ฝายคลองท่ากระจายพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ 2 รัชกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/346739

ฝายคลองท่ากระจายพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ 2 รัชกาล

ปี 62 ฝายคลองท่ากระจาย จ.สุราษฎร์ธานีแล้วเสร็จ พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ 2 รัชกาล

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการฝายคลองท่ากระจาย ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยทรงห่วงใยความเดือดร้อนของราษฎรตำบลคลองพา อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3,518 ครัวเรือน ราษฎร 8,134 คน พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 82,056 ไร่ ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เดิมทีตำบลคลองพา อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสภาพพื้นที่เป็น 2 ลักษณะ ทิศตะวันออกเป็นพื้นที่ราบลุ่มและมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ สภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนดินเหนียวเหมาะแก่การทำนา ทำสวน และเลี้ยงสัตว์ส่วนทิศตะวันตกเป็นพื้นที่ราบสูงลักษณะป่าเขา สภาพพื้นที่มีปัญหาด้านการพังทลายของหน้าดินในช่วงฤดูฝน เหมาะแก่การทำสวน เช่น สวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน โดยมีถนนสายเพชรเกษม 41 เป็นแนวแบ่งเขต
ประชากรหมู่ที่ 1 ตำบลคลองพา มีจำนวน 270 ครัวเรือน ราษฎร 1,080 คน และหมู่ที่ 3 ตำบลสมอทอง จำนวน 311 ครัวเรือน ราษฎร 1,244 คน ในเขตพื้นที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ผ่านมาราษฎรในพื้นที่จะอาศัยน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติคือคลองท่ากระจาย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบที่สำคัญในการผลิตน้ำประปาให้แก่ชุมชน แต่เนื่องจากพื้นที่บางส่วนเป็นที่ราบสูงและภูเขาสูง จึงประสบปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง
โครงการฝายคลองท่ากระจายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2560 ตามที่ราษฎรหมู่ที่ 1 ตำบลคลองพา อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
รัชกาลที่ 9 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการก่อสร้างฝายชนิดกล่องหิน สูง 3 เมตร ยาวประมาณ 45 เมตร พร้อมทั้งอาคารป้องกันตลิ่งฝั่งซ้ายและขวาชนิดกล่องหิน สูงประมาณ 5 เมตรยาวด้านละ 50 เมตร เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถช่วยเหลือราษฎรหมู่ที่ 1 ตำบลคลองพา จำนวน 270 ครัวเรือน ราษฎร 1,080 คน และหมู่ที่ 3 ตำบลสมอทอง จำนวน 311 ครัวเรือน ราษฎร 1,244 คน ให้มีน้ำสำหรับการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร ประมาณ 700 ไร่ ได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี อีกทั้งสามารถระบายช่วงน้ำหลากได้มากกว่า 569.68 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีกด้วย
นายประมวล  ทิพพิเศษ ราษฎรตำบลคลองพา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่สละพื้นที่ทำกินบางส่วนเพื่อสร้างฝายคลองท่ากระจาย เล่าว่า “…ในอนาคตลำคลองจะไม่มีน้ำเนื่องจากระยะหลังเมื่อเข้าฤดูแล้งคลองจะแห้งขอดไม่มีน้ำไหลผ่านเช่นอดีตที่ผ่านมา เพราะลำคลองกว้างประมาณ 1 วากว่าๆ ลึกประมาณครึ่งเมตร สภาพน้ำขุ่นไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคได้ ซึ่งหากไม่มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำและยกระดับน้ำขึ้นมา ราษฎรในพื้นที่จะต้องเดือดร้อนอย่างมาก และลำคลองแห่งนี้ก็จะกลายเป็นตำนานว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นคลองเท่านั้น ราษฎรตำบลคลองพาจึงได้ถวายฎีกาขอพระราชทานความช่วยเหลือจากพระองค์ท่าน…”
“…ทุกคนต่างดีใจอย่างที่สุด สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์พระราชทาน
ความช่วยเหลือมาสู่ราษฎรในครั้งนี้ ด้วยการรับโครงการฝายคลองท่ากระจาย ตำบลคลองพา ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ…”

ส่วนนางปัทมาภรณ์ สกุลทอง ราษฎรอีกหนึ่งรายที่ได้บริจาคพื้นที่ทำกินบางส่วนบริเวณฝั่งตำบลสมอทอง
ซึ่งเป็นอีกฝั่งหนึ่งของคลองท่ากระจาย เล่าว่า ประชาชนในพื้นที่ทุกคนต่างตื้นตันเป็นอย่างมากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน ได้พระราชทานโครงการก่อสร้างฝายแห่งนี้ เพื่อเก็บกักและยกระดับน้ำในคลองท่ากระจายให้สูงขึ้น
“ปัจจุบันในพื้นที่นี้มีกลุ่มผู้ใช้น้ำอยู่แล้ว ซึ่งทุกคนต่างพร้อมใจกันที่จะช่วยกันดูแลรักษาฝายแห่งนี้ให้มีความสมบูรณ์ต่อเนื่องอย่างดีที่สุด และจะร่วมกันบริหารจัดการน้ำเพื่อให้ราษฎรในพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน”
นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมคณะอนุกรรมการฯ เล่าให้ฟังในระหว่างติดตามความก้าวหน้าและตรวจเยี่ยมพบปะราษฎรในบริเวณพื้นที่ที่จะก่อสร้างโครงการฯ ว่า… โครงการก่อสร้างฝายคลองท่ากระจาย ตำบลคลองพา ถือเป็นโครงการ
2 รัชกาล คือประชาชนและผู้นำในพื้นที่ได้ทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาเพื่อขอรับพระราชทานความช่วยเหลือ ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจสภาพพื้นที่และความเดือดร้อนของราษฎร รวมถึงความเป็นไปได้และประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อความทรงทราบถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระเมตตา และได้พระราชทาน โดยทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่อจากในหลวงรัชกาลที่ 9
“เป็นโครงการที่สามารถกล่าวได้ว่าไม่มีปัญหาและอุปสรรคอะไรเลย เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ต่างให้ความร่วมมือดี และมีประชาชน 2 ครอบครัว ได้อุทิศที่ดินซึ่งครอบครองโดยกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายถูกต้องทุกประการได้ยกที่ดินเพื่อใช้ในการก่อสร้างฝายให้กับทางโครงการฯ ก็ถือว่าเป็นความเสียสละที่น่ายกย่องชมเชยเป็นอย่างยิ่งก็คาดว่าไม่เกิน 1 ปี นับจากนี้ โครงการก่อสร้างฝายคลองท่ากระจาย ตำบลคลองพา ก็จะแล้วเสร็จสมบูรณ์
เอื้อประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ตามเป้าหมายทุกประการ”

นอกจากนี้ ราษฎรยังเตรียมความพร้อมโดยการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำในชื่อ “กลุ่มบริหารกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านสมอทองบ้านชายท่าร่วมพัฒนา” มีจำนวนสมาชิกรวม 45 คน เพื่อบริหารและจัดสรรน้ำให้เพียงพอ เกิดความยุติธรรมในการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนร่วมกันบำรุงรักษาฝายแห่งนี้ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการให้บังเกิดประโยชน์กับชุมชนของตนเองต่อไป

กรมการข้าวแนะวิธีดูความแตกต่างข้าวอินทรีย์ กับข้าวปลอดสารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/346681

กรมการข้าวแนะวิธีดูความแตกต่างข้าวอินทรีย์ กับข้าวปลอดสารพิษ

กรมการข้าว

กรมการข้าวแนะวิธีดูความแตกต่างข้าวอินทรีย์ กับข้าวปลอดสารพิษ

               คนไทยหลายๆคน อาจจะยังแยกไม่ออก ระหว่างข้าวอินทรีย์ กับข้าวปลอดสารพิษ บ้างก็คิดว่า ข้าวทั้ง 2 ประเภทเหมือนกัน ต่างกันที่การเรียกชื่อ บ้างก็คิดว่าข้าวอินทรีย์คือข้าวที่ใช้สารอินทรีย์ทดแทนการใช้สารเคมี และข้าวปลอดสารพิษคือข้าวที่ใช้สารเคมีในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ปลอดภัย ซึ่งนี้คือความจริงที่ถูกต้อง ต่อมาคือ หลายคนอาจยิ่งเกิดความสงสัย ว่าทำไมข้าวปลอดสารพิษจึงถูกเรียกเช่นนี้ ทั้งที่เกษตรกรก็ยังใช้สารเคมี

กรมการข้าวแนะวิธีดูความแตกต่างข้าวอินทรีย์ กับข้าวปลอดสารพิษ

ด้วยเหตุนี้ กรมการข้าวจึงขอยกตัวอย่าง กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ ต.เมยวดี  อ.เมยวดี จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับรางวัลศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนดีเด่นแห่งชาติ ประเภทข้าวหอมมะลิ ประจำปี 2561 อีกทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานข้าว GAP จากกรมการข้าว มายกตัวอย่างและอธิบายถึงที่มาที่ไปของข้าวปลอดสารพิษที่หลายๆคนยังไม่รู้

นิภากร จิตจิกร เลขากลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.เมยวดี อ.เมยวดี จ.ร้อยเอ็ด ได้อธิบายถึงระบบการจัดการภายในกลุ่มตั้งแต่เริ่มต้นว่า มีสมาชิกจำนวน 140 ราย มีพื้นที่รวม 2,800 ไร่ และมีจุดเด่นของข้าวหอมมะลิ 105 เป็นรายได้หลัก ซึ่งระบบการจัดการในกลุ่ม เกษตรกรทุกคนจะต้องมีการประชุมวางแผนก่อนการปลูกข้าวทุกครั้ง เพื่อแบ่งพื้นที่ในการปลูกข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ในแปลงของสมาชิกกลุ่ม และหารือถึงการดูแลข้าวในแต่ละช่วง ว่าในแต่ละช่วงของการดูแล ควรจะใช้สารเคมีในช่วงไหนและในปริมาณเท่าไหร่ที่จะไม่ส่งผลเสียต่อต้นข้าว เมล็ดพันธุ์ และสภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ซึ่งสมาชิกกลุ่มทุกคน จะต้องคอยเอาใจใส่และป้องกันต้นข้าว ไม่ให้เกิดโรคและศัตรูพืช เพื่อที่เกษตรกรทุกคนจะใช้สารเคมีได้น้อยที่สุด

นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งผู้ตรวจแปลงนา เพื่อตรวจสอบคุณภาพของข้าวในแต่ละแปลง นอกจากนี้ยังต้องกำหนดวันที่จะลงเก็บพืชพันธุ์ปนในแปลงข้าว เพื่อไม่ให้ปะปนกับต้นข้าวที่รอวันเก็บเกี่ยว โดยผู้ตรวจสอบแปลงนา จะต้องเข้มงวด และมีความซื่อตรงในการตรวจสอบ เพื่อให้เกษตรกรในกลุ่ม มีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม และแปลงนาของตนเอง เพราะสิ่งเหล่านี้ จะต้องส่งผลต่อข้าวที่เก็บเกี่ยว ซึ่งหากเมื่อถึงวันเก็บเกี่ยว พบว่าข้าวขาดคุณภาพ และมีพืชปนเยอะมากเกินไป จะทำให้ข้าวไม่สามารถส่งขายให้ได้ราคาที่กลุ่มวางไว้ และจะส่งให้เกษตรกรที่ผิดระบบ ระเบียบของกลุ่มถูกพักการทำนาร่วมกับเพื่อนสมาชิกคนอื่นๆ นี่จึงทำให้เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.เมยวดี อ.เมยวดี จ.ร้อยเอ็ด ต้องช่วยกันตักเตือนและดูแลเพื่อนในสมาชิกกลุ่มให้ทำตามกฎระเบียบของกลุ่มอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้กลุ่มได้รับรางวัลศูนย์ส่งเสริมและผลิตข้าวชุมชนเกษตรกรดีเด่น ประเภทข้าวหอมมะลิ ประจำปี 2561 และส่งผลให้ข้าวของกลุ่มเป็นที่รู้จักและยอมรับทางตลาดข้าวของจังหวัด
กรมการข้าวแนะวิธีดูความแตกต่างข้าวอินทรีย์ กับข้าวปลอดสารพิษ

หลังจากที่ได้รับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจนี้ กลับมาแล้ว ทำให้สมาชิกกลุ่มมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา แปรรูปข้าวของตนเอง เป็นรูปแบบต่างๆ เพื่อยกระดับสินค้า ข้าวหอมมะลิ 105 ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ นอกจากนี้ กลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.เมยวดี ยังเตรียมความพร้อม พัฒนาข้าวGAP ของกลุ่ม จากข้าวปลอดสารพิษ ให้เป็นข้าวอินทรีย์ ในอีกไม่ช้าอย่างแน่นอน

เกษตรฯประกาศผลสำเร็จการบริหารจัดการผลไม้ ปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/346429

เกษตรฯประกาศผลสำเร็จการบริหารจัดการผลไม้ ปี 61

เกษตรฯประกาศผลสำเร็จการบริหารจัดการผลไม้ ปี 61 

กรมส่งเสริมการเกษตร แถลงผลงานความสำเร็จแผนการบริหารจัดการผลไม้  ปี 2561 จากการวางแผน และดำเนินงานที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดต้นทาง กลางทาง และปลายทาง มุ่งยกเป็นต้นแบบแผนการบริหารสู่สินค้าเกษตรอื่นต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ ของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 ให้จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยใช้แผนบริหารจัดการผลไม้เป็นเครื่องมือกำกับ ติดตามการปฏิบัติงานครอบคลุมทั้งเรื่องการจัดการเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ โดยดำเนินการตั้งแต่ต้นทาง เช่น การส่งเสริมการผลิตลำไยนอกฤดู ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตลำไยนอกฤดู ปี 2561 เพิ่มสัดส่วนต่อลำไยในฤดูเป็น 60 : 40 จากเดิมผลิตได้ในสัดส่วน 80: 20 ผลผลิตก็ไม่เกิดการกระจุกตัว มีให้รับประทานได้ตลอดทั้งปี

ในส่วนการดำเนินการช่วงกลางทาง มีการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพไม้ผลสู่มาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง GAP โดยมีนักส่งเสริมเข้าให้ความรู้ แนะนำวิธีการตัดควบคุมทรงพุ่ง (ทำลำไยต้นเตี้ย) ตัดแต่งช่อดอก ช่อผล ผ่านระบบแปลงใหญ่ กว่า 225 แปลง หรือในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตมีออกเป็นจำนวนมาก มีการจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิตด้วยการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลในพื้นที่อย่างละเอียด ส่วนปลายทางนั้นได้ประสานหาตลาด เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกมา พร้อมรายงานสถานการณ์การผลิต การตลาด สภาพปัญหาของผลไม้ทุกวัน เพื่อเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดให้เกิดความสมดุล

ผลจากการปฏิบัติตามแผนนั้น ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ สามารถดำเนินการไปในทิศทางที่ดี ลดการใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่มีการแทรกแซงราคา กลไกตลาดเป็นไปอย่างปกติตลอดฤดูกาล ซึ่งเมื่อเทียบราคาผลผลิตในช่วงที่ผลไม้ออกมากที่สุด ปี 2561 คือ ภาคเหนือ ลำไย AA ต้นทุนการผลิตที่ 10.70 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 31 บาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 6.4 บาท ส่วนภาคตะวันออก ทุเรียน A  ต้นทุนการผลิตที่ 17.70 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 77.21 บาท เพิ่มขึ้น 5.38 บาท มังคุด A ต้นทุนการผลิตที่ 19.27 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 136.79 บาท เพิ่มขึ้น 105.91 บาท เงาะ A ต้นทุนการผลิตที่ 12.38 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 17.33 บาท ลดลง 1.56 บาท ลองกอง A ต้นทุนการผลิตที่ 26.71 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 31.13 บาท ลดลง 2.2 บาท และภาคใต้ ทุเรียน A ต้นทุนการผลิตที่ 16.06 บาท/กิโลกรัม  ขายได้ราคา 72 บาท ลดลง 4.61 บาท มังคุด A ต้นทุนการผลิตที่ 16.81 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 52 บาท เพิ่มขึ้น 18.12 บาท เงาะ A ต้นทุนการผลิตที่ 10.40 บาท/กิโลกรัม  ขายได้ราคา 14 บาท ลดลง 12.18 บาท และลองกอง A ต้นทุนการผลิตที่ 64.04 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 32.5 บาท ลดลง 4.55 บาทโดยรวมแล้ว เกษตรกรยังมีกำไรจากการขายผลผลิตตามกลไกตลาดปกติ

จากการวางแผนการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561และการปฏิบัติตามแผนอย่างเข้มแข็งจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีระบบ ระเบียบ ผลไม้ที่ผลิตออกมามีคุณภาพ สามารถส่งออกไปยังในต่างประเทศ สร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีให้คนในประเทศได้รับประทานตลอดทั้งปี และเพราะความสำเร็จในปีนี้ สามารถใช้เป็นต้นแบบหรือแนวทางเพื่อขยายผลการบริหารจัดการสู่สินค้าเกษตรชนิดอื่นต่อไปได้ในอนาคต  

ชาวไร่ยาสูบเหนือ-อีสานลั่นไม่เอาภาษีบัตรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/346057

ชาวไร่ยาสูบเหนือ-อีสานลั่นไม่เอาภาษีบัตรทอง

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  1 วันที่ผ่านมา
ชาวไร่ยาสูบ

ชาวไร่ยาสูบเหนือ-อีสานลั่นไม่เอาภาษีบัตรทอง ซัดรัฐบาลซ้ำเติมเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย

วันที่ 1 ต.ค. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล  ทำเนียบรัฐบาล ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบเหนือ-อีสาน  นำโดยนายกฤษณ์ ผาทอง นายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบ จ. เชียงใหม่ และตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านร่างพระราชบัญญัติจัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการภาครัฐในระบบหลักสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. …. ถึงนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล และผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมกล่าวว่าการเก็บเงินสมทบตามร่าง พ.ร.บ.ฯ เป็นการซ้ำเติมปัญหาของชาวไร่ยาสูบที่เป็นผลพวงจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ต่อเนื่องทุกปีและปี 2562 ก็จะขึ้นภาษีอีกรอบอยู่แล้ว รัฐบาลไม่ควรซ้ำเติมเกษตรกรด้วยการเก็บเงินสมทบบัตรทองจากยาสูบอีก
“การขึ้นภาษีสรรพสามิตล่าสุดเมื่อปีที่แล้วส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทำให้ชาวไร่โดนตัดโควตาไปแล้วถึง 50% จากเมื่อปีที่แล้วที่การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เคยรับซื้อใบยา 3 สายพันธุ์รวมทั้งสิ้น 24.7 ล้านกก. แต่ปีนี้ ยสท. กลับรับซื้อเพียง 12.9 ล้านกก. เท่านั้น หากเก็บภาษีบัตรทองอีกราคาบุหรี่ก็จะพุ่งไปเกือบ 100 บาท อาจทำให้ ยสท. ไม่สามารถซื้อใบยาเพิ่มได้อีกเลย ชาวไร่ยาสูบ 50,000 รายทั่วประเทศกำลังได้รับความเดือนร้อนมากและยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแก้ปัญหาหรือช่วยเหลือ ทำให้รู้สึกผิดหวังกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาอย่างมาก”
ด้านนายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์ จ. เพชรบูรณ์ ซึ่งร่วมเดินทางมายื่นหนังสือในครั้งนี้ด้วย กล่าวเสริมว่า “อาชีพทำไร่ยาสูบช่วยให้พวกตนเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ไม่เคยต้องเป็นภาระของรัฐบาล ไม่เหมือนกับพืชอื่นๆ แต่รัฐบาลนี้กลับจ้องทำลายอาชีพยาสูบ การเก็บภาษีนี้สวนทางกับนโยบาย คสช. ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมอย่าสิ้นเชิง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปชาวไร่ยาสูบคงต้องสิ้นเนื้อประดาตัว”
ทั้งนี้ เว็บไซต์ http://www.lawamendment.go.th เปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นร่าง พรบ. จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการภาครัฐในระบบหลักสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. …. ปรากฏว่าไม่ได้มีการปรับแก้มาตราใดๆ ตามที่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เช่น กรมสรรพสามิต ชาวไร่ยาสูบ เครือข่ายประชาชนและองค์กรด้านสุขภาพหลายหน่วยงาน เสนอความคิดเห็นคัดค้านไว้ในหลายประเด็น

อาทิ ความไม่เป็นธรรมจากการเลือกเก็บเงินสมทบจากสินค้าบุหรี่เพียงอย่างเดียว ความเดือนร้อนของชาวไร่ยาสูบที่ต้องโดนงดรับซื้อใบยา ขัดกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นต้น โดยอ้างเหตุผลเพียงว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและกระทรวงการคลังเห็นชอบแล้ว
“พวกเราชาวไร่ยาสูบตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน หันไปทางไหนก็ไม่มีใครช่วยเหลือ จะหวังพึ่งรัฐบาลหรือพรรคการเมืองต่างๆ ก็พึ่งไม่ได้แล้ว วันนี้จึงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ร่างกฎหมายอยุติธรรมนี้ด้วยตัวเอง เพราะเราไม่ยอมให้ใครมาทำลายอาชีพของเราอย่างแน่นอน” นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์ จ.เพชรบูรณ์กล่าวทิ้งท้าย

ก.เกษตรฯ มุ่งยกระดับสหกรณ์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/345881

ก.เกษตรฯ มุ่งยกระดับสหกรณ์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น

สหกรณ์

ก.เกษตรฯ มุ่งยกระดับสหกรณ์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น

             ก.เกษตรฯ มุ่งยกระดับสหกรณ์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น หวังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย พร้อมสร้างความเข้มข้นในการทำงาน เพื่อให้เกิดความศรัทธาในระบบสหกรณ์

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดสัมมนาวิชาการเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 46 ปี พร้อมบรรยายพิเศษนโยบายในการพัฒนางานสหกรณ์และการใช้สหกรณ์เป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ในปี 2562 ณ โรงแรมปริ้นพาเลช หลานหลวง ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดสัมมนาทางวิชาการในครั้งนี้ เพื่อให้บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับทราบทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแนวทางการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2562 ให้มีความชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นายกฤษฎา กล่าวต่อไปว่า สหกรณ์ถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องสนับสนุนให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และตรงกับความต้องการของตลาด โดยใช้ตลาดนำการผลิต เพิ่มช่องทางการค้าผ่านเว็บไซต์ไปสู่ตลาดโลก พัฒนาสินค้าและรูปลักษณ์ อีกทั้งมีการแปรรูปให้ตรงกับที่ผู้บริโภคต้องการ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและสามารถแข่งขันได้ ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมดำเนินธุรกิจในสหกรณ์ เพื่อจะได้นำความคิดและความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ยังมุ่งหวังให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกระดับสหกรณ์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น โดยให้มีความเข้มข้นทั้งการทำงานเชิงการพัฒนา การส่งเสริมงานเชิงป้องปราม และงานตรวจการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และความเสื่อมศรัทธาในระบบสหกรณ์ รวมทั้งจะช่วยในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐ ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีสุข

ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในครั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กำหนดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการปฏิบัติงานของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลที่เป็นรูปธรรม ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เป็นสถาบันที่เข้มแข็ง ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจและสังคมตามบทบาทภารกิจ และยังครอบคลุมไปถึงการปฏิบัติงานของการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก มีการทบทวนผลการปฏิบัติงานในรอบปีที่ผ่านมา อีกทั้งต้องมีการพัฒนาความรู้ ทักษะบุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้ได้รับความรู้ และวิทยาการใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อนำไปส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ตลอดจนเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานตามบทบาทภารกิจของกรมส่งเสริมสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศผ่านระบบสหกรณ์ต่อไป

สามพรานโมเดล ต้อนรับเทศกาลกินเจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/345744

สามพรานโมเดล ต้อนรับเทศกาลกินเจ

สามพรานโมเดล ต้อนรับเทศกาลกินเจ ชวนผู้บริโภค เรียนรู้ ชิม ช้อป เห็ดอินทรีย์ ที่ แฮปปี้ไลฟ์ฟาร์ม 

จากกระแสความตื่นตัวของผู้บริโภค ในการบริโภคพืชผักอินทรีย์ นำไปสู่การจัดกิจกรรมเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภค กับผู้ผลิตนั่นคือ เกษตรกรอินทรีย์  เพื่อให้ผู้บริโภค ได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ  และมีความมั่นใจ  ในการเลือกซื้อวัตถุดิบอินทรีย์ตรงจากเกษตรกรเพื่อนำไปปรุงอาหาร  อย่างในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจที่กำลังจะมาถึงเร็วนี้ สามพรานโมเดล ก็จะจัดกิจกรรม คนกินพบคนปลูก พาผู้บริโภคเยี่ยมบ้านเกษตรกรอินทรีย์ ชวนไปเรียนรู้การบริโภคเห็ด และศึกษาการผลิตเห็ดระบบอินทรีย์ตามมาตรฐานสากล  เตรียมความพร้อมเพื่อการบริโภคอย่างปลอดภัยและสร้างสุขภาพที่ดี

นายอรุษ นวราช ผู้ก่อตั้งและผู้นำการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล หรือโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม สู่เป้าหมายการสร้างระบบอาหารที่สมดุลยั่งยืน เปิดเผยว่า จาการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์มา 8 ปี พบความตื่นตัวของผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่เฉพาะสนใจเรื่องของสุขภาพ แต่จำนวนไม่น้อยที่สนใจในการกระบวนการผลิต จนนำไปสู่การเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรอินทรีย์กับผู้บริโภค ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวฟาร์มอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคได้พบปะเกษตรกรโดยตรง ให้เห็นกระบวนการผลิต.เห็นความมุ่งมั่น เข้าใจเห็นคุณค่าของวิถีอินทรีย์

สำหรับ ในเดือนตุลาคมนี้ เป็นช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ ซึ่งตรงกับวันที่ 9-17 ตุลาคม 2561 สามพรานโมเดลจึง ร่วมกับ แฮปปี้ไลฟ์ฟาร์ม ฟาร์มเห็ดอินทรีย์ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารตำบลสระพัฒนา       อ.กำแพงแสน  จ. นครปฐม หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายสามพรานโมเดล จึงจัดทริป Organic D.I.Y. By        สามพรานโมเดล “ครบเครื่องเรื่องเห็ดอินทรีย์”  เปิดฟาร์มถ่ายทอดความรู้เรื่องเห็ดแบบครบทุกมิติ ให้ผู้บริโภคได้เข้าใจและรู้คุณค่าของเห็ดอินทรีย์ เพื่อสามารถเลือกรับประทานเห็ดได้อย่างปลอดภัย

คุณกมลวัน จันทร์พยอม รองประธาน วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารตำบลสระพัฒนา  ฯ กล่าวว่า ปกติแล้วฟาร์มแห่งนี้ จะไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไป แต่ภายใต้สามพรานโมเดล ที่ต้องให้ผู้บริโภค ได้มาเรียนรู้ และเข้าใจวิถีการทำเกษตรอินทรีย์ เห็นว่ามีความสำคัญ ที่จะต้องเปิดเรื่องราวขั้นตอนต่างๆ           ให้ประชาชนได้ รับรู้ ยิ่งช่วงนี้กำลังเข้าสู่เทศกาลถือศีลกินเจ มีการบริโภคเห็ดมากเป็นพิเศษ อยากให้ผู้บริโภคได้รับความรู้ เพื่อให้ทุกคนได้ระมัดระวัง และเลือกซื้อได้อย่างปลอดภัย

“เรายินดีเปิดฟาร์มจะถ่ายทอดความรู้ทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่การปลูก การดูแลเอาใจใส่ ฝึกทำก้อนเชื้อเห็ด  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้เห็ดได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ ปลอดภัย และพาชมพื้นที่ฟาร์มดูการเจริญเติบโตของ เห็ดหูหนู เห็ดนางฟ้า เห็ดหลินจือ  เห็ดนางนวล เห็ดโคนญี่ปุ่น  พร้อมทั้งให้ดูขั้นตอนการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน มีการสาธิต การทำข้าวเกรียบกล้วยใส่เห็ด อย่างง่าย ที่ทุกคนสามารถทำทานเอง          ที่บ้าน และเพื่อให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติเห็ดอินทรีย์สดๆ หน้าฟาร์ม เราก็จะปรุงเมนูเห็ดให้ชิมกัน  เช่น ลาบเห็ดกินกับข้าวเหนียวอินทรีย์คลุกงา เห็ดหูหนูสดๆ ผัดไข่อินทรีย์ และจะเปิดช็อป ให้ได้ช้อปผลิตภัณฑ์เห็ดอินทรีย์แปรรูปมากมายในราคาหน้าฟาร์มเพื่อเตรียมไว้สำหรับเทศการถือศีลกินเจอีกด้วย”

สำหรับ เทคนิคต่างๆ  ในการเลือกรับประทานเห็ดเพื่อให้ได้สุขภาพที่ดี  คุณกมลวัน แนะนำว่า สิ่งแรกเลยคือ  ถ้าต้องซื้อในห้าง มองหาฉลากที่มีตรารับรองมาตรฐานสากล อย่างเช่น  EU ,IFOAM อาจแพงสักนิดแต่คุ้มค่าความปลอดภัย แต่ถ้าซื้อตามท้องตลาดทั่วไป ต้องไปถามแม่ค้าว่า ปลูกอย่างไร สังเกตดูว่าเขาตอบได้ไหม พูดจริงหรือไม่จริง แล้วค่อยตัดสินใจ ถ้าจำเป็นต้องซื้อให้เลือก เห็ดที่มีความสด แห้ง ไม่แฉะ ไม่ฉ่ำน้ำ ที่สำคัญก่อนจะนำไปปรุงก็ควรจะล้างผ่านน้ำหลายๆ ครั้ง และก็ไม่ควรแช่เกลือ ใส่ด่าง หรืออะไรทั้งสิ้น เพราะจะทำให้เห็ดเน่าง่าย แต่ถ้าให้ดีเลือกเห็ดที่ผ่านกระบวนการผลิตระบบอินทรีย์ปลอดภัยที่สุดแต่ถ้าอยากจะรู้กระบวนการทั้งหมด แนะนำให้มาที่ฟาร์ม

เตรียมตัวให้พร้อม…!! วันอาทิตย์ที่ 7 ตุล่าคม 2561 ไปเรียนรู้เรื่อง เห็ดกัน กับทริป Organic D.I.Y. Byสามพรานโมเดล  “ครบเครื่องเรื่องเห็ดอินทรีย์” ณ แฮปปี้ไลฟ์ฟาร์ม ฟาร์มเห็ดอินทรีย์  จ. นครปฐม สนใจร่วมกิจกรรมสอบถามรายละเอียดและค่าใช้จ่ายได้ที่ คุณพิมพร 081-9282808 หรือติดต่อ ID line :pimporn999

เกษตรฯ เตือนชาวนา ระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลบุกทำลายข้าวนาปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/345686

เกษตรฯ เตือนชาวนา ระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลบุกทำลายข้าวนาปี

เพลี๊ยะสีน้ำตาล

เกษตรฯ เตือนชาวนา ระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลบุกทำลายข้าวนาปี

กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนชาวนาระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลบุกทำลายข้าวนาปี แนะสำรวจแปลงนาสม่ำเสมอ ผลการสำรวจล่าสุดพบการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลรวมกว่า 8 พันไร่ ในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกใน 7 จังหวัด
นายประสงค์  ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์ศัตรูพืชล่าสุดพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเข้าทำลายนาข้าว ซึ่งในช่วงนี้เป็นฤดูการปลูกข้าวหลัก (ข้าวนาปี) ผลการสำรวจล่าสุดพบการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลรวมกว่า ๘ พันไร่ ในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกใน ๗ จังหวัด ได้แก่ ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครราชสีมา และลพบุรี โดยปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ได้แก่ ในนาข้าวมีน้ำขังตลอดเวลาทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเพิ่มจำนวนได้มาก การปลูกข้าวหนาแน่น ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูง ใช้พันธุ์ข้าวอ่อนแอ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ ๑๐๕ และพันธุ์ปทุมธานี ๑ ไม่อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ และใช้สารเคมีมากเกินความจำเป็น
กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น เช่น กข๔ กข๙ กข๑๕ กข๒๕ กข๓๑ (ปทุมธานี ๘๐) กข๔๓ ชัยนาท ๑ ชัยนาท ๒ สุพรรณบุรี ๑ สุพรรณบุรี ๒ สุพรรณบุรี ๓สุพรรณบุรี ๖๐ สุพรรณบุรี๙๐ พิษณุโลก ๒ พิษณุโลก ๖๐-๒ เป็นต้น และไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวติดต่อกันเกิน ๔ ฤดูปลูก หมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ใช้เชื้อราบิวเวอเรีย (เชื้อสด) อัตรา ๑ กิโลกรัม (๒ ถุง) ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นในบริเวณที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โดยพ่นในช่วงเวลาเย็น ทั้งนี้ สำหรับแหล่งที่มีการระบาดแต่สามารถควบคุมระดับน้ำในนาได้ หลังปักดำหรือหว่าน ๒ – ๓ สัปดาห์จนถึงระยะข้าวตั้งท้อง ให้ควบคุมน้ำในแปลงนาให้พอดินเปียก หรือมีน้ำเรี่ยผิวดินนาน ๗ – ๑๐ วัน แล้วปล่อยขังทิ้งไว้ให้แห้งเองสลับกันไป เพื่อปรับสภาพนิเวศในแปลงนาไม่ให้เหมาะต่อการขยายประชากรและยังทำให้มดสามารถขึ้นมากัดกินตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งจะช่วยลดการระบาดลงได้
หากจำเป็นต้องใช้สารกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แนะนำว่า ข้าวระยะกล้าถึงแตกกอ (อายุ ๓๐-๔๕ วัน) ใช้ บูโพรเฟซิน ๒๕ % WP ๑๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ข้าวระยะแตกกอเต็มที่ ใช้ อีโทเฟนพร็อกซ์ ๑๐ % EC ๒๐ ซีซี ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ข้าวระยะตั้งท้องถึงออกรวง ใช้ ไทอะมิโทแซม ๒๕ % WG ๒ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร และระยะใกล้เก็บเกี่ยวหากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเต็มวัยบินเล่นแสงไฟบริเวณบ้านให้ใช้เครื่องดูดแมลงหรือกับดักกาวเหลืองล่อทำลาย เพื่อลดจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่จะอพยพไปยังแปลงปลูกข้าวใหม่ ทั้งนี้ ให้ระวัง ไม่ควรใช้สารเคมีบางชนิดในนาข้าวที่จะทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดเพิ่มขึ้น คือ สารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ ชนิดพ่นน้ำ ได้แก่ แอลฟาไซเพอร์เมทริน ๑๐ % EC ไซแฮโลทริน แอล ๕ % EC และไซเพอร์เมทริน ๑๕ % EC ๒๕ % EC อย่างไรก็ตาม ควรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากพบการเข้าทำลายของศัตรูพืชให้รีบป้องกันกำจัดทันที

รองอธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล Nilaparvata lugens เป็นแมลงปากดูด ที่สามารถทำลายข้าวได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ด้วยการใช้ปากแทงดูดกินน้ำเลี้ยงจากกาบใบข้าวบริเวณโคนต้นเหนือระดับน้ำเล็กน้อย ทำให้ปริมาณคลอโรฟิลล์ โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ในต้นข้าวลดลง อัตราการสังเคราะห์แสงและการเจริญเติบโตช้า ต้นข้าวแสดงอาการใบเหลือง ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง อีกทั้งยังเป็นพาหะนำโรคใบหยิก (ragged stunt) และโรคเขียวเตี้ย (grassy stunt) อีกด้วย

ธ.ก.ส. จับมือเบทาโกร เพิ่มศักยภาพเกษตรกรฟาร์มจ้างเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/345571

ธ.ก.ส. จับมือเบทาโกร เพิ่มศักยภาพเกษตรกรฟาร์มจ้างเลี้ยง

ธกส

ธ.ก.ส. จับมือเบทาโกร เพิ่มศักยภาพเกษตรกรโครงการฟาร์มจ้างเลี้ยง

ธ.ก.ส. จับมือ เบทาโกร เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกร ตามโครงการสนับสนุนสินเชื่อและพัฒนาระบบฟาร์มจ้างเลี้ยงและประกันราคา (Contract Farming) เพื่อยกระดับการผลิตและการบริหารจัดการที่ทันสมัย

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานใหญ่ บางเขน ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจว่าด้วย “โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)” ระหว่าง ธ.ก.ส. กับ บริษัท เบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด และ บริษัท ไทยเอส พี เอฟ โปรดักส์ จำกัด ในเครือเบทาโกร เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับลูกค้าผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรภายใต้ระบบฟาร์มจ้างเลี้ยงและประกันราคา ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรสู่ความยั่งยืนและทันสมัย ยกระดับมาตรฐานคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต ภายใต้ยุทธศาสตร์ในการเพิ่มขีดความสามารถภาคการเกษตรของประเทศ

นายศรายุทธ ยิ้มยวน ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560 ซึ่งสนับสนุนระบบการผลิตหรือการบริการทางการเกษตรระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรและผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่ 10 รายขึ้นไป หรือกับสหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน ที่มีเงื่อนไขการผลิต จำหน่าย หรือรับจ้างผลิต หรือการบริการทางการเกษตร โดยเกษตรกรตกลงที่จะผลิตหรือจำหน่าย ตามจำนวน ราคา หรือระยะเวลาที่กำหนดไว้ และผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรก็ตกลงที่จะซื้อผลิตผลดังกล่าวพร้อมจ่ายค่าตอบแทนตามที่ได้ทำสัญญาไว้ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ จากผู้ประกอบการที่ร่วมทำสัญญา เพื่อนำมาพัฒนาการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ในส่วนของ ธ.ก.ส. เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย และสนับสนุนสินเชื่อให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยเตรียมวงเงินไว้กว่า 2,000 ล้านบาท ตลอดจนให้ความรู้และประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวแก่เกษตรกร

นางศิริวรรณ อินทรกำธรชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเบทาโกร กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์ เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนให้เกษตรกรมีธุรกิจฟาร์ม เป็นการเพิ่มโอกาสการจ้างงาน ช่วยพัฒนาภาคการเกษตรและปศุสัตว์ซึ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฟาร์มจ้างเลี้ยงและประกันราคากับเครือเบทาโกร (Contract Farming) จะได้รับคำแนะนำ ดูแล ในด้านวิชาการและการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์มมีคุณภาพตามมาตรฐานและมีตลาดที่แน่นอน ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าอาหารที่มีคุณภาพสูงขึ้น มีมาตรฐานและปลอดภัย ที่สำคัญช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของภาวะราคาสินค้าปศุสัตว์ในตลาด ทำให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง   มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถสืบต่อธุรกิจไปสู่รุ่นลูก รุ่นหลานได้ในอนาคต การที่เครือเบทาโกรได้รับความช่วยเหลือจาก ธ.ก.ส.เพื่อสนับสนุนโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบการจ้างเลี้ยงและประกันราคาในครั้งนี้ จึงเป็นการตอบสนองต่อกลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์โดยตรง เพราะทำให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ถือเป็นการช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในซัพพลายเชนของอุตสาหรรมเกษตรและอาหาร เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยให้เข้าถึงผู้บริโภค

เปิดตัว FLR349 โมเดลจูงใจเกษตรกรเลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/345567

เปิดตัว FLR349 โมเดลจูงใจเกษตรกรเลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

wwF

เปิดตัว FLR349 โมเดลจูงใจเกษตรกรเลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ต้นน้ำด้วยศาสตร์พระราชา

ภาคประชาสังคมชูโมเดลกองทุน FLR349 จูงใจเกษตรกรทำเกษตรยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา ระบุเป็นกองทุนช่วยแก้ไขปัญหาวงจรหนี้สิน และลดทอนการทำลายระบบนิเวศ ตั้งเป้าดำเนินงานต่อเนื่อง 5 ปีชุบชีวิตเกษตรกรภาคเหนือก่อนขยายผลสู่ทั่วประเทศ

วันที่ 27 กันยายน 2561 องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF-Thailand) และภาคีภาคประชาสังคมร่วมเปิดตัวกองทุนฟื้นฟูป่าและสร้างระบบอาหารยั่งยืน “FLR349” หรือ “Forest Landscape Restoration Fund  ซึ่งน้อมนำการปลูกป่า3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 (FLR349) เป็นโมเดลแก้ปัญหาวงจรหนี้สินเกษตรกรและปัญหาระบบนิเวศป่าต้นน้ำถูกทำลาย มีกลไกสร้างแรงจูงใจโดยจ่ายเงินสนับสนุนและพัฒนาตลาดรับซื้ออาหารอินทรีย์ให้เกษตรกรยุติการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ต้นน้ำเปลี่ยนมาสร้างป่าควบคู่กับการทำเกษตรเชิงนิเวศ เบื้องต้นเปิดโครงการนำร่องที่บ้านสองธาร (แม่ขี้มูก) หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 26 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 130 ไร่ กองทุนจะสนับสนุนเกษตรกรครอบครัวละ 5 ไร่ จำนวนเงิน 2,000 บาท ต่อไร่ต่อปี เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 5 ปี ตั้งเป้าเป็นทางเลือกโมเดลเรือธงในการแก้ปัญหาได้ในทุกพื้นที่ต้นน้ำทั่วประเทศ

FLR349 เป็นโมเดลที่นำการขับเคลื่อนรูปแบบการบริโภคและผลิตที่ยั่งยืน (sustainable consumption and production patterns) มาใช้แก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ต้นน้ำ โดยมีองค์กรจากภาคประชาสังคมและภาคเอกชนเป็นผู้ริเริ่มและจัดตั้ง ประกอบด้วยองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF-Thailand) มูลนิธินวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ไทย (TOF) บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด (CSE) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (BAAC) และมีองค์กรอื่น ๆ ร่วมเป็นภาคีสนับสนุน เช่น Agricultural and Food Marketing Association for Asia and the Pacific (AFMA) ที่เป็นองค์การระหว่างประเทศ (inter-government non-profit organization) พร้อมกับภาคีที่ให้การสนับสนุนข้อมูลวิชาการด้านต่าง ๆ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFCT) เป็นต้น

“กองทุน FLR349 เป็นเสมือนพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการวิธีการทำเกษตรจากการทำพืชเชิงเดี่ยวรุกป่าใช้เคมีสูง สู่การทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศ การปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง คือวิธีที่จะฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมจากการแผ้วถางทำลายหน้าดิน ผ่านการปลูกและดูแลไม้ป่าถาวร ปลูกไม้ผล และพืชผัก สมุนไพรนานาชนิดแบบผสมผสาน เกื้อกูลฟื้นฟูสร้างระบบนิเวศ และเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน น้ำ และเอื้อต่อการผลิตอาหารที่หลากหลาย ปลอดภัยต่อการผลิตและบริโภค เป็นการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและชุมชนในการพึ่งพาตัวเอง ลดภาระค่าใช้จ่ายในการยังชีพและสุขภาวะที่ฟื้นคืนกลับมา ทำให้สามารถก้าวพ้นจากวงจรหนี้สินและการถูกเอาเปรียบเชิงโครงสร้างของระบบทุนนิยมในห่วงโซ่ผลิตอาหาร”      นายไพรัช โตวิวัฒน์ ผู้อำนวยการกองทุน FLR349 กล่าว

“ความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรของเราถูกแลกไปกับผลประโยชน์ของนายทุนที่ผูกขาดในระบบอาหาร และการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่าต้นน้ำส่วนใหญ่ของประเทศก็ไม่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์การเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่ในวงจรหนี้สินและมีสภาพการเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ระบบเศรษฐกิจฐานรากและระบบอาหารท้องถิ่นก้าวสู่ภาวะล่มสลาย คือไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้  ซึ่งแสดงถึงทิศทางการพัฒนาที่ออกห่างจากความยั่งยืน สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มให้ภาคประชาสังคมลุกขึ้นมาหาทางออกให้กับปัญหา โมเดลกองทุน FLR349 คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้มากกว่าเดิมอย่างน้อย 4 เท่าให้กับเกษตรกรเมื่อเทียบกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และที่สำคัญคือการได้ฟื้นคืนระบบนิเวศป่าต้นน้ำ จึงเป็นโมเดลเรือธงสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาป่าต้นน้ำเสื่อมโทรม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและสร้างผลประโยชน์ร่วมกันตามแนวทางการพัฒนาสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (sustainable develop goals: SDGs)” นายพลาย ภิรมย์ ผู้จัดการโครงการบริโภคและผลิตที่ยั่งยืน องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) กล่าวเสริม

“การปลูกไม้ป่ายืนต้นควบคู่กับการปลูกพืชอาหารที่หลากหลายและเป็นเกษตรกรรมวิถีธรรมชาติปราศจากเคมี โดยผลผลิตพืชผักผลไม้อินทรีย์และผลิตภัณฑ์แปรรูปนั้น ส่วนหนึ่งจะเป็นการสร้างอาหารที่เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ สามารถลดค่าใช้จ่ายเกษตรกรในการยังชีพ และผลผลิตส่วนที่เหลือกินจะนำมาขายเป็นรายได้ โดยมีวิสาหกิจเพื่อสังคม (social enterprise) เป็นผู้รับซื้อ โดยมีการวางแผนการตลาดและแผนผลิตล่วงหน้า และกำหนดราคาที่เป็นธรรม มีการจัดหาตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ (local food chain market) ซึ่งรวมถึงโรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล ร้านอาหารในพื้นที่ และตลาดค้าปลีกในระดับประเทศ ซึ่งโมเดลนี้จะก่อให้เกิดการฟื้นฟูเศรษกิจฐานราก เงินหมุนเวียนในชุมชน และการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และอาจต่อยอดถึงการพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอีกด้วย” นายไพรัช โตวิวัฒน์ กล่าวสรุปถึงโมเดล FLR349

ทั้งนี้ ในงานแถลงข่าวเปิดตัวกองทุน FLR349 ยังมีการจัดเสวนาหัวข้อ “ชวนสังคมร่วมฟื้นป่า” ซึ่งมีตัวแทนจากภาคประชาสังคม เอกชน และเกษตรกรในพื้นที่โครงการมาร่วมแลกเปลี่ยนและให้ความคิดเห็น และในงานยังมีการจัดแสดงภาพถ่าย และผลิตภัณฑ์ตัวอย่างจากพื้นที่โครงการด้วยเช่นกัน

สำหรับกองทุน “FLR349” เป็นกองทุนที่น้อมนำศาสตร์พระราชา การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และการสร้างห่วงโซ่คุณค่าซึ่งเป็นโมเดลให้กับเกษตรกรในพื้นที่ป่าต้นน้ำ กองทุน FLR349 จะเป็นเสมือนพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการวิธีการทำเกษตรจากการทำพืชเชิงเดี่ยวรุกป่าใช้เคมีสูง สู่การทำเกษตรกรรมแบบบูรณาการ โดยปลายทางจะนำมาซึ่งการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมจากการแผ้วถางทำลายหน้าดิน ผ่านการปลูกและดูแลไม้ป่าถาวร ปลูกไม้ผล และพืชผัก สมุนไพรนานาชนิดแบบผสมผสาน เกื้อกูลฟื้นฟูสร้างระบบนิเวศ และเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน น้ำ และเอื้อต่อการผลิตอาหารที่หลากหลายและปลอดภัยต่อการผลิตและบริโภค เป็นการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและชุมชนในการพึ่งพาตัวเอง ลดภาระค่าใช้จ่ายในการยังชีพและสุขภาวะที่ฟื้นคืนกลับมา ซึ่งจะทำให้สามารถก้าวพ้นจากวงจรหนี้สินและการถูกเอาเปรียบเชิงโครงสร้างของระบบทุนนิยมในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งถือได้ว่าเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ Sustainable Development Goals (SDGs)

ดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ http://scp.wwf.or.th/news_stories/?uNewsID=335495

“บิ๊กฉัตร”ลงพื้นที่นำศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/345542

“บิ๊กฉัตร”ลงพื้นที่นำศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ

สทนช

“บิ๊กฉัตร”ลงพื้นที่นำศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ เร่งขับเคลื่อน 2 โครงการพระราชดำริ จ.ประจวบคีรีขันธ์

คลิปที่ 1

รองนายกฯเดินหน้านำศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ ลงพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ติดตาม และเร่งขับเคลื่อน 2 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  มั่นใจแล้วเสร็จก่อนแผนที่กำหนดไว้

คลิปที่ 2

วันที่ 27 กันยายน 2561  พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ  รองนายกรัฐมนตรี  พร้อมด้วยนายสมเกียรติ ประจำวงษ์  เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)   นายทองเปลว  กองจันทร์  อธิบดีกรมชลประทาน  เดินทางไป  ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสร้างคุณภาพชีวิต รายได้ และ ความสุขอย่างยั่งยืน และ ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในช่วงฤดูฝน/ฤดูแล้ง          ปี 2561/62 ณ บริเวณสถานที่ก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่  อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอ     บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  โดยมี นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้การต้อนรับ
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า  รัฐบาลได้น้อมนำพระราชกระแสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรง       ให้ติดตาม ขับเคลื่อน และเร่งรัด รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรค การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์  รวมทั้งน้อมนําศาสตร์พระราชามาใช้ในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ    ในส่วนของพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็เช่นเดียวกัน  รัฐบาลได้เห็นชอบให้กรมชลประทานดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สำคัญ 2 โครงการคือโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอูอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  และโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์  เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า   โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอูอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น เป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลา ที่ก่อสร้างโดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.)แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2526 มีความจุเพียง 1.9 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)  เนื่องจากเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ทำให้ไม่สามารถสนองตอบความต้องการใช้น้ำของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ ต่อมาในปี 2554 กรมชลประทานได้ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่จะดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอู  ในพื้นที่ตอนล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่หมู่บ้านสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  ช่วยเหลือราษฎรที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ
อย่างไรก็ตาม หลังจากศึกษา EIA แล้วเสร็จ ก็ยังไม่สามารถก่อสร้างได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างต้องขออนุญาตเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจำนวน 49 ไร่ จนกระทั่งวันที่ 7 มิถุนายน 2559  พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ     ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้หารือกับ พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งรัดการขอใช้พื้นที่ป่าไม้สำหรับโครงการพัฒนา    แหล่งน้ำที่สำคัญๆ ทำให้การขอใช้พื้นที่ได้เร็วขึ้น ต่อมา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2561 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เพิกถอนพื้นที่ดังกล่าวออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
“ขณะนี้ กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว โดยได้รับงบประมาณปี 2560 จาก สำนักงาน กปร.     มาดำเนินเตรียมความพร้อมในเบื้องต้น  จากนั้น ตั้งแต่ปี 2561 ได้รับงบปกติในการดำเนินงานคาดว่าแล้วเสร็จปี 2564 เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ในปี 2665 โดยในปัจจุบันมีความก้าวหน้า 9.92%  เมื่อโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอู        อันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จ จะสามารถเก็บกักน้ำได้ถึง  10.46 ล้าน ลบ.ม.  สามารถส่งน้ำช่วยเหลือราษฎรสร้างความมั่นคงในพื้นที่หมู่ที่ 3 และหมู่บ้านใกล้เคียงในตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ จำนวน 1,095 ครัวเรือน  ประชากรประมาณ 3,250 คน มีพื้นที่รับประโยชน์ 6,490 ไร่ รวมถึงครูและนักเรียนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู ให้มีแหล่งน้ำใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภคอย่างพอเพียง   นอกจากนี้จะทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดประจวบศีรีขันธ์ ที่มีจุดเด่นไม่เหมือนอ่างเก็บน้ำอื่น ๆ ตรงที่มีสันเขื่อนเดิมอยู่กลางอ่างเก็บน้ำทั้ง 2 แห่ง” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

ส่วนโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ   เป็นการดำเนินงานตามนโยบาย       ของรัฐบาลที่ให้น้อมนำศาสตร์พระราชามาดำเนินการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่โดยเร็ว เนื่องจากอุทกภัยในช่วงปลายปี 2559 ต่อเนื่องต้นปี 2560 ในพื้นที่อำเภอบางสะพาน รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานนำผลการศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่อำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ได้ศึกษาไว้เมื่อปี 2555 มาดำเนินการสำรวจ ออกแบบ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ          ซึ่งประกอบด้วยการก่อก่อสร้างแหล่งเก็บน้ำขนาดกลาง 2 แห่ง คืออ่างเก็บน้ำไทรทอง  มีความจุ 13.36 ล้าน ลบ.ม.  ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่างจะเริ่มก่อสร้างในปี 2564 มีความจุ 17.46 ล้าน ลบ.ม. เพื่อตัดยอดน้ำในลำน้ำสาขาก่อนไหลลงคลองบางสะพาน  พร้อมทั้งทำการขุดขยายคลองเดิม คือ คลองบางสะพาน คลองแม่รำพึง และคลองปัตตามัง-เขาม้าร้อง  รวมทั้งก่อสร้างคลองผันน้ำสายใหม่อีก 3 สาย เพื่อรองรับการระบายน้ำให้ได้มากกว่า 1,000 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะทำให้สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอบางสะพานที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการขุดลอก ขยายคลองเดิมให้สามารถระบายน้ำได้ 525 ลบ.ม./วินาที  พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 3 แห่ง ส่วนคลองผันน้ำสายใหม่อยู่ระหว่างการจ่ายค่าชดเชยที่ดิน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2563  เมื่อด้าเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการจะสามารถระบายน้ำได้ 1,025    ลบ.ม./ วินาที และสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักจากเดิมได้อีกประมาณ 30.82 ล้าน ลบ.ม. ใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ได้อย่างพอเพียง ในส่วนของความก้าวหน้าการดำเนินการปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันทำการปรับปรุงแล้วเสร็จจำนวน 15 แห่ง (สำรวจพบ 16 แห่ง) และอยู่ระหว่างดำเนินการ 1 แห่ง” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย