ก.เกษตรฯเชิญ อปท. 77 จังหวัดผลักดันการใช้ยางให้เป็นรูปธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358523

ก.เกษตรฯเชิญ อปท. 77 จังหวัดผลักดันการใช้ยางให้เป็นรูปธรรม

กยท

ก.เกษตรฯเชิญ อปท. 77 จังหวัดผลักดันการใช้ยางให้เป็นรูปธรรม

             ก.เกษตรฯเชิญ อปท. 77 จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงการดำเนินโครงการ “1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร” หวังผลักดันการใช้ยางในประเทศให้เป็นรูปธรรม ช่วยยกระดับราคายางพารา

             วันที่ 10 ม.ค.ที่ห้องกันตัง การยางแห่งประเทศไทย(กยท) บางขุนนนท์ นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อประชาสัมพันธ์ชี้แจงโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ณ การยางแห่งประเทศไทย ว่า การจัดประชุมหารือการดำเนินโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ได้เชิญผู้แทนจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 77 จังหวัด กรมบัญชีกลาง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เข้าร่วมประชุมหารือ เพื่อให้รับทราบวิธีการ กระบวนการดำเนินงานฯ รวมถึงมาตรฐานและขั้นตอนการสร้างถนนยางพาราซอยด์ซีเมนต์ให้ถูกต้องตรงกัน จะได้เร่งเดินหน้าก่อสร้างถนนได้อย่างรวดเร็วพร้อมกันทั่วประเทศ

                ซึ่งการสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ทั่วประเทศ จะมีระยะทางรวม 75,032 กิโลเมตร ใช้น้ำยางสดปริมาณกว่า 1.4 ล้านตัน หรือคิดเป็นน้ำยางข้นประมาณ 7.2 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าน้ำยางสดกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท รวมทั้งเตรียมเสนอแผนการใช้ยางพาราอื่น ๆ ให้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยเห็นชอบ และประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้หน่วยงานอื่น ๆ นำไปจัดซื้อจัดจ้างได้ทันที อาทิ แผ่นยางปูพื้นสนามกีฬา บล็อกยางปูพื้นตัวหนอน นอกจากนี้กำลังศึกษาแนวทางการใช้ยางพาราในการผลิตเป็นอะไหล่เชื่อมจุดวางหมอนรถไฟ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นและเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น ทำให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดผลกระทบจากสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำ สร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีกทางหนึ่ง

                    “การประชุมวันนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติ ในการสร้างถนนยางพาราซอยด์ซีเมนต์ให้ถูกต้องตรงกัน โดยจะเริ่มต้นการสร้างถนนพร้อมกันทั่วประเทศในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้อนุมัติโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่สหกรณ์การเกษตรในการรวบรวม และแปรรูปยางพาราเพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าเตรียมเสนอให้บอร์ดการยางฯ เห็นชอบผลิตภัณฑ์จากยางพาราอื่น ๆ อาทิ แผ่นยางปูพื้นสนามกีฬา บล็อกยางปูพื้นตัวหนอน ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐาน มอก. จากกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อนำไปเผยแพร่และประชาสัมพันธ์แก่หน่วยงานอื่น ๆ ให้สามารถนำไปจัดซื้อจัดจ้างได้” นายกฤษฎา กล่าว       

             ด้านนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประชุมชี้แจงขั้นตอนการดำเนินโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ และเข้าใจหลักเกณฑ์ เงื่อนไขโครงการฯ และสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ และวิธีปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง จึงเชิญกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทมาให้คำแนะนำในเรื่องการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติสำหรับงานถนนท้องถิ่น ทั้งการกำหนดคุณลักษณะ แบบมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพอย่างละเอียด รวมถึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับตัวแทนจาก อปท. ทั้ง 77 จังหวัด และผู้บริหาร กยท. จากทุกภูมิภาคที่เดินทางมาร่วมประชุม จะได้สอบถามข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม กรณีที่มียังข้อสงสัยหรือยังไม่เข้าใจในกระบวนการดำเนินงานโครงการฯ.

กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ร่วมสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358509

กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ร่วมสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพ

นาแปลงใหญ่

กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ร่วมสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพ

อาชีพการทำนา เป็นอาชีพหลักที่ทำให้เกษตรกรเกิดความมั่นคงและมีอาชีพที่ยั่งยืน กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ต.โคกม้า อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เริ่มต้นมาจากเกษตรกรต่างคนต่างทำนาแบบวิถีชนบททั่วไป จากนั้นกรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเข้าด้วยกัน เป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่

กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ร่วมสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ร่วมสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพ

จึงช่วยกันคิดช่วยกันทำ ช่วยกันสรรสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ทำให้กลุ่มเกิดความเข้มแข็ง โดยมีสมาชิกทั้งหมด 100 ราย มีอาชีพการทำการเกษตรเป็นหลัก ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ที่การตลาดต้องการ มีการช่วยเหลือและส่งเสริมการทำการเกษตรนาแปลงใหญ่ปลูกข้าวมาตรฐาน GAP จากกรมการข้าว ข้าวที่ผลิตต้องปราศจากสารเคมี และภายในกลุ่มยังช่วยกันผลิตปุ๋ยใช้เองและบรรจุถุงขายออกสู่ท้องตลาด การทำปุ๋ยยังเป็นอาชีพเสริมของเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญอีกด้วย
นางชนิดา ศรีละ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ เล่าให้ว่า การผลิตปุ๋ยใช้เองของทางกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญนั้น ทำให้กลุ่มสมาชิกลดใช้สารเคมีที่ มีสารพิษทั้งต่อพืช ต่อคน ต่อสัตว์ และยังส่งผลเสียไปยังสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ภายในกลุ่มจึงหันมารณรงค์ร่วมกันภายในกลุ่ม บุคคลในชุมชน และโรงเรียน ให้หันมาใช้น้ำหมักและปุ๋ยที่ทำขึ้นเองเพราะสมาชิกภายในกลุ่มส่วนมากเลี้ยงวัว ควาย ทางกลุ่มก็นำมูลสัตว์เหล่านั้นมาผลิตใช้เอง นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางการผลิตปุ๋ย เพื่อเป็นอาชีพเสริม ให้แก่กลุ่มสมาชิกนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ การผลิตปุ๋ยใช้เองนั้นยังช่วยให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพมาตรฐานที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ทางโรงเรียนบ้านเกียรติเจริญยังส่งเสริมให้เด็กนักเรียนร่วมกันใช้ปุ๋ยที่ผลิตขึ้นเองเพื่อนำมาใช้ที่แปลงผักเรียนรู้ของทางโรงเรียนบ้านเกียรติเจริญอีกด้วย
ผลผลิตที่ได้จากโครงการนาแปลงใหญ่ที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP นั้นทางกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ นำมาแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงสุญญากาศ ข้าวกรอกใส่ขวดน้ำโพลาลิตร ซึ่งสามารถเก็บความชื้นได้ดี และขายเมล็ดพันธุ์ข้าวออกสู่ตลาดได้นราคาที่สูงกว่า และสามารถต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางในการซื้อขายข้าว GAP ผลผลิตที่ได้แต่ละปีเป็นที่น่าพอใจ เพราะสมาชิกภายในกลุ่มมีการร่วมไม้ร่วมมือกันเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
จะเห็นจะได้กว่า โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจรภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ กรมการข้าวจะเข้าไปช่วยเหลือ ส่งเสริมพัฒนาให้แต่ละกลุ่มในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมาตรฐาน อุปกรณ์ทุนแรงต่างๆ และเข้าไปให้การอบรมการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP และลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงนาของเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่แทบทุกระยะการผลิต พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบว่าผลผลิตข้าวที่ได้มานั้นผ่านตามมาตรฐานข้าว GAP ที่ทางกรมการข้าวกำหนดไว้หรือไม่
กว่าที่เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญจะประสบความสำเร็จในการปลูกข้าวตามมาตรฐาน GAP แบบทุกวันนี้นั้น ต้องลองผิดลองถูกในการทำนาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังขาดความรู้ การปลูกข้าวที่ถูกวิธี ขาดทั้งอุปกรณ์ในการผลิตข้าว กรมการข้าวจึงเข้ามาส่งเสริมปัจจัยในการผลิตต่างๆทั้งเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ แจกจ่ายให้กับทางสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ ส่งเสริมในเรื่องของอุปกรณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นเครื่องหยอดข้าว โรงสีข้าว เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ เป็นต้น เพื่อให้สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกียรติเจริญ ใช้เป็นปัจจัยในการควบคุมการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP ต่อไป

นำร่อง “แม่เหียะโมเดล” โรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศแห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358349

นำร่อง “แม่เหียะโมเดล” โรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศแห่งแรก

แม่เหียะโมเดล

นำร่อง “แม่เหียะโมเดล” โรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศแห่งแรกของประเทศ

              ทม.แม่เหียะผนึกม.เกษตรฯและกรมกิจการผู้สูงอายุ นำร่อง “แม่เหียะโมเดล” โรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ แห่งแรกของประเทศ พร้อมขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ สืบสานพระราชปณิธานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน

วันที่ 9 ธ.ค.62 ที่ห้องประชุม เทศบาลเมืองแม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายธนวัฒน์ ยอดใจ นายกเทศมนตรีเมืองแม่เหียะ พร้อมด้วย ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรักษาการแทนผู้อำนวยการสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนผู้สูงอายุ ทางอากาศ หรือทางสถานีวิทยุ ม.ก. AM 612 kHz. ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกของประเทศไทย พร้อมทั้งมีตัวแทนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ท้องถิ่นอำเภอเมืองเชียงใหม่และผู้เกี่ยวข้อง มาเป็นสักขีพยาน และร่วมแสดงความยินดี อย่างคับคั่ง คาดหวังผู้สูงอายุร่นแรก กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 100 คน ได้รับความรู้และนำไปใช้เพื่อส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง

กาลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลความร่วมมือตามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการร่วมกัน ระหว่าง กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับสถานีวิทยุ ม.ก. ที่ได้หารือกันก่อนหน้านี้ การดำเนินการในวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการและได้มีการกำหนดหลักสูตรและจัดทำสื่อการเรียนการสอน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นายกทม.แม่เหียะ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ทางเทศบาลเมืองแม่เหียะ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทำหลักสูตรต่างๆ สำหรับโครงการนำร่องครั้งนี้ และได้กำหนดวิทยากรและดำเนินการ ประสานหารือทุกฝ่าย เดินหน้าผลิตเนื้อหาผ่านทางรายการวิทยุให้กลุ่มผู้สูงอายุที่ร่วมโครงการ 100 คน ได้รับฟังเพื่อประเมินผลความเข้าใจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ ตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ และเป็นกรณีศึกษานำร่องสู่การพัฒนาและขยายผลต่อไป                 ซึ่งทางกรมกิจการผู้สูงอายุมีนโยบายว่าจะเป็นพื้นที่แรกของการดำเนินการก่อนจะพัฒนาระยะต่อไป โดยเบื้องต้นมี 25 หลักสูตร ด้านสุขภาพให้กับผู้สูงอายุ ด้านการเรียนรู้เพื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จะมีการนำเสนอผ่านทางวิทยุ ม.ก. ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2562 รวม 9 สัปดาห์ ทุกวันจันทร์/ พฤหัสบดีและศุกร์ เวลา 06.30น.และ 16.30 น.เริ่มออกอากาศวันที่ 10 ม.ค.62 โดยผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการได้รับวิทยุ เพื่อเป็นสื่อในการเรียนการสอนในครั้งนี้ด้วย

ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรักษาการแทนผู้อำนวยการสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ กล่าวถึงหลักสูตรการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ของแม่เหียะโมเดล  เป็นหนึ่งในความร่วมมือ ภายใต้การขับเคลื่อน พัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้นำร่องโครงการ เพื่อรองรับกับสังคมผู้สูงวัย ทั้งนี้ถือเป็นโครงการแรก ของประเทศ

โดยหลักสูตรในรายวิชา 25 เรื่อง ในโครงการนำร่องครั้งนี้ คือ เรื่องของสถานการณ์และแนวคิดของผู้สูงอายุไทย กฎหมายในชีวิตประจำวันและสิทธิของผู้สูงอายุด้านต่างๆ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเปลี่ยนแปลงในวัยผู้สูงอายุกับการป้องกันและรักษาสุขภาพ การดำรงชีวิตแบบสูงวัยที่มีคุณภาพและชีวิตที่มีคุณภาพ การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ อาหารที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ พืชผักสมุนไพรเพื่อสุขภาพ โรคเรื้อรังและที่พบมากในวัยสูงอายุ การใช้ยาให้ถูกวิธี การพัฒนาจิตใจสำหรับผู้สูงอายุ พุทธศาสนาในชีวิตประจําวัน วัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้าน จิตอาสาเพื่อชีวิตและสังคม

ผศ.อนุพรกล่าวต่อว่านอกจากนี้ยังมีหลักสูตรภาษากับการสื่อสารที่สร้างสรรค์ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ อาเซียนน่ารู้ที่เป็นเรื่องราวของประชาคมอาเซียน ภัยพิบัติทางธรรมชาติและการเตรียมพร้อมรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติเพื่อลดความสูญเสียและป้องกันผลกระทบ การรู้เท่าทันมิจฉาชีพและภัยสังคม ประโยชน์และโทษของเทคโนโลยี ข้อพิจารณาในการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ การพัฒนาตนเอง การเสริมสร้างทักษะทางสังคมที่เหมาะสม ศิลปะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นและการออมกับการจัดการทางการเงินทั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง ทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย กาย อารมณ์ จิต สังคม อีกทั้งยังส่งเสริมคุณค่าภูมิปัญญาของผู้สูงอายุ อันเป็นอัตลักษณ์ให้คงอยู่คู่ตำบลแม่เหียะตลอดไป

กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอก ประสบความสำเร็จผลิตข้าวมาตรฐานGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358344

กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอก ประสบความสำเร็จผลิตข้าวมาตรฐานGAP

กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอก ประสบความสำเร็จในการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP

จังหวัดศรีสะเกษ ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหลากหลายทางการเกษตร มีอาชีพการนาบนพื้นที่ที่ครอบคลุมเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ทั้งยังมีกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอก ต.ส้มป่อย อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอก ประสบความสำเร็จผลิตข้าวมาตรฐานGAP

กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอกแห่งนี้ สามารถเป็นแบบอย่างในการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP และส่งผลผลิตออกสู่ตลาดด้วยการนำใบรับรองข้าว GAP ไปเป็นหลักประกันในการซื้อขาย ต่อรองราคาข้าวกับทางโรงสี ผลผลิตของกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอกเป็นผลผลิตข้าวจากทุ่งกุลาร้องไห้ ผลิตทั้งข้าวหอมมะลิ 105 ข้าว กข 15 และยังกลายเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทย
นายสังเวียน เศรษฐจันทร์ รองประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอก เล่าให้ฟังว่า ทางกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอกนั้นปลูกข้าวอยู่ในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ในเรื่องของเมล็ดพันธุ์การผลิตข้าวจะเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ก็คือจะเป็นข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มีกลิ่นหอมเฉพาะของข้าว เป็นผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิที่ทางกลุ่มนาแปลงใหญ่ ภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ทำผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิของกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอกเป็นที่รู้จักของผู้บริโภค โดยมีสมาชิกภายในกลุ่มนาแปลงใหญ่จำนวน 200 ราย มีพื้นที่ในการปลูกข้าวทั้งหมด 3,000ไร่ และทางกลุ่มจะมีการประชุมหารือร่วมกันอยู่เป็นประจำ เพื่อแปรรูปผลผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสารแปรรูปเป็นขนมจากข้าวหอมมะลิ
ทางกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอกแห่งนี้จะพยายามที่จะไม่นำเอาเมล็ดพันธุ์จากภายนอกมาใช้ เพราะกลัวว่าจะมีข้าวพันธุ์อื่นมาปลอมปน และไม่ได้มาตรฐาน เพราะถ้าหากนำเมล็ดพันธุ์จากภายนอกเข้ามาผลิตภายในกลุ่ม ทางกลุ่มจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าต้นทางจนถึงปลายทางของเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นมาจากที่ใด เพราะทางกรมการข้าวก็เข้ามาสนับสนุนในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ที่ได้คุณภาพและมาตรฐานอยู่แล้ว ทั้งยังสนับสนุนในเรื่องของเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ เครื่องซีลข้าวบรรจุถุงสูญญากาศ และเข้ามาให้ความรู้ในเรื่องบริหารจัดการแปลงตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น จนถึงกระบวนการเก็บเกี่ยว และรักษาเมล็ดพันธุ์
ในภาพรวมการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอก จะเห็นได้ว่าดีขึ้นจากแต่ก่อนที่เราต่างคนต่างปลูกข้าว และขายข้าวเอง พอมีการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่เกิดขึ้น คุณภาพชีวิตของสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ก็ดีขึ้น และยังมีการ MOU ร่วมกับโรงสี เพื่อต่อรองราคาข้าวและได้ราคาตามที่ต้องการ เพราะการที่ทางกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้รับรองมาตรฐาน GAP ทางกลุ่มสามารถนำใบรับรองมาตรฐาน GAP ไปเสนอราคาข้าวกับทางโรงสี และได้ราคาที่ต้องการเพราะข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอกสามารถตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานตามการรับรองมาตรฐานข้าว GAP ได้
อย่างไรก็ตามการทำนาของเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงหมอก ก็ยังคงผลิตข้าวเพื่อให้ได้รับรองมาตรฐาน GAP และพัฒนาต่อยอดผลผลิตให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้เป็นที่ต้องการของท้องตลาดและผู้บริโภคต่อไป อาชีพการทำนาก็ยังคงเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านบึงหมอก จ.ศรีสะเกษ ทั้งยังเป็นอาชีพที่ยั่งยืน สืบต่อกันมาชั่วลูกหลาน คงไว้ซึ่งการผลิตข้าวบนพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

“กฤษฎา”ลงพื้นที่อุตรดิตถ์ ชี้ข้าวโพดหลังนาสำเร็จตามเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358299

 “กฤษฎา”ลงพื้นที่อุตรดิตถ์ ชี้ข้าวโพดหลังนาสำเร็จตามเป้า

 “กฤษฎา”ลงพื้นที่อุตรดิตถ์ ชี้ข้าวโพดหลังนาสำเร็จตามเป้า

รมต.เกษตรฯลงพื้นที่เกี่ยวข้าวโพดในพื้นที่นำร่องอุตรดิตถ์ ชี้สำเร็จตามเป้า ผลผลิตต่อไร่เกิน 1200 กก. เกษตรกรขายข้าวโพดฝักสดกก.ละ 7-8 บาท มีกำไรหลังหักต้นทุนไร่ละ 4555 บาท กลไกสหกรณ์ช่วยบริหารจัดการผลผลิตและเชื่อมโยงตลาดกับโรงงานอาหารสัตว์ ส่งผลทำให้ต้นทุนลดลงและราคาข้าวโพดปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

 "กฤษฎา"ลงพื้นที่อุตรดิตถ์ ชี้ข้าวโพดหลังนาสำเร็จตามเป้า  "กฤษฎา"ลงพื้นที่อุตรดิตถ์ ชี้ข้าวโพดหลังนาสำเร็จตามเป้า

วันที่ 9 มกราคม 2561 นายกฤษฎา  บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ติดตามผลสำเร็จการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในพื้นที่นำร่องอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เริ่มเพาะปลูกไปเมื่อต้นเดือนกันยายน 2561 ซึ่งใช้ระยะเวลา 4 เดือนจึงเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงมือเกี่ยวฝักข้าวโพดในแปลงของเกษตรกรตัวอย่าง ก่อนจะตรวจเยี่ยมความพร้อมจุดรับซื้อผลผลิตของสหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ซึ่งมีอุปกรณ์การตลาดที่พร้อมรองรับผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีนี้ประสบกับปัญหาการขาดแคลน ขณะที่ตลาดภายในประเทศยังมีความต้องการเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ ส่งผลทำให้ราคาผลผลิตปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตข้าวโพดที่จะออกมาในเดือนมีนาคม คาดว่าจะมีราคารับซื้อที่สูงขึ้นและเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ที่กิโลกรัมละ 8-10 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ และการดำเนินโครงการได้ยึดหลักการตลาดนำการผลิต มาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อสร้างความสมดุล สิ่งสำคัญคือ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรควบคู่กับการเชื่อมโยงการตลาดไปสู่ภาคเอกชน โดยใช้สหกรณ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ก็จะส่งผลทำให้โครงการนี้สำเร็จได้ตามเป้าหมาย
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้คัดเลือกอำเภอพิชัยเป็นพื้นที่นำร่องในการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เหมาะสมตาม Agri – Map โดยมีเกษตรกรในพื้นที่ 221 ราย และมีเกษตรกร 67 รายเพิ่งหันมาลองปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาเป็นครั้งแรกในปีนี้ ซึ่งเกษตรกรทั้งหมดเป็นสมาชิกสหกรณ์ 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโรงหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโคกหม้อ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรพิชัย จำกัด พื้นที่เพาะปลูก 3240 ไร่
ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นของโครงการนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สมาคมผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ ร่วมกันทำงานในพื้นที่เพื่อวิเคราะห์สภาพดินเพื่อการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างละเอียด ตลอดจนได้ถ่ายทอดเทคนิคการปลูก การดูแลรักษา การลดต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวางแผนการตลาดกับสหกรณ์ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตและเชื่อมโยงกับภาคเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์เข้ามารับซื้อข้าวโพดของเกษตรกร โดยสหกรณ์จะทำหน้าที่ในการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบครบวงจร
นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานพื้นที่นำร่องในจังหวัดอุตรดิตถ์ เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วประมาณ 3,800 ตัน สหกรณ์รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด และส่งต่อให้สหกรณ์การเกษตรเมืองตรอน จำกัด ซึ่งเป็นแม่ข่ายในการรับซื้อผลผลิตจากทั้ง 4 สหกรณ์ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพอบลดความชื้นให้อยู่ที่ 14.5% และส่งจำหน่ายให้กับบริษัท CPF และบริษัท เบทาโกร จำกัด ซึ่งราคาขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 9.80 บาท
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจะมีต้นทุนในการผลิตเฉลี่ย 3,810 บาท/ไร่ ซึ่งสหกรณ์จะรับซื้อข้าวโพดฝักสดจากสมาชิก ระดับความชื้น 27-30 % ราคา 7-8 บาทต่อกก. โดยเกษตรกรจะมีรายได้จากการขายข้าวโพดเฉลี่ย 8365 บาท/ไร่ และเมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีกำไรเฉลี่ยไร่ละ 4555 บาท ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ วงเงิน 10.3 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมไปจัดหาปัจจัยการผลิต และรวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงตัวอย่างความสำเร็จในแปลงนำร่อง ซึ่งเป็นของนายสมพร แตงน้อย เนื้อที่ 10 ไร่ เพาะปลูกเดือนสิงหาคม 2561 และเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.61 ขายให้กับสหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ในระดับความชื้นที่ 28% ราคา 7.20 บาท/กก. ทำให้มีรายได้ 86,400 บาท และมีกำไรเฉลี่ยไร่ละ 4,850 บาท ส่วนแปลงของนายทองเหลือ มูลนิล สมาชิกสหกรณ์ ที่รมว.กษ. เป็นประธานในการเก็บเกี่ยวข้าวโพดในแปลงนี้ มีเนื้อที่ปลูก 3 ไร่ ลงทุนไป 11,370 บาท เริ่มเพาะปลูกเมื่อวันที่ 3 กันยายน 61 และจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมดในวันนี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 1,200 ก.ก. ความชื้นประมาณ 27% ซึ่งสหกรณ์จะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ทำให้นายทองเหลือ มีรายได้ทั้งสิ้น 28,800 บาท เมื่อหักต้นทุนในการเพาะปลูกผลิต 11,370 บาท จะมีกำไร 17,430 บาท และได้กำไรเฉลี่ย 5,810 บาทต่อไร่
“ในอำเภอพิชัยซึ่งเป็นพื้นที่นำร่อง มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 221 ราย พื้นที่รวม 3,240 ไร่ ผลผลิตข้าวโพดที่ได้โดยเฉลี่ยไร่ละ 1.2 ตัน และในบางรายได้ผลผลิตสูงถึง 1.8 ตันต่อไร่ และหากขายได้ในราคากิโลกรัมละ 8 บาท จะทำให้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องมีรายได้รวมกว่า 31 ล้านบาท  ซึ่งนับว่าเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการที่วางไว้ทั้งเรื่องปริมาณผลผลิตต่อไร่ คุณภาพของข้าวโพดและราคาที่รับซื้อจากเกษตรกร ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชนและสหกรณ์ในพื้นที่ ในการร่วมกันปฎิรูปภาคการเกษตร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ เพื่อช่วยดูแลและส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และคาดว่าข้าวโพดจะเป็นพืชทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรจะเพาะปลูกได้หลังเสร็จสิ้นจากฤดูทำนา” นายพิเชษฐ์ กล่าว

“บิ๊กฉัตร”ประกาศความสำเร็จ อียู “ปลดใบเหลือง”ประมงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358204

 “บิ๊กฉัตร”ประกาศความสำเร็จ อียู “ปลดใบเหลือง”ประมงไทย

อียู

 “บิ๊กฉัตร” เยือนอียูประกาศความสำเร็จ อียู “ปลดใบเหลือง” ประมงไทย

อียูประกาศ “ปลดใบเหลือง” ประมงไทย การันตีความพยายามเกือบ 4 ปีในการยกระดับประมงไทยปลอดไอยูยูเป็นผลสำเร็จ “บิ๊กฉัตร”ยันเดินหน้าจัดระเบียบประมงไทย ฟื้นทรัพยากรทางทะล ควบคู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวประมง ส่งผลอุตสาหกรรมประมงไทยผงาดในเวทีโลก

วันที่ 8 ม.ค.62 เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ เปิดเผยภายหลังนายเคอเมนู เวลลา ( Mr.Karmenu Vella) กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทางทะเล และประมง (European Commissioner for Environment, Maritime Affairs, and Fisheries) ประกาศแถลงการณ์ผลการพิจารณาปลดใบเหลืองประมงไอยูยูของประเทศไทย ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวที่ได้รับการพิจารณาในครั้งนี้
ณ สำนักงานใหญ่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ว่า ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและความสำเร็จที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันพยายามแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยูมาโดยตลอด เนื่องจากตลอดช่วงเวลาเกือบ 4  ปี นับตั้งแต่ไทยได้ใบเหลือง

           เมื่อเดือนเมษายน 2558 ไทยได้มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู จนมีผลเป็นรูปธรรมอย่างครอบคลุมทั้งในด้านกรอบกฎหมาย การบริหารจัดการประมง การบริหารจัดการกองเรือ การติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) การตรวจสอบย้อนกลับ และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทำให้ไทยสามารถแสดงความรับผิดชอบและบทบาททั้งในฐานะรัฐเจ้าของธง รัฐชายฝั่ง รัฐเจ้าของท่าและรัฐตลาด ในระดับของมาตรฐานสากล ส่งผลให้สหภาพยุโรปปลดใบเหลืองให้ไทย ซึ่งสะท้อนความสำเร็จที่ไทยได้ยกระดับของการทำประมงเชิงพาณิชย์ ทั้งในและนอกน่านน้ำเข้าสู่มาตรฐานสากล และพร้อมที่จะเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกับสหภาพยุโรปในการส่งเสริมการประมงอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค
“จากนี้ไปรัฐบาลไทยก็ยังมีความมุ่งมั่นทางการเมืองที่แน่วแน่และชัดเจน ที่จะขจัดปัญหาการทำประมงไอยูยู เพราะตระหนักดีถึงความจำเป็นที่จะต้องรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่ออนุชนรุ่นหลัง มิใช่เฉพาะแต่ของไทยแต่ของโลกโดยรวม ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูได้ถูกกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ผมมากำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเชื่อมั่นว่าไทยได้วางรากฐานระบบป้องกันการทำประมงไอยูยู ไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว ประกอบด้วย 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านกฎหมาย 2. ด้านการบริหารจัดการประมง 3. ด้านการบริหารจัดการกองเรือ 4 ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) 5. ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ และ 6. ด้านการบังคับใช้กฎหมาย” พลเอกฉัตรชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการระยะต่อไปหลังการเจรจาระดับทวิภาคีร่วมกับนายเคอเมนู เวลลา ( Mr.Karmenu Vella) กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทางทะเล และประมง (European Commissioner for Environment, Maritime Affairs, and Fisheries) ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันเกี่ยวกับแผนงานความร่วมมือในอนาคตกับสหภาพยุโรปเพื่อให้ไทยบรรลุการเป็นประเทศปลอดประมงไอยูยู หรือ ไอยูยูฟรีได้โดยสมบูรณ์ต่อไป รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาคของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยูร่วมกันด้วย ประกอบด้วย 3 แผนหลัก ได้แก่

1. การจัดตั้งคณะทำงานไทย-สหภาพยุโรปเรื่องการต่อต้านการทำประมงไอยูยู โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้การมีจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเป็นกลไกร่วมมือในการส่งเสริมการประมงอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง 2. การจัดตั้งคณะทำงานร่วมอาเซียนเพื่อป้องกันและปราบปรามการทำประมงไอยูยู หรือ ASEAN IUU Task Force เนื่องจากประสบการณ์การแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยู ที่ไทยสั่งสมเกือบตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไทยพร้อมที่จะร่วมแบ่งปันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน
“ในโอกาสที่ไทยเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ จึงมีแนวคิดหลักที่จะส่งเสริมหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนในทุกมิติ ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการประมงที่ยั่งยืนด้วย โดยไทยได้เสนอที่จะผลักดันการจัดทำนโยบายประมงอาเซียน ( ASEAN General Fisheries Policy) ให้มีผลเป็นรูปธรรม รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานร่วมอาเซียนเพื่อป้องกันและปราบปรามการทำประมงไอยูยู (ASEAN IUU Task Force) เพื่อเป็นกลไกการป้องกันการทำประมงไอยูยูของภูมิภาคด้วย

โดยนายกรัฐมนตรีก็ได้แถลงให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทราบถึงความมุ่งมั่นของไทยในเรื่องนี้แล้ว ในการประชุมสุดอาเซียนครั้งที่ 33 เมื่อเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งไทยกำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ASEAN IUU Workshop ในช่วงเดือนเมษายน 2562 เพื่อผลักดันการจัดตั้ง ASEAN IUU Task Force และขอขอบคุณสหภาพยุโรปที่พร้อมจะสนับสนุนด้านงบประมาณสำหรับการจัดประชุมฯด้วย” พลเอกฉัตรชัย กล่าว
สำหรับประเด็นที่ 3 คือ การส่งเสริมการประมงปลอดจากสัตว์น้ำและสินค้าประมงจากการทำประมงไอยูยู หรือ IUU-free Thailand ตามที่ไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการประมงปลอดจากสัตว์น้ำและสินค้าประมงจากการทำประมงไอยูยู และได้เชิญผู้แทนอียูเข้าร่วมประชุม เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ซึ่งทางอียูได้มอบหมายให้นายโรแบร์โต เซซารี (Roberto Cesari) หัวหน้าฝ่ายนโยบายไอยูยู ของกระทรวงกิจการทางทะเลและประมง (DG MARE) เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เพื่อนำเสนอการดำเนินงานด้านการออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแนวทางที่ไทยจะศึกษาเพื่อใช้ในการพัฒนาแผนงานการออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำของไทย และนำไปสู่ IUU-freeThailand ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นต่อไป

“ความร่วมมือระหว่างไทย-สหภาพยุโรปที่ผ่านมา  โดยเฉพาะข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีของการทำประมงที่ยั่งยืนที่ให้แก่ไทยมาโดยตลอด และส่งผลต่อความสำเร็จของไทยในวันนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปต่อไป ขณะเดียวกันยังแสดงถึงความพร้อมของไทยที่จะมีบทบาทนำในการส่งเสริมความยั่งยืนทางทะเลในทุกมิติในระดับภูมิภาคและในเวทีระหว่างประเทศ ด้วยความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปด้วย” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

ชป. เร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องช่วยสวนส้มโอ เมืองคอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358199

ชป. เร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องช่วยสวนส้มโอ เมืองคอน

สวนส้มโอเมืองคอน

ชป. เร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องช่วยสวนส้มโอ เมืองคอน 

            กรมชลประทาน เร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเหลือพื้นที่น้ำท่วมเพียง 1,000 ไร่ ในขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำตรังยังทรงตัว เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง

               วันที่ 8 ม.ค.ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า  เมื่อเวลา 13.00 น. สถานการณ์ น้ำท่วมสวนส้มโอทับทิมสยาม ใน ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง มีปริมาณน้ำท่วมขังในแปลงลดลง ประมาณ 10-15 เซนติเมตร พื้นที่น้ำท่วมขังลดลงเหลือเพียง 1,000 ไร่ จากจำนวน 1,600 ไร่ และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน ได้เร่งเดินเครื่องสูบน้ำที่ติดตั้งตามจุดต่างๆ ไปแล้ว 18 เครื่อง ถึงแม้จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมที่โรงเรียนอนุบาลแสงวิมาน ต.คลองน้อย จำนวน 2 เครื่อง และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่คลองบางจาก บริเวณคลองหน้าวัดบางสะพานจำนวน 6 เครื่อง และมีการขุดเปิดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพิ่มขึ้น เพื่อเร่งระบายน้ำแล้วก็ตาม แต่การระบายน้ำยังเป็นไปได้ช้า เนื่องจากอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงบ่ายของแต่ละวันจึงทำให้ต้องหยุดสูบน้ำเป็นบางช่วง คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมขังสวนส้มโอทับทิมสยามจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 3 วัน

ส่วนสถานการณ์น้ำในแม่น้ำตรัง ปริมาณน้ำจาก อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ที่ไหลลงสู่แม่น้ำตรัง ที่สถานี X.233 อ.ห้วยยอด ระดับน้ำได้ลดต่ำกว่าตลิ่งแล้ว 47  เซนติเมตร ขณะที่ปริมาณน้ำที่บริเวณสถานี X.56 อ.ห้วยยอด และสถานี X.47 ในเขตเทศบาลเมืองตรังยังคงทรงตัวและไม่ล้นตลิ่ง ทั้งนี้ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนในเขตเทศบาลเมืองตรัง แต่อาจมีผลกระทบกับพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำตรังบ้างเป็นบางแห่ง

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร ซึ่งสามารถเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงประสบอุทกภัยได้ตลอดเวลา จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดด้วย

กรมข้าวเชื่อมโยงตลาดข้าวGAPโครงการนาแปลงใหญ่จ.อุตรดิตถ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358116

  กรมข้าวเชื่อมโยงตลาดข้าวGAPโครงการนาแปลงใหญ่จ.อุตรดิตถ์

  กรมการข้าวเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ จ.อุตรดิตถ์

ชาวนาไทยในปัจจุบัน จะทำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาช่วยในทำการเกษตร เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสนใจและสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่กว่าที่จะสามารถประสบความสำเร็จได้นั้น ชาวนาจะต้องมีความเข้าใจถึงรายละเอียด ข้อกำหนด ในการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง

   กรมข้าวเชื่อมโยงตลาดข้าวGAPโครงการนาแปลงใหญ่จ.อุตรดิตถ์   กรมข้าวเชื่อมโยงตลาดข้าวGAPโครงการนาแปลงใหญ่จ.อุตรดิตถ์

และโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ โดยกรมการข้าว ถือเป็นอีกโครงการที่จะช่วยให้ชาวนา สามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตข้าวให้มีคุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวปลอดภัย หรือที่ชาวนาเรียกกันว่า ข้าว GAP

ซึ่งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานจากกรมการข้าวที่ได้เข้ามาให้ความรู้กับสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่นิคมสหกรณ์พิชัย ต.ท่ามะเฟือง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ในเรื่องของโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่  ตั้งแต่วัตถุประสงค์ของโครงการ ที่ต้องการให้ชาวนาไทย ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและรายได้ โดยมีระเบียบเงื่อนไข ข้อกำหนด เพื่อให้ชาวนาสามารถเข้าร่วมโครงการและขอรับการตรวจสอบรับรองมาตรฐาน GAP
ธีรวัฒน์ กาวี เจ้าหน้าที่โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ได้พูดถึงการให้ความร่วมมือของสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่นิคมสหกรณ์พิชัย ที่สนใจและเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ ว่าเดิมที่นั่นสมาชิกกลุ่มให้ความสนใจกับโครงการนี้ไม่มากนัก และเมื่อสมาชิกในกลุ่มเริ่มขอเข้าร่วมโครงการ และขอตรวจรับรองมาตรฐานข้าว GAP จนผ่านได้เป็นสมาชิกโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่แบบรายเดี่ยวแล้ว ก็เริ่มนำข้อมูลดีๆมาแบ่งปันให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่มสนใจ จึงได้ขอให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ เข้ามาอบรมและให้ความรู้

กระทั่งกลุ่มสมาชิกประชุมหารือและร่วมกันขอเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่ แบบรายกลุ่ม และทำตามวิธีการ เงื่อนไข และข้อกำหนดต่างๆ กระทั้งปี 2559 ข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่นิคมสหกรณ์พิชัย ก็ผ่านการรับรองมาตรฐานข้าว GAP นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงของกลุ่ม ทั้งเรื่องการผลิตข้าวปลอดสารพิษที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน รายได้ที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า รวมถึงสุขภาพทั้งกายและใจของสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่นิคมสหกรณ์พิชัยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รัฐบาลสั่ง ทส. ระดมทีมรุกขกร ช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358095

รัฐบาลสั่ง ทส. ระดมทีมรุกขกร ช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้

รัฐบาลสั่ง ทส. ระดมทีมรุกขกร ช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ที่ประสบภัยปาบึก

รัฐบาลห่วงใยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุปาบึก โดยหลังจากประสบภัยทำให้ต้นไม้หักโค่นทับหลังคา บ้านเรือน ถนนหนทาง และล้มทับสายไฟ ทำให้ไฟฟ้าดับ จึงได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทีมรุกขกรเข้าช่วยเหลือชาวบ้านในท้องที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช โดยด่วน

รัฐบาลสั่ง ทส. ระดมทีมรุกขกร ช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้

เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทีมรุกขกร จากหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ สฎ.8 (เคียนชา) ได้ไปช่วยตัดต้นไม้ที่ล้มทับหลังคา และเปลี่ยนหลังคาบ้าน ให้กับชาวบ้านที่หมู่ 9 ต.บ้านเสด็จ อ.เคียนชา และทีมรุกขกร ของหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ สฎ.16 (เกาะสมุย) ได้เข้าชาวบ้าน ต.หน้าเมือง อ.เกาะสมุย ที่ได้รับความเดือดร้อนจากต้นไม้ล้มทับบ้าน และล้มกีดขวางท่องถนน

ส่วนที่จังหวัดนครศรีธรรมราชทีมรุกขกร จำนวน 20 คนร่วมกันตัดแต่งและฟื้นฟูต้นตะเคียนทอง อาย 34 ปี ที่ปลูกบริเวณหน้าศาลากลางล้มจำนวน 10 ต้น ขนาดเส้นรอบวงประมาณ 150-200 ซมและต้นพะยูง 2 ต้น บริเวณหน้าสำนักงานศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช

นอกจากนี้ได้ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากต้นมะขามใหญ่ยักษ์ ที่หักโค่นทับสายไฟฟ้า ได้สำเร็จทำให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้า หลังจากไฟฟ้าดับมาเป็นเวลานาน 4 วัน

ทั้งนี้ ในจังหวัดนครศรีธรรมราชทีมรุกขกรได้ออกให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุปาบึก โดยได้นำเลื่อยโซ่ยนต์ จำนวน 23 เครื่องตัดต้นไม้ที่โค่นล้มทับบ้านเรือนประชาชน สถานที่ราชการ และโค่นล้มกีดขวางการจราจร ในท้องที่ อ.เมือง อ.ปากพนัง อ.หัวไทร                     อ.เชียรใหญ่ อ.พระพรหม อ.เฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่วันที่ 4-7 มกราคม 2562  ได้ตัดต้นไม้เพื่อช่วยเหลือประชาชนไปแล้ว จำนวน 772 ต้น

การดำเนินงานของทีมรุกขกรที่ได้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับภัยจากพายุปาบึก เป็นที่พึงพอใจทั้งในส่วนราชการและประชาชนมาก หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ติดต่อทีมรุกขกร ได้ที่เบอร์ 081-8987724 ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ติดต่อได้ที่ศูนย์ป่าไม้ในแต่ละจังหวัด หรือสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่

ปั้นสหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ตั้งเป้า 823 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358010

ปั้นสหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ตั้งเป้า 823 แห่ง

สหกรณ์การเกษตร

ปั้นสหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ตั้งเป้า 823 แห่ง 

            กรมส่งเสริมสหกรณ์ชูโครงการ 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ ปั้นสหกรณ์การเกษตรให้เป็นองค์กรหลักทางเศรษฐกิจและสังคมระดับอำเภอในทุกจังหวัดทั่วประเทศ คัดสหกรณ์เป้าหมาย 823 แห่ง พัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรควบคู่กับการพัฒนาด้านธุรกิจ ใช้กลไกสหกรณ์ดูแลความเป็นอยู่ให้ชาวบ้านมีรายได้ที่มั่นคง สามารถปลดหนี้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

วันที่ 7 ม.ค. นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปี 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการ 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ เป็นนโยบายหลักที่จะผลักดันให้สหกรณ์การเกษตรทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักทางเศรษฐกิจและสังคมระดับอำเภอในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากสมาชิกและเกษตรกรในชุมชน รวมถึงทำหน้าที่ในการส่งผ่านความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากรัฐบาลไปสู่ประชาชน  โดยภาครัฐจะใช้กลไกสหกรณ์เป็นเครื่องมือในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่และส่งเสริมรายได้ให้กับชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ให้มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้เพียงพอจนสามารถปลดหนี้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เบื้องต้นกรมฯคัดเลือกสหกรณ์การเกษตรที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ 823 แห่ง และประเมินศักยภาพของสหกรณ์แต่ละแห่ง ทั้งในด้านการบริหารจัดการองค์กรและการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะต้องพัฒนาควบคู่กัน เนื่องจากทั้งสองเรื่องนี้จะส่งผลต่อความเข้มแข็งของสหกรณ์  โดยแต่ละสหกรณ์จะทำแผนพัฒนาองค์กร เริ่มตั้งแต่การสร้าง ความเข้าใจในบทบาทและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิก การพัฒนากรรมการสหกรณ์และผู้นำกลุ่มสมาชิก  การเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายจัดการและการพัฒนาการให้บริการแก่สมาชิก และการวางระบบการบริหารงานสหกรณ์โดยยึดหลักธรรมาภิบาล  ซึ่งจะช่วยยกระดับการดำเนินงานของสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งและสร้างความเชื่อมั่นแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

ส่วนการพัฒนาด้านการดำเนินธุรกิจ กรมฯได้แบ่งสหกรณ์ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ สหกรณ์กลุ่มที่ 1 มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรระดับสูง จำนวน 34 แห่ง กลุ่มที่ 2 สหกรณ์มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรระดับปานกลาง จำนวน 121 แห่ง กลุ่มที่ 3 สหกรณ์ที่ต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพการรวบรวมผลผลิต จำนวน 328 แห่งและสหกรณ์ที่ต้องได้รับการผลักดันให้ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิต จำนวน 316 แห่ง   ซึ่งกรมฯจะผลักดันให้สหกรณ์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการจัดการผลผลิตการเกษตรของแต่ละอำเภอ โดยยกระดับทั้งเรื่องคุณภาพและราคาสินค้า พัฒนากระบวนการผลิต การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้าสหกรณ์ในแต่ละพื้นที่  โดยกรมฯได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) อบรมความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีและนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าของสหกรณ์ แบ่งเป็นสินค้าหลัก 13 ชนิด อาทิ ข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย ผักและผลไม้ โคเนื้อ โคนม ประมง ปศุสัตว์และอื่น ๆ ซึ่งทางสหกรณ์จะต้องสำรวจข้อมูลการผลิตสินค้าว่าปัจจุบันนี้สมาชิกส่วนใหญ่ผลิตสินค้าชนิดใด และสินค้าเหล่านั้นช่วยสร้างรายได้มากน้อยเพียงใด

โดยสหกรณ์จะต้องมีส่วนเข้ามาดูแลสมาชิกตั้งแต่เริ่มต้นการปลูก การเก็บเกี่ยวและรวบรวมผลผลิต การแปรรูปไปจนถึงการตลาด สิ่งสำคัญคือต้องเน้นย้ำให้สมาชิกผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและตรงกับ ความต้องการของผู้บริโภค  ซึ่งจะทำให้สินค้าสหกรณ์มีตลาดรองรับที่แน่นอนและสามารถขายได้ราคาดี  กรมฯคาดหวังว่า                     หากสหกรณ์เป้าหมายในโครงการ 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ สามารถพัฒนาตัวองค์กรให้เข้มแข็งและดำเนินธุรกิจได้ประสบผลสำเร็จ ก็จะเป็นตัวอย่างให้กับสหกรณ์อื่น ๆ ได้ใช้แนวทางนี้มาพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้สามารถดูแลอาชีพและความเป็นอยู่ของสมาชิก และทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละชุมชน             ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นขึ้นต่อไป