ฤทธิ์”ปาบึก”ชป.คาดการณ์น้ำไหลลงอ่างฯภาคใต้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357763

ฤทธิ์”ปาบึก”ชป.คาดการณ์น้ำไหลลงอ่างฯภาคใต้เพิ่ม

กรมชล

ชป.คาดการณ์น้ำไหลลงอ่างฯภาคใต้เพิ่ม หลังพายุโซนร้อน “ปาบึก”ขึ้นฝั่งเมืองคอนค่ำวันนี้

กรมชลประทาน เตรียมรับมือพายุโซนร้อน “ปาบึก”เต็มพิกัด คาดว่าค่ำวันนี้(4 ม.ค. 62)จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่จ.นครศรีธรรมราช พร้อมคาดการณ์น้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคใต้ หลังเร่งพร่องน้ำไว้ก่อนหน้านี้

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พายุโซนร้อน “ปาบึก” (PABUK) บริเวณอ่าวไทยตอนล่าง มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 200 กิโลเมตร ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือที่ละติจูด 7.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 102.0 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช ในช่วงค่ำของวันนี้(4 ม.ค. 62) นั้น

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้คาดการณ์ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางในพื้นที่ภาคใต้ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน     “ปาบึก” และได้มีการพร่องน้ำทั้งในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำต่างๆ ไว้แล้ว เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ แต่เนื่องจากเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุเปลี่ยนไป จากการวิเคราะห์รายพื้นที่ พบว่ามีอ่างเก็บน้ำที่มีความจำเป็นต้องมีการพร่องน้ำเพิ่ม เพื่อให้มีช่องว่างมากขึ้นไว้รองรับปริมาณน้ำที่จะไหลลงอ่างฯ ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำอ่างขนาดกลาง 7 แห่ง ดังนี้        จ.เพชรบุรี 1 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยสามเขา จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองจะกระ และอ่างเก็บน้ำคลองบึง จ.สุราษฎร์ธานี 1 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองสวนหนัง จ.นครศรีธรรมราช 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองกะทูน และอ่างเก็บน้ำคลองดินแดง และ จ.กระบี่  1 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองหยา

นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 22 แห่ง ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่ง          คือ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อ่างเก็บน้ำปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และอ่างเก็บน้ำรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี และ     อ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 19 แห่ง ดังนี้ จ.เพชรบุรี  3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ้านกระหร่างสาม อ่างเก็บน้ำทุ่งขาม อ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย จ.ประจวบคีรีขันธ์ 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยอ่างหิน อ่างเก็บน้ำยางชุม อ่างเก็บน้ำห้วยวังเต็น อ่างเก็บน้ำ    ห้วยมงคล อ่างเก็บน้ำห้วยไทรงาม  จ.สุราษฎร์ธานี 1 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบางทรายนวล จ.นครศรีธรรมราช 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส และอ่างเก็บน้ำเสม็ดจวน จ.ระนอง 1 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำหาดส้มแป้น จ.กระบี่ 1 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยลึก จ.ตรัง 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองท่างิ้ว และอ่างเก็บน้ำบ้านพรุเตย จ.พัทลุง 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ         คลองหัวช้าง อ่างเก็บน้ำป่าบอน อ่างเก็บน้ำป่าพะยอม จ.สงขลา มี 1 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองหลา

สำหรับการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ของกรมชลประทาน นั้น จะใช้ข้อมูล ณ เวลาจริง         ที่เกิดขึ้น จากสถานีสำรวจทางอุทกวิทยาตรวจวัดระดับน้ำและปริมาณน้ำ นำมาใช้ในการวิเคราะห์คาดการณ์ และบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับช่วงเวลา เพื่อลดผลกระทบและใช้แจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนให้รับทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างต่อเนื่อง

สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่มมูลค่าสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357761

สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่มมูลค่าสินค้า

สหกรณ์รัตภูมิ

สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่มมูลค่าสินค้า

จากสถานการณ์ราคายางพาราปี 2561 ที่ปรับตัวลดลง ส่งกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา หลายหน่วยงานได้ร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวหลากหลายวิธีการ ซึ่งการแปรรูปยางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ จะเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยแก้ไขปัญหาเสถียรภาพด้านราคายางพาราและยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้ายางพาราให้แก่เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง
สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด จังหวัดสงขลา นับเป็นสถาบันเกษตรกรที่มีส่วนเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ตั้งแต่การส่งเสริมการผลิตยางพาราที่ได้มาตรฐาน การรวบรวมผลผลิตและรับซื้อ รวมไปถึงการนำยางพาราของสมาชิกเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ และหาช่องทางตลาดมารองรับ เพื่อยกระดับราคายางพาราให้สูงขึ้น
นายวรรณะ ขุนเดื่อ ประธานสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด   เกษตรกรชาวสวนยางพาราเป็นสมาชิกประมาณ 3,300 คน และส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำสวนยางพารา สหกรณ์ได้ดำเนินธุรกิจรวบรวมยางพาราประมาณ 400 ตันต่อปี ต่อมาได้เริ่มแปรรูปยางพารา โดยรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิก แล้วนำไปแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน แต่มูลค่าของยางแผ่นรมควันราคาไม่สูงมากนัก ทางคณะกรรมการสหกรณ์ได้ร่วมกันคิดหาแนวทางที่จะเพิ่มมูลค่ายางพาราให้มากขึ้น จึงเริ่มผลิตยางลูกขุน ขณะเดียวกันรัฐบาลได้มีโครงการ Rubber City ขึ้นที่จังหวัดสงขลา สหกรณ์จึงได้งบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านทางกลุ่มจังหวัด โดยได้รับการสนับสนุนเป็นเครื่องอัดยางลูกขุน และในปี 2561 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน สนับสนุนให้สหกรณ์นำไปจัดซื้ออุปกรณ์การตลาด ได้แก่ เครื่องผสมยางคอมปาวด์  เครื่องอัดขึ้นรูปยางพารา เครื่องฉีดยางพารา และเครื่องอัดก้อน โดยสหกรณ์ได้สบทบเงินเพิ่มอีก 10% ราคารวม 6 ล้านกว่าบาท ซึ่งสหกรณ์ได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องอัดก้อน โดยรับจ้างอัดก้อนยางพารา ในราคา 1.40 – 1.50 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ สหกรณ์ยังได้แปรรูยางพาราเป็นรองเท้าแตะ รองเท้าบูธและแผ่นยางปูพื้น หลังจากเมื่อ                     เดือนกันยายน 2559 สหกรณ์ได้รับการสนับสนุนความรู้จากสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา (Natural Rubber Innovation Research Institute) มหาวิทยาสงขลานครินทร์ เข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปยางพาราตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการผลิต การแปรรูป การทำแผนธุรกิจ การบริหารจัดการ การผสมยางพารา การทำยางคอมปาวด์ การทำการตลาด และในการผลิตสินค้าต่าง  ๆ สหกรณ์จะต้องพิจารณาว่าผลิตแล้วมีตลาดรองรับที่แน่นอน สหกรณ์จึงได้เช่าโรงงานที่ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง  ๆ โดยใช้ยางเป็นวัตถุดิบปีละประมาณ 200 – 300 ตัน ซึ่งสหกรณ์ได้เชื่อมโยงเครือข่ายรับซื้อน้ำยางสดจากสหกรณ์การเกษตร                     นาหม่อม จำกัด เพื่อนำมาผลิตยางคอมปาวด์ และนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ  เช่น รองเท้าแตะ รองเท้าบูท แผ่นยางปูพื้น ยางรองพื้นรองเท้า เป็นต้น  ซึ่งการผลิตรองเท้าบูธในปัจจุบัน มีออเดอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก                        แต่สหกรณ์ยังผลิตไม่ทันและยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากกำลังการผลิตของเครื่องสามารถผลิตรองเท้าบูธได้สูงสุดเพียง 80 คู่ต่อวันเท่านั้น ส่วนแผ่นยางปูพื้นขณะนี้ได้รับมาตรฐาน มอก. จากกระทรวงอุตสาหกรรมเรียบร้อยแล้ว และออเดอร์ส่วนใหญ่มาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นลูกค้าหลัก และโรงเรียนต่าง ๆ ที่นำไปปูพื้นสนามเด็กเล่น ซึ่งการแปรรูปยางพารา ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้ายางพาราเพิ่มขึ้นจากเดิม 3 – 5 เท่า โดยสหกรณ์ได้รับซื้อยางพาราสูงกว่าท้องตลาด  1 – 3 บาท ทำให้สมาชิกสหกรณ์มีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับสมาชิก
ปัจจุบัน รองเท้าบูธ รองเท้าแตะ และแผ่นยางปูพื้น ที่สหกรณ์ผลิตขึ้นนั้นได้ผลการตอบรับที่ดีมาก โดยเฉพาะรองเท้าบูธ ซึ่งทางโรงงานแปรรูปของสหกรณ์ได้ทำแผนการตลาดร่วมกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา ชุมนุมสหกรณ์จังหวัดสงขลา และสหกรณ์ชาวสวนยางพาราที่เป็นเครือข่าย ซึ่งในอนาคตสหกรณ์มีแผนการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ และได้รับความร่วมมือจากการยางแห่งประเทศไทยรับผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพาราไปจำหน่ายด้วย ขณะเดียวกันสหกรณ์ได้ใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา ได้แก่ เพจ Facebook : โรงงานแปรรูปยางพาราสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด และ Line@ : https://line.me/ti/p/_t2qDFwZcW (โรงงานแปรรูปยางพารา) หรือโทร. 099-4092277, 082-4369969 และในอนาคตทางสหกรณ์ได้หารือกับทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศวางแผนที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพาราไปจำหน่ายในประเทศกลุ่มอาเซียนด้วย
นอกจากนี้ โรงงานแปรรูปยางพาราของสหกรณ์ได้เปิดให้บุคลากรจากหน่วยงานราชการ เครือข่ายสหกรณ์ และบริษัทเอกชนเข้ามาศึกษาดูงานการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราอย่างต่อเนื่อง และยังมีผู้ที่มาศึกษาดูงานจากต่างประเทศด้วย เช่น ประเทศญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ จีน และมาเลเซีย เป็นต้น

ด้านนายสุจิน พุทธกูล สมาชิกสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด กล่าวว่า ระบบสหกรณ์เป็นเรื่องที่ดีมาก อยากให้ทุกคนเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ จะได้รวมกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสวนยางพาราที่ได้พิสูจน์แล้วว่าถ้ารวมกันเป็นสหกรณ์ สหกรณ์จะเป็นที่พึ่งให้กับสมาชิกได้ทั้งด้านสินเชื่อ การส่งเสริมการออมเงิน การส่งเสริมอาชีพ การดูแลเรื่องแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าและหาตลาดมารับซื้อผลผลิตให้กับสมาชิก  ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาด้านราคายางพารา ทำให้สมาชิกมีรายได้ที่มั่นคงและยังเมื่อถึงสิ้นปี สหกรณ์ได้จัดสรรกำไรส่วนหนึ่งมาเป็นเงินปันผลคืนให้กับสมาชิกอีกด้วย

“กฤษฏา” สั่งด่วนเร่งเฝ้าระวังติดตามพายุ “ปาบึก” ตลอด 24 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357685

“กฤษฏา” สั่งด่วนเร่งเฝ้าระวังติดตามพายุ “ปาบึก” ตลอด 24 ชม.

พายุปาปึก

“กฤษฏา” สั่งด่วนเร่งเฝ้าระวังติดตามพายุ “ปาบึก” ตลอด 24 ชม.

             “กฤษฏา” สั่งด่วน หน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ เร่งเฝ้าระวังติดตามพายุ “ปาบึก”ในพื้นที่ 16 จังหวัดภาคใต้ ใช้ทุกช่องทางการสื่อสารแจ้งข่าวไปยังพื้นที่เพื่อทราบสถานการณ์ ตลอด 24 ชม.

วันที่ 3 ม.ค. นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา กรณีพายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่คาดว่าจะเคลื่อนลงอ่าวไทย ซึ่งจะส่งผลให้วันที่ 3 – 5 ม.ค. 2562 เกิดฝนตกหนักทั้ง 16 จังหวัดภาคใต้ ได้มีความห่วงใยถึงสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รีบสั่งการทางวิทยุ/ช่องทางการสื่อสารทุกช่องทางไปยังหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ พร้อมจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชม. ทั้งด้านการสูบน้ำ การอพยพปศุสัตว์ การเตือนประชาชน พร้อมกำชับให้เร่งรีบดำเนินการ รวมทั้งมอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ไปตรวจติดตามด้วย เพื่อลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด และรายงานผลให้ทราบทุกระยะ

สำหรับการป้องกันแก้ไขปัญหาจากพายุปาบึกในพื้นที่ 16 จังหวัดภาคใต้ ขอให้ทุกหน่วยตรวจสอบวัสดุ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ที่ทำการ บ้านพัก โดยให้หาทางระวังป้องกันอันตรายจากพายุปาบึก ที่อาจทำให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหายไว้ด้วย พร้อมกันนี้ขอให้ประสานงานกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดและหน่วยทหารในพื้นที่ให้เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพด้วย

ทั้งนี้ จากการประชุมกองบัญชาการและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ในการเฝ้าระวัง ติดตาม และเตรียมการเผชิญเหตุ กรณีพายุโซนร้อน “ปาบึก” เมื่อวันพุธที่ 2 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา แนวโน้มสถานการณ์ ช่วงวันที่  3 – 5 มกราคม 2562 มีปริมาณฝน 200 – 300 มม/วัน มีคลื่นความสูง 3-5 เมตร โดยทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ และกรมชลประทาน ได้ปฏิบัติการดังนี้

1. ทุกหน่วยงานประเมินความเสี่ยงและลดความเสี่ยงเตรียมป้องกันเหตุ โดยติดตามเส้นทางพายุ ปริมาณฝน ปริมาณน้ำท่า คลื่นจากพายุ (strom surge) เพื่อดำเนินการพร่องน้ำ/ระบายน้ำ รองรับมวลน้ำ และบริหารจัดการน้ำในเขื่อน อ่าง ขนาดต่าง ๆ ให้สอดคล้องขนาดและความรุนแรงของพายุ

2. จัดสรรพกำลัง ยานพาหนะขนาดใหญ่ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ  ระบบสื่อสาร/วิทยุสื่อสาร ความพร้อมประตูระบายน้ำ เสบียงอาหาร เสบียงสัตว์ เวชภัณฑ์ เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในพื้นทีเมื่อเผชิญเหตุอุทกภัยก่อนหน้า

3. ร่วมปฏิบัติการตามแนวปฏิบัติของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอย่างใกล้ชิด

4. ร่วมสนับสนุนการป้องกัน ระงับยับยั้ง เรือประมง ตามประกาศงดเดินเรือของจังหวัด

5. เตรียมพร้อมเพื่อการหยุดยั้งความเสียหาย การประเมินความเสียหาย และการฟื้นฟู ด้านการเกษตร เมื่อพายุได้ผ่านไปโดยเร็ว

กรมชลฯ เร่งระดมเครื่องจักรกลพร้อมบรรเทาภัยจากพายุปาบึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357664

กรมชลฯ เร่งระดมเครื่องจักรกลพร้อมบรรเทาภัยจากพายุปาบึก

กรมชลฯ เร่งระดมเครื่องจักรกลพร้อมบรรเทาภัยจากพายุปาบึก 

               อธิบดีกรมชลประทานสั่งระดมเครื่องจักร-เครื่องมือเตรียมพร้อมบรรเทาสาธารณภัยจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนปาบึก พร้อมเร่งพร่องน้ำจากอ่างเก็บน้ำตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ให้มีพื้นที่รองรับฝนที่จะตกหนักถึงหนักมาก บางพื้นที่อาจมีปริมาณฝนถึง 300 มิลลิเมตรต่อวัน

               วันที่ 3 ม.ค.นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ทั้งส่วนกลางและสำนักชลประทานที่ 14 15 16 และ17 ติดตามสถานการณ์น้ำ ทิศทางและความรุนแรงของพายุ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ 16จังหวัดภาคใต้และรายงานตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับสิ่งที่ให้ปฏิบัติอย่างเร่งด่วนคือ การนำเครื่องจักร-เครื่องมือไปติดตั้งในทุกพื้นที่ทั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด รถ รถแทรกเตอร์ รถบรรทุกขนาดใหญ่เพื่อลดผลกระทบสถานการณ์น้ำจากอิทธิพลของพายุปลาบึกให้เหลือน้อยที่สุด กรมชลประทานมีจุดพักหลักเครื่องจักรกลที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สงขลา และนราธิวาส อีกทั้งมีจุดพักรองเครื่องจักรกลอีก 13 แห่งครอบคลุมทั้งภาคใต้ พร้อมเคลื่อนย้ายไปสนับสนุนเพิ่มเติมจากที่ได้ติดตั้งประจำในพื้นที่เกษตร เขตเศรษฐกิจ และเขตเมืองทุกจังหวัดแล้ว รวมทั้งพร้อมจะระดมจากทั่วประเทศมาได้ทันที หากมีความจำเป็น

นายทองเปลวกล่าวว่า ได้เร่งพร่องน้ำทั้งในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำต่างๆ ไว้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ โดยให้พิจารณาจากสถิติน้ำไหลลงอ่างในช่วงเกิดพายุและการคาดการณ์ปริมาณฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา แล้วนำมาเปรียบเทียบเพื่อกำหนดช่องว่างของอ่างเก็บน้ำที่เหมาะสม ตามปริมาณน้ำที่คาดว่า จะไหลลงอ่าง หากอ่างใดมีแนวโน้มจะล้น ให้เร่งพร่องน้ำออก นอกจากนี้ได้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งดูแลอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ให้พร่องน้ำด้านท้ายของลำน้ำเพื่อให้สามารถระบายน้ำจากฝนที่ตกลงมาได้สะดวก

จากการจัดทำแผนเผชิญเหตุล่วงหน้าพบว่า ใน 16 จังหวัดภาคใต้มีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและดินโคลนถล่ม 1,031 แห่ง ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังในเขตชลประทานมี 75 จุดซึ่งก่อนหน้านี้มีอุปสรรคในการระบายน้ำได้แก่ มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ เส้นทางระบายน้ำแคบ ซึ่งได้กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำแล้ว ขุดลอกลำน้ำ รวมทั้งขุดเจาะทำคลองลัดเพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำครบทุกจุด นอกจากนี้ยัง พื้นที่เตือนภัยน้ำหลากและดินถล่มซึ่งส่วนกรมทรัพยากรน้ำรับผิดชอบ 279 แห่ง ในส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 576 แห่ง สำหรับสิ่งกีดขวางทางน้ำซึ่งยังไม่ได้ดำเนินการ 45 แห่ง เป็นของกรมทางหลวง 10 แห่ง การรถไฟแห่งประเทศไทย 1 แห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 34 แห่ง และมีสิ่งกีดขวางทางน้ำเพิ่มเติมจากการสำรวจพื้นที่ 56 แห่ง ซึ่งกรมชลประทานได้แก้ปัญหาโดยนำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่และเครื่องผลักดันน้ำไปเสริมเพื่อเร่งการระบายน้ำ เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับทางจังหวัด ปภ. จังหวัด และหน่วยทหารตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการติดตามสถานการณ์น้ำ การแจ้งเตือน การประชาสัมพันธ์ และการช่วยเหลือประชาชนซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนักด้วยอิทธิพลของพายุโซนร้อนปาบึกในระยะ 3 วันนี้

สหกรณ์ชะอำส่งเสริมรวมกลุ่มปลูกผักอินทรีย์ส่งห้างโมเดินเทรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357662

สหกรณ์ชะอำส่งเสริมรวมกลุ่มปลูกผักอินทรีย์ส่งห้างโมเดินเทรด

สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด ส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มปลูกผักอินทรีย์ส่งห้างโมเดินเทรด

ผักอินทรีย์ เป็นผักที่ปลอดสารเคมี ในทุกขั้นตอนการผลิตจะมีมาตรฐานกำหนด และต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ เพื่อสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น และเลือกซื้อผักอินทรีย์ไปบริโภคด้วยหวังว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ

สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จในการส่งเสริมให้สมาชิกหันมาปลูกผักอินทรีย์เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้จากการทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลัก หลังจากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้สนับสนุนสหกรณ์ผลิตผักอินทรีย์ป้อนสู่ตลาด จึงมอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชิญชวนสหกรณ์ต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการและเริ่มลงมือปรับปรุงกระบวนการปลูกพืชผักให้ได้ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เมื่อ 4 ปีก่อน โดยทางนิคมสหกรณ์ชะอำ ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนภูมิภาคของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ดูแลพื้นที่นิคมสหกรณ์ในเขตอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

โดยมีสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัดตั้งอยู่ในพื้นที่และอยู่ในการส่งเสริมดูแลได้เห็นถึงโอกาสของโครงการนี้ที่จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกจึงให้ความร่วมมือสนับสนุนสมาชิกหันมาปลูกผักอินทรีย์
ระยะแรกของโครงการทางนิคมสหกรณ์ชะอำได้ทำแปลงผักอินทรีย์ทดลอง เป็นแปลงตัวอย่างให้สมาชิกมาเรียนรู้และทดลองปลูก และได้ส่งเสริมสมาชิกทำปุ๋ยหมักใช้เอง โดยทางนิคมสหกรณ์ฯได้ทดลองหมักปุ๋ยและแจกจ่ายให้สมาชิกไปใช้ในแปลงผักอินทรีย์ในช่วงเริ่มต้นลงมือปลูกผักอินทรีย์และส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลถึงรายแปลง เนื่องจากในช่วงของการปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชแบบที่เคยใช้สารเคมีมาปลูกแบบอินทรีย์ค่อนข้างต้องใช้ความพิถีพิถันและใส่ใจในทุกขั้นตอน ซึ่งทุกคนต้องอาศัยความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ได้ และต้องอาศัยระยะเวลากว่าจะเห็นผลและได้รับความร่วมมือจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และองค์กรเอกชนต่างๆ ที่เข้ามาช่วยส่งเสริม จนทำให้สมาชิกจำนวน 40 ราย เกิดความมั่นใจที่จะยึดอาชีพนี้และรวมกลุ่มกันในนามกลุ่มผู้ปลูกผักอินทรีย์ภายใต้สังกัดสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด  ปัจจุบันมีสมาชิก 23 ราย ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมจาก          กรมส่งเสริมการเกษตร คือ ระบบPGS และเข้ารับหนังสือรับรองจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา
นางอุษา พุ่มพวง ผู้จัดการสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด เปิดเผยว่า การปลูกผักอินทรีย์เป็นพืชที่สร้างรายได้เร็วให้กับเกษตรกร ผักบางชนิดปลูก 20 วันก็เก็บขาย และสามารถบริหารจัดการผักได้ตรงตามความต้องการตลาดได้เนื่องจากในพื้นที่ 1 แปลง สามารถปลูกผักได้เกิน 20 ชนิด ซึ่งผักที่สมาชิกปลูกส่วนใหญ่เป็นผักคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง แตงกวา ผักสลัดกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค แต่ละวันสมาชิกจะรวบรวมผักมาส่งที่สหกรณ์ จากนั้นสหกรณ์จะนำเข้าห้องตรวจสอบคุณภาพ มีการตรวจสอบหาสารฆ่าแมลงว่าและสารเคมีต่าง  ๆ จนมั่นใจว่ามีความปลอดภัย 100% จึงคัดเกรดและบรรจุลงถุงที่มีการติดบาร์โค้ตไว้ทุกถุง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถแสกนและตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของผักแต่ละถุงว่ามาจากแปลงของเกษตรกรรายใด ซึ่งทางสหกรณ์ได้เน้นย้ำกับสมาชิกทุกรายในการควบคุมการผลิตและคุณภาพของผักที่จะนำมาส่งขายให้สหกรณ์ ต้องมีความปลอดภัย มีคุณภาพและปริมาณที่สม่ำเสมอ ตลาดหลักที่สหกรณ์จะนำผักอินทรีย์ไปจำหน่าย อยู่ในพื้นที่ภายในจังหวัดเพชรบุรี เช่น โรงพยาบาลชะอำ

ซึ่งจะจำหน่ายทุกวันจันทร์  โรงพยาบาลพระจอมเกล้า ตลาดเกษตรกรข้างจวนผู้ว่าฯ จำหน่ายทุกเช้าวันอังคาร และมีช่องทางตลาดใหม่คือส่งขายให้กับห้างแมคโคร ซึ่งได้ประสานขอความร่วมมือมายังอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสั่งซื้อ               ผักอินทรีย์ไปขายในห้างแมคโครสาขาชะอำและหัวหิน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งสหกรณ์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจตลาดพบว่าผักของสหกรณ์จะวางอยู่บนชั้นจำหน่ายของสดในห้างแมคโครและสามารถขายหมดภายในเวลาไม่เกิน 2 วัน               ซึ่งห้างแมคโครได้ขอให้สหกรณ์เพิ่มปริมาณการส่งผักทุกวัน  ทำให้สหกรณ์ต้องกลับมาวางแผนเพื่อส่งเสริมสมาชิกขยายพื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ เพื่อส่งให้ทางห้างและยังมีตลาดที่ต้องการสั่งซื้ออีกจำนวนมาก

ด้านนางสุภาวดี ทับทิม สมาชิกสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่หันมายึดอาชีพปลูกผักอินทรีย์อย่างจริงจังจนกลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว  เล่าถึงที่มาของการปลูกผักอินทรีย์ว่า แต่เดิมทำงานเป็นลูกจ้างอยู่อบต. ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวแบบพร้อมหน้า จึงหันมาลองทำเกษตรตามแนวทางทฤษฏีใหม่ จัดสรรที่ดิน 7 ไร่ ตามสัดส่วน 30-30-30-10 ขุดเป็นบ่อน้ำและเลี้ยงปลา ทำนา 1 ไร่กับ 3 งาน เพื่อมีข้าวไว้บริโภคและยังมีที่ดินอีกส่วนหนึ่งเลี้ยงวัว ที่เหลือได้จึงได้ทำเป็นแปลงผักอินทรีย์ ซึ่งช่วง 4 เดือนแรก ลงมือปลูกผักบุ้งเนื่องจากเห็นว่าปลูกง่ายที่สุดแต่กลับเก็บผลผลิตขายไม่ได้ เนื่องจากดินเค็มและแข็ง ไม่เหมาะกับการปลูกผัก จึงเข้าอบรมกับทางนิคมสหกรณ์ชะอำ ทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักไว้ใช้ในแปลงเกษตร นำใบไม้ใบหญ้าในไร่มาหมักกับขี้วัว กลายเป็นปุ๋ยหมัก                แล้วนำไปใส่ในแปลงผัก ตารางเมตรละ 1 คันรถเข็น จนดินเริ่มดีขึ้น มีชีวิต มีไส้เดือน สภาพดินเปลี่ยนแปลงมีความร่วน มีแร่ธาตุและสามารปลูกผักได้ผลผลิตงอกงาม
หลังจากได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ จนเห็นลู่ทางในการสร้างรายได้ และมั่นใจว่าปลูกผักอินทรีย์แล้วจะมีตลาดรองรับและรายได้ที่แน่นอน  ทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังจนวันนี้คุณภาพชีวิตของตัวเองและครอบครัวดีขึ้น เก็บผักส่งขายให้สหกรณ์ทุกวันและยังเก็บไว้ทำอาหารแต่ละมื้อไม่ต้องเสียเงินไปซื้อที่ตลาด  ปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่มีสารพิษ ส่วนการวางแผนการผลิต จะทำแฟ้มประวัติผักทุกแปลง และเริ่มทดลองขายผักผ่านออนไลน์ โดยได้อบรม Young Smart Farmer มีวิทยากรสอนเกี่ยวกับการทำเว็บเพจ จึงทดลองทำเพจขายผักทางเฟสบุ๊ค ได้ผลตอบรับที่ดีมาก เมื่อผักมีอายุพอที่จะเก็บขายก็จะนำมาโพสต์นำเสนอลูกค้าทางเฟสบุ๊ค หมุนเวียนขายเป็นรอบ แต่ละวันจะใช้เวลาอยู่ในแปลงผัก ดูแลผลผลิต ให้น้ำ ใส่ปุ๋ย เก็บผักส่งสหกรณ์ ทำให้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้นและสมาชิกในครอบครัวมีความสุขร่วมกัน
นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินโครงการผักอินทรีย์ของสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด พร้อมกล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เลือกพื้นที่นิคมสหกรณ์ในการส่งเสริมชาวบ้านในพื้นที่หันมาปลูกผักอินทรีย์ เนื่องจากพื้นที่ของนิคมสหกรณ์เป็นพื้นที่ที่กรมฯได้จัดสรรที่ดินทำกินให้สมาชิก และอาศัยอยู่ใน             จุดเดียวกัน ทำให้ดูแลได้ง่ายและทั่วถึง จึงได้ผลักดันให้สมาชิกในพื้นที่นิคมสหกรณ์หันมาปลูกผักอินทรีย์ ซึ่งเป็นพืช              ที่ใช้ระยะเวลาสั้นก็เก็บเกี่ยวผลผลิตและช่วยสร้างรายได้ให้ครอบครัว และผลตอบรับในปัจจุบันค่อนข้างดี ผักอินทรีย์ขายได้ราคาสูงกว่าผักทั่วไปประมาณ 8 – 10 บาทต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์คาดหวังว่าสหกรณ์จะเป็นแหล่งผลิตผักที่มีคุณภาพเพื่อให้ประชาชนได้บริโภคและปลอดภัยต่อสุขภาพ ระยะต่อจากนี้ไปจะสนับสนุนการรวมกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ให้ผลิตผักอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่เป็นห้างโมเดินเทรดได้ยื่นมือเข้ามาเป็นตลาดให้สหกรณ์ รับซื้อผักไปจำหน่ายในห้างและได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี  ขณะเดียวกันสหกรณ์เองต้องใช้เวลาในการพิสูจน์เรื่องคุณภาพ และทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ QR Code เมื่อสแกนดูแล้วสามารถรู้ได้ว่า ผักถุงนี้ใครปลูกและตัดออกจากแปลงเมื่อไหร่ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทุกคนต้องช่วยกันและร่วมมือกัน เพื่อผลิตผักอินทรีย์ที่มีคุณภาพและรักษามาตรฐานให้สม่ำเสมอ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะขยายผลโครงการส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์ให้กับสหกรณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้อาชีพปลูกผักอินทรีย์มีความมั่นคงและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับสมาชิกสหกรณ์ที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในอนาคตต่อไป

สทนช.เตรียมเฝ้าระวังพายุโซนร้อน “ปาบึก” 3-5 ม.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357570

สทนช.เตรียมเฝ้าระวังพายุโซนร้อน “ปาบึก” 3-5 ม.ค.นี้

สทนช

สทนช. เตือนภาคใต้ เตรียมเฝ้าระวังพายุโซนร้อน “ปาบึก” 3-5 ม.ค.นี้

สทนช. เรียกหน่วยงานงานที่เกี่ยวข้องประชุมด่วน เตรียมเฝ้าระวังพายุโซนร้อน “ปาบึก” (PABUK) 3-5 ม.ค.นี้ พร้อมเปิดศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ที่ ปภ.สุราษฎร์ธานี เฝ้าระวังและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและอุทกภัยตลอด 24 ชม.

สทนช.เตรียมเฝ้าระวังพายุโซนร้อน "ปาบึก" 3-5 ม.ค.นี้

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ครั้งที่ 1/2562 ณ ห้องประชุมน้ำปิง ชั้น 4 อาคารจุฑามาศ สทนช. ว่า จากการประชุมและวิเคราะห์สถานการณ์ของพายุโซนร้อน “ปาบึก” (PABUK) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนและเคลื่อนลงอ่าวไทย ในช่วงวันนี้ (2 ม.ค. 62) โดยจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงระหว่างวันที่ 3-5 ม.ค. 62 ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากโดยเฉพาะบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุงสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และจังหวัดสตูล
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และจังหวัดชุมพร คาดว่าจะมีฝนตกหนักประมาณ 200-300 มิลลิเมตรต่อวัน โดยจะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้ วันที่ 3 ม.ค.62 เริ่มได้รับผลกระทบ จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส วันที่ 4 ม.ค.62 จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง วันที่ ๕ ม.ค.๖๒ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และหลังจากวันที่ 6 ม.ค. 62 เป็นต้นไป ปริมาณฝนจะค่อยๆ เบาบางลง ซึ่ง สทนช. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมรองรับสถานการณ์เขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โดยเขื่อนที่อยู่ในความดูแลของของกรมชลประทาน  ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 612 ล้าน ลบ.ม.(83%) และเขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 353 ล้าน ลบ.ม.(90%)

ในส่วนของเขื่อนที่อยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้แก่ เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 4,701 ล้าน ลบ.ม.(83%) สามารถรับน้ำ ได้อีก 938 ล้าน ลบ.ม  และเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ปริมาณน้ำ 1,076 (74%) รับน้ำได้อีก 378 ล้าน ลบ.ม. โดยศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติได้สั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมชลประทาน พิจารณาเร่งการระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำตามข้อสั่งการของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรีที่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่มีอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคใต้ที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 เร่งระบายน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนและติดตามสภาพฝน และการระบายน้ำให้สัมพันธ์กับพื้นที่ท้ายน้ำเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน และ ปภ.ได้เตรียมรับสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในพื้นที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยได้เตรียมบุคลากรพร้อมจัดส่งเครื่องจักรเครื่องมือลงพื้นที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบูรณาการทำงานในพื้นที่ให้สอดคล้องกับการสั่งการในการแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำและอุทกภัยได้โดยตรง ในวันพรุ่งนี้ (3 ม.ค. 62) สทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะลงพื้นที่พร้อมจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง วิเคราะห์สภาพน้ำฝน น้ำท่า และการเคลื่อนตัวของพายุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มสถานการณ์น้ำและอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ ตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อเป็นการลดผลกระทบที่อาจจะเกิดกับพี่น้องประชาชน พร้อมเตือนประชาชนให้ติดตามข่าวสารจากศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติอย่างใกล้ชิด

เตือนวิสาหกิจชุมชน รีบต่อทะเบียน ก่อนถูกถอนชื่อภายในม.ค.62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357539

เตือนวิสาหกิจชุมชน รีบต่อทะเบียน ก่อนถูกถอนชื่อภายในม.ค.62

วิสาหกิจชุมชรน

เตือนวิสาหกิจชุมชน รีบต่อทะเบียน ก่อนถูกถอนชื่อภายในม.ค.62 

                กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งเตือนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน อย่าลืมต่อทะเบียน วิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนประจำปี 2562  ระหว่างวันที่ 1-30 มกราคม 2562 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

เตือนวิสาหกิจชุมชน รีบต่อทะเบียน ก่อนถูกถอนชื่อภายในม.ค.62

                 นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชน เป็นการรวมตัวทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีในชุมชนให้เกิดคุณค่า สร้างรายได้ มุ่งสู่ประโยชน์ของกลุ่ม โดยภาคประชาชนเป็นผู้ดำเนินการ และมีหน่วยงานภาครัฐคอยสนับสนุน เพื่อให้การดำเนินกิจการของวิสาหกิจชุมชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรขอเชิญชวนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เข้ามาต่อทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนประจำปี 2562 ที่จะมีขึ้นในช่วงวันที่ 1 – 30 มกราคม 2562

                โดยต้องเป็นกิจการของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่ต้องมีการดำเนินการจริงอย่างต่อเนื่อง เป็นกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน พร้อมยื่นแบบคำขอดำเนินกิจการต่อ ประกอบด้วย แบบคำขอดำเนินกิจการต่อ (แบบ สวช. 03) แผนประกอบการ ผลการดำเนินงาน และแบบจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน หากวิสาหกิจชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนไม่ดำเนินการมาต่อทะเบียน กรณีไม่มายื่นต่อทะเบียน 2 ปีติดต่อกัน กรมส่งเสริมการเกษตรจะออกหนังสือแจ้งเตือนการต่อทะเบียนภายในเดือนมกราคม 2562  และหากไม่มาดำเนินการตามหนังสือแจ้งเตือน จะถูกเพิกถอนทะเบียนและถูกถอนชื่อออกจากทะเบียน             

                 กรมส่งเสริมการเกษตร ขอเชิญชวนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จัดเตรียมเอกสารให้พร้อม และรีบยื่นต่อทะเบียนให้แล้วเสร็จ ก่อนวันที่ 31 มกราคม 2562 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์ 0-2955-1595

เชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ จ.น่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357533

เชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ จ.น่าน

เชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ จ.น่าน

ความมุ่งมั่นของชาวนาไทย ที่จะพัฒนาผลผลิตด้านการเกษตรของตนเองให้เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ทำให้รัฐบาลเข้ามาดูแลและช่วยเหลือให้ความฝันของชาวนาเหล่านี้เกิดขึ้นจริง และกรมการข้าวคืออีกหน่วยงานที่เข้ามาส่งเสริมชาวนา ให้สามารถสร้างผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่

เชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ จ.น่าน

เป็นอีกหนึ่งโครงการที่กรมการข้าว เร่งผลักดันให้ชาวนาทั่วประเทศได้รู้จัก สนใจ และเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ และชาวนากลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านปัวชัย ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง จ.น่าน เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีการรวมตัวของสมาชิกกว่า 70 ราย เพื่อเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ และผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวปลอดภัย เมื่อปี 2559 ซึ่งปัจจุบัน สมาชิกกลุ่มที่ผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวปลอดภัย สามารถสร้างผลผลิตข้าวได้อย่างมีคุณภาพ ทำให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่ม และชาวนาในชุมชนใกล้เคียงต่างสนใจและเข้ามาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน

จำเนียร กันจนา ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านปัวชัย ต.ฝาแก้ว อ.ภูเพียง จ.น่าน ถือเป็นหัวแรงหลัก ที่นำพาให้สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านปัวชัย เกิดความสนใจและอยากเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ ซึ่งเดิมนั้น คุณจำเนียร เคยเข้าอบรมกับทางศูนย์วิจัยข้าวแพร่ เพื่อศึกษาข้อมูลของโครงการนี้ และต่อมาได้ขอเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ เพื่อพัฒนาข้าวที่ปลูกให้มีคุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP หรือข้าวปลอดสารพิษ

และหลังจากที่ผ่านการรับรองมาตรฐานข้าว GAP แล้ว ทำให้เขาเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวที่นำไปขาย เนื่องจากข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ของจำเนียร เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ราคาที่ขายมีราคาสูงกว่าราคาข้าวทั่วไป นี่จึงเป็นเรื่องดีที่คุณจำเนียร นำกลับมาแนะนำให้กลับเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม และชักชวนให้เพื่อนสมาชิกรวมตัวกันเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่

นอกจากนี้จำเนียร ยังได้กล่าวถึง ข้อมูลและผู้ช่วยที่ดีอย่างเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยข้าวแพร่ ที่ได้เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำกับทางกลุ่มถึงการต่อยอดข้าวปลอดสารพิษ หรือข้าว GAP ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ให้พัฒนาเป็นข้าวอินทรีย์ ที่มีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบัน เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านปัวชัย กำลังปรับเปลี่ยนจากการลดใช้สารเคมี เป็นการงดใช้สารเคมี และปรับเปลี่ยนมาเป็นสารอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังทำให้ข้าวที่ปลูกมีคุณภาพ สามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย 100%

กยท.นำร่องมอบเงินเกษตรกรงวดแรก1.9 หมื่นราย วงเงิน161 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357106

กยท.นำร่องมอบเงินเกษตรกรงวดแรก1.9 หมื่นราย วงเงิน161 ล้านบาท

กยท

กยท.นำร่องมอบเงินเกษตรกรงวดแรก1.9 หมื่นราย วงเงิน161 ล้านบาท

              การยางแห่งประเทศไทย นำร่องมอบเงินสนับสนุนตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง กว่า 19,000 ราย ประเดิมงวดแรก 161 ล้านบาท สนองนโยบายรัฐบาลส่งความสุขปีใหม่เป็นของขวัญให้เกษตรกร
นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านบริหาร เผยว่า หลังรัฐบาลมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางตลอดจนสร้างความเข้มแข็งและช่วยเหลือค่าของชีพของคนกรีดยางให้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางประเทศไทย(กยท.) ได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานฝ่ายปกครองและหน่วยงานอื่นๆ ในการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารโครงการสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ แบ่งเป็น ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล เพื่อร่วมพิจารณาคุณสมบัติของเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ โดยมุ่งเน้นดำเนินการให้เกิดความรวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม รัดกุม เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดซึ่งถือเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางสอดคล้องกับนโยบายส่งความสุขปีใหม่ของรัฐบาล
นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำร่องจ่ายเงินรอบแรกวันนี้เป็นการจ่ายเงินให้เกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งที่เป็นเจ้าของสวนยาง ผู้เช่าสวนยาง ผู้ทำสวนยาง และคนกรีดยาง ผ่านบัญชี ธ.ก.ส. พร้อมกันทั่วประเทศ รวม 17 จังหวัด มียอดเงินรวมทั้งสิ้นกว่า 161.5 ล้านบาท โดยจ่ายให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง กว่า 19,000 ราย แบ่งเป็น เจ้าของสวนยาง (1,100 บาท/ไร่) จำนวน 9,740 ราย เจ้าของสวนยางกรีดเอง (700 บาท/ไร่) จำนวน 7,965 ราย และคนกรีดยาง 700 บาท/ไร่) จำนวน 1,313 ราย สำหรับจังหวัดสงขลาถือเป็นพื้นที่ซึ่งมีเกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการฯ สูงที่สุดในรอบแรก เป็นเงินกว่า 62 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการจ่ายเงินสนับสนุนให้ในวันนี้เป็นเพียงการเริ่มนำร่องเท่านั้น เกษตรกรชาวสวนยางรายอื่นๆ สามารถตรวจสอบรายชื่อและแจ้งสิทธิ์ขอเข้าร่วมโครงการฯ ได้

“กยท. ได้ประกาศผู้มีรายชื่อมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งเกษตรกรเจ้าของสวนยางและผู้กรีดยาง ณ ที่ทำการหมู่บ้านและจุดแต่ละชุมชนกำหนดทั่วประเทศ จึงขอให้เกษตรกรเข้าตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ และสามารถแจ้งสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ได้ที่ กยท. ในพื้นที่ที่สวนยางของท่านตั้งอยู่ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562”

เกษตรฯ จับมือ 8 หน่วยงาน ร่วมบูรณากาปฏิรูปที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357103

เกษตรฯ จับมือ 8 หน่วยงาน ร่วมบูรณากาปฏิรูปที่ดิน

สปก

เกษตรฯ จับมือ 8 หน่วยงาน ร่วมบูรณากาปฏิรูปที่ดิน

               กระทรวงเกษตรฯ จับมือพันธมิตร 8 หน่วยงาน ร่วมบูรณาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นบนพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน มุ่งหวังให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน

                นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ร่วมกับ 8 หน่วยงาน

                 ได้แก่ กรมชลประทาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็น เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีรายได้มั่นคงจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมภายใน 20 ปี

               ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมอาศัยน้ำฝนและสภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงการดำเนินงานของ ส.ป.ก. เพียงหน่วยงานเดียวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็น ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปอย่างล่าช้า ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปด้วยความรวดเร็วและให้พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส.ป.ก. จึงขอความร่วมมือจากพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้ง 8 หน่วยงาน ให้มาช่วยกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว ซึ่งทั้ง 9 หน่วยงานจะดำเนินงานตาม MOU ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่และงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน

              โดย ส.ป.ก. จะดูแลเรื่องการอนุญาตใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน กรมชลประทานจะสนับสนุนงานด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะให้การสนับสนุนเรื่องการขยายเขตไฟฟ้า กรมทรัพยากรน้ำจะเข้ามาช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะเข้ามาร่วมพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานจะให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน กรมพัฒนาที่ดินจะช่วยแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับความเหมาสมของสภาพดินและการพัฒนาคุณภาพดิน กรมส่งเสริมการปกครอง