จัดสัมมนา “เกษตรอินทรีย์” จุดเปลี่ยนของเกษตรไทย จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/342585

จัดสัมมนา “เกษตรอินทรีย์” จุดเปลี่ยนของเกษตรไทย จริงหรือ?

สมก

สมก.จัดสัมมนา “เกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย จุดเปลี่ยนสู่โอกาสของเกษตรไทย จริงหรือ?

               วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 2561 เวลา 09.00 น. ณ ห้องนนทรี ชั้น 1 อาคาร ส.มก.สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานประชุมสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “เกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย จุดเปลี่ยนสู่โอกาสของเกษตรไทย จริงหรือ?” โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดและปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนกับโอกาสทางตลาดของเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย”

ซึ่งท่านได้เน้นประเด็นในด้านการเปิดโอกาสทางการตลาดของเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยทั้งภายในและต่างประเทศ รวมไปถึงสถานการณ์และแนวโน้มด้านเศรษฐกิจการค้าของเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยในอนาคต ตามแนวนโยบายของรัฐบาล ในการที่จะพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และเป้าหมายในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยของไทย ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี พ.ศ.2560-2564 โดยการขับเคลื่อนของกระทรวงพาณิชย์ โดยในพิธีเปิดงานดังกล่าวฯ นายสมบูรณ์ เมฆไพบูลย์วัฒนา อุปนายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และอดีตรองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นผู้กล่าวต้อนรับ

หลังจากนั้น ในเวลา 10.30 น. มีการเสวนาเรื่อง “เกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย ก้าวอย่างไรไปให้ถึง” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ดังนี้
– คุณบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
– คุณพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
– ดร.ไพบูลย์ เอี่ยมขำ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและสนับสนุนอาหารปลอดภัย กระทรวงสาธารณสุข
– คุณอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ ข้าราชการบำนาญ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร
– รศ.ดร.อัศนีย์ ก่อตระกูล ผู้ดำเนินการเสวนา

ในภาคบ่าย มีการเสวนาเรื่อง “ร่วมกันคิด พิชิตโอกาสเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ดังนี้
– คุณวัลลภ พิชญ์พงศา เลขาธิการสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ (TOTA)
– คุณลักขณา นะวิโรจน์ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด และบริษัท สยามพารากอน จำกัด
– คุณเพชรดา อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ผู้ประสานงานผักอินทรีย์มูลนิธิโครงการหลวง
– คุณภัททดา สามัคคี กรรมการผู้จัดการบริษัท PDI Trading Co.,Ltd.
– คุณธนิดา ขุนนา บริษัท คลีนฟาร์ม จำกัด
– ดร.ประมุข เพ็ญสุต ผู้ดำเนินการเสวนา

สำหรับการจัดประชุมสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยและทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ เพื่อเป็นเวทีสำหรับผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องด้านเกษตรอินทรีย์ และเกษตรปลอดภัยให้ข้อคิดเห็นและมุมมองที่เป็นประโยชน์ สามารถนำไปปฎิบัติได้อย่างถูกต้อง

ซึ่งสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ ม.ก.) ได้ไปดำเนินการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียง ผ่านทางเครือข่ายสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผ่านทาง Mobile Application ในระบบ Android ระบบ iOS และผ่านทาง Facebook Live โดยพิมพ์ค้นหาคำว่า “สถานีวิทยุ ม.ก.” ทาง Youtube Live โดยพิมพ์ค้นหาคำว่า “KU Radio Thailand”
ซึ่งสามารถรับชมและรับฟังย้อนหลังได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดสัญญาณในระบบ เอ.เอ็ม. สเตอริโอ ทั้ง 4 สถานี (4 ภูมิภาค) ทั่วประเทศ

ภาคกลาง สถานีวิทยุ ม.ก. บางเขน AM 1107 kHz
ภาคเหนือ สถานีวิทยุ ม.ก. เชียงใหม่ AM 612 kHz
ภาคใต้ สถานีวิทยุ ม.ก. สงขลา AM 1269 kHz
ภาคอิสาน สถานีวิทยุ ม.ก. ขอนแก่น AM 1314 kHz

สำหรับการถ่ายทอดการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ ทางสมาชิกครอบครัว ม.ก.ระยอง (ภาคตะวันออก) ของสถานีวิทยุ ม.ก. ได้ระดมสมาชิกเข้ามารับฟัง-รับชมการถ่ายทอดสดฯ ตลอดทั้งวัน ณ หมู่บ้านชากเล็ก ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง

ก.เกษตรฯเร่งดำเนินส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนในโครงการคทช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/342477

ก.เกษตรฯเร่งดำเนินส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนในโครงการคทช.

กฤษณ

รัฐมนตรีเกษตรฯ เร่งดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน ตามโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.)

             รัฐมนตรีเกษตรฯ เร่งดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน ตามโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) หลังพบว่ามีพื้นที่ตามโครงการ คทช.หลายแห่งยังขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาอาชีพ

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้จัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนตามโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับการจัดสรรที่ดินดังกล่าว จึงได้ติดตามการดำเนินงานพัฒนาอาชีพตามโครงการ คทช.แก่ประชาชนหรือเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน จันทบุรี เพชรบุรี หนองบัวลำภู อุทัยธานี และอุบลราชธานี ซึ่งพบว่ามีพื้นที่ตามโครงการ คทช.หลายแห่งยังขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาอาชีพหรือบางพื้นที่ประชาชนที่ได้รับที่ดินหรือเครื่องมือในการพัฒนาส่งเสริมอาชีพยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ

กระทรวงเกษตรฯ จึงได้เร่งดำเนินการโดยมอบหมายให้สหกรณ์จังหวัด ในฐานะเลขานุการอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพระดับจังหวัดเป็นหน่วยหลัก บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนดำเนินการ ดังนี้ 1) ในกรณีที่จะมีการจัดที่ดินทำกินตามโครงการ คทช.ในพื้นที่จังหวัดใด ขอให้ส่วนราชการของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมงบประมาณ แผนงาน/โครงการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด /โครงสร้างพื้นฐาน ที่จำเป็นให้พร้อม เมื่อได้รับการส่งมอบรายชื่อประชาชนจากอนุกรรมการด้านจัดที่ดิน (กรมที่ดิน/ที่ดินจังหวัด มท.) จะได้ดำเนินการได้ทันที

2) ในพื้นที่จังหวัดที่เกษตรกรที่รับมอบที่ดินมาแล้ว ขอให้ตรวจสอบและหาทางพัฒนาช่วยเหลือประชาชนให้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ 3) ให้ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรในพื้นที่โครงการให้เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหรืองบประมาณพัฒนาจังหวัด และ 4) ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดจัดประชุมร่วมกับ อ.พ.ก.จังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อให้สหกรณ์จังหวัดได้รายงานผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรค ในการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรตามโครงการ คทช. เพื่อพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้ ได้มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกร์และผู้ตรวจราชการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ เพื่อติดตามการดำเนินงานตามโครงการ คทช.ในด้านการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพอีกทางหนึ่งด้วย พร้อมทั้งได้มอบหมายอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ติดตามเร่งรัดการพัฒนาอาชีพ ภายใต้โครงการดังกล่าวต่อไป

สทนช.คลอดแผนแม่บทและฟื้นฟูบึงราชนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/342423

สทนช.คลอดแผนแม่บทและฟื้นฟูบึงราชนก

สทนช

สทนช.คลอดแผนแม่บทและฟื้นฟูบึงราชนก พลิกโฉมคืนสภาพความอุดมสมบูรณ์ 

            สทนช.คลอดแผนแม่บทและฟื้นฟูบึงราชนก จ.พิษณุโลก เน้นความโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ และ        การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  ใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ  สามารถเพิ่มปริมาณการเก็บกักได้อีกกว่า 16 ล้าน ลบ.ม.  มั่นใจจะทำให้บึงราชนกคืนสภาพเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สมบูรณ์ของประเทศอย่างยั่งยืน

          นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ประสานและบริหารจัดการบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก โดยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลดำเนินการศึกษาจัดทำแผนแม่บทและฟื้นฟูบึงราชนก โดยคณะผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการด้านต่าง ๆ  ได้มีการสำรวจและเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลในด้านต่าง ๆ เช่น สภาพภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำท่า ปริมาณตะกอน ทรัพยากรดิน ระบบนิเวศทางน้ำและบนบก การใช้ประโยชน์พื้นที่ สภาพเศรษฐกิจและสังคม การท่องเที่ยว เป็น เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดที่จำเป็นต่อการปรับปรุงและฟื้นฟู รวมถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคอื่นๆ เพื่อนำมาผนวกกับการวิเคราะห์ระบบบริหารจัดการน้ำ  สภาพปัญหาของบึงราชนกในด้านทรัพยากรน้ำ มลพิษ ระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และอื่นๆที่มีผลกระทบต่อการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นความโดดเด่นหรือเป็นเอกลักษณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความสําคัญต่อระบบนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ระบบสังคม กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ค่าใช้จ่ายและการลงทุน และข้อจํากัดของกฎหมาย  เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้แผนแม่บทที่สามารถฟื้นฟูพัฒนาบึงราชนกได้อย่างยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  และสามารถคืนสภาพเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สมบูรณ์ของประเทศอีกแห่งหนึ่ง

                   เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่ออีกว่า  ด้านการจัดการน้ำในบึงราชนกมีทางเลือกที่มีความเหมาะสมมากที่สุดในการพัฒนาและพื้นฟูบึงราชนกคือ การขุดลอกพื้นที่บึงราชนกเฉพาะในส่วนที่เป็นพื้นที่แอ่งน้ำ  ซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นไม่น้อย กว่า 80% ของพื้นที่บึงราชนกในสถานภาพปัจจุบัน (4,865-2-085 ไร่) คิดเป็นพื้นที่เก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น16.85 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)  นอกจากนั้นแล้วจะต้องดำเนินการขุดลอกคลองสมอแขด้านเหนือและท้ายน้ำ เป็นระยะทางอย่างน้อยด้านละ 3กิโลเมตร นับจากจุดรอยต่อกับบึงราชนก  และปรับปรุงฝายนํ้าล้นด้านข้างของประตูน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแควน้อยบํารุงแดน  ขุดลอกคลองวงพาดด้านเหนือน้ำยาง3กิโลเมตร พร้อมก่อสร้างประตูน้ำ ปรับปรุงและเชื่อมต่อคลองระบาย1ซ้ายถึงคลองระบายสายซอยฝั่งซ้ายสายที่7และคลองระบายสายซอยฝั่งซ้ายสายที่8 เข้าด้วยกัน รวมทั้งขุดคลองใหม่เพื่อเชื่อมต่อกับแม่น้ำวังทอง  ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร

              สำหรับการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในพื้นที่บึงราชนกโดยไม่มีการออกแบบก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างใดๆเพิ่มเติม แต่ควรจะปรับปรุงอาคารเดิมที่มีอยู่ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับการปรับปรุงภูมิทัศน์ที่มีการออกแบบใหม่เพื่อให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพต่อไป อาทิ การก่อสร้างสะพานไม้ที่จะใช้เป็นทางเดินนั้น ควรจะมีความกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร โดยส่วนแนวสะพานไม้ที่มีการเชื่อมต่อกับกลุ่มต้นไม้และพรรณไม้เดิมที่เติบโตจากการปลูกในโครงการต่างๆ   โดยจะต้องมีการตัดต้นไม้ออกเพื่อให้คงรักษาความร่มรื่น  อย่างไรก็ตามหากจะมีการเคลื่อนย้ายต้นไม้บางจุดออก จะต้องใช้รูปแบบการขุดล้อมเพื่อย้ายไปปลูกยังพื้นที่ใหม่ทดแทน  รวมทั้งจะต้องมีการปรับปรุงและยกระดับถนนโดยรอบจากเดิม +42.000 เมเมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.ร.ท.ก.) เป็น + 43.500 ม.ร.ท.ก. ให้มีพื้นผิว ถนนตามมาตรฐานของกรมทางหลวงหรือกรมทาง หลวงชนบท โดยความกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร พร้อม เส้นทางจักรยานกว้าง2เมตร ในส่วนของถนนเพื่อการสัญจรภาย ในโครงการเดิม จะต้องดําเนินการปรับปรุง ยกระดับให้มีผิวถนนตามมาตรฐานของกรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบท เป็นต้น

ทั้งนี้ บึงราชนก มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 4,865 ไร่ 2 งาน 85ตารางวา ตั้งอยู่ในเขต ต.สมอแข อ.เมือง และต.วังพิกุล ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก จัดเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความหลากหลายและมีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาถูกบุกรุกเพื่อทำการเกษตร ปศุสัตว์ รวมถึงการสร้างที่อยู่อาศัยจากประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ส่วนราชการที่มาขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ก็มีการปล่อยปละละเลยขาดการดูแลพื้นที่อย่างเป็นเอกภาพ มีการใช้งบประมาณจำนวนมากในพื้นที่ แต่ไม่มีการบูรณาการให้เกิดประโยชน์หลักคือ การใช้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำ  ดังนั้น สทนช. ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการศึกษาเพื่อจัดทำแผนแม่บทและฟื้นฟูบึงราชนกดังกล่าว   

          “หน่วยงานที่จะทําหน้าที่กํากับดูแลบึงราชนก ภายหลังการพัฒนาฟื้นฟูแล้วเสร็จนั้น จากข้อเสนอในเวทีรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาสังคมนั้น ได้เสนอให้ดําเนินการในรูปแบบของคณะกรรมการโดยมีหน่วยงานราชการทั้งระดับส่วนกลาง ระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ตลอดจนภาคธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของบึงราชนก เป็นหน่วยงานบริหารจัดการ โดยมี สทนช.เป็นหน่วยงานกํากับและให้การสนับสนุนด้านวิชาการ” กล่าวในตอนท้าย

“บิ๊กฉัตร”สั่งปรับแผนบริหารจัดการน้ำลุ่มแม่กลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/342421

“บิ๊กฉัตร”สั่งปรับแผนบริหารจัดการน้ำลุ่มแม่กลอง

cjdv

“บิ๊กฉัตร”สั่งปรับแผนบริหารจัดการน้ำลุ่มแม่กลอง 

              รองนายกฯลงพื้นที่ตรวจลุ่มน้ำแม่กลอง หลังเขื่อนวชิราลงกรณและศรีนครินทร์ปริมาณน้ำมากกว่า 90% ของความจุ เกินระดับเกณฑ์ควบคุม สั่งเพิ่มการระบายน้ำแต่ต้องไม่ล้นตลิ่งกระทบชาวบ้าน  หวังให้มีพื้นที่เพียงพอรองรับฝนที่จะตกหนักอีกครั้งตั้งแต่ 15 ก.ย. เป็นต้นไป  พร้อมให้เฝ้าระวัง 5 เขื่อนใหญ่ และจับตาสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายสำคัญๆ  ย้ำต้องแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบข้อมูลทุกระยะ

วันที่ 5 กันยายน 2561  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยภายหลังเดินทางลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง และการระบายน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ ตลอดจนการเตรียมการช่วยเหลือประชาชนเพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุดว่า ลุ่มน้ำแม่กลอง มีลำนำสาขาที่สำคัญคือ แม่น้ำแควน้อย และแม่น้ำแควใหญ่  มีเขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใหญ่  2 แห่งคือ   เขื่อนวชิราลงกรณ  กั้นแม่น้ำแควน้อยที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี  สถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำ 8,401      ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือ94.82% ของปริมาณความจุ   และเขื่อนศรีนครินทร์ กั้นแม่น้ำแควใหญ่          อ.ศรีสวัสดิ์  จ.กาญจนบุรี  มีปริมาณน้ำ 16,195 ล้านลบ.ม. หรือ  91.27% ของปริมาณความจุ ทั้ง 2 เขื่อนขณะนี้ถือว่ามีระดับน้ำสูงกว่าระดับเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve)   ในขณะที่การคาดการณ์และสถิติที่ผ่านมา พบว่า ช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคมของทุกปี จะเป็นช่วงที่มีปริมาณนํ้าไหลเข้าเขื่อนมากที่สุด สอดคล้องกับร่องความกดอากาศตํ่ากําลังเลื่อนจากภาคเหนือลงมายังภาคกลางในห้วงเวลาดังกล่าว จะทําให้เกิดฝนตกหนักส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในพื้นที่ดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สส.นก.)             ได้คาดการณ์ว่า ช่วงต้นเดือนกันยายน 2561 จะเกิดฝนทิ้งช่วงในพื้นที่ภาคกลางและจะตกหนักอีกครั้งหลัง     วันที่ 15 กันยายน 2561 เป็นต้นไป ดังนั้นจึงได้สั่งการให้ สทนช. บูรณาการทำงานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) ที่รับผิดชอบเขื่อนทั้ง 2 แห่ง  กรมชลประทาน ที่รับผิดชอบเขื่อนทดน้ำแม่กลองที่อยู่ด้านล่าง และทางจังหวัดกาญจนบุรี ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาดําเนินการเร่งระบายน้ำออกจาก          เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ในห้วงเวลาที่คาดว่าจะเกิดฝนทิ้งช่วงนั้น เพื่อให้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ควบคุม สามารถรองรับปริมาณนํ้าฝนที่คาดว่าจะตกหนักในเดือน ก.ย. – ต.ค. ได้ แต่ทั้งนี้การระบายของ         ทั้ง 2 เขื่อน ต้องเพิ่มการระบายแบบขั้นบันไดร่วมกับการจัดจราจรทางนํ้า อีกทั้งเขื่อนแม่กลองที่อยู่ตอนล่างก็ต้องปรับการระบายให้สอดคล้องกับทั้ง 2 เขื่อนดังกล่าวด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศอย่างใกล้ชิด  พร้อมแจ้งเตือนประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ ด้วยแล้ว

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ปัจจุบัน ปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนทั้ง 2 แห่งยังไม่ทำให้น้ำล้นตลิ่ง ซึ่งจากประชุมการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเห็นว่า สามารถที่จะระบายน้ำเพิ่มขึ้นได้ในช่วงเวลาที่ฝนทิ้งช่วง โดยเขื่อนวชิราลงกรณ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ปรับแผนการระบายน้ำจากเดิมวันละประมาณ 52 ล้าน ลบ.ม. เป็น 58 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันนี้ (5 ก.ย.61) เป็นต้นไป  ซึ่งจะส่งผลให้ระดับนํ้าในแม่น้ำแควน้อยสูงขึ้นจากปัจจุบันอีก 40 เซนติเมตร (ซม.) และจะควบคุมปริมาณนํ้า     ที่ระบายนี้ไม่ให้เกินความจุของลําน้ำแควน้อย  ส่วนการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์นั้น กฟผ.จะปรับแผนเพิ่มการระบายนํ้าผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา ซึ่งรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์เดิมจากวันละประมาณ 20 ล้านลบ.ม.      เพิ่มเป็นวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 7- 13 ก.ย. 61 ด้วย ปริมาณนํ้าที่ระบายเพิ่มขึ้นจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแควใหญ่สูงขึ้นอีก 35 ซม. แต่จะไม่เกินความจุของลํานํ้าแควใหญ่เช่นเดียวกัน และจะได้มีการแจ้งเตือนให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลํานํ้าแควน้อยและลำน้ำแควใหญ่ให้ทราบถึงแผนการระบายนํ้าดังกล่าวด้วย

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยร้องกลุ่มสามมิตร ล่ารายชื่อส่งนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/342419

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยร้องกลุ่มสามมิตร ล่ารายชื่อส่งนายกฯ

ชาวไร่ยาสูบ

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยร้องกลุ่มสามมิตร ล่ารายชื่อส่งนายก ค้านเก็บภาษีบุหรี่ให้ช่วยบัตรทอง โอดรัฐบาลซ้ำเติมชาวไร่ แค่ลดโควต้าซื้อก็อ่วมพอแล้ว

สมาคมชาวไร่ยาสูบสุโขทัยร่วมกับตัวแทนภาคียาสูบประเทศไทย ชี้แจงสถานการณ์อุตสาหกรรมกับสมาชิก 850 คน หลังการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ประกาศลดโควต้ารับซื้อใบยาลงร้อยละ 50 วอนรัฐยกเลิกร่างกฎหมายเก็บภาษีบุหรี่สมทบกองทุนบัตรทอง พร้อมสนับสนุนการเลื่อนภาษียาสูบ 40% โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร ร่วมรับฟังสถานการณ์

นายสุครีพ บุญชุ่ม นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์ จ. สุโขทัย กล่าวว่า “พวกเราชาวไร่กำลังเดือดร้อนจากผลกระทบของภาษีสรรพสามิตยาสูบ เพราะ ยสท. เพิ่งประกาศลดปริมาณการรับซื้อใบยาจากชาวไร่ทุกสายพันธุ์ จังหวัดสุโขทัยเคยได้รับโควต้าปีละ 5.3 ล้าน กก. แต่ปีนี้เหลือเพียง 2.77 ล้าน กก. หรือลดลงไปกว่า 52% ซึ่งทำให้ชาวไร่มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะดำรงชีพและชำระหนี้สินจากการกู้ยืมมาซ่อมแซมโรงบ่มยา แถมรัฐบาลจะมาซ้ำเติมด้วยการภาษีจากยาสูบซองละ 2 บาทเพื่อสมทบกองทุนบัตรทอง ยิ่งจะทำให้อุตสาหกรรมแย่ลงไปอีก บีบคั้นให้อาชีพของเราต้องหายไปจากจังหวัดสุโขทัย สมาชิกของเรากว่า 850 คนเลยมาร่วมลงชื่อเพื่อคัดค้านร่างกฎหมายนี้”
นายสุครีพ ยังแสดงความกังวลต่อกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขจัดทำร่างพ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการภาครัฐ พ.ศ …  เพื่อจัดเก็บเงินสมทบจากผลิตภัณฑ์ยาสูบในอัตรามวนละ 10 สตางค์ หรือซองละ 2 บาท เพื่อสมทบเข้ากองทุนสำนักงานหลักประกันเงินสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่าจะยิ่งทำให้สถานการณ์ตลาดบุหรี่แย่ลงอีก การเก็บภาษีเข้ากองทุนบัตรทองจะส่งผลกระทบแรงเหมือนการนำอัตราภาษี 40% มาใช้เร็วขึ้น เพราะบุหรี่ราคา 60 บาทถ้าต้องปรับราคาเพิ่มอีก 2 บาทก็ต้องไปเสียภาษีเพิ่มอีก 2 เท่าเป็น 40% ทำให้ราคาบุหรี่ต้องปรับเพิ่มไปเป็น 90 บาท และถ้าหากบุหรี่ราคาแพงขึ้น ผู้สูบบุหรี่จะหันไปสูบบุหรี่เถื่อนและยาเส้นกันหมด ชาวไร่ยาสูบก็ขายใบยาไม่ได้เพราะ ยสท. ลดการผลิต รัฐบาลก็จะเก็บเงินสมทบไม่ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ ฉะนั้น รัฐบาลยังไม่ควรออกมาตรการใดๆ เพื่อมาเก็บภาษีเพิ่มเติมจากสินค้าบุหรี่เป็นการซ้ำเติมชาวไร่ยาสูบอีก
ภาพรวมอุตสาหกรรมยาสูบหดตัวลง 15% หลังจากกรมสรรพสามิตประกาศปรับอัตราภาษียาสูบ เมื่อเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา จนทำให้ ยสท. ต้องประกาศลดโควต้าการรับซื้อใบยาลดลงเฉลี่ยร้อยละ 50 ทุกสายพันธุ์ ล่าสุด ผู้ว่าการ ยสท. เปิดเผยว่ากระทรวงการคลังแจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่าจะขยายเวลาการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ 40% ออกไปอีก 2 ปี เป็นวันที่ 1 ต.ค.64 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวไร่
นายสุธี ชวชาติ นายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบ จ. ลำปาง และตัวแทนภาคียาสูบประเทศไทย อธิบายว่า “ความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศเริ่มต้นมาจากการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ ทำให้ราคาบุหรี่ขยับขึ้น ยอดขายและกำไรของ ยสท. ลดลง เลยทำให้ไม่มีเงินซื้อใบยาจากชาวไร่ พวกเราต้องออกมาต่อสู้เรียกร้องตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา ให้ ยสท. รับซื้อใบยาตามปกติ และขอให้รัฐบาลพิจารณาเลื่อนการปรับขึ้นภาษีอัตราร้อยละ 40 ในทุกช่วงราคาออกไปก่อน เพื่อชะลอความรุนแรงของปัญหายอดขายของ ยสท. แม้จะมีรายงานข่าวออกมาว่ากระทรวงการคลังได้พิจารณาเลื่อนภาษีอัตราร้อยละ 40 ในทุกช่วงราคาออกไปอีก 2 ปี แต่ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ชาวไร่ทางภาคเหนือก็โดนลดโควตาเหลือแค่ 53% เราต้องพยายามเรียกร้องต่อไป อย่างน้อยขอให้ได้สัก 80% จะได้พอเลี้ยงชีพจ่ายหนี้ได้”
นายอรุณ โปธิตา ชาวไร่ยาสูบบ่มเอง จังหวัดเชียงใหม่ ให้ความเห็นเพิ่มเติมในกรณีนี้ว่า “การขึ้นภาษียาสูบแต่ละครั้ง จะยิ่งทำให้อุตสาหกรรมยาสูบหดตัวลง ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือชาวไร่ยาสูบที่รายได้น้อยและไม่มีหนทางทำมาหากินอื่น การให้สวัสดิการด้านสุขภาพกับประชาชนเป็นเรื่องที่ดี แต่ทำไมต้องมาเจาะจงเก็บภาษีจากสินค้าบุหรี่เพียงอย่างเดียว อยากให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายนี้ไปก่อน หรือไปพิจารณาใช้งบสนับสนุนจากกองทุน สสส. หรือเก็บจากภาษีสินค้าอื่นๆ เช่น เหล้า สุรา แทน”
ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร ซึ่งตั้งใจเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังความเดือดร้อนของชาวไร่กล่าวว่า “รู้สึกเห็นใจชาวไร่ยาสูบที่กำลังเผชิญภัยคุกคามจากรอบด้าน ทั้งจากการลดการรับซื้อใบยาเพราะการบริหารที่ผิดพลาดของ ยสท. ภาษีบัตรทองก็จ่อจะมาเก็บเพิ่มอีก การมาพูดคุยกับชาวไร่และรับหนังสือร้องเรียนในวันนี้ก็จะนำไปเสนอให้กับท่านนายกรัฐมนตรีได้รับทราบถึงปัญหาของชาวไร่ยาสูบต่อไป”

สสส. สนับสนุน โรงเรียนปลูกผักส่งเข้าครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/342335

สสส. สนับสนุน โรงเรียนปลูกผักส่งเข้าครัว

สสส. สนับสนุน โรงเรียนปลูกผักส่งเข้าครัว เพื่ออาหารกลางวัน

โครงการขยายและพัฒนาเครือข่ายอาหารปลอดภัยเพื่อส่งเสริมการบริโภคผัก ผลไม้ สู่การมีสุขภาพที่ดีของประชาชน ภายใต้การสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ได้ร่วมสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาด้านเศรษฐกิจพอเพียง  มาจัดทำโครงการ “ปลูกผักปลอดภัยส่งเข้าครัว เพื่ออาหารกลางวัน”

ซึ่งโครงการจะสร้างต้นแบบนำร่องในพื้นที่โรงเรียนวัดประชาบำรุงกิจ (หนองแบน) อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา  เน้นการปลูกผักที่ปลอดภัย รณรงค์การไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อทำการเกษตร โดยได้รับการส่งเสริมจากเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรของจังหวัดฉะเชิงเทรามาคอยเป็นพี่เลี้ยง ดูแล ให้คำแนะนำ  สำหรับผักปลอดภัยไร้สารเคมี เช่น คะน้า ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว จะถูกนำส่งผลผลิตเข้าครัวเพื่อปรุงเป็นอาหารกลางวันสำรับเด็กนักเรียน และในส่วนที่เหลือก็จะจัดจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปที่สนใจ

สสส. สนับสนุน โรงเรียนปลูกผักส่งเข้าครัว
นางสาวณัจยา  แก้วนุ้ย  ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่า “โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชน เด็ก เยาวชนได้บริโภค ผัก ผลไม้อย่างพอเพียง หรือเพิ่มมากขึ้นตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน และ รณรงค์ ลด หวาน มัน เค็ม ลดอัตราของภาวะน้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วนในวัยเรียน พร้อมทั้ง รณรงค์การสื่อสาร การรับรู้ สร้างความตระหนักด้านอาหารปลอดภัย”
นายทวี พร้อมพยอม ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า “การสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนวัดประชาบำรุงกิจ ปลูกผักไร้สารเคมี และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นการบริหารจัดการพื้นที่ว่างในโรงเรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มทักษะความรู้เชิงปฎิบัติการ  ตามนโยบายของรัฐบาล “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” และยังสามารถทำให้นักเรียนได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัยมีประโยชน์และยังสามารถพึ่งพาตัวเองต่อไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ซึ่งผลผลิตที่ได้นอกจากจะเป็นอาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียนแล้ว ยังมีผลผลิตเหลือเพียงพอที่จะส่งมอบให้ผู้ปกครอง ได้ซื้อกลับบ้านในราคาถูกอีกด้วย ทั้งนี้ต้องขอบคุณ สสส.ที่ได้ให้การสนับสนุนโครงการที่ดีมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสังคม”

สสส. สนับสนุน โรงเรียนปลูกผักส่งเข้าครัว
นายสุรพล  จารุพงศ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรทีมพี่เลี้ยงจังหวัดฉะเชิงเทรา  กล่าวว่า “ขอสนับสนุนการรณรงค์ปลูกผักปลอดภัย สำหรับงานเกษตรเพื่ออาหารกลางวันภายในโรงเรียน ขอบคุณทาง สสส.ที่ได้เข้ามาทำโครงการ ในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ซึ่งโรงเรียนในหลายอำเภอได้มีความคืบหน้าไปอย่างมาก เพราะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีระหว่างทางโรงเรียนในพื้นที่กับทีมพี่เลี้ยงที่เป็นเกษตรกร ด้วยเพราะการมีองค์ความรู้ที่ดีและลงมือปฏิบัติจริง และอีกมุมมองหนึ่งก็คือการที่จะทำกิจกรรมใดกับกับชุมชน สิ่งที่ต้องมาอันดับแรกคือความสมัครใจต้องมากก่อน เรามีกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารโรงเรียน คุณครู นักเรียน ผู้ปกครองและผู้ประกอบการร้านอาหารได้ให้ความสนใจ และในอนาคตอันใกล้จะสามารถขยายผลไปได้อีกหลายพื้นที่และเกิดความยั่งยืนแน่นอน”

สามพรานโมเดล ร่วมกับ อนันตราเปิดท่องเที่ยววิถีอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/342247

สามพรานโมเดล ร่วมกับ อนันตราเปิดท่องเที่ยววิถีอินทรีย์

สามพรานโมเดล

สามพรานโมเดล ร่วมกับ อนันตรา เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยววิถีอินทรีย์

              สามพรานโมเดล ร่วมกับ อนันตรา เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยววิถีอินทรีย์  พาเชฟระดับโลกศึกษาต้นทางการผลิตวัตถุดิบออร์แกนิกในงาน“เทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 19”

“เทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 19” ซึ่งเป็นงานการกุศลยิ่งใหญ่ประจำปี ของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ที่รวบรวมสุดยอดเชฟมิชลินสตาร์ชื่อดังจากทั่วโลก  9 ประเทศ มาปรุงอาหารรสเลิศให้ได้ลิ้มลอง ระหว่างวันที่ 3-9 ก.ย.2561  ทางโรงแรมซึ่งร่วมขับเคลื่อน Organic Tourism ได้ชวนเชฟลงพื้นที่เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ ศึกษาต้นทางการผลิตวัตถุดิบอินทรีย์ ในพื้นที่เครือข่ายสามพรานโมเดล จ.นครปฐม  เพื่อปลุกกระตุ้นให้โรงแรม ร้านอาหารต่างๆ  หันมาให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัตถุดิบอินทรีย์ในการสร้างสรรค์เมนูอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

อรุษ นวราช ผู้บริหารสามพราน ริเวอร์ไซด์ ผู้ร่วมก่อตั้งแล็บอาหารยั่งยืน  (ประเทศไทย) และผู้ริเริ่ม สามพรานโมเดล กล่าวว่า เชฟที่ทางโรงแรมอนันตรา ได้เชิญมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เป็นสุดยอดเชฟมิชลินสตาร์ และเซเลบริตี้เชฟระดับโลก  ทั้งหมด 3 คน คือ เชฟเบอร์นาร์ด บาค จากประเทศฝรั่งเศส เชฟเรียวเฮ ฮิเอดะ จากเกาะไต้หวัน และ เชฟบ็อบบี้  ชิน ชาวนิวซีแลนด์  โดยทุกคนต่างประทับใจที่ได้ลงพื้นที่ มาเข้าใจวิถีอินทรีย์ สัมผัสประสบการณ์ตรงด้วยตัวเอง พูดคุยกับเกษตรตัวจริง  ได้เห็นแหล่งผลิต ได้ทดลองชิมผัก พื้นบ้านของประเทศไทย ทำให้เห็นโอกาสใช้การเลือกใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย  รวมถึงสร้างสรรค์เมนูอาหาร จากวัตถุดิบอินทรีย์ ที่นอกจากมอบสุขภาพดีให้กับผู้บริโภค   ยังช่วยสร้างระบบอาหารให้มั่นคงยั่งยืน

หนึ่งในกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากเชฟเป็นอย่างมาก หลังจากทำรู้จัก เข้าใจเกี่ยวกับสามพรานโมเดล   และการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ผ่านการบอกเล่าจากคุณอรุษ คือการเดินชมตลาดสุขใจ แหล่งพืชผักอินทรีย์สดจากไร่ ที่เกษตรกรนำมาจำหน่ายตรงให้ผู้บริโภค  รวมถึงอาหาร และสินค้าแปรรูป จากผลผลิตอินทรีย์   โดยเชฟแต่ละคน ได้ทดลองชิมอาหารตามร้านต่างๆ แม้รสชาติไม่คุ้นลิ้น เผ็ดบ้าง หวานบ้าง ตามสไตล์อาหารไทย แต่เมื่อได้ลิ้มรส ทุกคนกดไลค์ทันที  โดยเฉพาะอาหารพื้นบ้านที่แสนจะธรรมดา แต่กระบวนการ ทำแต่ละขั้นตอนนั้น มีความพิเศษ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เชฟแต่ละคนต่างให้คุณค่า และสนใจเรียนรู้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำไข่เจียว  การทำขนมบ้าบิ่น  การทำขนมจาก การทำข้าวเกรียบว่าว การทำปอเปี๊ยะสด  น้ำหมักไซเดอร์กล้วย  กล้วยหักมุกปิ้ง  รวมถึงการทำสมุนไพรลูกประคบ

ที่ตลาดสุขใจเชฟและยังสนุกกับการชิมพืชผักพื้นบ้าน เช่น มะขามป้อม เห็ดทอด เมี่ยงคำ  รวมถึงช้อป พืชผัก ผลไม้ ตามฤดูกาลที่เกษตรกรนำมาวางขาย เพื่อเอาไปทดลองปรุงอาหาร

และอีกกิจกรรมไฮไลต์ ที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ การเปิดประสบการณ์ ใน ปฐม ออร์แกนิก ฟาร์ม สัมผัสวิถีเกษตรอินทรีย์ โดยเชฟทุกคนขอถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่า เพื่อสัมผัสกับผืนดิน และธรรมชาติที่แท้จริง  โดยหลังจากชมพื้นที่ฟาร์ม ดูการผลิตชีวภัณฑ์ เก็บผัก เก็บไข่ กันสดๆ ในฟาร์ม  เชฟไทย และเชฟระดับโลกก็ได้เรียนรู้ปรุงอาหารร่วมกัน โดยเชฟเรียเฮ ชาวไต้หวัน ดีใจมากที่เขาได้หัดทำไข่เจียวจานแรก  ขณะที่เชฟเบอร์นาร์ด ชาวฝรั่งเศส ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เครื่องปรุง เช่น กะปิ น้ำปลา กุ้งแห้ง พริกป่น เปิดดูและดมกลิ่นก่อนเพื่อจะได้นำมาใช้สร้างสรรค์เมนู ส่วนเชฟบ๊อบบี้ สนุกกับการประยุกต์เครื่องปรุงต่างๆ มาทำอาหารเช่น ผัดผักกวางตุ้งใส่กุ้งแห้ง  และเมื่อแต่ละคนทำอาหารเสร็จแล้ว ก็จะชวนเกษตรกรและผู้บริโภคมาชิม ขณะที่เชฟก็ชิมอาหารฝีมือเกษตรกรด้วย

แม้มีเวลาจำกัดเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่เชื่อว่า การที่เชฟระดับโลกมิชลินสตาร์ ลงพื้นที่มาเรียนรู้วิถีการทำเกษตรอินทรีย์ รวมถึงแสดงความสนใจในอาหารพื้นบ้านที่คนไทยมองว่าธรรมดา และสามารถใช้ประโยชน์จากพืชผักอินทรีย์พื้นบ้านในการทำเมนูชั้นเลิศ จะจุดประกาย และสร้างแรงกระเพื่อม ให้ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร โรงแรม ในประเทศไทย ให้หันมาให้ความสำคัญ และมาช่วยขับเคลื่อน  Organic Tourism ให้มากขึ้น

Organic Tourism หรือ การท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ เป็นการขับเคลื่อนทางสังคม ที่ริเริ่ม และ ดำเนินการโดย แล็บอาหารยั่งยืน (ประเทศไทย) ภายใต้การสนับสนุนของ  สสส. และความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สามพรานโมเดล โดยมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการ ธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ได้มาร่วมขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างจุดขายใหม่ให้กับการท่องเที่ยว เพื่อสร้างระบบอาหารสมดุลและยั่งยืน รายละเอียดเพิ่มเติมตาม ได้ที่ โทร.  034 -225-203 หรือ organictourismthailand.com

ชาวนาลำโดมน้อย ตั้งกองทุนจัดการค่าสูบน้ำเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/342096

ชาวนาลำโดมน้อย ตั้งกองทุนจัดการค่าสูบน้ำเอง

ชาวนา

ชาวนาลำโดมน้อย ตั้งกองทุนจัดการค่าสูบน้ำเอง 

            ระเบียบกรมชลประทาน ว่าด้วยการสูบน้ำช่วยค่ากระแสไฟฟ้าให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานนั้น ระบุช่วยเหลือเพียง 1 ฤดูเท่านั้น นอกจากนั้นเกษตรกรก็ต้องลงขันจ่ายค่าไฟฟ้ากันเอง

ฤดูฝนอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก อาจติดขัดกรณีฝนทิ้งช่วงไปบ้างก็ถือเป็นระยะสั้น แต่ฤดูแล้งที่ทำนาปรัง ชื่อฤดูบ่งชัดว่าแล้ง ฝนฟ้าแทบไม่มี เกษตรกรก็เลือกใช้บริการกรมชลประทานในฤดูนี้ทั้งสิ้น

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบราชธานี ซึ่งอาศัยแหล่งน้ำต้นทุนจากเขื่อนสิรินธร กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเงียบๆ แต่สั่นสะเทือนยิ่งใหญ่ เมื่อมีผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำฯ คนใหม่เข้ามา

นายสุพัฒน์ ฤทธิชู เป็นผู้มากับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

เป็นคนเดียวกับผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ มาก่อน ผลงานก่อนลุกขึ้นจากตำแหน่ง นอกจากการระดมกองทุนผ้าป่าข้าวเปลือกสำหรับการส่งน้ำแล้ว น่าจะเป็นโครงการลำนางรอง แห่งเดียวที่สามารถเอากระชังปลาออกจากทางน้ำชลประทานได้ เมื่อคนเลี้ยงปลาผิดข้อตกลงที่จะยกเลิกการเลี้ยงปลากระชังภายในกำหนด โดยดื้อแพ่งขอเลี้ยงต่อ พร้อมขออาศัยคำสั่งศาลเป็นเครื่องชี้ขาด ซึ่งศาลเพิ่งมีคำพิพากษาลงโทษ ทั้งจำทั้งปรับ โดยรอลงอาญา

มาเป็นผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย พื้นที่โครงการเป็นที่สูง ต้องใช้วิธีสูบน้ำอย่างเดียว ปกติเกษตรกรก็อาศัยกรมชลประทานในการสูบน้ำอย่างเดียวเหมือนอย่างที่เคยทำมา

รับตำแหน่งไม่กี่วันก็เรียกประชุมเกษตรกรในพื้นที่โครงการ  ส่งน้ำฯ โดมน้อย แทบจะยังไม่ทันได้ไหว้ครู

“ผมบอกเกษตรกรไปว่า ถ้าโรงพักถูกโจรปล้น สถานีดับเพลิงถูกไฟไหม้ และถ้าข้าวนาปีในเขตชลประทานยืนต้นตาย  ชาวบ้านจะพึ่งใคร?”

เป็นคำถามที่โยนเข้าไปให้ชาวบ้าน “คิดตก” ว่า ไม่มีใครพึ่งใครได้ดีเท่าตัวเอง ตามพุทธสุภาษิต ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

“ไม่ต้องคิดถึงการพึ่งคนอื่นเลย แม้กระทั่งกรมชลประทาน แต่คนในพื้นที่ชลประทานควรคิดพึ่งพาตัวเองดีที่สุด”

นั่นคือที่มาของกองทุนผ้าป่าข้าวเปลือก

ชั่วเวลาป่าวประกาศสั้นๆ ไม่กี่วัน ระดมได้ทั้งเงินสดก้อนหนึ่งและข้าวเปลือก 1,037 กระสอบ หรือประมาณ 31,110 กิโลกรัม ทั้งเงินสดและข้าวเปลือกที่ขายเป็นเงินสดรวมเป็นตัวเลขกลมๆ 270,000 บาท สำหรับฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน

ไม่ต้องพึ่งใครแล้วสำหรับค่าสูบน้ำ ซึ่งฤดูฝนนี้อาจไม่ต้องใช้จ่าย แต่เอาไปใช้เพื่อการอื่นที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ลอกคูคลองหรือตัดหญ้า เดิมกินน้ำเปล่าก็เป็นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือนมสดตามแต่จะบำรุงใจให้แช่มชื่น

“เงินกองทุนจะกลับไปอยู่ในกลุ่มผู้ใช้น้ำ  ใครลงขันเท่าไหร่ก็กลับไปเท่านั้น ดูแลกันเอง”

ยังไม่ทันสิ้นฝน นายสุพัฒน์คิดวางแผนไว้แล้วว่า  พื้นที่นาปรังลำโดมน้อย 1 แสนไร่ ถ้าผลผลิตเฉลี่ย 400 กิโลกรัม/ไร่ หรือประมาณ 11 กระสอบ ถ้าจัดตั้งกองทุนผ้าป่าข้าวเปลือก แล้วให้แต่ละคนบริจาคลงขันไร่ละ 1 กระสอบ จะได้ข้าวเปลือก 1 แสนกระสอบ หรือ 3 ล้านกิโลกรัม เฉลี่ยราคากิโลกรัมละ 10 บาท จะมีเงินเข้ากองทุนฯ 30 ล้านบาท

“เงินกองทุนจะสามารถดูแลตัวเองได้ทั้งนาปรังและนาปีในฤดูกาลหน้าได้อย่างสบาย นาปรังแต่ละฤดูใช้ไปราวๆ 15 ล้านบาท ยังเหลือ 15 ล้านบาท ยังไงก็ใช้ไม่หมด เพราะมีฝนลงมาอยู่แล้ว” นายสุพัฒน์กล่าว

เหตุที่ปรับเปลี่ยนจากการระดมทุนด้วยเงินสดกับข้าวเปลือกมาเป็นข้าวเปลือกอย่างเดียว นายสุพัฒน์เล่าว่า ถ้าต้องควักกระเป๋าเป็นเงินสด เกษตรกรจะอิดออดเสียดาย แต่ถ้าเสียไก่เป็นตัว หรือเสียข้าวเป็นกระสอบ เขายินดีและไม่รู้สึกกังวลใจ

กระบวนการมีส่วนร่วมในงานชลประทาน ไม่มีใครลอกเลียนแบบใครได้ แต่ละพื้นที่ก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันตามบริบทของชุมชน แต่จิตวิทยามวลชนก็เป็นความละเอียดอ่อนที่กลายเป็นตัวจุดประกายให้เกษตรกรเห็นถึงทางออกของตัวเอง โดยไม่ต้องคิดพึ่งพิงแต่ส่วนราชการเพียงอย่างเดียว บางครั้งล่าช้า ยุ่งยาก ไม่ทันใจ สู้มีทรัพยากรเงินทุนเป็นของตัวเองก็เท่ากับควบคุมการผลิตได้ระดับหนึ่งแล้วและเป็นระดับสำคัญที่จะยกระดับชุมชนให้เข้มแข็งตามมา

“ไม่มีชุมชนใดแข็งแรงจากการพึ่งพาหน่วยงานรัฐตลอดเวลา”

เช่นกัน  “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้จะเป็นไปได้หรือไม่  ขึ้นอยู่กับคนในชุมชนนั้นๆ” ที่ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย ยึดถือเป็นคติในการทำงานกับประชาชน

นาปรังหน้า เกษตรกรในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย แม้จะต้องหยอดกระปุกด้วยข้าวเปลือกคนละ 1 กระสอบ/ไร่ แต่นั่นคือการเสริมความแข็งแรงให้กับชุมชนในการสูบน้ำเพิ่มผลผลิตให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องรอใครอีกแล้ว

เกษตรฯนำร่องจ.อุตรดิตถ์ 3,000 ไร่ ปลูกข้าวโพดหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/342018

เกษตรฯนำร่องจ.อุตรดิตถ์ 3,000 ไร่ ปลูกข้าวโพดหลังนา

เกษตรฯนำร่องจ.อุตรดิตถ์ 3,000 ไร่ ปลูกข้าวโพดหลังนา

กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปี 2560/61 นำร่องพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ 3,000 ไร่ ประกันราคารับซื้อ 5 บาท/กก. สร้างรายได้มั่นคงแก่เกษตรกร

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ จังหวัดอุตรดิตถ์ ว่า โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปี 2560/61 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนาเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีรายได้ที่มั่นคง จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สลับกับการทำนา โดยมอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งดำเนินการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปี 2560/61 ในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัด รวม 5,800 ไร่ คือ จังหวัดอุตรดิตถ์ 3,000 ไร่ และจังหวัดพิษณุโลก 2,800 ไร่ โดยรัฐจะเข้ามาให้ความช่วยเหลือใน 4 เรื่อง คือ 1. สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2. ติดต่อผู้มารับซื้อ 3. ราคาขายที่เป็นธรรม สมเหตุสมผล และ 4. การประกันภัยพืชผล และในส่วนกระทรวงเกษตรฯ จะสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้สมาชิกนำไปลงทุน รายละไม่เกิน 3,000 บาท/ไร่ โดยเป็นเงินก้อนให้สหกรณ์กู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี รวมทั้งจะมีเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล เกษตรอำเภอเข้ามาช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในการเพาะปลูก และกรมชลประทานจะเข้ามาดูแลเรื่องระบบน้ำ

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า อำเภอบ้านหม้อ จ.อุตรดิตถ์ เป็นจุดนำร่องของโครงการที่ใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาขับเคลื่อนตั้งแต่การเพาะปลูก การไถ การพรวนดิน การเก็บเกี่ยว หากสมาชิกไม่มีเครื่องมือ เครื่องจักร สหกรณ์จะช่วยจัดหาผู้รับจ้างมาทำรวมๆ กัน เพื่อลดต้นทุน เมื่อผลผลิตออกแล้วสหกรณ์จะรับซื้อจากสมาชิก และกระทรวงเกษตรฯ จะหาผู้รับซื้อจากสหกรณ์อีกทอดหนึ่ง เบื้องต้นได้ติดต่อผู้รับซื้อคือบริษัทเบทาโก และบริษัทซีพีเอฟ ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งพื้นที่การเพาะปลูก 5,000 ไร่ จะได้ข้าวโพดประมาณ 7,500 ตัน คาดว่าเกษตรกรจะมีรายได้ 7,500 บาท/ไร่ โดยหักต้นทุนแล้วจะเหลือกำไร 4,000 บาท/ไร่ มากกว่าการปลูกข้าวที่ได้เพียง 2,000 บาท/ไร่ และขอฝากถึงสหกรณ์ว่าต้องทำเพื่อสมาชิก ปรับบทบาทจากให้เงินกู้อย่างเดียวมาเป็นการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิก ซึ่งต้องดูแลตั้งแต่การผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ การหาช่องทางการตลาดและเข้ามาเป็นตัวกลางในการดูแลผลประโยชน์ให้สมาชิก สามารถเจรจากับภาคเอกชนในการต่อรองซื้อขายสินค้า โดยสหกรณ์ควรยึดหลักแนวคิดที่สำคัญ คือ การดูแลเกษตรกรทั้ง 7 ล้านครอบครัวของเรา ให้ลืมตาอ้าปากให้ได้ โดยมีรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน

นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่ตลาดต้องการและให้ผลตอบแทนสูง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย มีแนวโน้มตลาดมีความต้องการสูง กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว โดยมีแผนการเตรียมพื้นที่นำร่องเพื่อให้เกษตรกรทดลองเปลี่ยนการทำนามาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่สหกรณ์ ดำเนินการในพื้นที่สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกและอุตรดิตถ์ โดยสหกรณ์ได้ทำการคัดเลือกเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ตรวจสอบคุณสมบัติและข้อมูลสภาพพื้นที่การเพาะปลูกที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงภัยจากปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ทำการเกษตร การจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรสมาชิก เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การคัดเลือกพันธุ์เพาะปลูกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และรอบการผลิต การตรวจติดตามแปลง การตรวจติดตามคุณภาพ และการบริหารจัดการตลาดโดยสหกรณ์เป็นจุดรวบรวมรับซื้อผลผลิตจากสมาชิก ซึ่งหากได้ผลดีเกษตรกรมีรายได้สูงกว่าการทำนา จะมีการส่งเสริมและขยายผลไปสู่พื้นที่การเพาะปลูกพืชหลังนาเพิ่มขึ้นอีก

ศูนย์เฉพาะกิจฯ สทนช.สรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำวันนี้(3 ก.ย.)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/341967

ศูนย์เฉพาะกิจฯ สทนช.สรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำวันนี้(3 ก.ย.)

ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ สทนช.สรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำวันนี้(3 ก.ย.)

           ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)ได้สรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำประเทศไทย ประจำวันจันทร์ที่ 3 กันยายน 2561 เวลา 07.00 น. โดยวันที่ 3 ก.ย. 61 ประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีปริมาณฝนมากกว่าภาคอื่นๆ 4–8 ก.ย. 61 บริเวณประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้

แม่น้ำในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ระดับน้ำเพิ่มขึ้น โดยต้องเฝ้าระวัง แม่น้ำน่าน (ฝนตกหนักใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา) แม่น้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำโขง แม่น้ำป่าสัก จ.เพชรบูรณ์ และแม่น้ำปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีระดับน้ำน้อย ภาคตะวันตก ภาคกลางและภาคใต้มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก
แม่น้ำโขง เวลา 06.00 น. แนวโน้มน้ำสูงขึ้น มีน้ำสูงกว่าตลิ่งที่ จ.หนองคาย จ.นครพนม และจ.มุกดาหาร และต้องเฝ้าระวังบริเวณ จ.บึงกาฬ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ฝนช่วง  24 ชั่วโมงที่ผ่านมา (06.00 น.) มีฝนตกปานกลางถึงหนักในภาคเหนือ (น่าน 155.5 มม.) ภาคใต้ (พังงา 60.5 มม. นครศรีธรรมราช 57.5 มม. กระบี่ 53.0 มม. ระนอง 42.0 มม.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (บึงกาฬ 56.4 มม. ศรีสะเกษ 54.0 มม. อุบลราชธานี 40.0 มม.) ส่วน ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ อ่างฯขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ มี 5 แห่ง ดังนี้
    1. เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (06.00 น./ชป.) ปริมาณน้ำ 560 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 563) คิดเป็น 108% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 3.54 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 3.03) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 7.03 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 7.35)
สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง บริเวณบ้านนาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม บ้านพอกใหญ่  อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
การบริหารจัดการน้ำ ลดการระบายน้ำ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา และ สสนก. คาดการณ์ว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนปริมาณฝนในเดือน ก.ย.-ต.ค. 61 ลดลง ทั้งนี้ขอให้หน่วยงานติดตามการคาดการณ์ฝน เพื่อปรับแผนการระบายน้ำ โดยต้องแจ้งประชาชนให้ทราบล่วงหน้า
การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ แจ้งเตือนให้พื้นที่ในลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง ตั้งแต่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร จนถึง อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ
      2. เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (06.00 น./ชป.) ปริมาณน้ำ 756 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 757) คิดเป็น 106% น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 1.02 ม. (เมื่อวาน 1.04) ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 14.94 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 17.75) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 15.74 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 15.73)
สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ไม่มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง
การบริหารจัดการน้ำ เร่งพร่องน้ำตามการคาดการณ์ฝนที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ฝนในพื้นที่เพื่อปรับแผนการระบายน้ำ

     3. เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (24.00 น./2 ก.ย. 61/กฟผ.) มีปริมาณน้ำ 8,367 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 8,363) คิดเป็น 94% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 57.04 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 64.56) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 52.33 ล้าน ลบ.ม. (เท่าเมื่อวาน) สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ไม่มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง การบริหารจัดการน้ำ ปรับแผนการระบายน้ำเป็นวันละ 58 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่ 4-10 ก.ย.61 โดยปริมาณน้ำที่ระบายยังไม่เกินความจุของลำน้ำแควน้อย แต่อาจมีพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำบางแห่งได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เอ่อสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 50 ซม.การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ แจ้งให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลำน้ำแควน้อยให้ทราบถึงแผนการระบายน้ำ
     4. เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (24.00 น./2 ก.ย. 61 กฟผ.) ปริมาณน้ำ 16,144 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 16,120) คิดเป็น 91% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 50.66 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 54.16) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 25.97 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 22.06)
การบริหารจัดการน้ำ ปรับแผนการระบายน้ำผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาเป็นวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่ 7-13 ก.ย. 61 โดยปริมาณน้ำที่ระบายยังไม่เกินความจุของลำน้ำแคว แต่อาจมีพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำบางแห่งได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เอ่อสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 60 ซม.
การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ แจ้งให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลำน้ำแควใหญ่ให้ทราบถึงแผนการระบายน้ำ
      5. เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก
สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ (06.00 น./ชป.) ปริมาณน้ำ 194 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 193) คิดเป็น 87% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 6.87 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 6.41) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 6.16 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวาน 6.96) น้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นสูง 0.95 ม. (เมื่อวาน 0.85) การบริหารจัดการน้ำ ลดการระบายน้ำ ทั้งนี้ขอให้หน่วยงานติดตามการคาดการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดเพื่อการปรับแผนให้เหมาะสม โดยต้องแจ้งประชาชนให้ทราบล่วงหน้าในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ให้วางแผนปรับลดการระบายน้ำ เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนน้ำอูน และอ่างขนาดกลาง/ขนาดเล็ก ทุกแห่ง ตามการคาดการณ์ที่ปริมาณน้ำฝนที่มีแนวโน้มลดลงในเดือน ก.ย.-ต.ค. 61 พื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ให้ติดตามการพยากรณ์อากาศในช่วง ก.ย. นี้ เพื่อวางแผนปรับการระบายน้ำในแม่น้ำสายหลัก ทั้งนี้ ให้มีผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำน้อยที่สุด ส่วนในพื้นที่ภาคตะวันตก ใน 4 เขื่อนขนาดใหญ่  (ศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ แก่งกระจาน และปราณบุรี) ยังคงต้องเร่งการพร่องน้ำ ตามการคาดการณ์ฝนที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและรองรับฝนตามฤดูกาลในปลายเดือน ก.ย.-ต.ค. 61
         สถานการณ์น้ำในแม่น้ำ/ลำน้ำ 
แม่น้ำสายสำคัญ
– ภาคเหนือ มีระดับน้ำปานกลางถึงน้ำมาก ไม่มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีระดับน้ำปานกลางถึงน้ำมาก มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่งใน แม่น้ำสงคราม จ.สกลนคร อ.เซกา จ.บึงกาฬ ห้วยหลวง จ.อุดรธานี แม่น้ำโขง บริเวณ จ.หนองคาย จ.นครพนม และ จ.มุกดาหาร ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีระดับน้ำน้อยถึงปานกลาง ไม่มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง
– ภาคตะวันตก มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก ไม่มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง
– ภาคตะวันออก มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่งใน แม่น้ำนครนายก บริเวณ อ.องครักษ์ จ.นครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี บริเวณ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี
– ภาคกลาง และภาคใต้ มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่งในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ อ.พยุหคีรี                จ.นครสวรรค์   

     การติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่
ตามมติที่ประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 5/2561 เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 61 ให้พื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ที่มีอ่างเก็บน้ำปริมาณน้ำมากกว่า 80% ของความจุ พิจารณาปรับแผนการระบายน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำให้พอเพียงในฤดูแล้ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 50% ของความจุ ต้องวางแผนเก็บกักน้ำและเติมน้ำโดยประสานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
อ่างฯ ขนาดใหญ่+ กลาง : ปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มี 53,724 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 76 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มี 3,125 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 รับน้ำได้อีก 19,252 ล้าน ลบ. ม.
อ่างฯที่ความจุเกิน 100% ขนาดใหญ่ 2 แห่ง เขื่อนน้ำอูน (108% เมื่อวาน 109%) เขื่อนแก่งกระจาน (106% เมื่อวาน 107%) ขนาดกลาง 16 แห่ง (ลดลง 6 แห่ง) ซึ่งอยู่ใน ภาคเหนือ 1 แห่ง (ลดลง 1 แห่ง) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 แห่ง (ลดลง 4 แห่ง) ภาคกลาง (ลดลง 1 แห่ง) และภาคตะวันออก 3 แห่ง (เท่าเดิม)
อ่างเฝ้าระวัง (80-100%) ขนาดใหญ่ 5 แห่ง เขื่อนวชิราลงกรณ (94% เท่าเดิม) เขื่อนศรีนครินทร์ (91% เท่าเดิม)
เขื่อนรัชชประภา (86% เท่าเดิม ) เขื่อนขุนด่านปราการชล (87% เท่าเมื่อวาน) เขื่อนปราณบุรี (80% เท่าเดิม ) ขนาดกลาง 65 แห่ง (เพิ่มขึ้น 1 แห่ง) แยกเป็น ภาคเหนือ 9 แห่ง (เพิ่มขึ้น 1 แห่ง) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 39 แห่ง (เพิ่มขึ้น 3 แห่ง) ภาคตะวันออก 11  แห่ง (ลดลง 1 แห่ง) ภาคกลาง 4 แห่ง (เท่าเดิม) และภาคใต้ 2 แห่ง (ลดลง 2 แห่ง)
อ่างเฝ้าติดตาม (น้อยกว่า 30%) ขนาดใหญ่ 2 แห่ง เขื่อนอุบลรัตน์ (28% เท่าเดิม) เขื่อนทับเสลา (25%เท่าเดิม) ขนาดกลาง 39 แห่ง (เพิ่มขึ้น 1 แห่ง) ภาคเหนือ 2 แห่ง (เท่าเดิม)  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 26 แห่ง (เท่าเดิม)  ภาคตะวันออก 4 แห่ง (เท่าเดิม)
ภาคกลาง 1 แห่ง (เท่าเดิม)  ภาคใต้ 6 แห่ง (เพิ่มขึ้น 1 แห่ง)
อ่างเฝ้าติดตามที่มีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุม (Lower Rule Curve)  ขนาดใหญ่ 2 แห่ง เขื่อนกิ่วลม (38%) เขื่อนบางลาง (50%)
– พื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วม : ลำน้ำก่ำ ลำน้ำสงคราม ลำน้ำอูน แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำป่าสัก อ.หล่มสัก อ.หนองไผ่ อ.เมืองเพชรบูรณ์ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ และแม่น้ำปราจีนบุรี บริเวณ ตลาดเก่า อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ์ อ.เมืองปราจีนบุรี อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี (ทั้งนี้ให้ติดตามประกาศของกรมชลประทานเรื่องสถานการณ์น้ำแม่น้ำปราจีนบุรี) แม่น้ำน่าน      อ.แม่จริม อ.บ่อเกลือ อ.เวียงสา อ.ท่าวังผา อ.เมืองน่าน จ.น่าน (ฝนตกหนักใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา)
– สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา : ปัจจุบันอัตราการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 820 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายเขื่อนจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 30-50 ซม. ต้องพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ปรับลดการระบายน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์    แล้วเมื่อวานนี้(2 ก.ย.)