช่น กุ้งมังกรภูเก็ต จากภูเก็ต, หมูย่าง จากตรัง, เนื้อแพะ จากกระบี่, ไก่ศรีวิชัย จากนครศรีธรรมราช, หอยนางรม จากสุราษฎร์ธนี, นิ่ม จากระนอง, กล้วยเล็บมือนาง จากชุมพร, สาหร่ายพวงองุ่น จากพังงา, ข้าวสังข์หยด จากพัทลุง เพื่อสร้างมูลค่าของวัตถุดิบอาหารท้องถิ่นในภาคใต้ผ่านการประกอบอาหารขั้นสูง รวมทั้งเป็นการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบในท้องถิ่นภาคใต้

นอกจากนั้นยังมีการออกบูทร้านค้ากว่า 100 ร้านค้าโดยผู้ประกอบการร้านค้าภายในภาคใต้ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายวัตถุดิบอาหารท้องถิ่นในภาคใต้ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงอาหารให้กับร้านค้าท้องถิ่น พร้อมทั้งมีการออกร้านของหน่วยรถเคลื่อนที่จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมกับร้านค้า Food Truck ชื่อดัง และยังมีกิจกรรมการโชว์ทำอาหารจาก Celebrity Chef ที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมเชฟประเทศไทย เพื่อเน้นสร้างสรรค์กิจกรรมที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และภาคเอกชนต่างๆ

สหกรณ์การเกษตรพรหมคีรีผลิตมังคุดคุณภาพ ส่งออกตลาดจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337207

สหกรณ์การเกษตรพรหมคีรีผลิตมังคุดคุณภาพ ส่งออกตลาดจีน

สหกรณ์การเกษตรพรหมคีรี จำกัด เน้นผลิตมังคุดคุณภาพ ส่งออกตลาดจีน

          สหกรณ์การเกษตรพรหมคีรี จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช เผยมังคุดขายดีราคาสูง เกษตรกรพอใจ เน้นผลิตมังคุดคุณภาพสร้างทางเลือกใหม่ให้สมาชิกผลผลิตสินค้าคุณภาพ ไม่หวั่นราคาตกเพราะ มีตลาดจีนรองรับ คาดระบายมังคุดสู่ตลาดหมดภายในเดือนสิงหาคมนี้

สหกรณ์การเกษตรพรหมคีรีผลิตมังคุดคุณภาพ ส่งออกตลาดจีน

นางยุพดี จิตผ่องอำไพ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพรหมคีรี จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคามังคุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า สหกรณ์เน้นส่งเสริมสมาชิกผลิตมังคุดคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยในฤดูกาลปีนี้ได้เริ่มรวบรวมมังคุดคุณภาพตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านจนถึงปัจจุบัน ได้ปริมาณ 230 ตัน ระบายออกสู่ตลาดทั้งหมด ซึ่งสหกรณ์จะมีการคัดเกรดมังคุดก่อนส่งออกสู่ช่องทางตลาดแต่ละแห่ง  ซึ่งมังคุดของอำเภอพรหมคีรีเป็นมังคุดคุณภาพและปลอดสารจากสวนสมาชิก เพราะผลิตปริมาณไม่มาก และมีตลาดหลักคือส่งออกไปที่ประเทศจีน เกษตรกรชาวสวนมังคุดใส่ใจดูแลตั้งแต่การผลิต การเก็บเกี่ยวมังคุดโดยการสอยมังคุดซึ่งจะต้องไม่ตกดิน และเก็บผลที่กำลังสุกพอดี สมาชิกรวบรวมมาส่งขายที่สหกรณ์ จากนั้นสหกรณ์จะคัดเกรดให้ขนาดของลูกเสมอกันแล้วรีบจัดลงใส่ตะกร้าเพื่อเก็บไว้ในตู้แช่เย็นทันทีเพื่อรักษาความสดใหม่ของมังคุดก่อนที่จะส่งที่ตลาดจีน

ทั้งนี้ สหกรณ์จะรับซื้อมังคุดคุณภาพจากสมาชิกในราคากิโลกรัมละ 40-50 บาท ซึ่งทำให้สมาชิกพึงพอใจกับราคานี้เป็นอย่างมาก  เพราะต้นทุนจะไม่สูง แต่สัปดาห์นี้สหกรณ์ต้องประสบปัญหาและได้รับผลกระทบจากการเกิดอุทกภัยรุนแรงในแขวงจำปาสัก ประเทศลาว ทำให้เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตกเสียหาย ส่งผลให้ไม่มีตู้คอนเทนเนอร์สำหรับใส่มังคุดเพื่อส่งออกไปต่งประเทศ ประกอบกับช่วงวันหยุดยาวทำให้หาตู้คอนเทนเนอร์ได้ไม่ทันรองรับผลผลิต                 จึงทำให้ราคามังคุดตกลงมาที่ 31 บาท ทั้งนี้ท สหกรณ์คาดว่าจะระบายมังคุดออกสู่ตลาดทั้งหมดภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งการผลิตมังคุดคุณภาพดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาชิกสหกรณ์ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาและตลาดเหมือนกับที่อื่น

อย่างไรก็ตามสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกดูแลมังคุดตั้งแต่ระบบน้ำในสวน และการใส่ปุ๋ย เพื่อให้ได้มังคุดผลโต และราคาดี ถ้าเราผลิตมังคุดคุณภาพ ตลาดประเทศจีนจะรับซื้อทั้งหมดและให้ราคาดีตามคุณภาพ สหกรณ์พยายามจะชี้ให้สมาชิกเห็นว่าถ้าผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ตลาดก็ต้องการ และส่งผลต่อราคาสินค้าที่ต่างกับมังคุดทั่วไปเกือบเท่าตัว ดังนั้น หากสมาชิกทำมังคุดคุณภาพ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาและตลาดรองรับ  ซึ่งสหกรณ์พยายามชักชวนสมาชิกให้เข้าใจเรื่องสินค้าคุณภาพเพราะจะได้ราคาที่ดีกว่า ยิ่งถ้าเกษตรกรผลิตสินค้าได้ณภาพตรงตามความต้องการของตลาด                ก็ยิ่งทำให้ได้ราคาจะสูงขึ้นนั่นเอง

สำหรับจุดเด่นของมังคุดของสหกรณ์การเกษตรพรหมคีรี จำกัด จะมีลักษณะผิวมัน หูสวย ผลโต เปลือกบาง                เนื้อในดี รสชาติหวานอร่อย แม้ว่าราคาจะสูงกว่ามังคุดทั่วไป แต่ก็สามารถขายได้หมด เพราะตลาดมีความต้องการบริโภคมังคุดที่มีคุณภาพ และเมื่อส่งไปขายที่ประเทศจีน เพื่อยกระดับสินค้าไปขายที่ตลาดบน ซึ่งต้องทำให้ลูกค้าตลาดบน              พึงพอใจมากที่สุด ซึ่งปัจจุบันสมาชิกก็มีเข้าใจเป็นอย่างดีและหันมาทำมังคุดคุณภาพมากขึ้น นับว่าเป็นการสร้างโอกาสและช่องทางการตลาดและเป็นทางเลือกใหม่ให้กับสมาชิกมากขึ้นในการผลผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อจะได้ราคาสูงขึ้น

กรมชลย้ำแม่น้ำโขงสูงขึ้น ไม่กระทบต่อการระบายน้ำภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337045

กรมชลย้ำแม่น้ำโขงสูงขึ้น ไม่กระทบต่อการระบายน้ำภาคอีสาน

กรมชล

กรมชลย้ำแม่น้ำโขงสูงขึ้น ไม่กระทบต่อการระบายน้ำภาคอีสาน

กรมชลประทาน พร้อมรับมือระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่สูงขึ้นจนล้นตลิ่งเข้าท่วมที่ลุ่มต่ำหลายแห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมย้ำแม่น้ำสายต่างๆที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง จะปิดประตูระบายน้ำไม่ให้น้ำจากแม่น้ำโขงไหลย้อนเข้ามาในพื้นที่ด้านใน พร้อมใช้เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายน้ำในลำน้ำสายหลักลงสู่แม่น้ำโขง
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขง มีระดับน้ำสูงขึ้นเนื่องจากฝนตกหนักในพื้นที่ทางตอนบน ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่ติดกับแม่น้ำโขง คือ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร และอุบลราชธานี ซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไป เกิดความกังวลว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้การระบายน้ำที่ท่วมขังอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือผ่านแม่น้ำสายหลักต่างๆ เป็นไปด้วยความล่าช้าหรือระบายไม่ได้ นั้น
กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับวางมาตรการในการบริหารจัดการน้ำ และเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ไว้รับมือแล้ว หากระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้น โดยที่ลุ่มน้ำก่ำ ที่รับน้ำจากหนองหาร ในเขตอ.เมืองสกลนคร ได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณด้านท้ายประตูระบายน้ำธรณิศนฤมิต อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จำนวน 8 เครื่อง และที่ประตูระบายน้ำหนองบึง 2 เครื่อง เร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง
พร้อมแขวนบานประตูระบายน้ำทั้งหมด 7 แห่ง ในลำน้ำก่ำเพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 61 คาดว่าจะระบายน้ำได้ประมาณวันละ 20 ล้าน ลบ.ม./วัน
ส่วนแม่น้ำมูล การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ยังสามารถระบายน้ำได้ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำมูลยังสูงกว่าแม่น้ำโขง ซึ่งกรมชลประทาน ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เตรียมพร้อมเครื่องผลักดันน้ำ เครื่องสูบน้ำไว้แล้ว หากสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำมูล จะได้ทำการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในระยะต่อไป

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขง มีระดับน้ำสูงขึ้นเนื่องจากฝนตกหนักในพื้นที่ทางตอนบน ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่ติดกับแม่น้ำโขง คือ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร และอุบลราชธานี ซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไป เกิดความกังวลว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้การระบายน้ำที่ท่วมขังอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือผ่านแม่น้ำสายหลักต่างๆ เป็นไปด้วยความล่าช้าหรือระบายไม่ได้ นั้น
กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับวางมาตรการในการบริหารจัดการน้ำ และเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ไว้รับมือแล้ว หากระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้น โดยที่ลุ่มน้ำก่ำ ที่รับน้ำจากหนองหาร ในเขตอ.เมืองสกลนคร ได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณด้านท้ายประตูระบายน้ำธรณิศนฤมิต อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จำนวน 8 เครื่อง และที่ประตูระบายน้ำหนองบึง 2 เครื่อง เร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง
พร้อมแขวนบานประตูระบายน้ำทั้งหมด 7 แห่ง ในลำน้ำก่ำเพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 61 คาดว่าจะระบายน้ำได้ประมาณวันละ 20 ล้าน ลบ.ม./วัน
ส่วนแม่น้ำมูล การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ยังสามารถระบายน้ำได้ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำมูลยังสูงกว่าแม่น้ำโขง ซึ่งกรมชลประทาน ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เตรียมพร้อมเครื่องผลักดันน้ำ เครื่องสูบน้ำไว้แล้ว หากสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำมูล จะได้ทำการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในระยะต่อไป