กยท.จัดเวทีประกวดโครงงานวิจัยด้านยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343676

กยท.จัดเวทีประกวดโครงงานวิจัยด้านยางพารา

กยท.จัดเวทีประกวดโครงงานวิจัยด้านยางพารา

         การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดเวทีประกวดโครงงานวิจัยด้านยางพาราระดับมัธยมและอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2561 ณ ห้องกันตัง กยท. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ มีสถานศึกษาส่งผลงานวิจัยเข้าร่วม ทั้งในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จำนวน 15 ชิ้นงาน ผลปรากฏว่าทีมนักศึกษาจากวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระและวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานเปิดงานประกวดโครงงานวิจัยด้านยางพาราระดับมัธยมและอาชีวศึกษาในครั้งนี้ กล่าวว่า การประกวดโครงงานวิจัยด้านยางพาราระดับมัธยมศึกษาอาชีวศึกษาปีงบประมาณ 2561 ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนองค์กรของ กยท. โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนายางพารา เพื่อสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่สามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงสนับสนุนผลงานวิจัยให้นำไปใช้ประโยชน์ พร้อมทั้งถ่ายทอดและผลิตในเชิงพาณิชย์ โครงการนี้จะเป็นโครงการสนับสนุนงานวิจัยดีเด่นด้านยางพาราระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา เพื่อเป็นการพัฒนาและผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพตลอดจนได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางโครงการยางพาราในด้านต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงวิชาการสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดหรือส่งผลกระทบที่ดีต่อเกษตรกรและธุรกิจด้านยางพารา อีกทั้งจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนนักศึกษาและคณาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่านได้มีแนวคิดใหม่ๆ ทางด้านยางพาราและสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่อุตสาหกรรมยางพาราต่อไปได้ในอนาคต

นายพิเชฏฐ์ พร้อมมูล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญในการศึกษาค้นคว้าวิจัยด้านยางพารา โดยมีสถาบันวิจัยยางรับผิดชอบดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดทำแผนบริหารงานวิจัยค้นคว้าและพัฒนาการผลิตยาง ให้บริการวิชาการและเทคโนโลยีแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง รวมถึงประสานความร่วมมือด้านวิจัยยางพารากับองค์กรระหว่างประเทศ การสนับสนุนโครงการและผลงานวิจัยดีเด่นด้านยางพาราระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย มุ่งเป้าเพื่อให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและทักษะที่เป็นนวัตกรรมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทางด้านวิจัยและพัฒนายางพารา โดยผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีองค์ความรู้ด้านยางพาราและนวัตกรรม ตลอดจนเข้าใจถึงบริบทของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งโครงงานวิจัยใหม่ทางด้านยางพาราที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

ด้าน ดร.วิทยา พรหมมี นักวิชาการเกษตร 8 หัวหน้ากองวิจัยและพัฒนาการผลิตยาง สถาบันวิจัยยาง กล่าวเสริมว่า การจัดประกวดในโครงการนี้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทระดับต้นน้ำและกลางน้ำ คือผลงานวิจัยที่เป็นการพัฒนายางในระบบตั้งแต่การจัดการสวนยางจนกระทั่งการแปรรูปยางขั้นต้น โดยทีมนักศึกษาจาก วิทยาลัยการอาชีพเวียงสระส่งผลงาน เครื่องพันลวดเกือกม้าสำหรับรองรับถ้วยน้ำยางพาราแบบต่อเนื่อง ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร ส่งผลงาน เครื่องหยอดน้ำกรด ” Smart Drip machine 001″ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานีส่งผลงาน ผลของน้ำหมักเปลือกพืชท้องถิ่นปักษ์ใต้ต่อการลดปริมาณเชื้อราบนยางแผ่นดิบ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และ วิทยาลัยเทคโนโลยีนครหาดใหญ่ส่งผลงาน แผ่นยางนวดเท้ากดจุด ได้รับรางวัลชมเชย

สำหรับประเภทระดับปลายน้ำ คือการแปรรูปยางให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์หรือวัสดุอื่น ทีมนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษส่งผลงาน การศึกษาสมบัติของวัสดุคอมโพสิตระหว่างยางธรรมชาติกับเศษขี้กบไม้ตีนเป็ด ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 วิทยาลัยเทคนิคตรัง ส่งผลงาน การศึกษาปริมาณที่เหมาะสมของทางปาล์มที่ใช้เป็นสารตัวเติมต่อการทำแผ่นพื้นยางพารา ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 วิทยาลัยเทคนิค จะนะ ส่งผลงานกระถางแฟนซีจากน้ำยางพารา ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 วิทยาลัยเทคนิคตรัง ส่งผลงาน การศึกษาขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่เหมาะสมต่อการทำอิฐบล็อกตัวหนอนจากน้ำยางธรรมชาติ การศึกษาปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนตที่เหมาะสมต่อการทำกรวยอัจฉริยะจากยางพารา และ การศึกษาปริมาณซิลิกาที่เหมาะสมต่อการทำดอกไม้จากเยื่อกระดาษเคลือบน้ำยางพารา และโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย สตูล ส่งผลงาน เบาะโฟมยางพาราปลดปล่อยช้า เพื่อประยุกต์ใช้ในการบำบัด โดยได้รับรางวัลชมเชย ตามลำดับ

การจัดโครงการวิจัยด้านยางพาราระดับมัธยมและอาชีวศึกษา ของ กยท. ในครั้งนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้น้องๆ นักศึกษาที่มีความสามารถ โดยเฉพาะน้องๆ อาชีวะ คิดค้นงานวิจัยที่สามารถใช้ได้จริง เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยาง และอุตสาหกรรมยางพารา ซึ่งในอนาคต เครื่องมือหรืองานวิจัยเหล่านี้ จะสามารถต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดได้

ซีพีเอฟ.เสริมแกร่งชุมชนมอบเงินกองทุนชุมชนป่าชายเลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343672

ซีพีเอฟ.เสริมแกร่งชุมชนมอบเงินกองทุนชุมชนป่าชายเลน

ซีพีเอฟ

ซีพีเอฟ.เสริมแกร่งชุมชนพึ่งพาตนเองมอบเงินกองทุนชุมชนป่าชายเลน ต.บางหญ้าแพรก สมุทรสาคร

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมชุมชนมีส่วนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างยั่งยืน  ประเดิมส่งมอบเงิน “กองทุนชุมชนป่าชายเลน โครงการปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน ต.บางหญ้าแพรก  สมุทรสาคร” เพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน  และเป็นแหล่งเงินทุน พัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้   ให้แก่สมาชิกกองทุนฯเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น   

นายอุทัย เล็กประเสริฐ  ประธานคณะกรรมการกองทุนชุมชนป่าชายเลน ตำบลบางหญ้าแพรก  กล่าวว่า  ชาวชุมชนตำบลบางหญ้าแพรก  รู้สึกภาคภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติม โดยร่วมดำเนินโครงการ  “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” ช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์กลับสู่ระบบนิเวศและชายฝั่ง  ซึ่งในวันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ทางซีพีเอฟได้มอบเงินกองทุนชุมชนป่าชายเลนฯ จำนวนเงิน  2.2 แสนบาท  ให้กับคณะกรรมการชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลน เพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนอย่างยั่งยืน  
  
นอกจากนี้  เพื่อสนับสนุนให้คนในชุมชนตำบลบางหญ้าแพรกเข้ามามีส่วนร่วม กองทุนฯจะเปิดรับสมัครสมาชิก โดยสมาชิกแต่ละคนจะถือหุ้นอย่างน้อย 1 หุ้น แต่ไม่เกิน 50 หุ้น ราคหุ้นละ 100 บาท โดยสมาชิกกองทุนจะได้รับสิทธิในการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนในการพัฒนาอาชีพ รวมทั้งมีเกณฑ์ในการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี เมื่อสิ้นปีทางบัญชีของกองทุนปิดบัญชีตามมาตรการทางบัญชีแล้ว หากมีกำไรสุทธิ คณะกรรมการกองทุนจะนำกำไรมาจัดสรร เป็นเงินเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้กู้ เป็นทุนเพื่อจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก เป็นทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน เป็นต้น 

“กองทุนชุมชนป่าชายเลน โครงการปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน ต.บางหญ้าแพรก  สมุทรสาคร จะเป็นแหล่งเงินทุนให้กับคนในชุมชนตำบลบางหญ้าแพรก เพื่อใช้ดูแลป่าชายเลนและรักษาสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว” ประธานคณะกรรมการกองทุนชุมชนป่าชายเลน ต.บางหญ้าแพรก กล่าว
ด้าน นายปรีชา มีนิล  รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ป่าชายเลน จ.สมุทรสาคร   กล่าวว่า  กองทุนชุมชนป่าชายเลนฯ สะท้อนความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือที่เข้มแข็งของชาวชุมชนตำบลบางหญ้าแพรก  และความตั้งใจจริงของหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าชายเลน รวมทั้งเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ขยายผลสู่การส่งมอบกองทุนชุมชนป่าชายเลน เป็นกองทุนแรกที่จะเป็นต้นแบบให้กับโครงการในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“กองทุนฯ จะเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับสมาชิก ในการลงทุนพัฒนาอาชีพ  สร้างงานและสร้างรายได้ เพื่อนำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สมาชิก   นอกจากนี้ เป็นการสร้างกระบวนการพึ่งพาตนเองให้กลุ่มสมาชิกป่าชายเลนในการพัฒนาความคิดริเริ่มเสริมสร้างศักยภาพตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” นายปรีชา กล่าว   
 
ซีพีเอฟ ดำเนินกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ณ ศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 (สมุทรสาคร) ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร ตั้งแต่ปี 2557-2561 เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนได้ 104 ไร่ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชาวชุมชนต.บางหญ้าแพรก ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนบริเวณนี้ เป็นต้นแบบการอนุรักษ์ป่าชายเลนให้กับชุมชนอื่น ๆ

นายปรีชา  กล่าวเพิ่มเติม บริษัทฯ ยังได้ส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติที่สนใจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และศึกษาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชุมชน ต.บางหญ้าแพรก  อาทิ การทำนาเกลือ  บ้านทำขนมหวาน ประดิษฐ์เรือจำลอง (เรือจิ๋ว) ฯลฯ เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยวมาใช้ในการดูแลป่าชายเลนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้  ชุมชนยังมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากภูมิปัญญาของชุมชน  โดยรวมตัวกันเปิดสถานีส่งเสริมอาชีพชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลน เมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา เช่น การทำถ่านไบโอชาร์ ปุ๋ยชีวภาพ ปลูกผักปลอดสารพิษ ทำผลิตภัณฑ์จากถ่านไบโอชาร์ นำพืชป่าชายเลนมาแปรรูปเป็นอาหาร  ฯลฯ

ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” ตั้งแต่ปี  2557-2561 โดยร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)  สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และเครือข่ายภาคประชาสังคม ปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ 5 แห่ง คือ จังหวัดระยอง  จังหวัดสมุทรสาคร  จังหวัดชุมพร  จังหวัดสงขลา และจังหวัดพังงา  รวมพื้นที่ที่ร่วมอนุรักษ์ป่าชายเลนทั้งสิ้น  2,343 ไร่ และพื้นที่ปลูกใหม่ 325 ไร่  และเป็นโครงการที่สอดรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs Goal)  ในประเด็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับชุมชนและภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทั้งในพื้นที่รอบสถานประกอบการและพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ

กนช.เคาะแผนแม่บทน้ำร่งเดินหน้า 11 โครงการใหญ่ 162 พระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343585

กนช.เคาะแผนแม่บทน้ำร่งเดินหน้า 11 โครงการใหญ่ 162 พระราชดำริ

สทนช

กนช.เคาะแผนแม่บทน้ำร่งเดินหน้า 11 โครงการใหญ่ 162 พระราชดำริ

             กนช.อนุมัติปรับแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นแผนแม่บทสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สั่งเดินหน้าเร่งรัดการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมไฟเขียว 11 โครงการขนาดใหญ่และเร่งขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 162 โครงการ

                 วันที่ 14 กันยายน 2561  การประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ครั้งที่ 3/2561 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีการประชุมวาระสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยภายหลังการประชุม พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กนช. ได้เปิดเผยว่า

                การประชุม กนช.วันนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (พ.ศ.2557 -2562 ) ซึ่งแบ่งเป็น 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดหาน้ำอุปโภคบริโภค เป้าหมายเพื่อให้ทุกหมู่บ้านและชุมชนเมืองมีน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภค มีโครงการสำคัญที่ดำเนินการในระยะแรกคือ การจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคให้แก่หมู่บ้านที่ไม่มีระบบประปา

                โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการพัฒนาระบบประปาหมู่บ้าน ในพื้นที่หาน้ำยากและขาดแคลนน้ำ ไปแล้ว 7,291 หมู่บ้าน เจาะบ่อบาดาลไปแล้ว 3,073 บ่อ โรงเรียนและชุมชนมีน้ำดื่มสะอาด 2,551 แห่ง นอกจากนั้นยังขยายเขตประปาเมืองได้อีก 78 แห่ง

                 ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต เป้าหมายเพื่อให้ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมมีแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการจัดการอย่างสมดุล มีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอด (ตอนบน) จ.ตาก โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี โดยผลงานที่ผ่านมาสามารถก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำใหม่ จำนวน 2.53 ล้านไร่ คิดเป็นปริมาณน้ำ 1,483 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานเดิม จำนวน 4.72 ล้านไร่ พัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝน คิดเป็นปริมาณน้ำ 1,939 ล้าน ลบ.ม.

                     ยุทธศาสตร์ที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย เป้าหมายเพื่อให้พื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและพื้นที่เกษตร ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและอุทกภัยน้อยที่สุด โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง จ.ตรัง โครงการแก้มลิงบางระกำ จ.พิษณุโลก โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา โครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยคาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา

                   โดยมีผลการดำเนินงานที่ผ่านมา คือการปรับปรุงทางน้ำเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 291 กิโลเมตร สามารถป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองได้ 69 แห่ง การสามารถดำเนินการปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ภาคใต้แล้วเสร็จ 91 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 20 แห่ง

                ยุทธศาสตร์ที่ 4 การจัดการคุณภาพน้ำ เป้าหมายเพื่อให้แหล่งน้ำทั่วประเทศมีคุณภาพน้ำอยู่ในระดับพอใช้ขึ้นไป และป้องกันระดับความเค็มไม่ให้เกินมาตรฐานของการเกษตร มีผลการดำเนินการด้านการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย จำนวน 58 แห่ง คุณภาพน้ำแหล่งน้ำอยู่ในระดับพอใช้ขึ้นไป 29 แห่ง พื้นที่ได้รับการป้องกันความเค็ม 3 ลุ่มน้ำ

                 ยุทธศาสตร์ที่ 5 การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน เป้าหมายเพื่อให้พื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟู โดยมีพื้นที่ป่าได้รับการฟื้นฟูแล้ว 0.49 ล้านไร่ และพื้นที่ป้องกันและลดการพังทลายอีก 1.43 ล้านไร่

                 และยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการ เป้าหมายเพื่อให้การบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างสมดุล มีกิจกรรมและโครงการสำคัญ ได้แก่ การดำเนินงานของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการ การจัดทำร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ…. การจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ การศึกษาแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการพัฒนาระบบเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และให้รายงานความก้าวหน้าให้กับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ได้รับทราบอย่างต่อเนื่องแล้ว

                     ในส่วนของความก้าวหน้าการปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี นั้นจะปรับชื่อใหม่เป็น “แผนแม่บท” เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายใหม่เพิ่มเติมรายยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนา/ขยายเขตระบบประปา เพิ่มประสิทธิภาพประปา 20,034 หมู่บ้าน และพัฒนาน้ำประปา น้ำดื่ม ให้ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสมให้ครบทุกหมู่บ้าน

                    ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำ สร้างมูลค่าเพิ่มให้น้ำอีก 10 เท่าจากปัจจุบัน และเพิ่มน้ำต้นทุนโดยปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อลดความเสี่ยงภัยแล้ง ยุทธศาสตร์ที่ 3 บรรเทาอุทกภัยระดับลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบทุกลุ่มน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำจำนวน 562 แห่ง ลำน้ำธรรมชาติสายหลักและสาขาระยะทาง 5,500 กิโลเมตร ป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ชุมชนเมือง 764 แห่ง พื้นที่รับประโยชน์ 1.7 ล้านไร่

                   ยุทธศาสตร์ที่ 4 เพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสีย 105 แห่ง รักษาสมดุลของระบบนิเวศ 13 ลุ่มน้ำหลัก ยุทธศาสตร์ที่ 5 การป้องกันและลดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ต้นน้ำ 0.45 ล้านไร่ และยุทธศาสตร์ที่ 6 การจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ (ปกติ/วิกฤติ)/ ตลอดจนเจรจาความร่วมมือด้านน้ำกับต่างประเทศ

                   ทั้งนี้ ความก้าวหน้าของการดำเนินการจัดทำแผนแม่บทภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาตินั้น ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายละเอียด การกำหนดผู้รับผิดชอบ เป้าหมายตัวชี้วัด และการจัดทำแผนโครงการ ซึ่งการดำเนินการในส่วนนี้มีรายละเอียดการดำเนินการมาก จึงต้องมีการขยายเวลาการเสนอร่างแผนจากเดิมจะเสนอในเดือนกันยายนเป็นเดือนตุลาคมและจะได้นำเสนอ กนช. พิจารณาให้ความเห็นชอบในการประชุมครั้งต่อไป

              สำหรับการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ และโครงการสำคัญนั้น นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ในฐานะกรรมการและเลขานุการ กนช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการดำเนินโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ มูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ (Area Based) ในปี 2562 ที่พร้อมดำเนินการมีทั้งสิ้น 11 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้นประมาณ 73,679 ล้านบาท

     โดย 4 โครงการได้ผ่านการพิจารณาของ กนช.แล้ว คือ โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เลย โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.หนองคาย โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี จ.ชัยภูมิ และโครงการบรรเทาอุทกภัย เมืองชัยภูมิ (ระยะที่1) คงเหลือที่จะเสนอเพิ่มเติมอีก 7 โครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและมีความพร้อมที่จะดำเนินการ คือ โครงการอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองแสนแสบ โครงการอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองทวีวัฒนา โครงการประตูระบายลำน้ำพุง-น้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการประตูระบายน้ำบ้านก่อ พร้อมระบบส่งน้ำ จ.สกลนคร โครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ

                 นอกจากนั้น ในด้านของการขับเคลื่อนแผนงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพัฒนาแหล่งน้ำ สทนช.ได้จัดลำดับความสำคัญในการพิจารณาแผนงาน งบประมาณโครงการพระราชดำริที่มีความพร้อม ไม่ติดปัญหาอุปสรรคใด เป็นลำดับแรก ซึ่งสามารถจัดกลุ่มแนวทางการขับเคลื่อนโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการและยังไม่ได้ดำเนินการ

               ประกอบด้วย 1. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จำนวน 78 โครงการ 2. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จำนวน 22 โครงการ และ 3. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี จำนวน 62 โครงการ ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้ สำนักงาน กปร. ร่วมกับ สทนช. สรุปความก้าวหน้าในการจัดทำแผนการพัฒนาโครงการพระราชดำริทั้งหมดเพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้อย่างต่อเนื่องต่อไปด้วย

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกรตัดแต่งช่อลองกองป้องกันโรคระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343530

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกรตัดแต่งช่อลองกองป้องกันโรคระบาด

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกรตัดแต่งช่อลองกองป้องกันโรคระบาด

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เตรียมวางแผนการตลาดเพื่อควบคุมปริมาณสินค้าลองกองชายแดนใต้ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคมา มีผลผลิตรวม 35,649 ตัน คิดเป็นร้อยละ 50.65 ของปริมาณผลผลิตลองกองใต้ทั้งหมด

             นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ลองกอง เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ มีแหล่งผลิตในภาคใต้ของประเทศไทย โดยในปี 2561 ได้ประมาณการผลผลิตลองกองของภาคใต้ไว้จำนวน 70,383 ตัน มากกว่าผลผลิตปี 2560 ประมาณร้อยละ 613.82 (ปี 2560 ผลผลิต 9,860 ตัน)  โดยจังหวัดที่มีผลผลิตมากและต้องเฝ้าระวังคือ 4 จังหวัดชายแดนใต้ อย่าง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา มีผลผลิตรวม 35,649 ตัน คิดเป็นร้อยละ 50.65 ของปริมาณผลผลิตลองกองใต้ทั้งหมด
ขณะนี้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตลองกองไปแล้ว 30,326 ตัน คิดเป็นร้อยละ 43 ของผลผลิตลองกอง 14 จังหวัดภาคใต้ คงเหลือผลผลิตประมาณ 4 หมื่นตัน หรือร้อยละ 60 ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิต แต่จากการติดตามสถานการณ์ผลผลิตลองกองในขณะนี้เปรียบเทียบกับข้อมูลที่คาดการณ์ไว้ พบว่า ผลผลิตลองกองของภาคใต้ลดลงมากกว่าร้อยละ 50 หรือประมาณ 2 หมื่นตัน เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน มีฝนตกชุก ทำให้ลองกองผลแตก หลุดร่วงเป็นจำนวนมาก
เดือนกันยายน – ตุลาคม เป็นช่วงที่ต้นลองกองออกผลมากที่สุด แต่ในช่วงดังกล่าวมีฝนตกเป็นระยะๆ ทำให้มีความชื้นอากาศสูง ทำให้เกิดโรคและการระบาดของเชื้อราได้ง่าย โดยมีสำหรับสาเหตุหลักมาจากเชื้อรา Phomopsis sp. ถ้าไม่มีการดูแลที่ดีอาจทำให้ผลผลิตลองกองเสียหายทั้งช่อทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย ถ้าพบการระบาดเกษตรกรควรป้องกันดังนี้

      1. หากพบการระบาดควรเก็บผลที่เป็นโรคไปทำลาย หรือถ้ามีการร่วงหล่นอยู่ใต้ต้นให้เก็บไปทิ้งบริเวณนอกสวน
2. ควรหมั่นตัดแต่งทรงพุ่ม ต้นลองกองให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกและแสงแดดส่องได้ ตลอดจนตัดแต่งช่อผลลองกอง ปลิดผลด้อยคุณภาพออก เพื่อให้ผลที่เหลือมีขนาดใหญ่ ได้ช่อสวย ขนาดใหญ่ ขายได้ราคาดี ซึ่งสอดคล้องตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผลคุณภาพดี และระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรตั้งแต่ต้นฤดูกาลแล้ว
3. ทำการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชไม้ผล พวกผีเสื้อมวนหวาน แมลงวันผลไม้ และแมลงหวี่ ที่เป็นตัวทำลายผลลองกองให้เกิดแผล ส่งผลให้เชื้อราระบาดได้ง่าย โดยใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโนมิล ไธเบนดาโซล ฉีดพ่นตามอัตราที่ฉลากแนะนำและเมื่อเก็บเกี่ยวลองกองจากต้นแล้ว ควรจัดเรียงผลผลิตลองกองวางลงในภาชนะ เช่น ตะกร้า เข่ง ให้เป็นระเบียบไม่อัดแน่นจนเกินไป และควรจัดหาวัสดุรองก้นภาชนะเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนในการขนย้ายเพราะถ้าหากช้ำอาจจะทำให้เสียหายทั้งช่อ

องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามงานโครงการพระราชดำริ 3 จว.ชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343515

องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามงานโครงการพระราชดำริ 3 จว.ชายแดนใต้

องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน 2561 เวลา 08.00 น. พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดยะลา เพื่อเป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริซึ่งได้สร้างประโยชน์สุขแก่ราษฎรในพื้นที่ รวมทั้งการติดตามขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

​จากนั้น องคมนตรี ได้กล่าวเปิดการประชุม โดยมีนายลลิต ถนอมสิงห์ รองเลขาธิการ กปร. สรุปข้อมูลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ได้รวบรวมตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึง ณ กันยายน 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 4,741 โครงการ โดยในพื้นที่ภาคใต้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปี 2560 จำนวน 912 โครงการ และอยู่ในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา จำนวน 560 โครงการ แยกเป็น 8 ประเภท ตามลำดับ ได้แก่ โครงการด้านแหล่งน้ำ ด้านการส่งเสริมอาชีพ ด้านสวัสดิการสังคมการศึกษา ด้านการเกษตร ด้านบรูณาการ ด้านคมนาคมสื่อสาร ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสาธารณสุข
พร้อมกันนี้รองเลขาธิการ กปร. ยังได้รายงานการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งจากการตรวจสอบของสำนักงาน กปร. ร่วมกับกรมชลประทาน มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ยังไม่ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคใต้รวม 14 โครงการ ได้มีการขับเคลื่อนสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร.ไปแล้วจำนวน 7 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 3 โครงการ และอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนอีก 4 โครงการ

จากนั้น ผู้แทนกรมชลประทาน ได้รายงานโครงการพัฒนาด้านแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขตพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณประจำปี 2560 จำนวน 9 โครงการ และในปี 2561 จำนวน 3 โครงการ
โอกาสนี้ องคมนตรี และผู้เข้าร่วมประชุมได้พิจารณาหาแนวทางและข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนโครงการอ่างเก็บน้ำลำพะยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับราษฎรตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอดสร้างสุขให้กับราษฎรต่อไป

องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการลุ่มน้ำบางนรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343511

องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการลุ่มน้ำบางนรา

องคมนตรี ติดตามการดำเนินงานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำบางนราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส

วันพุธที่ 12 กันยายน 2561 เวลา 08.30 น. พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปติดตามผลการดำเนินงานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำบางนราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พร้อมกับเยี่ยมชมการบริหารจัดการน้ำของประตูระบายน้ำบางนราฯ โอกาสนี้ได้ปลูกต้นรวงผึ้งเพื่อเป็นที่ระลึกและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่พื้นที่ตามแนวพระราชดำริในการบริหารจัดการน้ำ ป่า ดิน ที่เกื้อกูลกันในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับราษฎรให้บังเกิดความยั่งยืนตลอดไป

องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการลุ่มน้ำบางนรา
โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำบางนราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ทำการพัฒนาทั้งลุ่มน้ำ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส อำเภอยี่งอ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงปาดี อำเภอเจาะไอร้อง และอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส รวมพื้นที่ประมาณ 315,000 ไร่ ซึ่งเกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ลุ่มน้ำบางนราอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งวิธีระบายน้ำ วิธีกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการอุปโภค บริโภคและเกษตรกรรม การแยกน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำเปรี้ยวออกจากกัน การสร้างระบบป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ทำกิน และการระบายน้ำเปรี้ยวจากพื้นที่ดินทำกินของราษฎร รวมถึงการบรรเทาปัญหาอุทกภัย โดยแม่น้ำบางนราเป็นแม่น้ำหลักของจังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่รับน้ำ 1,383.79 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไหลผ่านอำเภอเมืองนราธิวาส และอำเภอตากใบ ออกทะเลสองทาง ได้แก่ ไหลออกอ่าวไทยตรงปากแม่น้ำที่อำเภอเมืองนราธิวาส และไหลลงสู่แม่น้ำโก-ลก บริเวณอำเภอตากใบ เขตแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้ยังมีลำน้ำสาขาอีกหลายสาย ได้แก่ คลองยะกัง คลองโต๊ะเจ๊ะ คลองจวบ และคลองสุไหงปาดี โดยเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2530 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์โครงการ

จากการดำเนินโครงการ โดยก่อสร้างประตูระบายน้ำบางนราตอนบน และตอนล่าง พร้อมจัดระบบชลประทานและระบบระบายน้ำ ตามแนวพระราชดำริ ทำให้สามารถสร้างประโยชน์แก่ราษฎรในหลายด้าน ได้แก่ การป้องกันน้ำเค็มไม่ให้ไหลเข้าไปในแม่น้ำบางนรา สามารถกักเก็บน้ำจืดสำหรับการเกษตรและการอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 68,294 ไร่ นับแต่ปี  2533 หลังจากโครงการฯ เสร็จสมบูรณ์จนกระทั่งปัจจุบันได้พัฒนาพื้นที่เกษตรชลประทานไปแล้วจำนวน 44,749 ไร่ รวมถึงราษฎรสามารถใช้น้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรได้อย่างต่อเนื่องตลอดปีส่งผลราษฎรมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่สำคัญหน่วยราชการยังคงทำหน้าที่ในการสืบสานรักษาต่อยอดโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำบางนราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการสร้างประโยชน์และความสุขให้แก่ราษฎรตามพระราชประสงค์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วศ. ลงพื้นทียกระดับ OTOP จ.แม่ฮ่องสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343393

วศ. ลงพื้นทียกระดับ OTOP จ.แม่ฮ่องสอน

วศ. ลงพื้นทียกระดับ OTOP จ.แม่ฮ่องสอน

เมื่อวันที่ 7 – 10 กันยายน ที่ผ่านมา ดร.พจมาน ท่าจีน เลขานุการกรม นายธีระชัย รัตนโรจน์มงคล นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญ พร้อมทีมนักวิทยาศาสตร์จากกรมวิทยาศาสตร์บริการ ลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการดำเนินงานโครงการยกระดับสินค้า OTOP (Big rock) จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ กลุ่มผ้า เครื่องแต่งกาย และกลุ่มสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร โดยครั้งนี้ติดตามและให้คำปรึกษาเชิงลึกผู้ประกอบการจำนวน 61 กลุ่ม เป็นผ้า 46 กลุ่ม สมุนไพรไม่ใช่อาหาร 15 กลุ่ม ในเขตพื้นที่ อ.เมือง อ.ปางมะผ้า อ.ปาย อ.สบเมย อ.แม่สะเรียง อ.แม่ลาน้อย และ อ.ขุนยวม

ดร.พจมานฯ กล่าวว่า การดำเนินงานภายใต้โครงการยกระดับสินค้า OTOP ซึ่งจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดเป้าหมายที่ได้ยกระดับ ทางกรมวิทยาศาสตร์บริการทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เพื่อที่จะนำวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยผู้ประกอบการ ซึ่งหลักๆเป็นกลุ่มทางด้านสิ่งทอ จะเป็นเสื้อกะเหรี่ยงและย่าม ด้านสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารจะเป็นสบู่และผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้สมุนไพรในท้องถิ่นมาผลิต จากการดำเนินงานดังกล่าว เราได้เก็บตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ไปทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือ มผช. เราจึงนำวิทยาศาสตร์เข้ามาเพื่อใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มีกระบวนการตั้งแต่การอบรม การถ่ายทอดเชิงลึก เมื่อทางผู้ประกอบการไปพัฒนาสินค้าแล้วเราก็เก็บตัวอย่างเพื่อไปทดสอบที่ห้องปฏิบัติการอีกครั้ง ผลก็คือผลิตภัณฑ์ผ่านตามมาตรฐาน ซึ่งจะเห็นได้ว่ากระบวนการส่วนนี้มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต่อจากนั้นเราจึงมาตรวจติดตามและมอบวัสดุ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำเอาวัสดุไปผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ในขั้นตอนต่อไปก็จะพาผู้ประกอบการในจังหวัดแม่ฮ่องสอนไปเปิดตลาดที่เชียงใหม่หน้าห้างสรรพสินค้าเมญ่า บริเวณนิมมานเหมินทร์ ระหว่างวันที่ 22-23 กันยายนนี้ ต่อจากนั้นจะคัดกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพมีความพร้อมในด้านผลิตภัณฑ์ เชิญชวนไปจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในกรุงเทพฯ เพื่อให้สินค้าออกสู่ท้องตลาดได้กว้างมากยิ่งขึ้น ส่วนการต่อยอดอีกขั้นเราจะนำผู้ประกอบการที่มีคุณภาพกลุ่มนี้ไปยื่นจดทะเบียนได้มาตรฐาน มผช. อย่างเต็มรูปแบบเพื่อที่จะให้ผู้ประกอบการได้ดาวถึงขั้นห้าดาวต่อไป

ด้านนางพวงทอง ชื่นกรมรักษ์ ประธานกลุ่มแปรรูปผ้าทอสารภี กล่าวว่า ทางกลุ่มมีสมาชิกจำนวน 22 คน ผลิตงานเสื้อผ้าจากฝ้ายและกระเป๋า ก่อนหน้าพบปัญหาในด้านการเย็บ การติดซิปไม่เรียบร้อย ย้อมผ้าสีตกมาก ผ้าโดนแดดสีจางและเนื้อผ้าแข็งไม่อ่อนนุ่ม พอมีโครงการนี้เกิดขึ้นก็มีทีมนักวิทยาศาสตร์ และอาจารย์ลงพื้นที่มาแนะนำกระบวนการด้านการผลิตที่ถูกต้อง นำหลักทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ สร้างความมั่นใจให้กับกลุ่ม อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์กระเป๋าของกลุ่มมีการยื่นขอมาตรฐานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ยังไม่เคยผ่านมาตรฐาน หลังจากนี้จะยื่นขอมาตรฐานอีกครั้งทางกลุ่มมีความมั่นใจว่าจะผ่านมาตรฐาน มผช.อย่างแน่นอน

ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชี้พิกัดลุ้นฝนเยอะช่วง 13 – 15ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343196

ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชี้พิกัดลุ้นฝนเยอะช่วง 13 – 15ก.ย.นี้

สทนช

ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชี้พิกัดลุ้นฝนเยอะช่วง 13 – 15ก.ย.นี้

ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชี้พิกัดลุ้นฝนเยอะช่วง 13 – 15ก.ย.นี้ เหตุร่องมรสุมพาดผ่าน พร้อมแย้มข่าวดีฝนช่วยเติมน้ำในเขื่อนน้ำน้อยกว่า 60% บริเวณตอนนของประเทศเพิ่มขึ้น เร่งเดินหน้าฝนหลวง-บริหารจัดการน้ำก่อนฝนหมดฤดู

นายสำเริง  แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ประจำวันที่ 11 ก.ย.61 ว่า ช่วงวันที่ 11 – 12 ก.ย.ประเทศไทยจะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกบหนักบางแห่ง ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสมใน 28 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก ชัยภูมิ นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร  ซึ่งฝนสะสม 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา  มีฝนตกหนักใน ภาคเหนือ จ.เชียงราย 88 มม. น่าน 60 มม. เชียงใหม่ 60 มม. ตาก 55 มม. พะเยา 42 มม. ภาคกลาง จ.กรุงเทพมหานคร 43 มม. นครสวรรค์ 41 มม. อุทัยธานี 38มม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น 51 มม. บุรีรัมย์ 42 มม. ภาคตะวันออก จ.นครนายก 57 มม. ปราจีนบุรี 43 มม. ฉะเชิงเทรา 39 มม. และภาคใต้ จ.นราธิวาส 35 มม. พังงา 35 มม. ส่วนภาคตะวันตก มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง

เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 1% เขื่อนกิ่วลม 39% เพิ่มขึ้นเมื่อวาน 1% เขื่อนแม่กวงอุดมธารา 39% เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 1% และอ่างฯ ขนาดกลาง 17 แห่ง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เป็นขนาดใหญ่ 1 แห่ง คือ เขื่อนห้วยหลวง ยังคงที่ 44% และขนาดกลาง 13 แห่ง ศูนย์เฉพาะกิจฯ ได้กำกับติดตามการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเร่งเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนต่างๆ ให้เพียงพอไว้ใช้ในฤดูแล้ง รวมถึงปฏิบัติการฝนหลวงในช่วงที่ปริมาณความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีความเหมาะสม โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนอย่างต่อเนื่องด้วย

สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ 6 แห่งเฝ้าระวัง พบว่า ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนต่างๆ ลดลง และเร่งดำเนินการพร่องน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร มีปริมาณน้ำ105% ของความจุ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 102%ของความจุ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ปริมาณน้ำ 95% ของความจุ เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี ปริมาณน้ำ 92% ของความจุ เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ปริมาณน้ำ 86% ของความจุ และเขื่อนนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี ปริมาณน้ำคิดเป็น 89% ของความจุ

ชป.เดินหน้าจ้างแรงงานไทยนิยมฯพัฒนาแหล่งน้ำชลประทานทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343182

ชป.เดินหน้าจ้างแรงงานไทยนิยมฯพัฒนาแหล่งน้ำชลประทานทั่วไทย

กรมชล

ชป.เดินหน้าจ้างแรงงานไทยนิยมฯและพัฒนาแหล่งน้ำชลประทานทั่วประเทศ

กรมชลประทาน เดินหน้าโครงการไทยนิยมฯ ทั่วประเทศ เบิกจ่ายงบไปแล้วกว่า 3 พันล้านบาท เร่งจัดจ้างแรงงาน ส่งเสริมการใช้ยางพารา ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำชลประทาน ย้ำทุกขั้นตอนโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อประโยชน์ให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การเดินหน้าโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกรมชลประทาน ที่อยู่ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง 3 กรอบ ได้แก่ 1. คนไทยไม่ทิ้งกัน 2. ชุมชนอยู่ดีมีสุข และ 3. รู้กลไกการบริหารราชการ แบ่งเป็น 3 โครงการ/ 4 เมนู คือ 1. โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างรายได้แก่เกษตรกร (คนไทยไม่ทิ้งกัน) เมนูจ้างแรงงานสร้างรายได้ 2. โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ (ชุมชนอยู่ดีมีสุข) เมนูการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ 3. โครงการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน(รู้กลไกการบริหารราชการ)มี 2 เมนูคือ เมนูพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเมนูพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำชลประทาน เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยได้รับจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 13,701.985 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 2,074 แห่ง/2,088 รายการ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของกรมชลประทาน ล่าสุด(ข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ย. 61) ทั้ง 3 โครงการ/4 เมนู รวม 2,088 รายการ ได้ทำการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 3,102.35 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 22.65 ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 448 รายการ แล้วเสร็จรอเบิกจ่าย จำนวน 61 รายการ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างแล้ว 1,227 รายการ ลงนามในสัญญาแล้ว จำนวน 138 รายการ และอยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อ  จัดจ้าง จำนวน 214 รายการ ซึ่งแต่ละโครงการมีรายละเอียดดังนี้

โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างรายได้แก่เกษตรกร จำนวน 172 แห่ง/รายการ เป้าหมาย 76 จังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร งบประมาณ 187.5545 ล้านบาท สามารถจัดจ้างแรงงานได้ 7,520 คน โดยได้ทำการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 133.97 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 71.43 สามารถจัดจ้างแรงงานไปแล้ว 9,051 คน หรือร้อยละ 120.36 ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14,802 บาทต่อคน ทั้งนี้ โครงการจ้างแรงงานชลประทานฯ ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 38 รายการ ดำเนินการแล้วเสร็จรอเบิกจ่าย จำนวน 5 รายการ อยู่ระหว่างซ่อมแซมบำรุงรักษาระบบชลประทาน จำนวน 120 รายการ ลงนามในสัญญาจ้างแรงงาน จำนวน 2 รายการ และอยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอีกจำนวน 7 รายการ

โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 317 แห่ง/รายการ เป้าหมาย 53 จังหวัด งบประมาณ 3,548.0209 ล้านบาท เกษตรกรได้รับประโยชน์ 239,501 ครัวเรือน ปริมาณการใช้ยางพารา 3,509.50 ตัน โดยแยกประเภทการใช้ยางพาราเป็นส่วนผสม ประกอบด้วย การใช้เป็นส่วนผสมเฉพาะชั้นผิวทาง Para Asphaltic Concrete จำนวน 284 รายการ และงานถนนซีเมนต์ผสมยางพารา Para Soil Cement จำนวน 33 รายการ ระยะทางรวม 999.65 กิโลเมตร ซึ่งมีการใช้ยางพาราไปแล้วปริมาณ 107.17 ตัน ระยะทาง 14.812 กิโลเมตร โดยได้ทำการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 73 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.06 งานแล้วเสร็จรอเบิกจ่าย จำนวน 3 รายการ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างแล้ว จำนวน 151 รายการ ลงนามในสัญญาแล้ว จำนวน 90 รายการ และอยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอีกจำนวน 73 รายการ

โครงการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน จำนวน 1,585 แห่ง/ 1,599 รายการ เป้าหมาย 71 จังหวัด งบประมาณ 9,966.4096 ล้านบาท ได้ทำการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 2,895.38 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 29.05 เป้าหมายเพื่อพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น จำนวน 17,960 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 2,142,961 ไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ 361,704 ครัวเรือน ความจุเก็บกักเพิ่มขึ้น 14.09 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งประกอบด้วย 2 เมนู คือ 1. การพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 300 แห่ง/รายการ เป้าหมาย 30 จังหวัด งบประมาณ 699.5056 ล้านบาท โดยได้ทำการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 166.16 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 23.75 ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 48 รายการ งานแล้วเสร็จรอเบิกจ่าย จำนวน 3 รายการ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 167 รายการ ลงนามในสัญญาแล้ว จำนวน 6 รายการ และอยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอีกจำนวน 76 รายการ และ 2. การพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำชลประทานเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง จำนวน 1,285 แห่ง/1,299 รายการ เป้าหมาย 68 จังหวัด งบประมาณ 9,266.904 ล้านบาท โดยมีการดำเนินการซ่อมแซม ปรับปรุงและก่อสร้างโครงการชลประทาน ซึ่งได้ทำการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 2,729.23 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 29.45 โดยดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 362 รายการ (เป็นค่าซื้อที่ดิน 4 รายการ 518.3625 ล้านบาท) ดำเนินการก่อสร้างแล้วรอเบิกจ่าย 50 รายการ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง จำนวน 789 รายการ ลงนามในสัญญาแล้ว จำนวน 40 รายการ และอยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอีกจำนวน 58 รายการ

สรุปความคืบหน้าโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของกรมชลประทาน โดยผลสัมฤทธิ์ ณ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ย. 61) มีพื้นที่ได้รับประโยชน์แล้ว จำนวน 508,240 ไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ จำนวน 94,845 ครัวเรือน ทั้งนี้ เมื่อการดำเนินโครงการแล้วเสร็จตามกรอบที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนด จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้รวม 17,960 ไร่ ความจุเก็บกักเพิ่มขึ้น 14.09 ล้านลูกบาศก์เมตร ราษฎรและเกษตรกรได้รับประโยชน์ รวม 601,205 ครัวเรือน และเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส กรมชลประทานได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบทุกขั้นตอน ภายใต้แนวคิด “ประชารัฐ” รวมทั้งมีการรายงานผลการดำเนินงานให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม สร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

เกษตรฯลุยส่งเสริมปลูกพืชหลังนาพื้นที่ 2.8 ล้านไร่ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/342985

เกษตรฯลุยส่งเสริมปลูกพืชหลังนาพื้นที่ 2.8 ล้านไร่ทั่วประเทศ

พืชหลังนา

เกษตรฯลุยส่งเสริมปลูกพืชหลังนาพื้นที่ 2.8 ล้านไร่ทั่วประเทศ 

            กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผนึกกำลัง 5 หน่วยงาน เดินหน้าส่งเสริมปลูกพืชหลังนาพื้นที่ 2.8 ล้านไร่ทั่วประเทศ แทนการทำนาปรัง ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวกันมาปลูกข้าวโพด พืชตระกูลถั่ว และพืชผัก ซึ่งมีตลาดรองรับและให้ผลตอบแทนสูงกว่ารายได้จากการทำนา  เตรียมเสนอมาตรการจูงใจเกษตรกรให้ครม.พิจารณาประกันภัยพืชผลให้เกษตรกร ไร่ละ 3,000 บาท พร้อมให้สนับสนุนเงินทุนเพื่อนำไปลงทุนเพาะปลูกโดยสามารถขอกู้ผ่านธกส.ไร่ละ 2,000 บาท  อัตราดอกเบี้ย 0.01 % โดยรัฐบาลช่วยชดเชยดอกเบี้ย คาดต้องใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท

นายกฤษฎา  บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมชี้แจงนโยบายในการส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาทดแทนการปลูกข้าวนาปรังให้กับเจ้าหน้าที่จากกรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดินและ                       กรมส่งเสริมสหกรณ์ในระดับภูมิภาคทั่วประเทศกว่า 400 คน รับฟังเพื่อทำความเข้าใจในแนวทางการสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวหันมาปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ที่ตลาดมีความต้องการและให้ผลตอบแทนสูง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำ โดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการผลผลิตของเกษตรกรตั้งแต่การส่งเสริมการปลูก การถ่ายทอดความรู้ การรวบรวมผลผลิต และการเชื่อมโยงกับเอกชนในการเข้ามารับซื้อผลผลิตของเกษตรกร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เหตุผลของการส่งเสริมชาวนาหันมาปลูกพืชชนิดอื่น แทนการทำนารอบที่ 2-3  เนื่องจากหากมีการทำนารอบเดียวจะได้ผลผลิต 33 ล้านตันข้าวเปลือก นำไปสีเป็นข้าวสารได้ 12-13 ล้านตัน คนไทยบริโภคข้าวปีละ 7-8 ล้านตัน ที่เหลือส่งออกไปต่างประเทศ 5 ล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณ                   ที่เหมาะสม และส่งผลทำให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพ อยู่ที่ตันละ 10,000 บาท ดังนั้น รัฐบาลจึงเพิ่มทางเลือกให้ชาวนาปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวแบบเดิม ๆ มาปลูกข้าวเพียงรอบเดียว หลังหมดฤดูทำนาแล้วเกษตรกรสามารถหันมา                 ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งแต่ละปีประเทศไทยต้องการใช้ข้าวโพดภายในประเทศ 7-8 ล้านตัน ขณะที่เกษตรกรผลิตได้ 3-4 ล้านตันเท่านั้น  ดังนั้น ตลาดจึงยังมีความต้องการอีกจำนวนมาก หรือจะหันไปปลูกพืชตระกูลถั่ว ทั้งถั่วเหลืองและถั่วเขียว  หรือพืชผักทดแทนก็ได้ ในเบื้องต้นได้มีการสำรวจพื้นที่เป้าหมายที่จะปรับเปลี่ยนการปลูกพืชหลังนา 2.8 ล้านไร่ ทั่วประเทศ โดยกรมพัฒนาที่ดินและกรมชลประทานจะร่วมกับสำรวจสภาพดินและแหล่งน้ำและกำหนดให้ชัดเจนว่าแต่ละพื้นที่เหมาะสำหรับปลูกพืชชนิดใด

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการจูงใจแก่เกษตรกรที่มาทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยกรมชลประทานจะดูแลระบบน้ำในพื้นที่ 2.8 ล้านไร่ที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย และทางกระทรวงเกษตรฯได้มีการเจรจากับภาคเอกชน ผ่านทางสมาคมผู้ค้าอาหารสัตว์และสมาคมผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ ประสานบริษัทเอกชน 3-4 แห่ง เข้ามารับซื้อผลผลิต เพื่อให้มีตลาดรองรับที่แน่นอนและมีการกำหนดราคาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งจะพิจารณาเงื่อนไขของเอกชนที่จะมารับซื้อเพื่อเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุดให้แก่เกษตรกร โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตัวกลาง รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่เพื่อรวบรวม                 ส่งขายให้บริษัทเอกชน  และในช่วงเริ่มต้นการเพาะปลูก ทางบริษัทเอกชนซึ่งเป็นคู่ค้าจะร่วมกับส่วนราชการ                           ส่งเจ้าหนาที่เข้ามาถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีการผลิตปลูกพืชชนิดอื่นและดูแลพื้นที่เพาะปลูกให้แก่เกษตรกรด้วย              ซึ่งโครงการดังกล่าวทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯต้องร่วมขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั่วประเทศ ต้องช่วยกันไปชี้แจงทำความเข้าใจเกษตรกรได้รับทราบ  ถึงมาตรการในจูงใจว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนเพื่อปรับเปลี่ยนปลูกพืชหลังนาแก่เกษตรกรอย่างไร พร้อมทั้งเชิญชวนให้เกษตรกรตัดสินใจเข้ามาร่วมโครงการ

“โครงการนี้ถ้าไม่มีตลาดรับซื้อจะไม่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแน่นอน และเรายังได้วางมาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้เกษตรกร โดยจะมีการประกันภัยพืชผลให้หากผลผลิตเกิดความเสียหายจากไฟไหม้ น้ำท่วม                          เจอโรคระบาดหรือศัตรูพืชทำลายผลผลิต จะประกันภัยพืชผลไร่ละ 2-3,000 บาท และจะจัดสรรเงินกู้ผ่านธกส.                  ดอกเบี้ย 0.01%  ให้เกษตรกรกู้ยืมไปลงทุนเพาะปลูก ไร่ละ 2,000 บาท แต่ขอกู้ได้ไม่เกิน 15 ไร่ โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ คาดว่าต้องใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เตรียมจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาประกันภัยพืชผลและเงินกู้ผ่านธกส. ภายในวันที่ 18 กันยายน นี้”

อย่างไรก็ตามการสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชอื่นทดแทนการทำนาตามแนวทางนี้ จะช่วยประหยัดงบประมาณแทนที่จะต้องนำไปใช้แก้ปัญหาเมื่อราคาข้าวตกต่ำ ซึ่งต้องใช้เงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาท เพื่อรับจำนำข้าว และยังต้องเจอกับปัญหาการเก็บรักษาข้าวตามมา แต่ถ้าเราสามารถจูงใจเกษตรกรหันมาปลูกพืชชนิดอื่นแทนการทำนา นำงบประมาณมาใช้ในการอบรมถ่ายทอดความรู้และให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อเกษตรกรมีเงินทุนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนการทำนา และทำประกันภัยพืชผลให้ น่าจะวิธีที่ดีกว่า คาดว่าโครงการนี้จะเริ่มได้กลางเดือนพฤศจิกายน หลังจากเสร็จสิ้นฤดูทำนาแล้ว ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการสำคัญของรัฐบาล ที่จะช่วยดูแลคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรมีรายได้ ขายผลผลิตได้ราคาดี หากโมเดลของการดำเนินโครงการนี้สำเร็จ ก็จะนำไปต่อยอดกับพืชชนิดอื่น เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมันและผลไม้ต่อไป