กยท. ร่วมสนับสนุนน้ำยางข้น สร้างถนนยางในงานชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/340321

กยท. ร่วมสนับสนุนน้ำยางข้น สร้างถนนยางในงานชลประทาน

กยท

กยท. ร่วมสนับสนุนน้ำยางข้น สร้างถนนยางในงานชลประทาน

กยท. ร่วมสนับสนุนน้ำยางข้นในกิจกรรมส่งเสริมการใช้ยางพาราในงานชลประทาน มุ่งปรับปรุงพื้นถนนรอบอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียว จ. กระบี่ สอดรับนโยบายของรัฐเพื่อยกระดับราคายางให้สูงขึ้น เตรียมพร้อมจัดหาน้ำยางสำหรับเป็นส่วนผสมเพื่อก่อสร้างถนนเส้นทางอื่นต่อไป

นายพิสิษฐ สุขอนันต์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า สถานการณ์ยางที่ตกต่ำในรอบหลายปีทำให้รัฐบาลหาแนวทางใหม่ๆ ในการยกระดับราคายางให้สูงขึ้น ทั้งการส่งเสริมให้นำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมมูลค่า และการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ซึ่งขณะนี้ กยท. ได้ร่วมส่งเสริมการใช้ยางในการชลประทาน ซึ่งทางชลประทานจังหวัดกระบี่มีความต้องการนำยางพาราไปใช้ดำเนินโครงการปรับปรุงพื้นถนนรอบอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียว ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ โดยถนนรอบอ่างเก็บน้ำแห่งนี้จะพัฒนาไปเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ สถานที่ออกกำลังกายของคนในชุมชน
นายพิสิษฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับถนนรอบอ่างเก็บน้ำดังกล่าวมีความยาวประมาณ 3.4 กิโลเมตร ใช้น้ำยางข้นประมาณ 6.2 ตันมาเป็นส่วนผสมในทำถนน ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบน้ำยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เป็นน้ำยางสดประมาณ 10 ตัน แล้วนำน้ำยางสดไปแปรรูปเป็นน้ำยางข้นที่กองจัดการโรงงาน 2 กยท. ก่อนที่จะนำมาผสมเป็นพาราแอสฟัลติกเพื่อราดถนน เช่นเดียวกับหลายโครงการหลังจากนี้ ซึ่ง กยท. กระบี่ได้ติดต่อกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกหลายแห่ง เพื่อเตรียมจัดหาน้ำยางมาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างถนนเส้นทางอื่นๆ ในจังหวัดกระบี่ต่อไป
“การนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างถนนรอบอ่างเก็บน้ำครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรและนำมาแปรรูป เป็นการสนับสนุนการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับราคายาง โดยที่ผ่านมา กยท. จังหวัดกระบี่ ได้ส่งเสริมให้คนในจังหวัดแปรรูปยางพาราไปเป็นผลิตภัณฑ์ยางชนิดต่างๆ เช่น หมอนยางพารา รองเท้ายางพารา เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ยางภายในจังหวัดมากขึ้น กระตุ้นให้ราคายางสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้อีกทางหนึ่ง” นายพิสิษฐกล่าวทิ้งท้าย

เฝ้าระวังเขื่อนปราณบุรีเพิ่ม หลังปริมาณน้ำขยับ 84%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/339963

เฝ้าระวังเขื่อนปราณบุรีเพิ่ม หลังปริมาณน้ำขยับ 84%

g-njvoxikI

เฝ้าระวังเขื่อนปราณบุรีเพิ่ม หลังปริมาณน้ำขยับ 84%

เบบินคา-มรสุมตต.เฉียงใต้ส่งผลน้ำไหลเข้าเขื่อน 7 วันสูงสุดที่ภาคตะวันตกกว่า 1 พันล้านลบ.ม. ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชี้เขื่อนใหญ่เฝ้าระวัง 5 แห่ง เพิ่มเขื่อนปราณบุรีหลังน้ำไหลเข้า 84% ของความจุ

นายสำเริง  แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต เปิดเผยสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงสำคัญวันที่ 20 ส.ค.61 ว่า สภาพฝนวันนี้ประเทศไทยยังมีฝนต่อเนื่องและฝนตกหนักบางแห่ง ทำให้ยังต้องเฝ้าระวังปริมาณฝนสะสม โดยเฉพาะ 15 จังหวัด ที่ต้องเฝ้าระวัง ภาคเหนือ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ตาก ภาคตะวันตก กาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออก นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ตราด ภาคใต้ ระนอง พังงา  ซึ่งปริมาณฝน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีฝนตกหนักถึงหนักมาก ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ 74.5 มม. ภาตะวันออก จันทบุรี 101.5 มม. ตราด 67.8 มม. ระยอง 49.2 มม. ภาคกลาง เพชรบูรณ์ 100.5 มม. พิษณุโลก 48 มม. ภาคใต้ พังงา 124.5 มม. กระบี่ 73 มม. สตูล 52.2 มม. นราธิวาส 43.8 มม. ปัตตานี 43.0 มม. ยะลา 35  มม.

โดยสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นอ่างฯขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ ล่าสุดเพิ่มเขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ส่งผลให้เขื่อนเฝ้าระวังพิเศษ เพิ่มเป็น 5 แห่ง จากเมื่อวานนี้ 4 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงมีปริมาณน้ำไหลเข้ามากกว่าระบายออกยกเว้นเขื่อนน้ำอูน โดยเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 776 ล้าน ลบ.ม. จากเมื่อวาน 771 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 109% น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 1.41 เมตร ปริมาณน้ำไหลเข้า 30.64 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ระบายออก 22.46 ล้าน ลบ.ม. แนวโน้มการระบายน้ำยังคงสูง ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ล้นตลิ่ง 11 ซม. และที่ อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี ยังต่ำกว่าตลิ่ง 33 ซม. ทำให้พื้นที่ริมสองฝั่งลำน้ำในบริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง และ อ.บ้านแหลม ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

2. เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ปริมาณน้ำไหลเข้าน้อยกว่าระบายออก ปัจจุบันปริมาณน้ำ 528 ล้าน ลบ.ม. จากเมื่อวาน 530 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101% ปริมาณน้ำไหลเข้า 3.55 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปริมาณน้ำระบายออก 5.28 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่ง บริเวณบ้านนาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม บ้านพอกใหญ่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 3. เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ปริมาณน้ำ 7,984 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90% ปริมาณน้ำไหลเข้า 86.84 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 42.10 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งในช่วงวันที่ 23-27 ส.ค. 61 จะปรับการระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 53 ล้าน ลบ.ม.  4. เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ปริมาณน้ำ 194 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 86% ปริมาณน้ำไหลเข้า 7.59 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 6.65 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นสูง 63 ซม. และ 5. เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณน้ำ 330 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 84%  ปริมาณน้ำไหลเข้า 22.94 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 10.78 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่/กลางที่มีปริมาณน้ำในอ่างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีจำนวน 2 แห่ง คือ 1. เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฏร์ธานี ปริมาณน้ำ 4,903 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 87% ปริมาณน้ำไหลเข้า 36.87 ระบายออก 19.68 ล้าน ลบ.ม. 2. อ่างเก็บน้ำคิรีธาร จ.จันทบุรี ปริมาณน้ำ 76 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 100% ปริมาณน้ำที่ระบาย 0.83 ล้าน ลบ.ม.

“จากอิทธิพลของพายุเบบินคาและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ส่งผลให้น้ำไหลเข้าอ่างฯ สะสม 7 วัน ( 12 – 19 ส.ค. 61) มีน้ำไหลเข้าอ่างฯขนาดใหญ่ รวมทั้งประเทศ 2,676 ล้าน ลบ.ม. สูงสุดที่ภาคตะวันตก 1,062 ล้าน ลบ.ม. ภาคเหนือ 627 ล้าน ลบ.ม. ภาคใต้ 549 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 256 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 119 ล้าน ลบ.ม. และภาคกลาง 61 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ ขณะที่อ่างฯที่ความจุเกิน 100% แบ่งเป็น ขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนน้ำอูน เขื่อนแก่งกระจาน ขนาดกลาง 11 แห่ง แบ่งเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 แห่ง และภาคตะวันออก 3 แห่ง  ขณะที่อ่างเฝ้าระวัง (80-100%) ขนาดใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนรัชชประภา เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนปราณบุรี ขนาดกลาง 62 แห่ง แยกเป็น ภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 45 แห่ง ภาคตะวันออก 8  แห่ง ภาคกลาง 1 แห่ง และภาคใต้ 3 แห่ง”นายสำเริง กล่าว

ส่วนสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขงวันที่ 20 ส.ค. 61 เวลา 07:00 น. ระดับน้ำสถานีจิงหงทรงตัว หลวงพระบางลดลง ซึ่งขณะนี้ที่หนองคายระดับน้ำล้นตลิ่ง ขณะที่สถานีอื่นระดับน้ำเพิ่มขึ้นให้เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งดังนี้ ดังนี้
1) สถานีจิงหง ระดับน้ำ 534.89 เมตร ลดลง 0.03 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 10.11 เมตร แนวโน้มทรงตัว
2) สถานีเชียงแสน ระดับน้ำ 5.51 เมตร ลดลง 0.47 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 7.29 เมตร แนวโน้มทรงตัว
3) สถานีหลวงพระบาง ระดับน้ำ 16.37 เมตร ลดลง 0.05 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 1.63 เมตร แนวโน้มลดลง
4) สถานีเชียงคาน ระดับน้ำ 14.80 เมตร ลดลง 0.20 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 1.20 เมตร แนวโน้มลดลง
5) สถานีหนองคาย ระดับน้ำ 12.67 เมตร เพิ่มขึ้น 0.76 เมตร สูงกว่าตลิ่ง 0.47 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น
6) สถานีนครพนม ระดับน้ำ 11.54 เมตร เพิ่มขึ้น 0.09 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 0.46 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น
7) สถานีมุกดาหาร ระดับน้ำ 11.67 เมตร เพิ่มขึ้น 0.06 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 0.83 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น
8) สถานีโขงเจียม ระดับน้ำ 14.00 เมตร ลดลง 0.06 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 0.50 เมตร แนวโน้มทรงตัว
(ที่มา: สำนักวิจัย พัฒนาและอุทกวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ)

ชาวนาปิ๊งไอเดียปรับคันนาปลูกพริกระหว่างรอเกี่ยวข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/339849

 ชาวนาปิ๊งไอเดียปรับคันาปลูกพริกระหว่างรอเกี่ยวข้าว

 ชาวนาปิ๊งไอเดียปรับคันาปลูกพริกระหว่างรอเกี่ยวข้าว

            ชาวนาโคราช ปิ้งไอเดีย ปรับคันนาเป็นแปลงปลูกพริก ระหว่างรอเกี่ยวข้าว มีรายได้จากการขายพริกอย่างเดียวเดือนละ 20,000 – 30,000 บาท ทำให้แต่ล่ะรอบในการปลูกพริกจะทำให้มีรายได้นับแสนบาท

         วันที่ 19 สิงหาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรชาวนาในอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ใช้ปรับคันนาให้กว้างขึ้นจากปกติทั่วไปจะกว้างประมาณ 1 เมตร ให้เพิ่มขึ้นเป็น 4 เมตร เพื่อทำพื้นที่สำหรับปลูกพริกเสริมรายได้ในระหว่างที่รอข้าวออกรวง เพื่อลดความเสี่ยงจากการทำนาเพียงอย่างเดียว ทั้งอาจจะประสบปัญหาภัยแล้งและราคาผลผลิตตกต่ำ จนปัจจุบันจะมีรายได้จากการขายพริกอย่างเดียวเดือนล่ะ 20,000 – 30,000 บาท ทำให้แต่ล่ะรอบในการปลูกพริกจะทำให้มีรายได้นับแสนบาทเลยทีเดียว

          จากการสอบถามนางสร้อย พรหมมานอก เกษตรกรบ้านหนองแจ้งน้อย ตำบลเสมาใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า พริกพันธุ์ที่ทำการปลูกจะเรียกว่าพริกยอยไฮ หรือชาวบ้านจะเรียกกันว่าพริกใหญ่ สำหรับพริกยอยไฮจะเป็นพริกโบราณสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ได้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้แล้วส่งต่อๆ กันมา ส่วนรสชาตินั้นจะเผ็ดน้อยแต่จะหอมกลิ่นพริกมากกว่าพริกทั่วไปตามท้องตลาด ทำให้เป็นที่นิยมนำไปทำน้ำพริกชนิดต่างๆ ทั้งตำน้ำพริกปลาทู ทำพริกป่น ซึ่งจะอร่อยกว่าใช้พริกชนิดอื่นทำ

            ส่วนนายจรัส พรหมมานอก สามีของพี่นางสร้อย ก็เปิดเผยอีกว่า พริกยอยไฮที่ปลูกนี้จะเริ่มปลูกกันในช่วงต้นหน้าฝน เนื่องจากพริกยอยไฮเมื่อเริ่มแตกหน่อจะต้องการน้ำเป็นอย่างมาก ใช้เวลาปลูกประมาณ 2 เดือนก็สามารถให้ผลผลิตได้ เมื่อต้นโตเต็มที่จะสูงประมาณ 2 เมตร ทำให้เก็บผลผลิตได้วันล่ะประมาณ 20-30 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมล่ะ 50-60 บาท ซึ่งลูกค้ามีทั้งมารับซื้อเองถึงบ้านและนำไปจำหน่ายเองตามตลาดนัดชุมชน ซึ่งจะขายดีเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก ทำให้มีรายได้จากการขายพริกในแต่ล่ะรอบการปลูกนับแสนบาท พอๆ กับการทำนาขายข้าวนาปีเลยทีเดียว

สทน.ยกระดับการจัดการแมลงวันทองด้วยตรอกนองโมเดล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/339497

สทน.ยกระดับการจัดการแมลงวันทองด้วยตรอกนองโมเดล

สทน

สทน.ยกระดับการจัดการแมลงวันทองด้วยตรอกนองโมเดล

          เมื่อวันที่ 15 ส.ค. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือสทน. เปิดตัวโครงการยุทธการปราบแมลงวันทองด้วยตรอกนองโมเดล ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรมเซนทารา แอท เซนทรัลลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยมีนางสาวกัญญวิมว์ กีรติกร ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นประธาน

โดยนำต้นแบบความสำเร็จการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ทำหมันแมลงวันผลไม้จากตำบลตรอกนอง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ขยายพื้นที่เป้าหมายต่อยอดไปทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มผลิตพืชและผลไม้ส่งออกสำคัญของประเทศ แต่ลดการใช้สารเคมีและแก้ไขปัญหาสารเคมีตกค้างอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวกัญญวิมว์ กีรติกร กล่าวว่า ปี 2560 ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกผลไม้มากกว่า 40,000ล้านบาท แต่ทว่าเกษตรกรยังต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญ คือ การจัดการศัตรูพืชที่มารบกวนผลผลิต ซึ่งแมลงวันผลไม้จัดเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ นอกจากจะทำให้ผลไม้เน่าเสียแล้วยังมีผลต่อคุณภาพการส่งออกผลไม้ หลายครั้งที่ผลผลิตถูกห้ามนำเข้าและต้องทำลายทิ้ง ด้านเกษตรกรมีวิธีการควบคุมกำจัดแมลงชนิดนี้หลายวิธี ส่วนใหญ่จะใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงวันผลไม้ซึ่งไม่ค่อยได้ผลมากนัก เป็นอันตรายและทำให้ต้นทุนการผลิตสูง เมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะส่งผลให้สารเคมีตกค้าง ซึ่งเป็นปัญหาทางตรงและทางอ้อมต่อ สุขอนามัยของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

ดังนั้นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสทน. จึงได้ศึกษาวิจัยและดำเนินการนำวิธีการทำหมันแมลงมาใช้กับการควบคุมกำจัดแมลงวันผลไม้แบบพื้นที่กว้างโดยเทคนิคการใช้แมลงที่เป็นหมัน โดยเริ่มต้นที่พื้นที่ปลูกผลไม้ของตำบลตรอกนอง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี เป็นแห่งแรกก่อนที่จะพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผสมผสานกับวิธีการอื่น จนประสบความสำเร็จ สามารถลดจำนวนประชากรแมลงศัตรูพืช ผลผลิตผลไม้จากตรอกนองมีคุณภาพ ปลอดภัยตามมาตรฐานการส่งออก ได้รับการยอมรับจากตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้สืบเนื่องการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ณ จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา จึงมีมติให้สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) จัดทำโครงการการควบคุมแมลงวันผลไม้โดยเทคนิคการใช้แมลงที่เป็นหมันสำหรับพื้นที่ผลิตผลไม้ส่งออก โดยให้ขยายพื้นที่การดำเนินงานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ สทน.จึงได้ดำเนินการโครงการดังกล่าว ภายใต้ชื่อ “ยุทธการปราบแมลงวันทองด้วยตรอกนองโมเดล” โดยร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ปฏิบัติงานใน 10 พื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ตราด ชุมพร นครศรีธรรมราช พิษณุโลก ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา ขอนแก่น และราชบุรี เริ่มจากปีงบประมาณ 2561-2570 รวม ระยะเวลา 10 ปี

ดร.พรเทพ นิศามณีพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) ระบุว่า สทน.จะนำต้นแบบความสำเร็จจากตรอกนองโมเดล มาบูรณาการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อสร้างเขตประชากรแมลงวันผลไม้ต่ำที่สามารถได้รับการรับรองพื้นที่โดยกรมวิชาการเกษตร สร้างระบบควบคุมกำจัดแมลงศัตรูทางกักกันพืชอื่นของผลไม้ และผลิตไม้ผลคุณภาพ ปลอดภัยตามมาตรการสุขอนามัยพืชและได้รับการรับรองโดยหน่วยงานทางกักกันพืช ให้สำเร็จทั้ง 10 พื้นที่เป้าหมายและขยายผลไปทั่วประเทศต่อไป

             ด้านนายเฉลย สำเภาพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตรอกนอง กล่าวว่า เมื่อก่อนเกษตรกรเผชิญกับปัญหาของต้นทุน มีการระบาดของแมลงวันทองค่อนข้างสูง ต้นทุนการผลิตก็สูงไปด้วย ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง พยายามหาแนวทางว่าการผลิตอย่างไรจะลดการใช้สารเคมีให้ต่ำลง เกษตรกรก็ได้เข้ามาอบรมที่มหาวิทยาลัยบูรพาวิทยาเขตจันทบุรี ก็ได้องค์ความรู้จากตรงนี้ไป โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2548 ครั้งแรกได้วางกับดักก่อนเพื่อกำจัดแมลงวันทองโดยใช้สารเคมี แมลงเข้าไปกินแล้วก็ตาย การวางกับดักต้องทำเรื่อยๆ ใน 1 ฤดูกาลผลิตต้องวางกับดักหลายๆรอบ เมื่อปี 2552 เกษตรกรเริ่มเอาไข่ที่ฉายรังสีแล้วจากสทน.นำไปให้อบต.จำนวน 3-5 ล้านฟอง ซึ่งมีสมาชิกในกลุ่มประมาณ 50 กว่าราย โดยปล่อยในพื้นที่ประมาณ 10,000 กว่าไร่ ปล่อย 10 กว่าจุด โดยแมลงวันทองที่เป็นหมันที่เราปล่อยจะสังเกตได้ว่าเป็นหลังสีขาว ภายหลังจากการปล่อยแมลงวันทอง สามารถลดการใช้สารเคมีไปได้มากถึงล้านบาทต่อฤดูกาลผลิต แต่ก่อนผลไม้เปลือกบางแทบกินไม่ได้เลยอย่างกล้วยตัดมาทั้งเครือเอามาบ่มแทบจะกินไม่ได้เลยมีแต่หนอน ปัจจุบันไม่มีแล้ว อีกทั้งรายได้ก็เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ใช้สารเคมีจำนวนมากก็ลดไป 60-70 % เดี่ยวนี้ผลผลิตก็ได้เต็มจำนวน รายได้ก็เพิ่มมากขึ้น และมีสุขภาพดีขึ้น ผมว่าการใช้นิวเคลียร์ ดีกว่ากการใช้สารเคมีอีก

                สำหรับกิจกรรมสำตัญในวันเปิดตัวครั้งนี้ ได้แก่ การเสวนา เรื่องการจัดการแมลงวันผลไม้ และการปฏิบัติงานเชิงบูรณาการในพื้นที่เป้าหมาย โดยนักวิชาการจากสทน. หน่วยงานร่วม และผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่ มาแลกเปลี่ยนแนวคิดและข้อเสนอแนะต่างๆ และนอกจากนี้ยังการจัดนิทรรศการของหน่วยงานและเกษตรกรชาวตำบลตรอกนอง จังหวัดจันทบุรีอีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรของประเทศ สามารถแข่งขันในตลาดโลก เพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจและยังเพิ่มคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ดีของประชาชนควบคู่กัน

เพาะชำตอไผ่เลี้ยงขาย สร้างรายได้กระฉูดสูงเดือนละห้าหมืน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/339436

เพาะชำตอไผ่เลี้ยงขาย  สร้างรายได้กระฉูดสูงเดือนละห้าหมืน!!

เพาะชำตอไผ่เลี้ยงขาย  สร้างรายได้กระฉูดสูงเดือนละห้าหมืน!!

วันที่ 16 ส.ค.ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรีรายงาน  ได้พบกับเกษตรกร  ผู้เพาะชำตอพันธุ์ไผ่เลี้ยง  ส่งขาย  “ทรงพล  อักษรดี” หนุ่มใหญ่วัย 50 ปี  หมู่บ้านเมืองใหม่ เลขที่  121 หมู่ 4 ต.ประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี   ซึ่งได้ยึดอาชีพเพาะชำตอไผ่เลี้ยงขาย    เลี้ยงครอบครัว   อยู่ดีมีความสุข   มากว่า 30 ปี   สามารถสร้างรายได้แก่ครอบครัว  เดือนละไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นบาท  แถมยังมีตลาดรองรับ ลูกค้าทั่วประเทศ   ส่งขายทุกวันอีกทั้งยังส่งออกต่างประเทศในตลาดอาเซี่ยน  อย่างมีอนาคตอีกยาวไกล

บนความเป็นมาในการยึดเพาะชำต้นไผ่เลี้ยงขาย  นั้น   แรกเริ่มทำกันเองในครัวเรือน  ต่อมามีลูกค้า  หรือตลาดต้องการไผ่มากขึ้น  ตั้งปลูกตัดต้น  ,ตัดหน่อไม้   ได้ขยายกิจการเพิ่มตลาดให้กว้างอีกเท่าตัว    ทั้งทำไผ่หลากหลายขนาด   ให้ลูกค้า   มีหลายขนาดทั้งสั้น-ยาวต้นเดียว , 1ต้น, 3 ต้น

การเพาะชำต้นไผ่เลี้ยงขาย    ของ”ทรงพล อักษรดี” มีไผ่ยาวต้นเดียว 6 ต้น  กับ 3 ต้น  รวมเป็นกอเดียว   ขายต้นละ120 บาท ไผ่ต้นเดียวยาว 4 เมตร  3 ต้นราคา 70บาท     1.50 เมตร  ต้นเดียว  –  3 ต้น ราคา 50 บาท    2.50 เมตร  45 บาท    ขนาด 1 เมตร 30 บาท และ 50 ซม.ราคา 25 บาท

ขยายพันธุ์ในการชำไผ่เลี้ยง   แต่ละขนาดโดยการขุดเอาเหง้าของลำต้นไผ่ที่มีอายุ 1 ปี  แต่ไม่ควรเกิน 1 ปีครึ่ง   เมื่อขุดออกมาแล้วควรตัดให้เหลือตอไว้ประมาณ 40 ซม. และตัดแต่งรากออกพอประมาณ เพื่อสะดวกในการปักชำ  ถุงที่เหมาะสมควรเป็นถุงดำขนาด 5 x 11 นิ้ว ขึ้นไป

ส่วนผสมของดินบรรจุถุง คือ หน้าดิน 1 ส่วน และแกลบดำ 1 ส่วน หรือใส่ขุยมะพร้าว  ผสมคลุกเคล้า แล้วใส่ลงในถุงชำ   นำเหง้าไผ่ที่เรียมไว้ลงถุงกลบดินแกลบให้แน่น ตั้งถุงเรียงไว้กลางแจ้ง รดน้ำให้พอชุ่มอยู่ตลอดประมาณ 15 วัน ก็จะเริ่มแตกแขนง   อายุตอไผ่เลี้ยงที่ปักชำครบ 2 เดือน   นำไปปลูกได้

แต่ในการเพาะชำ   ต้องทิ้งไว้ประมาณ 1เดือน  ถึงจะส่งให้ลูกค้าได้  ไผ่จะแข็งแรงไม่ตาย  ที่สำคัญไผ่ที่จะนำมาใส่ถุงชำขายต้องเป็นไม้ไผ่เลี้ยง  ที่มีอายุ 1 ปี เท่านั้น(ไม้ปีเดียว) เกินกว่านี้จะไม่ได้ผล   ส่งผลเสียหายแก่การปักชำและเสียเวลาเปล่า  ประกอบกับขาดทุนเสียลูกค้า

การทำชำไผ่ขายจะมีลูกค้าส่วนหนึ่ง  ตัดตอไผ่มาขายให้ ตอละ 30-40บาท สั้น-ยาว    ส่วนหนึ่งมีสวนไผ่ของตัวเองอยู่ 20 ไร่

ทรงพลบอกว่าการชำไผ่ขายของครอบจะจ้างแรงงานมาช่วยบรรจุต่อไผ่ใส่ถุงดำถุงละ 30 บาท 10 บาท2 บาท และ 1 บาท ของแต่ละความยาวของตอไผ่ 6 เมตร ลงมาถึง 50 ซม.มีลูกค้ามาซื้อไผ่ทุกวัน วันละ 3-5 ราย  ทั้งรถบรรทุกขนาด เล็ก  ,กลาง , ใหญ่ เทลเล่อร์ ถ้าส่งออกต่างประเทศ

สำหรับการชำไผ่ส่งขายนี้ถือว่าประสบผลสำเร็จทำได้ผลผลิตตลอดทั้งปี    ไม่มีหยุด การชำไผ่เลี้ยงขายง่ายๆหน้าแล้งก็ทำได้  แค่รดน้ำทุก 2 วัน   หน้าฝนแทบจะไม่ได้รดน้ำเลย    ผู้ที่รักอาชีพเกษตรอิสระ  สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ทรงพล อักษรดี หมายเลขโทรศัพท์ 081-806-5381

ผอ.สถานีวิทยุม.ก.นำทีมลงพื้นที่จ.ระยองพบเครือข่ายภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/339411

ผอ.สถานีวิทยุม.ก.นำทีมลงพื้นที่จ.ระยองพบเครือข่ายภาคตะวันออก

ผอ.สถานีวิทยุม.ก.นำทีมลงพื้นที่จ.ระยองพบเครือข่ายภาคตะวันออก

         เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะลงพื้นที่พบ กลุ่มสมาชิกครอบครัว ม.ก.ระยอง (ภาคตะวันออก) โดยมี นายประสิทธิ์ ผุดกระจ่าง  รองประธานศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชผักปลอดภัยบ้านป่าสีเสียด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จังหวัดระยอง กรมวิชาการเกษตร เป็นแกนนำกลุ่มเพื่อร่วมประชุมความคืบหน้าของกิจกรรมที่จะดำเนินการต่อไปในอนาคตอันใกล้ อาทิ

– การรวมตัวสมาชิกครอบครัว ม.ก.ระยอง (ภาคตะวันออก) ในวันที่ 6 ก.ย.2561 เพื่อมารับฟังการถ่ายทอดสดของสถานีวิทยุ ม.ก. ในการจัดงานสัมมนาของ ส.มก. เรื่อง “เกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย จุดเปลี่ยนสู่โอกาสของเกษตรกรไทย จริงหรือ?”

– การจัดตั้งกลุ่มตามความต้องการของสมาชิก เช่น
(1) กลุ่มผักปลอดภัยเพื่อการบริโภค สำหรับกลุ่มนี้ ท่านผู้อำนวยการฯ ได้นำเมล็ดพันธุ์พืช ผัก และคู่มือการเพาะเลี้ยง จากศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ไปมอบให้กับสมาชิกรอบครัว ม.ก.ระยอง (ภาคตะวันออก) จำนวนหนึ่ง เพื่อนำเมล็ดพันธุ์พืชดังกล่าวฯ ไปขยายพันธุ์ เพื่อทดลองและเรียนรู้ ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นและเปรียบเทียบกับพันธุ์ที่ซื้อมาปลูกเอง และจะนำข้อมูลดังกล่าวมาชี้แจงในการประชุมครั้งต่อไป
(2) กลุ่มเลี้ยงแพะ  ผู้อำนวยการฯ ให้เตรียมการหาผู้ที่มีความต้องการเลี้ยงแพะ ว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ และจัดตั้งหัวหน้ากลุ่ม เพื่อเป็นผู้แทนในการดำเนินงานต่อไป สำหรับกลุ่มนี้สมาชิกมีความต้องการที่จะเลี้ยงแพะเนื้อ โดยใช้พ่อพันธุ์บอร์ และแม่พันธุ์แองโกลนูเบียน เพื่อขยายตลาดในพื้นที่ภาคตะวันออกต่อไป

– การนำส่งชุดตรวจสอบดินให้กับสมาชิกกลุ่มฯ เพื่อนำชุดตรวจสอบมาศึกษาและทดสอบดินในพื้นที่หมู่บ้านชากเล็ก ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง

ผนึก 3 หน่วยงานเผยแพร่ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำที่ถูกต้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/339389

ผนึก 3 หน่วยงานเผยแพร่ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำที่ถูกต้อง

สทนช

ผนึก 3 หน่วยงานเผยแพร่ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำที่ถูกต้อง

วันที่ 16 สิงหาคม 2561 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมประชาสัมพันธ์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา “สร้างรู้…สื่อสาร…ทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ”  หวังให้การเผยแพร่ข้อมูลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสู่ประชาชนอย่างมีเอกภาพ ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นที่ ณ ห้องประชุม 1 อาคารหอประชุม กรมประชาสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งประกอบด้วย สื่อมวลชน บุคคลกรของภาครัฐและสถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่ด้านการประชาสัมพันธ์ให้ได้รับทราบถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำของประเทศตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งได้มีการตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติมาทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์น้ำ การจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ  สทนช. เปิดเผยว่า  การสร้างการรับรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำให้ทุกคนได้รับทราบเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่ต้องดำเนินการ เพราะหากประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องก็จะสามารถรับมือได้ทันต่อสถานการณ์ ดังนั้นสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นกลไกที่สำคัญในการส่งต่อข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณะ

โดยมึ สทนช.เป็นหน่วยงานหลักที่จะบูรณาการแผนงาน งบประมาณและการจัดการน้ำในภาวะวิกฤติ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยที่สทนช. ได้ร่วมกับวิทยาลัยพัฒศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำโครงการวิจัยเพื่อศึกษาวิเคราะห์บริบททางความคิดและทัศนคติของหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติขึ้น โดยผลการศึกษาจากการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณทั้งสิ้น 520 ราย จากหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค  ได้ข้อสรุปว่า  การที่รัฐบาลจัดตั้ง สทนช. เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศทั้งระบบเป็นสิ่งที่เหมาะสม  โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนหนึ่งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐในส่วนภูมิภาค เห็นว่า สทนช. ควรเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุน การกำกับดูแลและเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายเกี่ยวกับการบริหารทรัพยาการน้ำ
นอกจากนี้ ผลการวิจัยดังกล่าวยังได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้ง 6 ด้านของรัฐบาล  โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านการบริหารจัดการ สทนช .ควรเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารงานที่มีเอกภาพ มีองค์กร กฎหมายรองรับ  เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบาย รวมทั้งการติดตามประเมินผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดย สทนช. จะต้องเป็นผู้กำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายมากที่สุด ทั้งในประเด็นการบริหารจัดการ การกำหนดทิศทาง การจัดทำแผน การจัดทำระบบฐานข้อมูล และให้การสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า 50 หน่วยงาน ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านข้อมูล ด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยี และด้านการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงาน
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ และบรรลุผลตามภารกิจ  สทนช.จะต้องทำหน้าที่ในการผลักดันให้เกิดกฎหมาย หรือ พ.ร.บ. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารและเป็นที่ยอมรับ รวมทั้ง ควรทำหน้าที่เน้นหนักในด้านการดูภาพรวมของนโยบายการบริหารทรัพยากรน้ำ และบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ เป็นหนึ่งเดียวของข้อมูลข่าวสารด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ และไม่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอีกด้วย

เริ่มแล้ว!!! กฟก.ประกาศขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/339385

เริ่มแล้ว!!!   กฟก.ประกาศขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ปี 2561

กฟก

เริ่มแล้ว!!!   กฟก.ประกาศขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ปี 2561

หลังจากที่มีการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ครั้งที่ 5/2561 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีนายกฤษฎา  บุญราช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน    การประชุม  ณ  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เห็นชอบให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 เร่งแก้ไขความเดือดร้อนเรื่องหนี้สินเกษตรกรให้สอดคล้องตามนโยบายรัฐบาล

นายสไกร  พิมพ์บึง รองเลขาธิการ  รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า ตามประกาศคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ปี 2561 เปิดให้เกษตรกรมาขอรับขึ้นทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม – 13 ตุลาคม 2561 เป็นระยะเวลา 60 วัน

โดยเกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำขอขึ้นทะเบียนหนี้ต้องมีคุณสมบัติ คือ 1.เป็นเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด 2. เป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกร 3.มีหนี้ที่เกิดจากการทำเกษตรกรรม 4.เป็นหนี้ในระบบตามที่กฎหมายกำหนด,หนี้โครงการส่งเสริมของรัฐ, หนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงินประเภทธนาคารพาณิชย์  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือนิติบุคล รวมทั้งหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันเกษตรกร  ให้เกษตรกรที่ประสงค์ขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ยื่นคำขอที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดในจังหวัดที่องค์กรเกษตรกรตั้งอยู่ในวันทำการด้วยตนเอง

ซึ่งเอกสารที่ใช้ประกอบคำขอมีดังนี้ คำขอขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกรตามแบบที่สำนักงานกำหนด  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  สำเนาทะเบียนบ้าน  หลักฐานแห่งหนี้เช่น สัญญาจำนอง สัญญากู้ยืม หรือสมุดบัญชีเงินกู้
ทั้งนี้กรณีที่เกษตรกรมีหนี้เร่งด่วน ให้เกษตรกรยื่นคำขอจัดการหนี้เร่งด่วนในคราวเดียวกัน  โดยแนบเอกสารคำฟ้อง หรือ คำพิพากษา หรือ คำบังคับคดี ตามแต่กรณี  หากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ส่วนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของเกษตรกร)               โทร. 0 2158 0342 ต่อ 8102 และสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ สาขาจังหวัดทั่วประเทศในวัน และเวลาทำการ

“บิ๊กฉัตร” รุดตรวจสอบสถานการณ์น้ำเขื่อนขุนด่านฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/339249

“บิ๊กฉัตร” รุดตรวจสอบสถานการณ์น้ำเขื่อนขุนด่านฯ

“บิ๊กฉัตร” รุดตรวจสอบสถานการณ์น้ำเขื่อนขุนด่านฯ

“บิ๊กฉัตร” ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากจ.นครนายก  ย้ำขณะนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว   เผยเขื่อนขุนด่านปราการชลฯ ช่วยตัดยอดน้ำลดความรุนแรงที่เกิดขึ้น  สั่งการให้ติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัยน้ำหลาก  และศึกษาแนวทางพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำนครนายกตอนบน

วันที่ 15 ส.ค. 61 พลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ  รองนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยภายหลังเดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำที่เขื่อนขุนด่านปราการชลฯ จ.นครนายก ว่า จากการรายงานของ สทนช. กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าเขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สามารถเก็บกับปริมาณน้ำส่วนใหญ่ที่เกิดจากฝนที่ตกหนักภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในช่วงวันที่ 13 สิงหาคม 2561 ทำให้ลดความรุนแรง และความเสียหายที่เกิดจากน้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้ได้
“หากไม่มีเขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปริมาณน้ำกว่า ๒0 ล้านลบ.ม. จะไหลลงสู่คลองท่าด่านมาสมทบกับปริมาณน้ำจากคลองวังตะไคร้  คลองมะเดื่อ คลองนางรอง และคลองสาริกา  สถานการณ์น้ำป่าจะรุนแรง สร้างความเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน”  รองนายกรัฐมนตรีกล่าว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัยน้ำหลากในพื้นที่ต้นน้ำ ในเขตอนุรักษ์ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ทันท่วงที  และให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาแนวทางพัฒนาบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำนครนายกตอนบน โดยเฉพาะในลำน้ำสาขาที่ยังไม่มีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ เช่น คลองมะเดื่อ เพื่อเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) พิจารณาต่อไป

นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์  เลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำนครนายกตอนบนว่า หากจะให้เกิดความสมบูรณ์และเต็มศักยภาพในการพัฒนานั้น นอกจากจะต้องดำเนินโครงการเขื่อนขุนด่านปราการชลฯ แล้ว จะต้องพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำสาขาของนครนายกตอนบนควบคู่ไปด้วย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและควบคุมน้ำร่วมกับเขื่อนขุนด่านปราการชลฯ ซึ่ง สทนช. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำบริเวณลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ในพื้นที่จังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี ด้วยแล้ว
ทั้งนี้ จากการรายงานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนขุนด่านปราการชล กรมชลประทาน พบว่า ก่อนที่จะเกิดน้ำป่าไหลหลากในวันที่ 13 สิงหาคม 2561 เขื่อนขุนด่านปราการชลฯ มีปริมาณน้ำ 163 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 73 ของปริมาณความจุในระดับกักเก็บ หลังเกิดเหตุการณ์ทำให้มีปริมาณน้ำ  ในวันรุ่งขึ้นเพิ่มสูงขึ้นเป็น 174 ล้าน ลบ.ม.   คิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุ  ส่วนปริมาณน้ำในเช้าวันนี้ (15 ส.ค.61 06.00 น.) มีปริมาณน้ำ 183 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 82 ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 12.05 (ลดลงจากเมื่อวานประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม.) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 3.11  ล้าน ลบ.ม. (เท่าเมื่อวาน) ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้  และการระบายน้ำไม่กระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนแต่อย่างใด

สทนช.สั่งเฝ้าระวัง”เบบินคา” 14-19 ส.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/339029

สทนช.สั่งเฝ้าระวัง”เบบินคา” 14-19 ส.ค. นี้

สทนช

สทนช.สั่งเฝ้าระวัง”เบบินคา” 14-19 ส.ค. นี้จัดทำแผนระบายน้ำในอ่างฯลดเสี่ยง

คลิปที่ 1

สทนช. ระดมมันสมองประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สร้างความเป็นเอกภาพในการวิเคราะห์ สรุปข้อมูลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมสั่งเฝ้าระวัง พายุโซนร้อน “เบบินคา” ที่มีผลทำให้ฝนตกหนัก 14-19 ส.ค. นี้ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาและ สสนก. คาดการณ์ พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังและกำหนดแผนรับมือพื้นที่เฝ้าระวัง-พื้นที่วิกฤติ โดยให้จัดทำแผนการระบายน้ำ ตลอดจนมาตรการลดความเสี่ยงอุทกภัย  สำรวจความแข็งแรงของเขื่อน  และสร้างการรับรู้ภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง

คลิปที่ 2

วันที่ 14 ส.ค. 61 ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์   เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)        เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครั้งที่ 4/2561 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ  อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู  กรมชลประทาน สามเสน ว่า  ที่ประชุมได้มีการสรุปผลและกำหนดทิศทางการดำเนินงานของศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ภายหลังจากการจัดตั้งศูนย์ฯขึ้นมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2561 เพื่ออำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ติดตาม วิเคราะห์แนวโน้ม ควบคุม กำกับดูแล และ    บูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพ  โดยมีมติให้ตัวแทนหน่วยงานต่างๆ  ที่ประจำศูนย์ฯ ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ผลและร่วมกันสรุปให้ได้ข้อมูลชุดเดียวในการบริหารจัดการน้ำ และใช้เป็นฐานข้อมูลเดียวกันในการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อมวลชนหรือช่องทางของหน่วยงานต่างๆให้ประชาชนรับทราบทันต่อสถานการณ์
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการกำหนดพื้นที่เฝ้าระวัง พื้นที่วิกฤติ พร้อมทั้งจะมีการคาดการณ์ปริมาณฝน ล่วงหน้า 3 วัน เพื่อระบุพื้นที่ฝนตกหนักระดับอำเภอ  รวมทั้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำได้แก่ ปริมาณน้ำไหลเข้า ปริมาณน้ำไหลล้นทางระบายน้ำล้น  และจัดทำแผนการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ จัดทำมาตรการเตรียมความพร้อมลดความเสี่ยงอุทกภัย  กรณีการระบายน้ำฉุกเฉินของอ่างเก็บน้ำและกรณีเขื่อนวิกฤติ  ตลอดจนสำรวจความแข็งแรงของเขื่อน และสร้างการรับรู้ภาคประชาชนต่อเนื่อง
ส่วนการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) และมีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80  ของความจุ  ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเขื่อนนั้น ๆ เฝ้าระวังติดตามอย่างใกล้ชิดและบริหารจัดการน้ำเพื่อรับน้ำฝนที่อาจเกิดขึ้น โดยให้จัดทำแผนเผชิญเหตุ แผนระบายน้ำเช่นเดียวกันกับกรณีของเขื่อนแก่งกระจาน  โดยทั้งนี้ขอให้มีการรายงานสถานการณ์น้ำแยกเป็น รายวัน กรณีปกติ ราย 3 ชั่วโมง กรณีเกินเกณฑ์ระดับควบคุมอ่างเก็บน้ำ รายชั่วโมง กรณีน้ำล้นทางระบายน้ำล้น รวมทั้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำได้แก่ ปริมาณน้ำไหลเข้า ปริมาณน้ำไหลล้นทางระบายน้ำล้น แผนการระบายน้ำ  อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเจ้าหน้าที่มาประจำศูนย์ตลอด 24 ชั่วโมง
เลขาธิการ สทนช. กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้สรุปสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศว่า พายุดีเปรสชันบริเวณชายฝั่งของประเทศจีนตอนใต้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “เบบินคา” (BEBINCA)  คาดว่า จะเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 15-16 สิงหาคม 2561 จะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้น บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 4 เมตร จากสถานการณ์ดังกล่าวคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำในเขื่อน และในแม่น้ำสายสำคัญในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ระดับน้ำเพิ่มขึ้น ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีระดับน้ำน้อย ภาคกลางและใต้มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก  ส่วนแม่น้ำโขง แม้ขณะนี้จะมีระดับน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่งแต่ก็จะเพิ่มขึ้นได้หากไม่ฝนตกหนัก ซึ่งได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  อย่างไรก็ตามในส่วนของลุ่มน้ำเพชรบุรี จะมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนแก่งกระจาน และไหลผ่านทางระบายน้ำล้น (Spillway) ลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี มีแนวโน้มลดลงตามการระบายน้ำจากเขื่อน

สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ  ยังคงเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ 3 แห่งที่มีปริมาณน้ำ         ในอ่างเก็บน้ำเกินเกณฑ์ควบคุม และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ คือ  เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร  และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมถึงอ่างขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีปริมาณน้ำ 100%

ส่วนสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสำคัญ ๆ  ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญลำน้ำสายหลักเพิ่มขึ้น  ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างที่ฝนตกน้อยส่งผลให้แม่น้ำมูลตอนบนมีระดับน้ำต่ำ  สำหรับภาคกลางและภาคใต้มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก  ด้านแม่น้ำโขง ขณะนี้มีระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง เนื่องจากปริมาณน้ำจากประเทศลาวไหลลงแม่น้ำโขงลดลง แต่มีแนวโน้มอาจจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “เบบินคา” สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วม ได้แก่ ริมแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง  อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี แม่น้ำกระบุรี  บริเวณ อ.กระบุรี อ.ละอุ่น และ อ.เมืองระนอง จังหวัดระนอง แม่น้ำตะกั่วป่า อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา และพื้นที่เฝ้าระวังจากการเร่งระบายน้ำ