ข้าวปลอดสารพิษเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร จ.ลพบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/356840

    ข้าวปลอดสารพิษเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร จ.ลพบุรี

    ข้าวปลอดสารพิษเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร จ.ลพบุรี

ข้าวปลอดสารพิษ อาจยังไม่เป็นที่คุ้นหูของผู้บริโภค แต่หากพูดถึงข้าว GAP เชื่อว่าชาวนาหลายคนต้องเคยได้ยินแน่นอน เพราะข้าว GAP นั้น เป็นนโยบายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นภายใต้โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ โดยกรมการข้าว เป็นผู้ดูแลและคอยเข้าให้ความรู้กับกลุ่มเกษตรกรที่สนใจ

วาสนา ปรางค์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าว จ.ลพบุรี ได้ให้ชาวนาเข้าใจ ถึงโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะในเรื่องของการลดต้นทุนผลผลิต การเพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ ให้กับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ชาวนาที่เข้ารับการตรวจรับรองมาตรฐานข้าว GAP หรือข้าวปลอดภัย  ยังเป็นเครื่องรับรองสินค้าข้าว ให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่

ซึ่งชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ จะสามารถขายข้าวได้ในราคาที่มากกว่าชาวนาที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ และชาวนากลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.บ้านเบิก อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เองก็มีความสนใจ และขอเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่แล้ว 150 ราย

และชาวนาเหล่านี้ ก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของการปลูกข้าว ทั้งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าข้าวที่ขายท้องตลาดต่อตัน ซึ่งเดิมนั้นราคาข้าวอยู่ที่ประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อตัน แต่หากเป็นข้าวปลอดสารพิษหรือข้าว GAP จะมีราคาซื้อขายมากกว่าเดิม 2,000-3,000 บาทต่อตัน

นอกจากนี้  พิเชษ ธูปแก้ว ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.บ้านเบิก             อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ยังมีการวางแผนที่จะให้สมาชิกกลุ่มในกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.บ้านเบิก อ.ท่าวุ้ง            จ.ลพบุรี ที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่  เตรียมความพร้อมเพื่อขอรับการตรวจรับรองมาตรฐานข้าว GAP เพื่อให้ชาวนาสมาชิกในกลุ่ม มีรายได้ที่ดีขึ้น อีกทั้งข้าวที่กลุ่มตั้งใจและช่วยกันดูแล จะเป็นที่รู้จัก ในรูปแบบข้าวปลอดสารพิษต่อไป
นี่เป็นอีกหนึ่งผลงานที่กรมการข้าวกำลังลงมือพัฒนาเกษตรกรชาวนาไทย ให้มีการยกระดับข้าว ให้มีคุณภาพ โดยการเข้าให้ความรู้กับเกษตรกร ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่

โดยเกษตรกรเองจะต้องมีความพร้อมและมีการร่วมมือกันภายในกลุ่ม เพื่อพัฒนาผลผลิตข้าวของกลุ่มให้เป็นข้าวปลอดสารพิษ โดยโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ นี้ จะส่งผลดีให้กับตัวเกษตรกรเอง และต่อผู้บริโภค ให้มีความมั่นใจ ในข้าวปลอดสารพิษที่เกษตรกรชาวนาไทยตั้งใจผลิตอย่างเต็มที่

อาลีบาบาส่งบริษัทจัดซื้อเจรจากับสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/356755

อาลีบาบาส่งบริษัทจัดซื้อเจรจากับสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออก

อาลีบาบาส่งบริษัทจัดซื้อเจรจากับสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออก

อาลีบาบา กรุ๊ป ส่งบริษัท Win Chain Supply  Management ตัวแทนจัดซื้อสินค้าเพื่อนำเข้าจำหน่ายในตลาดประเทศจีน ลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก วางแผนสั่งซื้อทุเรียนกับผู้แทนสหกรณ์ 12 แห่งจากจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด เน้นสินค้าคุณภาพและต้องผ่านมาตรฐาน GAP ความสุกของทุเรียนต้องอยู่ระดับ 80% คาดจะเริ่มส่งทุเรียนรอบแรกได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 
                นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยนางสาวอัจฉริยา จันทรวงศ์ กงสุลฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ร่วมในการประชุมหารือระหว่างบริษัท Win Chain Supply Management     ซึ่งเป็นบริษัทจัดซื้อในเครืออาลีบาบา กรุ๊ป จากประเทศจีน นำโดย Mr.Ray Zhang ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและทีมงานเดินทางมาประเทศไทยเพื่อเจรจาการค้ากับสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ 12 แห่งจากจังหวัดระยอง จันทบุรีและตราด ได้แก่ สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด สหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธกส.ระยอง จำกัด จังหวัดระยอง สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด สหกรณ์การเกษตรขลุง จำกัด สหกรณ์การเกษตรนายายอาม จำกัด จังหวัดจันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ่อไร่ จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด และสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจ   ภาคเกษตรจังหวัดตราด จำกัด จังหวัดตราด เพื่อตกลงเงื่อนไขทางการค้าและวางแผนส่งทุเรียนไทยไปจำหน่ายผ่าน   ตลาดออนไลน์ในประเทศจีน ภายหลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดพิธีลงนามข้อตกลงร่วมกันระหว่างตัวแทนสหกรณ์กับบริษัท  Win Chain Supply Management  เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ตัวแทนของอาลีบาบาได้แจ้งความประสงค์ที่จะทำธุรกิจซื้อขายทุเรียนกับสหกรณ์โดยตรง คาดว่าสหกรณ์ จะรวบรวมผลผลิตในฤดูกาลปีหน้าและส่งทุเรียนให้กับอาลีบาบา กรุ๊ป ได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 โดยทางจีนจะทดลองสั่งซื้อรอบแรก 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณ 20 ตัน ซึ่งก่อนการซื้อขาย ตัวแทนของทั้งสองฝ่ายจะเจรจาในรายละเอียดเรื่องราคา ปริมาณทุเรียนและระยะเวลาในการส่งมอบสินค้ากันอีกครั้งหนึ่ง โดยในระยะแรกของการซื้อขายทุเรียนระหว่างสหกรณ์ภาคตะวันออกกับบริษัท  Win Chain Supply Management  ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจระหว่างกัน ทางอาลีบาบากรุ๊ป จึงได้แต่งตั้งบริษัท KAF ซึ่งเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ด้านการส่งออกผลไม้ไปประเทศจีนและมีโรงคัดคุณภาพตั้งอยู่ในจังหวัดจันทบุรี เป็นจุดรวบรวมทุเรียนจากสหกรณ์ในภาคตะวันออก และคัดแยกคุณภาพให้ได้มาตรฐานที่กำหนด ซึ่งทุเรียนที่จะส่งไปตลาดประเทศจีนจะต้องมีปริมาณการสุกอยู่ที่ 80% และแบ่งเกรดเป็นระดับ A B C ซึ่งทุเรียน   เกรด A ต้องมีขนาด 4 พลู น้ำหนัก 4-6 กก./ลูก  เกรด B ขนาดไม่ถึง 4 พลู แต่ไม่ต่ำกว่า 3 พลู น้ำหนัก 2-6 กก./ลูก และเกรด C ขนาดไม่ถึง 3 พลู น้ำหนัก 2-6 กก./ลูก

        “การตกลงทางการค้าร่วมกันระหว่างสหกรณ์กับอาลีบาบา กรุ๊ป คาดว่าจะได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย        ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องการเชื่อมโยงให้สหกรณ์ชาวสวนผลไม้ทำธุรกิจส่งออกผลไม้ให้กับทางอาลีบาบา กรุ๊ป เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์มีบทบาทในการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนเพิ่มขึ้นและมีตลาดที่ยั่งยืนในอนาคต และส่งผลต่อการยกระดับราคาผลผลิตให้กับสมาชิก สิ่งสำคัญคือเกษตรกรควรหันมาให้ความสำคัญในการผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพและผ่านการรับรองตามมาตรฐาน GAP ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า ซึ่งสหกรณ์ในภาคตะวันออกส่วนใหญ่จะเน้นส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตผลไม้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในฤดูกาลปี 2562 ทุเรียนในภาคตะวันออกจะมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20 %” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

คกก.พืชน้ำมันและน้ำมันพืช เห็นชอบชะลอการนำเข้ามะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/356753

    คกก.พืชน้ำมันและน้ำมันพืช เห็นชอบชะลอการนำเข้ามะพร้าว

น้ำมนัพืช

    คกก.พืชน้ำมันและน้ำมันพืช เห็นชอบชะลอการนำเข้ามะพร้าว

                  คกก.พืชน้ำมันและน้ำมันพืช เห็นชอบชะลอการนำเข้ามะพร้าวตามความตกลงของ WTO และ AFTA ปี 2562 เพื่อนำข้อมูลเพิ่มเติมมาประกอบการพิจารณาอีกครั้งภายในกลางเดือน ม.ค. 62 พร้อมเห็นชอบเปิดตลาดเมล็ดถั่วเหลือง เพื่อใช้ในการบริโภคทั้งภาคอุตสาหกรรมหรือการผลิตอาหารสัตว์

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช โดยมีนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติให้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวตามความตกลงของ WTO และ AFTA ปี 2562 ออกไปก่อนจนกว่าจะมีข้อมูลจากคณะทำงานระดับจังหวัด โดยในช่วงกลางเดือนมกราคม 2562 จะมีการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะนำข้อมูลจากทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกร ที่จะเสนอข้อมูลปริมาณมะพร้าวที่ผลิตได้ภายในประเทศ มาประกอบการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ได้มีการเสนอแนวความคิดเพิ่มเติม เพื่อให้การบริหารจัดการมะพร้าวในปี 2562 มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น คือ 1) การกำหนดสัดส่วนการซื้อมะพร้าว โดยมีแนวคิดว่าจะต้องมีการซื้อภายในประเทศให้หมดก่อนแล้วค่อยมีการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสัดส่วนจะมีการพิจารณาร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง และ 2) การใช้มาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard Measure : SSG) ภายใต้ความตกลงเกษตรขององค์การการค้าโลก (WTO) มีการกำหนดให้นำเข้ามะพร้าวได้ และถ้าเป็นมะพร้าวแปรรูปและส่งออกไป ผู้ประกอบการสามารถที่จะขอคืนภาษีได้ โดยในปีที่ผ่านมาไม่ได้มีการกำหนดปริมาณ แต่ในปี 2562 กระทรวงเกษตรฯ เสนอว่าถ้าไม่กำหนดปริมาณเลยและมีการนำเข้าเป็นจำนวนมาก จะมีผลกระทบต่อราคาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้น จึงใช้มาตรการปกป้องพิเศษ โดยดูจากข้อมูลตัวเลขในช่วง 3 ปีย้อนหลังว่ามีปริมาณการนำเข้าเท่าไหร่ โดยเฉลี่ย 3 ปีอยู่ที่ 156,655 ตัน เพราะฉะนั้นในกรอบของการนำเข้า ถ้านำเข้ามาเพื่อแปรรูปแล้วส่งออกออกไปในรูปผลิตภัณฑ์ ถ้าไม่เกิน 156,655 ตัน จะสามารถขอภาษีคืนได้ แต่ถ้าเกินกว่า 156,655 ตัน จะต้องเสียภาษีในอัตราเพิ่มขึ้นเป็น 72% ถือเป็นมาตรการที่เข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพของราคามะพร้าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการเปิดตลาดเมล็ดถั่วเหลือง ปี 2562 เนื่องจากมีปริมาณไม่เพียงพอ ซึ่งประเทศไทยผลิตได้เพียงประมาณ 40,000 กว่าตัน ในขณะที่เราต้องการบริโภคทั้งภาคอุตสาหกรรมหรือการผลิตอาหารสัตว์เกือบ 3,000,000 ตัน อย่างไรก็ตาม การนำเข้าจะเป็นไปตามกรอบการเปิดตลาดในปี 2562 มีผู้ประกอบการที่สามารถนำเข้าได้ จำนวน 6 สมาคม และ 20 บริษัท และได้กำหนดให้ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือกับทางภาครัฐในการดูแลพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง โดยได้กำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำตามชั้นคุณภาพ คือ เกรดถั่วเหลืองเพื่อสกัดน้ำมัน ราคา ณ หน้าฟาร์ม 17.50 บาท/กก. ราคา ณ หน้าโรงงาน กทม. 18.25 บาท/กก. เกรดถั่วเหลืองเพื่ออาหารสัตว์ ราคา ณ หน้าฟาร์ม 17.75 บาท/กก. ราคา ณ หน้าโรงงาน กทม. 18.50 บาท/กก. และเกรดถั่วเหลืองเพื่อแปรรูปอาหาร ราคา ณ หน้าฟาร์ม 19.75 บาท/กก. ราคา ณ หน้าโรงงาน กทม. 20.50 บาท/กก. ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดกรอบการบริหารการจัดการการนำเข้า จำนวน 3 ปี ซึ่งจะต้องมีการพิจารณากันปีต่อปีเพื่อพิจารณาการการเปิดตลาดต่อไป

“บิ๊กตู่”ลงพื้นที่ติดตามงานโครงการคลองลัดโพธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/356732

“บิ๊กตู่”ลงพื้นที่ติดตามงานโครงการคลองลัดโพธิ์

นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมโครงการคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สมุทรปราการ 

วันที่ 24 ธ.ค.พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สมุทรปราการ โดยมีนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่    กรมชลประทาน ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปภาพรวมการบริหารจัดการน้ำของโครงการฯ ณ ประตูระบายน้ำ-คลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ   

            นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2538  พระบาทสมเด็จ-พระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำริให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันศึกษาพิจารณาวางโครงการปรับปรุงและขุดลอกคลองลัดโพธิ์ เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ไหลอ้อมผ่านพื้นที่บริเวณบางกระเจ้า     ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกระเพาะหมูระยะทาง 18 กิโลเมตร โดยให้พิจารณาขุดลอกคลองลัดโพธิ์เดิม ซึ่งเป็นคลองขนาดเล็กและตื้นเขิน มีความกว้างประมาณ 10-15 เมตร และมีความลึกประมาณ 1-2 เมตร เพื่อเป็นการร่นระยะทางการไหลของน้ำจาก 18 กิโลเมตร  ให้เหลือเพียง 600 เมตร ทำให้สามารถระบายน้ำหลากในแม่น้ำเจ้าพระยาส่วนหนึ่งลงสู่ปากอ่าวไทยได้รวดเร็วขึ้น ช่วยลดผลกระทบน้ำท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กรมชลประทาน ได้เริ่มดำเนินการโครงการคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ปี 2545 แล้วเสร็จในปี 2549 ประกอบด้วย การปรับปรุงคลองลัดโพธิ์ ให้มีความกว้าง 65 เมตร ด้านเหนือน้ำก่อนถึงประตู และกว้าง 66 เมตร ตั้งแต่หลังแนวประตูระบายน้ำจนถึงด้านท้ายน้ำ ความลึกของท้องคลองอยู่ที่ระดับ -7.00 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง และมีความยาวจากปากคลองถึงปลายคลอง 600 เมตร พร้อมกับก่อสร้างประตูระบายน้ำ มีช่องระบายน้ำ 4 ช่อง ขนาดกว้าง 14 เมตร สูง 9.55 เมตร เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำในคลองลัดโพธิ์

โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนขึ้นลง การบริหารการจัดการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ฯ จึงต้องให้มีความสัมพันธ์กับ     จังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล โดยอาศัยการพยากรณ์มาตราน้ำของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ และการพยากรณ์จากการเคลื่อนตัวของน้ำหนุนในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยอาศัยแบบจำลองทางชลศาสตร์และระบบโทรมาตร โครงการหาความสัมพันธ์ของระดับน้ำและปริมาณน้ำของปากแม่น้ำเจ้าพระยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(Hydrodynamic FlowMeasurement) เพื่อให้การบริหารการจัดการน้ำของประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ฯ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายนของทุกปี จะเป็นช่วงฤดูน้ำหลากของแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านอำเภอบางไทร ในเกณฑ์ตั้งแต่ 1,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที กรมชลประทานจะเปิดบานระบายของประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ฯ เพื่อเร่งพร่องน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างออกสู่ทะเล ลดระยะเวลาการระบายน้ำจาก         5 ชั่วโมงเหลือเพียง 10 นาที ด้วยการควบคุมประสิทธิการระบายน้ำผ่านปตร.คลองลัดโพธิ์ฯไม่ให้เกิน 500 ลบ.ม./วินาที     ช่วยเพิ่มศักยภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาในการรองรับปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงมาสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเมื่อพ้นระยะน้ำหลาก กรมชลประทานจะพิจารณาปิดบานระบายของประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ฯ เพื่อชะลอน้ำไว้ในลำน้ำ สำหรับเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งป้องกันไม่ให้น้ำเค็มรุกล้ำผ่านประตูระบายน้ำเข้าไปส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการใช้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย       

      อย่างไรก็ตามสำหรับการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาของลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 2561 ตลอดเดือนกันยายน   ปตร.คลองลัดโพธิ์ฯ สามารถระบายน้ำได้รวมทั้งสิ้น 410.38 ล้านลูกบาศก์เมตร นับได้ว่าโครงการคลองลัดโพธิ์-         อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้สร้างคุณประโยชน์อย่างมหาศาล และสร้างความสุขให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องผจญกับภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรงเช่นในอดีตที่ผ่านมา

อ่างเก็บน้ำแม่ฮอดฝันที่กำลังเป็นจริงของราษฎรร ต.บ้านฮอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อ่างเก็บน้ำแม่ฮอดฝันที่กำลังเป็นจริงของราษฎรร ต.บ้านฮอด

อ่างเก็บน้ำแม่ฮอดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฝันที่กำลังเป็นจริงของราษฎร ต.บ้านฮอด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2530 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับแหล่งน้ำในเขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างฝายทดน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ณ ตำบลบ้านฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

กรมชลประทานได้น้อมนำพระราชดำริมาดำเนินการ เมื่อโครงการฯ แล้วเสร็จสามารถเอื้อประโยชน์แก่ราษฏรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีและต่อเนื่องตลอดมา แต่จากการใช้ประโยชน์ในการกักน้ำเพื่อยกระดับให้สูงขึ้นสำหรับการผันไปสู่พื้นที่การเกษตรของราษฏรที่สูงกว่ามาเป็นระยะยาวนาน จึงเกิดการทับถมของตะกอนดินบริเวณหน้าฝายเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้พื้นที่กักน้ำและยกระดับน้ำบริเวณหน้าฝายลดน้อยลงและเกิดความตื้นเขิน ประกอบกับตัวฝายได้ชำรุดมากขึ้นตามกาลเวลาที่ผ่านการใช้งานมายาวนาน
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งที่บ้านตีนตก หมู่ที่ 8 ตำบลนาคอเรือ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาจัดหาแหล่งน้ำช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ตำบลนาคอเรือ และตำบลฮอด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำใช้เพื่อการเกษตรกรรม ตามที่ราษฎรได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ฮอด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางออกสำหรับการเพิ่มปริมาณน้ำให้กับราษฎรในพื้นที่ ด้วยจำนวนประชากรที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรในพื้นที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ประกอบกับการปลูกพืชที่จะต้องใช้น้ำ เพื่อการบำรุงมีเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและชนิดพืช โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการศึกษาสำรวจ เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่โดยกำหนดแผนในการดำเนินงานจำนวน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2566 และเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 9,000 ไร่
นายณรงค์  สงวนแสง ราษฎรบ้านแพะดินแดง หมู่ที่ 2 ตำบลฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า รู้สึก
ดีใจมากที่พระองค์ทรงห่วงใยและให้ความสำคัญในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรตำบลฮอด ในเรื่องน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการทำการเกษตร เพราะพื้นที่แห่งนี้เกิดความขาดแคลนมานานแล้ว ที่สำคัญราษฎรในพื้นที่ล้วนเป็นผู้ที่เสียสละพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินก่อนหน้านี้ ซึ่งจะอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านฮอดเก่าที่เป็นพื้นที่น้ำท่วมถึง หลังจากการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ทางการได้อพยพให้มาอยู่และอาศัยทำกินในพื้นที่บ้านแพะดินแดง ซึ่งหากปีใดน้ำในเขื่อนภูมิพลมีจำนวนมากน้ำจะท่วมถึงหมู่บ้านแต่หากปีใดน้ำน้อยก็จะเกิดความแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำ พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริให้ก่อสร้างฝายขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือนร้อน แต่เมื่อใช้งานมานานก็เกิดความตื้นเขินให้ประโยชน์น้อยลง การสร้างเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ในปัจจุบัน
ทางด้านนายนิคม ปินต๊ะ ราษฏรบ้านวังลุง หมู่ที่ 3 ตำบลฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำแม่ฮอดเป็นสิ่งที่ราษฎรในพื้นที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะทุกคนมีอาชีพทางการเกษตร ทำนา ทำสวนลำไย ซึ่งต้องอาศัยน้ำเป็นสำคัญ
“บ้านผมต้องการเป็นอย่างสูงครับในเรื่องของน้ำ นับเป็นบุญของชาวบ้านตำบลฮอด ที่จะได้โครงการอ่างเก็บน้ำตามพระราชดำริของในหลวง ที่สำคัญเมื่อมีน้ำ ชาวบ้านก็จะลืมตาอ้าปากได้ดีกว่าที่ผ่านมา เพราะสามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปีและมีรายได้จากการขายผลผลิต” นายนิคม  ปินต๊ะ กล่าว
ล่าสุดนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการ
อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมคณะอนุกรรมการฯ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน กปร.
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการดำเนินงานในโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ฮอดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนโครงการ พบว่าการดำเนินงานของส่วนงานที่เกี่ยวข้องมีความคืบหน้าตามลำดับอย่างเป็นที่น่าพอใจยิ่ง
การนี้ องคมนตรีได้ปลูกต้นไม้เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ พร้อมพบปะพูดคุยเพื่อรับทราบถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฏรในพื้นที่ และให้ข้อเสนอแนะแก่ส่วนงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร และการบริหารจัดการน้ำภายหลังจากโครงการแล้วเสร็จ โดยที่ราษฏรในพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่อีกด้วย

ชป.แจงกรณีถนนยางพาราที่กระบี่ พังเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/356585

ชป.แจงกรณีถนนยางพาราที่กระบี่ พังเสียหาย

กรมชล

ชป.แจงกรณีถนนยางพาราที่กระบี่ พังเสียหาย แจ้งผู้รับผิดชอบดำเนินการซ่อมแซมแล้ว 

          กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีถนนยางพาราโครงการรัฐเพิ่งสร้างพังแล้ว เป็นหลุมเป็นบ่อ ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลพรุเตียว อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ซึ่งก่อสร้างตามโครงการสนับสนุนการใช้ยางพาราของ คสช.และรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ แต่ปรากฏว่าหลังจากทำเสร็จได้ประมาณ 1 เดือน พบว่าถนนเริ่มเป็นหลุ่มเป็นบ่อแล้ว จากการตรวจสอบพบว่า ถนนสายดังกล่าว เป็นถนนเลียบคลองชลประทาน ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร สภาพถนนเป็นถนนลูกรังสีแดง เริ่มมีหลุมบ่อตามถนนเป็นจำนวนมาก นั้น

             นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงในเรื่องดังกล่าวว่า ถนนที่ชำรุดเสียหาย เป็นถนนเลียบคันคลองสายใหญ่ฝั่งขวาของฝายคลองน้ำแดง ตำบลพรุเตียว อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ความยาวทั้งสิ้น 3.321 กิโลเมตร โดยเมื่อปีงบประมาณ 2546 โครงการชลประทานกระบี่ ได้ถ่ายโอนภารกิจผิวจราจรให้กับทางองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)พรุเตียว เป็นผู้ดูแลและบำรุงรักษา ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 61 อบต.พรุเตียวได้มีหนังสือถึงโครงการชลประทานกระบี่ แจ้งว่าทางกองพันทหาร ช.402 ค่ายอภัยบริรักษ์ ได้เข้ามาดำเนินการก่อสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์ ถนนสายชลประทานฝั่งขวา หมู่ที่ 6 ตำบลพรุเตียว อำเภอเขาพนม เพื่อเป็นถนนขนส่งสินค้าทางเกษตร และเป็นทางสัญจรไปมาของราษฎรในพื้นที่ ซึ่งการตรวจสอบแล้วพบว่ากองพันทหาร ช.402       ได้เข้ามาดำเนินการตั้งแต่ 24 ต.ค. 61 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 61 โดยการก่อสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์ความยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร เริ่มต้น ที่ กม.0+700 ถึง กม.2+700

               สำหรับสาเหตุที่ทำให้ถนนชำรุด เป็นหลุมเป็นบ่อ นั้น เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นช่วงฤดูฝนของภาคใต้      มีฝนตกหนักและตกชุกเป็นช่วงๆ ส่งผลให้ผิวจารจรชำรุดเป็นหลุม เป็นบ่อ ในช่วง กม.1+500 ทางโครงการชลประทานกระบี่ ได้ประสานไปยังอบต.พรุเตียว และกองพันทหาร ช.402 ค่ายอภัยบริรักษ์ เพื่อดำเนินการซ่อมแซมถนนให้ใช้ได้ตามปกติต่อไป

แจงกรณีชาวนา กดดันชลประทานฯปล่อยน้ำเข้าคลองช่วยข้าว-ข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/356583

แจงกรณีชาวนา กดดันชลประทานฯปล่อยน้ำเข้าคลองช่วยข้าว-ข้าวโพด

กรมชลฃ

ชป.พิจิตร ชี้แจงกรณีชาวนา กดดันชลประทานฯปล่อยน้ำเข้าคลองช่วยข้าว-ข้าวโพด ปรับรอบเวรการรับน้ำ 

กรมชลประทานชี้แจงกรณี ชาวนาในพื้นที่ตำบลย่านยาว อ.เมืองพิจิตร และสามง่าม กว่า 300 ราย ได้รวมตัวกันบริเวณประตูระบายน้ำคลองชลประทาน ซี35 พื้นที่รอยต่อระหว่าง ต.ย่านยาว กับ อ.สามง่าม เพื่อเรียกร้องสำนักงานชลประทานที่ 3 จัดรอบเวรการส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังและข้าวโพด ตามที่รัฐบาลส่งเสริม เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการกำกำหนดรอบเวรส่งน้ำแบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน รอบละ 1 สัปดาห์ แต่เมื่อถึงรอบเวรการส่งน้ำเข้าสู่คลองชลประทานซี 35 กลับไม่มีน้ำเข้าลำคลองไปหล่อเลี้ยงต้นข้าวในแปลงนาและข้าวโพด จนทำให้ข้าวและข้าวโพดจำนวนกว่า 2 หมื่นไร่ ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำยืนต้นตายนั้น

                    นายอภิรักษ์ ศรีกุลวงศ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิจิตร ได้ชี้แจงในกรณีที่เกิดขึ้นว่า คลองชลประทานดังกล่าวรับน้ำจากเขื่อนนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก โดยมีระยะทางยาวกว่า 100 กิโลเมตร แต่ตลอดเส้นทางได้มีเกษตรกรลักลอบสูบน้ำออกเพื่อไปใช้ในพื้นที่ของตน ทำให้น้ำไหลมาถึงพื้นที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ย จึงไม่สามารถส่งน้ำเข้าไปในคลองซี 35 ได้ เบื้องต้น โครงการชลประทานพิจิตรและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล สำนักงานชลประทานที่ 3 ได้ร่วมลงพื้นตรวจสอบบริเวณประตูระบายน้ำคลองชลประทาน ซี35 เพื่อเร่งหาทางแก้ไข

นอกจากนี้ยังได้ร่วมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหากับกำนันและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีฝ่ายทหารเข้าร่วมรับฟัง  ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า จะทำการปรับรอบเวรการรับน้ำ จากระหว่างวันที่ 17-23 ธ.ค. 2561 เป็นระหว่างวันที่ 19-25 ธ.ค. 2561 และปรับเพิ่มระดับน้ำด้านหน้าอาคารอัดน้ำ(Check) กม.72+500 เพื่ออัดน้ำเข้าคลอง C 35 ให้อยู่ที่ระดับ +40.400-40.600 ม.รทก. ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เป็นต้นไป และทำการชี้แจ้งสร้างความเข้าใจให้กับกลุ่มเกษตรกร เป็นที่เข้าใจเรียบร้อยแล้ว

แจงกรณีชาวนา กดดันชลประทานฯปล่อยน้ำเข้าคลองช่วยข้าว-ข้าวโพด

แจงกรณีชาวนา กดดันชลประทานฯปล่อยน้ำเข้าคลองช่วยข้าว-ข้าวโพด

ภัยเงียบ”แบคทีเรียดื้อยา”ในหมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/356145

ภัยเงียบ”แบคทีเรียดื้อยา”ในหมู

ภัยเงียบในหมู

ภัยเงียบ”แบคทีเรียดื้อยา”ในหมู

              องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) เผยว่าการใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาดในฟาร์มเลี้ยงหมูคุณภาพต่ำ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด ”เชื้อแบคทีเรียดื้อยา” หรือ ซูเปอร์บักส์ (Superbugs) ขึ้น ซึ่งทำให้ยาปฏิชีวนะทำงานไม่ได้ผล ซึ่งผู้ป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ จะมีอาการรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตสูง วิกฤติซูเปอร์บักส์ นี้กำลังระบาดทั่วโลกและคร่าชีวิตคนปีละกว่า 700,000 คน

 ภัยเงียบ"แบคทีเรียดื้อยา"ในหมู  

               ในปี 2561 องค์กรฯ ได้ทำการสำรวจเนื้อหมูที่วางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตจากประเทศออสเตรเลีย บราซิล สเปน และประเทศไทย ผลการสำรวจพบว่ามีเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ (Superbugs) ในผลิตภัณฑ์เนื้อหมูรวมถึงประเทศไทย ผลการทดสอบดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นว่าการเลี้ยงหมูในฟาร์มแบบอุตสาหกรรมที่ไม่ใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์ ส่งผลให้ต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นกับหมู จนส่งผลให้เกิดวิกฤติแบคทีเรียดื้อยาปฎิชีวนะขึ้น

              การสำรวจดังกล่าวยังช่วยสนับสนุนหลักฐานที่ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นในฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ 3 ใน 4 ของยาปฏิชีวนะที่มีในโลกถูกใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โดยมีการใช้งานมากที่สุดในฟาร์มหมู องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การสหประชาชาติ (United Nation) ต่างก็รับทราบถึงปัญหาดังกล่าว และพยายามหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน

 ภัยเงียบ"แบคทีเรียดื้อยา"ในหมู  

        แบคทีเรียดื้อยาในอุตสาหกรรมอาหารเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และอาจส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตได้

         โชคดี สมิทธิ์กิตติผล ผู้จัดการฝ่ายแคมเปญสัตว์ในฟาร์ม องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เปิดเผยว่าองค์กรฯ ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์เนื้อหมูเพื่อสำรวจว่าอุตสาหกรรมฟาร์มหมูที่ไม่ใส่ในสวัสดิภาพสัตว์นั้น จากความเป็นจริงที่ว่าสภาพของฟาร์มหมูในระบบอุตสาหกรรม ไม่ต่างจากโรงฆ่าสัตว์ที่ทำให้หมูได้รับความเจ็บปวดและความเครียดเสมือนตายทั้งเป็น จนส่งผลให้เจ้าของฟาร์มต้องใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมหาศาลอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอาการผิดปกติเหล่านั้น

         ทางออกหนึ่งที่ดีที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือ การให้ซุปเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ เป็นผู้เรียกร้องต่อผู้เจ้าของฟาร์มผลิตเนื้อหมูให้ยกระดับคุณภาพชีวิตของสุกรในฟาร์ม จัดให้มีระบบการดูแลสวัสดิภาพที่ดีขึ้นจะส่งผลให้ลดการใช้ยาปฏิชีวนะได้ ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงแล้วในประเทศสวีเดน

      โชคดี ยังได้ย้ำอย่างหนักแน่นว่าเราต้องการยกเลิกการเลี้ยงแม่หมูแบบยืนซอง เพื่อให้หมูได้มีโอกาสเข้ากลุ่มสังคมภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และให้หมูได้มีโอกาสแสดงออกพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ ซุปเปอร์มาร์เก็ตควรกำหนดมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ให้สูงขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์จากฟาร์มผู้ผลิตนั้นจะมีความเครียดต่ำ และมีการใช้ยาปฏิชีวนะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ชป.แจงกรณีเปิดปตร.คลองท่าแนะ ไม่กระทบพื้นที่ศก.เมืองพัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/356268

ชป.แจงกรณีเปิดปตร.คลองท่าแนะ ไม่กระทบพื้นที่ศก.เมืองพัทลุง

เขื่อนท่าแนะ

ชป.แจงกรณีเปิดปตร.คลองท่าแนะ พร้อมเฝ้าระวังน้ำในคลองลำล้น ไม่กระทบพื้นที่เศรษฐกิจเมืองพัทลุง

วันที่ 19 ธ.ค. นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดพัทลุง ได้เกิดฝนตกหนัก วัดปริมาณฝนสะสมได้ 160 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ 2 อำเภอ คือ อ.ควนขนุน บริเวณหน้าตลาดเทศบาลควนขนุน ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 10 – 15 เซนติเมตร และ อ.ศรีบรรพต บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำบ้านเขาปู่
จากสภาพฝนที่ตกในพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่าในลำคลองสายหลักต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบัน(19 ธ.ค. 61 เวลา 12.00 น. ) สถานการณ์น้ำในคลองท่าแนะ ที่สถานี X.276 บ้านเขาปู่ อ.ศรีบรรพต อยู่ที่ระดับ 52.44 เมตร(รทก.) ระดับน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่งแล้ว(ระดับน้ำสูงสุดไหลผ่านเมื่อเวลา 04.00 น.ที่ผ่านมา สูงกว่าตลิ่ง 68 เซนติเมตร) ส่วนที่สถานี X.277 บ้านพิกุลทอง อ.ควนขนุน ระดับน้ำยังคงสูงกว่าตลิ่งประมาณ 28 เซนติเมตร เอ่อเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำในเขต อ.ควนขนุน   สูงประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร แนวโน้มระดับน้ำในคลองท่าแนะเริ่มลดลงแล้ว ก่อนที่น้ำจะไหลลงสู่ทะเลในลำดับต่อไป
“สำหรับกรณีของฝายท่าแนะ ที่มีการเปิดประตูเร่งระบายน้ำถึง 3 บาน ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นกว่ารอบก่อน นั้น ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การบริหารจัดการน้ำและการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำคลองท่าแนะ อยู่ภายใต้การปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ(เปิด-ปิด)ประตูระบายน้ำคลองท่าแนะ                โดยคณะกรรมการประกอบไปด้วยฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตัดสินใจ ซึ่งได้มีการแจ้งเตือนประชาชนก่อนหน้านี้ที่จะทำการเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 3 บาน เนื่องจากปริมาณน้ำจำนวนมากที่ไหลหลากจากทางตอนบนลงสู่ประตูระบายน้ำดังกล่าว หากไม่ยกบานประตูขึ้น จะทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นข้ามทางระบายน้ำล้น ก่อนจะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ซึ่งมีโอกาสที่น้ำจะกัดเซาะหรือทำลายอาคารชลประทานให้เกิดความเสียหายได้

ในขณะเดียวกันการเปิดบานประตูระบายน้ำ จะทำให้ควบคุมปริมาณน้ำหรือลดความแรงของน้ำที่จะไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้ เป็นการชะลอปริมาณน้ำไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างไปสร้างความเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้” รองอธิบดีฯ กล่าวชี้แจง
ส่วนสถานการณ์น้ำในคลองลำจนถึงคลองท่าแค บริเวณสถานี X.170 บ้านคลองลำ อ.ศรีนครินทร์ ระดับน้ำยังสูงกว่าตลิ่งประมาณ 18 เซนติเมตร และที่สถานี X.68 บ้านท่าแค อ.เมืองพัทลุง ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 16 เซนติเมตร ส่งผลให้มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมคลองลำ แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจในเขตตัวเมืองพัทลุง
ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินการช่วยเหลือ โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเตรียมพร้อมไว้ก่อนหน้านี้ 5 เครื่อง ในบริเวณเขตเทศบาลเมืองพัทลุง และเขตเทศบาลควนขนุน และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำไว้ 10 เครื่อง บริเวณคลองปากประ ตำบลพนางตุง ซึ่งโครงการชลประทานพัทลุง ได้ประสานแจ้งเตือนไปยังจังหวัดพัทลุง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบูรณาการร่วมกันเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้ง วางแผนบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบหรือกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด รวมไปถึงการจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ ที่พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

“กฤษฎา”เปิดงานเทศกาลข้าวไทย 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/356267

“กฤษฎา”เปิดงานเทศกาลข้าวไทย 2561

ข้าวไทย

“กฤษฎา”เปิดงานเทศกาลข้าวไทย 2561 (Thai Rice Festival 2018) ชูแนวคิด “ความสุขจากท้องนา หรรษาสู่เมืองกรุง”

          วันที่ 19 ธ.ค.นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลข้าวไทย ๒๕๖๑ (Thai Rice Festival 2018)โดยกรมการข้าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 24  ธันวาคม 2561 ณ ลานคนเมือง ด้านหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อประชาสัมพันธ์รณรงค์ข้าวไทย สู่กระแสนิยม เชื่อมโยงตลาด เพิ่มมูลค่า ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยววิถีชุมชนข้าวไทย เพื่อให้คนไทยและชาวต่างชาติเห็นคุณค่าของข้าวไทยที่ดีกว่าข้าวอื่นๆ ทั่วโลกในมิติต่างๆ พร้อมเชื่อมโยงข้าว และข้าวตลาดเฉพาะ ผลิตภัณฑ์จากข้าวระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการพบผู้บริโภคข้าวเมืองกรุงและนักท่องเที่ยว อีกทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและเพิ่มมูลค่าข้าว ตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญด้านการรักษาเสถียรภาพด้านราคาข้าว และรายได้ของชาวนาไทย โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต รวมถึงการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าสินค้าข้าวให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตามแนวนโยบาย “การตลาดนำการผลิต”

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความสุขจากท้องนา หรรษาสู่เมืองกรุง” เป็นการจัดงานผนวกกับมิติความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบวัฒนธรรม วิถีข้าว วิถีไทย ประกอบด้วย ร้านจำหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ของดีทั่วทุกภาค ร้านอาหารหลากหลาย ทั้งอาหารปรุงสุก อาหารแปรรูป และนวัตกรรมจากข้าว สะท้อนวัฒนธรรม ที่แสดงถึง วิถีข้าว วิถีไทย อัตลักษณ์ ของชุมชนในแต่ละภาค เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมงานและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ซึ่งได้รวบรวมข้าว และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว สินค้าเกษตร สินค้าชุมชน สินค้า OTOP ทุกภูมิภาค และสินค้านวัตกรรม อาทิ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวเป็นเครื่องดื่ม ของใช้ภายในบ้าน มาจัดแสดงและจำหน่าย

นอกจากนี้ ยังมีลานวัฒนธรรมข้าวไทย  แสดงถึงความผูกพันข้าวกับวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับข้าว การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากอดีตถึงปัจจุบัน อาทิ วงดนตรีพื้นบ้าน การแข่งขันเพื่อสร้างสีสัน และอนุรักษ์และอนุรักษ์วิถีชีวิตชาวนา  กิจกรรมการประกวดแข่งขันสุดยอดข้าวอร่อยประจำงานเทศกาลข้าวไทย 2561 (Thai Rice Festival 2018) ประเภทข้าวเจ้า และข้าวเหนียว  ชิงถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี และไฮไลท์ของงานมีการจัด Landmark พื้นที่กว่า 400 ตารางเมตรโดยจำลองท้องทุ่งนา กองฟาง เถียงนา สะพานทางเดินไม้ไผ่ และหุ่นฟางข้าวหลากหลายรูปแบบ ให้นักท่องเที่ยวบันทึกภาพแห่งความประทับใจและความทรงจำที่ได้มาร่วมงานเทศกาลข้าวไทยในปีนี้

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายภายในงานเป็นข้าวตลาดเฉพาะ และข้าวเฉพาะถิ่นคุณภาพสูง ผ่านระบบการผลิตข้าวมาตรฐาน Q ข้าวอินทรีย์ ข้าว GI เป็นต้น ดังนั้น ในโอกาสใกล้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จึงขอเชิญชวนให้คนไทยสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากข้าว เพื่อเป็นของขวัญส่งความสุขให้กันต่อไป ซึ่งงานเทศกาลข้าวไทย (Thai Rice Festival 2018) ถือเป็นงานส่งความสุขปีใหม่ 2562 จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบให้เกษตรกร และประชาชน