ก.เกษตรเตรียมจัดงาน “สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/350949

x

ก.เกษตรเตรียมจัดงาน “สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่”

ก.เกษตรเตรียมจัดงาน “สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่”

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงาน “สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่” ขยายผลทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกรจำนวนมากประสบผลสำเร็จจากการนำแนวความคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ สามารถปลดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง กระทรวงเกษตร ฯ จึงมีเป้าหมายในการขยายผลทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานมาร่วมกันขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญในแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย

“กรมชลประทานเป็นหนึ่งหน่วยงานหลักที่เป็นแหล่งข้อมูลความรู้เรื่องน้ำ ปัจจัยสำคัญหลักในการทำการเกษตร ครั้งนี้จึงได้จัดงาน “สู่ฝันของพ่อ…สานต่อทฤษฎีใหม่” เพื่อเปิดพื้นที่ตลาดนัดความรู้ให้คนทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ เครือข่ายต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์การทำงานมาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันวางแผนขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่ในระดับลุ่มน้ำ เพื่อจะออกแบบต้นแบบที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้น้อมนำศาสตร์พระราชาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชบรมนาถบพิตร คือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้มาโดยตลอด เฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันขยายพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ทั้งในและนอกเขตชลประทาน และได้วางเป้าหมายที่จะขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ให้กว้างขวางออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นแนวทางที่จะพัฒนาการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นวิธีที่เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ การเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ เป็นหลัก จากนั้นรายได้เกษตรกรจึงจะเพิ่มขึ้นและช่วยให้หนี้สินลดลงตามมา

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการประมวลภาพการเสด็จเยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มาในรูปแบบ “หุ่นจำลองมีชีวิต”บ้านลุงสมจิต : ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก การพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์นิทรรศการความเป็นมาของเกษตรทฤษฎีใหม่ ศาสตร์พระราชากับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ กรมชลประทาน กรมประมง กรมหม่อมไหม กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมปศุสัตว์ เกษตรและสหกรณ์ จังหวัด และศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าว นอกจากนี้ มีการเสวนาเรื่อง ความเป็นมา กลับสู่รากเหง้า เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก Tentative Formula สู่โคก หนอง นา โมเดล

โดยมี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอาจารย์ปราโมทย์  ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน มาร่วมพูดคุยกัน ตลอดจนกรมชลประทานได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เร่งรัดขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อวิเคราะห์ประเด็นที่ต้องปลดล็อคและนำเสนอแนวทางการสนับสนุนที่จำเป็นต่อภาครัฐ และได้พบกับเครือข่ายต่างๆ ที่น้อมนำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่การเกษตรของตนเองจนประสบความสำเร็จ นอกจากนี้สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ กิจกรรมเดินชมแปลงตัวอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่แบบประยุกต์ (โคก หนอง นา โมเดล) เลือกชมเลือกซื้อสินค้าจากตลาดนัดเกษตรทฤษฎีใหม่และเครือข่าย การละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดสระบุรี และการฉายหนังกลางแปลงในคืนวันที่ 7 และ 8 พฤศจิกายน โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9พฤศจิกายน 2561 ณ บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี

“ผักบินได้”สสส.หนุนเครือข่ายสหกรณ์นำผลผลิตสู่ครัวบินไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/350546

 “ผักบินได้”สสส.หนุนเครือข่ายสหกรณ์นำผลผลิตสู่ครัวบินไทย

ครัวบินไทย

 “ผักบินได้”สสส.หนุนเครือข่ายสหกรณ์นำผลผลิตสู่ครัวบินไทย

            สสส. พร้อมหนุนเครือข่ายสหกรณ์พืชผักผลไม้ ปลอดภัยสูง ฉะเชิงเทรา  นำผลผลิตสู่ ครัวการบินไทย  “ผักบินได้”มอบวัตถุดิบจากผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย มอบแด่ผู้ใช้บริการ”

 "ผักบินได้"สสส.หนุนเครือข่ายสหกรณ์นำผลผลิตสู่ครัวบินไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายคมสัน  จำรูญพงษ์  ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร ได้นำทีมสหกรณ์พืชผักผลไม้ ปลอดภัยสูงจังหวัดฉะเชิงเทรา และทีมผู้ประสานงานสสส. เครือข่ายเกษตรกร  จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าเจรจา เพื่อนำเสนอสินค้า ที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรหลัก 5 ชนิดประกอบด้วย ผักชนิดต่างๆ  มะม่วงน้ำดอกไม้  เมล่อน เห็ดฟาง มะพร้าว ภายใต้ MOU “ผักผลไม้บินได้”   โดยทางการบินไทยตอบรับว่า ผลผลิตการเกษตรชนิดแรกที่มีความพร้อม สามารถสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรจังหวัดฉะเชิงเทราได้เลย คือเมล่อน เนื่องจากไม่ขัดกับระเบียบการจัดซื้อ เพราะ ในข้อมูลการจัดซื้อเดิมของทางครัวการบินไทย มีแต่การสั่งซื้อแคนตาลูป  จึงสามารถทำการจัดซื้อเมล่อนเพิ่มเติมได้เพื่อเสริฟให้กับลูกค้าสายการบินไทยชั้นบิสสิเนสคลาส และชั้นเฟิร์สคลาส  แต่ต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อ ตามปกติในระบบของบริษัท ครัวการบินไทย ซึ่งทางการบินไทยให้คุณลักษณะมาและให้ทางสหกรณ์จัดทำใบเสนอราคาเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ส่วนพืชผัก ผลไม้ ชนิดอื่นๆ   ต้องรอเพื่อประมูล การจัดซื้อสินค้าครั้งต่อไป ของทางบริษัทครัวการบินไทย จำกัด
ทางด้าน นางสาวณัจยา แก้วนุ้ย ผู้จัดการโครงการขยายและพัฒนาเครือข่ายอาหารปลอดภัย เพื่อส่งเสริมการบริโภคผัก ผลไม้สู่สุขภาพดีของประชาชน กล่าวว่า “สสส. เล็งเห็นว่าจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่หนึ่งในเป้าหมายของ สสส. ในการส่งเสริมผลผลิตเกษตร  คำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัย หรือที่เรียกว่า ‘พืชผักเบอร์ 8’ ซึ่งเป็นมาตรฐานของจังหวัดที่เทียบเคียงได้กับมาตรฐานระดับประเทศ GAP (Good Agriculture Practices) สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค    ทาง สสส.จึงได้เข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมเครือข่ายเกษตรผักปลอดภัยสูง โดยได้ส่งเสริมกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ

อาทิเช่น การพัฒนาผลผลิตการเกษตรให้มีคุณภาพสูง การอบรมให้ความรู้ด้านการผลิตและวางแผนการตลาด  การสุ่มตรวจสารปนเปื้อนตกค้าง โดยใช้ระบบเครือข่ายรวมกลุ่มลงตรวจพื้นที่ปลูก  ดังนั้นผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลผลิตการเกษตรของจังหวัดฉะเชิงเทรา “มีคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง ” ต้องขอขอบคุณครัวการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ  และถือว่าเป็นการเกิดแหล่งเชื่อมโยงผลผลิตการเกษตรที่ปลอดภัยสูง สู่ผู้บริโภค  เพราะว่าครัวการบินไทยถือเป็นผู้นำด้านการผลิตอาหารเพื่อให้บริการบนสายการบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ที่มีมาตรฐานสูงและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมาอย่างยาวนาน จึงมีความต้องการวัตถุดิบจากผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย มอบแด่ผู้ใช้บริการ”

เกษตร จัดทำ BIG DATA การปลูกพืชทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/350466

เกษตร จัดทำ BIG DATA การปลูกพืชทั่วประเทศ

บิ๊กดาต้า

เกษตร จัดทำ Big Data การปลูกพืชทั่วประเทศ

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร เชื่อมโยงข้อมูลการปลูกพืชทั่วประเทศ สู่ฐานข้อมูล Big Data ด้านการเกษตรที่มีเอกภาพช่วย ช่วยลดภาระการบันทึกข้อมูลของเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร ปี 2561 เพื่อจัดเก็บและรายงานข้อมูลภาวะการผลิตพืชและแมลงเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และสร้างฐานข้อมูลการผลิตพืชจากข้อมูลระดับตำบลที่มีวิธีการจัดเก็บเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตร กำหนดนโยบายในการพัฒนาการเกษตรของประเทศ ติดตามงาน และแก้ไขปัญหาการผลิตพืชในงานส่งเสริมการเกษตร

สำหรับระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร ปี 2561 เป็นมิติใหม่ของการบูรณาการฐานข้อมูลการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาการรายงานข้อมูลซ้ำซ้อน มีการตรวจสอบความถูกต้องให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ส่งผลให้ข้อมูลมีความเป็นเอกภาพ และช่วยลดภาระการบันทึกข้อมูลของเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ ประกอบด้วย (1) ระบบการจัดเก็บและรายงานข้อมูลภาวะการผลิตพืชระดับตำบล (รต.) ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลต้องจัดเก็บและรายงานการผลิตพืชเป็นประจำทุกเดือน แบ่งเป็น 3 กลุ่มพืช คือ กลุ่มพืชอายุสั้น ได้แก่ ข้าว พืชไร่ พืชผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ สมุนไพรและเครื่องเทศที่มีอายุสั้น กลุ่มพืชอายุยาว ได้แก่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น สมุนไพรและเครื่องเทศที่มีอายุยาว และกลุ่มแมลงเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการจัดเก็บข้อมูลทั่วประเทศรวม 468 ชนิดพืช 866 พันธุ์พืช (2) ระบบรายงานการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีการจัดเก็บและรายงานข้อมูลพืชฤดูแล้งรายสัปดาห์ เฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มข้าวรอบ 2 ได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวหอมปทุม ข้าวเหนียว กลุ่มพืชไร่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง พืชไร่อื่นๆ และกลุ่มพืชผัก ได้แก่ ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดหวาน พืชผักอื่นๆ

นางดาเรศร์ กล่าวต่อว่า การจัดเก็บข้อมูลในระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร ปี 2561 นี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อสนับสนุนการทำงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีความแม่นยำมากขึ้น ผ่านฐานข้อมูล Big Data ด้านการเกษตรที่มีความเป็นเอกภาพ รวมถึงสร้างความเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลด้านการเกษตร และข้อมูลในมิติอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น ระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกร และระบบการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช เป็นต้น

ซีพี ผนึกพลังภาครัฐ หนุนโครงการข้าวโพดหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/350336

ซีพี ผนึกพลังภาครัฐ หนุนโครงการข้าวโพดหลังนา

ซีพี

ซีพี ผนึกพลังภาครัฐ หนุนโครงการข้าวโพดหลังนา

             ซีพี ผนึกพลังภาครัฐหนุนข้าวโพดหลังนา เปิดโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 15 แห่งทั่วประเทศรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่ลงทะเบียนโดยตรง ภายใต้โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” พร้อมขยายจุดรับซื้อใกล้แหล่งปลูก เพิ่มความมั่นใจเกษตรกรปลูกข้าวโพดหลังนามีตลาดรับซื้อแน่นอน

           นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้กล่าวเชิญชวนเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาของรัฐบาล ให้มาลงทะเบียนกับโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา โดยบริษัทยินดีรับซื้อผลผลิตข้าวโพดหลังนาโดยตรงจากเกษตรกรที่ลงทะเบียนดังกล่าว

ซีพี ผนึกพลังภาครัฐ หนุนโครงการข้าวโพดหลังนา 

            ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เปิดโรงงานอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ 15 แห่งทั่วประเทศ อำนวยความสะดวกให้เกษตรกรในการขายผลผลิต ทั้งยังได้เพิ่ม “จุดรับซื้อและรวบรวมผลผลิต” ที่อยู่ใกล้แหล่งปลูกของเกษตรกรอีก 2 แห่ง ได้แก่ ลานรับซื้อ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา และ ลานรับซื้อ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหลังนาในปี 2561/62 ว่ามีตลาดรองรับแน่นอน

          “ขอเชิญเกษตรกรที่เข้าร่วมปลูกข้าวโพดหลังนา มาลงทะเบียนกับโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ซึ่งเป็นไปตามระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งปลูกที่ถูกกฎหมาย และช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลใจเรื่องตลาดและราคารับซื้อ” นายไพศาลกล่าว

          บริษัทฯ จะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่สำรวจเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนา และให้เกษตรกรที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เพื่อที่จะเข้าไปช่วยส่งเสริมและดูแลการปลูกข้าวโพดแก่เกษตรกรตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวส่งเข้าโรงงานอาหารสัตว์ ให้การปลูกเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถควบคุมต้นทุน และผลผลิตได้คุณภาพตรงตามตลาดต้องการ ซึ่งจะตามมาด้วยการได้ผลตอบแทนที่ดี

           นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสนับสนุนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตร โดยให้สหกรณ์เป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้วส่งผลผลิตให้กับโรงงานอาหารสัตว์ หรือสหกรณ์ในเครือข่าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งรับซื้อผลผลิตที่มีมาตรฐานมากที่สุด อันเป็นการช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง ขณะที่ ผู้รวบรวม สหกรณ์ หรือเกษตรกรรายอื่นๆ บริษัทก็ยินดีสนับสนุนในเรื่องของการรับซื้อผลผลิตเข้าโรงงานตามกลไกราคาตลาด

ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทฯ ยังเตรียมเปิดเฟซบุ๊คเพจชื่อ “โครงการเกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เพื่อสร้างชุมชนและการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ได้ใช้เป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างเกษตรกรและบริษัทโดยตรง ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นการแจ้งประกาศราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หน้าโรงงาน เพื่อให้เกษตรกรได้ทราบถึงราคาตลาดได้ทันที รวมทั้ง ยังมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่น “ช่วยปลูก” ที่จะช่วยให้ความรู้ด้านการเพาะปลูกและแจ้งราคารับซื้อของโรงงานซีพีเอฟด้วย./

51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร “SMART & STRONG TOGETHER”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร “SMART & STRONG TOGETHER”

51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร “Smart & Strong Together”

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของกรมส่งเสริมการเกษตร ในปี 2562 นี้ นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในหลากหลายมิติ หลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงมากมายในโลกอย่าง รวดเร็ว ทั้งภาคเศรษฐกิจ หรือภาคสังคม แม้แต่ภาคการเกษตร การเปลี่ยนแปลงภายใต้ในยุค 4.0 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายของ       นักส่งเสริมการเกษตร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่พวกเรานักส่งเสริมการเกษตรจะต้องเข้าไปเผชิญและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น

นายสำราญ  สาราบรรณ์  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร ในปี 2562 นี้ ว่า ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกด้าน พวกเรานักส่งเสริมการเกษตรจะเดินเคียงคู่พี่น้องเกษตรกรไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง ยึดหลัก “Smart & Strong Together” ทั้งการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับประโยชน์ ภายใต้ 5 นโยบายหลัก ที่วางไว้ โดยเฉพาะโครงการพระราชดำริ ทุกโครงการของทุกพระองค์ ที่จะต้องร่วมขับเคลื่อน ขยายผล และส่งเสริมให้เกษตรกรน้อมนำหลักปรัชญาต่างๆ ที่พระองค์ท่านพระราชทาน มาปรับใช้และให้เกษตรกรเข้าถึงและเข้าใจในหลักการไปพร้อมกัน
กรมส่งเสริมการเกษตรจะต้องทำงานเป็นทีมมากขึ้น มุ่งประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่  มุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในลักษณะตลาดนำการผลิต ซึ่งเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาเจ้าหน้าที่และเกษตรกร ให้เกิดการทำงานแบบควบคู่กัน ให้เข้มแข็งและเชื่อมโยงการทำงานกันทั้งระบบ รวมทั้งการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจและเรียนรู้ในมิติเชิงสังคมมากขึ้น พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายให้เข้มแข็ง สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชนได้อย่างแท้จริง พัฒนาระบบการทำงานของแปลงใหญ่ให้เข้มแข็งและยั่งยืน เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภาคการผลิต และภาคการตลาด

โดยเกษตรกรจะเป็นผู้ประกอบการเกษตรได้ ต้องเข้าใจว่า ควรจะขายอะไร ขายให้ใคร ผลิตที่ไหน ผลิตอย่างไร และต้องคำนึงถึงส่วนรวมด้วย อันนี้คือโจทย์ใหญ่ ซึ่งการทำให้เกษตรกรไปถึงตรงนี้ได้ นักส่งเสริมการเกษตรเอง จะต้องเป็น Smart Officer ก่อน คือเป็นนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ ต้องพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรให้มีแนวคิดเชิงธุรกิจ มุ่งเน้นการผลิตเชิงคุณภาพ นอกจากนี้การสร้างทายาทเกษตรกรและการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในภาคการเกษตร และนี่คือโจทย์ท้าทายสำคัญท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น ทายาทเกษตรกรเหล่านี้ จะพัฒนาไปสู่การเป็น Young Smart Farmer ได้อย่างไร  เป็นเรื่องที่นักส่งเสริมการเกษตร จะต้องเข้าใจถึงสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ ให้ก้าวสู่การเป็น Smart Farmer และนี่คือ ความ Smart ที่นักส่งเสริมการเกษตร จะต้องมีและปฏิบัติให้เกิดผลจริง

นอกจากนี้ การทำงานกับเครือข่ายภาคเกษตรกร รวมทั้งภาคเอกชน ให้เกษตรกรเข้มแข็งและยั่งยืน ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจ ในมิตินี้ให้มากขึ้น Strong Together จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่จะต้องเผชิญ การทำงานแบบบูรณาการ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงาน  ในพื้นที่ และ การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร และสานพลังทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร

โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการบริหารทรัพยากรบุคคลล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งเป้าหมายของนักส่งเสริมการเกษตรคือจะต้องเป็นนักพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ ยึดหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมดำเนินการในภารกิจที่มีความเกี่ยวข้อง การปฏิบัติงานตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ของแต่ละหน่วยงาน จะช่วยลดปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ลดความซ้ำซ้อน เกิดการระดมทรัพยากร ส่งผลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรับทราบ เข้าใจ และปฏิบัติให้ถูกต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ถือเป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อน รวมทั้งต้องสร้างเกษตรกรให้เกิดความเข้าใจในมิติของสังคมด้วย และทั้งหมดก็จะทำให้กรมส่งเสริมการเกษตรและประเทศไทยก้าวไปพร้อมๆ กัน เหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ว่า  “OUR HOME OUR COUNTRY TOGETHER STRONGER” “เราจะเติบโตและแข็งแกร่งไปด้วยกัน เพราะที่นี่คือ บ้านของเรา ประเทศไทยของเรา”

กรมป่าไม้ผนึกประชาชนฟื้นป่าเมืองน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/349917

กรมป่าไม้ผนึกประชาชนฟื้นป่าเมืองน่าน

ป่าน่าน

กรมป่าไม้ผนึกประชาชนฟื้นป่าเมืองน่าน

วันที่ 28 ต.ค. นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ โฆษกกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวชี้แจงการดำเนินงานแก้ไขปัญหาเขาหัวโล้นที่จังหวัดน่าน พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้เขามาร่วมด้วยช่วยกันในการแก้ไขและฟื้นฟูให้ป่าเมืองน่านกลับมาสมบูรณ์เหมือนดังอดีตที่ผ่านมา ในส่วนของกรมป่าไม้ ได้ดำเนินการอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยได้รับร่วมมือกับประชาชนทุกภาคส่วน ดังนี้

กรมป่าไม้ผนึกประชาชนฟื้นป่าเมืองน่าน

กรมป่าไม้ผนึกประชาชนฟื้นป่าเมืองน่าน
1. จังหวัดน่านมีพื้นที่ 7.58 ล้านไร่ เป็นพื้นที่มีสภาพป่า 4.65 ล้านไร่ (61.39 %) พื้นที่ไม่มีสภาพป่า 2.93 ล้านไร (38.61%)

2.จังหวัดน่านมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ 3.22 ล้านไร่ เป็นพื้นที่มีสภาพป่า 1.87 ล้านไร่  พื้นที่ไม่มีสภาพป่า 1.35 ล้านไร่  นอกจากนี้เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ประมาณ 2.83 ล้านไร่ โดยในจำนวนนี้ เป็นพื้นที่ไม่มีสภาพป่าประมาณ 205,000 ไร่

3.ที่ผ่านมาพื้นที่เขาหัวโล้นของจังหวัดน่านส่วนใหญ่ได้ดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าตามแผนงานของศูนย์จัดการต้นน้ำและโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติฯ

นางอำนวยพรกล่าวต่อว่าสำหรับกรมป่าไม้ได้ดำเนินการฟื้นฟูสภาพเขาหัวโล้นในท้องที่จังหวัดน่านถึงปัจจุบันดังนี้
ปลูกฟื้นฟูสภาพป่าตั้งแต่ปี 2556 พื้นที่รวม 43,300 ไร่ โดยปลูกป่า 3 อย่างได้ประโยชน์ 4 อย่างตั้งแต่ปี 2560 โดยราษฎรปลูกไม้ยืนต้นควบคู่กับการทำกินตามโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื้อที่รวม 13,920 ไร่ สมาชิก 1,300 ราย

4.ปัจจุบันการแก้ไขปัญหาราษฎรทำประโยชน์ในพื้นที่เขาสูงชันตามมติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.61 โดยกำหนดมาตรการให้ราชการร่วมวางแผนกับราษฎรและกรรมการหมู่บ้านเพื่อดำเนินการตามแนวพระราชดำริปลูกป่า 3 อย่างได้ประโยชน์ 4 อย่าง เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าโดยประชาชนใช้ประโยชน์ระหว่างแถวของต้นไม้และเก็บเกี่ยวผลผลิตจากไม้ที่ปลูกและพืชพื้นล่างด้วย ซึ่งปัจจุบันได้มีการแต่งตั้งชุดปฏิบัติการ คทช.อำเภอเพื่อลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกับราษฎรในพื้นที่จังหวัดน่านแบ้สเสร็จในเดือนมีนาคม 2562

5.การดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าของจังหวัดน่านมีหน่วยราชการ องค์กรเอกชน และภาคประชาชน ให้ความสนใจร่วมบูรณาการการทำงานในหลายพื้นที่ ซึ่งกรมป่าไม้ได้ให้การสนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่และขอบคุณในความตั้งใจฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำจังหวัดน่านเป็นอย่างยิ่ง

ต่างชาติ ดูงานขับเคลื่อน “สามพรานโมเดล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/349875

ต่างชาติ ดูงานขับเคลื่อน “สามพรานโมเดล”

สามพรานโมเดล

ต่างชาติ ดูงานขับเคลื่อน “สามพรานโมเดล”

เมื่อเร็วๆนี้ คณะผู้บริหารระดับสูง จากประเทศคู่ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของประเทศไทย จำนวน   11 ประเทศ ได้แก่  ประเทศบรูไน โคลัมเบีย ลาว มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงค์โป บังคลาเทศ ศรีสังกา เยอรมณี รวมถึง ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปชิฟิก ศึกษาดูงานการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ สู่การสร้างระบบอาหารสมดุล ภายใต้สามพรานโมเดล   และ Organic Tourism  รวมถึงศึกษาการดำเนินธุรกิจของสวนสามพราน เพื่อเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในภาคการท่องเที่ยวและงานพัฒนาชุมชน ที่ก่อเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ต่างชาติ ดูงานขับเคลื่อน "สามพรานโมเดล"

โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้ เป็นหนึ่งในโปรแกรมการอบรมหลักสูตร Sufficiency Thinking in Sustainable Development (STiSD) ครั้งที่ 2 ที่ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ ร่วมกับ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคม 2561  ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม

และในการนี้  วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) โดย รศ.ดร.วิชิตา รักธรรม รองคณบดี งานบริการวิชาการ องค์กรผู้ร่วมจัดอบรม ได้เชิญ คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารสวนสามพราน และผู้ริเริ่ม สามพรานโมเดล เป็นวิทยากรบรรยายความรู้ พร้อมแชร์ประสบการณ์ การขับเคลื่อนสามพรานโมเดล โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน บนฐานการค้าที่เป็นธรรม ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และพร้อมกันนี้เชิญภาคีร่วมขับเคลื่อนทั้งตัวแทนฝั่งผู้ประกอบการในฐานะผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ผลิต อาทิ ดร.วิษณุ  บ่างสมบูรณ์ ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาองค์กร กลุ่มโรงแรมสุโกศล หนึ่งในองค์กรภาคธุรกิจโรงแรม และคุณวรากร     เลาหเสรีกุล อดีตนักธุรกิจ ที่ผันตัวเองมาทำเกษตรกรอินทรีย์ มาร่วมแชร์ หลักคิด บอกเล่าประสบการณ์ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจ พร้อมสะท้อนมุมมองคุณค่าของออร์แกนิก ที่ไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพ แต่ยังช่วยเรื่อง เศรษฐกิจ สังคม  สิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

คุณอรุษ ยังพาคณะลงพื้นที่ไปสัมผัสวิถีอินทรีย์ ดูการจัดการระบบฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ที่ ปฐม ออร์แกนิก ฟาร์ม และไปเยี่ยมชมชุมชนตัวอย่างการพัฒนาที่ยั่งยืน พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกรอินทรีย์ต้นแบบ คุณประหยัด ปานเจริญ หัวหน้ากลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้างช้าง หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายสามพรานโมเดล ผู้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการทำสวนผลไม้อินทรีย์    โดยเขาใช้เวลานานกว่า 10 ปี ฝ่าฟันอุปสรรค จนประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม พาครอบครัวหลุดพ้นวงจรเคมีสู่วิถีอินทรีย์ยั่งยืน สามารถปลดหนี้ และได้โฉนดคืน อีกทั้งยกระดับตัวเองสู่เกษตรกรอินทรีย์ต้นแบบ

นอกจากนี้ ยังแชร์ความรู้เรื่องการจัดการขยะอาหาร (Food waste) ที่สามารถจัดการขยะที่เกิดขึ้นภายในโรงแรมได้หมด 100 %  โดยนำไปเพิ่มมูลค่า ด้วยการนำไปเลี้ยงไส้เดือน เลี้ยงหมูเลี้ยงเป็ด ทำปุ๋ยหมักใช้ในแปลงเกษตรอินทรีย์ และผลิตน้ำมันไบโอดีเซลใช้กับพาหนะของโรงแรม ซึ่งไม่เฉพาะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ยังช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินท์ ได้อีกทางหนึ่งด้วย

ต่างชาติ ดูงานขับเคลื่อน "สามพรานโมเดล"

เทคนิคผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ของชุมชนชาวสวนแตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/349798

เทคนิคผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ของชุมชนชาวสวนแตง

ข้าวGAP

เทคนิคผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ของชุมชนชาวสวนแตง

การทำนาเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของเกษตรกรไทย เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของภาคการเกษตร กรมการข้าวได้สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ที่ได้รับรองมาตรฐานข้าว GAP เพื่อให้สมาชิกเกษตรกรภายในกลุ่มลดต้นทุนและเพิ่มมูลผลผลิตค่าสินค้าข้าว ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนสวนแตง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่สมัครเข้าร่วมโครงการตลาดเชื่อมโยงข้าว GAP และผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าว GAP ประเภทข้าวทั่วไประดับแปลง

เทคนิคผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ของชุมชนชาวสวนแตง

ประกอบด้วยข้อกำหนดในเรื่องต่างๆ คือแหล่งน้ำ พื้นที่ปลูก การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร การจัดการคุณภาพก่อนการเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว และการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว การขนย้าย การเก็บรักษาและการรวบรวมข้าวเปลือก การบันทึกและการจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้เกษตรกรเห็นถึงความสำคัญการยกระดับมาตรฐานผลผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP
นายบุญเกิด แสงเจริญธรรม สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนสวนแตง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ตอนนี้ทำนาบนพื้นที่จำนวน 6 ไร่ มีแนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด ได้ผลผลิตสูงสุด เกิดความยั่งยืนทางการเกษตร ไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม กรมการข้าวได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือ แนะนำในเรื่องต่างๆ

เทคนิคผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ของชุมชนชาวสวนแตง

ไม่ว่าจะเป็นการอบรมการใช้สารเคมีในปริมาณที่เหมาะสม และห้ามใช้สารอันตรายที่ก่อให้เกิดมลพิษทางดิน ทางน้ำ ทางอากาศ เพราะจะส่งผลต่อสุขภาพ ทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค พร้อมทั้งสนับสนุนในเรื่องของ เมล็ดพันธุ์ สารชีวภัณฑ์ เครื่องหยอดข้าว สอนอบรมวิธีการทำปุ๋ยสั่งตัด เพื่อลดการใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด  โดยข้าวที่จำหน่ายมีการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค เพราะว่าสมัยนี้คนเจ็บป่วยกันบ่อย สุขภาพก็ไม่ค่อยแข็งแรง เนื่องจากว่าทานสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับอาหาร ทำให้ตอนนี้ผู้บริโภคหันมาบริโภคข้าวอินทรีย์มากยิ่งขึ้น
ก่อนจะได้รับรองมาตรฐาน GAP เกษตรกรต้องเข้าร่วมกลุ่มนาแปลงใหญ่ จากนั้นมีขั้นตอนการขอรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีคือ เกษตรกรที่จะสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อให้ได้รับรองมาตรฐานข้าว GAP  ต้องไปกรอกใบสมัครที่หน่วยงานในพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวสุพรรณบุรี สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักเกษตรจังหวัด  จากนั้นก็เข้าร่วมการฝึกอบรมจากสำนักงานเกษตรที่เกี่ยวข้อง จะมีการบันทึกข้อมูลและปฏิบัติตามข้อกำหนด GAP และมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจประเมินเบื้องต้น มีคณะทบทวน พิจารณาตัดสินใจให้การรับรอง พอผ่านการรับรองแล้ว ทางกรมการข้าวจึงได้ออกใบรับรองมาตรฐาน GAP ให้กับเกษตรกรที่ผ่านกระบวนการ ที่ถูกต้องทุกขั้นตอน
การผลิตข้าวเพื่อให้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP นั้น จะมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวลงพื้นที่เพื่อสำรวจแปลงนาของสมาชิกเกษตรกร ว่าอยู่ในระดับที่ต้องใช้สารเคมีได้หรือยัง หากยังก็จะส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เองก่อนในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าแปลงนาของสมาชิกกลุ่มอยู่ในระดับที่ต้องใช้สารเคมีก็สามารถใช้สารเคมีได้ แต่ต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของกรมการข้าว โดยมีการใช้สารเคมีที่ถูกวิธี และเก็บให้ห่างจากที่อยู่อาศัย ที่เลี้ยงสัตว์ ไม่ทำให้เกษตรกรได้รับสารพิษ และห้ามใช้สารเคมีต้องห้าม ในกระบวนการผลิตข้าวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานข้าว GAP

เทคนิคผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ของชุมชนชาวสวนแตง

จะเห็นได้ว่าการผลิตข้าวมาตรฐาน GAP เป็นต้นแบบแรงจูงใจให้ชาวนาผลิตข้าวคุณภาพ ด้วยผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้งต่อชาวนา ผู้ประกอบการค้าข้าว และผู้บริโภค จะสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกรที่ปลูกข้าว และเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการค้าข้าวไทยที่แข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอีกด้วย

กรมส่งเสริมการเกษตรชวนท่องเที่ยวเชิงเกษตรต้อนรับฤดูหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/349708

กรมส่งเสริมการเกษตรชวนท่องเที่ยวเชิงเกษตรต้อนรับฤดูหนาว

กรมส่งเสริม

กรมส่งเสริมการเกษตรชวนท่องเที่ยวเชิงเกษตรต้อนรับฤดูหนาว

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวชมธรรมชาติและสัมผัสวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ที่สนใจวางแผนท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวนี้

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยยกระดับฟาร์มเกษตรกร หน่วยราชการ แหล่งศึกษาดูงานด้านการเกษตรที่มีศักยภาพ และวิสาหกิจชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตรที่มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว มีกิจกรรมด้านการเกษตรที่ปรับปรุงเป็นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวอย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์  และเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และสินค้าของชุมชนเพื่อนำเสนอแก่นักท่องเที่ยวอย่างครบวงจร เป็นทางเลือกใหม่ของนักเดินทาง ที่ได้รับทั้งความรู้ ความสนุกสนาน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อประกอบอาชีพได้

ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวประจำปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เหมาะสมต่อการท่องเที่ยวในฤดูหนาว อย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตพืชผักผลไม้ปลอดภัย จังหวัดสระบุรี, ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดกาญจนบุรี, ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น, ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี, วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีเกษตรและวัฒนธรรมบ้านนาจอก จังหวัดนครพนม, แก้วพะเนาออร์แกนิคฟาร์ม จังหวัดมหาสารคาม, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าขนแกะบ้านห้วยห้อม จังหวัดแม่ฮ่องสอน, วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน จังหวัดน่าน, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโฮมสเตย์ บ้านโคกเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ และท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย

ผู้ที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในแต่ละจังหวัดได้ในแอพพลิเคชั่น เกษตรเช็คอิน ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีในเพลย์สโตร์ของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ หรือที่เพจเฟซบุ๊ค ‘เกษตร เช็คอิน

ภารกิจฝนหลวงฯ ปี 61 ช่วยบรรเทาภัยแล้งกว่า 130 ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/349611

ภารกิจฝนหลวงฯ ปี 61 ช่วยบรรเทาภัยแล้งกว่า 130 ล้านไร่

ฝนหลวง

ภารกิจฝนหลวงฯ ปี 61 ช่วยบรรเทาภัยแล้งพื้นที่เกษตรกว่า 130 ล้านไร่

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ต้องการฝน     ซึ่งประสบปัญหาภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง ที่ส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชชนิดต่างๆ โดยช่วยเหลือพื้นที่ที่มีการร้องขอประกอบกับการวิเคราะห์จากสถานการณ์ภัยแล้ง พร้อมเร่งปฏิบัติการช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักสำหรับฤดูแล้งถัดไปอย่างเต็มความสามารถถึงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้

วันที่ 25 ตุลาคม 2561 เวลา 11.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ
การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปีงบประมาณ 2561 ที่ผ่านมา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2561 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง    ทั่วทุกภูมิภาค ในบริเวณพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร การอุปโภค-บริโภค ตามการร้องขอฝน การวิเคราะห์สภาพอากาศและสถานการณ์ภัยแล้งเป็นประจำทุกวัน

โดยในภาพรวมของการขึ้นบินปฏิบัติการ   ฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2561 ได้ขึ้นบินปฏิบัติการ จำนวน 223 วัน 4,299 เที่ยวบิน     ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 3,621.83 ตัน มีฝนตกรวม 58 จังหวัด มีพื้นที่ที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้น จำนวน 137.57 ล้านไร่ จากพื้นที่การขอรับบริการและพื้นที่ภัยแล้งทั้งหมด 181.05 ล้านไร่ ส่วนในปัจจุบันยังมีเกษตรกรและอาสาสมัครฝนหลวงแต่ละพื้นที่ขอรับบริการฝนหลวงเพื่อใช้ทำการเกษตรอยู่จำนวน 8.30 ล้านไร่ เนื่องจากบริเวณพื้นที่ดังกล่าวในบางภูมิภาค ประสบกับปัญหาฝนทิ้งช่วง เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตอับฝน มีฝนตกน้อย จึงทำให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับพืชบางชนิด อาทิ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ที่มีความต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโต   ให้ทันฤดูกาลเก็บเกี่ยวปลายปีนี้ และจากการปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี ชัยนาท และสิงห์บุรี
นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ปฏิบัติการฝนหลวงอีกหนึ่งภารกิจ คือการช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีความต้องการทั่วทุกภูมิภาค             โดยประสานข้อมูลกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่ามีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำจำนวนมากที่มีความต้องการน้ำสำหรับรองรับการใช้การในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร           จึงติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดและช่วงชิงขึ้นปฏิบัติการทันทีที่อากาศเอื้ออำนวย โดยตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2561 มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนและอ่างเก็บน้ำแล้วทั้งสิ้นจำนวน 138.425 ล้าน ลบ.ม. จากแผนคาดการณ์ 155 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ สำหรับการปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ปรับแผนขยายเวลาการทำงานจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ หรือต่อเนื่องไปหากสภาพอากาศมีความเหมาะสมในการทำฝน จึงขอให้ประชาชนและพี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษต