กรมชลฯบริหารจัดการน้ำเหนือ ลดผลกระทบท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/341957

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำเหนือ ลดผลกระทบท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

กรมชล

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำเหนือ ลดผลกระทบพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาน้ำเพิ่มขึ้นหลังน้ำเหนือไหลหลาก กรมชลประทาน ใช้ระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง รับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างเต็มศักยภาพ ช่วยลดน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบพื้นที่ตอนล่างให้มากที่สุด

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ที่จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มน้ำเพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำเหนือที่ไหลหลากลงมาสมทบ ส่งผลให้สถานี C.2 ที่ อ.เมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มขึ้นเป็น 1,175 ลบ.ม./วินาที และจะไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาในลำดับต่อไป กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการรับน้ำเข้าคลองในระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง รวมประมาณ 494 – 550 ลบ.ม./วินาที และควบคุมน้ำให้ไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 820 ลบ.ม./วินาที มีพื้นที่ได้รับผลกระทบที่บริเวณที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งคลองบางบาล และคลองโผงเผง บริเวณ ต.หัวเวียง ต.บ้านกระทุ่ม อ.เสนา ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่            จ.พระนครศรีอยุธยา มีน้ำท่วมประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร โดยในระยะนี้ระดับน้ำบริเวณดังกล่าวจะทรงตัว ซึ่งเป็นไปตามที่กรมชลประทานได้คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ โครงการชลประทานในพื้นที่ได้ประสานกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้แจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องแล้วก่อนหน้านี้สำหรับการเตรียมการเร่งระบายน้ำในแม่น้ำท่าจีนช่วง จ.นครปฐม ขณะนี้ได้ทำการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 14 เครื่อง และกำลังดำเนินการติดตั้งอีก 39 เครื่อง จะแล้วเสร็จภายใน 2-3 วันนี้ กรมชลประทาน มีแผนดำเนินการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำท่าจีนทั้งหมด 81 เครื่อง เพื่อช่วยให้การไหลของน้ำในแม่น้ำท่าจีนดีขึ้นตั้งแต่ จ.สุพรรณบุรี และจ.นครปฐม ช่วยลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอีกทางหนึ่งด้วยน้ำที่มีน้ำเกินเกณฑ์ควบคุม(Upper rule curve (URC)) จะพิจารณาเร่งระบายให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ

อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์ฝน 3 วันล่วงหน้าของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าทั่วประเทศจะมีปริมาณฝนตกน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้น้ำท่าที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีปริมาณน้อยลงตามไปด้วย ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำในอ่างขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ อย่างรัดกุมและเคร่งครัด ด้วยการระบายน้ำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

“ประจิน”ติดตามปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในพื้นที่จ.หนองบัวลำภู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/341951

“ประจิน”ติดตามปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในพื้นที่จ.หนองบัวลำภู

“ประจิน”ติดตามปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในพื้นที่จ.หนองบัวลำภู

                    วันที่ 2 กันยายน 2561 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมพร้อมด้วยคณะได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมประชุมรับฟังปัญหาและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของสารเคมีตกค้างในพื้นที่ของ ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ที่วัดคลองเจริญธรรมมาวาส บ้านคลองเจริญ ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา โดยมี นายธนากร อึ้งจิตรไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู นายเวียงชัย แก้วพินิจ รองผู้ว่าราชการจัวหวัดหนองบัวลำภู นายสำรวย เกษกุล ปลัดจังหวัด เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 และหัวหน้าส่วนราชการจากหลายภาคส่วนร่วมให้การต้อนรับ นำเสนอข้อมูล ปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหา

โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภูได้ให้ รศ. ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล ผู้อำนวยการสถานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ได้นำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยจากการเก็บข้อมูลการวิจัยในพื้นที่ของจังหวัดหนองบัวลำภู ที่ได้ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัย 8 แห่ง จากการใช้สารเคมีในพื้นที่ ต่างๆของจังหวัดหนองบัวลำภู ทั้ง 6 อำเภอและผลกระทบที่จะส่งผลต่อประชาชนในพื้นที่ ทั้งจากในส่วนของการใช้ในพื้นที่ของอำเภอสุวรรณคูหา มีหลายหน่วยงานได้มีการนำเสนอข้อมูลปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่

ในการประชุม รองนายกรัฐมนตรี ได้ฝากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และหน่วยงานที่ได้ร่วมเดินทางมาพร้อมในการรับฟังปัญหาในครั้งนี้ ได้มีการนำเอาสภาพปัญหาผลกระทบรายงานในปลัดกระทรวงในสังกัดและรัฐมนตรีในสังกัดได้รับทราบ และถือว่าเรื่องนี้ รัฐมนตรี รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ ที่จะนำเอาปัญหาให้กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายทราบ พร้อมทั้งจะได้กำหนดแนวทางให้เร็วที่สุด ในส่วนของคนที่เจ็บป่วยก็จะเร่งดำเนินการร่วมกับ โรงพยาบาลในพื้นที่ โรงพยาบาลในจังหวัดให้เข้ามาดูแล ถือว่าเป็นการเร่งดูแลประชาชนให้มีความสุข และในส่วนตัวก็จะนำเรียนให้ นายกรัฐมนตรีอีกทางหนึ่ง และหลังจากได้มีการสรุปปัญหาแนวทางในการดำเนินการร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการแล้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังได้จัดสรรเครื่องกรองน้ำดื่มให้กับตำบลบุญทัน 2 ชุด มอบเงินช่วยเหลือผู้ได้รับกระทบจากการใช้สารเคมีจนทำให้ต้องกลายเป็นผู้พิการ จำนวน 6 ราย คนละ 2,000 บาท และมอบเงินช่วยเหลือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง กล่าวว่า จากปัญหาของสารเคมีนั้น ได้พบว่ามีการพบสารเคมีอันตรายมาตั้งแต่ปี 2554 และได้เริ่มทำการแก้ไขเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ของอำเภอสุวรรณคูหา ซึ่งในครั้งนี้ จากการฟังข้อมูลปัญหา ทางจังหวัดได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการขับเคลื่อนการทำงานและคณะกรรรมการวิจัย เสนอแนวทางในการแก้ปัญหา ส่วนทางด้านการเกษตร ได้พยายามจัดให้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ในการใช้สารเคมี สารตกค้าง ซึ่งเป็นส่วนของจังหวัด แต่ในส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตร กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม จะได้นำเอา งานของอำเภอสุวรรณคูหา ไปขับเคลื่อน ในเรื่องมาตรการของสารเคมี 3-4 ตัว ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นเกษตรอินทรีย์

นอกจากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ยังกล่าวอีกว่า จากการที่มีการใช้สารเคมีในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเก้า ภูพานคำ นั้น ในส่วนของกฎหมายมีกฎหมายห้ามการใช้สารเคมีในเขตอุทยาน เขตป่าอยู่แล้ว อันนี้จะต้องมีการห้ามอย่างเด็ดขาด และการใช้สารเคมีใกล้แหล่งน้ำอุปโภค บริโภค จะต้องดูแลกันไม่ให้ตกกระทบเข้าไปในน้ำ ส่วนหนึ่งการใช้ในพืชผักสวนครัวก็อาจจะทำให้เกิดการขาดความเชื่อมั่น ต่อผู้บริโภค ส่วนในพืชเศรษฐกิจ พวกข้าว อ้อย และยางพารา นั้น จะต้องเข้าไปหามาตรการควบคุมเป็นกรณีพิเศษ

จากนั้น คณะของรองนายกรัฐามนตรี ได้เดินทางไปยัง แปลงเกษตรผสมผสานของ นายอ่อนสา อาสาธง และแปลงปลูกไผ่ ของ นายกุมาร บานเย็น บ้านแสงอรุณ ตำบลบุญทัน ก่อนที่จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการคืนคนดีสู่สังคมของเรือนจำจังหวัดหนองบัวลำภูและไปยัง ศูนย์ยุติธรรม ตำบลโนนทัน อำเภอเมืองหนองบัวลำภู

สรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำประเทศไทยเสาร์ที่ 1 กันยายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/341788

สรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำประเทศไทยเสาร์ที่ 1 กันยายน 2561

สทนช

สรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำประเทศไทยเสาร์ที่ 1 กันยายน 2561

ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ  สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชา่ติ(สทนช.)สรุปสถานการณ์น้ำประเทศไทย เสาร์ที่ 1 กันยายน 2561  พบว่าบริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้มีฝนลดลง

•    2–5 ก.ย. 61 บริเวณประเทศไทยตอนบนมีปริมาณฝนลดลง ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น
•    แม่น้ำในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ระดับน้ำเพิ่มขึ้น โดยต้องเฝ้าระวัง แม่น้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำโขง แม่น้ำป่าสัก จ.เพชรบูรณ์ และแม่น้ำปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีระดับน้ำน้อย ภาคตะวันตก ภาคกลางและภาคใต้มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก โดยต้องเฝ้าระวัง แม่น้ำเพชรบุรี จ.เพชรบุรี
•    แม่น้ำโขง : (06.00 น.) มีน้ำสูงกว่าตลิ่งที่ จ.นครพนม จ.มุกดาหาร และ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี (แนวโน้มสูงขึ้น) และต้องเฝ้าระวังบริเวณ จ.หนองคาย และจ.บึงกาฬ  แนวโน้มน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะสูงกว่าตลิ่ง ใน 1-3 วัน
สถานการณ์ฝน
•    1 ก.ย. 61 ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยมีพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมาก 16 จังหวัดภาคเหนือ เชียงราย พะเยา น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม ภาคตะวันตก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออก นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด
•    24 ชั่วโมงที่ผ่านมา (06.00 น.) มีฝนตกปานกลางถึงหนักในภาคเหนือ (แพร่ 76.0 มม. เชียงราย 61.0 มม. แม่ฮ่องสอน 54.0 มม.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สุรินทร์ 38.4 มม.)  ภาคกลาง (ปทุมธานี 48.6 มม.) ภาคตะวันออก (นครนายก 41.8 มม.) ภาคตะวันตก (ประจวบคีรีขันธ์ 38.8 มม.) และภาคใต้ (นราธิวาส 43.2 มม.)
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

อ่างฯขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ มี 6 แห่ง ดังนี้
1. เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (06.00 น./ชป.) ปริมาณน้ำ 567 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 571) คิดเป็น 109% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 4.89 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 6.68) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 7.74 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 8.69)
สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่ง บริเวณบ้านนาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม บ้านพอกใหญ่  อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
การบริหารจัดการน้ำ ลดการระบายน้ำ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา และ สสนก. คาดการณ์ว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนปริมาณฝนในเดือน ก.ย.-ต.ค. 61 ลดลง ทั้งนี้ขอให้หน่วยงานติดตามการคาดการณ์ฝน เพื่อการปรับแผนให้เหมาะสม โดยต้องแจ้งประชาชนให้ทราบล่วงหน้า
การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ แจ้งเตือนให้พื้นที่ในลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง ตั้งแต่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร จนถึง อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ
2. เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (06.00 น./ชป.) ปริมาณน้ำ 755 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 756) คิดเป็น 106% น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 1.00 ม. (เมื่อวาน 1.02) ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 14.22 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 13.48) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 15.05 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 15.31)
สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีต่ำกว่าระดับตลิ่ง แต่ยังต้องเฝ้าระวังเนื่องจากยังคงมีฝนตกในพื้นที่
การบริหารจัดการน้ำ เร่งระบายน้ำให้กลับสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ที่เขื่อนเพชร เพิ่มการระบายเป็น 11.23  ล้าน ลบ.ม./วัน ตั้งแต่ 30 ส.ค. 61
การช่วยเหลือและเร่งระบายน้ำ หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
3. เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (24.00 น./31 ส.ค.61/กฟผ.) มีปริมาณน้ำ 8,352 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 8,329) คิดเป็น 94% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 75.73 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 86.91) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 52.34 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 52.31)
สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ยังไม่สูงกว่าตลิ่ง
การบริหารจัดการน้ำ ปรับเพิ่มการระบายวันละ 5 ล้าน ลบ.ม. จากวันละ 53 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 58 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่ 4-10 ก.ย.61 โดยปริมาณน้ำที่ระบายเพิ่มขึ้นยังไม่เกินความจุของลำน้ำแควน้อย แต่อาจมีพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำบางแห่งได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เอ่อสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 50 ซม.
การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ แจ้งให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลำน้ำแควน้อยให้ทราบถึงแผนการระบายน้ำ
4. เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (24.00 น./31 ส.ค. 61 กฟผ.) ปริมาณน้ำ 16,092 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 16,061) คิดเป็น 91% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 57.52 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 56.52) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 25.01 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 21.97)
การบริหารจัดการน้ำ ปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาขึ้นวันละ 6 ล้าน ลบ.ม. จากวันละ 22 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่ 7-13 ก.ย. 61 (หลังจากเขื่อนวชิราลงกรณเพิ่มการระบายน้ำแล้ว 3 วัน) โดยปริมาณน้ำที่ระบายเพิ่มขึ้นยังไม่เกินความจุของลำน้ำแควใหญ่ บริเวณบ้านหนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี แต่อาจมีพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำบางแห่งได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เอ่อสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 60 ซม.
การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ แจ้งให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลำน้ำแควใหญ่ให้ทราบถึงแผนการระบายน้ำ
5. เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (06.00 น./ชป.) ปริมาณน้ำ 194 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 193) คิดเป็น 87% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 7.30 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 6.20) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 7.30 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 7.88) น้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นสูง 0.94 ม. (เมื่อวาน 0.84)
การบริหารจัดการน้ำ ลดการระบายน้ำ ทั้งนี้ขอให้หน่วยงานติดตามการคาดการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อการปรับแผนให้เหมาะสม โดยต้องแจ้งประชาชนให้ทราบล่วงหน้า
6. เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (06.00 น./ชป.) ปริมาณน้ำ 312 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 315) คิดเป็น 80%  มีปริมาณน้ำไหลเข้า 7.91 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 7.64)  มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 11.08 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 11.08)
การบริหารจัดการ มีแผนระบายน้ำลงแม่น้ำปราณบุรีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้จะค่อยๆเพิ่มอัตราการระบายโดยติดตามดูผลกระทบท้ายน้ำและแจ้งจังหวัด อำเภอ ให้แจ้งราษฎรในพื้นที่ก่อนเพิ่มอัตราการระบาย
ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ให้วางแผนปรับลดการระบายน้ำ เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนน้ำอูน และอ่างขนาดกลาง/ขนาดเล็ก ทุกแห่ง ตามการคาดการณ์ที่ปริมาณน้ำฝนที่มีแนวโน้มลดลงในเดือน ก.ย.-ต.ค. 61 พื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ให้ติดตามการพยากรณ์อากาศในช่วง ก.ย. นี้ เพื่อวางแผนปรับการระบายน้ำในแม่น้ำสายหลัก ทั้งนี้ ให้มีผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำน้อยที่สุด ส่วนในพื้นที่ภาคตะวันตก ใน 4 เขื่อนขนาดใหญ่  (ศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ แก่งกระจาน และปราณบุรี) ยังคงต้องเร่งการพร่องน้ำ ตามการคาดการณ์น้ำฝนที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและรองรับฝนตามฤดูกาลในปลายเดือน ก.ย.-ต.ค. 61
สถานการณ์น้ำในแม่น้ำ/ลำน้ำ
แม่น้ำสายสำคัญ
– ภาคเหนือ มีระดับน้ำปานกลางถึงน้ำมาก มีน้ำสูงกว่าตลิ่งในแม่น้ำป่าสัก  บริเวณ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีระดับน้ำปานกลางถึงน้ำมาก มีน้ำสูงกว่าตลิ่งใน แม่น้ำสงคราม จ.สกลนคร อ.เซกา จ.บึงกาฬ ห้วยหลวง จ.อุดรธานี แม่น้ำโขง บริเวณ จ.นครพนม จ.มุกดาหาร และ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีระดับน้ำน้อยถึงปานกลาง ไม่มีน้ำสูงกว่าตลิ่ง
– ภาคตะวันตก มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก ไม่มีน้ำสูงกว่าตลิ่ง แต่ยังต้องเฝ้าระวังในแม่น้ำเพชรบุรี จ.เพชรบุรี
– ภาคตะวันออก มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก มีน้ำสูงกว่าตลิ่งใน แม่น้ำนครนายก บริเวณ อ.องครักษ์ จ.นครนายก คลองพระปรง จ.สระแก้ว แม่น้ำปราจีนบุรี บริเวณ ตลาดเก่า อ.กบินทร์บุรี อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี
– ภาคกลาง และภาคใต้ มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก ไม่มีน้ำสูงกว่าตลิ่ง
การติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่
ตามมติที่ประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 5/2561 เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 61 ให้พื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ที่มีอ่างเก็บน้ำปริมาณน้ำมากกว่า 80% ของความจุ พิจารณาปรับแผนการระบายน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำให้พอเพียงในฤดูแล้ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 50% ของความจุ ต้องวางแผนเก็บกักน้ำและเติมน้ำโดยประสานกับกรมฝนหลวง่และการบินเกษตร
อ่างฯ ขนาดใหญ่+ กลาง : ปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มี 53,545 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 75 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มี 3,143 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 รับน้ำได้อีก 19,420 ล้าน ลบ. ม.
อ่างฯที่ความจุเกิน 100% ขนาดใหญ่ 2 แห่ง เขื่อนน้ำอูน (109% เมื่อวาน 110%) เขื่อนแก่งกระจาน (106% เท่าเดิม)        ขนาดกลาง 22 แห่ง (ลดลง 11 แห่ง) ซึ่งอยู่ใน ภาคเหนือ 2 แห่ง (เท่าเดิม) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 แห่ง (ลดลง 11 แห่ง) ภาคกลาง 1 แห่ง (เท่าเดิม) และภาคตะวันออก 3 แห่ง (เท่าเดิม)
อ่างเฝ้าระวัง (80-100%) ขนาดใหญ่ 5 แห่ง เขื่อนวชิราลงกรณ (94% เท่าเดิม) เขื่อนศรีนครินทร์ (91% เท่าเดิม)
เขื่อนรัชชประภา (86% เมื่อวาน 87% ) เขื่อนขุนด่านปราการชล (87% เมื่อวาน 86%) เขื่อนปราณบุรี (80% เมื่อวาน 81%) ขนาดกลาง 64 แห่ง (เพิ่มขึ้น 9 แห่ง) แยกเป็น ภาคเหนือ 8 แห่ง (ลดลง 1 แห่ง) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 36 แห่ง (เพิ่มขึ้น 10 แห่ง) ภาคตะวันออก 12  แห่ง (เท่าเดิม) ภาคกลาง 4 แห่ง (เพิ่มขึ้น 1 แห่ง) และภาคใต้ 4 แห่ง (ลดลง 1 แห่ง)
อ่างเฝ้าติดตาม (น้อยกว่า 30%) ขนาดใหญ่ 2 แห่ง เขื่อนอุบลรัตน์ (28% เท่าเดิม) เขื่อนทับเสลา (25%เท่าเดิม) ขนาดกลาง 38 แห่ง (เพิ่มขึ้น 2 แห่ง) ภาคเหนือ 2 แห่ง (เท่าเดิม)  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 26 แห่ง (เพิ่มขึ้น 1 แห่ง)  ภาคตะวันออก 4 แห่ง (เท่าเดิม)               ภาคกลาง 1 แห่ง (เท่าเดิม)  ภาคใต้ 5 แห่ง (เพิ่มขึ้น 1 แห่ง)
อ่างเฝ้าติดตามที่มีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุม (Lower Rule Curve)  ขนาดใหญ่ 2 แห่ง เขื่อนกิ่วลม (38%) เขื่อนบางลาง (50%)
– พื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วม : แม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ลำน้ำก่ำ ลำน้ำสงคราม ลำน้ำอูน แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำป่าสัก อ.หล่มสัก อ.หนองไผ่ อ.เมืองเพชรบูรณ์ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ และแม่น้ำปราจีนบุรี บริเวณตลาดเก่า อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ์ อ.เมืองปราจีนบุรี อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี
– สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา : แนวโน้มปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์ 700-800 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ถึงบริเวณ ต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง อ.เสนา และ ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้จะควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ประมาณ 800 ลบ.ม./วินาที คาดว่าจะทำให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 30-50 ซม. ทั้งนี้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการคาดการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อการปรับแผนให้เหมาะสม โดยต้องแจ้งประชาชนให้ทราบล่วงหน้า

เปิดแล้ว “เกษตรสร้างชาติ” ที่สุดของงานส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/341787

   เปิดแล้ว “เกษตรสร้างชาติ” ที่สุดของงานส่งเสริมการเกษตร

   เปิดแล้ว “เกษตรสร้างชาติ” ที่สุดของงานส่งเสริมการเกษตร

เปิดแล้ว “เกษตรสร้างชาติ” ที่สุดของงานส่งเสริมการเกษตร สร้างสินค้าดี เกษตรกรมีรายได้ ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 สวนลุมพินี  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดงานเกษตรสร้างชาติ ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ สร้างสินค้าดี เกษตรกรมีรายได้

กฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การสร้างอนาคตประเทศไทย เราจำเป็นต้องสร้างรากฐานที่แข็งแรงของภาคการเกษตร ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ จนถึงวันนี้ทุกอย่าง ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ได้รับความเชื่อมั่นจากต่างชาติมากขึ้น มี Start up ภาคการเกษตร มี Young Smart Farmer ที่เปรียบเสมือนเป็นอนาคตที่สำคัญในภาคการเกษตร สินค้าการเกษตรหลายประเภทส่งออกมากขึ้น และประเทศกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลมุ่งเสริมสร้างให้เกิดรากฐานที่ดี เพื่อเดินไปสู่เป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคการเกษตรเปรียบเสมือนรากฐานที่สำคัญของประเทศ ถ้ารากต้นไม้แข็งแรง ต้นไม้จึงจะเติบโตแผ่กิ่งก้านใบออกดอกติดผลได้ แต่ภาคการเกษตรจะเข้มแข็งไม่ได้ หากไม่มีกระบวนการสร้างและพัฒนาเกษตรกรให้พึ่งพาตนเอง

ปัจจุบันเรามีกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง ได้แก่ Smart Farmer 1,056,026 ราย มีเกษตรกร รุ่นใหม่ Young Smart Farmer ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพแล้วกว่า 7,598 ราย มีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ที่คอยสนับสนุนงานทั่วประเทศ 75,138 ราย กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร 19,151 กลุ่ม สมาชิก 479,822 ราย สมาชิก กลุ่มยุวเกษตรกรรวมทั้งประเทศ 165,216 ราย นอกจากนี้ ยังมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก.ที่มีเกษตรกรต้นแบบ 882 ราย สมาชิกแปลงใหญ่ จำนวน 3,899 กลุ่ม ซึ่งทั้งหมดเป็นผลมาจากการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรกว่า 50 ปี ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้น ในการสร้างเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในสัปดาห์นี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร จัดงาน “เกษตรสร้างชาติ” ขึ้น เป็นอีกงานที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาครวมทั้งการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนายกระดับสินค้าเกษตร และเข้าสู่การแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากตลาดท้องถิ่น ตลาดภูมิภาค สู่ตลาดต่างประเทศ และตลาดออนไลน์ ให้คนเมืองได้เห็น อย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทั้งเกษตรผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานราก มีการกระจายตัวของรายได้มากขึ้น ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคได้โดยตรง ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้ที่สนใจ เข้าเยี่ยมชมงาน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตร และทำความเข้าใจว่า

เกษตรสร้างชาติได้อย่างไร เป็น 4 วันที่ต้องห้ามพลาด ตั้งแต่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 เวลา 09.00 – 20.00 น. ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

สถานีวิทยุม.ก.จับมือทม.แม่เหียะพัฒนาร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/341596

สถานีวิทยุม.ก.จับมือทม.แม่เหียะพัฒนาร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

สถานีวิทยุม.ก.จับมือเทศบาลเมืองแม่เหียะ ดำเนินโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ หวังพัฒนาสื่อใ ให้ทันต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

         วันที่ 30 สิงหาคม 2561 เวลา 14.00 น. ณ เทศบาลเมืองแม่เหียะ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรักษาการแทนผู้อำนวยการสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่และคณะ ได้เข้าพบ นายธนวัฒน์ ยอดใจ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ และทีมผู้บริหาร เพื่อหารือเรื่องการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการร่วมกัน ระหว่าง เทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในประเด็นการดำเนินโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศต้นแบบ รุ่นที่ 1 เมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่

โดยกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศต้นแบบฯ นี้ ในเบื้องต้นทางเทศบาลเมืองแม่เหียะ จะเปิดรับสมัครผู้สูงอายุที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 60 คน เพื่อเป็นต้นแบบในการฝึกอบรมด้านสุขภาพให้กับผู้สูงอายุ ด้านการเรียนรู้เพื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โดยออกอากาศผ่านทางเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ AM 612 kHz และผ่านทาง Youtube ของสถานีวิทยุ ม.ก. ช่อง KU Radio Thailand ซึ่งสามารถติดตามรับชมและรับฟังย้อนหลังได้

สำหรับกิจกรรมโครงการโรงเรียนเกษตรและเทคโนโลยีทางอากาศ ทางคุณหลวง สุวรรณวาจกกสิกิจ (อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2489-2501) ท่านเป็นผู้คิดริเริ่มโครงการในปี พ.ศ.2492 เพื่อต้องการส่งเสริมให้คนไทยเลี้ยงไก่เป็นการค้าและยึดเอาเป็นอาชีพหลักในขณะนั้น โดยบรรยายออกอากาศผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณา (กรมประชาสัมพันธ์ ในปัจจุบัน) และยังไปบรรยายที่สถานีวิทยุ 1 ป.ณ.

ต่อมาในยุคปัจจุบัน ทางสถานีวิทยุ ม.ก. ภายใต้การบริหารงานของ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้สืบทอดเจตนารมณ์และได้พัฒนาสื่อในการออกอากาศ เพื่อให้ทันต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จึงได้เริ่มดำเนินโครงการโรงเรียนทางอากาศหลักสูตรแรก ในปีพ.ศ.2555 ซึ่งถือเป็นโครงการต้นแบบในยุคโลกาภิวัฒน์ คือ โรงเรียนหลักสูตรลำไย ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และได้ต่อยอดโครงการโรงเรียนทางอากาศหลายหลักสูตร อาทิ โรงเรียนข้าวทางอากาศ ร่วมกับกรมการข้าว โรงเรียนโคเนื้อทางอากาศ ร่วมกับ ธ.ก.ส.

และในปีพ.ศ.2561 นี้ กำลังจะดำเนินโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทาง ร่วมกับเทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฯ และการออกอากาศโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศต้นแบบ รุ่นที่ 1 เมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 นี้

ปศุสัตว์เข้มงวดผู้กระทำความผิดสถานที่เก็บซากโค-กระบือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/341169

ปศุสัตว์เข้มงวดผู้กระทำความผิดสถานที่เก็บซากโค-กระบือ

ปศุสัตว์

ปศุสัตว์เข้มงวดตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดสถานที่เก็บซากสัตว์ประเภท (โค-กระบือ) ในพื้นที่ภาคอีสาน

          ชุดเฉพาะกิจกองสารวัตรและกักกัน เข้มงวดตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดสถานที่เก็บซากสัตว์ประเภท (โค-กระบือ) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี2561 มีการจับกุมจำนวน 32 คดี จำนวน 44,018 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 3,555,110 บาท

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจ กองสารวัตรและกักกัน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์อุดรธานี และด่านกักกันสัตว์อุบลราชธานี ระดมกาลังเข้าตรวจสอบสถานที่เก็บซากสัตว์ (ห้องเย็น)ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และอุบลราชธานี พบผู้ลักลอบนาเข้าสินค้าปศุสัตว์ซากสัตว์ ประเภท (โค-กระบือ) แช่แข็งมีต้นกาเนิดจากต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมปศุสัตว์ให้นาเข้า ได้แก่ 1. ห้องเย็นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี พบเนื้อโคแช่แข็งจานวน 1,200 กิโลกรัม มูลค่า 180,000 บาท
2. ห้องเย็นในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พบซากสัตว์ (ปากหนาม)จำนวน 1,040 กิโลกรัม มูลค่า 104,000 บาทและดีวัวแช่แข็ง จานวน 580 กิโลกรัม มูลค่า 87,000 บาท
รวมทั้งสิ้นจานวน 2,820 กิโลกรัม มูลค่าของกลางประมาณ 371,000 บาท โดยข้อหาในการกระทาผิดมีดังนี้
– กระทาการฝ่าฝืนมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยนำซากสัตว์เข้ามาจากต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมปศุสัตว์หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจาทั้งปรับ
– ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยเคลื่อนย้ายซากสัตว์ข้ามจังหวัดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสัตวแพทย์ประจาท้องที่ต้นทาง มีโทษสูงสุดจาคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดยนโยบายของนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้เข้มงวดควบคุมการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคระบาด และการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ต้องได้รับใบอนุญาตนาเข้า ส่งออก และนาผ่านราชอาณาจักรจากสัตวแพทย์ประจาท้องที่ต้นทาง พร้อมทั้งได้รับการตรวจโรคและทาลายเชื้อโรค ทุกครั้งโดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกาหนด

จึงได้มีการจัดตั้งจุดตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ เพื่อทาการตรวจสอบรถยนต์ที่ต้องสงสัยว่าจะมีการบรรทุกสัตว์หรือซากสัตว์ที่ผิดกฎหมายบนถนนสายหลักทั่วประเทศ และยังปราบปรามผู้กระทาความผิดที่ลักลอบนาเข้าและกักเก็บซากสัตว์ที่ผิดกฎหมาย
ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 มีการจับกุมจำนวน 32 คดี จำนวน 44,018 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 3,555,110 บาทในส่วนซากสัตว์ที่ยึดได้ในครั้งนี้ จำนวน 2,820 กิโลกรัม อยู่ระหว่างดาเนินการดาเนินคดีและทาลายต่อไป
กรมปศุสัตว์มีความห่วงใยในสุขภาพสัตว์ของประชาชน จึงได้ใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายโรคระบาดสัตว์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้บริโภค ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ได้อำนวยความสะดวกในการอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

มนต์เสน่ห์แห่งท้องทุ่ง 1-2 กันยายน ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ปทุมธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/341007

มนต์เสน่ห์แห่งท้องทุ่ง 1-2 กันยายน ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ปทุมธ

พิพิธภัณฑ์เกษตร

มนต์เสน่ห์แห่งท้องทุ่ง 1-2 กันยายน ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ปทุมธานี

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(องค์การมหาชน) เชิญเที่ยวตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง “สีสัน ลีลา ภูมิปัญญาท้องทุ่ง” จัดขึ้นในวันที่ 1 – 2 กันยายน 2561 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. ซึ่งครั้งนี้ได้เนรมิตพื้นที่เพื่อเปิดสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งท้องทุ่ง ไร่นา ป่าเขา ความสุข สนุกสนานในวิถีเกษตร ที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ข้าว ปลา อาหาร วิถีการหาอยู่หากิน นอกจากนี้ยังมีองค์ความรู้ด้านการเกษตรจากเกษตรกรผู้มีประสบการณ์จริง ที่พร้อมใจมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว และเทคนิคการทำเกษตรในหลักสูตรการอบรมวิชาของแผ่นดิน 10 วิชา ซึ่งลงทะเบียนเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (นวนคร) ถนนพหลโยธิน กม.46-48 จ.ปทุมธานี

มนต์เสน่ห์แห่งท้องทุ่ง 1-2 กันยายน ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ปทุมธ

นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า “งานตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง สีสัน ลีลา ภูมิปัญญาท้องทุ่ง ครั้งนี้พร้อมให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกับบรรยากาศกลิ่นอายแห่งท้องทุ่งบ้านนาที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับสังคม และพบกับความสุข สนุกสนานในสไตล์วิถีเกษตร ลิ้มรสความอร่อยจากพืชผักพื้นบ้านที่รังสรรค์เมนูให้ได้เลือกซื้อ เลือกชิม เรียนรู้ความหลากหลายของพันธุกรรมจากท้องทุ่งที่นำมาจัดแสดง พร้อมทั้งสาธิต ต่อยอดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ในเรื่องนวัตกรรมการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร เช่น ระบบน้ำหยดสำหรับคนเมือง ระหัดวิดน้ำ ตะบันน้ำ จักรยานสูบน้ำ กังหันลมสูบน้ำ  เป็นต้น และหลักสูตรวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการที่นำไปประยุกต์ต่อยอดสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว และเอาใจเด็กๆ ที่มาเที่ยวงานซึ่งจะได้เรียนรู้ลงมือทำของเล่นจากธรรมชาติด้วยตนเองและสามารถนำกลับไปที่บ้านได้”                    วันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2561 หลักสูตรอบรมวิชาของแผ่นดิน หลักสูตรการทำสวนเกษตรผสมผสาน เรียนรู้การทำเกษตรผสมผสาน การบริหารจัดการวางแผนผลิต และการสร้างตลาดให้ผลผลิต โดย อ.ภควัฒน์ และอ.พิมล ภิรมย์ไกรภักดิ์ หลักสูตรจุลินทรีย์จาวปลวก ภูมิปัญญาการทำจุลินทรีย์จาวปลวกเพื่อใช้ในการเกษตรประหยัด ลดต้นทุน จาก อ.จักรภฤต บรรเจิดกิจ หลักสูตรเลี้ยงปูนาสร้างอาชีพ เผยเทคนิคการเลี้ยงปูนา การอนุบาล การเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การสร้างตลาดปูนา โดย อ.พิมพ์พิศา สีเปรม และอ.นัทภักษร จีรเดชชินป่า ธามธามฟาร์มปูนา จ.สมุทรสาคร

หลักสูตรอบรมวันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2561 ได้แก่ บัญชีฟาร์มเพื่อการเกษตร การทำเกษตรอินทรีย์ การทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย เพื่อวิเคราะห์วางแผนในการทำเกษตร โดย อ.ภูดิส หาญสวัสดิ์ และ อ.ณัฐธิดา ปะลา หลักสูตรการกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีชีวภาพ เรียนรู้วิธีการกำจัดวัชพืชด้วยหลักชีวภาพ ปลอดภัย และหลักสูตรการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร เรียนรู้วิธีการจัดการน้ำ ลดต้นทุน
หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ ในงานตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียงครั้งนี้ ได้แก่ ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรโคคลาน เห็ดฟางในตะกร้า แหนมหน่อไผ่ การปลูกผักในท่อ PVC ทุกหลักสูตรลงทะเบียนเรียนไม่มีค่าใช้จ่าย

พลาดไม่ได้กับการฟังเสียงเพลงจากท้องนา ชมนิทรรศการพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา สนุก ตื่นเต้นกับภาพยนตร์ แอนิเมชั่น 3 มิติ และพิพิธภัณฑ์วิถีน้ำ 4 มิติทะลุจอ ชิม ช้อป เลือกซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตผลเกษตรดีๆ มีคุณภาพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางโทรศัพท์ 0-2529-2212-13 มือถือ 087-359-7171 , 094-649-2333 คลิกดูทาง http://www.wisdomking.or.th และทาง Face book/ Instagram: wisdomkingfan Line ID:@wisdomkingfan

มนต์เสน่ห์แห่งท้องทุ่ง 1-2 กันยายน ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ปทุมธ


รักษาการแทนผู้ว่าฯกยท.แจง 3 ประเด็นร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/340978

รักษาการแทนผู้ว่าฯกยท.แจง 3 ประเด็นร้อน

กยท

รักษาการแทนผู้ว่าฯกยท.แจง 3 ประเด็นร้อน มั่นใจการบริหารองค์กรสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่

            รักษาการแทนผู้ว่าฯกยท.แจง 3 ประเด็นร้อน มั่นใจการบริหารองค์กรสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา และให้เกษตรกรชาวสวนยางขายยางคุ้มค่าต่อการลงทุน

               นายเยี่ยม ฤาวโรฤทธิ์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย     เผยว่า   จากกรณี คุณอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยยท.) ให้ความเป็นห่วงในเรื่องการบริหารงานของ กยท. ทั้งในด้านการขายยางพาราที่มีอยู่ในสต๊อก   การจัดซื้อปุ๋ยเคมีแจกเกษตรกรชาวสวนยางตามช่วงฤดูกาล และเสนอให้ สถาบันวิจัยยาง ไปสังกัดกรมวิชาการเกษตรตามเดิม เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบริหารของ กยท. นั้น จากขอเสนอแนะดังกล่าว กยท. ขอยืนยันว่า การขายยางพาราของ กยท. นั้น ดำเนินการโดยสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา และให้เกษตรกรชาวสวนยางขายยางคุ้มค่าต่อการลงทุน อย่างไรก็ตามในประเด็นดังกล่าว กยท. พร้อมที่จะให้รายละเอียดเพิ่มในเรื่องของการดำเนินการ เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในส่วนประเด็นเรื่อง การจัดซื้อปุ๋ยเคมีแจกเกษตรกรสวนยาง ซึ่งใช้วิธีการประมูลมีขั้นตอนล่าช้านั้น กยท. ขอชี้แจงว่า การจัดซื้อปุ๋ยทุกครั้ง ดำเนินการเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการ กยท. เห็นชอบและอนุมัติ โดยเปิดการประมูลผ่านระบบ E bidding ตามระเบียบของกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด และมีกระบวนการขั้นตอนที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

และประเด็นสุดท้าย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในฐานนะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   เกิดจากการรวมตัวกันของ 3 องค์กร ซึ่งเป็นไปตาม พรบ.การยางฯ ปี2558 โดยมีวัตถุประประสงค์หลัก เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบครบวงจร ซึ่งทั้งสามหน่วยงานเดิมต่างมีบทบาทหน้าที่ และความสามารถเฉพาะด้านที่ต่างกัน ทั้งด้านการส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรชาวสวนยางในการปลูกสร้างสวนยาง ตลอดจนการสนับสนุนอาชีพทางเลือกเสริมในเกษตรกรมีรายได้ ด้านการผลิตโดยการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรมาแปรรูปในโรงงานของ กยท. จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงด้านการวิจัยพัฒนาแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรชาวสวนยางและผู้ประกอบการที่สนใจ ทั้งนี้การรวมตัวกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกรชาวสวนยาง ในทุกด้าน  

รพส.ทองหล่อยกระดับบริการสู่”เมดิคัล กรูมมิ่ง” ​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/340645

รพส.ทองหล่อยกระดับบริการสู่”เมดิคัล กรูมมิ่ง” ​

รพส.ทองหล่อยกระดับบริการสู่”เมดิคัล กรูมมิ่ง” ​

                สพ.ญ.ทัศวรินทร์ กาญจนฉายา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจสำนักงานใหญ่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ กล่าวว่าปัจจุบัน เจ้าของสัตว์เลี้ยงจะดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว นอกจากจะให้ความสำคัญทั้งทางด้านที่พักอาศัย โภชนาการ การเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่ดี และให้การรักษายามเจ็บป่วยเป็นอย่างดีแล้ว การดูแลเรื่องความสะอาดและความสวยงามอย่างถูกวิธีก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าของใส่ใจ

              ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อจึงให้ความสำคัญกับขั้นตอนการให้บริการกรูมมิ่ง โดยได้ยกระดับการบริการให้เป็น“เมดิคัล กรูมมิ่ง” (MedicalGrooming) โดยพัฒนาทีมงานให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งทางด้านความเข้าใจพฤติกรรม และการดูแลสัตว์เลี้ยงที่มีปัญหาด้านสุขภาพ จากเดิมที่จะเน้นเฉพาะด้านการอาบน้ำและตกแต่งขนเท่านั้น

                “นอกจากจะดูแลเรื่องความสะอาดและความสวยงามแล้ว เรายังได้เพิ่มขีดความสามารถของเมดิคัล กรูมเมอร์ ให้มีทักษะความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น โดยเมดิคัล กรูมเมอร์ ของเราจะต้องมีประสบการณ์ด้านการทำงานอาบน้ำตกแต่งขนไม่น้อยกว่า 3 ปี ได้รับการอบรมตามแผนงานอบรมของแผนก ด้านทักษะ และการดูแลใส่ใจด้านพฤติกรรมสัตว์เลี้ยง ผ่านการสอบปรับระดับทักษะความสามารถด้านทฤษฏี ปฏิบัติ และพฤติกรรมจากหน่วยงานอบรมและพัฒนา ผ่านการคัดเลือกจากแผนกกรูมมิ่งทั้งด้านทักษะฝีมือและระเบียบวินัยในการทำงาน”

                สพ.ญ.ทัศวรินทร์เผยต่อว่านอกจากนี้ ยังต้องผ่านการฝึกอบรมทักษะพยาบาลด้าน Vet Nurse และผ่านการอบรมในคลินิกพิเศษอย่างน้อย 5 คลินิกโดยทีมสัตวแพทย์ ทำให้เมดิคัล กรูมเมอร์ สามารถสังเกตอาการความผิดปกติของสัตว์เลี้ยงที่มีปัญหาด้านสุขภาพเบื้องต้น แต่เจ้าของอาจจะยังไม่ทันสังเกตุเห็น ยกตัวอย่างเช่น สุนัขและแมวที่มีอาการของโรคผิวหนัง หรือเป็นแผลตามลำตัว การพบอาการผิดปกติเหล่านี้ จะสามารถควบคุมสัตว์เลี้ยงได้อย่างอ่อนโยนและปลอดภัยขณะให้บริการ หรือส่งไปรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งจะทำให้สัตว์เลี้ยงปลอดภัย คลายความเครียด และช่วยลดความกังวลให้กับเจ้าของเมื่อต้องพาสัตว์เลี้ยงมาใช้บริการ

              อย่างไรก็ตามโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อได้เปิดให้บริการเมดิคัล กรูมมิ่งแห่งแรกที่สาขาพระราม9 และเตรียมที่จะขยายบริการไปยังสาขาต่างๆ จนครบทุกสาขาเร็วๆ นี้

เบทาโกร ขยายผลโมเดล HAB ยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/340347

เบทาโกร ขยายผลโมเดล HAB ยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตชุมชน

เบทาโกร

เบทาโกร ขยายผลโมเดล HAB ยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างพื้นที่ต้นแบบ 17 แห่ง 

เบทาโกร จับมือ ศธ. มท. และ 11 สถาบันอุดมศึกษา ขยายผลช่องสาริกาโมเดล ชูแนวทางHAB การพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม 5 ด้าน เศรษฐกิจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และการศึกษา สร้างชุมชนต้นแบบที่มีคุณภาพชีวิตดี 17 พื้นที่ ใน 12 จังหวัด ผ่านเครือข่ายปฏิบัติการทางสังคม

       วันที่ 22 ส.ค. ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม (Holistic Area Based Community Development: HAB) โดยใช้เครือข่ายปฏิบัติการทางสังคม โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติร่วมในพิธี นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร เครือเบทาโกร และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา 11 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฎเลย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมลงนามฯ ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกชุมชนในพื้นที่เป้าหมายและให้บริการแก่สังคม เพื่อพัฒนาต้นแบบความร่วมมือระหว่าง ภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษา ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด และหน่วยงานภาครัฐ ในการนำรูปแบบการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวมที่เป็นนวัตกรรม สู่การปฏิบัติในพื้นที่และการขยายผลในวงกว้าง รวมทั้งตอบสนองนโยบายการพัฒนาเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ (Area-based Approach) ของภาครัฐ โดยใช้แนวทาง “การพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม (Holistic–Area Based Community Development: HAB)” ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และการศึกษา ซึ่งนำ  “ช่องสาริกาโมเดล” แนวคิดในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนของเครือเบทาโกร ที่ได้นำเครื่องมือการจัดการ     ด้านการเพิ่มผลผลิต (Productivity Management) เข้าไปช่วยชาวบ้านให้มีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิต    ที่ดีขึ้น ในรูปแบบ Holistic – Area Based Community Development ชุมชนต้นแบบ (ชุมชนที่มีคุณภาพชีวิต   ที่ดี) อาชีพดี สุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี สังคมดี โดยมีความรู้คู่คุณธรรม และแก้ไขปัญหาความยากจน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2550 ที่ ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี โดยทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงการพัฒนาแบบบูรณาการทั้ง 5 ด้าน สร้างกลไกการขับเคลื่อนในการทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งประสบผลสำเร็จถือเป็นโมเดลต้นแบบ จึงมุ่งนำแนวคิดนี้ขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ

สำหรับ โครงการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม (Holistic Area Based Community Development: HAB) โดยใช้เครือข่ายปฏิบัติการทางสังคม จะดำเนินโครงการในพื้นที่ปฏิบัติการ 17 พื้นที่ใน 12 จังหวัด ได้แก่ 1) ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี  2) บ้านดอนกลาง ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี  3) ตำบลนิคมลำนารายณ์และตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี  4) ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน  5) บ้านดอนแท่น ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน  6) บ้านทุ่งขาม ตำบลไชยสถาน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน  7) บ้านวังตาว ตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน  8) คุ้งบางกะเจ้า อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ  9) ตำบลคำพอุง อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด  10) ตำบลบ้านโต้น อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น  11) ตำบลห้วยแห้ง ตำบลตาลเดี่ยว และตำบลชำผักแพว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี  12) ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช  13) ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร  14) ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี  15) ตำบลหนองแสง อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก 16) ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และ 17)ชุมชนสาธิตวลัยลักษณ์พัฒนา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสถาบันอุดมศึกษามีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ หลักวิชา ส่วนเบทาโกรทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการฯ ถ่ายทอดประสบการณ์และนวัตกรรมการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม และสนับสนุนงบประมาณ และทั้ง 2ฝ่าย จะร่วมจัดทำชุดข้อมูล แผนงาน และคู่มือการดำเนินงาน สนับสนุนบุคลากรประสานงานในพื้นที่ ทำงานใกล้ชิดกับชุมชน เพื่อร่วมดำเนินโครงการฯ กับบุคคล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น ซึ่งจะมีการติดตามความก้าวหน้า รายงานผล พร้อมทั้งพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงาน เผยแพร่ผลสำเร็จและบทเรียนของโครงการฯ โดยมีเป้าหมายขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศต่อไปอนาคต