รมว.เกษตรฯใช้กลไกผ่านผู้ตรวจติดตามโครงการสานพลังประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/355699

รมว.เกษตรฯใช้กลไกผ่านผู้ตรวจติดตามโครงการสานพลังประชารัฐ

กเกษตร

รมว.เกษตรฯใช้กลไกผ่านผู้ตรวจติดตามโครงการสานพลังประชารัฐ

              รมว.เกษตรฯย้ำใช้กลไกผ่านผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ติดตามโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาและโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่

วันที่ 14 ธ.ค. นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ได้สั่งการให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในพื้นที่ โดยสอบถามสถานการณ์กับเกษตรและสหกรณ์จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนเกษตรกรที่แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ และจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการฯ

โดยพยายามเร่งรัดให้มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 และเข้าพบหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยขอให้ผู้ว่าฯ กำชับนายอำเภอในการขับเคลื่อนโครงการ และให้ผู้ตรวจราชการ กลับมารายงานผลการตรวจติดตามโครงการฯ ต่อปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งให้ประชุมทำความเข้าใจโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา กับเกษตรอำเภอและเกษตรตำบลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าว ชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนตรวจสอบจุดรับซื้อข้าวโพดว่ามีครบหรือไม่ และมีบริษัทอะไรบ้างที่รับซื้อข้าวโพดในพื้นที่ หากมีปัญหาติดขัดให้ผู้ตรวจประสานแจ้งอธิบดีที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำตอบในทันที

รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่า สำหรับการติดตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ให้ผู้ตรวจราชการฯ ลงพื้นที่พบปะหารือกับเกษตรและสหกรณ์จังหวัดและ ผอ.กยท.จังหวัด เกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐ สอบถามถึงการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและท้องถิ่นจังหวัดว่าดำเนินการไปแล้วหรือไม่ และจังหวัดเริ่มก่อสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ (Para Soil Cement) มีความคืบหน้าถึงไหนแล้ว

ทั้งนี้ จะมีการส่งคู่มือการก่อสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ (Para Soil Cement) ไปยังสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดและส่งต่อไปยังองค์กรท้องถิ่นจังหวัด ประกอบกับให้จัดตั้งสำนักงานสนับสนุนการใช้ยางในภาครัฐขึ้น และให้ผู้ตรวจราชการฯ ติดตามการประชุม คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (.พ.ก.) ซึ่งควรมีการประชุมอย่างน้อยเดือนละครั้ง รวมทั้งเฝ้ารับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์และองคมนตรีในเขตพื้นที่ของผู้ตรวจราชการฯ พร้อมกราบบังคมทูลถวายรายงานด้วย

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเร่งจัดการขยะคลองดำเนินสะดวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/355665

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเร่งจัดการขยะคลองดำเนินสะดวก

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จัดการอบรมเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้การจัดการขยะเส้นทางคลองดำเนินสะดวก

      เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.61   นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการอบรมเสริมสร้างองค์ความรู้การจัดการขยะในโรงเรียน ณ โรงเรียนอนุบาลวัดโชติทายการามสงเคราะห์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี โดย พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จัดการอบรมเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้การจัดการขยะในโรงเรียน วัด และชุมชน ตลอดเส้นทางคลองดำเนินสะดวก ระยะทาง 10 กิโลเมตร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการจัดการขยะ ภายใต้แนวคิด Zero Waste หรือขยะเหลือศูนย์ ด้วยหลักการ 3Rs คือ Reduce ใช้น้อย Reuse ใช้ซ้ำ Recycle นำมาใช้ใหม่

โดยการจัดการขยะตั้งแต่แหล่งกำเนิด ลดการเกิดขยะ ทำให้ขยะเหลือน้อยที่สุด และการจัดการขยะที่เหลืออย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการปรับมุมมองใหม่ที่ว่า ขยะ คือ ทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ สร้างจิตสำนึก และการมีส่วนร่วมในการลดขยะต้นทาง โดยการมีส่วนร่วมของนักเรียน คุณครู รวมถึงผู้ปกครองที่อยู่ที่บ้านในการลดขยะต้นทาง เพื่อมุ่งไปสู่โรงเรียนปลอดขยะ และนำไปสู่การพัฒนาคลองดำเนินให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

นางอำนวยพร กล่าวว่า รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ดำเนินการพัฒนาคูคลองเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจในทุกจังหวัด ส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีคลอง พัฒนาพื้นที่ต้นแบบ สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวมุมมองใหม่ โดยคัดเลือกตลาดน้ำดำเนินสะดวก “วิถีคลอง วิถีไทย ตามรอยเสด็จคลองดำเนิน” เป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาน้ำเสีย และขยะตามมา

ทั้งนี้ หลายหน่วยงานเข้ามาดำเนินงานตามบทบาทภารกิจที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของ ทส. พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ดำเนินการให้ความรู้ รณรงค์สร้างจิตสำนึก ด้านการจัดการขยะ และน้ำเสีย ในบริเวณวัด โรงเรียน และชุมชน ตลอดเส้นทางคลองดำเนินสะดวก ระยะทาง 10 กิโลเมตร รัฐบาลกำหนดให้ขยะเป็นวาระแห่งชาติ โดยขยะเป็นปัญหาสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากปริมาณขยะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่การฝังกลบที่มีอยู่เดิมมีจำกัด และการหาสถานที่ฝังกลบแห่งใหม่ค่อนข้างยาก และมักจะถูกต่อต้านจากประชาชน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน รวมถึงน้องๆ นักเรียนที่มาอบรมในวันนี้ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการลดปัญหาขยะที่เกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตามกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำแนวคิด Zero Waste หรือ “ขยะเหลือศูนย์” มาเผยแพร่ให้แก่ชุมชน และโรงเรียน เพื่อให้เกิดชุมชนปลอดขยะและโรงเรียนปลอดขยะ ซึ่งปัจจุบันกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินโครงการประกวดโรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste School) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน โดยที่ “ศูนย์” หรือ Zero Waste ไม่ใช่การทำให้ขยะหมดไปหรือไม่มีเหลืออยู่ แต่เป็นแนวคิดการจัดการขยะตั้งแต่แหล่งกำเนิด ลดการเกิดขยะ การทำให้ขยะเหลือน้อยที่สุด และการจัดการขยะที่เหลืออย่างมีประสิทธิภาพ

ปลัดเกษตรฯ เปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/355642

ปลัดเกษตรฯ เปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต

ปลัดเกษตรฯ เปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีตในศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย

             ปลัดเกษตรฯ เปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ภายในศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย ตามมาตรการเร่งรัดการใช้ยางพารา พร้อมตั้งเป้าขยายผลกว่า 50 แห่งทั่วประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องชาวสวนยางและประเทศให้มากที่สุด
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ตามมาตรการเร่งรัดการใช้ยางพารา โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐของกรมการข้าว ณ ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย ว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารากว่า 4 ล้านตัน/ปี และกว่า 90% ส่งออกต่างประเทศ ทำให้ประสบปัญหาราคาผันผวน จนปัจจุบันมีราคาตกต่ำลงอย่างมากเมื่อเปรียบราคาต้นทุนที่รัฐบาลประเมินไว้ รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โดยการแปรรูปยางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือใช้เป็นส่วนผสมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมในการทำถนนลาดยาง เพื่อสร้างสมดุลของราคายางพาราในตลาด ควบคู่กับการออกมาตรการต่าง ๆ มารองรับ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราและลูกจ้างในสวนยางให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ถึงแม้ว่ากรมการข้าวจะมีภารกิจดูแลชาวนาทั่วประเทศ แต่ก็ยังมีส่วนร่วมในการทำโครงการที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในการเร่งรัดการใช้ยางพาราภายในประเทศ และดำเนินการจนประสบความสำเร็จ และมุ่งหวังว่าหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ด้าน ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าวมีความภาคภูมิใจที่ร่วมเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากยางพาราที่ผลิตโดยพี่น้องชาวสวนยาง นอกจากถนนเส้นนี้แล้ว ในปี 2549 กรมวิชาการเกษตรยังได้ร่วมกับกรมการข้าว ผลักดันให้ศูนย์วิจัยข้าวแพร่ ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมการข้าวนำร่องทำผิวถนนลาดยางผสมยางพารา ด้วยถนนที่มีความกว้าง 3.5 เมตร หนาไม่น้อยกว่า 3 เซนติเมตร ความยาว 2,000 เมตร พื้นที่ประมาณ 6,400 ตารางเมตร โดยใช้ส่วนผสมของยางพารา 6% ในการลาดยางซ่อมผิวถนน โดยถนนดังกล่าวมีอายุการใช้งานนานถึง 10 ปี แต่ยังมีสภาพดี กรมการข้าวจึงมีความตั้งใจที่จะขยายผลการซ่อมแซมถนนในศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกว่า 50 แห่ง ให้เป็นถนนลาดยางพาราเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องชาวสวนยางและประเทศให้มากที่สุด

ทั้งนี้ การสร้างถนนที่มีส่วนผสมของยางพารามีประโยชน์หลายประการ เช่น เป็นถนนที่มีคุณภาพดี เนื่องจากทำให้ผิวถนนมีความลื่นลดลง มีส่วนช่วยลดอุบัติเหตุและอัตราการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งอายุการใช้งานยาวนานกว่าถนนยางแอสฟัลท์หรือยางมะตอยธรรมดา ทำให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณในการซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก ลดปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุระหว่างการซ่อมบำรุงผิวทาง และที่สำคัญคือประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารา การใช้ประโยชน์จากยางพาราภายในประเทศจะช่วยทำให้พี่น้องชาวสวนยางมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ เกษตรกรจังหวัดหนองคาย ยังประกอบอาชีพทำสวนยางรองจากการทำนา มีพื้นที่สวนยางประมาณ 255,000 ไร่ ผลผลิตรวม 64,700 ตัน

กรมการข้าวจึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนลาดยางผิวทางพาราแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ภายในศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย โดยแขวงทางหลวงชนบทหนองคายให้ความร่วมมือในการออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง มีระยะทาง 1,950 เมตร กว้าง 4 เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ 7,800 ตารางเมตร โดยผสมยางพารา 5% ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 90 วัน นับเป็นความภาคภูมิใจของพี่น้องชาวสวนยางพาราที่มีส่วนร่วมในการผลิตน้ำยางเพื่อสร้างถนนเส้นนี้ด้วยเช่นกัน

องคมนตรีเป็นประธานเปิดสะพานแขวนท่องเที่ยวสู่ป่าสักงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/355488

  องคมนตรีเป็นประธานเปิดสะพานแขวนท่องเที่ยวสู่ป่าสักงาม

องคมนตรี

  องคมนตรีเป็นประธานเปิดสะพานแขวนท่องเที่ยวสู่ป่าสักงาม

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม 2561 เวลา 10.00 น. นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปยังสะพานเชื่อมใจแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำพิธีเปิดสะพานแขวน ในโครงการเปิดการท่องเที่ยวสู่ป่าสักงาม และเป็นประธานการประชุมเพื่อติดตาม  ขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้กับราษฎรตามพระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อไป
โดยในช่วงเช้า องคมนตรี พร้อมคณะฯ เดินทางไปยังสะพานเชื่อมใจแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งดำเนินการก่อสร้างโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางสัญจรของชาวบ้านบ้านป่าสักงาม ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ตามที่นายพลากรฯ องคมนตรี ได้ให้ข้อเสนอแนะเมื่อครั้งมาตรวจเยี่ยมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา และได้รับทราบถึงสภาพปัญหาการเดินทางของชาวบ้านที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องเดินทางโดยใช้เรือหรือรถยนต์และใช้เวลาเนื่องจากมีระยะทางค่อนข้างไกล ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ปัจจุบันสะพานเชื่อมใจแห่งนี้เปิดให้สัญจรแล้ว โดยจะเป็นอีกทางเลือกสำหรับการคมนาคม นอกจากจะช่วยให้การเดินทางสัญจรของชาวบ้านสะดวกมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำจากการโดยสารเรือข้ามฟาก และ ยังช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางไปยังอำเภอแม่แตง และอำเภอพร้าว รวมถึงยังลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยเฉพาะการขนส่งผลผลิตไปสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และในอนาคตสะพานแขวนแห่งนี้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอำเภอดอยสะเก็ด  โอกาสนี้ องคมนตรี ได้ปลูกต้นรวงผึ้งเพื่อสร้างร่มเงาและสร้างความชุ่มชื่นให้กับพื้นที่ต่อไป
จากนั้น เวลา 13.00 น. องคมนตรีและคณะฯ เดินทางไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นประธานการประชุมในการติดตามขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประกอบด้วย 1) โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สุยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดลำปาง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการสร้างความเข้าใจกับราษฎรในการขอใช้พื้นที่กับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น  2) โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยป่ากล้วยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ 3) โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านป่าตึงงามอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดลำพูน ทั้งสองโครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จ เมษายน 2562

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ติดตามการดำเนินงานโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำแม่งัด-แม่กวง จังหวัดเชียงใหม่  และโครงการปรับปรุงถนนวงแหวนที่เชื่อมระหว่างตำบลอมก๋อย ตำบลนาเกียน ตำบลสบโขง และตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ตามที่องคมนตรีได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ ซึ่งทั้งสองโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ

เตรียมชง กนช.ไฟเขียว 2 โครงการขนาดใหญ่ด้านน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/354997

เตรียมชง กนช.ไฟเขียว 2 โครงการขนาดใหญ่ด้านน้ำ

สทนช

เตรียมชง กนช.ไฟเขียว 2 โครงการขนาดใหญ่ด้านน้ำ 

               บอร์ดโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญเคาะ 2 โครงการ อุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองเปรมประชากร ป้องน้ำท่วมกรุง และปรับปรุงคลองยม-น่าน จ.สุโขทัย เตรียมเสนอ กนช.พิจารณา 19 ธ.ค.นี้

วันที่ 7 ธ.ค.61) เวลา 09.00 น. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ครั้งที่ 2/2561 ณ ห้องประชุม 108 อรรถไกวัล
วที ชั้น 1 อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า สาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ เพื่อพิจารณาโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่มีความพร้อม ซึ่งเป็นโครงการที่มีผลการศึกษา สำรวจ ออกแบบ และเป็นโครงการที่มีผลสัมฤทธิ์สูงสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ (Area Based) พบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 4 โครงการ แบ่งเป็น โครงการของกรุงเทพมหานคร 1 โครงการ คือ โครงการอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองเปรมประชากร เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพมหานคร  และ โครงการของกรมชลประทาน 3 โครงการ เพื่อบรรเทาอุทกภัย และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุน  ได้แก่ 1.โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ จ.ชลบุรี 2. โครงการอ่างเก็บน้ำลำรูใหญ่ จ.พังงา และ 3.โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน จ.สุโขทัย

โดยจากการพิจารณาของที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบทั้งสิ้น  2 โครงการและจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 4/2561  พิจารณาในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ ได้แก่1.โครงการอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองเปรมประชากร กรุงเทพมหานคร แผนดำเนินการปีงบประมาณ 2562-2566 วงเงินงบประมาณโครงการทั้งสิ้น 10,000 ล้านบาท เป็นการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อลดระดับน้ำในคลองสอง คลองบางบัว คลองบางเขน และคลองเปรมประชากร และก่อสร้างอาคารรับน้ำ สถานีสูบน้ำ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในพื้นที่เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตบางเขน เขตจตุจักร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๑๐๙ ตารางกิโลเมตร เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของพื้นที่ชุมชนเมืองในกรุงเทพมหานคร ทั้งในสภาพปัจจุบันและอนาคต  รวมถึงยังช่วยรับน้ำฝนที่ระบายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่จังหวัดข้างเคียง ได้แก่ นนทบุรีและปทุมธานี และสามารถสูบน้ำกลับเพื่อเจือจางน้ำเสียในคลองเปรมประชากรได้อีกด้วย 2. โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน จ.สุโขทัย ดำเนินการปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖2 – ๒๕๖7 วงเงินงบประมาณโครงการทั้งสิ้น 2,875 ล้านบาท ลักษณะโครงการเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วมของจังหวัดสุโขทัย และเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยม ด้วยการระบายน้ำจากแม่น้ำยมบางส่วนไปลงแม่น้ำน่านและผันน้ำเพื่อตัดยอดน้ำของแม่น้ำยมในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนกลาง โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพคลองหกบาทจากเดิมเพิ่มอีก 1 เท่าตัวเป็น 500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และการปรับปรุงคลองยม – น่าน ให้สามารถระบายน้ำได้ 300 ลูกบาศก์เมตร/วินาที พร้อมด้วยการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารประกอบตามแนวคลองส่งน้ำ เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยในตัวเมืองสุโขทัยในฤดูฝน ตลอดจนเก็บกักน้ำในคลองไว้ใช้ประโยชน์บริเวณ 2 ฝั่งคลองตลอดสายในระหว่างฝนทิ้งช่วงฤดูแล้ง ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ 7,300 ไร่

อย่างไรก็ตาม อีก 2 โครงการของกรมชลประทาน ได้แก่โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ จ.ชลบุรี และ โครงการอ่างเก็บน้ำลำรูใหญ่ จ.พังงา ที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม จึงให้กลับไปทบทวนพื่อกลับมานำเสนอในที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งต่อไป        

       ด้านนายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สทนช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ได้วิเคราะห์โครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการปี 2562 – 2565 พบว่า เพื่อให้สามารถผลักดันโครงการสำคัญได้อย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมีแหล่งเงินรองรับการขับเคลื่อนให้ครบทุกโครงการ ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งรัดจัดทำแผนการดำเนินการรายโครงการให้ชัดเจนรวมถึงเร่งรัดการเตรียมความพร้อม สำรวจ ออกแบบ เพื่อรองรับการขอรับการจัดสรรงบประมาณจากแหล่งเงินต่างๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี

ดัน 18 สหกรณ์สวนยางรวบรวมยางส่งออก 100,000 ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/354996

ดัน 18 สหกรณ์สวนยางรวบรวมยางส่งออก 100,000 ตัน

ดัน 18 สหกรณ์สวนยางรวบรวมยางส่งออก 100,000 ตัน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ประชุมด่วน 18 สหกรณ์ชาวสาวยาง เตรียมผลักดันเป็นแม่ข่ายรวบรวมยางจากเครือข่ายสหกรณ์ชาวสวนยางอีก 154 แห่ง ดึงปริมาณยาง 100,000 ตันจากตลาดในประเทศส่งออกไปต่างประเทศ                           เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางให้เกษตรกร ขณะที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการสนับสนุนสินเชื่อจากธ.ก.ส.                วงเงิน 5,000 ล้านบาทเสริมสภาพคล่องสถาบันเกษตรกรในการรวบรวมยางเพื่อการส่งออก ระยะเวลาดำเนินการ                  เริ่ม 1 ธันวาคม 2561 – 28 กุมภาพันธ์ 2563
นายเชิดชัย  พรหมแก้ว  รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวระหว่างการประชุมชี้แจงโครงการบริหารจัดการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของสถาบันเกษตรกร โดยมีตัวแทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมยางพาราและมีศักยภาพในการส่งออก 18 แห่ง จาก 12 จังหวัด เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ซึ่งนโยบายการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมุ่งเน้นสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรเป็นกลไกในการขับเคลื่อน                 การแก้ไขยางพารา โดยคัดเลือกสหกรณ์ 18 แห่งที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการรวบรวมและแปรรูปยางพารา                 ทำหน้าที่เป็นแม่ข่ายในการรวบรวมยางพาราจากสหกรณ์เครือข่ายอีก 154 แห่ง ปริมาณ 100,000 ตัน เพื่อดึงปริมาณยางพาราในประเทศส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางพาราให้กับเกษตรกร
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา สนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้สถาบันเกษตรกร วงเงิน 5,000 ล้านบาท ผ่านธ.ก.ส.อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4  โดยสถาบันเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 1 และรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ชำระคืนภายใน 12 เดือน นับตั้งแต่วันรับเงินกู้ ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2561 –                        28 กุมภาพันธ์ 2563  นอกจากนี้ยังมีเงินอุดหนุนจ่ายขาดเพื่อเป็นค่าบริหารจัดการให้กับสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเงินส่วนนี้  ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จะต้องทำรายละเอียดชี้แจงว่าค่าบริหารจัดการกิโลกรัมละ 2 บาทนั้น มีข้อมูลสนับสนุนและมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด เพื่อทำข้อตกลงกับสำนักงบประมาณอีกครั้ง  คาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็ว ๆ นี้

“สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องทำแผนการรวบรวมยางพาราที่ต้องมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากแต่เดิมที่สหกรณ์เคยดำเนินการ โดยต้องรวบรวมตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2561 – 31 มีนาคม 2561 และต้องรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรชาวสวนยางกับกยท.แล้วเท่านั้น  และจะต้องมีหลักฐานการสั่งซื้อและส่งออก  โดยสหกรณ์อาจจะเป็นผู้ส่งออกเองหรือทำธุรกิจกับบริษัทเอกชน เพื่อนำมาประกอบการยื่นขอรับเงินกู้จากธกส.และขอรับเงินอุดหนุค่าบริหารจัดการ  โดยธกส.จะจ่ายเงินตามแผนการรวบรวมและโอนเงินให้สถาบันเกษตรกรเพื่อเป็นค่าบริหารจัดการตามหลักฐานการสั่งซื้อและส่งออกยางพารา ซึ่งสหกรณ์แม่ข่าย 18 แห่งจะต้องทำหน้าที่รวบรวมยางจากสหกรณ์เครือข่ายในแต่ละพื้นที่เพื่อส่งออกไปตลาดต่างประเทศ  และจะต้องรายงานปริมาณยางพาราที่สหกรณ์แม่ข่ายและลูกข่ายเก็บรวบรวมไว้ในโกดัง ทั้งยางอัดก้อน ยาง STR 20  ยางก้อนถ้วย  ยางแผ่นรมควันและยางเครพ ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ทราบภายในวันที่ 10 ธันวาคม นี้ “ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ก.เกษตรฯ เดินหน้าโครงการทับเบิกโมเดล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/354945

ก.เกษตรฯ เดินหน้าโครงการทับเบิกโมเดล

กระทรวงเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหาเขาหัวโล้น เดินหน้าโครงการทับเบิกโมเดล เร่งพลิกฟื้นคืนผืนป่า เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ผลผลิตของเกษตรกร

            กระทรวงเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหาเขาหัวโล้น เดินหน้าโครงการทับเบิกโมเดล เร่งพลิกฟื้นคืนผืนป่า เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ผลผลิตของเกษตรกร พร้อมมอบใบรับรอง GAPและเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรจำนวน 10 ราย และมอบต้นพันธุ์ไม้ผลเมืองหนาวและกาแฟอาราบิก้าให้กับเกษตรกรต้นแบบจำนวน 24 ราย

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบการผลิตพืชอย่างยั่งยืนบนพื้นที่สูงเขาหัวโล้นภูทับเบิก (ทับเบิกโมเดล) ณ เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงทับเบิก ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร โดยเฉพาะการทำการเกษตรบนพื้นที่สูง ที่ต้องการพลิกฟื้นพื้นที่ให้กลับมาสมบูรณ์ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สารเคมีกําจัดศัตรูพืชเป็นจํานวนมาก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เกษตรกรในพื้นที่ภูทับเบิกนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยวบนภูเขา ทำให้มีการบุกรุกทําลายผืนป่าจนกลายเป็นเขาหัวโล้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมจากการสูญเสียป่าต้นน้ำ การเผาวัสดุทางการเกษตร ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ การพังทลายของดินการสูญเสียหน้าดิน

ดังนั้น  ครม. จึงมีมติเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2560 เห็นชอบแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาพื้นที่ภูทับเบิก พ.ศ. 2560-2565 โดยกำหนดให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับรูปแบบเกษตรกรรมที่ทำอยู่ โดยสร้างระบบจัดการพื้นที่อย่างมีคุณภาพ และส่งเสริมคุณภาพชีวิต ภายใต้แผนจัดการพื้นที่ทำกิน ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี (ก.ย. 2560 – ส.ค. 2563)พื้นที่ดำเนินการ 47,121 ไร่

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตรจึงริเริ่มโครงการพัฒนาระบบการผลิตพืชอย่างยั่งยืนบนพื้นที่สูงเขาหัวโล้นภูทับเบิก (ทับเบิกโมเดล) ขึ้น เพื่อพลิกฟื้นคืนผืนป่า รวมทั้งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับผลผลิตของเกษตกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบการผลิตพืชที่มีไม้ยืนต้นเป็นพืชหลักอย่างยั่งยืนเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำบนพื้นที่สูงเขาหัวโล้นภูทับเบิก ใช้เป็นต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่สูงเขาหัวโล้นรอยต่อ 3 จังหวัด อีกทั้งเพื่อพัฒนาต้นแบบระบบการผลิตพืชผักปลอดภัยและพืชผักอินทรีย์บนพื้นที่สูง ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้ระบบการรองรับแหล่งผลิตพืช GAP และเกษตรอินทรีย์ที่สามารถเชื่อมโยงจากแหล่งการผลิตสู่การตลาดที่ยั่งยืน  ตลอดจนพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรโดยเฉพาะกาแฟที่มีรสชาติเฉพาะถิ่นบนพื้นที่สูง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้แก่ชุมชน ขณะนี้มีการนำร่องแล้ว 30 ครัวเรือน และกำลังขยายผลอีก 59 ครัวเรือน โดยโครงการดังกล่าวมีการดําเนินการใน 3 กิจกรรม ได้แก่ 1. การผลิตพืชที่มีไม้ยืนต้นเป็นพืชหลักอย่างยั่งยืน 2. การผลิตพืชผักปลอดภัยและพืชผักอินทรีย์ และ 3. การผลิตสมุนไพรพื้นบ้านและกาแฟ

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สนับสนุนด้านองค์ความรู้ รวมทั้งสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตกร ตลอดจนการคัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพ การเก็บเกี่ยว แปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกกาแฟอาราบิกา มะคาเดเมีย ซี่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งพืชเมืองหนาว 2-3 ชนิด โดยสามารถปลูกควบคู่ไปกับการปลูกผักได้ เพราะในช่วง 2-3 ปีแรกที่ไม้ผลเหล่านี้ยังไม่ออกผล เกษตกรกผ้มีรายได้จากการปลูกพืช สามารถปลูกผักได้ตามปกติ. จึงถือเป็นโครงการที่ช่วยพลิกฟื้นภูทับเบิกให้เกิดความยั่งยืนในการทำเกษตรกร และลดการทำลายสิ่งแวดล้อม” นายลักษณ์ กล่าว

ในการนี้ได้เดินเยี่ยมชมนิทรรศการการดำเนินงานโครงการทับเบิกโมเดล พร้อมมอบใบรับรอง GAPและเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรจำนวน 10 ราย และมอบต้นพันธุ์ไม้ผลเมืองหนาวและกาแฟอาราบิก้าให้กับเกษตรกรต้นแบบจำนวน 24 ราย ตลอดจนเยี่ยมชมแปลงต้นแบบระบบเกษตรผสมผสานบนพื้นที่สูง และแปลงผลิตผักอินทรีย์ของเกษตกรในพื้นที่

ภาคีกทม. 6 กลุ่มเขตชู 4 เรื่องจากพฤติกรรมการบริโภคยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/354825

ภาคีกทม. 6 กลุ่มเขตชู 4 เรื่องจากพฤติกรรมการบริโภคยุค 4.0

สุขภาพ

ภาคีกทม. 6 กลุ่มเขต พร้อมชู 4 เรื่องจากพฤติกรรมการบริโภคยุค 4.0

ภาคีเครือข่ายกทม. 6 กลุ่มเขต เปิดเวที One Voice “เวทีรวมความคิดเห็นต่อ (ร่าง) มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” เวทีย่อยเพื่อรวบรวม ข้อคิดเห็นจากทุกพื้นที่เขตโซนที่ต้องการเสนอข้อแก้ไขในประเด็นต่างๆของระเบียบวาระทั้ง 4 ข้อ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวเกิดขึ้นจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้องของคนยุค 4.0 โดยเตรียมพร้อมนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ปี 2561 เพื่อเสนอนโยบายสาธารณะ หาทางออกในการจัดการปัญหาร่วมกันต่อไป

เวที One Voice มีวัตถุประสงค์เพื่อตอกย้ำความเป็นเอกภาพ และความเข้มแข็งของมติจากภาคีเครือข่าย กทม. ที่แบ่งออกเป็น 6 โซนตามกลุ่มเขต เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,600 ตารางกิโลเมตร และจำนวนประชาชนเกือบ 10 ล้านคนที่ผ่านมานั้น สมาชิกภาคีกทม. ได้จัดเวทีย่อยระดับเขตโซนเพื่อระดมความคิดเห็นต่อร่างมติฯใน 4 ระเบียบวาระ ที่เป็นเรื่องราวที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนในยุคดิจิทัล และวิถีชีวิตของคนกทม. เพื่อเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาในเวทีใหญ่ คือ ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพ ครั้งที่ 11 อันได้แก่ 1. ความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อ 2. การร่วมสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะในเขตเมืองเพื่อสุขภาวะสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  3. ความรับผิดชอบร่วมทางสังคมเกี่ยวกับอีสปอร์ตต่อสุขภาวะเด็ก และ 4.การคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการทันตกรรม
จากนั้น จึงได้นำความเห็นที่ได้ มาร่วมแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นของภาคีจากกลุ่มเขตอื่นๆ อันมีวัตถุประสงค์หลัก คือการหาเสียงร่วมเป็นเสียงเดียว รวมทั้งนำความคิดเห็นต่อมตินั้นๆ ให้กลายเป็น One Voice ของชาว กทม. เป็นมติของพื้นที่เขตสุขภาพที่ 13 นำไปเข้าสู่กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และเป้าหมายเพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อไป
นพ. กิจจา เรืองไทย ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ในเวทีฯ กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550  โดยในปีนี้ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 11 จัดเวทีภายใต้แนวคิดหลัก “รู้เท่าทันสุขภาพ ร่วมสร้างสังคมสุขภาวะ” เน้นย้ำความสำคัญของระบบสุขภาพในโลกยุค 4.0 ที่เป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นโรคหลายชนิด ที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักในการดูแลสุขภาพตนเองท่ามกลางข้อมูลข่าวสารยุคดิจิทัลที่ท่วมท้นและการสื่อสารถึงกันอย่างรวดเร็ว
ในความคิดเห็นเรื่องอีสปอร์ตกับเด็กติดเกมส์ อีกตัวอย่างที่เป็นเรื่องราวน่าสนใจ อยู่ในกระแสสังคมนั้น ตัวแทนจากกรุงเทพมหานครเหนือ ณัฐธยาน์ ตรีผลา กล่าวว่า แม้ว่าในปัจจุบันอีสปอร์ตจะได้รับการบรรจุเป็นกีฬาประเภทหนึ่งไปแล้ว แต่ยังมีความสับสนและแยกไม่ได้ระหว่างอีสปอร์ตกับเด็กติดเกมส์ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร หากยังไม่มีแนวทางหรือมาตรการที่เป็นแนวทางปฎิบัติ รวมทั้งการมีสื่อประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่ออกไป เพื่อสร้างจิตสำนึกให้กลุ่มเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
“เพราะด้วยภาวะวัยวุฒิ ที่ยังติดเรื่องของความสนุกสนาน ก็อาจมองว่าเกมส์ออนไลน์คือการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเมื่อไรที่ใช้เวลาอยู่กับสิ่งนี้เป็นระยะเวลานานเกินไป ย่อมส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งเวที One Voice ครั้งนี้มีประโยชน์อย่างมาก เพราะอย่างน้อย ตนได้เป็นปากเป็นเสียงแทนหลายคนที่มีความกังวลห่วงใยเด็ก ซึ่งเป็นลูกหลานและเป็นกำลังอนาคตของชาติ”
ขณะที่ตัวแทนจากเขตกรุงเทพมหานครกลาง นัยนา ยลจอหอ ตัวแทนจากเขตกรุงเทพมหานครกลาง มาด้วยประเด็น “การคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการทันตกรรม” กล่าวว่า “ความคาดหวังจากเวทีนี้ คือผลดีที่จะเกิดกับคนที่ใช้บริการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้ง 30 บาท และประกันสังคม ซึ่งต้องการให้มีการยกร่างใหม่ เพราะอยากให้ประชาชนทุกคนเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะการรักษารากฟัน ซึ่งความจริงการรักษารากฟันอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีการครอบฟันด้วย และค่ารักษานั้นแพงมาก วันนี้ในที่ประชุมตนได้เสนอเรื่องไป จะผ่านหรือไม่ผ่านอย่างน้อยตนยังได้แสดงความเห็น และถ้าไม่มีเวทีนี้ นโยบายและร่างต่างๆจะไม่มีการขับเคลื่อนมาให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ และได้สิทธิที่เท่าเทียมกัน ประกอบกับการที่ตนได้เห็นข้าราชการได้สิทธิ์ค่ารักษาพยาบาลที่มากกว่าประชาชน ตนจึงอยากให้ความเหลื่อมล้ำตรงนี้หมดไป”

ทั้งนี้ ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้ง 11 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14  ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  นอกจากการพิจารณา 4 ระเบียบวาระสำคัญ และรายงานผลสำเร็จการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมาแล้ว ยังมีกิจกรรมน่าเรียนรู้ และร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ทั้งนิทรรศการที่บอกเล่าหลากหลายเรื่องราวในลานสมัชชาสุขภาพ และห้องเสวนานโยบายสาธารณะที่น่าสนใจ เช่น  ‘ธนาคารเวลา :  นโยบายสร้างจิตอาสาในสังคมผู้สูงอายุ’,  ‘สิทธิด้านสุขภาพของกลุ่มประชากรเปราะบางกลุ่มผู้ต้องขังหญิง’ เป็นต้น สำหรับประชาชนผู้สนใจ สามารถเข้าร่วมและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.samatcha.org หรือ FB : เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ

กยท. ยันสต๊อกยาง 100,000 ตันยังอยู่ครบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/353603

กยท. ยันสต๊อกยาง 100,000 ตันยังอยู่ครบ

กยท

กยท. ยันสต๊อกยาง 100,000 ตันครบ เร่งเสนอแปรรูปใช้เป็นสาธารณประโยชน์

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ยืนยันสต๊อกยางรัฐ 100,000 ตันยังอยู่ครบ เร่งชงแผนนำไปแปรรูปใช้เป็นสาธารณะประโยชน์ ย้ำ! ตั้งใจจริงพร้อมช่วยเหลือชาวสวนยางทุกคน แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและภายในบทบาทที่องค์กรสามารถทำได้
นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)เปิดเผยว่า สต๊อกยางที่รับซื้อมาเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางตามโครงการรัฐบาลช่วงปี​ 2556-​2557 ทั้ง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง จากรายงานของผู้รับผิดชอบโกดังจัดเก็บรายงานว่าจำนวนยังอยู่ครบ ซึ่งมีประมาณ ​104,000 ตัน แต่คุณภาพยางลดลงตามอายุที่จัดเก็บ ซึ่งรัฐบาลได้มอบนโยบายให้ กยท. หาแนวทางนำยางไปใช้ ขณะนี้จึงกำลังทำแผนการนำยางแผ่นรมควันคงเหลือไปใช้เป็นสาธารณะประโยชน์ เช่น ทำหมวกกันฝนต้นยางให้ชาวสวนยาง สนามฟุตซอล ทำทางเท้า พื้นสนามเด็กเล่น พื้นปูคอกปศุสัตว์​ และผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ ที่สามารถใช้ยางคงเหลือดังกล่าวได้ หากหน่วยงานใดแจ้งความประสงค์นำผลิตภัณฑ์ยางเหล่านี้ไปใช้และตั้งงบประมาณรองรับก็สามารถดำเนินการได้ทันที
ส่วนมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง รัฐบาลมีความตั้งใจจะช่วยเหลือชาวสวนยางและคนกรีดยางทุกคน แต่เนื่องจากการให้ความช่วยเหลือชาวสวนยางที่ปลูกยางในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายและขึ้นทะเบียนกับ กยท.เป็นไปตาม พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 โดยปัจจุบันมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. จำนวน 1,651,499 ราย แบ่งเป็น เกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ์ จำนวน 1,054,396 ราย และผู้กรีดยาง 304,246 ราย นอกจากนี้ยังมีเกษตรกรที่แจ้งไม่มีเอกสารสิทธิ์กับ กยท. อีก จำนวน 292,857 ราย ซึ่งการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์นี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ เมื่อกำหนดเป็นนโยบายแล้ว กยท.พร้อมที่จะดำเนินงานอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มดังกล่าวต่อไป

สั่งเร่งตรวจสอบติดตามปัญหาการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/353600

 สั่งเร่งตรวจสอบติดตามปัญหาการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ

ยางพารา

รมว.เกษตรฯ สั่งเร่งตรวจสอบติดตามปัญหาการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐใช้ยางพารา และขณะนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลายแห่งได้เริ่มสนองนโยบายดังกล่าวโดยได้ใช้งบประมาณของ อปท.ไปจัดทำโครงการทำถนนด้วยยางพารา ขณะเดียวกันมีรายงานว่าการใช้งบประมาณของ อปท.บางแห่งยังมีปัญหาการอนุมัติหรือการใช้จ่ายตามระเบียบว่าด้วยการงบประมาณของ อปท.นั้น จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบติดตามปัญหาการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ดังนี้

1. ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดและการยางแห่งประเทศไทยจังหวัด ประสานงานกับท้องถิ่นจังหวัดเพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ อปท.ในพื้นที่ถึงการจัดทำโครงการใช้ยางพาราของ อปท.ที่กำลังจะเริ่มดำเนินการหรือดำเนินการไปแล้วนั้นมีปัญหา อุปสรรคเรื่องการอนุมัติ การใช้งบประมาณตามระเบียบ กฎหมายในเรื่องใดหรือไม่ พร้อมทั้งให้ลงไปตรวจสอบติดตามการทำถนนหรือโครงการใช้ยางพาราในโครงการอื่นๆในพื้นที่ว่ามีปัญหาในการจัดซื้อน้ำยางจากเกษตรกรหรือไม่ รวมทั้งมีความก้าวหน้าอย่างไรพร้อมทั้งให้รายงานปัญหาอุปสรรค และความก้าวหน้าให้ เกษตรและสหกรณ์ส่วนกลางทราบทุกระยะ

2.ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และ การยางแห่งประเทศไทยประสานกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมบัญชีกลางเพื่อหารือในแนวทางการแก้ไขปัญหาให้หน่วยปฎิบัติในพื้นที่โดยเร็ว 3.ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประสานงานกับกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทหรือหน่วยรัฐอื่นๆเพื่อหารือให้พิจารณาสนับสนุนการใช้ยางพาราในถนนสายรองต่างๆทั่วประเทศโดยใช้งบประมาณเหลือจ่ายปี 2561 หรือปี 2562 หรืองบประมาณกลางปี

4.ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดประสานงานกับสำนักงานจังหวัดเพื่อขอให้พิจารณาเสนอผู้ว่าจังหวัดพิจารณาสนับสนุนให้ใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายจากงบประมาณพัฒนาจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดมาใช้ในโครงการการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐตามนโยบายของรัฐบาลอีกทางหนึ่งด้วย และ 5.ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯทุกเขตออกตรวจติดตามการดำเนินงานตามโครงการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐในพื้นที่จังหวัดตามข้อ 1-4 อย่างใกล้ชิดทั้งนี้ให้ถือว่าการตรวจราชการตามโครงการนี้เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษด้วย