ปิดรับเข้าร่วมโครงการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/359846

ปิดรับเข้าร่วมโครงการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา

ปิดรับเข้าร่วมโครงการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา

เกษตรฯ เผย โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ชี้เกษตรกรให้ความสนใจตอบรับเข้าร่วมปลูกข้าวโพดเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ภายหลังภาครัฐและเอกชนระดมความร่วมมือ ทั้งการเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้ได้ผลผลิตคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นด้านตลาดและราคา
นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงความสำเร็จตามแผนบริหารโครงการสานพลังประชารัฐสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาว่า จากที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้เริ่มดำเนินการตามกระบวนการ ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์เชิญชวนเกษตรกรและองค์กรต่างๆ สำรวจพื้นที่ วิเคราะห์ ตรวจสอบ คัดเลือก รับสมัคร ถ่ายทอดความรู้ ทั้งด้านการแนะนำพันธุ์ปลูกให้เหมาะสมในแต่ละสภาพพื้นที่ การหว่านไถ การบำรุงดูแลต้นพันธ์ ตั้งแต่เริ่มการเพาะปลูก ไปจนถึงวิธีการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี ให้ได้คุณภาพ ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการปลูกที่ทันสมัย

จนถึงขณะนี้ การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของโครงการ อยู่ในระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต  ซึ่งจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ดำเนินการจัดงานวันสาธิตและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา ขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีกำไร เฉลี่ยเมื่อหักต้นทุนแล้วไม่ต่ำกว่า 4,000 บาทต่อไร่ เมื่อเทียบกับการทำนาปรัง โดยหลังจากหักต้นทุนแล้วจะเหลือกำไรสูงสุดเพียง 600 – 1,000 บาทต่อไร่เท่านั้น
“ โดยในวันที่ 15 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้ปิดระบบรับสมัครเกษตรผู้เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาแล้ว ฯ 127,316 ราย จำนวน 1,083,156 ไร่ สมัครแล้ว 96,730 ราย จำนวน 815,206 ไร่ และมีเกษตรกรแจ้งความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนแล้ว 5 หมื่นราย (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2562)โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) จะไม่มีการนำสินเชื่อค้างชำระของเกษตรกรมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาการกู้ยืมเงิน สำหรับการรับซื้อผลผลิตนั้น ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์และภาคเอกชน ได้เปิดจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรโดยตรงในทุกอำเภอที่มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ มีสหกรณ์การเกษตรสนับสนุนเปิดจุดรับซื้อ 292 จุด และเอกชนอีก 32 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 386 อำเภอ ใน 37 จังหวัด ขณะนี้ ราคาเฉลี่ยของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ความชื้น 14.5 %  อยู่ที่ 8.29 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรพึงพอใจ ลดทอนตามชั้นคุณภาพและระยะทางอย่างเป็นธรรมแก่เกษตรกร โดยกำหนดมาตรฐานในการรับซื้อเดียวกัน  ซึ่งมีตารางหักความชื้นของกระทรวงพาณิชย์เป็นเกณฑ์”
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวด้วยว่าจากความสำเร็จในครั้งนี้ จึงถือได้ว่าโครงการสานพลังประชารัฐสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เป็นการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยการปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ปรับปรุงขั้นตอนวิธีการทำงานของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งผลต่อการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรได้อย่างแท้จริง ก่อให้เกิดอาชีพที่มั่นคง ส่งผลให้ผลผลิตมีความสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เกิดเสถียรภาพในการผลิตสินค้า และลดการพึ่งพาจากภายนอกประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

เปิดวิสัยทัศน์องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯปี62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/359420

 เปิดวิสัยทัศน์องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯปี62

องค์กรพิทักษ์สัตว์โลก

 เปิดวิสัยทัศน์องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯปี62

                องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก(ประเทศไทย) เผยความสำเร็จการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา โดยยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์นับล้าน พร้อมประกาศสานต่อนโยบายเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์ป่า สัตว์ฟาร์ม สัตว์ในชุมชน และสัตว์ประสบภัย พร้อมยกระดับเป็นศูนย์กลางดำเนินงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ในภูมิภาคเอเชีย

 เปิดวิสัยทัศน์องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯปี62   เปิดวิสัยทัศน์องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯปี62  

                โรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก(ประเทศไทย) เผยว่าในปีที่ผ่านมา ได้ช่วยเหลือสัตว์ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติได้กว่า 4 แสนตัว ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก อาทิ เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่พัดถล่มชายฝั่งเกาะสุลาเวสี อินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทย องค์กรฯ ได้ทำงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการภัยพิบัติ สภากาชาดไทย เข้าช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน ด้วยการส่งมอบอาหารสุนัขและวิตามินสำหรับปศุสัตว์ ไปยังพื้นที่ประสบภัยทั่วประเทศไทย

            ในด้านการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ป่า ได้ช่วยเหลือช้างที่ถูกนำมาใช้ในธุรกิจท่องเที่ยวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านการยกระดับและพัฒนาปางช้าง Happy Elephant Care Valley จ.เชียงใหม่ และปางช้าง Manda Lao สาธารณรัฐประชาชนลาว ให้เป็นมิตรต่อช้าง ทำให้ช้างมากกว่า 30 เชือก ได้มีอิสระไม่ถูกล่ามโซ่ ไม่ถูกบังคับให้แสดงโชว์ ช้างมีความสุขตามวิถีธรรมชาติ และคงวิถีชุมชน นอกจากนี้ยังได้ช่วยเหลือสุนัขในชุมชนกว่า 1 หมื่นตัว ให้ได้รับการป้องกันจากโรคพิษสุนัขบ้า ในกิจกรรม “1 ภาพ = 1 วัคซีน”

            โรจนา เผยต่อว่า สำหรับภารกิจหลักองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) ในปี 2562 ยังคงสานต่อการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์เพื่อให้ทั้งคนและสัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป โดยจะมีแคมเปญต่างๆ ประกอบไปด้วย แคมเปญเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของสุนัข (Better Life for Dogs) รณรงค์การทำหมัน และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่สุนัขจร แคมเปญสัตว์ป่าไม่ใช่นักแสดง (Wildlife not Entertainer) โดยเน้นไปที่ ช้าง และเสือ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แคมเปญหยุดซื้อหยุดขายสัตว์แปลก (Exotic Pet) ให้คนหยุดซื้อสัตว์แปลกเอามาเป็นสัตว์เลี้ยงเพราะเป็นการทรมานและไม่ใช่ธรรมชาติของสัตว์ และที่ขาดไม่ได้คือการช่วยเหลือสัตว์ประสบภัย ที่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะมีสัตวแพทย์และทีมงานที่ดูแลด้านภัยพิบัติโดยตรง

กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมจัดงาน “สินค้าดี วิถีเกษตรไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/359457

กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมจัดงาน “สินค้าดี วิถีเกษตรไทย”

กรมส่งเสริมเกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมจัดงาน “สินค้าดี วิถีเกษตรไทย” ชูสินค้าเด่นเกษตรกรภาคกลาง

            กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงาน “สินค้าดี วิถีเกษตรไทย” ในวันที่ 24 – 28 มกราคม 2562 เวลา 6.00 – 18.00 น. ณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) กรุงเทพฯ จำหน่ายสินค้าเด่นของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจาก 9 จังหวัดภาคกลาง โดยแบ่งสินค้าออกเป็น 5 ประเภท คือ 1.ผลผลิตสด เช่น ส้มโอขาวแตงกวา เมล่อน และแคนตาลูป 2.ผลผลิตแปรรูป เช่น น้ำพริกหลากรส ปลาเค็มอบโอโซน ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากดาวอินคา และกระเทียมโทนดอง 3.อาหารพร้อมบริโภค เช่น สาคูไส้หมู ขนมเบื้องชาววัง และน้ำผักผลไม้ปั่น 4. หัตถกรรมและผ้าทอ เช่น ตระกร้าจากผักตบชวา เสื้อผ้าลายไทยและผ้าหมักโคลน  5.ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร เช่น แชมพูสมุนไพรทองพันชั่งสูตรโบราณจากอยุธยา สมุนไพรเคลือบผมดำ น้ำหอมและน้ำปรุงสมุนไพร นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมการเจราจาธุรกิจเพื่อขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและผู้เข้าร่วมงานที่สนใจ

นายทวี มาสขาว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานให้เป็นที่รู้จัก สร้างช่องทางการตลาดให้แก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เปิดโอกาสให้ได้พบปะกับผู้บริโภคโดยตรง รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรด้วยกัน ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตสินค้าให้มีคุณลักษณะและปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ในขณะที่ผู้บริโภคเมื่อเลือกซื้อสินค้าและได้พูดคุยกับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผู้ผลิตก็จะเกิดความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า ส่งผลให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้แบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นวิถีดำเนินการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งในการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรที่ดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมจัดงาน "สินค้าดี วิถีเกษตรไทย" กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมจัดงาน "สินค้าดี วิถีเกษตรไทย" 

ค่าความเค็มแม่น้ำบางปะกง กลับสู่ภาวะปกติแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/359182

ค่าความเค็มแม่น้ำบางปะกง กลับสู่ภาวะปกติแล้ว

กรมชล

ค่าความเค็มแม่น้ำบางปะกง กลับสู่ภาวะปกติแล้ว หลัง ชป.ควบคุมค่าความเค็มได้ตามแผน 

               วันที่ 16 ม.ค. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูแล้งนี้ กรมชลประทาน ได้ควบคุมความเค็มในแม่น้ำบางปะกง ไม่ให้น้ำเค็มรุกล้ำเข้าไปสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร ตามแผนการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกง ในช่วงฤดูแล้งปี 61/62 โดยได้กำหนดให้ควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกง บริเวณประตูระบายน้ำบางขนาก ต.บางขนาก อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ระยะทาง 124 กิโลเมตรจากปากแม่น้ำ ไม่ให้เกิน 1 กรัมต่อลิตร จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2562 ซึ่งผลเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ โดยวัดค่าความเค็มสูงสุดที่บริเวณประตูระบายน้ำบางขนาก เมื่อวานนี้ (15 ม.ค. 62) ได้เพียง 0.09 กรัมต่อลิตร

ค่าความเค็มแม่น้ำบางปะกง กลับสู่ภาวะปกติแล้ว

สำหรับแม่น้ำปราจีนบุรี จุดควบคุมความเค็มจะอยู่ที่ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ระยะทาง 186 กิโลเมตรจากปากแม่น้ำ ซึ่งจะควบคุมค่าความเค็มไม่ให้เกิน 1 กรัมต่อลิตร จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2562 เพื่อให้การประปาส่วนภูมิภาค สาขาปราจีนบุรี และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ใช้น้ำจากแม่น้ำผลิตประปาได้ ปัจจุบัน (16 ม.ค. 62) วัดค่าความเค็มได้ 0.12 กรัมต่อลิตร

                ทั้งนี้ สถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกง อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ กรมชลประทาน จึงได้ลดการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำสียัด อ่างเก็บน้ำคลองระบม และอ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล ลงสู่แม่น้ำบางปะกง เพื่อคืนสภาพน้ำในแม่น้ำบางปะกงให้เป็นไปตามธรรมชาติ และสำรองน้ำไว้ใช้ในยามจำเป็นต่อไป

ค่าความเค็มแม่น้ำบางปะกง กลับสู่ภาวะปกติแล้ว

เทศกาลท่องเที่ยวแก่นมะกรูด อุทัยธานี หนาวสุดกลางสยาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358939

เทศกาลท่องเที่ยวแก่นมะกรูด อุทัยธานี หนาวสุดกลางสยาม

อุทัยธานี

เทศกาลท่องเที่ยวแก่นมะกรูด อุทัยธานี หนาวสุดกลางสยาม

อบจ.อุทัยธานีร่วมกับชาวกะเหรี่ยงแก่นมะกรูดพื้นที่ปิดทองหลังพระฯ จัดเทศกาลท่องเที่ยวรับลมหนาวป่าห้วยขาแข้งครั้งที่สาม เน้นธรรมชาติและวัฒนธรรม ตั้งเป้ารายได้สามล้านบาทเพื่อยกระดับชีวิตชุมชนและปกป้องผืนป่า

เทศกาลท่องเที่ยวแก่นมะกรูด อุทัยธานี หนาวสุดกลางสยาม

เทศกาลท่องเที่ยวแก่นมะกรูด อุทัยธานี หนาวสุดกลางสยาม

นายเผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี และหัวหน้าคณะทำงานด้านการท่องเที่ยว โครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่าตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ เป็นพื้นที่ซึ่งมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติเพราะอยู่ในเขตมรดกโลก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทำให้มีภูมิอากาศที่เหมาะสมแก่การท่องเที่ยวจนกล่าวกันว่าเป็นที่หนาวสุดกลางสยาม

นอกจากนี้ ผลจากการที่จังหวัด อบจ. กระทรวงทรัพยากรฯและมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เข้ามามาร่วมกันพัฒนา ยังทำให้เกิดผลผลิตที่รองรับการท่องเที่ยวได้ดี เช่น สตรอเบอรี่ พืชผักเมืองหนาว จึงทำให้แก่นมะกรูดได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

“พื้นที่นี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เมตรมีความหนาวเย็นเทียบเท่ากับภาคเหนือ และมีทิวทัศน์ที่สวยงาม จึงมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว คณะทำงานจึงจัดกิจกรรมนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว และความร่วมมือของชาวบ้านก็เพิ่มมากขึ้นทุกปี”

จุดเด่นของการท่องเที่ยวแก่นมะกรูดในปีนี้ ได้แก่ ไม้ดอกเมืองหนาวพันธุ์ต่าง ๆที่สวยงาม ไร่สตรอเบอรี่ ตลาดกะเหรี่ยง ซึ่งมี74 ร้านค้ามีทั้งพืชผักผลไม้ เสื้อผ้า อาหารพื้นบ้าน การแสดงทางวัฒนธรรมกะเหรี่ยง มีที่พักและโฮมสเตย์ จำนวน 16 แห่งให้บริการพักค้างคืนท่ามกลางธรรมชาติแก่นักท่องเที่ยว

นาย เผด็จกล่าวว่า เทศกาลท่องเที่ยวแก่นมะกรูดได้รับความสนใจมากขึ้นทุกปี และในปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวประมาณสามหมื่นคน และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนประมาณสามล้านบาท

“เทศกาลท่องเที่ยวนี้จะทำให้ชาวแก่นมะกรูดมีรายได้เพิ่มขึ้น ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และผลที่ตามมาก็คือไม่จำเป็นต้องขยายพื้นที่ทำมาหากินเข้าไปในป่าห้วยขาแข้ง ทำให้เทศกาลท่องเที่ยวนี้ทำให้นักท่องเที่ยวมีความสุข ชาวบ้านมีชีวิตดีขึ้น และทุกฝ่ายมีส่วนร่วมรักษาป่ามรดกโลก”

งานเทศกาลท่องเที่ยวแก่นมะกรูดจะมีขึ้นระหว่างปลายธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ 2562ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 056-511297 ในวันเวลาราชการ

ข้าวออฟเลิฟ ผลิตภัณฑ์เด่นกลุ่มวิสาหกิจข้าวหอมบ้านนาถัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358934

ข้าวออฟเลิฟ ผลิตภัณฑ์เด่นกลุ่มวิสาหกิจข้าวหอมบ้านนาถัง

กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านนาถัง

กลุ่มวิสาหกิจข้าวหอมมะลิชุมชนบ้านนาถัง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร

ปัจจุบันเกษตรกร มีศักยภาพในการผลิตข้าว ที่ดีขึ้นกว่าการทำนาแบบเก่า เพราะการตลาดข้าวมีการแข่งขันในราคาที่สูงขึ้นและตลาดต้องการข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐาน กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบ้านนาถัง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร มีการผลักดันให้เกษตรกรในพื้นที่มาเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งสามารถแข่งขันได้ในระบบการค้าข้าวสมัยใหม่ พร้อมทั้งแปรรูปจำหน่ายเป็นข้าวสารบรรจุถุงสูญญากาศ ให้ชื่อผลิตภัณฑ์ข้าวในกลุ่มว่า ข้าวออฟเลิฟ เพื่อให้เป็นข้าวในกระแสนิยม ของผู้บริโภคต่อไป

 ข้าวออฟเลิฟ ผลิตภัณฑ์เด่นกลุ่มวิสาหกิจข้าวหอมบ้านนาถัง

นางสมเวช เพชรทูล สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านนาถัง เล่าให้ฟังว่า ทางกลุ่มได้รวมตัวกันมีสมาชิกทั้งหมด 103 ราย เป็นการรวมตัวกันภายในกลุ่มเพื่ออยากแสดงศักยภาพ ของกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่บ้านนาถัง เพื่อจะผลิตข้าวที่ได้มาตรฐาน GAP เป็นการรวมกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่เพื่ออยากให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง สามารถต่อรองราคาข้าว GAP กับทางโรงสีได้

การผลิตข้าวเพื่อให้ได้รับรองมาตรฐาน GAP นั้น ต้องทำตามข้อกำหนดข้าว GAP 7 ข้อกำหนด ดังต่อไปนี้ จะต้องมีแหล่งน้ำ น้ำต้องมาจากแหล่งที่ไม่มีการปนเปื้อนวัตถุอันตราย พื้นที่การปลูก ต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่มีวัตถุอันตรายที่จะทำให้เกิดการตกค้างหรือปนเปื้อน การใช้วัตถุดิบอันตรายทางการเกษตรโดยต้องมีความรู้พื้นฐานในการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรใช้ตามคำแนะนำของกรมการข้าว และห้ามใช้วัตถุอันตราย ระบบการผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว มีระบบการผลิตเพื่อให้ได้ข้าวเปลือกตรงตามพันธุ์ คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพจำนวนต้นของข้าวพันธุ์อื่นปนในนา ให้มีได้ไม่เกิน 3% มีการป้องกันกำจัดศัตรูพืช และความเสียกายจากศัตรูพืช

 ข้าวออฟเลิฟ ผลิตภัณฑ์เด่นกลุ่มวิสาหกิจข้าวหอมบ้านนาถัง

โดยสำรวจการเข้าทำลายของศัตรูพืชที่มีผลต่อข้าว มีการเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว และจัดการเพื่อให้ได้ข้าวเปลือกคุณภาพสีที่ดีเก็บในระยะที่เหมาะสม คือรวงข้าวมีอายุ 25 – 35 วัน หลังวันข้าวออกดอก มีวิธีการลดความชื้นที่ถูกต้องและเหมาะสม วิธีการลดความชื้นต้องไม่ทำให้เมล็ดข้าวเสียหาย เกิดการแตกหัก จนสีได้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าวน้อยกว่าข้อกำหนดคุณภาพการสี มีการขนย้าย การเก็บเกี่ยวและการรวบรวมข้าว และสุดท้ายการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลต้องมีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติการและการจัดการในการผลิตทุกขั้นตอน
นางสมเวชเผยต่อว่าการเตรียมความพร้อมอีกอย่างหนึ่งของเกษตรกรนาแปลงใหญ่บ้านนาถัง แห่งนี้ คือการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านนาถัง ทำให้ราคาของผลผลิตเพิ่มขึ้นและทำให้เกษตรกรมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งยังสามารถพยุงราคาข้าวให้อยู่ในเกณฑ์การขายข้าวที่เหมาะสม เกษตรกรภายในกลุ่มมีความพึงพอใจต่อราคาข้าวที่ขายออกสู่ตลาด ทั้งยังสร้างการเรียนรู้การทำนาแบบครบวงจร รณรงค์ร่วมกันภายในกลุ่มนาแปลงใหญ่งดเผาตอซังข้าว ที่เป็นมลพิษต่ออากาศและสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น กรมการข้าว จึงเป็นหน่วยงานหลัก ที่คอยช่วยส่งเสริม พัฒนา และการเข้าตรวจสอบ ให้การรับรองระบบการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP และสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานการผลิตข้าว GAP แบบกลุ่มนาแปลงใหญ่ พร้อมทั้งดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานข้าวทุกระยะการผลิต ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ว่ามีความปลอดภัยต่อการบริโภคและผู้ผลิตเกิดความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของทางกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านนาถังมีคุณภาพ พร้อมทั้งช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยการไม่ใช้สารพิษและไม่เผาตอซังข้าวในเขตพื้นที่การทำการเกษตรอีกด้วย

กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือ จัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358785

กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือ จัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์

นาแปลงใหญ่

กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือ จัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์

จังหวัดลำปาง เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีการทำนาแบบวิถีดั้งเดิมของท้องถิ่น ที่ยังคงใช้แรงงานคนในการปักดำ และการเก็บเกี่ยว แต่กลุ่มนาแปลงใหญ่ตำหัวเสือ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง มีการพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อให้ได้มาตรฐาน GAP ภายใต้โครงการนาแปลใหญ่ รวมตัวสมาชิกเกษตรกร 5 หมู่บ้าน พื้นที่ กว่า 1,000ไร่ ที่สามารถพัฒนากลุ่มนาแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นทุกๆปี

กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือ จัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์

นายสุพจน์ วงค์ปาน ประธานกลุ่มนาแปลงตำบลหัวเสือ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง กล่าวว่า การขับเคลื่อนการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP โดยกรมการข้าว จะเป็นหน่วยงานภาคีหลักเพื่อมาให้องค์ความรู้ ให้ความช่วยเหลือ ยกระดับคุณภาพการผลิตข้าว มีขั้นตอนการตรวจสอบตามมาตรฐาน GAP ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการของกรมการข้าว และเล็งเห็นถึงความสำคัญในการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ซึ่งแต่ก่อนทางกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือ ไม่รู้จักการผลิตข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ต่างคนต่างทำนา โดยไม่รู้จักวิธีการทำนาแบบกลุ่มนาแปลงใหญ่ พอได้มาเรียนรู้การทำนาแบบกลุ่มนาแปลงใหญ่ โดยรวมกลุ่มสมาชิกเกษตรกรเข้าด้วยกัน การรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือนี้ เกษตรกรจะได้รับความรู้ รู้ถึงคุณค่าของการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP โดยมีการปรับปรุงบำรุงดินที่แต่ก่อนดินในบริเวณนี้เสื่อมสภาพ เพราะมีการใช้สารเคมีที่ค่อนข้างเยอะ ทางกรมการข้าวจึงเข้ามาให้ความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก ก็เริ่มหันมาใช้ปุ๋ยหมักที่ทำขึ้นเอง แทนการใช้สารเคมีในปัจจุบัน เป็นการลดต้นทุนเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้อย่างดีเลยทีเดียว

กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือ จัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์

ปัจจุบันกลุ่มนาแปลงตำบลหัวเสือ มีการ MOU การซื้อขายข้าวกับทางสหกรณ์ส่งเสริมการตลาดของ ธกส.และสหกรณ์สบปราบ อย่างของปีนี้ก็จะเริ่มมาซื้อข้าวของเกษตรกร ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ให้เกษตรกรเก็บข้าวที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน GAP แล้วเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง เดือนกุมภาพันธ์ทางสหกรณ์ที่ MOU ร่วมกับทางกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือ ก็จะมารับซื้อข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ถึงที่เลยก็ว่าได้ เป็นผลดีกับเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือเป็นอย่างมาก เพราะเกษตรกรไม่ต้องเสียเปรียบกับพ่อค้าคนกลาง โดยทางสหกรณ์ให้กระสอบกับทางกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือ มาให้บรรจุถุงและช่างน้ำหนักผลผลิตข้าวที่ได้เอง ทั้งนี้ยังลดค่าขนส่งให้กับทางกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสืออีกด้วย
นายสุพจน์ กล่าวต่อว่าทางกลุ่มนาแปลงตำบลหัวเสือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ให้สมาชิกภายในกลุ่มยืมเมล็ดพันธุ์ข้าวไปใช้ในการปลูกข้าวที่ได้มาตรฐาน GAP ให้สมาชิกยืมไปใช้ 25 กิโลกรัม ก็ต้องนำมาคืนเป็น 30 กิโลกรัม เพื่อเป็นกองทุนข้าวไว้ผลิตเมล็ดพันธุ์ในปีต่อๆไป ถึงแม้ว่าการทำนาของกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือจะยังคงอนุรักษ์การทำนาแบบวิถีดั้งเดิมอยู่ แต่ทางกรมการข้าวก็ยังมาช่วยเหลือในเรื่องอุปกรณ์ทุ่นแรงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องหยอดข้าว เครื่องซีลข้าวบรรจุถุงสูญญากาศ โรงสีข้าวขนาดกลาง และเครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ เพื่อเป็นปัจจัยให้เกษตรกรภายในกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำหัวเสือมีแรงจูงใจในการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP ต่อไป

กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือ จัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์
อย่างไรก็ตาม การพัฒนากลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือ เพื่อให้ประสบความสำเร็จนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลย หากสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ไม่ร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อให้กลุ่มนั้นเกิดความเข้มแข็ง และต้องผลิตข้าวให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP ตามตลาดต้องการ เพื่อขายข้าวออกสู่ตลาดได้ในราคาที่เหมาะสม ทั้งยังสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลหัวเสือ เพื่อให้มีอาชีพที่สามารถเลี้ยงครอบครัว ลืมตาอ้าปากได้ในอนาคต

เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อน “ปาบึก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358676

เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อน “ปาบึก”

เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อน “ปาบึก”

             อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเยี่ยมเยียนหมอดินอาสา เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติพายุโซนร้อน “ปาบึก” ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติพายุโซนร้อน “ปาบึก” ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีคณะที่ปรึกษาจากส่วนกลาง นายถวิล มั่งนุ้ย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 11 นายจำเริญ นาคคง ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยผู้อำนวยการสถานี ผู้อำนวยการกลุ่มหัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 11 เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช ศูนย์ราชการนาสาร อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช
นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินยังได้ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจหมอดินอาสาที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติบ้านเรือนได้รับความเสียหาย ณ บ้านนายปาน ชูพันธ์ หมอดินอาสาประจำตำบลบางจาก โดยมีหมอดินอาสาในพื้นที่อำเภอเมืองร่วมให้การต้อนรับ  หลังจากนั้น เดินทางไปศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ของอำเภอปากพนัง หมู่ที่ 13 ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้นำชุมชน เกษตรกร และหมอดินอาสาที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติรวมทั้งร่วมปรึกษาหารือแนวทางการสำรวจออกแบบงานจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่สวนส้มโอทับทิมสยาม เวลาต่อมาเดินทางไปพื้นที่บ้านวัวหลุง หมู่ที่ 5 ต.ควนชุม อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้นำชุมชน เกษตรกร และหมอดินอาสาที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “ปาบึก” เบื้องต้น ด้านพืช จำนวน 23 อำเภอ 165 ตำบล 1,525 หมู่บ้าน จำนวนเกษตรกรประสบภัยจำนวน 121,053 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหายจำนวน 126,931 ไร่ แยกเป็น นาข้าว คาดว่าจะเสียหาย 27,207 ไร่ พืชไร่ คาดว่าจะเสียหาย 3,573 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ คาดว่าจะเสียหาย 96,151 ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างการรับแจ้งความเสียหายจากเกษตรกรและให้เจ้าหน้าที่ทำการสำรวจความเสียหายเพื่อช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ กรณีเสียหายสิ้นเชิง

พด.คึกคักร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358674

พด.คึกคักร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562

วันเด็ก

พด.คึกคักร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562

            พด.คึกคักร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562 “เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ”ร่วมกิจกรรมเสริมความรู้เกี่ยวดิน พร้อมเตรียมอาหารและเครื่องดื่มให้แก่ผู้เข้าชมงานฟรีตลอดทั้งวัน ณ บริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

   วันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2562กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมจัดงานกับกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายกรมพัฒนาที่ดินและกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานหลักจัดงานครั้งนี้ โดยมี นายฆนนาท  ภู่กรรณ์  เลขานุการกรม เป็นผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกิจกรรมเสริมความรู้เกี่ยวดิน  การสาธิตหน้าตัดดินจำลอง กิจกรรมสันทนาการ การแข่งขันตอบปัญหา การแจกของรางวัล พร้อมเตรียมอาหารและเครื่องดื่มให้แก่ผู้เข้าชมงานฟรีตลอดทั้งวัน ณ บริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

พด.คึกคักร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562พด.คึกคักร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562พด.คึกคักร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562พด.คึกคักร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562

เกษตรฯ ไขปัญหาแมลงวันผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/358526

เกษตรฯ ไขปัญหาแมลงวันผลไม้

กรมส่งเสริมการเกษตร

เกษตรฯ ไขปัญหาแมลงวันผลไม้ 

       กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าสร้างความเข้าใจวิธีและเทคโนโลยีกำจัดแมลงวันผลไม้ที่มีประสิทธิภาพ หลังประเทศคู่ค้าส่งออกของไทยยังถือว่าแมลงวันผลไม้เป็นศัตรูพืชกักกันในการส่งออก

นายสำราญ  สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า แมลงวันผลไม้ หรือแมลงวันทองเป็นศัตรูพืชที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในไม้ผลหลายชนิด เช่น พุทรา มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ กระท้อน ลองกอง เป็นต้น นอกจากนั้นประเทศคู่ค้าส่งออกของไทยยังถือว่าแมลงวันผลไม้เป็นศัตรูพืชกักกันในการส่งออกด้วย แมลงวันผลไม้จึงเป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการส่งออกไม้ผลของประเทศไทย โดยแมลงวันผลไม้มีวงจรตลอดชีวิตนานกว่า ๓ เดือน ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารในธรรมชาติ แมลงวันผลไม้เพศเมีย ๑ ตัว สามารถวางไข่ได้ประมาณ ๑,๒๐๐-๑,๕๐๐ ฟอง โดยจะวางไข่ภายใต้ผิวเปลือกของผลไม้ เมื่อไข่ฟักพัฒนาเป็นตัวหนอนก็จะกัดกินเนื้อผลภายใน ระยะหนอนนี้จะเป็นระยะที่ทำลายพืชผลทางการเกษตรได้อย่างมากส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

วิธีการป้องกันกำจัดแมลงวันผลไม้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น เก็บผลไม้เน่าเสียหรือร่วงหล่นไปฝังกลบให้มิดชิด หรือนำไปทำน้ำหมัก ทำความสะอาดสวนและตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ตัดพืชอาศัยที่เป็นแหล่งอาหารของแมลงวันผลไม้ แขวนกับดักกาวเหนียว ใช้เหยื่อโปรตีนและสารล่อแมลงวันผลไม้เพศผู้ ใช้เทคโนโลยีแมลงเป็นหมันเพื่อควบคุมแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยสนับสนุนและสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรเกิดความเข้าใจในวงกว้าง เนื่องจากเกษตรกรส่วนหนึ่งมีความกังวลว่าการปล่อยแมลงเป็นหมันเข้าไปในสวนผลไม้จะเป็นการเพิ่ม ความเสียหายจากแมลงวันผลไม้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะการปล่อยแมลงวันผลไม้ที่เป็นหมันเข้าไปในสวน เมื่อไปผสมพันธุ์กับแมลงวันผลไม้ที่ไม่เป็นหมันจะทำให้แมลงวันที่ไม่เป็นหมันไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ เป็นการลดจำนวนประชากรของแมลงวันผลไม้

สำหรับรอยเจาะของแมลงวันผลไม้ที่เป็นหมันไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับผลไม้ได้ เนื่องจากไข่ไม่สามารถฟักพัฒนาเป็นตัวหนอนได้ และร่องรอยจะจางหายไปเองเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว

ทั้งนี้ หากเกษตรกรสนใจรายละเอียดเรื่องเทคโนโลยีแมลงเป็นหมัน สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศทอ. หรือศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน เพื่อร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรและนำเทคโนโลยีการเกษตรต่าง ๆ ไปใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป