เปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ปี62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/347745

เปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ปี62

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์

เปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ประจำปี2562

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ประจำปี ๒๕๖๒ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดสินค้าเกษตรได้อย่างผู้ประกอบการเกษตร

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรกำลังดำเนินโครงการ พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ประจำปี 2562 เพื่อพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีทักษะทางด้านวิชาการและการปฏิบัติด้านเทคโนโลยี เป็นผู้นำด้านการเกษตร สามารถพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการและปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีการบริหารจัดการการผลิตและธุรกิจการเกษตร จนทำให้ชุมชนเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานการเกษตรได้ และเกิดการพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ โดยมีเกณฑ์ในการรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ดังนี้ 1. มีอายุระหว่าง 17 – 45 ปี และเริ่มต้นทำการเกษตร มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำการเกษตร 2. ต้องการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตตนเอง สมัครใจเข้าร่วมโครงการและต้องเข้าร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาโครงการ 3. เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยแนบเอกสารในการสมัครดังนี้ 1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 2. รูปภาพ 1 นิ้ว จำนวน 1 รูป 3. สำเนาทะเบียนเกษตรกรหน้าที่ปรากฏชื่อและนามสกุล

ก.เกษตรฯสรุปผลงานในรอบ 4 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/347716

ก.เกษตรฯสรุปผลงานในรอบ 4 ปี

สรุปผลงานกเกษตร

ก.เกษตรฯสรุปผลงานในรอบ 4 ปี สามารถยกระดับรายได้เกษตรกรกว่า 1.3 ล้านครัวเรือน

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สรุปผลการดำเนินงาน 4 ปี (พ.ศ. 2557 – 2561)ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในการปฏิรูปภาคการเกษตร สามารถยกระดับรายได้เกษตรกรกว่า 1.3 ล้านครัวเรือนได้เป็นผล โดยเร่งขับเคลื่อนแผนการผลิตของประเทศ มุ่งเน้นให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มผลิตสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด ซึ่งได้มีการกำหนด “แผนการผลิตภาคการเกษตรของประเทศ” ขึ้นมาแก้ไขปัญหาและใช้แนวทาง “ตลาดนำการผลิต” โดยจะตรวจสอบความต้องการผลผลิตทางการเกษตรจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ แล้วจึงมาวางแผนส่งเสริมการผลิตทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์

สำหรับการส่งเสริมการทำการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ปัจจุบันมี 4,007 แปลง พื้นที่ 5.1 ล้านไร่ เกษตรกรในโครงการ 300,000 คน มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีมีกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ จากนั้นส่งเสริมให้สหกรณ์ 1,300 สหกรณ์เป็นหน่วยธุรกิจต่อรองราคาซื้อปัจจัยการผลิตและขายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 1.3 ล้านครัวเรือน ทำให้เกษตรกรมีรายได้ 2,750 บาทต่อไร่ รวมทั้งสิ้น 2,300 ล้านบาท

นายกฤษฎา กล่าวต่อไปว่า แนวทางการเพิ่มช่องทางการตลาดนั้น นอกจากกระทรวงเกษตรฯ จะจับคู่ค้าให้ผู้ประกอบการมารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรโดยตรงแล้ว ยังได้กำหนดแผนพระพิรุณส่งเสริมตลาด e-commerce ขายผลผลิตทาง 0nline ด้วย จึงจำเป็นต้องสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตและช่องทางการตลาดใหม่ ๆ มาสานต่อประสบการณ์จากเกษตรกรรุ่นปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ สามารถช่วยลดภาระหนี้สินสะสมของเกษตรกร 36,605​ ราย​ จำนวน 10,200 ล้านบาท​ ตามที่ได้เสนอครม. เห็นชอบปรับปรุงโครงสร้างหนี้แก่เกษตรกรที่กู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้วกลายเป็นหนี้เสีย โดยจะจัดทำแผนพัฒนาอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ไปชำระเงินกู้ตามสัญญาที่ทำกันใหม่ รวมถึงสามารถเลี้ยงชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการการเกษตรแผนใหม่นั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้ปฎิรูปโครงสร้างการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่ โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อ.พ.ก.) ขึ้น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และจะบูรณาการการทำงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นเอกภาพและแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น

ทั้งนี้ โครงการสำคัญที่จะเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายนนี้คือ โครงการปลูกพืชอื่นทดแทนนาปรัง ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมจะทำนา โดยจากการสำรวจความต้องการของตลาดพบว่า ประเทศไทยยังขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยความต้องการของโรงงานผลิตอาหารสัตว์มีมากถึง 8 ล้านตันต่อปี แต่ปัจจุบันยังผลิตได้เพียงครี่งเดียวคือ 4 ล้านตันต่อปี เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ข้าวนาปรังให้กำไร 306 บาทต่อไร่ ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กำไร 3,690 บาทต่อไร่ มากกว่าข้าว 10 เท่าตัว อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ จึงได้สร้างความมั่นใจให้เกษตรกร โดยสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเป็นทุน หาผู้รับซื้อมาทำสัญญาล่วงหน้า ตกลงราคารับซื้อขั้นต่ำ และประกันภัยพืชผล เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรที่ร่วมโครงการอย่างแน่นอน จากนั้นจะใช้เป็นต้นแบบในการผลิตภาคการเกษตรของประเทศต่อไป

ผิดหวังรัฐบาลนายกฯประยุทธ์ เก็บภาษีบุหรี่ซ้ำเติมรากหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/347710

ผิดหวังรัฐบาลนายกฯประยุทธ์ เก็บภาษีบุหรี่ซ้ำเติมรากหญ้า

ชาวไร่ยาสูบ

ผิดหวังรัฐบาลนายกฯประยุทธ์ เก็บภาษีบุหรี่ซ้ำเติมรากหญ้า 

            เครือข่ายชาวไร่ยาสูบอีสานกว่า 30 คน เดินทางเข้ากรุงเทพ ยื่นหนังสือร้องเรียนกับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหนึ่งในคณะรัฐมนตรีที่ต้องให้ความเห็นชอบและแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ขอให้คัดค้านร่าง พ.ร.บ. เก็บภาษีบุหรี่สมทบกองทุนบัตรทอง พ้อรัฐบาลท่านนายกฯ ประยุทธ์ เก็บภาษียาสูบ ทำร้ายชาวไร่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝากความหวังรัฐบาลใหม่รับฟังความเดือนร้อนเกษตรกรชาวไร่

นายสัน หารสุโพธิ์ แกนนำกลุ่มเครือข่ายยาสูบภาคอีสาน 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ นครพนม สกลนคร และตัวแทนภาคีชาวไร่ยาสูบประเทศไทย นำชาวไร่ยาสูบจำนวน 30 คน ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีพลังประชารัฐทั้ง 4 กระทรวงได้แก่ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกอบศักดิ์ ภู่ตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เพื่อขอให้คัดค้านพ.ร.บ. จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขฯ ที่กำลังจะผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้

“พวกเราเป็นตัวแทนชาวไร่ยาสูบภาคอีสานกว่า 20,000 คน ที่รู้สึกท้อแท้และผิดหวังที่รัฐบาลตั้งใจจะเก็บภาษีบุหรี่เพิ่มเพื่อสมทบกองทุน สปสช. เราเข้าใจดีว่ารัฐบาลต้องการหาเงินมาช่วยเหลือกองทุนบัตรทอง แต่ก็ไม่ควรออกกฎหมายที่มาทำร้ายปากท้องชาวไร่ชาวนาแบบนี้ รัฐบาลนี้มีการรีดภาษีบุหรี่เพิ่มแทบทุกปี เราคงต้องหวังพึ่งรัฐบาลชุดใหม่จากการเลือกตั้งที่จะรับฟังเสียงความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง” นายสันกล่าว

ปัจจุบันมีชาวไร่ยาสูบ แรงงานและชาวบ้านที่เกี่ยวข้องในการทำยาสูบกว่า 2 แสนรายทั่วประเทศในภาคเหนือและภาคอีสาน โดยในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ภาคีชาวไร่ยาสูบประเทศไทยได้นำเกษตรกรชาวไร่หลายร้อยคนไปยื่นหนังสือคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวและชี้แจงผลกระทบของร่างฯ ที่อาจทำให้ชาวไร่ขาดรายได้ มีหนี้สิน กับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล และผู้ตรวจการแผ่นดิน

นายประพันธ์ สมมงคล ตัวแทนชาวไร่ยาสูบจาก จ. ร้อยเอ็ด กล่าวเสริมว่า “ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราออกมาเรียกร้องให้ท่านนายกฯ แสดงความจริงใจในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ ยกเลิกแนวคิดที่จะเก็บภาษีจากบุหรี่เพิ่ม ปัญหาการโดนตัดโควต้ารับซื้อใบยา 50% ก็ยังไม่มีใครมาแก้ไขให้ หากจะมีการเก็บเพิ่มภาษีเพิ่มอีก 2 บาท จะทำให้บุหรี่ที่ขายอยู่ที่ 60 บาทเพิ่มราคาขึ้นไปเป็น 90 บาททันที คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือชาวไร่อย่างพวกเรา เพราะการยาสูบแห่งประเทศไทยอาจไม่ซื้อใบยาสูบอีกเลยในปีถัดๆ ไป”

ปิดทองฯร่วมมือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ส่งเสริมแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/347707

ปิดทองฯร่วมมือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ส่งเสริมแนวพระราชดำริ

มูลนิธิปิดทอง

ปิดทองฯร่วมมือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ส่งเสริมแนวพระราชดำริ คลุมชายแดนภาคเหนือ ลดยาเสพติดด้วยการพัฒนายั่งยืน

             สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เตรียมอบรมผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคเหนือ 16 อำเภอ 17,760 คน ในเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน หวังกระตุ้นพัฒนาท้องถิ่นตามแนวพระราชดำริ สกัดปัญหายาเสพติด

การอบรมผู้นำท้องถิ่นเกิดจากความร่วมมือของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่จะดำเนินการเร่งด่วนตามสถานการณ์ยาเสพติดที่มีความรุนแรงโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของโครงการฝึกอบรมนี้ได้แก่การขยายผลความรู้จากการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริเพื่อให้ประชาชนตามแนวชายแดนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เรามีตัวอย่างที่โครงการพัฒนาดอยตุงที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทำให้เกิดภูมิคุ้มกันยาเสพติด จึงเป็นอีกทางหนึ่งของการสืบสานแนวพระราชดำริที่ปิดทองหลังพระฯ เข้ามามีส่วนร่วมในด้านการส่งเสริมความรู้และประสบการณ์ โดยมีมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯนำประสบการณ์มาเป็นผู้ถ่ายทอดหลัก”

โครงการฝึกอบรมนี้ จะดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 ใช้งบประมาณ 53 ล้านบาท และมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายองค์กรท้องถิ่นตามแนวชายแดนทั้งที่เป็นทางผ่านยาเสพติด และที่มีผู้เสพติดเพิ่มมาก ได้แก่แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่และเชียงรายที่จะมีผู้ร่วมอบรมรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 17,760 คน

ในช่วงการอบรม ผู้นำท้องถิ่นจะได้รับรู้และศึกษาจากประสบการณ์การพัฒนาจริง ทั้งในด้านการวางแผนชุมชน การกระตุ้นการมีส่วนร่วม การพัฒนาเศรษฐกิจ ฯ เพื่อนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนตามความเหมาะสมโดยจะมีศูนย์การอบรมที่ศูนย์ปฏิบัติการร้อยใจรักษ์ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
จากรายงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พบว่าร้อยละ 76.1ของผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นแรงงาน เกษตรกรและผู้ว่างงาน โดยร้อยละ 40เป็นผู้มีอายุระหว่าง 15-24 ปี

ผู้ติดยาเสพติดใน เชียงใหม่ เชียงรายและแม่ฮ่องสอน มีสัดส่วนสูงสุดในกลุ่มอายุเกิน 39 ปี ตามด้วยผู้มีอายุระหว่าง 20-24 ปี และมีแนวโน้มที่ผู้เสพยาเสพติดอายุน้อยจะมีเพิ่มขึ้น

“บิ๊กฉัตร”ลงพื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์จี้ทุกหน่วยเตรียมแผนรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/347304

“บิ๊กฉัตร”ลงพื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์จี้ทุกหน่วยเตรียมแผนรับมือ

“บิ๊กฉัตร” ลงพื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ จี้ทุกหน่วยเตรียมแผนรับมือ หลังประเมินน้ำน้อยใกล้เคียงปี’58

พลเอก ฉัตรชัย พร้อมเลขา สทนช. ลงพื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ ถกหน่วยเกี่ยวข้องหามาตรการแก้ไขผลกระทบก่อนแล้งเยือนล่วงหน้า หลังพบปริมาณน้ำในเขื่อนมีเพียง 35% ยันไม่กระทบน้ำอุปโภค-บริโภค-ระบบนิเวศ พร้อมเร่งแจ้งเตือนเกษตรกรปรับแผนผลิต

วันที่ 9 ต.ค. 61  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ และประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในปี 2561/62 ล่วงหน้าก่อนประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ณ เขื่อนอุบลรัตน์ ต.อุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำในเขื่อน ณ วันที่ 8 ต.ค. 61 จำนวน 871 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36 มากกว่าปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนน้อยเพียง 28 % ซึ่งในเบื้องต้นการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยความต้องการใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/62 (พ.ย. 61 – เม.ย. 62) รวม 446 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็น น้ำอุปโภคบริโภค 123 ล้าน ลบ.ม., น้ำรักษาระบบนิเวศ 37 ล้าน ลบ.ม., น้ำเพื่ออุตสาหกรรม 20 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงการระเหยหรือรั่วซึมอีก 266 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคาดว่าจะไม่มีน้ำเพียงพอที่จะสนับสนุนภาคการเกษตร
ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การ ณ วันที่ 1 พ.ย. 61 ซึ่งถือว่าสิ้นฤดูฝน คาดว่าจะมีน้ำใช้การได้ 350 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น ในฤดูแล้งนี้อาจจะต้องใช้น้ำจาก Dead Storage 96 ล้าน ลบ.ม.ดังนั้น ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ ทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยการแก้ปัญหาระยะสั้น ต้องเร่งระดมการปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำ วางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค น้ำรักษาระบบนิเวศ น้ำเพื่อการเกษตรต่อเนื่อง และต้องแจ้งเตือนเกษตรกรล่วงหน้า และส่งเสริมอาชีพอื่นๆ ทดแทนรายได้ เพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อย่าให้เกษตรกรลงทุนเสียเปล่า ต้องเตรียมการช่วยเหลือในทุกวิถีทาง
ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะกลางในปี 2562 จะต้องมีการปรับเกณฑ์เก็บกักน้ำ (Rule Curve) ให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับสภาพอากาศในแต่ละปี โดยมี สทนช. ทำหน้าที่กำกับการบริหารจัดการในภาพรวม ขณะที่แผนระยะยาวจะต้องวางแผนปรับเพิ่มความจุเขื่อนอุบลรัตน์ และ เพิ่มการผันน้ำจากแม่น้ำโขงมาเขื่อนอุบลรัตน์ ผ่านโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ซึ่งอยู่ในแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำอยู่แล้วโดยทุกหน่วยต้องเตรียมแผนงาน มาตรการรองรับและบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผ่านวิกฤตไปได้  โดยมอบให้ สทนช. เป็นหน่วยงานกลางในการกำกับดูแล
พลเอก ฉัตรชัย กล่าวว่า การวางบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง จะต้องทำอย่างเป็นระบบ โดยปีหน้ามีแนวโน้มเข้าสู่แอลนิโญ ที่จะส่งผลทำให้ฝนตกน้อย ซึ่งเราจะต้องวางแผนการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว โดยมองอนาคตและใช้ข้อมูลที่มีอยู่ของทุกหน่วยงาน รวมทั้งนำผลการศึกษาในอดีตมาประเมินและวิเคราะห์ร่วมด้วย          ณ ปัจจุบัน ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 2 เขื่อน ที่น่าเป็นห่วง คือ เขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนลำนางรอง จึงอยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่จะต้องรายงานสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาและรวดเร็ว รวมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้ว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนจะเหลืออยู่ที่ 36% แต่มั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการน้ำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติแล้งนี้ไปได้ ซึ่งจะต้องให้ข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้อง รวมทั้งแนวทางการช่วยเหลือให้กับประชาชนไว้ล่วงหน้า เพื่อประชาชนจะสามารถเตรียมการป้องกัน ลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด
ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เปิดเผยว่า สทนช. ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งรับผิดชอบเขื่อนใหญ่ ปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะช่วงหลังจาก 15 ต.ค. ไปแล้ว ปริมาณฝนจะลดน้อยลง จึงควรพิจารณาเก็บน้ำไว้ในเขื่อนให้มากที่สุดโดยลดการระบายน้ำลง ซึ่งจากข้อมูลสถานการณ์น้ำพบว่าเขื่อนอุบลรัตน์ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ที่ 36 % ซึ่งหากปริมาณฝนลดลงตามการคาดการณ์ เขื่อนอุบลรัตน์จะต้องวางแผนปรับลดการระบายน้ำให้สามารถรับมือกับภัยแล้งได้ไปตลอดจนถึงช่วงต้นฤดูฝนหน้า

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหายในช่วงฤดูแล้งของปี 2561 ต่อ 2562 จนกว่าฝนใหม่จะมา สทนช. ได้มอบหมายให้มีการจัดทำแผนบูรณาการร่วม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ โดยในส่วนของเขื่อนอุบลรัตน์ได้ประเมินสถานการณ์และวางแผนปรับลดการระบายน้ำลง พร้อมกันนี้กรมชลประทานเองก็จะนำแนวทางการรับมือกับภัยแล้งในปี 2559 มาใช้ ซึ่งคาดว่าน้ำจะใช้การหมดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และใช้น้ำที่ต่ำกว่า dead storage ในช่วงกลางตุลาคมนี้ และจะระดมความร่วมมือของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น โดยประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ประมง ปศุสัตว์ เกษตร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดมาตรการงดนาปรัง ลดการเลี้ยงปลากระชัง เฝ้าระวังคุณภาพน้ำพอง  กำจัดผักชวาที่ขวางทางระบายน้ำ รวมถึงร่วมกันบริหารจัดการน้ำโดยใช้น้ำท่าธรรมชาติเป็นหลัก โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติจะกำกับ ติดตาม เพื่อสรุปข้อมูลรายงานต่อรองนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีต่อไป

ไทยนิยม ยั่งยืน ต่อยอดธุรกิจสหกรณ์โคนมสอยดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/347178

ไทยนิยม ยั่งยืน ต่อยอดธุรกิจสหกรณ์โคนมสอยดาว

ไทยนิยม ยั่งยืน ต่อยอดธุรกิจสหกรณ์โคนมสอยดาว

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน แผนพัฒนาประเทศ ที่มีกลไกการขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบประชารัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ และสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน  และได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งให้สหกรณ์ภาคการเกษตรนำไปจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกร รวมถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่าง  ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น

สหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ได้รับการจัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 5,355,000 บาท และสหกรณ์ฯ จ่ายสมทบอีก 535,000 บาท โดยเงินที่ได้รับจัดสรรครั้งนี้สหกรณ์ฯ ได้จัดหาอุปกรณ์ใหม่ทดแทนอุปกรณ์เดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมพาสเจอร์ไรส์ ได้แก่ ห้องเย็นตั้งพื้นสำเร็จ Temp o – 50C ขนาด 4 x 6 x 3.10 เมตร จำนวน 1 ห้อง อุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอร์ไรส์ ขนาด 1,000 ลิตรต่อชั่วโมง จำนวน 1 ชุด และเครื่องตรวจคุณภาพน้ำนมดิบ จำนวน 1 เครื่อง

นายวินนา ศรีสงคราม ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจมากที่รัฐบาลมีโครงการดี ๆ แบบนี้ ขอขอบคุณรัฐบาลและกรมส่งเสริมของสหกรณ์ ที่ได้อนุมัติงบประมาณจากโครงการ                 ไทยนิยม ยั่งยืน มาให้สหกรณ์ฯ ส่งผลให้สมาชิกและสหกรณ์สามารถเพิ่มรายได้ และลดต้นทุนให้กับสมาชิก                 ในการประกอบธุรกิจ  และได้รับประโยชน์จากอุปกรณ์ที่ได้รับสนับสนุนเป็นอย่างมาก ทำให้สามารถผลิตนมพาสเจอร์ไรส์             ได้มากขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งสหกรณ์ได้จัดซื้ออุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอร์ไรส์ทดแทนของเดิม จากที่มีกำลัง                  การผลิต 500 ลิตรต่อชั่วโมง เพิ่มกำลังผลิตเป็น 1,000 ลิตรต่อชั่วโมง และจัดสร้างห้องเย็นที่ได้มาตรฐานในการเก็บนมที่ผลิตเสร็จรอจำหน่าย เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังได้ซื้ออุปกรณ์ที่สำคัญในการผลิตนม คือ เครื่องตรวจคุณภาพน้ำนมดิบ (เครื่องตรวจองค์ประกอบน้ำนม TS-SCC) ซึ่งก่อนนำน้ำนมสู่กระบวนการผลิต จำเป็นต้องมีการตรวจสอบจำนวนเซลล์                     และคุณภาพน้ำนมก่อนทุกครั้ง ซึ่งสำหรับเครื่องใหม่นี้สามารถวัดค่าSCC (เชื้อเต้านมอักเสบ) เพิ่มเติมจากเครื่องเดิมที่วัดได้เพียงค่า Fat (ไขมัน), SNF(ของแข็งไม่รวมไขมัน),  Density(ความถ่วงจำเพาะ), Protein(โปรตีน),Freezing Point, Lactose เท่านั้น ทำให้สหกรณ์ฯ สามารถแจ้งสมาชิกได้ในทันทีเพื่อตรวจพบว่าค่าน้ำนมไม่ได้มาตรฐาน หรือมีการติดเชื้อของแม่วัว  สมาชิกจะได้นำวัวไปรักษาได้ทันการณ์ ไม่ต้องรอผลการตรวจจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก (ศวพ.) ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ7 วัน จึงจะรู้ผลการตรวจ               ซึ่งแต่เดิมสหกรณ์ฯได้นำนมส่งตรวจสอบคุณภาพที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก (ศวพ.)    ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง  อุปกรณ์ดังกล่าวทำให้สหกรณ์ฯ ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และได้รับผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว

สำหรับสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด นั้น ได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2534                        มีสมาชิกแรกตั้ง 189 ราย ด้วยทุนเรือนหุ้น 98,200 บาท และได้ดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2535 เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีธุรกิจแบบพอเพียง เข้มแข็ง ครอบครัวสมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ได้สนับสนุนสมาชิกให้มีความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพโคนมให้ได้มาตรฐานตามที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) กำหนด โดยคัดเลือกสมาชิกส่งไป  เข้ารับการอบรมการเลี้ยงโคนมที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) จังหวัดสระบุรี

ปัจจุบันธุรกิจของสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด แบ่งเป็น 7 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจรวบรวมน้ำนมดิบ ธุรกิจแปรรูปน้ำนมดิบ (ผลิตและจำหน่ายนมพาสเจอร์ไรส์) ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจการตลาด ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายสารปรับปรุงบำรุงดินอินทรีย์ชีวภาพ (ปุ๋ยหมักมูลโคนม)  และธุรกิจที่ทางสหกรณ์เล็งเห็นว่าจะสามารถต่อยอดให้กับสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม คือ ธุรกิจฟาร์มโคนมทด เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เนื่องจากในปัจจุบันยสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงโคสูงขึ้น บางรายมีอายุมากขึ้นและไม่มีทายาทจะยึดอาชีพนี้ต่อ ดังนั้น เพื่อให้อาชีพการเลี้ยงโคนมยังคงอยู่ สหกรณ์ฯจึงมีนโยบายการรับซื้อโคนม และให้สมาชิกเช่ารีดนม ระยะเวลาเช่าซื้อเป็นงวด แต่ไม่เกิน 24 งวด                 และวางมัดจำการเช่าซื้อไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 โดยการเช่าซื้อโคนมของสหกรณ์ ซึ่งเป็นโคนมที่อุ้มท้องเท่านั้นการกำหนดราคาเช่าซื้อตามความเหมาะสมกับพื้นที่ โดยใช้ราคาน้ำนมดิบและราคาการขายเนื้อมาเป็นบรรทัดฐาน             ในการกำหนดราคาเช่าซื้อ แต่ห้ามมิให้มีการเช่าช่วงต่อหรือขายต่อให้ผู้อื่นโดยเด็ดขาด และสมาชิกต้องดูแล                โคนมที่เช่าซื้อจากสหกรณ์อย่างเหมาะสมและใช้เกณฑ์การชั่งน้ำหนักของสหกรณ์ ณ วันที่เช่าซื้อ เป็นการช่วยเหลือสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมที่ประสบปัญหาด้านต้นทุน และเป็นการป้องกันไม่ให้โคนมของสหกรณ์ออกนอกพื้นที่ด้วย

ปัจจุบันสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด มีสมาชิกจำนวน 206 ราย มีทุนเรือนหุ้น 9,826,320 บาท สหกรณ์ฯได้รับจัดสรรสิทธิ์ MOU เพื่อจำหน่ายน้ำนมพาสเจอร์ไรส์ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และโรงเรียนเอกชน ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีตามโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จำนวน 40,776 ถุง/คน/วัน โดยมีการตกลงราคาจำหน่ายตามราคากลางที่รัฐบาลกำหนด ดังนั้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตน้ำนม                      ที่เพิ่มมากขึ้นและให้ได้มาตรฐาน สหกรณ์ฯจึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น อุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของรัฐบาล จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสมาชิกสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด ในการดำเนินธุรกิจผลิตนมที่มีคุณภาพป้อนสู่ตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายธุรกิจของสหกรณ์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคตต่อไป

กรมชลฯเปิดตัว”แอปพลิเคชั่น SWOC WL”ตรวจวัดระดับน้ำเรียลไทม์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/347173

กรมชลฯเปิดตัว”แอปพลิเคชั่น SWOC WL”ตรวจวัดระดับน้ำเรียลไทม์

กรมชล

กรมชลฯ เปิดตัว “แอปพลิเคชั่น SWOC WL”ตรวจวัดระดับน้ำเรียลไทม์

กรมชลประทานก้าวสู่ยุค 4.0 มุ่งสู่องค์กรอัจฉริยะ เปิดตัว ไม้บรรทัดวัดระดับน้ำ “แอปพลิเคชั่น SWOC WL” บนโทรศัพท์มือถือ สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนตรวจวัดระดับน้ำได้ด้วยตนเองแบบเรียลไทม์

วันที่ 8 ตุลาคม 2561  กรมชลประทานได้เปิดตัว แอปพลิเคชั่น SWOC Water Level (SWOC WL) หรือไม้บรรทัดวัดระดับน้ำ ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็น Mobile Application ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลด ตรวจวัดระดับน้ำได้ด้วยตนเองแบบเรียลไทม์

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า แอปพลิเคชั่น SWOC WL เป็นแอปพลิเคชั่นตรวจวัดระดับน้ำ ที่กรมชลประทานได้พัฒนาขึ้นมาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะมุ่งขับเคลื่อนประเทศสู่ Thailand 4.0 และเป็นไปตามแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทานภายใต้กรอบแนวคิด RID No.1 ซึ่งได้ตั้งเป้าที่จะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและพัฒนาระบบการทำงาน เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะให้ได้ภายในปี 2579 ตลอดจนยังเป็นการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมชลประทานอีกด้วย

สำหรับแอปพลิเคชั่น SWOC WL ดังกล่าว สามารถดาวน์โหลดเปิดใช้งานได้บนโทรศัพท์มือถือ ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และระบบปฏิบัติการ iOS ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถตรวจวัดระดับน้ำได้ด้วยตนเอง ด้วยการแสกน AR MARKER แล้ววัดระดับน้ำในบริเวณที่สนใจ ระบบจะประมวลผลและส่งผลการประเมินพร้อมข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญ เช่น สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน แนวโน้มของระดับน้ำในลำน้ำ กลับไปให้ผู้ใช้งานแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และเชื่อถือได้

โดยกรมชลประทานมีแผนต่อยอดจุดบริการ SWOC WL ทั้งสิ้น 935 จุด ให้ครอบคลุมลำน้ำต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ ภายในระยะเวลา 3 – 5 ปี ซึ่งในปีนี้เป็นปีนำร่อง เริ่มติดตั้งจุดบริการ 3 แห่ง คือ บริเวณท่าเรือวังหลัง (ศิริราช) (กรุงเทพฯ) ท่าเรือนนทบุรี (จ.นนทบุรี) และตลาดน้ำอยุธยา (วัดท่าการ้อง จ.อยุธยา) ในปีงบประมาณ 2562 จะดำเนินการติดตั้งจุดบริการเพิ่มเติมอีก 150 จุด กระจายตามลำน้ำสำคัญทั่วประเทศ ในปีงบประมาณ 2563 ติดตั้งจุดบริการเพิ่มเติมอีก 300 จุด และในปีงบประมาณ 2564 ติดตั้งจุดบริการเพิ่มเติมอีก 482 จุด รวมเป็น 935 จุด ครอบคลุมลำน้ำต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้กรมชลประทานได้รับข้อมูลสถานการณ์น้ำ ณ เวลาจริง และประชาชนทั่วประเทศก็สามารถตรวจวัดระดับน้ำ ณ จุดต่างๆ ของลำน้ำที่ตนเองสนใจได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งได้รับข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ของลำน้ำนั้นๆ จากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) เพิ่มเติมด้วย ในปีแรกนี้ ประชาชนจะสามารถตรวจวัดระดับน้ำ และทราบสถานะของระดับน้ำในลำน้ำว่าอยู่ที่สถานะไหน ปกติ เฝ้าระวัง หรือเตือนภัย เท่านั้น แต่นับเป็นก้าวแรกในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นที่ให้ประชาชนสามารถตรวจวัดระดับน้ำ และติดตามสถานการณ์น้ำได้ด้วยตนเอง ซึ่งในปีที่ 2 – 4 SWOC WL จะถูกพัฒนาเพิ่มเติมให้สามารถประมวลผล และรายงานแนวโน้มของสถานการณ์น้ำในลำน้ำที่ตรวจวัดให้ผู้ใช้แอปพลิเคชั่นทราบ รวมถึงสามารถติดตามสถานการณ์น้ำของลำน้ำต่างๆ ทั่วประเทศได้อีกด้วย ซึ่งระบบ SWOC WL คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี พ.ศ. 2564

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน SWOC จะเป็นศูนย์บัญชาการในการประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ การติดตาม พยากรณ์สถานการณ์น้ำ การจัดสรรน้ำ การเฝ้าระวังเพื่อการเตือนภัยจากน้ำ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาจัดการกับข้อมูลให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบัน รวมถึงการนำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยงและจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลาง สะดวกต่อการใช้งาน สามารถนำมาติดตาม วิเคราะห์ และพยากรณ์สถานการณ์น้ำ ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว น่าเชื่อถือ ทันเหตุการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารจัดการน้ำสำหรับการเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย และทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ดร.ทองเปลวยังกล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่า ได้กำหนดเป้าหมายให้ประชาชนมีความสุข ความปลอดภัย ความก้าวหน้า และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบกับ วิสัยทัศน์เชิงนโยบาย Thailand 4.0 โดยการปรับเปลี่ยนให้ประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน “สานพลังประชารัฐ” ส่งเสริมโครงสร้างด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมที่มีคุณภาพ

“ที่ผ่านมาการดำเนินงานของกรมชลประทาน นอกจากจะสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีแล้ว ยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ 20 ปี ตลอดจนสอดคล้องกับนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลอีกด้วย” ดร.ทองเปลว กล่าวในตอนท้าย

เร่งผลักดันการปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/347170

เร่งผลักดันการปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน

กรมส่งเสริม

เร่งผลักดันการปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน

               กรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนการพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน  ก่อนที่จะนำข้อมูลความคิดเห็นที่รวบรวมมาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนได้ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่ให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยได้เสนอร่างกฎหมายผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา นั้น ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายบางส่วน และเพื่อให้พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนมีเนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามสาระและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงเปิดรับการเสนอความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ก่อนที่จะนำข้อมูลความคิดเห็นที่รวบรวมมาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ต่อไป

การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนเป็นหน้าที่ที่สำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อพัฒนาประชากร สร้างความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ภาคการเกษตรของไทย ซึ่งการปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจะสร้างโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนสามารถจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลได้ ส่งผลให้วิสาหกิจชุมชนสามารถถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ในนามนิติบุคคล สามารถเปิดบัญชีและกู้เงิน รวมถึงการรับบริการจากรัฐในการขอขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หรือ ขอเครื่องหมาย อย. และได้รับสิทธิทางด้านภาษีในนามนิติบุคคล

สวนพฤกษศาสตร์ชายแดนภาคใต้ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/346746

สวนพฤกษศาสตร์ชายแดนภาคใต้ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ

สวนพฤกศาสตร์

สวนพฤกษศาสตร์ชายแดนภาคใต้ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ จ.นราธิวาสแหล่งอนุรักษ์และเรียนรู้ ดิน น้ำ และป่า ประจำถิ่นแหลมมาลายู

ประเทศไทยมีความหลากหลายของทรัพยากรพรรณพืช พืชพรรณหลายชนิดเป็นพืชเศรษฐกิจ หลายชนิดเป็นยาสมุนไพร สามารถนำมาเป็นยารักษาโรคได้ ซึ่งสามารถพบได้ทุกภูมิภาคของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติ  ดิน น้ำ ป่า พื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมที่สมบูรณ์ โดยมีแม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำปัตตานี เป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน วิถีชุมชนดำเนินไปอย่างเรียบง่ายบนฐานการพึ่งพิงทรัพยากรเพื่อการยังชีพ ประชากรมีความสามัคคีกลมเกลียว ร่วมใช้ความรู้ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น มีกติกาหรือกฎเกณฑ์ของหมู่บ้านในการบริหารจัดการชุมชนและทรัพยากรในท้องถิ่น ที่มีความเหมาะสมกลมกลืนกับสภาพทางธรรมชาติของพื้นที่ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะ

สวนพฤกษศาสตร์ชายแดนภาคใต้ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ

แต่ด้วยการเจริญเติบโตของชุมชนเมืองที่รุกล้ำเข้าสู่วงจรชีวิตผู้คนในท้องถิ่นแบบก้าวกระโดด นับตั้งแต่การพัฒนาด้านกายภาพเพื่อรองรับการประกอบธุรกิจแบบเชิงเดี่ยว เช่น นากุ้ง บ่อปลา ตลอดถึงปาล์มน้ำมัน ฯลฯซึ่งส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพทางธรรมชาติขาดความสมดุล การดำเนินชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหากขาดการอนุรักษ์พรรณพืช โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ประจำท้องถิ่น หรือปล่อยให้พืชพรรณหลายชนิดหมดสิ้นไป เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
สวนพฤกษศาสตร์ชายแดนภาคใต้ตามพระราชเสาวนีย์ฯ จังหวัดนราธิวาส จึงได้ถือกำเนิดขึ้น โดยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2542 ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชเสาวนีย์กับนายพลากร  สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสวนพฤกษศาสตร์สำหรับรวบรวมพันธุ์ไม้ประจำถิ่น เพื่อการศึกษา การนันทนาการ และการท่องเที่ยวของประชาชน ดังเช่นที่จังหวัดเชียงใหม่

สวนพฤกษศาสตร์ชายแดนภาคใต้ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ
ต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2542 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และจังหวัดนราธิวาสได้ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานที่จัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งในเบื้องต้นเห็นว่าควรจัดสร้างณ บริเวณป่าเขาตันหยง และบริเวณป่าเขาสำนัก ท้องที่อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ในวโรกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มีพระราชเสาวนีย์ว่าน่าจะเป็นสถานที่เหมาะสม เพราะอยู่ไม่ไกลจากชุมชนเมืองนราธิวาส มีพันธุ์ไม้ขึ้นอยู่อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งอยู่ใกล้เส้นทางคมนาคมสายหลัก จึงเป็นการสะดวกต่อผู้ที่สนใจ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่จะมาเยี่ยมชมศึกษาหาความรู้
อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงรับสั่งว่าอย่าทำให้ราษฎรที่อยู่ในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน และหากจะมีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินที่ราษฎรครอบครองอยู่ ควรจะจ่ายค่าชดเชยด้วยความเป็นธรรม และเป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่าย รวมทั้งไม่ควรก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างมากเกินไป หรือขัดกับสภาพแวดล้อม
ล่าสุด นายพลากร  สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการ
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เดินทางไปยังสวนพฤกษศาสตร์ชายแดนภาคใต้ เพื่อเยี่ยมชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติและติดตามการดำเนินงานโครงการฯ ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2544 ตามพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสวนพฤกษศาสตร์สำหรับรวบรวมพรรณไม้ประจำถิ่น บริเวณป่าสงวนแห่งชาติเขาสำนัก ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีเนื้อที่รวม 1,250 ไร่ และเพื่อสนองพระราชดำริในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอดงานพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อประโยชน์สุขที่มั่นคงและยั่งยืนตลอดไป ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการสนองพระราชดำริ โดยรวบรวมพันธุ์ไม้ประจำถิ่นภาคใต้ของประเทศไทยและบริเวณคาบสมุทรมาลายูทั้งพรรณไม้บก ไม้น้ำ พรรณไม้ดอกหอม วงศ์ยาง วงศ์ขิง ข่า และวงศ์ปาล์ม รวมทั้ง จัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่มีพันธุ์ไม้นานาพรรณ มาปลูกในระบบนิเวศแบบธรรมชาติ ที่สามารถใช้ประโยชน์ทั้งการศึกษาเรียนรู้ของผู้คนและการอนุรักษ์ไว้ซึ่งพันธุ์ไม้ประจำถิ่นให้คงอยู่คู่กับพื้นที่สืบไป
ทางด้านนายไพบูรย์  เพชรแก้ว หัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์ชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่าสวนพฤกษศาสตร์ชายแดนภาคใต้ฯ จังหวัดนราธิวาส เป็นหน่วยงานภาคสนามของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สังกัดสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีภารกิจด้านการสำรวจ รวบรวมพันธุ์ไม้ประจำถิ่นภาคใต้ของประเทศไทยและบริเวณคาบสมุทรมลายู ทั้งพรรณไม้บกและไม้น้ำ เพื่อเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพรรณพืชป่าดิบชื้น โดยเฉพาะพรรณพืชประจำถิ่นของภาคใต้ รวมทั้ง เป็นแหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ เป็นสถานศึกษา วิจัย และพัฒนาการฝึกอบรมบุคลากรด้านพฤกษศาสตร์ เพื่อให้บริการความรู้ด้านวิชาการป่าไม้ แก่สถาบันการศึกษา และหน่วยงานราชการ  ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“ภารกิจที่สำคัญอีกประการของสวนพฤกษศาสตร์ฯ แห่งนี้ก็คือ ทำหน้าที่สนับสนุนการคุ้มครองพรรณพืชในป่าระดับภูมิภาค พร้อมทั้งเป็นสถานที่เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านธรรมชาติวิทยา โดยเฉพาะการศึกษาหาความรู้ด้านพฤกษศาสตร์แก่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน และบุคคลทั่วไป ตลอดถึงเป็นแหล่งพักผ่อนหาความรื่นรมย์ทางธรรมชาติของชาวไทยและชาวต่างประเทศ เป็นการสร้างงานและเสริมรายได้ของราษฎรในพื้นที่จากการจำหน่ายของที่ระลึกและการให้บริการเยี่ยมชมพื้นที่ที่ไม่ทำลายธรรมชาติอีกด้วย” นายไพบูรย์  เพชรแก้ว กล่าว

สสก.3 ชูเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่น “ฟาร์มแม่นยำ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/346744

สสก.3 ชูเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่น   “ฟาร์มแม่นยำ”

ฟาร์มแม่นยำ

สสก.3 ชูเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่น   “ฟาร์มแม่นยำ”

         เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม 2561 นายชาตรี  บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง เข้าร่วมพิธีเปิดแอพพลิเคชั่น “ฟาร์มแม่นยำ” ณ สวนทุเรียนลุงแกละ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยมี นางอุบล  มากอง ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ นายชนินทร์  สุขสำราญ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาบุคลากร พร้อมทั้งนายสุรสิงห์  พูนเพิ่มสุขสมบัติ เกษตรจังหวัดระยอง นางสาวสุพรรษา  สุขเทศน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร นางปภาดา  ปลุกใจราษฎร์ เกษตรอำเภอวังจันทร์ และเจ้าหน้าที่จากทั้งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ เข้าร่วมงานพิธีเปิดงานดังกล่าว

ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อการพัฒนาเกษตรกร ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ในการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร นวัตกรรมการเกษตร รวมถึงองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ในการสร้างทักษะของเกษตรกร ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และควบคุมคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรได้ และเป็นการสนับสนุนประเทศไทยสู่ยุคเกษตรกรรม 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการด้านการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่น   “ฟาร์มแม่นยำ” โดยมีนายบุญชัย  เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทรักบ้านเกิด จำกัด และคณะผู้บริหารจากดีแทค รวมทั้ง นางสาวภาณี  บุณยเกื้อกูล ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากกรมส่งเสริมการเกษตรเข้าร่วมงานดังกล่าวด้วย

สสก.3 ชูเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่น   "ฟาร์มแม่นยำ" สสก.3 ชูเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่น   "ฟาร์มแม่นยำ"