“รมช.วิวัฒน์”นำทีมหนุนเกษตรปลอดสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/361972

“รมช.วิวัฒน์”นำทีมหนุนเกษตรปลอดสารเคมี

วิวัฒน์ ศัลยกำธร

“รมช.วิวัฒน์”นำทีมหนุนเกษตรปลอดสารเคมี เตรียมเสนอแนวทางและมาตรการทดแทนการใช้สารเคมีต่อ คกก.วัตถุอันตราย 14 ก.พ.นี้

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 นี้ คณะกรรมการบริหารการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน มีจุดยืนอย่างชัดเจนที่ไม่เห็นด้วยในการใช้สารเคมีทุกชนิดกับการทำเกษตร เนื่องจากสารเคมีได้ส่งผลกระทบและนำพาไปสู่ความไม่ยั่งยืนในภาคการเกษตร อาทิ เกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร เกษตรทฤษฎีใหม่ หรืออื่น ๆ ตลอดทั้งส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำทั้งในด้านการอุปโภค บริโภค ด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาล เด็กนักเรียน และนักท่องเที่ยว จะต้องมีความสะอาดปลอดภัยต่อผู้บริโภคอยู่เสมอ
นายวิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า นโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศเป็นงานสำคัญที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งรัดและต่อเนื่อง เพราะเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน มีความมั่นคงด้านอาหาร และความปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องเชื่อมโยงบูรณาการทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ล้านไร่ ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญและเน้นย้ำให้ขับเคลื่อนการดำเนินงานสำเร็จตามเป้าหมาย โดยให้ที่ประชุมร่วมกันหาแนวทางมาตรการทดแทนการใช้สารเคมีให้แก่เกษตรกร ทั้งด้านการใช้เครื่องกล และเทคนิคการผลิตต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อพิจารณาต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ยังได้มีการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ อาทิ 1.(ร่าง) พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ…. 2.โครงการพัฒนาวิสาหกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ โดยเห็นควรให้จัดประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาความร่วมมือและแนวทางการพัฒนาร่วมกันทั้งระดับนโยบายและการขับเคลื่อนระดับพื้นที่ ตลอดทั้งจัดทำความร่วมมือระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ และสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อศึกษาวิจัยการค้าเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกรใน 4 ภูมิภาคของประเทศ 3. การจัดสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งได้จัดครั้งที่ 1 ในภาคใต้แล้ว จึงเห็นควรให้มีการจัดต่อเนื่องอีก 3 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 4.พิจารณาแผนงานเกษตรกรรมยั่งยืน ปีงบประมาณ 2562 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

โดยมีงบประมาณจำนวน 1,175.01 ล้านบาท กำหนดเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 697,343 ไร่ แบ่งเป็น เกษตรอินทรีย์ 468,973 ไร่ เกษตรทฤษฎีใหม่ 180,330 ไร่ เกษตรผสมผสาน 46,500 ไร่ และวนเกษตร 1,175.01 ไร่ ทั้งนี้ จากแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ได้กำหนดจังหวัดนำร่องในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนเชิงพื้นที่ ในจังหวัดมหาสารคาม เชียงใหม่ และยโสธร อย่างไรก็ตามการดำเนินงานตามแผนงาน /โครงการในปี 2562 ขณะนี้เป็นเพียงไตรมาสแรก จึงควรบูรณาการทำงานเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยให้หน่วยงานพิจารณาในส่วนที่ยังไม่ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมาย ให้ดำเนินการในพื้นที่นำร่องเพื่อบูรณาการร่วมกันในระดับพื้นที่เพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไป

กรมชลวอนเกษตรกรงดปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/361774

กรมชลวอนเกษตรกรงดปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง

กรมชล

กรมชลวอนเกษตรกรงดปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ลดเสี่ยงขาดแคลนน้ำในอนาคต

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(7 ก.พ. 62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 53,602 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 70 ของความจุเก็บกักรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้ 29,672ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 57 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 15,703 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 9,007 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2561/62 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางของทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่
1 พ.ย. 61 ถึงปัจจุบัน(7 ก.พ. 62) มีการใช้น้ำไปแล้ว 11,489 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50 ของแผนจัดสรรน้ำฯ
เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้ว 4,965 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ซึ่งมากกว่าแผนฯตามช่วงเวลาดังกล่าวเล็กน้อย เนื่องจากมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ตอนบนเกินกว่าแผนฯที่ตั้งไว้ ทำให้ต้องเพิ่มการระบายน้ำมากกว่าแผนฯเป็นช่วงๆ เพื่อรักษาระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาและระบบชลประทาน พร้อมควบคุมคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด โดยในวันนี้(7 ก.พ. 62) ยังคงการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอัตรา 90 ลบ.ม.ต่อวินาที

ด้านผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2561/2562 ทั้งประเทศ ณ วันที่ 6 ก.พ. 62 มีการเพาะปลูกไปแล้ว 8.15     ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 78 ของแผนฯ(แผน 10.46 ล้านไร่) เฉพาะข้าวนาปรัง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 7.70 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 96 ของแผนฯ(แผน 8.03 ล้านไร่) เก็บเกี่ยวไปแล้ว 0.21 ล้านไร่ ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูก      ไปแล้ว 5.89 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 97 ของแผนฯ (แผน 6.07 ล้านไร่) เฉพาะข้าวนาปรัง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.81 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 110 ของแผนฯ เกินจากแผน 0.5 ล้านไร่(แผน 5.30 ล้านไร่) เก็บเกี่ยวไปแล้ว 0.12 ล้านไร่

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนและเพียงพอต่อการใช้น้ำของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน กรมชลประทาน จึงขอความร่วมมือจากเกษตรกร งดปลูกข้าวต่อเนื่อง(นาครั้งที่ 3)หลังการเก็บเกี่ยวข้าว(นาครั้งที่ 2)เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในการสนับสนุนกิจกรรมการใช้น้ำด้านต่างๆมีอยู่อย่างจำกัด พร้อมขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน และกลุ่มผู้ใช้น้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนหน้าและเผื่อไว้ใช้ในอนาคตอย่างไม่ขาดแคลน

ทส. รวมพลังจัดมหกรรมป่าไม้ 4 ภาคมุ่งนำการบริการจากภาครัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/361635

ทส. รวมพลังจัดมหกรรมป่าไม้ 4 ภาคมุ่งนำการบริการจากภาครัฐ

กรมป่าไม้

ทส. รวมพลังจัดมหกรรมป่าไม้ 4 ภาคมุ่งนำการบริการจากภาครัฐ เพื่อความสุขของคนไทยแบบครบวงจร 

            เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ลานสมานมิตร กรมป่าไม้  นายวิจารย์  สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึง นโยบายรัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้มุ่งเน้นการปฏิรูปประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน โดยการเปลี่ยนแนวคิดในการบริหารจัดการ การแก้ไขกฎหมาย การสร้างสมดุลธรรมชาติ และให้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยปฏิบัติงานในการดูแลจัดการทรัพยากรป่าไม้ เพื่อสร้างความสุข ความสำเร็จและความยั่งยืนให้แก่ประชาชนชาวไทย ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล รวมถึงการดำเนินงานในทุกมิติให้มุ่งสู่เป้าหมายที่กำหนด โดยเฉพาะประเด็นด้านการปฏิรูปกฎหมาย เพี่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จึงได้เตรียมจัดงานมหกรรมป่าไม้ ภายใต้แนวคิด “ไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า เพิ่มคุณค่าทะเลไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมน้ำในไร่นา มีประปาทุกครัวเรือน” ซึ่งได้กำหนดจัดงาน 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค ดังนี้

  • ครั้งที่ 1 จัดระหว่างวันที่ 15 – 17 กุมภาพันธ์ 2562 ณ สถาบันประชารัฐพิทักษ์ป่า จังหวัดแพร่
  • ครั้งที่ 2 จัดระหว่างวันที่ 22 – 24 กุมภาพันธ์ 2562 ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี
  • ครั้งที่ 3 จัดระหว่างวันที่ 1 – 3 มีนาคม 2562 ณ สจป.ที่ 7 (ขอนแก่น) จังหวัดขอนแก่น
  • ครั้งที่ 4 จัดระหว่างวันที่ 8 – 10 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ศูนย์สาธิตและส่งเสริมงานศิลปาชีพ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • ทส. รวมพลังจัดมหกรรมป่าไม้ 4 ภาคมุ่งนำการบริการจากภาครัฐ

นายอรรถพล  เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กรมทรัพยากรธรณี ตลอดจนเครือข่ายภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมเป็นพันธมิตรในการจัดงาน
ครั้งนี้ขึ้น สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การเสวนาวิชาการ การจัดแสดงนิทรรศการ ตลาดนัดป่าไม้ การออกร้านผลิตภัณฑ์จากป่าชุมชน ผลิตภัณฑ์ไม้จากสวนป่า การโต้วาทีระดับนักเรียน การประกวดร้องเพลงป่าไม้ไมค์ทองคำ การแสดงดนตรี สินค้า OTOP และสินค้าธงฟ้าประชารัฐ

ทั้งนี้ การจัดงานมหกรรมป่าไม้ดังกล่าวจะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนในทุกประเด็น โดยมีการจัดตั้งคลินิก ทส. เพื่อให้คำปรึกษาและเพื่อรับเรื่องร้องเรียนในการบริการของหน่วยงาน ทส. ด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องมลพิษสิ่งแวดล้อม เรื่องไฟป่า เรื่องการบริหารจัดการน้ำ เรื่องการพบเห็นการลักลอบการทำร้ายสัตว์ป่า เรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้
เรื่องการส่งเสริมการปลูกไม้มีค่า เรื่องการแก้ไขกฎหมายมาตรา 7  และกฎหมายป่าชุมชน เรื่องการลงทะเบียนสวนป่า 4.0 เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากป่า และให้คนที่อาศัยอยู่ในป่าช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลพื้นที่ป่าไม้ ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการจัดที่ดินทำกิน (คทช.) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำและให้ประชาชน
ได้มีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีกลางเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรที่ปลูกไม้เศรษฐกิจได้มาพบปะเจรจาทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนทั้งในด้านความรู้ และด้านการตลาด เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอีกด้วย

หนุนสหกรณ์การเกษตรผสมปุ๋ยคุณภาพดีราคาถูกขายสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/360881

หนุนสหกรณ์การเกษตรผสมปุ๋ยคุณภาพดีราคาถูกขายสมาชิก

หนุนสหกรณ์การเกษตรผสมปุ๋ยคุณภาพดีราคาถูกขายสมาชิก หวังช่วยลดต้นทุนการผลิต 300 – 400 บาท/ไร่

กรมส่งเสริมสหกรณ์ผุดโครงการสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรผสมปุ๋ยเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกร ขายถูกกว่าท้องตลาด 3,378 บาท/ตัน ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต 300 – 400 บาท / ไร่  กรมพัฒนาที่ดินร่วมวิเคราะห์ค่าดิน                  เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยให้สหกรณ์ผลิตปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับดินแต่ละพื้นที่ กระทรวงพาณิชย์เตรียมเจรจากับผู้ประกอบการนำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ได้ซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้า ในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด เพื่อส่งกระจายต่อให้สหกรณ์การเกษตรนำไปผลิตปุ๋ยขายเกษตรกรได้ในราคาถูก
หนุนสหกรณ์การเกษตรผสมปุ๋ยคุณภาพดีราคาถูกขายสมาชิก

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯมีโครงการสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรผลิตปุ๋ยใช้เองจำหน่ายให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร เนื่องจากปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และใช้ปุ๋ยไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นดิน ซึ่งส่งผลทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่ามาตรฐาน รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต โดยให้สหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอผลิตปุ๋ยที่มีคุณภาพและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดินของแต่ละพื้นที่ เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับสภาพดินให้สหกรณ์นำไปผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจะจัดเวทีให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงข้อดี               ในการผลิตปุ๋ยใช้เองแทนปุ๋ยสำเร็จรูป และกรมวิชาการเกษตรจะออกใบอนุญาตผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงการให้คำแนะนำตามหลักวิชาการการผสมปุ๋ยและมอบใบรับรองปุ๋ยที่สหกรณ์ผลิตขึ้นว่ามีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่จะเลือกซื้อไปใช้
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเจรจากับผู้ประกอบการนำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยได้ซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้าในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดและกระจายต่อให้กับสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัดนำแม่ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักพืช คือ N P K สูตรเข้มข้น เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผสมและผลิตปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือสูตรที่เกษตรกรต้องการใช้ จำหน่ายให้กับเกษตรกร สำหรับเงินทุนในการผลิตปุ๋ยจำหน่ายให้เกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดสรรวงเงินสินเชื่อ  1,300 ล้านบาท  ให้สหกรณ์กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 2 และธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ย                ร้อยละ 1 ต่อปี

“ เดือนเมษายนเมื่อเข้าฤดูทำนาเกษตรกรก็จะสามารถใช้ปุ๋ยผสมเองนี้ได้ ขณะนี้กรมฯได้เปิดรับสมัครสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว 403 แห่งในพื้นที่ 66 จังหวัด และได้ประสานสหกรณ์เพื่อสำรวจปริมาณความต้องการปุ๋ยผสมใช้เองของสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์จะได้มีข้อมูลในการผลิตปุ๋ยได้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร คาดว่าสหกรณ์จะเริ่มผลิตปุ๋ยและจำหน่ายได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป้าหมายประมาณ 100,000 ตัน ซึ่งจะจำหน่ายราคาถูกกว่าปุ๋ยสำเร็จที่ขายตามท้องตลาดตันละ 3,378 บาท               คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 300 – 400 บาท และสามารถลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 337.8 ล้านบาท” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เปิดเส้นทาง UNSEEN ท่องเที่ยวไต้หวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/360625

เปิดเส้นทาง UNSEEN ท่องเที่ยวไต้หวัน

เปิดเส้นทาง Unseen ท่องเที่ยวไต้หวัน สัมผัสสุดยอดอาหารมิชลินสตาร์ และแช่ออนเซ็นแบบส่วนตัว 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไต้หวัน ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย เนื่องจากเที่ยวง่าย เดินทางสะดวก และค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก อีกทั้งยังมีสถานที่สวยงามตอบโจทย์ทุกความชื่นชอบของผู้มาเยือน และไต้หวันยังถือว่าเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวสายช็อปปิ้งและสายตะลุยกิน ซึ่งไทเปขึ้นชื่อเรื่องอาหารจานอร่อย จนมีร้านอาหารได้รับการจัดอันดับจาก MICHELIN GUIDE ในปี 2018 มากกว่า 100 ร้านด้วยกัน โดยปี 2018 นี้ เป็นปีแรกที่ MICHELIN GUIDE ได้ออกค้นหาสุดยอดร้านอาหารในกรุงไทเป จนได้เป็น MICHELIN GUIDE 2018 – TAIPEI เล่มแรกในประวัติศาสตร์

               ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Golden Discovery Express กล่าวว่า “ไต้หวันเป็นประเทศที่โดดเด่นในเรื่องอาหารการกินที่มีวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ โดยเฉพาะอาหารทะเล เนื่องจากไต้หวันมีทะเลที่อุดมสมบูรณ์ อาหารของไต้หวันทั้งอร่อยและถูก เป็นที่ถูกปากถูกใจนักท่องเที่ยวชาวไทยและทั่วโลก สตรีทฟู้ดของไต้หวันจึงมีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยว แต่ในปี 2018 ที่ผ่านมา ร้านอาหารในไทเปได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ถึงกว่า 20 ร้านด้วยกัน และมีร้านที่ได้รางวัลมิชลิน 3 ดาวด้วย ซึ่งประเทศไทยของเรายังไม่มีร้านไหนได้ถึง 3 ดาว นั่นก็คือ ร้าน “Le Palais” เป็นอาหารประเภทติ่มซำ กวางตุ้ง และอาหารจีนที่ดีที่สุด วัตถุดิบสดใหม่คุณภาพระดับพรีเมี่ยม และมีร้านที่ได้รางวัลมิชลิน 2 ดาว อีก 2 ร้าน คือ “RyuGin” และ ร้าน “The Guest House” ที่เหลือจะเป็น 1 ดาว ซึ่งแต่ละที่มีเมนูสุดพิเศษที่ควรค่าแก่การได้ลิ้มรสดูสักครั้ง ทางการท่องเที่ยวแห่งไต้หวันเองก็ต้องการโปรโมทร้านมิชลินสตาร์อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ไต้หวันยังเป็นแหล่งขึ้นชื่อเรื่องออนเซ็นที่คุณภาพไม่ต่างจากญี่ปุ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนมากที่มาแช่ออนเซ็นในไต้หวันจะนึกถึงเป่ยโถวเป็นอันดับแรก แต่ที่จริง ไต้หวันมีแหล่งน้ำพุร้อนหลายแห่งด้วยกัน ที่สำคัญโรงแรมในย่านที่มีน้ำพุร้อนยังมีบริการแช่ออนเซ็นแบบส่วนตัวในห้องพัก ไม่ต้องเปลือยกายลงแช่รวมในบ่อเดียวกัน ในราคาที่ย่อมเยากว่าประเทศญี่ปุ่นมาก ซึ่งทาง Golden Discovery Express ก็จะทำการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ สนองนโยบายการท่องเที่ยวแห่งไต้หวัน โดยเน้นลิ้มรสสุดยอดอาหารร้านมิชลินสตาร์ และแช่ออนเซ็นแบบส่วนตัว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความหรูหรามีระดับและเป็นส่วนตัว ในราคาที่นักท่องเที่ยวไทยจะต้องพึงพอใจ”

มิชลิน ไกด์ ได้รับสมญานามว่าเป็น คัมภีร์แห่งการท่องเที่ยวและอาหาร และไต้หวันเองก็เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่า อาณาจักรแห่งอาหารอร่อย เพราะมีวัฒนธรรมทางด้านอาหารที่หลากหลาย และมีการพัฒนาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้น การได้มีโอกาสลิ้มรสอาหารมิชลินสตาร์ของไทเป จึงถือเป็นประสบการณ์เลอค่าที่ไม่ควรพลาดของนักท่องเที่ยวชาวไทยสายกินโดยเฉพาะ หากท่านใดสนใจท่องเที่ยวไต้หวันแบบ exclusive เช่นนี้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ Golden Discovery Express โทร.02 559 2555 Line : @gdetravel.com และที่ http://www.facebook.com/gdetravel/ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“ว่านหน้าขาว” ทำให้ผิวขาวได้จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/360621

“ว่านหน้าขาว” ทำให้ผิวขาวได้จริงหรือ?

ว่านหน้าขาว

“ว่านหน้าขาว” ทำให้ผิวขาวได้จริงหรือ? 

         ปัจจุบันนี้มีการคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลผิวมากมายจนเลือกไม่ถูก   แต่ก็ใช่ว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจะปลอดภัยหรือเชื่อถือได้ ผลิตภัณฑ์บางตัวอ่านสรรพคุณแล้วรู้สึกว่าน่าลองใช้มากๆ แต่พอได้เอามาลองใช้จริงๆ กลับเกิดอาการระคายเคือง มีผื่นแพ้ คัน ผิวหนังอักเสบ หรือเป็นสิวหนักกว่าเดิม

ดังนั้น สาวๆ ยุคใหม่จะสวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้จักเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตัวเองด้วย โดยเฉพาะการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำให้ผิวขาวขึ้น ยิ่งควรต้องศึกษาให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นไม่มีส่วนผสมของสารเคมีรุนแรง ถึงจะเป็นทางลัดที่เร่งให้ขาวเร็ว แต่อาจมีผลข้างเคียง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวในระยะยาว ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่เราเลือกใช้ควรผลิตมาจากส่วนผสมของธรรมชาติ และผ่านการทดสอบที่ได้มาตรฐาน หรือมีเลขที่ใบรับจดแจ้งอย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยต่อการใช้แน่นอน

"ว่านหน้าขาว" ทำให้ผิวขาวได้จริงหรือ?

อย่างล่าสุด มีการค้นพบสมุนไพรตัวหนึ่ง ที่สามารถทำให้ผิวของคุณขาวขึ้นจริง นั่นก็คือสมุนไพรที่มีชื่อว่า “ว่านหน้าขาว” ชื่อนี้หลายคนอาจไม่เคยได้ยินและยังไม่รู้ถึงคุณปรโยชน์ของมัน แต่ถ้าไปถามชาวบ้านแถวภาคอีสานนั้น เป็นต้องร้อง “อ้อ” กันทุกราย เพราะเป็นสมุนไพรที่เกิดจากภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสานที่สั่งสมกันมาช้านาน แค่ชื่อของสมุนไพร เราก็พอจะเดาได้ถึงสรรพคุณที่เชิญชวนให้สาวๆเป็นต้องซื้อหามาทดลอง เพราะว่าด้วยเรื่องของผิวขาว ออร่า เรียบเนียน เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต่างเฝ้าปราถนา งั้นเรามาทำความรู้จักกับสมุนไพรชื่อน่าสนใจตัวนี้ก่อนตกเทรนด์ดีกว่า

              ว่านหน้าขาว  เป็นสมุนไพรไทยที่หมอสมุนไพรในภาคอีสานคุ้นเคยกันดี เพราะมีความโดดเด่นใน                 หลายสรรพคุณ ทั้งประทินผิวให้ขาว แก้สิวฝ้า รากยังช่วยบำรุงโลหิต ชื่ออื่นๆที่คนมักเรียกสมุนไพรตัวนี้ ว่านตาลเดี่ยว หรือหญ้าดอกคำ (Hypoxis aurea Lour.) จัดอยู่ในกลุ่ม Hypoxidaceae เป็นพืชสมุนไพรที่พบในประเทศอินเดีย ปากีสถาน ภูฏาน เนปาล จีนตอนใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกินี และทั่วทุกภาคในไทย ขึ้นทั้งในป่าผลัดใบและไม่ผลัดใบ ในป่าเต็งรังและป่าสน แต่จะพบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือทุ่งหญ้าที่เปิดโล่ง ความสูงถึงประมาณ 2,000 เมตร ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก มีขนสีขาวตามแผ่นใบประดับช่อดอก เหง้าทรงกลมถึงทรงกระบอกยาว ใบเดี่ยวรูปแถบ ปลายเรียวแหลม กว้าง 1-4 ซม. ยาว 8-25 ซม. โคนโอบรอบลำต้น ไร้ก้าน ออกดอกสีเหลืองที่ซอกใบ ยาว 4-8  ซม.ดอกย่อย 1-2 ดอก ในสมัยโบราณนิยมใช้เหง้าต้มน้ำดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต นอกจากนี้ยังมีการนำเหง้ามาฝนให้เป็นผงสำหรับ ทาผิวแก้ สิวฝ้า

               ดร.สุวรรณ ตั้งจิตรเจริญ นายกสมาคมแพทย์อายุรเวทแผนไทยประยุกต์แห่งประเทศไทย ในพระสังฆ- ราชูปถัมภ์ เผยว่า จากการศึกษาเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ในเหง้า โดย วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้พบสารในกลุ่มฟีนอลิก กลุ่มแทนนิน กลุ่มไกลโคไซด์หลายชนิด เช่น Aureaside A, Aureaside B และสารอื่น ๆ ที่มีโครงสร้างหลากหลาย นอกจากนี้ การศึกษาในระดับห้องทดลองเกี่ยวกับสารสกัดน้ำกลั่นของเหง้า ยังพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรสิเนส (Tyrosinase) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องในกระบวนการการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนัง

ดังนั้น จึงมีการศึกษาทางห้องปฏิบัติการต่อมาเกี่ยวกับการสร้างเม็ดสีเมลานินและการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ก็พบว่า สารสกัดแอลกอฮอล์ความเข้มข้นร้อยละ 95 จากใบและสารสกัดน้ำกลั่นจากเหง้าของพืชชนิดนี้ให้ฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินในเซลล์ทดลอง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีเทียบเท่ากับวิตามินซี ส่งผลให้มีการนำสารสกัดจากเหง้าที่ได้ทำการศึกษาทดลองมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงให้ผิวขาวกระจ่างใส และไม่มีอาการระคายเคือง

"ว่านหน้าขาว" ทำให้ผิวขาวได้จริงหรือ?

นอกจากนี้ สารสกัดว่านหน้าขาว (ว่านตาลเดี่ยว) หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ Star Grass extract ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัยจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ยังได้ทำการจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการเตรียมและสกัดวัตถุดิบที่จะนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว ซึ่ง STALEAF™ มีคุณสมบัติเป็น potent tyrosinase inhibitor สามารถยับยั้งการสร้างเซลล์เม็ดสีเมลานิน (Melanin) หรือช่วยให้ผิวขาวขึ้นนั่นเอง อีกทั้งยังเป็น Collagen synthesis stimulator ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นผิวหนังเทียบเท่าวิตามินซี เหมาะสำหรับในการใช้เป็นสารสกัดธรรมชาติทำให้ผิวขาว (Whitening agent) ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวประเภทต่อต้านริ้วรอย (Anti-aging) จะยิ่งเพิ่มความเนียนเรียบให้ผิวมากขึ้นกว่าเดิม

ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นของ “ว่านหน้าขาว” ได้มีการนำผลงานวิจัยไปเผยแพร่ในเวทีต่างประเทศ จนได้รับรางวัลด้านการแพทย์ในการประกวด World Innovator Award Festival ที่ประเทศเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังได้รับเหรียญรางวัลในการประกวดนวัตกรรม อาทิ Novel Research and Innovation Competition 2013 จัดโดย University Sains Malaysia ประเทศมาเลเซีย และ International Warsaw Invention Show (IWIS) 2014 จัดโดย Warsaw University of Technology ประเทศโปแลนด์ รวมถึงได้รางวัลพิเศษจากหน่วยงานต่างๆ เช่น Korea Invention News จากประเทศเกาหลีใต้ และ Chinese Innovation & Invention Society (CIIS)

โดยสรุปแล้ว ว่านหน้าขาว หรือที่รู้จักกันในนาม ว่านตาลเดี่ยว หรือหญ้าดอกคำ เป็นพืขสมุนไพรที่ไม่ได้มีดีแค่ชื่อ แต่มีส่วนช่วยให้ผิวขาวได้จริง เป็นที่น่าจับตามองยิ่งนัก

ชู​ “กฤษฎาโมเดล” ​ต้นแบบการวางแผนการผลิต​ภาคการเกษตร​ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/360124

 ชู​ “กฤษฎาโมเดล” ​ต้นแบบการวางแผนการผลิต​ภาคการเกษตร​ไทย

ข้าวโพด

 ชู​ “กฤษฎาโมเดล” ต้นแบบการวางแผนการผลิต​ภาคการเกษตร​ของ​ประเทศ

รัฐมนตรี​เกษตร​ฯ​ ชู​ “กฤษฎา​โมเดล” จากโครงการ​ปลูก​ข้าวโพด​หลัง​นา​ เป็น​ต้นแบบ​การวางแผน​การผลิต​ภาค​การเกษตร​ของ​ประเทศ​ ซึ่ง​ในอนาคต​เกษตร​กรจะทำเกษตร​กรรม​ใด​ จะต้องรวมกลุ่ม​กัน​ทำและผลิตตามความต้องการของตลาดเพื่อ​ไม่ต้องประสบภาวะราคา​ผลผลิต​ตกต่ำและมีรายได้​มั่นคง​ยั่งยืน​

 ชู​ "กฤษฎาโมเดล" ​ต้นแบบการวางแผนการผลิต​ภาคการเกษตร​ไทย ชู​ "กฤษฎาโมเดล" ​ต้นแบบการวางแผนการผลิต​ภาคการเกษตร​ไทย

นาย​กฤษฎา​ บุญ​ราช​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​เกษตร​และสหกรณ์ตรวจความก้าวหน้าโครงการ​สานพลังประชา​รัฐ​เพื่อ​สนับสนุน​การปลูก​ข้าวโพด​เลี้ยง​สัตว์​หลัง​ฤดู​ทำนา​ที่บ้านเปือย หมู่ที่ 5 ตำบลโนนทัน อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นแปลงปลูกข้าวโพดของนางทองเที่ยง สุดจอมและนายสำลี ล้นทม สมาชิกสหกรณ์การเกษตรหนองเรือ จำกัด

นาย​กฤษฎา​กล่าวว่า​ โครงการ​ส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาเป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลของปริมาณผลผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง  แล้วหันมาปลูกพืชอื่นที่มีศักยภาพและสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้ทดแทน ในปีนี้นำร่องส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นต้นแบบเนื่องจาก​ได้ศึกษา​ความต้องการ​ของ​ตลาด​พบว่า​ ไทยยังผลิตข้าวโพด​เลี้ยง​สัตว์​ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ​ ปัจจุบัน​ผลิตได้ปีละ​ 5  ล้านตัน​ แต่ตลาดต้องการ​ 8​ ล้าน​ตัน​ ยังขาดอยู่​ 3 ล้านตัน​ ทั้งนี้​ก่อนจะจัดทำโครงการ​นี้​ กระทรวง​เกษตร​ฯ​ ได้ศึกษา​รูปแบบ​การทำการเกษตร​ของ​ประเทศ​ที่พัฒนาแล้ว​ รวมถึง​ให้ผู้ช่วยทูตฝ่ายเกษตร​ซึ่ง​มี​ 11​ สำนัก​งานใน​ 9​ ประเทศ​เช่น​ สหภาพ​ยุโรป​ ออสเตรเลีย​ จีน​ญี่ปุ่น​ เป็น​ต้น​ พบว่า​ เกษตร​กรจะทำเกษตร​แบบรวมกลุ่ม​ และจะสำรวจความ​ต้องการ​ของ​ตลาด​ก่อน​ แล้วจึงเพาะปลูก​ เลี้ยงสัตว์​ และทำประมง​ให้ผลผลิตสมดุล​กับความต้องการ​ของ​ตลาด​เพื่อ​ไม่ให้​ผล​ผลิต​ล้นเกิน​ จนราคาตกต่ำหรือถูก​คนกลางกดราคา

   นาย​กฤษฎา​กล่าว​ว่า​ ได้ปรับกระบวนการ​ทำงานของหน่วยงานต่างๆ​ ของ​กระทรวง​ใหม่​ให้บูรณาการ​กัน​ โดยก่อนเริ่มโครงการ​ปลูก​ข้าวโพด​หลัง​นา​นั้น​ กรม​พัฒนา​ที่ดิน​จะสำรวจพื้นที่​ที่ดินมีคุณสมบัติ​เหมาะสม​ กรม​ชลประทาน​สำรวจและเพิ่มศักยภาพ​การจัดสรรน้ำให้เพียงพอ​ตลอด​ฤดูกาล​เพาะปลูก​ 4  เดือน​ กรมส่งเสริมการเกษตร​เข้ามาให้​คำแนะนำ​ในการปลูกและ​ดูแล​แปลง​ กรมวิชาการเกษตร​เข้ามาช่วยแนะนำ​เรื่อง​การให้ปุ๋ยและการกำจัด​แมลงศัตรู​พืช​ กรมปศุสัตว์​ประสาน​สมาคม​ผู้ผลิต​อาหารสัตว์​ในการเข้าทำข้อตกลง​รับซื้อ​ผลผลิต​ กรมส่งเสริม​สหกรณ์​สนับสนุน​ให้​สหกรณ์​การเกษตร​ทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรกิจ​จัดหาเมล็ด​พันธุ์​ ปัจจัย​การผลิต​ รวมทั้ง​ตั้งจุดรวบรวม​และรับซื้อผลผลิต​เพื่อ​ส่งให้บริษัท​ผู้​ผลิต​อาหาร​สัตว์​ต่อไป​ ซึ่ง​ขณะนี้​สามารถ​จัดตั้ง​จุดรับ​ซื้อ​ได้ครอบคลุม​ทุกอำเภอใน​ 37​ จังหวัด​ของ​โครงการ​ ทำให้​เกษตร​กรไม่ต้องขนผลผลิต​ไปขายเป็น​ระยะทางไกล​ เพิ่มต้นทุน​ค่าขนส่งขึ้นอีก

นาย​กฤษฎา​กล่าวว่า​ ในจังหวัด​ขอนแก่น​นั้น​ เกษตรกร​เริ่มปลูกข้าว​โพดได้​ 45​ วันแล้ว​ คาดว่า​ จะเก็บผลผลิต​ได้ปลายเดือน​เมษายน​ถึงต้นพฤษภาคม​ ซึ่ง​ข้าวโพด​เลี้ยง​สัตว์​หน้าแล้ง​นั้น​ สมาคม​ผู้ผลิต​อาหารสัตว์​ระบุว่า​ มีคุณภาพดี​ ความชื้นต่ำเนื่องจาก​เมื่อข้าวโพด​แก่​ ยังไม่มีฝน​ เมล็ดเสียจึงน้อย​ อีกทั้งสมาคม​ผู้ผลิต​เมล็ด​พันธุ์ของ​ไท​ย​ร่วมให้ความรู้​ จัดทำแปลงสาธิต​ เป็น​พี่​เลี้ยง​ทุกขั้นตอน​จนกระทั่ง​เก็บผลผลิต​ จึงคาดว่า​ ผลผลิต​ต่อไร่เฉลี่ย​ 1,200​ กิโลกรัม​ หากดูแล​ดีสามารถ​สูงถึง​ 1,500  ถึง​ 1,800​ กิโลกรัมต่อไร่ดังเช่นที่แปลงนำร่องในจังหวัด​อุตรดิตถ์​และพิษณุโลก​ประสบผลสำเร็จ​มาแล้ว​  เมื่อหักต้นทุน​การผลิต​ทั้งหมด​จะมีกำไร​ 3,000​ ถึง​ 4,000​ บาท​ ขณะที่​ข้าวนาปรังได้กำไรเพียง​ 300​ ถึง​ 400​ บาทต่อไร่​ การปลูกข้าวโพด​เลี้ยง​สัตว์​จึงได้กำไรมากกว่า​ 10  เท่า​ โดยกระทรวง​เกษตร​ฯ​ จะใช้​เป็นต้นแบบ​ส่งเสริม​เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชชนิดอื่นๆ หลังฤดูทำนาในปีต่อๆ​ ไป เช่น ถั่วเหลือง​ ถั่วเขียว​ และพืชผัก​ โดยจะต้องทำเกษตร​แบบแปลงใหญ่​หรือสหกรณ์​เพื่อ​ให้​เกษตรกร​สามารถ​ลดต้นทุน​การผลิต​และมีกำลัง​ในการต่อรองราคา​ขายให้ได้รับความเป็​นธรรม​ ไม่ถูก​กดราคา​จากคนกลางเหมือน​ที่ผ่านๆ​ มา

“ตามฐานข้อมูล​เกษตร​กรนั้น​ ประเทศ​ไทยมีผู้ประกอบอาชีพ​เกษตร​กรรม​ 7.5  ล้านครัวเรือน​ซึ่ง​จากนี้ไปจะต้องเข้า​สู่แผนการผลิต​ภาค​การเกษตร​ของ​ประเทศ​เพื่อ​สร้างความมั่นใจว่า​ มีผู้รับซื้อผลผลิต​ทั้งหมด​ ได้รับราคาเป็น​ธรรม​ หากเกิดภัยพิบัติ​มีระบบประกันภัยจ่ายค่าชดเชย​ให้​ ดังนั้นต่อไป​ รัฐไม่ต้องนำงบประมาณ​เป็น​จำนวน​มาก​มารับจำนำผล​ผลิต​หรือรับซื้อในราคานำตลาด​ ซึ่งที่ผ่านมา​ แต่ละปีต้องใช้งบหลายแสนล้านบาท​ อีกทั้งเมื่อ​ซื้อผลผลิต​แล้ว​ ยังต้องเสียค่าเช่า​โกดังเก็บรักษา​ ผล​ผลิต​เสื่อม​คุณ​ภาพ​ หรือเกิด​ปัญหา​ผล​ผลิต​ที่เก็บไว้หาย​ ต้นแบบนี้เป็น​ ‘กฤษฎาโมเดล’ ซึ่ง​แม้ว่า​จะเปลี่ยนรัฐบาล​ ยังคง​ใช้​เป็น​แนวทางการดูแลเกษตรกร​ให้มีรายได้มั่นคง​และยั่งยืน​ได้ต่อไป​”  นายกฤษฎา​กล่าว

ทางด้านนายวิศิษฐ์​ ศรี​สุวรรณ​ รองอธิบดี​กรม​ส่งเสริม​สหกรณ์​กล่าว​ว่า​   สำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นร่วมกับหน่วยงานสำรวจเกษตรกรที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อการสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาจำนวนทั้งสิ้น 1,053 ราย พื้นที่เพาะปลูก 6,389.75 ไร่ คาดว่าจะได้ปริมาณผลผลิตข้าวโพด 9781 ตัน.  ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกสหกรณ์จำนวน 64 ราย พื้นที่เพาะปลูก 315 ไร่   ซึ่งสหกรณ์จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว โดยทำหน้าที่บริหารจัดการผลผลิตเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมการผลิตให้เกษตรกร จัดหาเมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิตต่างๆ ประสานหน่วยงานที่มีนักวิชาการเกษตรเข้ามาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการดูแลพื้นที่เพาะปลูก การเก็บเกี่ยวผลผลิต การรวบรวมผลผลิต ตลอดจนจัดหาตลาดมารับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร ซึ่งในจังหวัดขอนแก่นมีสหกรณ์ภาคเกษตรที่มีความพร้อมเปิดจุดรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรหนองเรือ จำกัด  สหกรณ์การเกษตรบ้านฝาง จำกัด สหกรณ์การเกษตรภูเวียง จำกัด  สหกรณ์การเกษตรชุมแพ จำกัด  สหกรณ์การเกษตรน้ำพอง จำกัด  สหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด  สหกรณ์การเกษตรกระนวน จำกัด  สหกรณ์การเกษตรอุบลรัตน์ จำกัด  สหกรณ์การเกษตรมัญจาคีรี จำกัด  สหกรณ์การเกษตรชนบท จำกัด ซึ่งสหกรณ์มีอุปกรณ์การตลาดทั้งโกดัง ลานตาก  พร้อมสำหรับการเก็บรวบรวมข้าวโพดจากเกษตรกร ก่อนจะส่งขายให้กับบริษัทเอกชนในอำเภอชุมแพ เพื่อนำไปอบลดความชื้นและแยกสิ่งเจือปน เพื่อส่งให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งโครงการนี้เป็นการเชื่อมโยงความร่วมมือจัดการข้าวโพดแบบครบวงจรระหว่างภาครัฐ สหกรณ์ และภาคเอกชน
สำหรับแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของนางทองเที่ยง สุดจอมและนายสำลี ล้นทม ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรหนองเรือ จำกัด นั้น เกษตรกรทั้ง 2 รายนี้ได้เริ่มทดลองหันมาปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ พื้นที่เดิมเคยทำนาและปลูกผักสวนครัว และใช้น้ำใต้ดิน(น้ำบาดาล)ในการเพาะปลูก ซึ่งการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เนื่องจากมีความมั่นใจในมาตรการที่ภาครัฐให้การสนับสนุน  ทั้งการสนับสนุนสินเชื่อจากธกส.อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 การทำประกันภัยพืชผลเพื่อป้องกันความเสี่ยงเมื่อเกิดความเสียหายในการเพาะปลูก และยังได้มีการประสานกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์และภาคเอกชนในการเข้ามารับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ  โดยมีสหกรณ์เป็นตัวกลางในการดูแลและบริหารจัดการผลผลิตให้กับเกษตรกร
ส่วนต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของสมาชิกสหกรณ์/เกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองเรือ เฉลี่ย 4,980 บาทต่อไร่  โดยรวมต้นข้าวโพดมีความเจริญเติบโตสมบูรณ์ คาดว่าจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,500 – 2,000 กก.ต่อไร่  ซึ่งสหกรณ์จะรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด โดยรับซื้อเป็นข้าวโพดฝักแก่เมล็ดติดฝักปลอกเปลือก ในราคาไม่ต่ำกว่า 5 บาทต่อกิโลกรัมในระดับความชื้น 27-30​ % หรือ​หากสีแกะเมล็ด​ นำไปปรับปรุง​คุณภาพ​จนได้ความชื้นร้อยละ​ 14.5​ จะขายได้ไม่ต่ำกว่า​กิโลกรัม​ละ​ 8​ บาทแน่นอน​ ซึ่งจากแปลงนำร่องที่เก็บเกี่ยว​และขายแล้ว​ เกษตรกรมีรายได้ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 9,000 บาท             เมื่อหักต้นทุนการผลิตแล้วมีกำไรเฉลี่ย 4,020 บาทต่อไร่ และคาดว่าโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่นไม่น้อยกว่า 48 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจําปี 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/359999

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจําปี 2562

เกษตรแห่งชาติ

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจําปี 2562

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจําปี 2562 ภายใต้แนวคิด “เกษตร ศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”หวังผลงานด้านการพัฒนาการเกษตร  และนวัตกรรมของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนําไปสู่การบูรณาการและการประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2562 ณ กรมปศุสัตว์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และจังหวัดนครศรีธรรมราช เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจําปี 2562 ระหว่างวันที่ 1 – 9 กุมภาพันธ์ 2562 ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช อําเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้แนวคิด “เกษตร ศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อเผยแพร่ผลงานด้านการพัฒนาการเกษตร ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย ตลอดจนถ่ายทอดความรู้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นความสําคัญของอาชีพการเกษตรในฐานผู้ผลิตอาหาร และการเป็นครัวของโลก

นายลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า งานวันเกษตรแห่งชาติเป็นงานที่จัดขึ้นทุกปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีการหมุนเวียนสถานที่การจัดงานไปตามจังหวัดต่าง ๆ ของแต่ละภูมิภาค เพื่อเป็นเวทีในการแสดงออกถึงศักยภาพ ความก้าวหน้า นวัตกรรมต่าง ๆ ของภาคเกษตร รวมถึงเป็นการเทิดพระเกียรติและสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณด้านการเกษตรของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนผลงานทางวิชาการเทคโนโลยีการเกษตรแก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมของนักศึกษาให้มีโอกาสแสดงออกเชิงวิชาการและทักษะภาคสนามในด้านต่าง ๆ อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในการงานจะมีการจัดแสดงนิทรรศการเพื่อเทิดพระเกียรติและสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณด้านการเกษตรของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย นําเสนอผ่านการจัดแสดงนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 19 หน่วยงาน ที่นําเสนอองค์ความรู้ที่มุ่งเน้นการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้น เพื่อให้มีองค์ความรู้ด้านการผลิต และด้านการจัดการผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ อีกทั้งเพื่อให้เกษตรกรตลอดจนประชาชนผู้สนใจทั่วไปได้เข้าถึงข้อมูลอย่างครอบคลุม นอกจากนี้ ยังเป็นการเผยแพร่ผลงานด้านการพัฒนาการเกษตร ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัยของบุคลากร การประกวดโครงงาน และการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนําไปสู่การบูรณาการและการประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพได้ต่อไป

เดินหน้าสร้างการรับรู้แก่เกษตรกร ป้องกันหนอนกระทู้ข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/359998

เดินหน้าสร้างการรับรู้แก่เกษตรกร ป้องกันหนอนกระทู้ข้าวโพด

ข้าวโพด

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าสร้างการรับรู้แก่เกษตรกร ป้องกันหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าสร้างการรับรู้ และวิธีการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ที่ถูกต้องแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง แนะวธีการป้องกันที่ถูกต้อง พร้อมเตือนหากพบให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เดินหน้าสร้างการรับรู้แก่เกษตรกร ป้องกันหนอนกระทู้ข้าวโพด

นายสำราญ  สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่มีการสำรวจพบหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด หรือ Fall armyworn ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดบางแห่ง ดังนั้นกรมส่งเสริมการเกษตร จึงกำหนดนโยบายในการเดินหน้าสร้างการรับรู้และวิธีการป้องกันกำจัดหนอนดังกล่าวแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำแนะนำ โดยลักษณะเด่นของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มีส่วนบนของหัวเป็นแถบสีขาวรูปตัว Y หัวกลับ ด้านข้างและหลังมีแถบสีขาวตามยาวของลำตัว ปล้องท้องก่อนปล้องสุดท้ายมีจุดสีดำ 4 จุด หนอนชนิดนี้มี วงจรชีวิต 30-40 วัน ทำลายข้าวโพดตั้งแต่ต้นมีอายุ 4-5 วัน จนถึงระยะเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ ยังมีพืชอาหารอีกมากกว่า 80 ชนิด ได้แก่ ข้าว อ้อย มะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ ฝ้าย ทานตะวัน กล้วย กระเทียม ขิง มันเทศ พริก พืชตระกูลถั่ว และพืชผักอีกหลายชนิด

เดินหน้าสร้างการรับรู้แก่เกษตรกร ป้องกันหนอนกระทู้ข้าวโพด
“ สำหรับการป้องกันกำจัด เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงข้าวโพดตั้งแต่ระยะงอกจนถึงอายุ 40 วัน เพื่อเก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย ทำลาย รวมถึงปล่อยแตนเบียนไข่ Trichogramma spp. หรือ แมลงหางหนีบ หากพบปริมาณมากจำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ สารสไปนีโทแรม กลุ่ม 5 (spinetoram) 12% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรล กลุ่ม 28 (chlorantraniliprole) 5.17% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูเบนไดอะไมด์ กลุ่ม 28 (flubendiamide) 20% WG อัตรา 6 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอฟีนาเพอร์ กลุ่ม 13 (chlorfenapyr) 10% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอินดอกซาคาร์บ กลุ่ม 22 (indoxacarb) 15% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7 วัน และหลังจากฉีดพ่นสารกลุ่มใดเป็นเวลา 30 วันแล้วจะต้องสลับไปใช้สารกลุ่มอื่น เพื่อป้องกันหนอนดื้อสารเคมี ควรพ่นในช่วงตอนเย็น หากข้าวโพดอายุ 30 วันขึ้นไป”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวต่อไปว่า สำหรับการให้พ่นสารกำจัดแมลงเข้าไปในกรวยใบเพื่อให้สารสัมผัสกับหนอน สำหรับผีเสื้อกลางคืน ซึ่งเป็นระยะตัวเต็มวัยของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มี ขนาด 3-4 ซ.ม. ลักษณะเด่นคือ มีแถบสีขาวที่ขอบปีกคู่หน้า กลางปีกมีแถบวงรีสีน้ำตาล เพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่ม 100-200 ฟอง ดังนั้นหากเกษตรกรพบร่องรอยการทำลายให้รีบป้องกันกำจัด และแจ้งเตือนเกษตรกรข้างเคียง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน เพื่อติดตามและเฝ้าระวังการระบาดในพื้นที่ต่อไป

คกก.ส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/359856

 คกก.ส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัล

ตลาดดิจิทัล

 คกก.ส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัล

               คกก.ส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัล เห็นชอบความร่วมมือโครงการ NGV Marketplace เพื่อขับเคลื่อนโครงการเกษตรอุ่นใจในฐานะ Hub กระจายและรวบรวมสินค้าเกษตรมาตรฐานในพื้นที่ จ.ชลบุรี และโครงการตรวจรับรองสินค้าเกษตรก่อนการส่งออก เพื่อรองรับการกระจายสินค้าไปยังท่าอากาศยานเครือข่าย

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัล ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมเห็นชอบการลงนามความร่วมมือโครงการ NGV Marketplace แห่งแรก ณ สถานีบริการ NGV ปตท. แฮนด์ลิตา เอ็นจิเนียริ่ง (อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี) ตามยุทธศาสตร์ยกระดับการเกษตร 4.0 (ยุทธศาสตร์พระพิรุณ) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่นำร่องจังหวัดชลบุรี เพื่อขับเคลื่อนโครงการเกษตรอุ่นใจในฐานะศูนย์กลาง (Hub) กระจายและรวบรวมสินค้าเกษตรมาตรฐานในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ให้แก่เครือข่ายโรงอาหารปลอดภัยจากหน่วยงาน ทั้งสถานศึกษาและโรงงานในเขต อ.เมือง และ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี และกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ รวมทั้งประยุกต์โครงการของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มาใช้เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการบริโภคและจัดหาวัตถุดิบสินค้าเกษตรมาตรฐาน

สำหรับรายการสินค้าคุณภาพมาตรฐานนำร่อง ได้มีการพิจารณารายการผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่โดดเด่นรายจังหวัด ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รวบรวมเกษตรกรและผู้ประกอบการที่พร้อมผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐาน จำนวน 1,150 ราย โดยมีจำนวนผู้ผลิตสินค้าทั้งในลักษณะวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจแปลงใหญ่ กลุ่มเกษตรกร จนถึงเกษตรกรรายย่อยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานตามแผนการจัดตั้ง NGV Marketplace ประกอบด้วย ผู้ผลิตข้าว 300 ราย ผู้ผลิตไข่ 5 ราย ผู้ผลิตผัก 60 ราย ผู้ผลิตปลา 55 ราย ผู้ผลิตไก่ 10 ราย ผู้ผลิตเห็ด 20 ราย และผู้ผลิตสินค้าอื่น ๆ 700 ราย พร้อมทั้งยังมีสินค้าที่รวบรวมจากผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐานในระบบ DGT Farm จำนวน 550 ราย โดยเมื่อแยกประเภทสินค้าเกษตรมาตรฐานแล้ว ประกอบด้วย ผู้ผลิตข้าว 49 ราย ผู้ผลิตไข่ 1 ราย ผู้ผลิตผัก 13 ราย และผู้ผลิตสินค้าอื่น ๆ 487 ราย

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการจัดทำโครงการตรวจรับรองสินค้าเกษตรก่อนการส่งออก (Certify Hub) ตามยุทธศาสตร์ยกระดับการเกษตร 4.0 (ยุทธศาสตร์พระพิรุณ) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งเป็นแนวทางดำเนินการที่สำคัญเพื่อรองรับการกระจายสินค้าไปยังท่าอากาศยานเครือข่าย โดยเฉพาะในประเทศที่มีมาตรฐานสุขอนามัยสูง โดย AOT ได้จัดทำความตกลงความร่วมมือกับเครือข่ายท่าอากาศยานต่างชาติ เช่น ท่าอากาศยานลีแอช (Liege) ให้เครือข่ายท่าอากาศยานของ AOT จำนวน 6 แห่งในประเทศไทย สามารถพัฒนาการปฏิบัติเพื่อจัดทำ Certify Hub ตามมาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหารระดับสากล เพื่อลดปัญหาสินค้าเกษตรถูกตีกลับที่ปลายทาง ทำให้อำนวยความสะดวกต่อผู้ประกอบการทั้งของไทยและคู่ค้าต่างประเทศ รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายและปัญหาความน่าเชื่อถือสินค้าปลายทางระยะยาว ซึ่งเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานของยุทธศาสตร์พระพิรุณ