หนองบัวลำภูเร่งรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรทำถนนนำร่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/353568

หนองบัวลำภูเร่งรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรทำถนนนำร่อง

ถนนยางพารา

หนองบัวลำภูเร่งรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรทำถนนนำร่อง

             ก.เกษตรฯร่วมกับอบจ.หนองบัวลำภูเร่งรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรทำถนนนำร่องเป็นที่แรกตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศหวังผลให้ราคายางพาราขยับสูงขึ้น

                นายกฤษฎา บุญราชรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่าตามที่ได้สั่งการเร่งรัดประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนโครงการทำถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราในตำบลหมู่บ้านโดยมอบหมายเกษตรและสหกรณ์จังหวัดร่วมกับการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดทุกจังหวัดเป็นหน่วยงานกลางประจำพื้นที่พร้อมทั้งรับผิดชอบในการอำนวยการและประสานงานกับท้องถิ่นจังหวัดและผู้บริหารองค์กรปกครองทุกถิ่นทุกแห่งในจังหวัดเพื่อขอรับการสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการทำถนนงานยางพาราแอสฟัลต์ติกคอนกรีต(Para-Asphaltic)หรือถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพารา(Para Soil Cement)ในพื้นที่องค์กรปกครองท้องถิ่นของแต่ละจังหวัดนั้นขณะนี้ได้รับรายงานจากเกษตรและสหกรณ์(กษ.)จังหวัดหนองบัวลำภูว่าได้ประสานงานกับองค์การบริหารงานส่วนจังหวัด(อบจ.)ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีทางอบจ.อนุมัติงบประมาณสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราเป็นแห่งแรกเป็นถนนสาธิตตามนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐโดยอบจ.หนองบัวลำภูซื้อน้ำยางสดจากกลุ่มเกษตรกรห้วยเดื่อ1,200กิโลกรัมและจากสหกรณ์กองทุนสวนยางโนนทันยางทองจำกัด1,200กิโลกรัมมาทำถนนยางพาราที่หมู่4บ้านหินลับตำบลหนองสวรรค์อ.เมืองหนองบัวลำภูแล้ว

                ทั้งนี้ตามรายงานระบุว่าจากราคาซื้อขายที่กรุงเทพฯอยู่ที่กิโลกรัมละ36บาทนั้นกลุ่มเกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายในการนำแอมโมเนียและสารกันกอกเพื่อป้องกันยางจับตัวเป็นก้อนมาใส่ในน้ำยางสดรวมทั้งค่าขนส่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม10.23บาทต่อกิโลกรัมแต่ทางอบจ.รับซื้อน้ำยางสดในพื้นที่โดยเกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนดังกล่าวที่กิโลกรัมละ26.67บาท

                 “หากอปท.ทุกแห่งได้สนับสนุนให้มีการทำถนนภายในหมู่บ้านทุกหมู่บ้านหรือชุมชนทั่วประเทศทั้ง80,000หมู่บ้าน/ชุมชนด้วยถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพารา(Para Soil Cement)หมู่บ้านละอย่างน้อย1กิโลเมตรก็จะต้องใช้น้ำยางพาราไม่น้อยกว่า960,000ตัน(1ก.ม.ใช้นำ้ยางพาราจำนวน12ตัน)จะทำให้มีการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น(Demand)อย่างมีนัยยะซึ่งจะส่งผลให้ราคายางพาราสูงขึ้นตามเป้าหมายอีกทั้งเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย”รมว.เกษตรฯกล่าว

                  ด้านนายแพทย์ศราวุธ สันตินันตะรักษ์ นายกอบจ.หนองบัวลำภูกล่าวว่าได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการก่อสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราแก่ผู้บริหารอบต.เทศบาลและพนักงานด้านช่างถึงการนำน้ำยางพาราสดและน้ำยางพาราข้นมาทำถนนตามมาตรฐานงานดินซีเมนต์ของกรมทางหลวงชนบทตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อผลักดันราคายางพาราที่ตกต่ำให้มีราคาสูงขึ้นซึ่งได้ทำถนนสาธิตไว้ที่สายนภ.ถ. 10009สายบ้านเก๋าโกใต้-บ้านโนนงามตำบลหนองสวรรค์อำเภอ​เมืองหนองบัวลำภูสำหรับถนนสายแรกนี้ยาว200เมตรผิวการจราจรกว้าง6เมตรคิดเป็น1,200ตารางเมตรใช้ซีเมนต์240ถุงผสมดินลูกรังคลุกเคล้าให้เข้ากันต่อมาใช้น้ำยางพาราสดพ่นให้ทั่วผิวถนนแล้วใช้เครื่องจักรกลเกลี่ยและคลุกเคล้าถึง4รอบแล้วจึงบดอัดให้แน่น

            “อย่างไรก็ตามยังมีอบต. 43แห่งและเทศบาล24แห่งแสดงความจำนงที่จะร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางในจังหวัดทั้งนี้ถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราความยาว1กิโลเมตรผิวการจราจรกว้าง6เมตรคิดเป็น6,000ตารางเมตรใช้น้ำยางสด12,000กิโลกรัมกิโลกรัมละ26.67บาทคิดเป็นค่าน้ำยางสด320,040บาททั้งนี้เมื่อรวมค่าวัสดุอื่นๆจะใช้งบประมาณ1,130,040บาทในการสร้างถนนงานดินซีเมนต์ยางพาราความยาว1กิโลเมตรโดยทางจังหวัดหนองบัวลำภูจะรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรในท้องถิ่นเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และช่วยยกระดับราคายางให้สูงขึ้นตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล”นายกอบจ.หนองบัวลำภูกล่าว

รวมใจถวายราชสักการะ”วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/353277

รวมใจถวายราชสักการะ”วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2561

ฝนหลวง

รวมใจถวายราชสักการะ”วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2561

          กระทรวงเกษตรฯ รวมใจถวายราชสักการะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 63 ปี “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2561

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภานหลังเป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2561 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ถนนแจ้งวัฒนะ ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” โดยกำหนดให้วันที่ ๑๔ พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยให้ประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนุชนรุ่นหลัง ได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี ชื่นชมในพระบารมี และร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน

จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 63 ปีแล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะคิดค้น วิจัยหาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยแล้ง รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงพระราชดำริฝนหลวง จึงได้ถือกำเนิดขึ้นและสร้างคุณูปการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประเทศไทย และด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงคิดค้นเทคโนโลยีฝนหลวงขึ้นนั้น ยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลกและมีการจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในอีกหลายประเทศก็ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตที่จะนำเทคนิค และวิธีการทำฝนหลวงไปปรับใช้แก้ปัญหาความแห้งแล้งในประเทศของตัวเอง จึงถือได้ว่าโครงการพระราชดำริฝนหลวง เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพอย่างแท้จริง และเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและมวลมนุษยชาติอีกด้วย

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ 2561 มีกำหนดจัดงานดังกล่าวขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 16 พฤศจิกายน 2561 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งนอกจากในวันนี้จะเป็นพิธีถวายราชสักการะแด่องค์พระบิดาแห่งฝนหลวง พร้อมกับมีการแสดงนิทรรศการเรื่องเล่าความเป็นมาของโครงการพระราชดำริฝนหลวง พันธกิจและภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ช่องทางการขอรับบริการฝนหลวง อาสาสมัครฝนหลวง นิทรรศการฝนหลวงในต่างแดนที่แสดงถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานการช่วยเหลือภัยแล้ง และเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชาที่เผยแพร่ไปยัง 8 ประเทศ นิทรรศการโครงการพระราชดำริต่าง ๆ แล้ว ยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกมากมายกว่า 100 ร้านค้า เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP อาทิ ผัก ผลไม้ อาหารสด และอาหารแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาประหยัด รวมทั้งยังมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ การสอนการตัดเย็บกระเป๋าผ้า สาธิตการแปรรูปอาหารจากปลา การทำพุดดิ้งไข่ และการแสดงดนตรีโฟล์คซองอีกด้วย.

กยท. เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรมเทคโนฯยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/353169

กยท. เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรมเทคโนฯยาง

กยท

กยท. เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรม หลักสูตรถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจยาง ปี 2562

กยท. เปิดรับสมัคร เกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบการ และ สถาบันเกษตรกร เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจยาง ปี 2562 เพื่อเพิ่มความรู้  ความสามารถ  และเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตยางพารา

การยางแห่งประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตยาง และผลักดันให้มีการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น  ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย จึงได้จัดทำ หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร            ผู้ประกอบกิจการยาง  เพื่อเพิ่มความรู้ ความสามารถในด้านการสร้างมูลค่าให้กับผลผลิตของตนเอง  โดยจัดอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับยางพาราในด้านต่างๆ  อาทิเช่น  หลักสูตรการผลิตและการใช้ประโยชน์น้ำยางข้นชนิดครีม  /  เทคโนโลยียางแห้งเบื้องต้น  /  การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำยางโดยวิธีจุ่ม  /  การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำยางโดยการตีฟองเพื่อผลิตของชำร่วย  /  การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำยางโดยการตีฟอง  /  การแปรรูปยางรัดของจากยางแห้ง  /  การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ยางแห้งโดยการอัดเบ้าพิมพ์  /  การทำเบ้าปูนพลาสเตอร์และการทำตุ๊กตายาง หน้ากากยาง  /  การผลิตหมอนยางพารา

สำหรับผู้ที่สนใจ  เกษตรกร  สถาบันเกษตร  ผู้ประกอบกิจการ บุคคลทั่วไป หรือ หมู่คณะ สามารถแจ้งความประสงค์และลงทะเบียน ได้ที่  ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย แขวงลาดยาว เขตจตุจักร   กรุงเทพ 10900 โทร. 02-940-7391 อีเมล raot307@gmail.com  หรือ  การยางแห่งประเทศไทย ทุกสาขา

ไต้หวันผนึกกำลังกระตุ้นนโยบายอุตสาหกรรม CONNECT THE WORLD

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/353080

ไต้หวันผนึกกำลังกระตุ้นนโยบายอุตสาหกรรม CONNECT THE WORLD

ภาคการผลิตอัจฉริยะของไต้หวันผนึกกำลังกระตุ้นนโยบายอุตสาหกรรม Thailand 4.0 และ Connect the World

ภาคการผลิตอุปกรณ์จักรกลเพื่ออุตสาหกรรมอัจฉริยะชั้นนำของไต้หวันต่างมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดแนวทางการผลิตอัจฉริยะเพื่อการใช้งานที่แตกต่างต่างกันไปในนิทรรศการ METALEX 2018 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2561 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยประกาศยุทธศาสตร์สำคัญในด้านการพัฒนากระบวนการผลิตอัจฉริยะ เพื่อกระตุ้นนวัตกรรมเครื่องจักรกล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวนำไปสู่ยุค 4.0 เพื่อให้ตอบสนองต่อภารกิจอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งผู้ผลิตชั้นนำดังกล่าวจากไต้หวันจะจัดแสดงนวัตกรรมและโซลูชั่นส์ของตนในงาน METALEX 2018 ด้วย

ในปีนี้ TAITRA และผู้ผลิตอัจฉริยะ 20 แห่งจากเวที Taiwan Excellence จะนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชั่นส์ล้ำยุคที่พาวิลเลียน Taiwan Excellence ในนิทรรศการ METALEX 2018 บริษัทที่เข้าร่วมงานนี้ยังรวมถึงผู้ผลิตชั้นนำ ที่จะนำเสนออุปกรณ์อุตสาหกรรมในหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ส่วนควบคุมเครื่องจักรแบบ CNC ที่ล้ำสมัย เครื่องเจียระไนและลับคมตัด และเครื่องปั๊มชิ้นงาน ไปจนถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ประกอบอยู่ในรางสไลด์ลิเนียร์ไกด์ เครื่องตัด และเครื่องจับเครื่องมือกัดกลึง เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการและโรงงานผลิตได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญๆ ในด้านการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการให้คำปรึกษาเรื่องเครื่องจักรกลคุณภาพสูง ซึ่งผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตของไต้หวันมักเป็นที่ต้องการและเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากในบรรดาผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เพราะมีคุณภาพดีและนวัตกรรมล้ำสมัย

โดยในการแถลงข่าว บจก. Advantech บจก. TBI Motion Technology บจก. Tongtai Machine & Tool และ บจก. Toto Automation ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์เครื่องจักรอัจฉริยะชั้นนำ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์ตัวท็อปล่าสุด เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตของไทยในการก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0

นาย Jason Hsue ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจของสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า  “ไต้หวันพร้อมสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 โดยเราพร้อมแนะนำโซลูชั่นด้านการผลิตอัจฉริยะล่าสุดของภาคการผลิตชั้นนำจากไต้หวัน เราเชื่อว่า การที่พลังอำนาจการซื้อของประเทศไทยในไต้หวันมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั้นเป็นสัญญาณที่ดี ไต้หวันเป็นหุ้นส่วนที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดของไทย และทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันเพื่อทำให้นโยบาย Thailand 4.0 สมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้นี้”

ทั้งนี้ รัฐบาลไต้หวันมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องจักรอัจฉริยะ โดยมีจุดประสงค์ให้ไต้หวันเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลกของเครื่องจักรอัจฉริยะ และได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรมยุค 4.0 ซึ่งอุตสาหกรรมยุค 4.0 หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ หมายถึงการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นจากการผลิตอัจฉริยะและการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น ระบบอัตโนมัติในโรงงานระดับสูง และการใช้งาน Internet of Things

ไฮไลท์เด่นๆ จากพาวิลเลียน Taiwan Excellence ในปีนี้ยังรวมถึง โซลูชั่นอุตสาหกรรมอัตโนมัติ 4.0 จาก บจก. Avantech Co. Ltd. , เทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ จาก Tongtai , TOYO desktop robot จาก บจก.  Automation , โซลูชั่นส์การซ่อมบำรุงอุตสาหกรรม จาก Axiomtek , ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีไฮเทค จาก เครือ HiwinMikrosystem , หัวจับประเภท Angle Head Holder รุ่น SAG-DE สำหรับเครื่องจักรสองด้าน จาก บจก. Shin-Yain Industrial  , หุ่นยนต์ TM-5 Robot จาก บจก. Techman Robot โดยจะมีการจัดแสดงเจ้าหุ่นยนต์ซึ่งคิดและทำงานได้เหมือนมนุษย์ตัวนี้ที่งานเช่นกัน

ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังพัฒนานโยบาย Thailand 4.0 ในขณะที่ไต้หวันกำลังผลักดันนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound policy) ทั้งสองประเทศจึงสามารถร่วมมือกันในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อวกาศ เรือดำน้ำ อุปกรณ์การแพทย์ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ เศรษฐกิจดิจิตัล การแพทย์ และเทคโนโลยีพลังงานสีเขียว ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยและผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย

แนวพระราชดำริ ช่วยบรรเทาและลดปัญหาน้ำท่วมเมืองชุมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/353032

แนวพระราชดำริ ช่วยบรรเทาและลดปัญหาน้ำท่วมเมืองชุมพร

กรมชล

แนวพระราชดำริ ช่วยบรรเทาและลดปัญหาน้ำท่วมเมืองชุมพร 

              ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย. 61 เนื่องจากมีฝนตกหนักถึงหนักมากปกคลุมพื้นที่ จ.ชุมพร ประกอบกับสภาพภูมิประเทศของที่ตั้งตัวเมืองชุมพร ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มสองฝั่งคลองท่าตะเภา ซึ่งคลองท่าตะเภานี้เป็นลำน้ำที่ไหลผ่านเมืองชุมพร มีความลาดชันมาก ต้นน้ำอยู่ที่ตำบลนากระตาม มีลำน้ำสาขาที่สำคัญ 2 สาย คือ คลองท่าแซะ ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาในเขตอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และคลองรับร่อ ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาตะนาวศรี เขตแดนไทย-พม่า อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ไหลมารวมกันที่ตำบลนากระตาม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

จากสถานการณ์ฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน วัดปริมาณฝนสะสมเฉลี่ยได้มากกว่า 250 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากจากคลองท่าแซะและคลองรับร่อลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ปริมาณน้ำในคลองท่าแซะที่สถานีตรวจวัดทางอุทกวิทยา X.64 อ.ท่าแซะ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 640 ลบ.ม./วินาที (สูงกว่าตลิ่ง 0.17 เมตร) ปริมาณน้ำในคลองรับร่อ ที่สถานีตรวจวัดทางอุทกวิทยา X.248 อ.ท่าแซะ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 799 ลบ.ม./วินาที (สูงกว่าตลิ่ง 1.65 เมตร) คลองท่าตะเภา มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานีตรวจวัดทางอุทกวิทยา X.158 อ.ท่าแซะ วัดได้ 810 ลบ.ม./วินาที (สูงกว่าตลิ่ง 0.87 เมตร) เมื่อรวมปริมาณน้ำจากคลองพาง ส่งผลให้คลองท่าตะเภามีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุด 1,111 ลบ.ม./วินาที (ศักยภาพสามารถรับน้ำได้ 990 ลบ.ม./วินาที) ซึ่งเป็นปริมาณน้ำสูงสุด ในรอบปีการเกิดซ้ำ 15 ปี สูงกว่าที่ได้ออกแบบไว้ ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่การเกษตร

การบริหารจัดการน้ำ ก่อนที่น้ำจะไหลผ่านลงสู่เขตเมืองชุมพร กรมชลประทานได้ใช้อาคารชลประทานต่างๆ ในโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ตามพระราชดำริ (ลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา) และแก้มลิงหนองใหญ่เป็นจุดพักน้ำ บริหารจัดการน้ำด้วยการตัดยอดน้ำในคลองท่าแซะเข้าสู่แก้มลิงหนองใหญ่ผ่านคลองละมุในอัตรา 300 ลบ.ม./วินาที และผันน้ำจากคลองท่าตะเภาผ่านประตูระบายน้ำหัววัง ในอัตรา 485 ลบ.ม./วินาที และ ประตูระบายน้ำสามแก้วใหม่ ในอัตรา 306 ลบ.ม./วินาที และควบคุมปริมาณน้ำผ่านประตูระบายน้ำท่าตะเภา ในอัตรา 236 ลบ.ม./วินาที (ระดับน้ำล้นตลิ่งสูง 0.31 เมตร) เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเทศบาลเมืองชุมพร โดยก่อนการดำเนินการได้ประสานแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ให้ร่วมกันประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ทราบโดยทั่วกัน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเกิดอุทกภัย กรมชลประทานได้ดำเนินการเดินเครื่องสูบน้ำทั้งหมด 8 เครื่อง และเดินเครื่องผลักดันน้ำทั้งหมด 22 เครื่อง รวมทั้งนำรถแบ็คโฮและเจ้าหน้าที่เข้าไปกำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางการระบายน้ำหน้าอาคารชลประทานต่างๆ ส่วนประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ ต.นากะตาม อ.ท่าแซะ และ ต.บางลึก อ.เมืองชุมพร กรมชลประทานและหน่วยงานต่างๆ ได้ให้การช่วยเหลือ และเข้าฟื้นฟูทำความสะอาดพื้นที่จนเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ

จากการบริหารจัดการดังกล่าวข้างต้น ทำให้สถานการณ์อุทกภัยในลุ่มน้ำคลองท่าตะเภากลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สามารถป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดชุมพรได้ ด้วยโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ตามพระราชดำริ ซึ่งได้รับการยอมรับจากประชาชนชาวชุมพร ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “ด้วยพระบารมี ชุมพรวันนี้สุขร่มเย็น” เป็นเวลา 20 ปีแล้ว ที่น้ำไม่เคยท่วมจังหวัดชุมพรอีกเลย นับแต่มีพระราชดำริพระราชทานไว้ให้กับชาวชุมพร ตั้งแต่ปี 2541

กรมชลประทาน ตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ได้ร่วมกับส่วนราชการ     ที่เกี่ยวข้องวางแผนดำเนินการกำหนดแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยน้อมนำแนวทางตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร        ซึ่งในส่วนของลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา สามารถบรรเทาอุทกภัยได้แล้วในระดับหนึ่ง จึงนำมาขยายผลสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ของจังหวัดชุมพรต่อไป

ก.เกษตรฯมุ่งพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันสู่มาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/353029

ก.เกษตรฯมุ่งพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันสู่มาตรฐานสากล

ปาล์ม

ก.เกษตรฯมุ่งพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันสู่มาตรฐานสากล

กรมส่งเสริมการเกษตรจับมือกรมวิชาการเกษตรและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH ผลักดันโครงการผลิตน้ำมันปาล์ม เพื่อมุ่งสู่การยกระดับปาล์มน้ำมันในประเทศไทยให้ได้มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม (RSPO) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมากที่สุดขณะนี้

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตน้ำมันปาล์มมากเป็นอันดับ 3 ของโลก มีโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มที่ลงทะเบียนมากกว่า 100 รายและพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนภายในประเทศไทยนั้นค่อนข้างมีจำกัด คิดเป็นเพียง 2% ของการผลิตน้ำมันปาล์มที่ผลิตได้ทั้งหมด สวนปาล์มน้ำมันของเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของพื้นที่ปาล์มน้ำมันในประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ยังขาดองค์ความรู้และศักยภาพด้านการจัดการสวนปาล์ม ขาดการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายที่ช่วยเหลือกันตามแนวทางการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ส่งผลให้คุณภาพและผลผลิตของปาล์มน้ำมันในประเทศไทยมีคุณภาพไม่ดีนัก

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตรและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ดำเนินโครงการความร่วมมือในการผลิตน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการผลิตน้ำมันปาล์มและเพิ่มความยั่งยืนทางนิเวศวิทยาและสังคมในการผลิตปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอุปสงค์และอุปทานของการผลิตปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืนในประเทศไทย เป็นการปลดล็อกศักยภาพของเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยและปรับปรุงวิถีชีวิตของเกษตรกร ส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชตามความเหมาะสมของที่ดิน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันในพื้นที่ขนาดใหญ่ซึ่งจะนำไปสู่การลดต้นทุน ส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเพื่อให้มั่นใจถึงคุณภาพของพืชและสิ่งแวดล้อม การป้องกัน และเชื่อมโยงเกษตรกรเข้าสู่ตลาด ให้เป็นไปตามแผน “Big Farm Farming Scheme” (เกษตรแปลงใหญ่) ภาคปาล์มน้ำมัน โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากMinistry of the Environment, Nature Conservation and Nuclear Safety (BMU) แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สำหรับการดำเนินโครงการในประเทศไทย โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จนถึง พ.ศ. 2565 รวม 4 ปี

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตร มีบทบาทหน้าที่ในการแต่งตั้งผู้ประสานงานโครงการและรับผิดชอบงานด้านวิชาการในส่วนกลางและระดับท้องถิ่น โดยเปิดให้ใช้พื้นที่ทำงานหรือสำนักงานท้องถิ่นสำหรับเจ้าหน้าที่โครงการในพื้นที่    นำร่อง ได้แก่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และชุมพร รวมถึงเปิดศูนย์ฝึกอบรมในจังหวัดกระบี่เพื่อฝึกอบรมวิทยากรและเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พร้อมสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ เพื่อการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม โดยดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่    ผู้ฝึกสอน คือ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ และผู้นำเกษตรกร รวมถึงให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกรพร้อมเตรียมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองจังหวัดกระบี่ ให้เป็นสถานที่ฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติเป็นโรงเรียนปาล์มน้ำมัน มีแปลงปลูกปาล์มน้ำมันสำหรับฝึกปฏิบัติ พร้อมร่วมพัฒนาฐานข้อมูลดิจิตอลเพื่อติดตามและรายงานผลการดำเนินงานของเกษตรกรในพื้นที่นำร่องตามฐานข้อมูลเดิมที่กรมส่งเสริมการเกษตรมีอยู่ เช่น mobile app, web-base พร้อมสนับสนุนการดำเนินโครงการให้สามารถพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล RSPO

โดยคาดว่า ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2565 จะมีเกษตรกรรายย่อยกว่า 3,000 รายที่ได้รับความรู้จากการเข้าร่วมโครงการ สามารถผลิตวิทยากรหลักจากโครงการมากกว่า 50 คน มีภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 10 โรงงาน ลดต้นทุนในการผลิตได้ถึง 20% และสามารถลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 5,000 ตัน

ชี้ยังต้องการข้าวโพดผลิตอาหารสัตว์อีกปีละ 3 ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/353028

ชี้ยังต้องการข้าวโพดผลิตอาหารสัตว์อีกปีละ 3 ล้านตัน

ข้าวโพดอาหารสัตว์

นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยชี้ยังต้องการข้าวโพดผลิตอาหารสัตว์อีกปีละ 3 ล้านตัน 

            นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยยืนยันปริมาณผลผลิตข้าวโพดในประเทศยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ส่งผลทำให้ที่ผ่านมาต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เชื่อมั่นโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาของรัฐบาลจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร พร้อมประสานโรงงานอาหารสัตว์ร่วมเปิดจุดรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่เป้าหมาย 33 จังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามีตลาดรับซื้อที่แน่นอนและได้ราคาที่เป็นธรรม

ชี้ยังต้องการข้าวโพดผลิตอาหารสัตว์อีกปีละ 3 ล้านตัน

            นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยถึงความร่วมมือในการดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาว่า ทางสมาคมฯได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ เนื่องจากสมาคมฯมีสมาชิกเป็นบริษัทเอกชนที่ผลิตอาหารสัตว์ประมาณ 55 แห่ง และมีความต้องการข้าวโพดเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์อีกจำนวนมาก ปัจจุบันปริมาณข้าวโพดในประเทศยังขาดแคลนและต้องการให้เพิ่มผลผลิตอีกปีละ 3 ล้านตัน                   ซึ่งอาจจะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพิ่มอีก 3-4 ล้านไร่ และหากสามารถเพิ่มผลผลิตได้อีก                    ปีละ 3 ล้านตัน ก็จะเป็นประโยชน์กับทั้งตัวเกษตรกรที่สามารถลดพื้นที่ทำนาแล้วหันมาปลูกพืชที่มีตลาดรับซื้อแน่นอนและได้ราคาที่เป็นธรรม ขณะเดียวกันโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ก็จะมีวัตถุดิบในประเทศที่เพียงพอสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ และลดการสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ

            “ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่เริ่มปลูกข้าวโพดในเดือนเมษายนและเก็บเกี่ยวในเดือนสิงหาคม – กันยายน              ซึ่งเป็นช่วงหน้าฝน ทำให้ข้าวโพดมีความชื้นสูงถึง 30% ผลผลิตอาจเสียหายและเป็นเชื้อราได้ง่าย ซึ่งการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา โดยเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงต้นเดือนมกราคม  นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะเป็นช่วงที่สภาพอากาศและอุณหภูมิเหมาะสมในการปลูกข้าวโพด ระยะเวลาการปลูก 4 เดือน ฤดูเก็บเกี่ยวจะอยู่ในเดือนมีนาคม – เมษายน เป็นช่วงฤดูแล้ง ข้าวโพดที่ได้จะมีความชื้นต่ำ ไม่ต้องเสียเวลาในการอบลดความชื้นและเก็บเกี่ยวง่าย ซึ่งทางสมาคมฯได้กำหนดราคารับซื้อข้าวโพดความชื้นไม่เกิน 14.5% อยู่ที่ 8 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาหน้าโรงงานในเขตกรุงเทพและปริมณฑล แต่หากความชื้นสูงกว่านั้น จะมีการลดทอนราคาตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด และขณะนี้มีโรงงานอาหารสัตว์ ในบางจังหวัด รับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 10 บาท “

            ขณะนี้ทางสมาคมฯร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมความพร้อมเรื่องจุดรับซื้อข้าวโพดในพื้นที่เป้าหมายโครงการ 33 จังหวัด ซึ่งมีทั้งการรับซื้อตรงจากเกษตรกร  หรือซื้อผ่านสหกรณ์การเกษตร โดยสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรวบรวมข้าวโพดแล้วนำมาอบลดความชื้นให้ได้มาตรฐานไม่เกิน 14.5% ก่อนส่งขายให้โรงงาน สำหรับพื้นที่ห่างไกล                 หรือสหกรณ์ในพื้นที่ไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องอบลดความชื้น ทางสมาคมฯจะประสานเอกชนที่มีประสบการณ์ในการรับซื้อและปรับปรุงคุณภาพพืชไร่ เข้ามารับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร และเชื่อมต่อระหว่างเกษตรกรกับโรงงานผลิตอาหารสัตว์                      ซึ่งทางสมาคมฯมีการกำหนดพื้นที่และบริษัทที่จะเข้าไปรับซื้อที่ชัดเจน จึงอยากเชิญชวนเกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้จนถึง 15 มกราคม 2562 พร้อมให้ความมั่นใจว่าผลผลิตจากโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาจะมีตลาดรับซื้ออย่างแน่นอน

สภาเกษตรฯ ตั้งองค์กรดันกัญชาถึงมือเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/352043

สภาเกษตรฯ ตั้งองค์กรดันกัญชาถึงมือเกษตรกร

กัญชา

สภาเกษตรฯ ตั้งองค์กรดันกัญชาถึงมือเกษตรกร 

          นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรฯสนใจเรื่องกัญชารักษาโรคมาหลายปี เพราะเกษตรกรเป็นโรคเรื้อรังยิ่งเกษตรกรใช้ยาเคมีสารเคมีเกษตรเยอะก็ยิ่งเจ็บป่วยและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงมาก สภาเกษตรกรฯอยากเห็นเกษตรกรสามารถที่จะบำบัดตนเองได้ด้วยกัญชา เพราะว่าพิสูจน์มาช้านานแล้วว่าได้ผล ที่สำคัญคือต้นทุนไม่แพงและกัญชายังเป็นโอกาสของเกษตรกรสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้ให้กับตนเองและประเทศชาติ

กัญชาที่ซื้อ-ขายในตลาดโลกคุณภาพดีกิโลกรัมละหลายหมื่นบาท กัญชาที่ผลิตจาก สปป.ลาว อย่างน้อยกิโลกรัมละ 5,000 บาท ประเทศไทยสามารถสร้างความมั่งคั่งได้จากพืชเกษตรกัญชาได้  หลายเดือนที่ผ่านมานี้ภาครัฐเหมือนจะยอมรับ เหมือนจะปลดล็อกแต่ตามลึกๆหน่วยงานที่ข้องเกี่ยวมีหน้าที่โดยตรงพยายามบิดเบือนเรื่องที่สภาเกษตรกรแห่งชาติพยายามนำเสนอมาตลอด และจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาหาประโยชน์จากสารสกัดกัญชารักษาโรค  รวมทั้งการเปลี่ยนกัญชา , กระท่อม จากยาเสพติดประเภท 5 ให้เป็นยาเสพติดตามบัญชีรายชื่อประเภท 2 นั้น

หลังจากที่ศึกษาแล้วก็ต้องตกใจกัญชากลับกลายเป็นสารเสพติดประเภทเดียวกับมอร์ฟีนซึ่งโทษแรงมากและสั่งโดยแพทย์แผนปัจจุบันสกัดโดยบริษัทข้ามชาติเท่านั้นจึงจะสามารถขึ้นทะเบียนได้  ซึ่งตรงนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติไม่เห็นด้วย ชัดเจนว่าเอื้อประโยชน์ต่อทุนใหญ่และบริษัทข้ามชาติ มีรายละเอียดเยอะมากที่สามารถจะคิดได้อย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยา การขออนุญาต ยุ่งยากเกินกว่าเกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศไทยจะเข้าถึงได้ ถ้าปล่อยไปผู้ป่วย , ลูกหลานในอนาคตจะเสียใจเพราะจะไม่มีโอกาสเข้าถึงยากัญชารักษาโรคเลยนอกจากคนมีเงินเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2561 เวลา 13.30 น. สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดประชุมเครือข่ายที่สนใจเรื่องกัญชารักษาโรค ทั้งแพทย์ ผู้มีความชำนาญ มีความรู้ และเกี่ยวข้องกับพืชกัญชาเพื่อรักษาโรค ด้วยแนวคิดมุ่งมั่น การขับเคลื่อน เป้าหมายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คิดตรงกับแนวทางของสภาเกษตรกรแห่งชาติ จึงเห็นควรจัดตั้งเป็นองค์กรเพื่อขับเคลื่อนร่วมกันผลักดันนโยบายให้เป็นจริงและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง โดยเห็นตรงกันในการใช้ชื่อกลุ่มองค์กร ว่า “แคนนาบิส เพื่อการป้องกัน รักษาโรค (MEDICAL CANNABIS ORGANIZATION)” โดยจะประชุมหารือและเปิดตัวองค์กรฯในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 และแถลงข่าวเวลา 15.30 น. ณ อาคารวชิรานุสรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ด้วย

รัฐจับมือรุกแผนรับมือท่วม-แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/351956

รัฐจับมือรุกแผนรับมือท่วม-แล้ง

สทนช

รัฐจับมือรุกแผนรับมือท่วม-แล้ง

             สทนช.หารือหน่วยเกี่ยวข้องคาดการณ์สถานการณ์น้ำภาคใต้ พร้อมจับมือทุกหน่วยทำแผนรับมือพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำอุปโภค-บริโภคและภาคเกษตร เร่งหาเร่งน้ำต้นทุนสำรอง เตรียมตั้งคณะทำงานกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน และแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่

รัฐจับมือรุกแผนรับมือท่วม-แล้ง

             เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561) เวลา 09.30 น. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครั้งที่ 10/2561 ณ ห้องประชุมน้ำปิง ชั้น 4 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อาคารจุฑามาศ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการเกษตร กองทัพบก กองทัพไทย เป็นต้น โดยมีสาระสำคัญใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การติดตามสภาพอากาศภาคใต้ที่อยู่ในช่วงฤดูฝน สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน การให้ความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการคาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือ และ 2. การติดตามความก้าวหน้าแผนการรับมือสถานการณ์ภัยแล้งในปี 61/62 โดยเฉพาะการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงให้ชัดเจน เพื่อเตรียมแผนรับมือการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสำรอง และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

            ซึ่งเบื้องต้นสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้มีหนังสือแจ้งไปยัง 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย เพื่อทำการสำรวจประปาหมู่บ้าน และประปาเทศบาลที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน พร้อมจัดทำแผนสำรองและแนวทางแก้ไขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำรวจข้อมูลอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กนอกเขตชลประทาน และจัดทำแผนรองรับและสนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อตรวจสอบและยืนยันพื้นที่เพาะปลูกทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน และจัดทำมาตรการรองรับ

                  ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สทนช.วิเคราะห์แล้ว พบว่า พื้นที่เสี่ยงได้อาจจะรับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งปี 2561/62 แบ่งเป็น 1. พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ปี 2561/62 เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งพิจารณาการมีทั้งสิ้น 11 จังหวัด 27 อำเภอ 71 ตำบล ประกอบด้วย จ.อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ สุพรรณบุรี หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม และศรีสะเกษ และ 2. พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค โดยพิจารณาจากพื้นที่ที่มีปริมาณฝนสะสมในช่วง 1 ม.ค.-31 ต.ค.61 น้อยกว่า 20 % ของค่าเฉลี่ย รายภาค ยกเว้นพื้นที่ในเขตชลประทาน พบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 20 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย เพชรบูรณ์ สุพรรณบุรี ชัยนาท อุทัยธานี อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์  สมุทรสงคราม  ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ขอนแก่น เลย ร้อยเอ็ด  สุรินทร์ กาญจนบุรี และราชบุรี

                   ขณะที่แผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี2561/62 ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน ข้าวนาปรังปี 61/62 ประมาณ 8.3 ล้านไร่ ซึ่งได้มีการปรับลดพื้นที่ลงจากปี 60/61 จำนวน 4.5 แสนไร่ พืชไร่พืชผักอื่นๆ 6 แสนไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.7 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน 5.6 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปรังปี 61/62 จำนวน 3.3 ล้านไร่ พืชไร่พืชผักอื่นๆ 1.4 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 แสนไร่ ซึ่งที่ประชุมรวมถึงได้หารือแผนมาตรการเตรียมการรับสถานการณ์ภัยแล้ง และแนวทางแก้ไขปัญหา และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแหล่งน้ำ เร่งสำรวจและจัดทำบัญชีแหล่งน้ำ พร้อมติดตามแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง ผลการเพาะปลูกพืชจริงตามแผนการจัดสรรน้ำ โดยแยกเป็นรายลุ่มน้ำประกอบด้วย ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำชี-มูล ลุ่มน้ำแม่กลอง และลุ่มน้ำภาคตะวันออก เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในวันที่ 19 พ.ย. 61 ต่อไป

                นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการตั้งคณะทำงานกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ (Rule Curve) สำหรับอ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ใน 2 กรณี ได้แก่ 1) น้ำมาก น้ำปานกลาง และน้ำน้อย และ 2) น้ำวิกฤติ โดยให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการน้ำที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปและวัตถุประสงค์ของการจัดสรรน้ำ ในรูปแบบเกณฑ์การควบคุมที่เหมาะสมตามสถานการณ์ และเกณฑ์การควบคุมตามสภาวะปกติ

                   สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ล่าสุดขณะนี้ ยังคงมีฝนหนักได้ในบางพื้นที่ ปริมาณฝน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ (อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ 102.0 มม. อ.บางสะพานน้อย 58.5 มม.) อ.กงหรา จ.พัทลุง (99.0 มม.) อ.ร่อนย์พิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช (84.0 มม.) และ อ.หลังสวน จ.ชุมพร (58.0 มม.) ส่วนในวันที่ 12-13-14 พ.ย. 61 ปริมาณฝนตกในพื้นที่ภาคใต้จะลดลง พื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร ยังคงมีฝน แต่ปริมาณไม่มากนัก ส่วนทางภาคเหนือจะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น สำหรับวันที่ 15-16-17 พ.ย. 61 ภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงไปบริเวณ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช แต่ปริมาณฝนไม่มากเหมือนช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนวันที่ 18-19 พ.ย. 61 อาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดฝนและลมแรง ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทย คลื่นสูงประมาณ 2 ม. ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก ไม่มีระดับน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ อ่างฯ แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี (91%) น้ำไหลเข้าวันละ 4.11 ออก 2.59 ล้าน ลบ.ม. และอ่างฯ ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ (85%) น้ำไหลเข้าวันละ 11.64 ออก 2.41 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ให้ติดตามสถานการณ์น้ำและการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

      ทั้งนี้ สทนช.ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน กำกับ ติดตาม และเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตะวันตก ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก ลุ่มน้ำตาปี ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และลุ่มน้ำปัตตานี พร้อมขุดคลองคลองและอ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ตรวจสอบความพร้อมการใช้งานของอาคารบังคับน้ำและสถานีสูบน้ำต่างๆ รวมทั้ง กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อรับมืออุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ไว้แล้ว โดยติดตั้งบริเวณพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ให้สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันที ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 453 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 300 เครื่อง รถแทรกเตอร์/รถขุด 108 คัน เครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าดำเนินการได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

สถานการณ์น้ำชุมพร และอ.บางสะพาน เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/351930

สถานการณ์น้ำชุมพร และอ.บางสะพาน เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

น้ำท่วม,ชุมพร

สถานการณ์น้ำชุมพร และอ.บางสะพาน เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

วันที่ 12 พ.ย.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดชุมพร ฝนได้หยุดตกแล้ว ระดับน้ำในคลองต่างๆ ลดลง อาทิ คลองท่าแซะ สถานี X.64 อ.ท่าแซะ ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 2.32 เมตร และ      คลองท่าตะเภา สถานี X.158 บ้านวังครก อ.ท่าแซะ ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 2.56 สถานี X.180 สะพานเทศบาล 2         อ.เมืองชุมพร ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 0.70 เมตร แนวโน้มระดับน้ำในคลองธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการบริหารจัดการน้ำ โครงการชลประทานชุมพร ได้ควบคุมปริมาณน้ำที่ ประตูระบายน้ำ(ปตร.)      ท่าแซะ และควบคุมการระบายน้ำผ่าน ปตร.หัววัง คลองหัววัง – พนังตัก ปตร.พนังตัก ควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้ล้นคลองท่าตะเภา ที่อาจจะส่งผลต่อตัวเมืองชุมพรได้ ปัจจุบันสถานการณ์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ โครงการชลประทาน-ชุมพร ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่หมู่ที่ 1 ต.นาทุ่ง 2 เครื่อง และหมู่ที่ 1 ต.นาชะอัง อ.เมือง 2 เครื่อง พร้อมเดินเครื่องผลักดันน้ำในคลองชุมพร 8 เครื่อง และคลองตะโกอีก 4 เครื่อง นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมที่บริเวณปลายคลองสามแก้วอีก 10 เครื่อง พร้อมกำจัดวัชพืชหรือสวะสิ่งกีดขวางการระบายน้ำหน้าอาคารชลประทานต่างๆ ช่วยเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบนให้ไหลลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด สถานการณ์น้ำในพื้นที่จ.ชุมพร เข้าสู่ภาวะปกติแล้วเป็นส่วนใหญ่
ส่วนที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สถานการณ์น้ำท่วม อ.บางสะพาน ปัจจุบันได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ในเขตชุมชนเข้าสู่ช่วงฟื้นฟู สำหรับในพื้นลุ่มต่ำบางแห่งยังมีน้ำท่วมขัง หน่วยงานต่างๆ ทุกภาคส่วนให้ความช่วยเหลือ คาดว่าน้ำจะแห้งทั้งหมดภายใน 2 วัน หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่ม

กรมชลประทาน ได้ดำเนินการช่วยเหลือ โดยการใช้รถแบ็คโฮ 6 คัน ขุดลอกตะกอนดินคลองบางสะพานช่วงไหลออกสู่ทะเล เพื่อลดระยะทางการระบายน้ำ และเร่งให้ระบายน้ำออกทะเลได้เร็วขึ้น ส่วนที่โรงพยาบาลบางสะพาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 4 เครื่อง ช่วยเร่งระบายน้ำที่ท่วมขัง นอกจากนี้ ยังได้ใช้รถแบ็คโฮจัดเก็บกิ่งไม้ที่ลอยมาตามน้ำในคลองต่างๆ ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้กีดขวางทางน้ำ และยังสนับสนุนรถบรรทุกน้ำ 2 คัน สำหรับล้างทำความสะอาดพื้นที่ต่างๆด้วย