2 ม.ดังคว้ารางวัล PLATINUM AWARD งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/338930

2 ม.ดังคว้ารางวัล PLATINUM AWARD งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ2561

วช

มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี คว้ารางวัล Platinum Award  ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2561

            ปิดฉากยิ่งใหญ่  ม.รามคำแหง  นำโครงงานวิจัย ฟาร์มกวางครบวงจร  คว้ารางวัล Platinum Award  ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์สามมิติ ม.สุนารี ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ2561 พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล Thailand Research Expo 2018 Award ให้กับผลงานวิจัยนวัตกรรมที่โดดเด่น จากกว่า 500 ผลงานที่เข้าร่วมแสดงนิทรรศการ โดยได้รับเกียติจาก ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2561 ณ ห้องคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ 

2 ม.ดังคว้ารางวัล Platinum Award งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ2561

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานต่าง ๆ เห็นความสำคัญในการนำเสนอผลงานวิจัยและกิจกรรมส่งเสริมการวิจัยที่มีคุณภาพ เข้าร่วมในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2561 (Thailand Research Expo 2018)” ภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรม Thailand Research Expo 2018 Award ซึ่งเป็นการพิจารณาคัดเลือกผลงานที่มีกระบวนการนำเสนอที่มีความโดดเด่นในรูปแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยง ส่งต่องานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ซึ่งในปีนี้มีมหาวิทยาลัยที่ได้รับรางวัล โดยแบ่งรางวัลเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. รางวัล Platinum Award จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
2. รางวัล Gold Award จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
3. รางวัล Silver Award จำนวน 6 รางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม กรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยบูรพา และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
4. รางวัล Bronze Award จำนวน 6 รางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏ สุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
5. รางวัลชมเชย จำนวน 10 รางวัล ได้แก่ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมการข้าว สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และกรมอนามัย

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัล Thailand Research Expo 2018 Award จะได้รับถ้วยรางวัลพร้อมเงินรางวัลและเกียรติบัตร ดังนี้ 1. รางวัล Platinum Award จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล จำนวน 120,000 บาท และเกียรติบัตร 2. รางวัล Gold Award จะได้รับถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี พร้อมเงินรางวัล จำนวน 70,000 บาท และเกียรติบัตร 3. รางวัล Silver Award  จะได้รับถ้วยรางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) พร้อมเงินรางวัล จำนวน 50,000 บาท และเกียรติบัตร 4. รางวัล Bronze Award จะได้รับถ้วยรางวัลจากเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  พร้อมเงินรางวัล จำนวน 30,000 บาท และเกียรติบัตร และ 5. รางวัลชมเชย จะได้รับเกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท

2 ม.ดังคว้ารางวัล Platinum Award งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ2561


แม่ฮ่องสอนจัดงาน “หว่านข้าว ดำนา วันแม่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/338869

แม่ฮ่องสอนจัดงาน “หว่านข้าว ดำนา วันแม่”

หว่านวันแม่,เกี่ยววันพ่อ

แม่ฮ่องสอนจัดงาน “หว่านข้าว ดำนา วันแม่”

         เกษตรตัวอย่างกลุ่มข้าวพื้นเมืองปลอดภัยบ้านแม่นาเติง นำชุมชนบ้านแม่นาเติงใน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จัดงาน “หว่านข้าว ดำนา วันแม่ 12 สิงหาคม 2561” เผยข้าวหอมปาย ได้มีการขุดค้นพบฟอสซิลข้าวโบราณอายุกว่า 5,400 ปี

            นายธนกฤต ฉันทะจำรัสศิลป์ นายอำเภอปาย ประธานเปิดงาน”ข้าวพื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น ปาย” ณ ทุ่งนาข้าวยินดี ตำบลแม่นาเติง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีนายยรรยงค์ ยาดี เกษตรกรตัวอย่าง/ ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มข้าวพื้นเมืองปลอดภัยบ้านแม่นาเติง และเป็นเจ้าของนาข้าวยินดี กล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจจำนวนกว่า 200 คน

              พร้อมได้กล่าวถึงความเป็นมาของสายพันธุ์ข้าวท้องถิ่นเมืองปาย ซึ่งเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความงดงามของธรรมชาติและความหลากกลายของชุมชน ซึ่งได้มีการขุดค้นพบฟอสซิลข้าวโบราณอายุกว่า 5,400 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แถบนี้ เป็นแหล่งปลูกข้าวมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว ข้าวจึงมีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนปายอย่างลึกซึ้ง และที่สำคัญข้าวหอมปาย ซึ่งเป็นข้าวสามสี อุดมไปด้วยวิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำข้าวหอมปายไปสกัดเป็นส่วนผสมของครีมบำรุงผิวหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมปายสู่นวัตกรรม สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมปายอย่างยั่งยืน

             ชุมชนบ้านแม่นาเติง โดยการส่งเสริมสนับสนุนของ ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน จึงได้จัดงาน ข้าวพื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น ปาย มหัศจรรย์ข้าวพื้นเมือง คุณค่าจากทุ่งนา เพิ่มคุณค่าด้วยนวัตกรรม ขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวหอมปาย ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น โดยภายในงานมีกิจกรรม ต่างๆที่น่าสนใจประกอบด้วย พิธีแฮกนา เพื่อขอให้ท้าวจตุโลกบาลและพระแม่โภสพ ให้ปกปักรักษาให้ข้าวมีความอุดมสมบูรณ์ กิจกรรมการลงแปลงแบ่งกลุ่มปลูกข้าว การถอนกล้าปลูกข้าว การหยอดข้าวแบบลาก การหยอดข้าวแบบยิงลาก การจำหน่ายสินค้าจากชนเผ่าพื้นเมือง ชนเผ่ากะเหรี่ยง และลีซู

            นอกจากนี้ ยังมีการแสดงของพี่น้องชนเผ่าลาหู่ และชนเผ่าลีซู ให้ผู้ที่มาร่วมกิจกรรมได้รับชม พร้อมกับมีการทำอาหารพื้นบ้านไทยใหญ่ จากข้าวหอมปาย และผักพื้นบ้าน ประกอบด้วยเมนู ข้าวส้ม อุ๊บไก่อิสระ และน้ำพริกโยะ ให้ได้ชิมกันอีกด้วย

ก.เกษตรฯ มุ่งจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาปาล์มน้ำมันในพื้นที่ทุ่งรังสิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/338613

ก.เกษตรฯ มุ่งจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาปาล์มน้ำมันในพื้นที่ทุ่ง

ปาลิืม

ก.เกษตรฯ มุ่งจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาปาล์มน้ำมันในพื้นที่ทุ่งรังสิต

           รมช.ลักษณ์ ตรวจเยี่ยมและพบปะกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน มุ่งจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาปาล์มน้ำมันในพื้นที่ทุ่งรังสิต พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้คุณภาพ และมีตลาดรองรับ

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นทุ่งรังสิต ณ จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสระบุรี ว่า การปลูกปาล์มน้ำมันในเขตทุ่งรังสิต มีจุดเริ่มต้นจากโครงการศึกษาทดสอบการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก โดยเป็นการทดสอบการเจริญเติบโต เปรียบเทียบกับพื้นที่ปลูกทางภาคใต้ ประมาณการผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นพืชทางเลือกอีกชนิดหนึ่งในเขตพื้นที่ดังกล่าว

ซึ่งจากแปลงศึกษาทดสอบในจังหวัดปทุมธานี เพียง 100 ไร่ ในปี 2547 ปัจจุบันเกษตรกรมีการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันออกไปในจังหวัดสระบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดนครนายก เป็นพื้นที่กว่า 15,000 ไร่ โดยปลูกในพื้นที่สวนส้มร้างที่ได้รับความเสียหาย แต่ยังมีระบบร่องสวนที่มีน้ำ สามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้ดี ให้ผลผลิตสูง มีแหล่งปลูกหลัก ๆ ในเขตทุ่งรังสิต ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี ปัจจุบันมีเกษตรกรสนใจปลูกปาล์มน้ำมันกันมากขึ้น มีพื้นที่ปลูก 9,082 ไร่ (ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร 16 พ.ค. 61) โดยเกษตรกรมีการรวมตัวเป็นแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน ในปี 2561 จำนวน 1 แปลง เกษตรกร 80 ราย พื้นที่ 2,239 ไร่ มีแผนการพัฒนาของสมาชิกกลุ่มเพื่อเสริมรายได้ในช่วงที่ผลผลิตมีราคาตกต่ำ คือ เลี้ยงปลาในร่องสวน เลี้ยงไก่ไข่ หรือไก่พื้นบ้าน เลี้ยงหมูหลุม และมีการลดต้นทุนการผลิต โดยส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

และสำหรับจังหวัดสระบุรี เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกปาล์มน้ำมัน พื้นที่ 3,075 ไร่ (ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร 16 พ.ค. 61) เกษตรกรผู้มีการรวมตัวเป็นแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน ในปี 2561 จำนวน 1 แปลง เกษตรกร 30 ราย พื้นที่ 1,773 ไร่ มีแผนการพัฒนาของสมาชิกกลุ่มเพื่อตัดปาล์มน้ำมันให้ได้คุณภาพ และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดครั้งแรก ในปี 2550 มีบริษัทรับซื้อปาล์มน้ำมันในจังหวัดชลบุรี มาเปิดจุดรับซื้อในพื้นที่ โดยกำหนดช่วงเวลารับซื้อ 15 วัน/ครั้ง ต่อมาเมื่อพื้นที่ปลูกมากขึ้น ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงมีการเปิดจุดรับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปจำหน่ายได้ทุกวัน จุดรับซื้อในพื้นที่ ได้แก่ 1) เสถียรปาล์ม คลอง 9 ตำบลบึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี 2) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดิน หนองเสือ คลอง 8 ตำบลบึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี 3) สหกรณ์ปั๊มบางจาก คลอง 13 ตำหนองหมู อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี และ 4) ลานปราโมทย์การเกษตร ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ในจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดสระบุรี ได้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยกลุ่มได้ให้ความรู้กับสมาชิกในการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามมาตรฐานสินค้าเกษตรทะลายปาล์มน้ำมัน (มกษ.5702 – 2552)

“ได้มีการหารือถึงการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำ ซึ่งจะมีการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาปาล์มน้ำมันในพื้นที่ทุ่งรังสิต โดยต้องมีพื้นที่สวนปาล์มขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 30,000 ไร่ขึ้นไป มีการบริหารจัดการแบบครบวงจร รวบรวมผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรเป็นลานเทเพื่อส่งโรงงานสกัดเอทานอลไปใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมัน ถ้าพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะช่วยลดต้นทุนทางด้านการขนส่งได้ และหากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเป็นขององค์กรเกษตรกรเองก็จะยิ่งสามารถดำเนินการบริหารจัดการได้ มูลค่าเพิ่มจะตกอยู่ในท้องถิ่น เกษตรกรจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ จะเชื่อมโยงเอาน้ำมันปาล์มดิบที่สกัดได้เข้าสู่ระบบการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานยกระดับการเอาน้ำมันปาล์มมาผลิตเป็นไบโอดีเซล ผลิตเป็น B20 (ใช้เฉพาะกับรถบรรทุกขนาดใหญ่) จะทำให้ตลาดที่มารองรับน้ำมันปาล์มดิบกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จะให้ดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานโดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นฝ่ายเลขานุการ และให้รีบดำเนินการพัฒนารูปแบบให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อพัฒนาเป็นแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่นี้ต่อไป”รมช.เกษตรฯกล่าว

ปล่อยคาราวานเงาะนาสารสู่ผู้บริโภคภาคเหนือและอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/338592

ปล่อยคาราวานเงาะนาสารสู่ผู้บริโภคภาคเหนือและอีสาน

ปล่อยคาราวานเงาะนาสารกระจายผลไม้คุณภาพสู่ผู้บริโภคภาคเหนือและอีสาน 

สหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด เร่งระบายเงาะโรงเรียนนาสารออกสู่ตลาด หวั่นผลผลิตกระจุกตัวในพื้นที่ ปล่อยคาราวานรถขนเงาะส่งขายให้เครือข่ายสหกรณ์ในเขตกรุงเทพฯ ภาคเหนือและอีสานว 7 แห่ง รวม 28.3 ตัน ขณะที่สิงค์โปรสั่งซื้อเงาะจากสหกรณ์วันละ 6 ตัน มั่นใจเงาะคุณภาพตลาดต้องการ พร้อมติดป้ายสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าตรวจสอบย้อนกลับได้หากไม่พอใจสินค้า ไร้กังวลเงาะราคาตกต่ำ ส่งขายเองไม่ผ่านคนกลาง คาดระบายเงาะหมดภายในเดือนกันยายน.นี้

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานปล่อยคาราวานเงาะโรงเรียนนาสารซึ่งเป็นเงาะจากพื้นทีเกษตรแปลงใหญ่ จำนวน 10 คันปริมาณ 28.3 ตัน  เพื่อส่งไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในภาคอีสาน และภาคเหนือ จำนวน 7 สหกรณ์  ได้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จ.ร้อยเอ็ด 14.8 ตัน 2.สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จ.อุตรดิตถ์ 2.7 ตัน 3.สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด จ.สุรินทร์ 2.7 ตัน 4.ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ 2.7 ตัน 5.สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จ.นครราชสีมา 4.7 ตัน 6.สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จ.ลำพูน 2.7 ตัน แลกกับลำใยของจังหวัดลำพูน 3 ตัน  7.ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด 3 ตัน ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการกระจายผลไม้ผ่านขบวนการสหกรณ์ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการกระจายผลผลิตเงาะออกสู่ตลาดปลายทาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากปัญหาราคาเงาะตกต่ำโดยเฉพาะในช่วงเดือนก.ค. – ก.ย. นี้ เนื่องจากผลผลิตออกพร้อมกันจำนวนมาก ซึ่งสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด เป็นผู้รวบรวมเงาะคุณภาพจากสหกรณ์ฯ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาไม้ผลเพิ่มพูลทรัพย์ ตำบลลาพูน อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อนำมาจัดส่งกระจายไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศ

ด้านนายธวัชชัย เทพเลื่อน ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ได้ปล่อยเงาะโรงเรียนออกสู่ตลาดและส่งจำหน่ายให้เครือข่ายสหกรณ์จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศแล้วจำนวน  28.3  ตัน  และยังได้รวบรวมเงาะคุณภาพส่งไปยังกทม.และปริมณฑล โดยส่งผ่านชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งเงาะจะไปถึงกทม. เพื่อกระจายไปยังลูกค้าระดับกลางและระดับพรีเมี่ยม เพราะเงาะโรงเรียนเป็นผลผลิตขึ้นชื่อของ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเชื่อว่าตลาดยังมีความต้องการบริโภคจำนวนมาก และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด จะช่วยกระจายสู่ตลาดภายในกทม.ได้ทุกวันๆ ละ 3 ตัน

สำหรับสถานการณ์ราคาเงาะโรงเรียนตอนนี้ขยับขึ้นอยู่ที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม หลังจากที่ก่อนหน้านั้นราคาเงาะตกต่ำ แต่เมื่อมีการประสานเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆทำให้ปริมาณผลผลิตได้ระบายออกนอกพื้นที่ ไม่เกิดการกระจุกตัว ทำให้ราคาเงาะขยับสูงขึ้น ล่าสุดมีคำสั่งซื้อจากประเทศสิงคโปร์ จำนวน 6 ตันต่อวัน และยังมีพ่อค้าอีกหลายจังหวัดได้สั่งซื้อมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สหกรณ์เพิ่งจะรวบรวมผลผลิตเงาะเป็นปีแรก และเพิ่งจะเริ่มกระจายผลผลิตไปยังศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั้งหมด 125 ศูนย์ทั่วทุกภูมิภาค ตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ต้องการให้ทุกศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ได้ทำหน้าที่กระจายผลไม้ไปยังผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งในปีนี้ผลไม้เกือบทุกชนิดมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งมังคุด เงาะ ลำไย โดยสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด ในฐานะศูนย์กระจายผลผลิตการเกษตรได้ส่งเงาะนาสารไปยังศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในแต่ละภาค ได้รับซื้อเงาะคุณภาพจากสวนของเกษตรกรในราคา 21 บาท แต่สมาชิกอยากได้ 23 บาท สหกรณ์ก็จะรับซื้อในราคาที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้สมาชิกอยู่ได้ และขายผ่านเครือข่ายสหกรณ์ต่างๆ 28 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งรวมต้นทุนและค่าขนส่งแล้ว ซึ่งเป็นราคาที่สหกรณ์ไม่ได้กำไรมาก เป็นเพียงการเอาเครือข่ายสหกรณ์มาช่วยกระจายผลผลิตที่มีคุณภาพไปสู่มือผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และสหกรณ์จะต้องเร่งระบายเงาะออกสู่ตลาดให้ทันวันที่ 12 สค.นี้ ไม่เช่นนั้นอาจจะมีปัญหาเพราะจะเป็นช่วงพีค ซึ่งจะทำให้มีผลผลิตเงาะกระจุกตัวส่งผลต่อราคาที่อาจจะตกต่ำได้ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน และประสบภาวะขาดทุนจากการผลิต จึงต้องประสานความร่วมมือกับเครือข่ายสหกรณ์ต่างๆมาช่วยกันระบายผลผลิตเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร

“การสั่งเงาะจากสหกรณ์ต้องสั่งล้วงหน้า 1 วัน เพื่อที่ได้จะกระจายตะกร้าให้เกษตรกรไปเก็บเงาะและจะจดรายชื่อไว้ให้ลูกค้าปลายสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเงาะตะกร้านั้นเป็นของเกษตรกรรายใด หากลูกค้าไม่พอใจ และจะได้รู้ว่าเงาะมาจากสวนใด สหกรณ์ก็จะไปแนะนำให้ไปปรับปรุงใหม่ และปีนี้คณะกรรมการสหกรณ์ได้ประชุมร่วมกันและลงความเห็นว่าควรจะหาช่องทางใหม่ ๆ เพื่อสหกรณ์จะได้กระจายผลผลิตเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพราะมีเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ จำนวนมากที่พร้อมจะให้ความร่วมมือ ซึ่งเชื่อว่าหากเงาะสามารถระบายออกสู่ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องจนหมดฤดูกาลในเดือนกันยายนนี้ ก็ไม่น่ากังวลเรื่องของราคา” ผู้จัดการสหกรณ์ฯ กล่าว

รัฐมั่นใจน้ำท่วมปีนี้ไม่ซ้ำรอยปี’54

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/338541

รัฐมั่นใจน้ำท่วมปีนี้ไม่ซ้ำรอยปี’54

สทนช

รัฐมั่นใจน้ำท่วมปีนี้ไม่ซ้ำรอยปี’54

สทนช.จับมือหน่วยเกี่ยวข้องฝ่าวิกฤติน้ำท่วมช่วงฤดูฝนปี 61 ย้ำปีนี้มีการเตรียมการ พร้อมบูรณาการข้อมูลการพยากรณ์ เฝ้าระวัง และแผนเตือนภัยระดับพื้นที่ล่วงหน้ามากขึ้น มั่นใจไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เช่นปี’54
วันที่ 10 ส.ค.61 เวลา 10.00 น. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วยนายทองเปลว  กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน นายวันชัย  ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา นายชยพล  ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมแถลงข่าวการบริหารจัดการแบบบูรณาการ….แก้วิกฤติน้ำท่วมในห้วงฤดูฝน ปี 2561  ณ ห้องแถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

นายสมเกียรติ เผยถึงภาพรวมแนวทางการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปี 2561 ว่า ในปีนี้การป้องกันและแก้ไขปัญหาการป้องกันน้ำท่วมช่วงฤดูฝนมีความชัดเจนในทางปฏิบัติมากขึ้น ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก็ลดลงด้วยการทำงานประสานกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักด้วยกัน คือ 1. การเตรียมการล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูฝน  ให้มีการบูรณาการข้อมูลหน่วยงานด้านน้ำของประเทศที่มีอยู่กว่า 38 หน่วยงานให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมสร้างการรับรู้ประชาชนถึงการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ปี 2561 หลังจากเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยสทนช.ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 4 มิ.ย.61 และลงพื้นที่สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำหลากรายภาค รวมถึงแผนป้องกัน เฝ้าระวัง และเผชิญเหตุของหน่วยงานรับผิดชอบไปสู่ประชาชนให้ ครอบคลุมทั่วประเทศให้สอดคล้องตามช่วงเวลาของสถานการณ์ฝนของแต่ละพื้นที่ ซึ่งครั้งสุดท้ายจัดขึ้นที่ภาคใต้ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา
2. การบูรณาการข้อมูลการพยากรณ์อากาศ การติดตามสภาพฝนและสถานการณ์น้ำ เพื่อจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการตามช่วงเวลารองรับทุกระดับของความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงแจ้งเตือนพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบให้ชัดเจน ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และเขื่อนขนาดกลางทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง พบว่าหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ต่อปริมาณน้ำในเขื่อน ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญเพิ่มสูงขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนได้ สทนช.ได้มีการตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ตามข้อสั่งการของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเป็นการดำเนินการเชิงป้องกัน และไม่ให้เกิดความเสียหายที่เกิดจากน้ำให้เป็นเอกภาพในการอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
นายสมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำปัจจุบันขณะนี้มี 8 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ได้แก่ เขื่อนน้ำพุง เขื่อนลำปาว เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนปราณบุรี โดยมี 2 เขื่อนที่ปริมาณน้ำเกินกว่า 100% ได้แก่ เขื่อนน้ำอูน 103% และเขื่อนแก่งกระจาน 103 % ซึ่งสทนช.ได้กำกับ ติดตาม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำให้อยู่ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม รวมถึงเตรียมการช่วยเหลือพื้นที่ท้ายน้ำ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลางบูรณาการทุกหน่วยงานแจ้งเตือนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในระดับพื้นที่

ขณะที่สถานการณ์แม่น้ำโขงที่เพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว จากปริมาณฝนตกหนักที่ประเทศลาว ส่งผลให้ระดับน้ำที่แม่น้ำโขงตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี จ.นครพนม จ.มุกดาหาร สูงกว่าตลิ่งตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา แต่จากการติดตามสถานการณ์แม่น้ำโขงปัจจุบันพบว่าระดับน้ำโขงเริ่มลดลงตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.61 และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระดับน้ำแม่น้ำแม่น้ำเพชรบุรีที่ อ.เมือง มีแนวโน้มลดลง ปัจจุบันระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 69 ซม. เนื่องจากมีการตัดยอดน้ำเข้าระบบชลประทานมากขึ้น ประกอบกับมีน้ำที่ไหลจากเขื่อนแก่งกระจานผ่านทางระบายน้ำล้นแนวโน้มลดลง ขณะนี้สูงประมาณ 54 ซม.จากเมื่อวานนี้ 60 ซม. ส่วนสภาพน้ำในอ่าง เขื่อนแก่งกระจานแนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างลดลง แต่จากการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ อาจมีฝนตกมากขึ้นส่งผลให้น้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า สทนช.เน้ยย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์รวมถึงเร่งระบายน้ำต่อเนื่องให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมด้วย
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ปริมาณฝนสะสม 7 วัน ที่เกิน 150 มม. มีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่งและดินโคลนถล่มเป็นพิเศษ 8 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สกลนคร มุกดาหาร ภาคตะวันออก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ภาคใต้ ระนอง พังงา สุราษฎร์ธานี ซึ่งสทนช.เตรียมออกประกาศแจ้งเตือนพื้นที่ดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนป้องกันและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วต่อไป

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผนึกอภัยภูเบศรฯพัฒนาสมุนไพรดอยตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/338193

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผนึกอภัยภูเบศรฯพัฒนาสมุนไพรดอยตุง

แม่ฟ้าหลวง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผนึกอภัยภูเบศรฯพัฒนาสมุนไพรดอยตุง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์ฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจในความร่วมมือพัฒนาสมุนไพรของดอยตุง เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรชนเผ่า

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า “แม่ฟ้าหลวงฯ และ เจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ ได้ร่วมกันดำเนินการโครงการพัฒนาและวิจัยสมุนไพร บนพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะอนุรักษ์สายพันธุ์สมุนไพร และตำรับยาสมุนไพร เพื่อรักษาองค์ความรู้ดังกล่าวไว้เป็นคลังสมบัติของชาติในด้านภูมิปัญญาสมุนไพร โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรชนเผ่า อันจะนำไปสู่อาชีพทางเลือก สามารถการสร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับชุมชน และเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคในอนาคต

“สำหรับแนวทางการดำเนินงานนั้น ทั้ง 2 มูลนิธิจะทำงานร่วมกับชุมชน และหมอยาชนเผ่า ในการหาข้อมูลเพื่อถอดองค์ความรู้ด้านสรรพคุณสมุนไพรท้องถิ่น และตำรับยารักษาโรคตามลักษณะชนเผ่าต่างๆ ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ โดยลงพื้นที่สำรวจสมุนไพรร่วมกับหมอยา เก็บตัวอย่างพันธุ์ไม้นำกลับมาขยายพันธุ์ จัดทำแปลงรวบรวมพันธุ์สมุนไพรท้องถิ่น เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและภูมิปัญญาชนเผ่าต่างๆ อีกทั้งชุมชนจะสามารถเข้าถึงแหล่งยาตามภูมิปัญญาท้องถิ่นได้มากขึ้น โดยมีระยะเวลาดำเนินงานระยะที่ 1 ในปี 2561 – 2563” ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าว

นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เผยว่า“มูลนิธิอภัยภูเบศรฯ ได้พัฒนางานด้านสมุนไพรมากว่า 35 ปี ถือว่าเป็นองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมหนึ่งที่ก่อตั้งขึ้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับสมุนไพรไทยให้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภค ส่งเสริมและวิจัยยาสมุนไพรใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด สร้างผลิตภัณฑ์ยาด้วยภูมิปัญญาไทย ลดดุลการนำเข้ายาจากต่างประเทศ สวนกระแสผู้บริโภคที่เลือกใช้ยาแผนปัจจุบัน ให้กลับมาสนใจยาสมุนไพรไทยที่มีคุณภาพ ภายใต้แบรนด์ “อภัยภูเบศร” นับเป็นโอกาสที่ดีมากในความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มีองค์ความรู้ด้านสมุนไพรชนเผ่า และสมุนไพรใต้ป่าที่เกิดจากการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 93,000 ไร่ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จ.เชียงรายตามแนวพระราชดำริของสมเด็จย่า”

การผนึกกำลังของสองมูลนิธิฯ จึงนับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของการพัฒนาสมุนไพรชนเผ่า และที่สำคัญจะเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการจากธุรกิจเพื่อสังคมให้มีมาตรฐาน ขยายผลการแก้ไขปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

“บิ๊กฉัตร” สั่งผันน้ำไม่ให้ผ่านตัวเมืองเพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337896

“บิ๊กฉัตร” สั่งผันน้ำไม่ให้ผ่านตัวเมืองเพชรบุรี

สทนช

“บิ๊กฉัตร” สั่งผันน้ำไม่ให้ผ่านตัวเมืองเพชรบุรี

ฉัตรชัย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ จ.เพชรบุรี สั่งเร่งพร่องน้ำในลำน้ำรองรับน้ำใหม่ พร้อมระดมเครื่องผลักดันน้ำ/เครื่องสูบน้ำ ผันน้ำออกระบบชลประทาน หน่วงน้ำไม่ให้ลงแม่น้ำเพชรบุรี โดยเฉพาะไม่ให้ผ่านตัวเมืองเพชรบุรี เสริมคันกั้นน้ำลุ่มต่ำ และ จำกัดพื้นที่น้ำท่วมให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด

เวลา 13.00 น. วันที่ 6 ส.ค. พล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นายทองเปลว  กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน นายเฉลิมเกียรติ  คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีรมชลประทาน รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ จ.เพชรบุรี เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์การระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน กำกับการดำเนินการของหน่วยที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามแผนงานที่เตรียมไว้ พร้อมเพิ่มเติมมาตรการต่างๆ ให้เกิดความสมบุรณ์และลดผลกระทบที่เกิดกับประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด

โดยจุดแรกคณะได้เดินทางไปยังห้องประชุมอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน เพื่อฟังบรรยายสรุปสถานการณ์การเตรียมความพร้อมของจังหวัด โดย นางฉัตรพร ราษฎร์ดุษดี ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ภาพรวมสถานการณ์น้ำปัจจุบัน โดย นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน (ชป.) และรองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานการเตรียมความพร้อมในการบรรเทาสาธารณภัยให้กับประชาชน

จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อติดตามการตรวจระดับน้ำเขื่อนเก็บน้ำแก่งกระจาน ก่อนขึ้น ฮ. ตรวจสภาพพื้นที่/แม่น้ำเพชรบุรีทางอากาศ และเดินทางต่อไปยังคันกั้นน้ำเพชรบุรีบริเวณ มทบ.15 เพื่อตรวจคันกั้นน้ำ การติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ และ การเตรียมการช่วยเหลือ ตรวจการคาดการณ์ระดับน้ำ และพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ที่ปฏิบัติงานเพื่อเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนกรณีประสบภัย
พลอกฉัตรชัย เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “เซินติญ” และ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในห้วงที่ผ่านมาทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่เทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำของอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำปริมาณมาก โดยเฉพาะในวันที่ 20 ก.ค. 61 มีน้ำไหลเข้ามากถึง 159.89 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 57 ในวันที่ 16 ก.ค. 61 เป็นร้อยละ 100 ในวันที่ 6 ก.ค. 61 ด้วยศักยภาพของอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานช่วยในการชะลอน้ำหลากปริมาณมากไม่ให้ลงพื้นที่ด้านล่าง คือ แม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งไหลผ่านเขื่อนเพชร หนองหญ้าปล้อง ท่ายาง บ้านลาด เมืองเพชรบุรี บ้านแหลม ได้มาก ขณะที่สภาพแม่น้ำเพชรบุรี ปัจจุบันมีน้ำอยู่ประมาณ ร้อยละ 30 – 40 ของความจุลำน้ำ ซึ่งสามารถรับน้ำจากการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานได้อีก ในปี 2559 และ ปี 2560 ซึ่งเกิดน้ำท่วม ได้ดำเนินการ 2 ส่วน ดังนี้ 1. เสริมคันกั้นน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อป้องกันน้ำล้นตลิ่ง 2. ขุดลอกท้ายน้ำแม่น้ำเพชรบุรี เพื่อให้น้ำระบายได้เร็วขึ้น
ในช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน เพื่อรองรับน้ำฝน ซึ่งมีข้อจำกัดที่โครงสร้างของระบบระบายน้ำที่ระบายน้ำได้สูงสุดไม่เกิน 8.64 ล้าน ลบ.ม./วัน ขณะที่ปริมาณน้ำไหลเข้ามีมากกว่านั้น ซึ่งกรมชลประทานได้ติดตั้งกาลักน้ำ 12 แถว และ Hydro Flow อีก 20 เครื่อง เร่งการพร่องน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน รวม 110 ลบ.ม./วินาที หรือ 9.50 ล้าน ลบ.ม./วัน อย่างไรก็ตาม ด้วยปริมาณน้ำที่มีอย่างต่อเนื่องทำให้พร่องน้ำได้ไม่ทัน ทำให้น้ำล้น Spillway ซึ่งมีระดับต่ำกว่าสันเขื่อนประมาณ 7.0 ม. มีความกว้างมาก สามารถรองรับน้ำไหลผ่านได้สูงสุด 1,380 ลบ.ม./วินาที หรือ 119 ล้าน ลบ.ม./วัน
ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้คาดการณ์น้ำที่ไหลผ่าน Spillway สูงสุดที่ 100 ลบ.ม./วินาที หรือ 8.64 ล้าน ลบ.ม./วัน ในวันที่ 10 ส.ค. 61 โดยมีระดับน้ำสูงขึ้นจากสัน Spillway ประมาณ 0.5 – 0.6 ม.ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. 61 เป็นต้นไป คาดว่าจะมีน้ำจากการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน ประมาณ 210 ลบ.ม./วินาที และ หากมีฝนตกในพื้นที่แม่น้ำเพชรบุรี จะมีปริมาณน้ำ 230 – 250 ลบ.ม./วินาที คาดว่าจะทำให้แม่น้ำเพชรบุรีมีปริมาณน้ำผ่านสูงสุดในวันที่ 12 ส.ค. 61 การบริหารจัดการน้ำ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 230 – 250 ลบ.ม./วินาที ประกอบด้วย 1. หน่วงน้ำ/ตัดน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งซ้าย/ฝั่งขวา รวม 55 ลบ.ม./วินาที และ ผันเข้าคลองระบาย D9 ในอัตรา 35 ลบ.ม./วินาที ทั้งสองส่วนตัดน้ำก่อนถึงเขื่อนเพชรได้ 90 ลบ.ม./วินาที 2. ระบายน้ำผ่านเขื่อนเพชรในอัตรา 140 – 160 ลบ.ม./วินาที ซึ่งแม่น้ำเพชรบุรีมีการพร่องน้ำเตรียมไว้แล้ว ประกอบกับการเสริมคันกั้นน้ำ จะไหลผ่านหนองหญ้าปล้อง ท่ายาง บ้านลาด โดยไม่มีผลกระทบ  และจะไหลผ่านเมืองเพชรบุรี ซึ่งมีความกว้างของแม่น้ำเพชรบุรีไม่มาก ทำให้มีระดับน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่ง/พื้นที่ชุมชน 0.2 – 0.3 ม.
สำหรับมาตรการเตรียมการช่วยเหลือ คือ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยงที่อาจจะมีน้ำเอ่อเข้าท่วมชุมชน จำนวน 30 เครื่อง ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีเพื่อเร่งระบายน้ำในจุดที่ระบายน้ำได้ช้า จำนวน 44 เครื่อง เตรียมยานพาหนะ/เครื่องจักรกล เช่น รถโกยตัก จำนวน 7 คัน ประจำในพื้นที่เพื่อขุดเปิดทางน้ำ

ด้านนายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช. เปิดเผยว่า รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบพื้นทื่ท้ายน้ำ โดยเร่งพร่องน้ำในลำน้ำต่างๆ เพื่อรองรับน้ำใหม่ โดยระดมเครื่องผลักดันน้ำ/เครื่องสูบน้ำ ผันน้ำออกระบบชลประทาน หน่วงน้ำไม่ให้ลงแม่น้ำเพชรบุรี โดยเฉพาะไม่ให้ผ่านตัวเมืองเพชรบุรี เสริมคันกั้นน้ำลุ่มต่ำ และ จำกัดพื้นที่น้ำท่วมให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด และแจ้งเตือน ทำความเข้าใจ ไม่ให้ตระหนก และ พร้อมให้การช่วยเหลือในทันที โดยสทนช. พร้อมกับหน่วยที่เกี่ยวข้องได้เตรียมการในการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเกิดจากการติดตาม การคาดการณ์ การวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการทุกหน่วยงาน มีการทำงานอย่างเป็นระบบ

ฝนหนัก ส่งผลดีต่อชาวสวนเกษตรแปดริ้ว แต่กระทบผู้เลี้ยงกุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337790

ฝนหนัก ส่งผลดีต่อชาวสวนเกษตรแปดริ้ว แต่กระทบผู้เลี้ยงกุ้ง

ฝนหนัก ส่งผลดีต่อชาวสวนเกษตรแปดริ้ว แต่กระทบผู้เลี้ยงกุ้ง

ฝนหนัก ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีส่งผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนแปดริ้ว โดยเฉพาะการทำการเกษตรแบบผสมผสานที่พืชให้ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น แต่กลับส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ที่ต้องสั่งซื้อน้ำเค็มและขนถ่ายจากทะเลเข้ามาลงในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 5 ส.ค. 2561 นายจักรพันธุ์ รตนวัฒฒ์ อายุ 51 ปี ผู้ใหญ่บ้าน ม.2 ต.บางไผ่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เกษตรกรชาวสวนกล้วยหอมและหมาก พลู กล่าวถึงสภาพอากาศในปีนี้ที่แปรปรวนจนส่งผลทำให้มีฝนตกลงมาในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า ฝนที่ตกลงมาในปริมาณมากนี้ได้ส่งผลทำให้ชาวบ้านผู้มีอาชีพทางด้านการทำสวนเกษตรนั้นได้ผลผลิตที่ดีมากขึ้นจนเกินความคาดหมาย

แต่ก็ได้ส่งผลกระทบทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำลงมาบ้าง เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตที่มากเกินไปจนล้นตลาด สำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชเชิงเดียวจะได้รับผลกระทบในด้านราคาที่ตกต่ำลง แต่สำหรับเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานปลูกพืชหลากหลายชนิดนั้น จะไม่ได้รับผลกระทบมากนักเกี่ยวกับเรื่องของราคาที่ตกต่ำลงจากผลผลิตที่ออกมามากขึ้น และยังไม่เกิดปัญหาภัยแล้งเหมือนกับในปีก่อนๆ ที่ผ่านมา

สำหรับในส่วนของเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงกุ้งนั้น จะได้รับผลกระทบโดยตรงในเรื่องของการขาดแคลนน้ำเค็มในการเพาะเลี้ยงกุ้ง เนื่องจากน้ำในแม่น้ำบางปะกงมีสภาพจืดสนิทไม่มีน้ำเค็มหรือน้ำกร่อยขึ้นมาถึงในเขตพื้นที่ อ.เมืองฉะเชิงเทราเลย จึงจำเป็นต้องสั่งซื้อน้ำทะเลนำเข้ามาลงในบ่อเพาะเลี้ยงกุ้ง จึงทำให้มีต้นทุนในการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้น แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย เมื่อเทียบกันกับการประกอบอาชีพของประชากรในพื้นที่ ต.บางไผ่ นั้น ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพในการปลูกพืชสวนมากกว่าอาชีพเลี้ยงกุ้ง ที่ต้องใช้ความเค็มของน้ำในระดับ 5 ขึ้นไป ในส่วนของตนนั้นประกอบอาชีพทำสวนหมาก สวนพลู และปลูกกล้วยหอมทอง ในปีนี้ได้ให้ผลผลิตดีมากเพราะต้นไม้ได้น้ำจืดมาหล่อเลี้ยงเกือบตลอดทั้งปี จึงทำให้ติดผลดกและมีขนาดผลที่ใหญ่มากขึ้น

“บ่อเลี้ยงกุ้งของตนนั้นมีอยู่จำนวน 3 บ่อ ที่ต้องลงทุนซื้อน้ำเค็มเข้ามาบ้างเป็นบางครั้ง และใช้วิธีการหมุนเวียนน้ำเลี้ยงภายในฟาร์ม โดยจะเก็บน้ำเค็มเอาไว้ในบ่อพักน้ำและจะนำกลับมาเลี้ยงใหม่จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำเค็มมากนัก แต่จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเฉพาะรายที่มีบ่อเลี้ยงกุ้งแบบบ่อเดี่ยวไม่มีบ่อพักน้ำจึงขาดแคลนน้ำเค็ม และต้องลงทุนในการซื้อน้ำเค็มเข้ามาใหม่ทุกครั้งในการลงกุ้งเลี้ยงภายในฟาร์มรอบใหม่” นายจักรพันธุ์ กล่าว

ปลูกกล้วย-แซมด้วยใบเตยหอม ขายสร้างรายได้กระฉูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337766

ปลูกกล้วย-แซมด้วยใบเตยหอม  ขายสร้างรายได้กระฉูด

ปลูกกล้วย-แซมด้วยใบเตยหอม  ขายสร้างรายได้กระฉูดเดือนละหมื่นห้า!!

สองสามีภรรยาไอเดียสุดเจ๋ง!  ทำการเกษตรปลูกกล้วย-แซมด้วยใบเตยหอม พื้นที่ใช้ประโยชน์สุดคุ้มค่า  ขายสร้างรายได้ดี เดือนละหมื่นห้า   หลายคนบอกทึ่งในความคิด !!!   แทบไม่พอขายแม่ค้า  มารับซื้อถึงที่  รับเงินเต็มสบายๆ  หลายคนคิดจะเอาอย่างเพราะเห็นเม็ดเงินแล้วน่าอิจฉาดีกว่าอยู่โรงงาน  อาทิตย์ละ 4,000 เห็นตัวเลขแล้วหายเหนื่อย!

ปลูกกล้วย-แซมด้วยใบเตยหอม  ขายสร้างรายได้กระฉูด

วันที่ 5  ส.ค.ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรีรายงานว่า    พบเกษตรกรทราบชื่อคือนายแก้ว   ภูเดช  , นางวิไลภูเดช   สองสามี-ภรรยา  อยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ 2 ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ  จ.ปราจีนบุรี  ขยันทำมาหากินรายได้พอเลี้ยงชีพ

นายแก้วบอกว่าตอนแรกคิดว่าจะปลูกใบเตยหอม  เพื่อตัดใบขาย   ให้กับแม่ค้าพ่อค้าที่ตลาด   โดยครั้งแรกปลูกใบเตยแบบกลางแจ้ง  ผลปรากฏใบจะไม่สวยสีไม่เขียว   จึงมีความคิดว่าน่าจะปลูกใบเตยในร่ม    น่าจะได้ผล   จึงตัดสินใจปลูกใบเตย   นำมาปลูกในที่ดิน 2 แปลง   5 ไร่    การปลูกเตย ต้องใกล้น้ำ  ค่อนข้างแฉะ   มีน้ำหมุนเวียนตลอดปี  จัดให้มีร่มเงารำไร  โดยนำแสลนมากาง ให้ต้นเตยหอมที่ปลูก  ไม่โดนแสงแดดโดยตรง

หลังจากนำต้นใบเตยหอมมาปลูกในระยะห่าง 3×3 ม.    เพื่อให้ที่ว่างสามารถปลูกกล้วยได้ด้วยพร้อม ๆ กัน   โดยการเตรียมต้นพันธุ์เตยที่แข็งแรงที่มีรากปักลงในแปลง  โดยทำเหมือนการดำนา จากนั้นดูแลระบบถ่ายเทน้ำ  ดูแลไม่ให้ต้นที่ปักดำลอยขึ้นมา ทิ้งไว้ 3 เดือน จึงเพิ่มปริมาณน้ำขึ้น   หลังจากปลูก 6 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้

การเก็บเกี่ยวเตยหอมโดยใช้มีดตัดยอด อย่าเสียดายยอด  การตัดยอด 1 ยอด ทำให้เกิดยอดใหม่มากมาย โดยเฉลี่ยตัดไป 1 ยอด จะได้ยอดใหม่ 3-5 ยอด ทั้งนี้ การดูแลบำรุงรักษาต้นเตยหอมนั้น   ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก   เพียงแต่จำเป็นต้องเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ มีการปรับพื้นที่ให้โล่ง  ไม่มีวัชพืชขึ้นปกคลุมต้นเตยหอม เพราะจะทำให้ใบเตยหอม   หรือต้นเจริญเติบโตช้า และใบไม่สวย ควรจะใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก บำรุงต้น และใบบ้าง เพื่อให้ต้นเตยหอม มีความอุดมสมบูรณ์

สำหรับใบเตยหอม  ที่ส่งขายไปยังท้องตลาด ก็สามารถจะนำไปประกอบอาหารคาว หวาน ได้ตามความต้องการ   นอกจากนี้ก็ยังไปประกอบร่วมกับดอกไม้   ในการไหว้พระ ซึ่งในตลาดมีความต้องการใบเตยหอมเป็นอย่างมาก

สำหรับกล้วยที่ใช้ปลูกเป็นพืชชั้นบนให้ร่มเงานั้น   เป็นกล้วยน้ำว้า  กับ  กล้วยหอมเขียว    เปรียบเทียบกันระหว่างกลางแจ้ง   โดยหลังการใช้แสลนสีดำขึงทำร่มแล้ว   สีไม่สวย     แต่ใบเตยที่ปลูกในป่ากล้วยนั้น    สีเขียวสวยกว่า    มีความชื้นกว่ากัน    เนื่องจากพืชทั้งคู่อยู่ภาวะพึ่งพาร่มเงากัน

การปลูกกล้วย   ควรขุดหลุมลึกแค่ 70 ซม. เพราะเป็นความลึกที่เหมาะกับการให้รากกล้วยหาอาหารดีที่สุด    ลงปลูกห่างกัน 4-5 เมตร หลังปลูกแล้ว 1 เดือน ให้เสริมด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ให้ขี้หมู 3 เดือน/ครั้ง จนถึงระยะเก็บผลผลิต 16 เดือน   กล้วยพันธุ์น้ำหว้า   ขายได้แทบจะทุกส่วน ทั้งผล หัวปลีและหน่อขายกันตามท้องตลาดหน่อละ 100-200  บาท

การปลูกใบเตยหอมมาแล้ว 10 ปี    แต่ที่เริ่มปลูก โดยการแซมในป่ากล้วย   ปลูกมาได้ 2 ปีกว่าแล้ว    ตัดใบเตยทุก 7 วัน    ซึ่งมีแม่ค้าพ่อค้ามารับถึงสวนในราคาต้นละ(ยอด) 80 สตางค์   ตัดครั้งละ 700-800 ต้น(ยอด)  ขายใบเตยเฉลี่ยอาทิตย์ละ 4,000 บาท   ซึ่งแม่ค้าพ่อค้าจากนิคมอุตสาหกรรม 304 และใกล้เคียงมารับถึงที่  ไม่ต้องไปวิ่งขาย    แถมยังขายกล้วยให้ร้านกล้วยทอด 2-3ร้านหวีละ 25 บาท  เพราะกล้วยหวีใหญ่ลูกโต

การตัดใบเตยหอม  ใช้ช่วงเช้า   บ่ายๆแม่ค้าพ่อค้าจะมารับ   เคยมีคนถามและจะทำตาม   แต่ว่ายังไม่มีตลาดรองรับ  ฝากบอกเกษตรกรทั่วไป   ถ้าจะปลูกอะไรต้องมีตลาดรองรับ   เพื่อจะได้มีที่ขาย   ถ้าไม่มีที่ขายบอกได้เลยว่าไปไม่รอด   ถ้ามีตลาดรองรับทุกอย่างอยู่ได้สบายๆ   ใบเตยหอมนั้นปลูกง่ายแทบไม่ต้องใส่ปุ๋ย   แค่ให้น้ำสม่ำเสมอทุกๆวัน     ติดต่อสอบถาม แก้วภูเดช เบอร์โทรศัพท์087-048-7308

ก.เกษตรฯปฏิวัติการประชุมส่วนราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/337673

ก.เกษตรฯปฏิวัติการประชุมส่วนราชการ

ก.เกษตรฯปฏิวัติการประชุมส่วนราชการ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น่าจะเป็นกระทรวงแรกของประเทศไทยที่ปฏิรูปการประชุมผู้บริหารส่วนราชการ จากการประชุมที่เป็นทางการ ซึ่งนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการซึ่งเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงบอกว่า เป็น Passive Meeting ที่มีบรรยากาศน่าเบื่อหน่าย

แนวทางใหม่ของเขาคือ Active and Creative Meeting ซึ่งมีบรรยากาศการประชุมที่คึกคักและสร้างสรรค์

เรียกว่า ปฏิวัติการประชุมส่วนราชการก็ว่าได้

ประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 ห้องประชุมกรมส่งเสริมสหกรณ์ แถวถนนพิชัย สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้บริหารส่วนราชการ ระดับอธิบดี รองอธิบดี โดยปกติห้องประชุมจะมีโต๊ะ พร้อมป้ายชื่อ แต่ห้องประชุมนี้กลับไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ยกเว้นเก้าอี้อย่างเดียว ผู้ติดตามถามว่าจะให้อธิบดี รองอธิบดี นั่งตรงไหน ได้รับคำตอบว่า นั่งตรงไหนก็ได้

โดยบรรดาอธิบดี รองอธิบดี นั่งแถวหน้าสุดเป็นรูปตัว U และมี รมช.วิวัฒน์ นั่งกลางโค้งตัว U

ด้านหน้าห้องประชุมมีนิทรรศการจัดบอร์ดนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องที่จะประชุมจัดวางเอาไว้ ถัดไปเป็นห้องประชุม ที่นอกจากเก้าอี้จัดรูปตัว U แบบง่ายๆ แล้ว มีบอร์ดแปะด้วยกระดาษเปล่า สำหรับวาดและเขียนด้วยมือสรุปประเด็นและความเชื่อมโยงในเรื่องที่พูดถึง

ใครเคยสัมผัสการประชุมแบบมีส่วนร่วมจะชินตากับรูปแบบนี้ แต่คนที่ไม่เคยเป็นเรื่องใหม่มาก และอาจมีคำถามในใจตามมามากมาย

นโยบายของ รมช.วิวัฒน์ ต้องการให้การประชุมมีข้าราชการ 3 กลุ่ม ช่วงอายุคน (Generation) เข้าร่วมประชุม แทนที่จะมีเฉพาะอธิบดีหรือรองอธิบดี (Generation Baby Boomer) ก็จะเป็นข้าราชการระดับกลาง (Generation X) และระดับปฏิบัติงาน (Generation Y) เพื่อให้เป็นการประชุมแบบมีส่วนร่วมจริงๆ และได้ความคิดเห็นที่หลากหลาย เพื่อหาข้อสรุป

การบ้านของ รมช.เกษตรฯ คือทำอย่างไรจะบูรณาการการทำงานระหว่างกรมต่างๆ ภายใต้กำกับของตัวเองให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายที่กระทรวงกำหนดไว้ 31 โครงการ

แต่จู่ๆ จะนำ 3 Gen มาประชุมร่วมกันเลยดูประดักประเดิด จึงดึงข้าราชการ Gen Y ซึ่งแต่ละกรมฯ ส่งมาประสานงานที่กระทรวงเกษตรฯ อยู่แล้ว แล้วมอบประเด็นการบ้านให้ล่วงหน้าเพื่อไปหาคำตอบ โดยสามารถขอความคิดเห็นจากใครก็ได้ ทั้งอธิบดี รองอธิบดี หรือใครอื่น

Gen Y แทนที่จะเข้าร่วมประชุมเฉยๆ จึงกลายเป็นผู้นำเสนอ ด้วยประมวลและสังเคราะห์ความคิดจากโจทย์ที่รับมา หนึ่งในนั้นมีโจทย์ปฏิบัติการช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย มานำเสนอ

รมช.วิวัฒน์ทำหน้าที่เป็นวิทยากรการมีส่วนร่วม (Facilitator) ซึ่งเจ้าตัวเคยทำมาอย่างเชี่ยวชาญ สร้างการมีส่วนร่วมโดยให้ทุกคนในห้องประชุม ตั้งแต่อธิบดีลงมา แสดงความเห็นต่อการกู้ชีวิต 13 หมูป่า แล้ว รมช.วิวัฒน์ ก็เป็นผู้สรุป

การเข้าไปถ้ำเพื่อปฏิบัติการค้นหาทีมหมูป่า เมื่อพบ 13 ชีวิตแล้ว ถือว่าประสบผลสำเร็จตาม KPI (Key Performance Indicator) ซึ่งในความเป็นจริงยังไม่พอ หากยังต้องนำ 13 คนกลับออกมาจากถ้ำให้ได้

เปรียบเปรยว่า ข้าราชการทุกวันนี้ทำเพียงเพื่อเป้าหมาย KPI ซึ่งยังไม่พอ ยังจะต้องเป็น KPO (Key Performance Objective) คือยังต้องพาออกมานอกถ้ำได้ด้วย จึงจะได้ชื่อว่าทำงานสำเร็จ

ประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 ห้องประชุมกรมส่งเสริมสหกรณ์ แถวถนนพิชัย สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้บริหารส่วนราชการ ระดับอธิบดี รองอธิบดี โดยปกติห้องประชุมจะมีโต๊ะ พร้อมป้ายชื่อ แต่ห้องประชุมนี้กลับไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ยกเว้นเก้าอี้อย่างเดียว ผู้ติดตามถามว่าจะให้อธิบดี รองอธิบดี นั่งตรงไหน ได้รับคำตอบว่า นั่งตรงไหนก็ได้

โดยบรรดาอธิบดี รองอธิบดี นั่งแถวหน้าสุดเป็นรูปตัว U และมี รมช.วิวัฒน์ นั่งกลางโค้งตัว U

ด้านหน้าห้องประชุมมีนิทรรศการจัดบอร์ดนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องที่จะประชุมจัดวางเอาไว้ ถัดไปเป็นห้องประชุม ที่นอกจากเก้าอี้จัดรูปตัว U แบบง่ายๆ แล้ว มีบอร์ดแปะด้วยกระดาษเปล่า สำหรับวาดและเขียนด้วยมือสรุปประเด็นและความเชื่อมโยงในเรื่องที่พูดถึง

ใครเคยสัมผัสการประชุมแบบมีส่วนร่วมจะชินตากับรูปแบบนี้ แต่คนที่ไม่เคยเป็นเรื่องใหม่มาก และอาจมีคำถามในใจตามมามากมาย

นโยบายของ รมช.วิวัฒน์ ต้องการให้การประชุมมีข้าราชการ 3 กลุ่ม ช่วงอายุคน (Generation) เข้าร่วมประชุม แทนที่จะมีเฉพาะอธิบดีหรือรองอธิบดี (Generation Baby Boomer) ก็จะเป็นข้าราชการระดับกลาง (Generation X) และระดับปฏิบัติงาน (Generation Y) เพื่อให้เป็นการประชุมแบบมีส่วนร่วมจริงๆ และได้ความคิดเห็นที่หลากหลาย เพื่อหาข้อสรุป

การบ้านของ รมช.เกษตรฯ คือทำอย่างไรจะบูรณาการการทำงานระหว่างกรมต่างๆ ภายใต้กำกับของตัวเองให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายที่กระทรวงกำหนดไว้ 31 โครงการ

แต่จู่ๆ จะนำ 3 Gen มาประชุมร่วมกันเลยดูประดักประเดิด จึงดึงข้าราชการ Gen Y ซึ่งแต่ละกรมฯ ส่งมาประสานงานที่กระทรวงเกษตรฯ อยู่แล้ว แล้วมอบประเด็นการบ้านให้ล่วงหน้าเพื่อไปหาคำตอบ โดยสามารถขอความคิดเห็นจากใครก็ได้ ทั้งอธิบดี รองอธิบดี หรือใครอื่น

Gen Y แทนที่จะเข้าร่วมประชุมเฉยๆ จึงกลายเป็นผู้นำเสนอ ด้วยประมวลและสังเคราะห์ความคิดจากโจทย์ที่รับมา หนึ่งในนั้นมีโจทย์ปฏิบัติการช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย มานำเสนอ

รมช.วิวัฒน์ทำหน้าที่เป็นวิทยากรการมีส่วนร่วม (Facilitator) ซึ่งเจ้าตัวเคยทำมาอย่างเชี่ยวชาญ สร้างการมีส่วนร่วมโดยให้ทุกคนในห้องประชุม ตั้งแต่อธิบดีลงมา แสดงความเห็นต่อการกู้ชีวิต 13 หมูป่า แล้ว รมช.วิวัฒน์ ก็เป็นผู้สรุป

การเข้าไปถ้ำเพื่อปฏิบัติการค้นหาทีมหมูป่า เมื่อพบ 13 ชีวิตแล้ว ถือว่าประสบผลสำเร็จตาม KPI (Key Performance Indicator) ซึ่งในความเป็นจริงยังไม่พอ หากยังต้องนำ 13 คนกลับออกมาจากถ้ำให้ได้

เปรียบเปรยว่า ข้าราชการทุกวันนี้ทำเพียงเพื่อเป้าหมาย KPI ซึ่งยังไม่พอ ยังจะต้องเป็น KPO (Key Performance Objective) คือยังต้องพาออกมานอกถ้ำได้ด้วย จึงจะได้ชื่อว่าทำงานสำเร็จ

การทำงานแบบนี้เป็นเสมือนกับดัก ไม่อาจออกจากถ้ำได้ KPI หมูป่าก็คล้ายกับการแก้ไขปัญหาเกษตรกรแม่แจ่ม อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งประสบปัญหาหนี้สิน กระทรวงเกษตรฯ พยายามช่วยโดยระดมสารพัดหน่วยงานลงไป ต่างคนต่างทำตามภารกิจที่รับมอบหมาย ได้ KPI จนหมดสิ้น แต่เกษตรกรแม่แจ่มยังยากจนด้วยหนี้สินพอกพูน

“เหมือนเสร็จ แต่ไม่สำเร็จ” ใครคนหนึ่งพูดเบาๆ แต่ได้ความชัด เห็นภาพทันที

ความสำเร็จของแม่แจ่ม โดยข้าราชการตามลำพังไม่สำเร็จ หากยังต้องมีปัจจัยชี้ขาดคือเกษตรกรต้องรับรู้ปัญหา ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา หรือเป็นอาการระเบิดจากภายใน จึงมีรายได้ดีขึ้น และค่อยๆ ชำระหนี้จนเหลือน้อยลง

การแก้ไขปัญหาเกษตรกรของกระทรวงเกษตรฯ ต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมจากส่วนราชการต่างๆ และต้องให้เกษตรกรตื่นรู้ ตื่นคิด ในการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองด้วย นอกเหนือการพึ่งพารัฐในส่วนที่เกินกำลังตัวเองและต้องไม่เป็นการพึ่งพาแบบประชาสงเคราะห์ ซึ่งไม่ช่วยให้เกษตรกรแก้ไขปัญหาได้เลย

รมช.วิวัฒน์ไม่ได้เป็นวิทยากรการมีส่วนร่วมในการประชุมนี้โดยลำพัง ตรงข้าม ยังมีทีมงานเข้าร่วมด้วยตามรูปแบบการจัดเวทีการมีส่วนร่วมตามชุมชนต่างๆ

คาดหมายว่า ข้าราชการระดับสูงที่เข้าร่วมประชุมแนวใหม่ น่าจะมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจากเหตุปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นต้นตำรับการประชุมแบบมีส่วนร่วม อย่าง รมช.วิวัฒน์ จะอยู่ในตำแหน่งอีกกี่นาน ในขณะ รมช.วิวัฒน์ อาจต้องการเพียงปักหมุดในกระทรวงไปก่อน

กระบวนการมีส่วนร่วมเช่นนี้ ขณะนี้ มีกรมชลประทานอยู่กรมเดียวที่ดำเนินการภายใต้ “กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน” โดยการสร้างวิทยากรการมีส่วนร่วม (Facilitator) ภายในกรมฯ และส่งกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยสังกัดในต่างจังหวัด เพื่อทำหน้าที่จัดตั้งคณะกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน (คสป.) ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนส่วนราชการจากหน่วยต่างๆ และเกษตรกรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีความกระตือรือล้น มีภาวะผู้นำ ฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติจน คสป. เข้มแข็ง จากนั้นจึงส่ง คสป. เข้าไปจัดเวทีการมีส่วนร่วมในพื้นที่ที่มีปัญหาต่อไป

ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมนี้จะเห็นการระเบิดจากภายใน ซึ่งจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาตรงจุด เกาถูกที่คัน และพัฒนาความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกรต่อไป

“การที่รัฐมนตรีลงทุนจัดประชุมแบบการมีส่วนร่วมเอง อย่างน้อยกระตุ้นให้ผู้นำหน่ายงานระดับกรมฯ กลับไปคิดถึงวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาเกษตรกรแบบบูรณาการ โดยลงไปสัมผัสรับทราบปัญหาและความต้องการของเกษตรกร มากกว่าขับเคลื่อนด้วยความคิดของหน่วยงานราชการโดยลำพัง”