ชป.แจงกรณีลักลอบทิ้งขยะบริเวณต้นน้ำฝายบ้านน้ำราบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/345393

ชป.แจงกรณีลักลอบทิ้งขยะบริเวณต้นน้ำฝายบ้านน้ำราบ

ชบ

ชป.แจงกรณีลักลอบทิ้งขยะบริเวณต้นน้ำฝายบ้านน้ำราบ 

          กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีชาวบ้านร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาลักลอบทิ้งขยะบริเวณต้นน้ำฝายบ้านน้ำราบ จังหวัดตรัง ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของชาวบ้านในพื้นที่

             ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า กรมชลประทาน          โดยโครงการชลประทานตรัง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณฝายบ้านน้ำราบ (อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ตำบลช่อง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง พบว่า บริเวณที่มีการลักลอบทิ้งขยะตามที่ปรากฏในข่าวนั้น อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด และยังเป็นต้นน้ำของฝายบ้านน้ำราบ ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดเล็ก และเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคของชาวบ้านใน 3 ตำบล คือ ตำบลช่อง ตำบลละมอ และตำบลนาข้าวเสีย ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว และระบบนิเวศในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัดเป็นอย่างมาก ปัจจุบันโครงการชลประทานตรังได้ประสานไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลช่อง ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปทำความสะอาดกองขยะดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม โครงการชลประทานตรัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จะหามาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพื่อไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาลักลอบทิ้งขยะจนส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ ทัศนียภาพการท่องเที่ยว และระบบนิเวศได้อีกในอนาคต

ชป.แจงกรณีลักลอบทิ้งขยะบริเวณต้นน้ำฝายบ้านน้ำราบ ชป.แจงกรณีลักลอบทิ้งขยะบริเวณต้นน้ำฝายบ้านน้ำราบ


กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 2562 จำนวน 15 เรื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/345314

กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 2562 จำนวน 15 เรื่อง

เกษตร

กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 2562 จำนวน 15 เรื่อง

            คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 2562 จำนวน 15 เรื่อง ตามข้อเสนอให้จัดทำมาตรฐานจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 4/2561 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า คณะกรรมการฯ เห็นชอบแผนการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 2562 โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้มีการสำรวจความต้องการมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมถึงได้รับข้อเสนอให้จัดทำมาตรฐานจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีแผนการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร จำวน 15 เรื่อง ได้แก่ 1) เผือก 2) พืชสมุนไพรประเภทผล 3) พืชสมุนไพรประเภทดอก 4) กระถินสำหรับอาหารสัตว์ 5) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (ทบทวน) 6) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือ 7) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับยางพารา 8) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเห็ดกระดุม 9) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเมล็ดพันธุพืชอาหารสัตว์ และแนวปฏิบัติ 10) การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค 11) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัข 12) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะพันธุ์แมว 13) สารพิษตกค้างสูง (ทบทวน) 14) อภิธานศัพท์ความปลอดภัยอาหาร และ 15) การชันสูตรโรคกล่องเสียงอักเสบติดต่อ

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้เห็นชอบการยกร่าง/ปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานสินค้าเกษตร ได้แก่ 1) หลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์ : ระบบการผลิตไก่เนื้อ 2) เกษตรอินทรีย์ เล่ม 2 : ปศุสัตว์อินทรีย์ 3) การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตยางเครป 4) มันฝรั่งสำหรับการแปรรูป 5) เมล็ดกาแฟอะราบิกา 6) การชันสูตรโรคบรูเซลลา และแนวปฏิบัติ 7) แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่

“ปัจจุบันการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐาน และความปลอดภัยที่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เสนอขอจัดทำมาตรฐานเพิ่มเติมระหว่างปี จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร จำนวน 9 คณะ คือ คณะที่ 1 พืชสมุนไพรประเภทดอกและผล คณะที่ 2 กระถินสำหรับอาหารสัตว์ คณะที่ 3 การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง คณะที่ 4 การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค คณะที่ 5 การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัข และฟาร์มเพาะพันธุ์แมว (อาจมีการเปลี่ยนชื่อให้เหมาะสมในภายหลัง) คณะที่ 6 อภิธานศัพท์ความปลอดภัยอาหาร คณะที่ 7 เผือก คณะที่ 8 สารพิษตกค้าง และคณะที่ 9 การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร อีกทั้งได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาการดำเนินงานด้านอาหารฮาลานอาเซียนด้วย” นายลักษณ์ กล่าว

เปิดตัวข้าวเพื่อสุขภาพ”ข้าวตราฉัตรไลท์” สำหรับสายเฮลตี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/345034

เปิดตัวข้าวเพื่อสุขภาพ”ข้าวตราฉัตรไลท์” สำหรับสายเฮลตี้

ข้าวตราฉัตร

เปิดตัวข้าวเพื่อสุขภาพ”ข้าวตราฉัตรไลท์” สำหรับสายเฮลตี้

‘ข้าวกข 43 ข้าวเพื่อสุขภาพ’ เส้นทางสู่อนาคตของเกษตรกรไทย เป็นการผสานพลังร่วมกันระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ กรมการข้าว องค์กรชั้นนำเรื่องวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว พลังเครือข่ายเกษตรกรไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านปลูกข้าว และข้าวตราฉัตร ผู้เชี่ยวชาญทำตลาดและจัดจำหน่าย นับเป็นความสำเร็จร่วมกัน เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต และสร้างแบรนด์น้องใหม่ “ข้าวตราฉัตรไลท์” ข้าวดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนข้างต่ำ ข้าวทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภครักสุขภาพ พร้อมกระจายส่งมอบสินค้าผ่านช่องทางห้างชั้นนำของเมืองไทย พฤศจิกายนนี้ทั่วประเทศ

เปิดตัวข้าวเพื่อสุขภาพ"ข้าวตราฉัตรไลท์" สำหรับสายเฮลตี้

นายไตรรัตน์ อุดมศรีโยธิน รองกรรมการผู้จัดการ งานพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ เปิดเผยว่า ข้าวตราฉัตรจัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าว กข43 ฤดูนาปี 61/62 ร่วมกับกรมการข้าว และเครือข่ายเกษตรกรฯ ในพื้นที่ส่งเสริม อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ซึ่งถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวกข43 แล้ว บริษัทฯ จึงได้จัดงาน “เก็บเกี่ยวข้าว กข43 ผสานพลังเพื่อสุขภาพ สู่อนาคต” ขึ้น เพื่อเป็นการร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จของพี่น้องเกษตรกรไทย สมาชิกโครงการส่งเสริมฯ ที่สามารถผลิตข้าวเพื่อสุขภาพ กข 43 จำนวน 4,800 ไร่ ออกมาได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ แล้วยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรสมาชิกฯ เรื่องอนาคตตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ กข43 โดยบริษัทฯ จะรับซื้อผลผลิตข้าว กข43 จากพี่น้องเกษตรกรสมาชิกในโครงการฯ ทั้งหมดด้วยรับซื้อโดยประกันราคาขั้นต่ำ 12,000 บาท/ตัน ที่ความชื้น 15% ซึ่งพื้นที่ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าว กข43 ได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองเมล็ดพันธุ์ข้าว จากกรมการข้าวว่าเป็นพันธุ์ ข้าวกข43  แท้ เป็นการสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และทำให้เกษตรกรสมาชิกมั่นใจได้ว่ามีตลาดรองรับวัตถุดิบที่แน่นอน อีกทั้งบริษัทฯ เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขาย การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างแบรนด์ และช่องทางจำหน่ายข้าวตราฉัตรทั่วประเทศ สำหรับรองรับวัตถุดิบจากพี่น้องเกษตรกรทั้งหมด
ที่สำคัญแปลงนาของเกษตรกรสมาชิกฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นแปลงนานำร่องด้วยระบบ Laser Land Leveling คือ ได้รับการปรับระดับพื้นที่แปลงนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสียหาย ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และยังเป็นการลดต้นทุน อีกด้วย เพราะเราใส่ใจผู้บริโภค จึงต้องพิถีพิถันทุกกระบวนการผลิต เพื่อส่งต่อข้าวเพื่อสุขภาพ กข43 อีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่รักสุขภาพทุกคน
นายอภิชาติ ลาวัณย์ประเสริฐ ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กรมการข้าวกล่าวว่า ข้าวเพื่อสุขภาพพันธุ์ กข43 เป็นข้าวดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนข้างต่ำที่ผ่านการคัดเลือกจากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวพันธุ์พันธุ์สุพรรณบุรี 1 และข้าวเจ้าหอมสุพรรณบุรี ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาได้รับสมัครเกษตรกรจากโครงการนาแปลงใหญ่ที่ผลิตข้าวตามมาตรฐานGAP (Good Agricultural Practices) เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรว่าผลผลิตจะสามารถจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมตามนโยบายตลาดนำการผลิต และผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพตามมาตรฐานการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ได้มีการบูรณาการออกเครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้บนบรรจุภัณฑ์ข้าว กข43 ที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่ามีการใช้เมล็ดพันธุ์ตรงตามพันธุ์ และผ่านแปลงผลิตที่ได้มาตรฐาน GAP รวบรวมโดยสหกรณ์หรือผู้ประกอบการที่มีโรงสีข้าวที่ได้รับมาตรฐาน GMP ( Good Manufacturing Practices) และข้าวสารได้มาตรฐาน Q ตลอดจนสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้โดยระบบ QR trace เมื่อผู้บริโภคสแกนคิวอาร์โค้ดจะทราบถึงข้อมูลแหล่งที่มาของข้าวได้ ข้าวกข43 เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพโดยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสามารถรับประทานง่ายเพราะหุงแล้วนุ่มมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่สำคัญเมื่อบริโภคข้าว กข43 เข้าไปในร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลได้ช้าลงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่วยให้เราไม่หิวง่ายด้วยนั้นเอง
นายยงยุทธ พฤกษ์มหาดำรง  รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ปัญหาของข้าวกข43ในปัจจุบันที่เราพบก็คือ ผลิตออกมาแล้ว ตลาดผู้บริโภคยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร สาเหตุน่าจะมาจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จัก หรือรู้รายละเอียดประโยชน์ที่แท้จริงของข้าวเพื่อสุขภาพ กข43 ชนิดนี้ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาวิเคราะห์ เพื่อเตรียมแผนรองรับ ผลผลิตข้าวเพื่อสุขภาพ กข43 ฤดูนาปี 61/62 จำนวน 4,800 ไร่ ของเกษตรกรสมาชิกในโครงการฯ โดยบริษัทนำมาแพ็คบรรจุถุงภายใต้แบรนด์ “ข้าวตราฉัตรไลท์” พร้อมเดินหน้าทำการตลาด ประชาสัมพันธ์เชิงรุก กิจกรรมส่งเสริมการขาย ไปยังตลาดผู้บริโภคเจาะกลุ่มคนที่รักสุขภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถึงคุณประโยชน์ของข้าว กข43 สร้างการตระหนักถึง  ทำไมทุกคนต้องหันมาดูแลสุขภาพ และเมื่อได้รับประทานข้าว กข43 แล้วดี มีประโยชน์อย่างไรต่อตัวผู้บริโภค อีกทั้งเตรียมช่องทางกระจายสินค้าผ่านช่องทางจำหน่ายข้าวตราฉัตรทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบข้าวเพื่อสุขภาพ “ข้าวตราฉัตรไลท์” ไปยังผู้บริโภคทุกคนอีกด้วย  ภายในงานครั้งนี้ ข้าวตราฉัตรไลท์ ขอเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ซึ่งเป็นตัวแทนผู้บริโภคยุคใหม่ที่รักสุขภาพคือ น้องวิว (นาย กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักกีฬาแบดมินตันเยาวชนโลก)นั่นเอง
นายธัญพิสิษฐ์ เรืองอุไร นักโภชนาการของนักกีฬาแบดมินตันเยาวชนโลก (น้องวิว)กล่าวว่า เพราะนักกีฬา ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง โดยเฉพาะน้องวิว เป็นถึงแชมป์แบดมินตันเยาวชนโลก จำเป็นต้องใช้ความคล่องตัวอย่างมากทั้งในการฝึกซ้อมและในการแข่งขัน อาหารที่รับประทานจำเป็นต้องมีการคำนวณพลังงานและสารอาหารที่เหมาะสมสำหรับน้องโดยเฉพาะ รวมถึงการคัดสรรวัตถุดิบในการทำอาหารเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสารอาหารหมู่คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกายของนักกีฬาที่ดีที่สุด ดังนั้นข้าวจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องเลือกใช้ข้าวที่ดีทั้งรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัส เพราะน้องต้องทานข้าวถึงวันละ 5 มื้อ เพื่อให้ได้ปริมาณอาหารที่พอเหมาะและพลังงานที่เหมาะสมกับการซ้อม รวมทั้งยังต้องความคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ต้องใส่ใจเรื่องข้าวเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้น้องรู้สึกไม่อยากทานข้าวหรือทานไม่หมด ซึ่งจะนำไปสู่การได้รับพลังงานที่ไม่เพียงพอได้ และเหตุผลที่เลือก “ข้าวตราฉัตรไลท์” ก็เพราะเป็นข้าวที่มีดัชนีน้ำตาล หรือค่า GI (Glycaemic Index) ที่ต่ำกว่าข้าวหอมชนิดอื่นๆ ที่เคยให้น้องรับประทาน ซึ่งเสียงตอบรับจากน้องวิวคือ “รู้สึกว่า ข้าวมันหอม นุ่ม กินง่าย กินกับอะไรก็อร่อย ผมเชื่อว่าถ้าผมกินได้ ใครๆก็กินได้เหมือน ที่สำคัญยังเป็นตัวช่วยที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย” อีกทั้งยังสะอาด ปลอดภัย เพราะเป็นข้าวที่มีระบบ ควบคุมการเพาะปลูกมาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practices) และผ่านกระบวนการผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน จึงทำให้เป็นเหตุผลที่น้องวิวเลือกหรือได้รับเลือกเป็น พรีเซ็นเตอร์ “ข้าวตราฉัตรไลท์” เพื่อส่งต่อข้าวสุขภาพดีไปพร้อมกับร่างกายสุขภาพดีให้กับผู้บริโภคทุกคน
นางสวนีย์ โพธิ์รัง เลขานุการสมาชิก นาแปลงใหญ่อำเภอเดิมบางนางบวช และสมาชิกเกษตรกรภายใต้โครงการส่งเสริมการปลูก ข้าว กข 43 เจ้าของพื้นที่ปลูก จำนวน 34 ไร่กล่าวว่า สิ่งที่อยากจะฝากถึงผู้บริโภคทุกคนก็คือ ข้าว กข43 ที่เราเก็บเกี่ยวในครั้งนี้ “เกษตรกรทุกคน ปลูกข้าวด้วยใจ” ใส่ใจและพิถีพิถัน เป็นพิเศษ ในกระบวนการผลิตข้าวทุกขั้นตอน ด้วยมาตรฐานการปลูก ระบบ GAP () ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี ทำให้สิ่งแวดล้อมในชุมชนดี ไม่เกิดมลพิษ อยากให้ผู้บริโภคทุกคน ได้รับประทานข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าว กข 43 เพื่อที่ทุกคนจะได้มีสุขภาพที่ดี เพราะเป็นข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนข้างต่ำ ที่สำคัญเป็นการช่วยให้ชุมชน เกษตรกรสมาชิก มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย
ข้าวกข43 ข้าวเพื่อสุขภาพ “ข้าวตราฉัตรไลท์” ที่เราปลูกเอง พร้อมวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป ในช่องทางต่างๆ ได้แก่ ห้างชั้นนำของเมืองไทย, ร้านอาหารสุขภาพชั้นนำ  ตัวแทน Distributor ตามภาคต่างๆ ฯลฯ

วช.ผนึก 14 หน่วยงาน ขับเคลื่อนโครงการ “ชุมชนไม้มีค่า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/344296

วช.ผนึก 14 หน่วยงาน ขับเคลื่อนโครงการ “ชุมชนไม้มีค่า”

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วช.ผนึก 14 หน่วยงาน ขับเคลื่อนโครงการ “ชุมชนไม้มีค่า”

​สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการแถลงข่าว โครงการ “ชุมชนไม้มีค่า” วันที่ 19 กันยายน 2561 เวลา 11.30 น. ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพฯ โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการแถลงข่าว ร่วมกับ กรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.)
วช.ผนึก 14 หน่วยงาน ขับเคลื่อนโครงการ "ชุมชนไม้มีค่า"

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561 อนุมัติในหลักการให้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ “ชุมชนไม้มีค่า” โดยมอบหมายให้ วช. เป็นเจ้าภาพในการบูรณาการร่วมกับ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 11 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สมาคมธุรกิจไม้ สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ “ชุมชนไม้มีค่า” เพื่อสนับสนุนประชาชนให้ปลูกไม้มีค่าเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นการเก็บออมและสร้างอาชีพที่มั่นคงยั่งยืนแก่ประชาชนฐานราก โดยการผลักดันกฎหมายและมาตรการต่าง ๆ ในการส่งเสริมให้มีการปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจในที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือที่ดินที่มีสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น
เลขาธิการวช.กฃ่าวต่อว่าการดำเนินโครงการ“ชุมชนไม้มีค่า”เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งทางด้านกฎหมาย, ด้านการเพาะพันธุ์ ขยายพันธุ์ และคัดกรองพื้นที่เป้าหมาย, ด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อการสนับสนุนการปลูกและการใช้ประโยชน์ โดยมีกลไกการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น วช. ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่าโดยนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่มีอยู่ พร้อมทั้งให้มีการทำวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์ไม้มีค่าให้มีลักษณะเฉพาะที่สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมเรื่องต่าง ๆ กรมป่าไม้ ดำเนินการจัดทำ ปรับปรุง แก้ไข และบริการวิชาการเรื่องพระราชบัญญัติ กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการปลูกและการตัดไม้ รวมทั้งสนับสนุนการคัดเลือก เพาะพันธุ์ไม้ และการขยายพันธุ์ไม้มีค่า สพภ. ดำเนินการเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนจัดทำเกณฑ์มาตรฐาน การประเมินมูลค่าไม้ และ ธ.ก.ส. ดำเนินการจัดทำรายละเอียด เกณฑ์มาตรฐานการประเมินมูลค่าไม้ และเรื่องการใช้ต้นไม้เป็นหลักประกัน รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงาน และเตรียมกลไกผลักดันอย่างเร่งด่วนและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการสนองผลตามนโยบายกลไกประชารัฐและไทยนิยมยั่งยืน เพื่อให้คนไทยสามารถปลูกไม้มีค่าในพื้นที่กรรมสิทธิ์และสามารถใช้ประโยชน์จากต้นไม้มีค่าเป็นต้นทุนของครอบครัวที่มีมูลค่าสูง มีระบบกำกับ ควบคุมตรวจสอบ และรับรองไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายให้เกิดชุมชนไม้มีค่า 20,000 ชุมชน ภายใน 10 ปี ส่งเสริมและขยายผลให้ประชาชน 2.6 ล้านครัวเรือน ปลูกต้นไม้รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,000 ล้านต้น ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 26 ล้านไร่ เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 1 ล้านล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ของชาติตั้งแต่ฐานราก อันจะเป็นการสร้างอาชีพที่มั่นคง ซึ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้

เที่ยวงานเทศกาล”กินหมึกแดดเดียวและอาหารทะเล ปากน้ำปราณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/344149

เที่ยวงานเทศกาล”กินหมึกแดดเดียวและอาหารทะเล ปากน้ำปราณ”

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  1 วันที่ผ่านมา

ปากน้ำปราณ

เที่ยวงานเทศกาล”กินหมึกแดดเดียวและอาหารทะเล ปากน้ำปราณ”

บันทึกคำบอกเล่าของชาวประมงพบว่าในท้องทะลอ่าวไทยทั้งปีมีฤดูการของการจับปลาหมึกต่างกัน ในเดือน ม.ค. ถึง ก.พ. ปลาหมึกจะชุกบริเวณหน้าอ่าว จ.ชลบุรี มี.ค.ถึง เม.ย.หน้าอ่าวปราณบุรี        จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่มีอยู่ในระดับที่ลึกลงไป เดือน พ.ค.ถึง มิ.ย. ปลาหมึกอยู่หน้าอ่าวปะจวบฯทับสะแก บางสะพาน เดือน ก.ค.-ส.ค.ปลาหมึกอยู่หน้าอ่าวบ่อนอก อ่าวน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเดือน ก.ย. ถึงต.ค.ปลาหมึกจะมารวมตัวกันหน้าอ่าวปราณบุรี และในเดือน พ.ย-ธ.ค.ช่วงฤดูลมว่าวปลาหมึกจะอยู่ด้านตะวันออกห่างจากฝั่งประมาณ 5.4 กม.

เที่ยวงานเทศกาล"กินหมึกแดดเดียวและอาหารทะเล ปากน้ำปราณ"

งานเทศกาลกินหมึกแดดเดียวและอาหารทะเล ปากน้ำปราณ ครั้งที่ 5 จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 21-22 ก.ย. 61 บริเวณจุดชมวิวแหลมเกด เลือกฤดูกาลที่ปลาหมึกมารวมกัน ในทุกปี ชาวบ้าน ร้านอาหารและผู้ประกอบการรร.จะนำผลิตภัณฑ์ปลาหมึกมาให้ท่องเที่ยวได้ชิม และเลือกซื้อหา พร้อมประกวดเมนูหมึกแดดเดียว และเมนูอาหารทะเลขึ้นชื้อ นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิริต์จากศิลปิน โรส ศิรินทิพย์  และสุชาติ จากเดอะ วอยซ์และดนตรีสไตล์บอสซ่า

นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้อำเภอปราณบุรีร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำปราณบุรี ชุมชนและภาคเอกชน เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ พบว่าการจัดงานจะสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น-5-7  เปอร์เซนต์ จากรายได้การท่องเที่ยวทั้งปีของจังหวัดประจวบฯอยู่ที่ 36,359 ล้านบาท

“อ.ปราณบุรีมีพื้นที่ชายหาดถึง 12 กม. รัฐบาลส่งเสริมให้พื้นที่ อ.ปราณบุรี เป็นจุดท่องเที่ยวไทยแลนด์ริเวอร์ร่า มีเส้นทางจักรยานและเดินวิ่งออกกำลัง มี รร. ที่พักนับ 100 แห่ง และได้รับการยอมรับเป็นแหล่งผลิตปลาหมึกแดดเดียวที่มีรสชาติดี รวมทั้งอาหารทะเลสดๆจากเรือประมงพื้นที่บ้าน จำหน่ายในราคาย่อมเยา” กิตติพงศ์ สุขภาคกุล นายอำเภอ กล่าวเสริม

ด้านนายพะนอ เดชวัน นายก อบต.ปากน้ำปราณ เล่าว่าปลาหมึกในพื้นที่ปากน้ำปราณมีรสชาติหวานจากธรรมชาติ นุ่ม และไม่เหนียวเหมือนปลาหมึกทั่วไป  เพราะได้รับอิทธิพลของน้ำจืดจากแม่น้ำปราณบุรี ที่ไหลลงสู่ทะเลจะนำแพลงตอนที่เป็นอาหารปลาหมึกมาสะสมอยู่ในทะเล ทำให้ปลาหมึกมีรสชาติดี

เที่ยวงานเทศกาล"กินหมึกแดดเดียวและอาหารทะเล ปากน้ำปราณ"

นายสำราญ งดงาม ผู้ผลิตปลาหมึกแดดเดียวในแบรนด์น้องหญิง เล่าถึงวิธีทำหมึกแดดเดียวว่า เมื่อเรือไดร์หมึกเข้าฝั่งผู้ประกอบการจะไปคัดไซส์ปลาหมึก โดยจะใช้ปลาหมึกกล้วยน้ำหนักประมาณครึ่งกิโล ผ่าแล้วลอกหนัง ล้างด้วยน้ำทะเลมาตากแดดในระยะเวลา 45 นาที จากนั้นบรรจุแพคแช่แข็งจำหน่ายราคากิโลกรัมละ 450 บาท ออกจากตู้แช่แข็งจะอยู่ได้ 13ชม. ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารในย่านนี้ รวมทั้งจ.ชลบุรี ระยอง สามารถนำไปทอดโดยไม่ต้องละลายน้ำแข็ง เวลาทอดจะไม่เกิดปะทุในน้ำมัน เพราะปลาหมึกผ่านการตากแดด  ซทำให้น้ำในหมึกหมดไป ขณะที่บางแห่งไม่นำไปตากแดดเพราะรักษาน้ำหนักของหมึกจะเกิดการปะทุระหว่างทอดซึ่งหมึก 1กิโลกรัมทอดแล้วจะเหลือน้ำหนักครึ่งกิโลกรัม

เที่ยวงานเทศกาล"กินหมึกแดดเดียวและอาหารทะเล ปากน้ำปราณ"

ขณะที่ผู้ประกอบการอิ่มสุขรีสอร์ท ซึ่งมาออกร้านขายปลาหมึกแดดเดียวในงานเล่าว่า จะเลือกใช้หมึกหอมมาทำหมึกแดดเดียวนำมาผ่าแล้วล้างด้วยน้ำทะเลตากแดดไว้ 3- 4 ชม. โดยใช้ไม้เสียบลูกชิ้นดามไว้ไม่ให้หมึกงอ.แล้วนำมาทอด จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 500 บาท  ซึ่งหมึกที่ได้จะมีความนุ่มไม่เหนียว มีรสหวานจากธรรมชาติแบบลงตัว

ด้านมาโนช เอี่ยมละออ ผู้อำนวยการส่งเสริมการเกษตร อบต.ปากน้ำปราณ กล่าวว่า ชาวต.ปากน้ำปราณบุรีได้คิดค้นวิธีการจับปลาหมึกมาตั้งแต่แต่ปี 2520 เริ่มจากใช้ตะเกียงเจ้าพายุเป็นแสงสว่างในการล่อปลาหมึกให้มารวมตัว จนพัฒนามาเป็นเรือปั่นไฟไดร์หมึก และหรี่ไฟลงปลาหมึกจะมารวมตัวกัน จากนั้นใช้แหครอบซึ่งแต่ละปีหมึกมีการเจริญเติบโตขึ้นตามลำดับ ประกอบกับการควบคุมเรือประมงของรัฐบาล ทำให้เรือไดร์หมึกลดลงเหลือประมาณ100 ลำในพื้นที่ต.ปากน้ำปราณ

อุตสาหกรรมการแปรูปปลาหมึกสร้างงานและรายได้ให้กับคนในพื้นที โดยการแปรรูปจะมีค่าใช้จ่ายดังนี้ ค่าผ่าหมึกกิโลกรัมละ 3.50-4 บาท ค่าตากหมึกบนแผงๆละ 3-4 บาท ค่าลอกหมึกแผงละ 2 บาท ค่ามัดหมึกกิโลกรัมละ 2 บาท ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยวันละ 200-300บาท

… ปลาหมึกแดดเดียวในต.ปากน้ำปราณเป็นอาหารที่มีอัตลักษณ์ของท้องถิ่น

…มาแล้วต้องไม่พลาด…

สหกรณ์ญี่ปุ่นสานต่อความร่วมมือสหกรณ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/344005

  สหกรณ์ญี่ปุ่นสานต่อความร่วมมือสหกรณ์ไทย

สหกรณ์ไทย-ญี่ปุ่น

  สหกรณ์ประเทศญี่ปุ่นสานต่อความร่วมมือสหกรณ์ไทยภายใต้โครงการมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น 

          หัวหน้าคณะผู้แทนสหกรณ์การเกษตร JA Hadano ญี่ปุ่น เผยหัวใจสำคัญการทำงานสหกรณ์คือการดูแลผลผลิตของสมาชิก ระบุสหกรณ์ญี่ปุ่นเน้นวางของสดใหม่วางขายทุกวัน ประทับใจไทยคือต้นแบบการทำงานเข้มแข็ง อนาคตคาดเปิดโอกาสให้สตรีชาวญี่ปุ่นร่วมงานในสหกรณ์มากขึ้น

Mr. Ammi TAKAAKI หัวหน้าคณะผู้แทนสหกรณ์การเกษตร JA-Hadano และคณะ เดินทางเข้าพบผู้บริหารของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสานต่อโครงการมิตรภาพสหกรณ์ไทย-ญี่ปุ่น โดยได้ดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนภาพวาดร่วมกับโรงเรียนวัดหนองแก และโรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งโครงการมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น ได้ดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนภาพวาดระหว่างนักเรียนไทยและญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี39 เป็นต้นมา และสหกรณ์การเกษตร JA-Hadano ได้ส่งคณะผู้แทนสหกรณ์เดินทางมาเยี่ยมเยือนโรงเรียนดังกล่าวเป็นประจำทุกปี พร้อมกันนี้ยังได้เดินทางไปศึกษา                 ดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานสหกรณ์กับสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเขาย้อย จำกัด  พร้อมกับการเยี่ยมชมแปลงเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ด้วย

Mr. Ammi กล่าวว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการจัดตั้งสหกรณ์จำนวนมาก โดยตนทำงานในส่วนของกลุ่มสหกรณ์ JA-Hadano ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรที่มีระบบการทำงานที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมญี่ปุ่นมาก ซึ่งระบบการระบบการทำงานของสหกรณ์จะแบ่งการทำงานออกเป็นหลายส่วน สำหรับมุมมองส่วนตัวของตน ในฐานะเกษตรกรคนหนึ่งและทำงานด้านส่งเสริมการเกษตรนั้น  มองว่าหัวใจสำคัญในการดำเนินงานของสหกรณ์คือการดูแลผลผลิตให้แก่สมาชิก ใครมีปัญหาอะไรก็สามารถเข้ามาขอรับความช่วยเหลือและคำปรึกษาได้  ซึ่งสหกรณ์จะทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตที่สมาชิกปลูกเองแล้วนำไปฝากขายที่ร้านค้าของสหกรณ์โดยตรงที่ตลาด JA-Hadano  ผู้บริโภคก็คือสมาชิกสหกรณ์และประชาชนในชุมชนนั้น ถ้าผลผลิตขายไม่หมดสมาชิกที่เป็นเจ้าของก็ขนกลับบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะนำกลับมาแปรรูป เช่น สมาชิกคนหนึ่งเลี้ยงไก่แล้วนำไข่ไปฝากขาย เมื่อขายไม่หมดก็นำไข่ไก่กลับบ้าน แล้วนำไข่มาอบแห้ง และสามารถบรรจุใส่ซองพร้อมปรุงอาหารต่อได้  ร้านค้าของสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้สมาชิกสามารถนำผลผลิตมาฝากขาย ถ้าขายได้จะแบ่งรายได้ให้ร้านค้า JA-Hadano  15% ส่วนของที่เหลือก็นำกลับบ้าน เพรฉะนั้นสินค้าทุกประเภทจึงมีความสดใหม่ วางขายกันวันต่อวัน และสินค้าที่วางขายส่วนใหญ่จะเป็นของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เมล็ดพันธุ์พืช ผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์ที่เกษตรกรนำกลับมาแปรรูปแล้วนำกลับมาฝากขายใหม่ เช่น ปลาแห้ง ผลผลิตการเกษตรแปรรูปต่างๆ

ทั้งนี้ จากการได้เยี่ยมเยือนประเทศไทยหลายปีที่ผ่านมา ทาง JA-Hadano  รู้สึกความประทับใจมากเกี่ยวกับการได้เห็นบทบาทของผู้หญิงที่ทำงานในสหกรณ์ของประเทศไทย จึงเกิดความประทับใจที่เห็นผู้หญิงที่มีความสามารถได้เข้ามาทำงานในสหกรณ์และมีบทบาทที่สำคัญด้วย เนื่องจากที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่คนที่เข้ามาทำงานในสหกรณ์เป็นผู้ชาย ซึ่งในอนาคตก็อยากสนับสนุนให้ผู้หญิงญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทในสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น

“การมาดูงานในครั้งนี้ผมได้เห็นการทำงานที่เข้มแข็ง การทำงานที่ตั้งใจ แม้ว่าผมอาจจะยัง ไม่ได้เห็นการทำงานในแง่มุมอื่น  แต่ผมก็รู้สึกประทับใจมากและจะนำเรื่องราวที่ได้พบเจอนี้กลับไปบอกเล่าให้เพื่อนๆที่ญี่ปุ่นได้รับรู้ว่าอาหารของประเทศไทยอร่อยมาก ผลไม้ก็อร่อย เพราะยังมีกลุ่มเกษตรกรชาวญี่ปุ่นอีกจำนวนมากที่ไม่รู้จักประเทศไทย สำหรับความแตกต่างระหว่างสหกรณ์ของประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น คือการแลกเปลี่ยนความรู้หรือการอบรม และการแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการเกษตรทั้งหมด ที่ประเทศญี่ปุ่นจะดำเนินงานโดยสหพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่เหนือสหกรณ์ขึ้นไปอีก โดยสหพันธ์จะมีทั้งเอกสาร และทีมอบรมที่เข้มแข็งอยู่ข้างบน สำหรับคอยกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง                 ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่านี่คือความแตกต่างหรือไม่ ระหว่างการสหกรณ์ไทยกับสหกรณ์ที่ประเทศญี่ปุ่น” Mr. Ammi กล่าว

เกษตรฯ จัดสัมมนา “สานพลังเครือข่าย ศพก. แปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343880

เกษตรฯ จัดสัมมนา “สานพลังเครือข่าย ศพก. แปลงใหญ่

เกษตรฯ จัดสัมมนา “สานพลังเครือข่าย ศพก. แปลงใหญ่ Young Smart Farmer กลไกสู่การปฏิรูปภาคเกษตร” รวมพลังเกษตรกรกว่า 3,000 ราย ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร

นายกฤษฎา  บุญราช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการสัมมนา “สานพลังเครือข่าย ศพก. แปลงใหญ่ Young Smart Farmer กลไกสู่การปฏิรูปภาคเกษตร” ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ซิตี้ จอมเทียน พัทยา จ.ชลบุรี ว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายการปฏิรูปภาคการเกษตร โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบายใช้ตลาดนำการผลิต และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยึดศาสตร์พระราชาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักดำรงชีพ นอกจากนี้ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ยังจำเป็นที่จะต้องสร้างเกษตรกรผู้นำ เพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตรกรรรมของประเทศ ให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขัน และก้าวทันสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด และได้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน โดยเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเอง รวมทั้งมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ คอยเป็นพี่เลี้ยง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลผลิต เพื่อให้เกษตรกรที่มาเรียนรู้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับไร่นาของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน ผลิต จำหน่ายและบริหารจัดการร่วมกัน ทั้งในรูปของกลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์ เป็นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด เชื่อมโยงการตลาด และบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้า ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างเครือข่าย ศพก. เครือข่ายแปลงใหญ่ และเครือข่าย Young Smart Farmer ทั้งในระดับจังหวัด เขต และประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยภาคประชาชน  จำนวน 4,007 แปลง พื้นที่ 5,173,105.5 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 320,453 คน

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการยกระดับการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต เพื่อแสดงศักยภาพทางการตลาดของสินค้าจากระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ระหว่างผู้แทนสถาบันเกษตรกร และผู้แทนบริษัทเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรรวมกลุ่มดำเนินการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานตามที่คู่ค้ากำหนด และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนการผลิต ในราคาที่เป็นธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือด้านการตลาดกับบริษัทเอกชน สามารถผลักดันให้มีช่องทางการจำหน่ายผลผลิตให้กับเกษตรกร ตลอดจนการวางแผนซื้อ-ขายผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้มีตลาดรองรับ ช่วยกันรักษาเสถียรภาพของราคาผลผลิต เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรด้วย

ด้านนายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาและสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งความสามารถของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากทำมากได้น้อย เป็นทำน้อยได้มาก สอดคล้องกับโมเดล Thailand 4.0 เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) และนำไปสู่การพัฒนาเข้าสู่เปิดตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ ในการรวมพลังครั้งนี้ มีเกษตรกรแปลงใหญ่ เกษตรกรผู้นำ ศพก. และ เกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) จะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในอนาคตต่อไป

สาธารณสุข-ปศุสัตว์นครศรีธรรมราชแถลงยันไร้คนติดเชื้อหมาบ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343877

 สาธารณสุข-ปศุสัตว์นครศรีธรรมราชแถลงยันไร้คนติดเชื้อหมาบ้า

ปศุสัตว์

 สาธารณสุข-ปศุสัตว์นครศรีธรรมราชแถลงยันไร้คนติดเชื้อหมาบ้า

นครศรีธรรมราช – กำนัน-ชาวบ้านยืนยันยังไม่มีชาวบ้านรายใดติดเชื้อพิษสุนัขบ้าขณะที่สาธารณสุข-ปศุสัตว์ ตั้งโต๊ะแถลงไร้ผู้ป่วยติดเชื้อแต่มีการใช้วัคซีนคุมกลุ่มเสี่ยง-เจ้าของวัวถูกดำเนินคดีหลังชำแหละขายแม้เจ้าหน้าที่สั่งห้ามแล้วยันทั้งจังหวัดพบเชื้อในสัตว์ 37 จุดไม่เคยพบเชื้อในคน

 กรณีกระแสข่าวชาวบ้านได้ที่รับประทานเนื้อวัวติดเชื้อพิษสุนัขบ้าและล้มป่วยด้วยอาการตาแดง ซึม น้ำหลายไหลจำนวนกว่า 250 ราย ต้องหามส่งรพ.โดยเชื่อว่าเกิดจากการรับประทานเนื้อที่ถูกชำแหละจำหน่ายจากท้องที่หมู่ที่ 1 ที่ตำบลนาเรียงอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชและยังมีผู้ที่จำหน่ายเนื้อต่อไปยังอำเภอเมือง อำเภอนบพิตำ

 ล่าสุดหลังจากมีการติดตามเรื่องนี้ ในท้องที่หมู่ที่ 1 ตำบลนาเรียง อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช นายเทียนชัยวงศ์เกสรกำนันตำบลนาเรียง ได้ยืนยันว่าตำบลนาเรียงทุกหมู่บ้านไม่มีผู้ติดเชื้อโรคดังกล่าวข้อเท็จจริงคือมีวัวของชาวบ้านตัวหนึ่งป่วยตายและเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้เข้ามาตรวจหลังจากนั้นได้นำตัวอย่างสมองวัวไปส่งพิสูจน์พบว่ามีผลการติดเชื้อพิษสุนัขบ้าเป็นบวกเจ้าหน้าที่จึงสั่งทำลาย แต่หลังจากนั้นปรากฎว่าได้มีการชำแหละซึ่งได้ถูกดำเนินการไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามภายหลังจากมีกระแสข่าวออกไปนั้นได้สร้างความหวาดกลัวกับชาวบ้านอย่างมากเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดไม่พบว่ามีคนติดเชื้อพิษสุนัขบ้า แต่ในส่วนของสัตว์นั้นได้มีการนัดหมายรับวัคซีนควบคุมในทุกหมู่บ้านของตำบลนาเรียง

 วันเดียวกันนายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายแพทย์ไพศาล เกื้ออรุณ สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช และนายสัตวแพทย์ธนวัฒน์ พันธุ์สนิท ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แถลงการณ์ติดตามเรื่องนี้หลังจากที่กลายเป็นข่าวสร้างความหวาดผวาอย่างมากและยืนยันว่าไม่มีผู้ป่วยติดเชื้อพิษสุนัขบ้าในคน

 นายแพทย์ไพศาล เกื้ออรุณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่าได้มีการติดตามกลุ่มเสี่ยงโดยได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือซึ่งเกี่ยวข้องอยู่ในอำเภอพรหมคีรี อำเภอเมือง และอำเภอนบพิตำ จึงได้มีการติดตามคือ1.กลุ่มที่สัมผัสวัวก่อนที่วัวจะตายคือสัมผัสมาก่อน 2.กลุ่มชำแหละสัมผัสโดยตรง และ 3.กลุ่มที่สัมผัสเนื้อวัวและการนำมาปรุงอาหาร ทั้ง 3 กลุ่มนี้ถูกติดตามมาฉีดวัคซีนโดยที่ไม่ได้มีอาการใดๆทั้งหมด 116 คน รับวัคซีนหมดแล้วยังคงเหลืออีก 8 คนที่อยู่ในระหว่างการติดตาม และย้ำว่าไม่มีใครมีการแสดงอาการติดเชื้อ

 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังยืนยันด้วยว่าเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าหากนำไปปรุงอาหารหรือผ่านความร้อนในระดับหนึ่งแล้วนั้นเชื้อจะไม่มีความสามารถในการมีชีวิตอยู่ได้ และเชื้อนี้หากบังเอิญว่าได้รับเชื้อในทางการแพทย์จะไม่มีอาการแสดงออกฉับพลันทันที

 ขณะที่นายสัตว์แพทย์ธนวัฒน์ พันธุ์สนิท ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้าติดตามตั้งแต่ก่อนวัวตายตั้งแต่เช้าวันที่ 12 ก.ย. และมาตายในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน หลังจากที่วัวตายได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเมื่อเข้าไปพบว่าวัวได้ถูกชำแหละอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่จึงเก็บตัวอย่างและสั่งห้ามไม่ให้มีการชำแหละรวมทั้งสั่งให้ทำลายแล้ว แต่หลังจากนั้นกลับมีการจำหน่ายจ่ายแจกในส่วนของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับเจ้าของวัวตาม พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 ในมาตรา 36 ,37,และ 38 กับเจ้าของโค

 ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังกล่าวด้วยว่าสำหรับภาพรวมของการพบเชื้อพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในปี 2561 จนถึงวันนี้มีทั้งสิ้น 37 จุด กระจายในหลายอำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมด้วยการฉีดวัคซีนในสัตว์และหากพบว่ามีการฉีดแล้วจะฉีดกระตุ้นซ้ำอีกครั้ง และยืนยันว่ายังไม่มีคนติดเชื้อพิษสุนัขบ้าแม้แต่รายเดียว

ยกทัพสินค้าเกษตร “FARM @HOME” สร้างตลาดใหม่ให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343689

ยกทัพสินค้าเกษตร “FARM @HOME” สร้างตลาดใหม่ให้เกษตรกร

ยกทัพสินค้าเกษตร “Farm @Home” สร้างตลาดใหม่ให้เกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัวตลาด “Farm @Home” ยกสินค้าเกษตรปลอดภัยขึ้นห้าง สร้างตลาดใหม่ให้เกษตรกร ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2561 ณ โฮมโปร สาขาชัยพฤกษ์จังหวัดนนทบุรี

        วันที่ 14 ก.ย. นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดงานตลาดเกษตรปลอดภัย “Farm @Home” เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ตามนโยบายประชารัฐ คือความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)  เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะผู้บริโภค ได้เรียนรู้ และเข้าใจหลักการตลาดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และผู้บริโภคจะได้บริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสม โดยสินค้าที่มาจำหน่ายนั้น เป็นสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าหัตถกรรม สินค้าที่เกิดจากการผลิตของเกษตรกรในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน สินค้าจาก Smart Farmer /Young Smart Farmer กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมการเกษตรต่างๆ ที่ได้รับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และสินค้าด้านการเกษตรที่มีปัญหาด้านการตลาดเนื่องจากสินค้าล้นตลาดหรือมีราคาตกต่ำในช่วงกระจุกตัวของฤดูกาลผลิต ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาวางจำหน่าย โดยบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนและจัดเตรียมพื้นที่ในการวางจำหน่ายสินค้า

นอกจากการจัดงาน “Farm @Home” ระหว่าง  วันที่ 14 – 16 กันยายน 2561 ที่จังหวัดนนทบุรีแล้วยังมีการจัดงานในช่วงเวลานี้อีก 3 จังหวัดพร้อมกัน คือโฮมโปร สาขาพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โฮมโปรวิลเลจ (ฉลอง) จังหวัดภูเก็ต โฮมโปรสาขาเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ส่วนในวันที่ 21 – 23 กันยายน 2561 จะเปิดตลาดในโฮมโปร สาขาเชียงราย จังหวัดเชียงราย โฮมโปรตรัง จังหวัดตรัง โฮมโปร สาขาขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โฮมโปร สาขาระยอง จังหวัดระยอง และวันที่ 28 – 30กันยายน 2561 เปิดตลาดที่โฮมโปรสกลนคร จังหวัดสกลนคร ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเที่ยวชม และเลือกซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัยได้ตามวันเวลา สถานที่ดังกล่าว และในอนาคตกรมส่งเสริมการเกษตรจะทยอยเปิดให้ครบทุกจังหวัดต่อไป  

” องคมนตรี”ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เขื่อนวชิราลงกรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/343682

” องคมนตรี”ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เขื่อนวชิราลงกรณ

เขื่อนวชิราลงกรณ

องคมนตรี ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี

" องคมนตรี"ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เขื่อนวชิราลงกรณ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน 2561 เวลา 13.00 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคกลาง พร้อมคณะอนุกรรมการฯ เจ้าหน้าที่จากสำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปยังเขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำของลุ่มน้ำแม่กลอง การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ  และรับฟังการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี

" องคมนตรี"ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เขื่อนวชิราลงกรณ

เขื่อนวชิราลงกรณ เป็นโครงการหนึ่งของแผนพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง ตั้งอยู่บนแม่น้ำแควน้อย เป็นเขื่อนหินถมแห่งแรกของประเทศไทยที่ดาดผิวหน้าด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2522 แล้วเสร็จในปี 2527 และเมื่อปี 2529 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อน ต่อมาในปี 2544 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนาม “เขื่อนวชิราลงกรณ” ตามพระนามาภิไธยในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร แทนชื่อ “เขื่อนเขาแหลม”

" องคมนตรี"ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เขื่อนวชิราลงกรณ
เขื่อนวชิราลงกรณ สามารถเก็บกักน้ำสูงสุดปกติ 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเฉลี่ยประมาณปีละ 5,500 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากจะสร้างประโยชน์ในด้านชลประทาน และการเกษตรในพื้นที่แล้ว ภายในเขื่อนยังประกอบด้วยโรงไฟฟ้าซึ่งได้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดกำลังผลิตเครื่องละ 100,000 กิโลวัตต์ จำนวน 3 เครื่อง รวมกำลังผลิต 300,000 กิโลวัตต์ และให้พลังงานเฉลี่ยปีละ 777 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังช่วยบรรเทาอุทกภัยให้กับราษฎรในพื้นที่ ซึ่งในช่วงฤดูฝน ลำน้ำแควน้อยและแควใหญ่จะมีปริมาณน้ำมาก เมื่อไหลมารวมกันจะทำให้เกิดน้ำท่วมลุ่มแม่น้ำแม่กลองเป็นประจำ หลังจากมีเขื่อนวชิราลงกรณ รวมถึงเขื่อนศรีนครินทร์ ทั้งสองเขื่อนทำให้สามารถบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ดังกล่าวอย่างถาวร

สำหรับสถานการณ์น้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ ณ วันที่ 13 กันยายน 2561 มีปริมาณน้ำ 8,351 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 94 ของความจุอ่างฯ ระบายน้ำออกเฉลี่ย 58 ล้านลูกบาศก์เมตร /วัน (โดยผ่านทางช่องทางปกติ 43 ล้านลูกบาศก์เมตร และผ่านทางน้ำล้น 15 ล้านลูกบาศก์เมตร) และยังสามารถรับน้ำได้อีก 509 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับการดำเนินงานนั้นได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ มีการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนเป็นประจำเพื่อให้การดำเนินงานบังเกิดประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลสูงสุดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

จากนั้นวันที่ 14 กันยายน 2561 เวลา 09.30 น. พลอากาศเอก ชลิต  พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคกลาง พร้อมคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปติดตามความก้าวหน้า และตรวจเยี่ยมพื้นที่การดำเนินงานโครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำเป็นวันที่สองในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยตะกวดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตะกึงพร้อมระบบส่งน้ำและอาคารประกอบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี
องคมนตรี และคณะเดินทางไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยตะกวดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  เพื่อรับฟังสรุปผลการดำเนินงานโครงการฯ พร้อมกับรับฟังสรุปแผนการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตะกึงฯ ซึ่งทั้งสองโครงการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำตะเพินที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริไว้ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2533 สรุปความว่า “ควรพิจารณาก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่บริเวณตอนบนของห้วยตะเพิน อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีทำเลที่เหมาะสมมาก พร้อมกับสร้างฝายทดน้ำทางด้านท้ายอ่างเก็บน้ำดังกล่าวในลำน้ำสายนี้เป็นระยะๆ เพื่อช่วยเหลือการเพาะปลูกของราษฎรตำบลต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ขาดแคลนน้ำ และเพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูน้ำหลาก”
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยตะกวดอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมการพิเศษเพื่ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. ในปี 2560 เพื่อดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บที่มีขนาดความจุ 432,000 ลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีผลการดำเนินงานรวม 92% ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2561 เมื่อโครงการฯ แล้วเสร็จสมบูรณ์ก็จะสามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกของราษฎรได้ประมาณ 1,230 ไร่ รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภค – บริโภค และเลี้ยงสัตว์ ในฤดูแล้ง ของราษฎรที่อยู่อาศัยในเขตโครงการ หมู่ที่ 4 ตำบลเขาโจด และพื้นที่ใกล้เคียง จำนวน 65 ครัวเรือน 320 คน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำให้กับราษฎรได้มีแหล่งอาหารโปรตีนและเป็นรายได้เสริมจากการทำประมงในอนาคตต่อไป พร้อมกันนี้องคมนตรี และคณะได้พบปะเยี่ยมราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ

" องคมนตรี"ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เขื่อนวชิราลงกรณ
จากนั้นเวลา 11.00 น. องคมนตรี และคณะ เดินทางไปยังพื้นที่ก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตะกึง พร้อมระบบส่งน้ำและอาคารประกอบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะดำเนินการก่อสร้าง ปัจจุบันกรมชลประทานได้วางแผนดำเนินการก่อสร้างในปี 2562 และเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จก็สามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝนประมาณ 3,000 ไร่ และพื้นที่เพาะปลูกในฤดูแล้งได้ประมาณ 1,000 ไร่
ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้เร่งดำเนินการโครงการฯ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ให้บังเกิดประโยชน์กับราษฎรตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อไป