ก.เกษตรฯจับมือราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมลงนาม MOU ด้านสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/349610

 ก.เกษตรฯจับมือราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมลงนาม MOU ด้านสัตว์

ลงนาม

 ก.เกษตรฯจับมือราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมลงนาม MOU ด้านสัตว์

               กระทรวงเกษตรฯจับมือราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ร่วมลงนาม MOU เพื่อเผยแพร่ แลกเปลี่ยนความรู้ และความเข้าใจทางด้านวิชาการด้านสัตวแพทย์ให้เกิดผลประโยชน์ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรด้านการสัตวแพทย์

วันที่ 25 ตุลาคม 2561 เวลา 16.00 น. นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์) และรองอธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงจิรายุ เอื้อวรากุล) กับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมปศุสัตว์ (นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต) ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 4 อาคารศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ว่า

การลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่ แลกเปลี่ยนความรู้ และความเข้าใจทางด้านวิชาการด้านสัตวแพทย์ให้เกิดผลประโยชน์ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรด้านการสัตวแพทย์ อาทิ การฝึกอบรม การฝึกงาน เพื่อพัฒนาและเพิ่มพูนทักษะความรู้ด้านสัตวแพทยศาสตร์ โดยครอบคลุมถึงสัตว์บก สัตว์ปีก และสัตว์น้ำด้วย นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือในการผลิตนักศึกษาหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์บัณฑิตของวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ อีกทั้งการบริหารทรัพยากรร่วมกันในพื้นที่เป้าหมายที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อสนับสนุนการจัดสร้างโรงพยาบาลสัตว์ใหญ่ และการผลิตชีวภัณฑ์ โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มีการลงพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อดูสถานที่และความพร้อมที่จะดำเนินการร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน
ทั้งนี้ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ มีขีดความสามารถสูงในงานวิจัยเชิงวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านการศึกษาทางด้านแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ ทำการวิจัย และสนับสนุนให้ทำการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าว และให้บริการในการบำบัดรักษาผู้ป่วย
ด้าน นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว นอกจากจะส่งผลดีต่อการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์และประมงของไทย ซึ่งในปี 2561 ที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมของสินค้าปศุสัตว์และสินค้าประมงส่งออก ประมาณ 3.6 แสนล้านบาทและยังเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สาขาปศุสัตว์ให้มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพที่พร้อมกับบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนพัฒนาระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั้งห่วงโซ่การผลิตให้มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการปศุสัตว์ในทุกมิติ ทั้งด้านวิชาการ ด้านฐานข้อมูล ด้านการผลิต และด้านการตลาด

กรมประมงแจงด่วน !!สหรัฐอเมริกา ไม่ได้ห้ามนำเข้า”น้ำปลาไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/349359

กรมประมงแจงด่วน !!สหรัฐอเมริกา ไม่ได้ห้ามนำเข้า”น้ำปลาไทย”

น้ำปลาไทย

กรมประมงแจงด่วน !!สหรัฐอเมริกา ไม่ได้ห้ามนำเข้า”น้ำปลาไทย”

วันที่ 24 ต.ค. นายอดิศร  พร้อมเทพ  อธิบดีกรมประมง ชี้แจงหลังกรณีสื่อมวลชนนำเสนอข่าว น้ำปลาจากประเทศไทยมีปัญหาในการนำเข้าสหรัฐอเมริกา ว่า กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าประมงก่อนส่งออกไปต่างประเทศ ได้เร่งประสานข้อเท็จจริง ซึ่งพบว่าสาเหตุที่ทางองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐ (USFDA) ได้ขึ้นบัญชี Import Alert  เลขที่ 16-120 ประเภท Detention without Physical Exam (DWPE) โรงงานผู้ผลิตน้ำปลาจากประเทศไทยบางแห่งไว้ เนื่องจากมีการตรวจพบว่ากระบวนการควบคุมการผลิต (HACCP) ของโรงงานไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดการควบคุมความปลอดภัย HACCP (21 CFR 123.3) ของ USFDA  ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดสารโบลูทินัม และสารฮีสตามีนในผลิตภัณฑ์   หากตรวจพบในปริมาณที่เกินมาตรฐานกำหนดจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

ทั้งนี้ USFDA ได้เสนอแนวทางแก้ไขกรณีดังกล่าว 2 แนวทาง คือ (1) ให้โรงงานผู้ผลิตน้ำปลาของไทยปรับกระบวนการผลิตให้มีขั้นตอนการผ่านความร้อน  หรือ (2) นำเสนอข้อมูลในเชิงวิทยาศาสตร์มายืนยันว่ากระบวนการผลิตน้ำปลามีการควบคุมที่เทียบเท่ากับข้อกำหนด HACCP ของ USFDA  และสามารถป้องกันการเกิดสารพิษดังกล่าวได้  ซึ่งขณะนี้ โรงงานฯ ได้มีการจัดส่งเอกสารชี้แจงตามข้อกำหนดการควบคุมความปลอดภัย HACCP ให้ USFDA แล้วแต่มีการเรียกขอข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้โรงงานฯ อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขและจัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้เจ้าหน้าที่ USFDA พิจารณา

โดยในส่วนของกรมประมง อยู่ระหว่างการจัดทำและรวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกระบวนการหมักน้ำปลาที่สามารถป้องกันการเกิดสารโบลูทินัม และฮีสตามีนในผลิตภัณฑ์เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการนำเสนอแนวทางการป้องกันปัญหากับ USFDA ต่อไป  ส่วนกระบวนการให้ความร้อนซึ่งเป็นอีกแนวทางที่ USFDA เสนอนั้นผู้ผลิตส่วนใหญ่ของไทยไม่นิยมนำมาใช้ปฏิบัติเนื่องจากจะทำให้กลิ่นและรสเฉพาะของน้ำปลาเปลี่ยนแปลงประกอบกับกระบวนการผลิตน้ำปลามีการใช้เกลือในปริมาณสูงเพียงพอที่จะยับยั้งการเกิดเชื้อโรคและสารที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค  อีกทั้ง กระบวนการผลิตน้ำปลาของไทย ซึ่งไม่ได้ใช้วิธีการต้ม แต่ก็เป็นการผลิตตามมาตฐานการผลิตน้ำปลา(Standard for Fish Sauce; Codex Stan 302-2011) ของ CODEX ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

ดังนั้น การออกประกาศเตือน Import Alert  น้ำปลาไทยในครั้งนี้ จึงไม่ได้มีเหตุเชื่อมโยงที่จะนำไปสู่การห้ามนำเข้า (Import Ban) น้ำปลาจากประเทศไทยทั้งหมดอย่างที่เป็นข่าว แต่เป็นการห้ามนำเข้าเฉพาะโรงงานที่อยู่ใน Import Alert เท่านั้น และไม่ได้มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสุ่มตรวจสารก่อมะเร็งแต่อย่างใดทั้งสิ้น  เพราะ USFDA ไม่ได้มีข้อกำหนดให้ตรวจสารก่อมะเร็งในผลิตภัณฑ์น้ำปลาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใดเนื่องจากไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการผลิตน้ำปลา ประกอบกับประกาศ Import Alert เลขที่ 16-120 ก็มิได้มีการกล่าวถึงการสุ่มตรวจสารก่อมะเร็งในน้ำปลาด้วย

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกามีระบบการควบคุมการนำเข้าสินค้าอย่างเข้มงวด โดยมี USFDA เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล มีการใช้ระบบการป้องกันอันตรายจากสินค้าที่นำเข้าที่ USFDA เชื่อว่าไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบของสหรัฐอเมริกา (Import Alert)   การประกาศ Import Alert เป็นวิธีการของ USFDA ในการแจ้งเจ้าหน้าที่ของตนที่ประจำอยู่ที่ด่านตรวจต่างๆ ให้ทราบว่าจะจัดการกับสินค้าดังกล่าวอย่างไร  ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ปกติที่มีการออกประกาศฯ เป็นประจำของ USFDA ที่จะเตือนและให้มีการกักกันสินค้าจากผู้ส่งออก/ผู้ผลิตของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีสารอันตรายปนเปื้อนหรือไม่ได้มาตรฐานตามที่ FDA กำหนด

อธิบดีกรมประมงเผยต่อว่า การออกประกาศเตือน (Import Alert) มิได้มีเหตุเชื่อมโยงที่จะนำไปสู่การประกาศ  Import Ban ประเทศผู้ส่งออกแต่อย่างใด โดยเหตุผลหลักที่สินค้าถูกระบุ Import Alert แบ่งเป็น 2 ประเด็น  ได้แก่  สินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยที่ USFDA กำหนด   และระบบการควบคุมการผลิตของโรงงานไม่เป็นไปตามข้อกำหนดการควบคุมความปลอดภัยของกฎระเบียบ HACCP (21 CFR 123.3) ทั้งนี้การประเมินระบบ HACCP ของ USFDA จะประเมินจากเอกสารคู่มือคุณภาพที่โรงงานส่งให้และมีระบบการสุ่มตรวจโดยการส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจ ณ โรงงานผู้ผลิตเป็นครั้งคราว

หลังจากถูกประกาศขึ้น List แล้ว การจะหลุดจาก List ได้ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกต้องมีการพิสูจน์ตนเอง หมายความว่า หากพบว่าระบบการควบคุมการผลิต (HACCP) ไม่ได้มาตรฐานโรงงานต้องจัดทำเอกสารเพื่อพิสูจน์ว่ามีการควบคุมตามข้อกำหนด  ในกรณีสินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานฯ USFDA จะสุ่มตรวจสินค้าที่เข้ามาใหม่โดยต้องไม่มีปัญหาใด ๆ อีกอย่างน้อย 5 Shipments   แล้วจึงทำการยื่นเรื่องต่อ USFDA ขอถอดถอนรายชื่อตนจาก List    ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาประกาศรายชื่อประเทศผู้ส่งออกใน Import Alert เลขที่ 16-120 กว่า 40 ประเทศ และมีโรงงานในรายชื่อดังกล่าวกว่า 200 โรงงาน

ถึงกระนั้นอธิบดีกรมประมง ยังได้เน้นย้ำให้ผู้ส่งออกของไทยเคร่งครัดปฏิบัติตามกฎระเบียบของ USFDA เพื่อให้สินค้าของตนเป็นไปตามเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดและสามารถส่งออกไปขายสหรัฐได้ และขอให้ประชาชนผู้บริโภค อย่าเพิ่งวิตกกังวลต่อกรณีดังกล่าว

ยึดข้อกำหนด 7 ประการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมาตรฐาน GAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/349322

ยึดข้อกำหนด 7 ประการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมาตรฐาน GAP

ข้าว

ยึดข้อกำหนด 7 ประการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมาตรฐาน GAP

ปัจจุบันเกษตรกรมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาการผลิตข้าวให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาข้าวในตลาดโลกมีมากจากประเทศส่งออกข้าวที่สำคัญ ที่มีอยู่หลายประเทศ โครงการส่งเสริมเกษตรกรแบบนาแปลงใหญ่ GAP เป็นอีกโครงการหนึ่งที่แก้ปัญหาโครงสร้างการผลิตข้าวของประเทศไทย โดยมีการรวมกลุ่มของเกษตรกรให้ผลิตข้าวได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ กรมการข้าว ได้สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการผลิตข้าวมาตรฐาน GAP เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานที่กำหนด

ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนสวนแตง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่และได้รับรองมาตรฐานการปลูกข้าว GAP ประเภทพันธุ์ข้าวทั่วไป

ยึดข้อกำหนด 7 ประการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมาตรฐาน GAP

ยึดข้อกำหนด 7 ประการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมาตรฐาน GAP
นายพิชิต เกียรติสมพร ประธานกลุ่มวิสาหกิจศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนสวนแตง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า แต่ก่อนการทำนาของสมาชิกในกลุ่มนั้นส่วนใหญ่จะใช้สารเคมี เลยจัดหารือประชุมร่วมกันภายในกลุ่ม จะทำอย่างไรเพื่อให้กระบวนการผลิต และผลผลิตที่ได้ปราศจากสารเคมี จึงไปขอใบรับรองมาตรฐาน GAP จากทางกรมการข้าว โดยมีเกณฑ์กำหนดตามมาตรฐานการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี GAP 7 ข้อกำหนด ได้แก่

ยึดข้อกำหนด 7 ประการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมาตรฐาน GAP

1.การตรวจแหล่งน้ำว่าน้ำมีสภาพแวดล้อมที่ไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนวัตถุอันตราย 2.ตรวจพื้นที่ปลูก ต้องไม่มีวัตถุอันตรายที่จะทำให้เกิดการตกค้างหรือปนเปื้อนในข้าว 3.ตรวจการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร โดยการใช้สารเคมีตามประกาศของกรมวิชาการเกษตร การใช้และการเก็บรักษา ต้องป้องกันการเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ และผู้อื่น 4.การจัดการคุณภาพข้าว โดยป้องกัน ควบคุม ดูแลรักษา และป้องกันกำจัดศัตรูข้าว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

5.การเก็บเกี่ยวข้าว ต้องเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะสม ต้องลดความชื้นให้ไม่เกิน 15 เปอร์เซ็น 6.การขนย้าย การเก็บรักษา และการรวบรวมผลผลิต โดยมีสถานที่ อุปกรณ์ และพาหนะต้องสะอาด ป้องกันการปนเปื้อน และไม่มีผลต่อคุณภาพของผลผลิต และ7.การบันทึกข้อมูลจะต้องมีการจดบันทึกข้อมูลการปฏิบัติ อย่างสม่ำเสมอและครบถ้วน ทางกลุ่มนาแปลงใหญ่

ยึดข้อกำหนด 7 ประการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมาตรฐาน GAP

จึงได้ขอใบรับรองมาตรฐาน GAP ให้กับสมาชิกทุกคน กลุ่มนาแปลงใหญ่เรามีการจัดตั้งกลุ่มตั้งแต่ปี 2559 แต่ก่อนมีสมาชิกทั้งหมด 200 ราย ติดต่อขอรับรองมาตรฐาน GAP ไปแล้ว แต่สมาชิกบางรายถูกตัดชื่อออกไป เพราะคิดว่าทำการผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ไม่ได้ ปัจจุบันนี้ เรามีสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่และได้รับรองมาตรฐานข้าว GAP แล้ว 93 ราย บนพื้นที่ประมาณ 1,003 ไร่
นายพิชิตกล่าวต่อว่าโดยภายในกลุ่มจะมีการประชุมให้ความรู้แก่สมาชิก รับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น โดยกรมการข้าวได้เข้ามาให้ความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต ไม่ว่าจะเป็น เมล็ดพันธุ์ข้าวต่างๆ สารชีวภัณฑ์ รวมไปถึงเครื่องหยอดข้าวจำนวน 2 เครื่อง ซึ่งเครื่องหยอดข้าว จำเป็นต่อสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างมาก เพราะว่าเครื่องหยอดข้าวเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการควบคุมคุณภาพของการปลูกข้าวที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP อีกด้วย
ผลตอบรับที่สมาชิกได้จากการเข้ารวมกลุ่มนาแปลงใหญ่และได้รับรองมาตรฐานข้าว GAP เห็นชัดเจนเลยก็คือ สมาชิกในกลุ่มมีสุขภาพดีขึ้น เพราะว่ามีการควบคุมการใช้สารเคมี อย่างถูกวิธีและก็ใช้เมื่อมีความจำเป็นจริงๆเท่านั้น ทั้งยังลดต้นทุนในการปลูกข้าวและได้ผลผลิตที่ดีได้มาตรฐาน GAP สมาชิกในกลุ่มจึงมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตามการรับรองมาตรฐานข้าว “GAP” คือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี สำหรับการผลิตข้าวเพื่อให้ผลผลิตข้าวเปลือกมีคุณภาพดี มีความปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตที่ผู้ค้าทั้งในและต่างประเทศให้การยอมรับ

นาข้าวในพื้นที่อับฝนจ.อุตรดิตถ์ รอดแล้วกว่า 50,000 ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/349173

นาข้าวในพื้นที่อับฝนจ.อุตรดิตถ์ รอดแล้วกว่า 50,000 ไร่

ฝนหลวง

นาข้าวในพื้นที่อับฝนจ.อุตรดิตถ์ รอดแล้วกว่า 50,000 ไร่ 

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าว อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ และพื้นที่การเกษตรที่ต้องการน้ำประสบความสำเร็จต่อเนื่อง โดยระมัดระวังและหลีกเลี่ยงพื้นที่การเกษตรที่กำลังเก็บเกี่ยว และยังคงเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนที่มีความต้องการ เพื่อรองรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรให้มากที่สุด

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์พื้นที่การเกษตรในหลายภูมิภาคของประเทศ พบว่า      ยังคงมีพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับพืชที่กำลังอยู่ในระยะเติบโตหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทางภาคเหนือบริเวณตำบลนาอินและนายาง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีเกษตรกรขอรับบริการฝนหลวง    เข้ามาผ่านทางเกษตรอำเภอ เจ้าหน้าที่จึงได้ลงพื้นที่สำรวจพบว่าบริเวณดังกล่าวกำลังปลูกข้าวจำนวนกว่า     50,000 ไร่ เป็นบริเวณพื้นที่ดอนอับฝน มีฝนตกน้อย และอยู่นอกเขตชลประทาน

จึงทำให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของข้าวในระยะตั้งท้องที่คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม      จึงเร่งปฏิบัติการช่วยเหลือทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม โดยทำให้มีฝนตกในพื้นที่   ปลูกข้าว วัดปริมาณน้ำฝนได้ 33 มิลลิเมตร ซึ่งสามารถช่วยหล่อเลี้ยงต้นข้าวให้เจริญเติบโตได้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ร้องขอฝนบริเวณจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม หนองบัวลำภู ชัยภูมิ เลย นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และสระแก้ว โดยในภาพรวมของการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 21 ตุลาคม 2561 มีพื้นที่ที่ได้รับการช่วยเหลือ จำนวนทั้งสิ้น137.57 ล้านไร่

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับ      เขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีความต้องการนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังให้ความสำคัญและ           เร่งทำฝนตามแผนปฏิบัติการที่ได้มีการขยายเวลาไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะช่วยเหลืออ่างเก็บน้ำ      ที่มียังมีปริมาณน้ำเก็บกักน้อย เช่น อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำลาด อ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ จังหวัดนครสวรรค์ อ่างเก็บน้ำ  ลำมูลบน จังหวัดนครราชสีมา อ่างเก็บน้ำห้วยยาง จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น รวมถึงอ่างเก็บน้ำและเขื่อนอื่นๆ      ก็จะเร่งปฏิบัติการเพื่อให้มีปริมาณน้ำเก็บกักรองรับฤดูแล้งให้มากที่สุดเช่นกัน โดยผลการปฏิบัติการเพิ่มปริมาณ   ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน – 20 ตุลาคม 2561 มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ จำนวน 121.612 ล้าน ลบ.ม. จากแผนคาดการณ์ 155 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชนสามารถแจ้งขอรับบริการฝนหลวงได้ที่  ตัวแทนอาสาสมัครฝนหลวงในแต่ละพื้นที่หรือแจ้งกับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย/ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง          5 ภูมิภาค และสามารถติดตามข่าวสารได้ทาง www.royalrain.go.th เพจ Facebook กรมฝนหลวงและ              การบินเกษตร

ชาวสวนปาล์มโอดราคาปาล์มตกต่ำทิ้งร้างสวนปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/349163

ชาวสวนปาล์มโอดราคาปาล์มตกต่ำทิ้งร้างสวนปาล์ม

ปาลืมราคาตก

ชาวสวนปาล์มโอดราคาปาล์มตกต่ำทิ้งร้างสวนปาล์ม

              เกษตรกรทิ้งร้างสวนปาล์ม เหตุราคาผลผลิตราคาตกกิโลกรัมละประมาณ 2.50 – 2.80 บาท ขณะที่ราคาปุ๋ยตกกระสอบละ700 – 900บาท ไม่มีเงินซื้อปุ๋ยและบำรุงรักษา วอนรัฐบาลเร่งช่วยแก้ปัญหา และลดราคาปุ๋ย

          วันที่ 23 ต.ค.61 นายธีระพจน์ บ้านนบ อายุ42ปี อยู่บ้านเลขที่42หมู่2ต.วังมะปราง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง นำผู้สื่อข่าวไปดูสวนปาล์มน้ำมันที่ตนเองเป็นผู้ดูแล ซี่งมีอายุได้ประมาณ18-20ปี บนเนื้อที่ประมาณ50ไร่ พร้อมกับกล่าวว่า ถูกเจ้าของสวนปล่อยทิ้งร้างมาประมาณ2ปีแล้ว ทั้งๆที่ยังสามารถให้ผลผลิตต่อไปได้อีกประมาณ15ปี

              นายธีระพจน์ บ้านนบ กล่าวต่อว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันตกต่ำอย่างหนักต่อเนื่อง จนขณะนี้เหลือกิโลกรัมละประมาณ 2.50 – 2.80 บาท ขณะที่ราคาปุ๋ยตกกระสอบละ700 – 900บาท ทำให้เจ้าของสวนไม่มีเงินซื้อปุ๋ยมาบำรุงต้นและบริหารจัดการภายในสวน จนต้องปล่อยทิ้งร้าง จากเดิมที่เคยตัดผลใน18วัน จะได้ผลปาล์มประมาณ25ตัน

              แต่ขณะนี้เดือนหนึ่งได้เพียงแค่ประมาณ1ตันเท่านั้น ทำให้เจ้าของสวน รวมทั้งตนเองซึ่งเป็นผู้ดูแลสวน และตัดปาล์มน้ำมันต่างได้รับความเดือดร้อนไปตามๆกัน เช่นเดียวกับแปลงอื่นๆอีกประมาณ30แปลงที่ตนเองรับจ้างดูแลและตัดปาล์มน้ำมันต่างประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะรายได้จากการขายผลผลิตไม่เพียงพอค่าใช้จ่าย และไม่มีเงินซื้อปุ๋ยใส่บำรุงจนต้องปล่อยทิ้งร้าง ซึ่งเจ้าของสวนเดือดร้อน ตนเองและคนรับจ้างตัดผลปาล์มก็เดือดร้อนไปตามๆกัน

ชาวสวนปาล์มโอดราคาปาล์มตกต่ำทิ้งร้างสวนปาล์ม

          จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเร่งแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำให้ได้ที่กิโลกรัมละ4.50บาท มาใช้จ่ายดูแล และช่วยปรับลดราคาปุ๋ยลงมาให้ได้กระสอบละประมาณ100บาท จะสามารถช่วยเหลือชาวสวนได้ ถ้าราคาปาล์มสูงราคาปุ๋ยลดลงผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าหากราคาผลผลิตเป็นแบบนี้ และราคาปุ๋ยยังแพงต่อไป ต่อไปข้างหน้าชาวสวนคงได้โค่นอย่างแน่นอน

ข้าวอินทรีย์แปลงใหญ่เชียงเพ็ง เปิดช่องทางการตลาดชาวนาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/349055

ข้าวอินทรีย์แปลงใหญ่เชียงเพ็ง เปิดช่องทางการตลาดชาวนาไทย

ข้าวอินทรีย์

ข้าวอินทรีย์แปลงใหญ่เชียงเพ็ง เปิดช่องทางการตลาดชาวนาไทย

            ข้าวปลอดสารพิษ เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่หลายๆคนให้ความสนใจ แต่ไม่ทราบถึงที่มาของข้าวปลอดสารพิษ  โดยจุดเริ่มต้นของข้าวปลอดสารพิษ เกิดจากโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เปิดให้กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP เพื่อเปิดช่องทางการตลาดของชาวนาไทย ซึ่งกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ จ.อุดรธานี เป็นหนึ่งในกลุ่มเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการตลาดเชื่อมโยงข้าว GAP และผ่านการตรวจสอบเพื่อรับรองมาตรฐานข้าว GAP

ข้าวอินทรีย์แปลงใหญ่เชียงเพ็ง เปิดช่องทางการตลาดชาวนาไทย

         เสาวภา ทวีสุข เลขากลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ จ.อุดรธานี กล่าวถึงระบบการจัดการภายในกลุ่มผลิตข้าวปลอดสารพิษของกลุ่ม ที่ได้เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ว่า เดิมทีมีสมาชิกกลุ่มเพียง 100 กว่าราย ระบบการจัดการในกลุ่มเป็นแบบไข่ไก่ ซึ่งตามหลักแล้ว ในไข่จะมีทั้งไข่แดงและไข่ขาว การจัดการในกลุ่มจึงวางแผนให้ไข่ขาวเป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ

ข้าวอินทรีย์แปลงใหญ่เชียงเพ็ง เปิดช่องทางการตลาดชาวนาไทย

ส่วนไข่แดงจะเป็นผู้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับต่อจากไข่ขาว หรือกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ แต่ก่อนที่จะเกิดเป็นกระบวนการต่าง ๆ ได้นั้น ทางกลุ่มจะต้องมีกระบวนการตรวจสอบสมาชิกที่จะเข้ากลุ่มก่อน ว่ามีการจัดการกับพื้นที่และผลผลิตข้าวของตนเองอย่างไรบ้าง และพร้อมที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่หรือไม่ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ก็มีความพร้อมที่จะเข้าสู่โครงการเชื่องโยงตลาดเชื่อมโยงข้าว GAP ต่อมาในเรื่องของระบบการบริหารจัดการกลุ่ม สมาชิกทุกคนจะต้องเข้าประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนการปลูกข้าว และลงพื้นที่ในแปลงสาธิตของกลุ่มเพื่อทดลองปลูกข้าวและเพื่อเป็นการควบคุมวัชพืช ศัตรูพืช และโรคต่าง ๆ ที่เกิดกับต้นข้าว

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถือเป็นการวางแผนและป้องกันไม้ข้าวของสมาชิกกลุ่มเกิดความเสียหายไปมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการยังมีการตั้งกฎระเบียบ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มทำตามขอบังคับของกลุ่ม อาทิ การตั้งกฎให้สมาชิกกลุ่มทำการตัดพืชพันธุ์ปนภายในเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้ข้าวที่ใกล้เก็บเกี่ยว ต้องมีพืชปนด้วย และหากสมาชิกคนในกลุ่มทำผิดกฎ จะถูกสั่งให้งดทำการปลูกข้าวร่วมกับเพื่อนสมาชิกคนอื่น 1 ครั้ง ซึ่งกฎต่าง ๆ เหล่านี้ สมาชิกกลุ่มทุกคนต้องเห็นชอบ และยอมรับตามระเบียบข้อบังคับของกลุ่ม
นี่จึงทำให้เห็นว่าเกษตรกรที่เข้าสู่โครงการเชื่องโยงตลาดเชื่อมโยงข้าว GAP นั่น จะต้องมีความเข้มแข็งและอดทนต่ออาชีพของตนเอง เพื่อให้ข้าวที่ปลูกเป็นข้าวปลอดสารพิษ ที่ส่งต่อให้คนไทยได้รับประทาน

สหกรณ์ชี้ข้าวหอมมะลิราคาพุ่งสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/348751

สหกรณ์ชี้ข้าวหอมมะลิราคาพุ่งสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ข้าวหอมมะลิ

สหกรณ์การเกษตรปูพรมเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ข้าวหอมมะลิราคาพุ่งสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา

กรมส่งเสริมสหกรณ์สำรวจจุดรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตรในฤดูกาลผลิตปี 2561/62 สหกรณ์ 434 แห่ง                ในพื้นที่ 56 จังหวัด เตรียมแผนรับซื้อข้าวเปลือกไม่น้อยกว่า 3.9 ล้านตัน เฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งผลิต                    ข้าวหอมมะลิที่สำคัญ มีสหกรณ์ 226 แห่ง ทยอยเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกแล้ว 25 แห่ง คาดปริมาณข้าวเปลือกจะออกมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม รัฐบาลร่วมเป็นกองหนุนให้สินเชื่อรวบรวมข้าวแก่สถาบันเกษตรกรผ่านธกส.ดอกเบี้ยร้อยละ 1 หวังเสริมสภาพคล่องระหว่างการรวบรวมและแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตได้ราคาดี

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่าขณะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว หลายจังหวัดเกษตรกรได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่  ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ติดตามสถานการณ์การเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตรที่ทยอยเปิดรับซื้อข้าวจากสมาชิก ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา มีสหกรณ์ในหลายจังหวัดได้ทยอยเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ได้แก่ ปทุมธานี ชัยนาท อุดรธานี นครพนม สกลนคร นครราชสีมา เชียงราย แพร่ นครสวรรค์ เพชรบุรีและนครศรีธรรมราช  รวบรวมผลผลิตไปแล้วปริมาณ 21,607 ตันข้าวเปลือก มูลค่า 159.13 ล้านบาท                  ซึ่งคาดว่าในฤดูกาลผลิตปี 2561/62 จะมีสหกรณ์ 434 แห่งในพื้นที่ 56 จังหวัด รวบรวมข้าวเปลือกในปริมาณไม่น้อยกว่า                        3.9 ล้านตัน

สำหรับในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่สำคัญ มีสหกรณ์ 226 แห่งที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวและได้ทยอยเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกแล้ว 25 แห่ง อาทิ สหกรณ์การเกษตรชุมพลบุรี สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธกส.สุรินทร์ จำกัด จังหวัดสุรินทร์ สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา และสหกรณ์การเกษตรตระการพืชผล จำกัด จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด จะเริ่มเปิดจุดรับซื้อข้าวหอมมะลิ ในวันที่ 20 ตุลาคม นี้  ซึ่งจากการตรวจสอบราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิของสหกรณ์ ความชื้น 25 % เฉลี่ยตันละ 12,000 – 12,500 บาท ส่วนความชื้น 15 % ตันละ 15,000 – 18,000 บาท และเมื่อเทียบราคารับซื้อกับโรงสีเอกชนในพื้นที่  ถือว่าสหกรณ์รับซื้อในราคานำตลาด และเป็นราคาที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ตันละ 2,000 – 6,000 บาท ซึ่งราคารับซื้อขึ้นอยู่กับคุณภาพและความชื้นของข้าวที่เกษตรกรรวบรวมและนำมาขายให้สหกรณ์

ส่วนสหกรณ์ในภาคเหนือ จะเน้นรับซื้อข้าวเปลือกเหนียว ขณะนี้มีสหกรณ์การเกษตรเมืองเชียงราย จำกัด                         จังหวัดเชียงราย และสหกรณ์การเกษตรหนองม่วงไข่ จำกัด จังหวัดแพร่ ได้เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกเหนียวความชื้น 25 %              ที่ราคาตันละ 7,300 – 7,700 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เฉลี่ยตันละ 900 – 1,400 บาท ส่วนในภาคกลาง   รับซื้อข้าวเปลือกขาว เช่น สหกรณ์การเกษตรคลองหลวง จำกัด จังหวัดปทุมธานี รับซื้อข้าวเปลือกความชื้น 25 % ตันละ 6,700 บาท ส่วนข้าวเปลือกความชื้น 15 % ตันละ 7,700 บาท ซึ่งเทียบกับปีที่ผ่านมา ราคารับซื้อข้าวเปลือกขาวเพิ่มสูงขึ้นตันละ 300 บาท   ซึ่งราคาข้าวเปลือกที่เพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ คาดว่าเป็นผลมาจากพื้นที่ทำนาในหลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ที่ผ่านมา

“ราคารับซื้อข้าวเปลือกขึ้นอยู่กับคุณภาพและข้าวชื้นของข้าว อยากให้สมาชิกสหกรณ์รักษาคุณภาพของข้าวเปลือกและรวบรวมนำมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ที่ตนเองสังกัด ซึ่งจะได้ราคาที่ยุติธรรม และเมื่อสหกรณ์มีผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปข้าว สหกรณ์ได้จัดสรรกำไรดังกล่าวมาปันผลเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิก นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว โดยอนุมัติโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2561/62 ผ่าน ธกส.โดยจัดสรรวงเงินสินเชื่อไว้ 12,500 ล้านบาท ให้สหกรณ์                    กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและศุนย์ข้าวชุมชน กู้ยืมเป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่ายหรือแปรรูปเป็นข้าวสาร คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี รัฐบาลรับภาระชดเชยดอกเบี้ยแทนสถาบันเกษตรกรร้อยละ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่                1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้ชำระหนี้ไม่เกิน 31 ธันวาคม 2562  ขณะนี้มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้ว 399 แห่ง วงเงินที่ขออนุมัติสินเชื่อ จำนวน 16,890 ล้านบาท” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เกษตรฯ จับมือ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยหนุนปลูกข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/348738

    เกษตรฯ จับมือ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยหนุนปลูกข้าวโพด

ข้าวโพดหลังนา

    เกษตรฯ จับมือ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยหนุนปลูกข้าวโพด

            เกษตรฯ จับมือ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา  กำหนดราคาและจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นวน 2 ล้านไร่

วันที่ 19 ต.ค.นายอนันต์  สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานเชื่อมโยงตลาด ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ว่า ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เข้าใจโครงการเป็นอย่างดี และอยากมีส่วนช่วยเกษตรกร เพื่อปรับสมดุลการผลิตข้าว ทั้งนี้คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ พิจารณาแนวทางผู้รับซื้อ 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การกำหนดราคารับซื้อ 2. คุณภาพผลผลิต และ 3. ขอให้โรงงานอาหารสัตว์กำหนดผู้ซื้อ ในแต่ละจุด ทุกอำเภอ โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงการทำงานในครั้งนี้

สำหรับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังมีปริมาณความต้องการอีกมาก แต่การประกาศราคารับซื้อจะเป็นไปตามกลไกตลาด และไม่ต่ำกว่า 8 บาท ที่ความชื้น 14.5 % ณ หน้าโรงงานอาหารสัตว์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการของกระทรวงพาณิชย์ที่กำหนดให้แสดงราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของผู้ประกอบการที่จะต้องระบุราคารับซื้อตามมาตรฐานความชื้นที่รับซื้อให้ชัดเจนเพื่อให้เกษตรกรมั่นใจมากขึ้น โดยกำหนดความชื้นไม่เกินร้อยละ14.5 ถึง ความชื้นร้อยละ 30 และแสดงอัตราการหักลดน้ำหนักความชื้นไว้หน้าโรงงาน และขอให้ทุกบริษัทที่รับซื้อในจังหวัดเดียวกันกำหนดมาตรฐานการรับซื้อให้เหมือนกัน ในส่วนของคุณภาพผลผลิตขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการกำหนดคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ชัดเจน เช่น เมล็ดเสีย เมล็ดเสียจากเชื้อรา เมล็ดมอดเจาะ เมล็ดแตกและเมล็ดลีบรวมกัน รวมถึงสิ่งเจือปนเพื่อให้เป็นมาตรฐานในการรับซื้อและต้องแจ้งให้เกษตรกรทราบอย่างชัดเจน หากคุณภาพมาตรฐานไม่เป็นไปตามที่กำหนดผู้ประกอบการจะมีวิธีการดำเนินการหรือ รับซื้อผลผลิตอย่างไร นอกจากนี้ยังได้ย้ำไปถึงการให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยง กำหนดจุดรับซื้อแต่ละจุด และจะประกาศ ภายใน 25 ตุลาคมนี้ ต่อไป

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทผลิตอาหารสัตว์มีความต้องการรับซื้อข้าวโพดเพื่อมาเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์จำนวนมาก ทดแทนนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาผลผลิตข้าวโพดในไทยไม่เพียงพอ แต่เมื่อมีโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของรัฐบาล นับว่าเป็นนโยบายที่ดี ทั้งนี้ทางสมาคมจะหารือกันต่อไปเพื่อกำหนดจุดรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรว่า บริษัทใดรับจะตั้งจุดรับซื้อที่ใดบ้าง เบื้องต้นทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ขอความร่วมมือว่า ให้ตั้งจุดรับซื้ออย่างน้อยอำเภอละ 1 จุด แต่หากอำเภอใดมีพื้นที่ปลูกมากจะเพิ่มจุดรับซื้อเพื่อให้สะดวกแก่เกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรที่ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ทั้งนี้ บริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่แสดงความจำนงค์รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการขณะนี้มี 13 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไทยฟูดส์ อาหารสัตว์  บริษัทซันฟีด บริษัทก้าวหน้าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ บริษัทเบทาโกร บริษัทกรุงไทยอาหาร บริษัทแหลมทองสหการ บริษัทอาร์ที อะกริเทค บริษัทกรุงเทพโปรดิ้วส บริษัทไทยลักซ์เอ็นเตอร์ไพรส์  บริษัทสีพัฒนาอาหารสัตว์  บริษัทคากิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) บริษัทซีพีเอฟ และบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังเปิดรับบริษัทที่สนใจเข้าร่วมโครงการอยู่ โดยจากการสำรวจล่าสุดมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 97,000 ราย ส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์การเกษตร 265 แห่ง จำนวน 37,000 ราย รวมพื้นที่ที่จะปลูก 850,000 ไร่ ประมาณการณ์ว่า ผลผลิตที่จะรวบรวมได้ขณะนี้ 900,000 ตัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เตรียมจะขยายพื้นที่ปลูกนอกเหนือจังหวัดเป้าหมายที่กำหนดไว้เดิม 33 จังหวัด เนื่องจากมีเกษตรกรจากจังหวัดอื่นที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพราะรัฐบาลสนับสนุนทั้งด้านการเข้าถึงแหล่งทุน การส่งเสริมความรู้และเทคโนโลยีการปลูก การทำสัญญารับซื้อล่วงหน้า การรับประกันราคาผลผลิต ตลอดจนการประกันภัยพืชผลจึงแจ้งแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ประสานมายังนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนายกฤษฎาได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมปศุสัตว์ และกรมชลประทาน ร่วมกับ ธ.ก.ส. ไปศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ที่แจ้งความจำนงค์เข้ามาเพิ่มว่า สามารถจะร่วมโครงการหรือไม่ ทั้งนี้ตามมติครม. กำหนดงบประมาณสนับสนุนพื้นที่โครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ปี 2561   จำนวน 2 ล้านไร่

รมว.กฤษฎา ขึ้นเวทีสหประชาชาติ! ชู ‘ศาสตร์พระราชา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/348415

รมว.กฤษฎา ขึ้นเวทีสหประชาชาติ! ชู ‘ศาสตร์พระราชา’

สหประชาชาติ

รมว.กฤษฎา ขึ้นเวทีสหประชาชาติ! ชู ‘ศาสตร์พระราชา’

รมว.กฤษฎา ขึ้นเวทีสหประชาชาติ! ชู ‘ศาสตร์พระราชา’ แก้ไขปัญหาความอดอยากหิวโหยของโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการความมั่นคงด้านอาหารโลก (Committee on World Food Security – CFS) ครั้งที่ 45 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่ เอฟ เอ โอ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยได้ขึ้นกล่าวแถลงผลงานของรัฐบาลไทยในการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายของสหประชาชาติ (SDGs) เป้าหมายที่ 2 เกี่ยวกับวาระการสร้างความมั่นคงอาหาร และการขจัดปัญหาความอดอยากหิวโหย พร้อมได้นำเสนอศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้น้อมนำลงไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาของส่วนราชการต่าง ๆ ในด้านบริหารจัดการดิน น้ำ และทรัพยากรการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อนำมาใช้ในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงพระบรมราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ได้ให้ทุกส่วนราชการน้อมนำพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาขยายผลสู่การปฏิบัติให้ครอบคลุมทุกมิติ ผ่านโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไทยในด้านต่าง ๆ เช่น โครงการมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (มทส.) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริ เป็นต้น อีกทั้งยังได้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทูตพิเศษด้านการขจัดความหิวโหยของเอฟ เอ โอ และทูตพิเศษด้านโครงการอาหารในโรงเรียนของโครงการอาหารโลก (WFP) โดยได้ดำเนินการผ่านโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศไทย

ทั้งนี้ ได้มีการรายงานต่อที่ประชุมเอฟ เอ โอ ว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร อันดับ 11 ของโลก และไทยให้ความสำคัญกับโครงการขจัดความอดอยากหิวโหยของสหประชาชาติ ซึ่งผู้แทนเอฟ เอ โอ ที่ทำหน้าที่อภิปรายในที่ประชุมได้กล่าวยกย่องความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงอาหาร และความหิวโหยของประเทศไทยผ่านโครงการโครงการพัฒนาด้านต่าง ๆ ของทั้งในส่วนราชการและภาคประชาชนในประเทศไทย

ครม. ไฟเขียวโยก 7 บิ๊กขรก.เกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/348294

ครม. ไฟเขียวโยก 7 บิ๊กขรก.เกษตรฯ

เกษตร

ครม. ไฟเขียวโยก 7 บิ๊กขรก.เกษตรฯ

            ครม. ไฟเขียวโยกย้าย 7 บิ๊กขรก.เกษตรฯ สำราญ สาราบรรณ์ ขึ้นรั้งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรตามคาด ขณะที่ก.แรงงาน ตั้ง “เพชรรัตน์ สินอวย” นั่งอธิบดีกรมการจัดหางาน

วันที่ 16 ตค.ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง นายวีรชาติ เขื่อนรัตน์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการข้าว  และน.ส.ศิริพร บุญชู รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมหม่อนไหม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ และทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

พ.อ.หญิงทักษดา  กล่าวต่อว่า ครม.ยังเห็นชอบการแต่งตั้ง นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการกำหนดอัตราค่าตอบแทนตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ (ตามมติคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวงในการประชุมครั้งที่ 698 เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้าง แต่ไม่ก่อนวันที่ครม.มีมติ ส่วนค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์อื่น รวมทั้งเงื่อนไขการจ้าง และการประเมินผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ให้นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ลาออกจากการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจก่อนลงนามในสัญญาจ้างด้วย

นอกจากนี้ ครม.อนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ที่ว่างของกระทรวงแรงงาน จำนวน 2 ราย คือ นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการจัดหางาน และ นายวิวัฒน์ จิระพันธุ์วานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง กระทรวงแรงงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป