“ไบโอฟาร์ม” เปิดกลยุทธ์ลุยธุรกิจปี 62 บุกตลาดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/364105

“ไบโอฟาร์ม” เปิดกลยุทธ์ลุยธุรกิจปี 62 บุกตลาดอาเซียน

นายวีระพัฒน์ ถกลศรี

“ไบโอฟาร์ม” เปิดกลยุทธ์ลุยธุรกิจปี 62 บุกตลาดอาเซียน 

“ไบโอฟาร์ม” ฉลองครบรอบ 45 ปีของการดำเนินธุรกิจ เปิดกลยุทธ์ลุยธุรกิจปี 62 ปักธงบุกตลาดอาเซียนเต็มรูปแบบ พร้อมขยายตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทุ่มงบลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ควบคู่การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับกับผู้บริโภค ตั้งเป้าขึ้นแท่น 1 ใน 3 แบรนด์ผลิตภัณฑ์สุขภาพครองใจผู้บริโภคในอีก 3 ปีข้างหน้า

            นายวีระพัฒน์ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนการทำตลาดอาเซียนของบริษัทฯ ในปี 2562 ว่า จะทำตลาดในภูมิภาคนี้มากขึ้นด้วยการนำเสนอจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานการผลิตเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมองว่าประเทศอินโดนีเซีย เป็นตลาดที่น่าสนใจและมีความท้าทายเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเข้าไปทำตลาดผ่านตัวแทนการค้า ดังเช่นความสำเร็จในตลาดในประเทศต่างๆ อาทิเช่น ประเทศลาว เมียนมา เวียดนาม สิงค์โปร มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์หลักที่นำเข้าไปบุกตลาด คือยาลดกรดในกระเพาะอาหาร Belcid Suspension และ ยาสามัญประจำบ้าน Belcid Forte ผลิตภัณฑ์กลุ่มแคลเซียม Calvin เวชภัณฑ์ในกลุ่มยาปฏิชีวนะ รวมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

ส่วนการขยายตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพนั้น มีที่มาจากการที่ผู้คนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะรุกตลาดด้วยสินค้าใหม่ คือ Odorless Krill Oil หรือ น้ำมันคริลล์ชนิดไร้กลิ่น เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากคริลล์ ซึ่งก็คือ กุ้งขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในขั้วโลกใต้ ที่มีความบริสุทธิ์สูง อุดมด้วยสารอาหารในกลุ่มของโอเมก้า 3 ฟอสโฟลิปิด โคลีนและแอสต้าแซนทีน

นอกจากนี้ ปัจจุบัน ยังมีการเติบโตของเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล บริษัทฯ จึงได้มีการปรับกลยุทธ์เพื่อขยายตลาด โดยจะเน้นไปที่ช่องทางอีคอมเมิร์ซ ได้แก่ Biopharmshop.com มากขึ้น จากเดิมที่มีการทำตลาดในช่องทางหลัก ได้แก่ ร้านขายยา ร้านโมเดิร์นเทรด ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของบริษัทฯ คิดเป็น 15% ในกลุ่มของสินค้าตลาดร้านขายยาทั้งหมด โดยคาดว่าในปีนี้จะเติบโตเป็น 20%

ทั้งนี้ ภาพรวมของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปีนี้ มองว่ายังมีโอกาสทางธุรกิจมากพอสมควรท่ามกลางการแข่งขันค่อนข้างสูง ซึ่งโอกาสมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยเต็มรูปแบบในอีก 2 ปีข้างหน้า การที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น รวมไปถึงเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลที่มีผลต่อช่องทางการทำตลาดและการสร้างการรับรู้ในตัวสินค้ามากขึ้น โดยมูลค่าของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณ 5-7% ในทุกปี โดย 2 ปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการในตลาดกว่า 6,300 ราย

สำหรับการลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไบโอฟาร์ม รวมทั้งบริษัท ไบโอแลป จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิต จะมีการลงทุนด้านการพัฒนาและวิจัยยาตัวใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาด และเพื่อให้ผู้บริโภคคนไทยได้ใช้ยาที่มีคุณภาพทัดเทียมกับยาจากต่างประเทศ รวมไปถึงปีนี้ บริษัทฯ ยังได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยของรัฐในการวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำตลาดได้ในเร็วๆ

“เป้าหมายของไบโอฟาร์มในปีนี้ นอกเหนือจากการขยายตลาดในทุกด้านแล้ว สิ่งที่เราจะดำเนินการควบคู่กันไปคือ การสร้างการรับรู้ในแบรนด์สินค้าของไบโอฟาร์มต่อผู้บริโภคให้มากที่สุด โดยเราตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า เราจะเป็น 1 ใน 3 แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพของไบโอฟาร์มที่เข้าไปอยู่ในใจคนไทยทั้งประเทศ” นายวีระพัฒน์ กล่าว

เกษตรฯ ผุดไอเดีย THAI SOIL PARTNERSHIP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/364103

เกษตรฯ ผุดไอเดีย THAI SOIL PARTNERSHIP

กระทรวงเกษตรฯ

เกษตรฯ ผุดไอเดีย Thai Soil Partnership

           กระทรวงเกษตรฯ ผุดไอเดีย Thai Soil Partnership สนับสนุนการดำเนินงาน ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย (CESRA)เพื่อขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

เกษตรฯ ผุดไอเดีย Thai Soil Partnership 

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม สมัชชาดินโลก แห่งภูมิภาคเอเซีย ( ASIA Soil Partnership Assembly Meeting ) ครั้งที่ 5  ระหว่างวันที่ 26 ก.พ. – 1 มี.ค. 2562 ณ National Agriculture Science Center Complex กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย  พร้อมด้วย นายพิทยากร ลิ่มทอง ที่ปรึกษากรมพัฒนาที่ดิน และคณะผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน โดยที่ประชุมได้แสดงความชื่นชมและกล่าวขอบคุณประเทศไทย และ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)  ที่ได้จัดตั้งและมอบรางวัล King Bhumibol  World Soil Day Award ทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ณ ประเทศไทย ซึ่งนับเป็นรางวัลที่สำคัญของโลก ในการสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินเพื่อความมั่นคงอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบโครงสร้าง วัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ และพันธกิจของศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย (CESRA) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยให้ CESRA เป็นศูนย์กลางข้อมูลดิน การวิจัยที่เป็นเลิศ และแหล่งเรียนรู้ด้านดินของเอเชีย  เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของประเทศสมาชิกและสนับสนุนภารกิจของ ASP (ASIA SOIL PARTNERSHIP)

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้นำเสนอแนวคิดการจัดตั้ง Thai Soil Partnership เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ CESRA พร้อมทั้งเชิญชวนประเทศสมาชิกจัดตั้งNational Soil Partnership ในประเทศของตน โดยมีประเทศที่แสดงความสนใจ เช่น อินเดีย ลาว ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น  ซึ่งประธาน ASP ได้เสนอให้นำแนวทางการจัดตั้ง National Soil Partnership บรรจุไว้ในโครงสร้างและแผนดำเนินงานของ CESRA เพื่อการขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

ตลอดทั้ง ฝ่ายไทยยังได้นำเสนอตัวอย่างแนวคิดของประเทศไทยในการจัดกิจกรรม เพื่อแสวงหาเงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานของ CESRA ได้แก่ การจัดแข่งขันวิ่งการกุศล CESRA Country Road Run : Run for Healthy and Healthy Life และการจัดตั้งสมาคมวันดินโลก ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ที่หลายหลาย นับเป็นแนวทางกิจกรรมใหม่ๆ  ที่สามารถเชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การผลิตสินค้าเกษตรและการบริโภคอาหารปลอดภัย นำไปสู่สุขภาพที่แข็งแรง และการพัฒนาที่ยั่งยืน  โดยเห็นควรส่งเสริมแนวทางดังกล่าวเป็นต้นแบบขยายผลไปยังประเทศสมาชิกอื่นๆ ต่อไป

องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯชี้ซีพี.ต้องยุติการเลี้ยงแม่หมูแบบยืนซอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/364073

องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯชี้ซีพี.ต้องยุติการเลี้ยงแม่หมูแบบยืนซอง

หมูยืนซอง

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกชี้ซีพีจำเป็นต้องยุติการเลี้ยงแม่หมูแบบยืนซองในทุกประเทศ

               การจัดอันดับบริษัทที่ส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้เปิดเผยรายงานประจำปี ว่าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือซีพีฟู้ด ได้ขยับอันดับดีขึ้นในการจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์ อย่างไรก็ตามยังคงมีอีกหลายประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาต่อ เช่น การบังคับใช้นโยบายสวัสดิภาพสัตว์อย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ ตลอดจนการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงาน

              การจัดอันดับบริษัทที่มีการจัดการสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม (The Business Benchmark on Farm Animal Welfare – BBFAW) สนับสนุนโดยองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) และ Compassion in World Farming ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดจากการประเมินบริษัทด้านอาหารระดับโลกกว่า 150 แห่ง ในปี พ.ศ.2561 โดยรายงานได้แบ่งอันดับการจัดการสวัสดิภาพในฟาร์มของบริษัทออกเป็น 6 ระดับ โดยระดับสูงสุดคือระดับ 1 แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในด้านนี้ ในขณะที่ระดับ 6 แสดงให้เห็นถึงการขาดแนวทางปฏิบัติหรือขาดหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มในการดำเนินธุรกิจ

                 ตั้งแต่ที่บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ได้เข้าสู่การจัดอันดับนี้ครั้งแรกในระดับ 6 เมื่อปีพ.ศ.2559 ก็ได้แสดงจุดยืนอย่างต่อเนื่องในการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มตามหลักอิสรภาพสัตว์ 5 ประการ (5 Freedoms) ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากล และยังได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาสวัสดิภาพสัตว์ที่มีการเรียกร้องอย่างอย่างกว้างขวางในฟาร์มหมู โดยการประกาศยุติการเลี้ยงแม่หมูแบบยืนซองในประเทศไทยภายในปี พ.ศ. 2568 และในประเทศอื่นภายในปีพ.ศ. 2571 อย่างไรก็ตามพันธะสัญญานี้ไม่ได้ครอบคลุมในประเทศจีนและอินโดนีเซีย

              นายโชคดี สมิทธิ์กิตติผล ผู้จัดการแคมเปญสัตว์ฟาร์ม องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวว่า“ซีพีจำเป็นต้องทำให้นโยบายยุติการเลี้ยงแม่หมูแบบยืนซอง ถูกนำไปปฏิบัติใช้จริงในทุกประเทศที่บริษัทได้ดำเนินกิจการอยู่ โดยองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกขอเรียกร้องให้ซีพีขยายนโยบายดังกล่าว ไปยังประเทศจีน และอินโดนีเซีย เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นได้จริง โดยองค์กรฯ ได้ทำงานร่วมกับผู้ผลิตหมูชั้นนำต่างๆ ในประเทศจีน เพื่อสนับสนุนให้เกิดระบบการจัดการสวัสดิภาพหมูในฟาร์มดีขึ้นอย่างยั่งยืน

            จากการที่ซีพีเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกนั้น เราคาดหวังให้บริษัทพัฒนาแนวทางการดำเนินงานที่โปร่งใส และมีระยะเวลากำหนดอย่างชัดเจน ในการยกระดับการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มด้านต่างๆ เช่น ยุติการตัดอวัยวะบางส่วนของลูกหมูอย่างทารุณ หรือการส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงเพิ่มวัสดุเสริม (Enrichment) ที่ช่วยให้สัตว์ลดความเครียดและสามารถแสดงออกทางพฤติกรรมตามธรรมชาติได้อย่างเหมาะสมไว้ในคอกการเลี้ยงแบบรวมกลุ่ม”

นายโชคดี ยังกล่าวย้ำว่า“อันดับการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มของเครือเจริญโภคภัณฑ์สามารถก้าวขึ้นสูงกว่านี้ได้ โดยการเผยแพร่ข้อมูลของวิธีปฏิบัติตามนโยบายการจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ประกาศไว้ ตลอดจนการรายงานผลสำเร็จของสัดส่วนความก้าวหน้าในการเอาแม่หมูออกจากซองในแต่ละประเทศ”

                ทั้งนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกได้ทำงานร่วมกับผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกเพื่อยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม รวมถึงบริษัทเบทาโกรในประเทศไทย โดยในปีพ.ศ. 2560 เบทาโกรได้ประกาศพันธะสัญญาต่อสาธารณะในการยุติการเลี้ยงหมูในซองระหว่างการตั้งครรภ์และคลอดในทุกพื้นที่ภายในปี พ.ศ. 2570

“ข้าวตราฉัตรไลท์” เปิดตัวหนังโฆษณา ชุด “RICE IS HAPPINESS”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/363865

“ข้าวตราฉัตรไลท์” เปิดตัวหนังโฆษณา ชุด “RICE IS HAPPINESS”

ข้าวตราฉัตร

“ข้าวตราฉัตรไลท์” เปิดตัวหนังโฆษณา ชุด “Rice Is Happiness”

ข้าวตราฉัตร ผนึกพันธมิตรเกษตรกรสมาชิก ภายใต้โครงการส่งเสริมการปลูกข้าว กข 43 กว่า 2,500 ราย บนพื้นที่ส่งเสริมฯ จำนวน 50,000 ไร่ ในปี 2562 รวม 2 ฤดูกาลผลิต ได้แก่ ฤดูนาปรัง 62 (ธ.ค.61-มี.ค.62) และ ฤดูนาปี 62 (พ.ค.-ส.ค.62) ในพื้นที่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก และพื้นที่อื่นๆ ในอนาคต ร่วมกับกรมการข้าว และเชื่อมโยงการตลาดกับกรมการค้าภายใน เขย่าตลาดปลุกกระแสคนรักสุขภาพ ด้วยการส่งผลิตภัณฑ์น้องใหม่ ข้าวเพื่อสุขภาพ “ข้าวตราฉัตรไลท์” สู่ตลาดผู้บริโภคทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวหนังโฆษณา ชุด “Rice Is Happiness” ชวนคนไทยสนุกกับการกิน เพิ่มความสุขให้คนกินข้าว กินข้าวได้ไม่ต้องกลัว ในคอนเซปต์ “ทานเท่าเดิม น้ำตาลน้อยลง” ตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบัน เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ หรือคนที่ต้องการลดปริมาณน้ำตาลจากข้าวและอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ตั้งเป้าหมายปิดปี 62 ด้วยยอดจำหน่ายข้าวตราฉัตรไลท์ทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่า จำนวน 250 ล้านบาท ในตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ พร้อมทุ่มงบ 15 ล้านบาท เปิดกลยุทธ์ Sport Marketing Platform สนับสนุนการสร้างโภชนาการที่ดีในมื้ออาหารหลักให้กับนักกีฬาไทย เตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันเวทีระดับโลก

"ข้าวตราฉัตรไลท์" เปิดตัวหนังโฆษณา ชุด "Rice Is Happiness"

"ข้าวตราฉัตรไลท์" เปิดตัวหนังโฆษณา ชุด "Rice Is Happiness"

นายไตรรัตน์ อุดมศรีโยธิน  รองกรรมการผู้จัดการ งานพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าว กข 43 ร่วมกับกรมการข้าว และเชื่อมโยงการตลาด ร่วมกับกรมการค้าภายใน ผ่านสหกรณ์และเครือข่ายเกษตรกรสมาชิกกว่า 2,500 ราย ในเขตพื้นที่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก และพื้นที่อื่นๆ รวมพื้นที่ส่งเสริมฯ ทั้งหมด จำนวน 50,000 ไร่ ในปี 2562 (2 ฤดูกาลผลิต) ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าว จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องเกษตรกรสมาชิก ผู้ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ “ข้าวตราฉัตรไลท์” โดยที่บริษัทฯ จะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิกในโครงการฯ 100% ด้วยประกันราคาขั้นต่ำ 12,000 บาทต่อตัน (ความชื้นที่ 15%) จากเกษตรกรสมาชิกทุกราย ทำให้มั่นใจได้ว่า ผลผลิตที่ออกมามีตลาดรองรับที่แน่นอน ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่คอยดูแลและให้คำแนะนำ ตลอดช่วงกระบวนการผลิต และเทคโนโลยีระบบ laser land leveling ปรับระดับพื้นที่แปลงนา เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสียหาย ทำให้เกษตรกรสมาชิกได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และยังเป็นการลดต้นทุนอีกด้วย อีกทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมการข้าว เรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวแท้ ที่ใช้ในกระบวนการปลูก นี่คือจุดแข็งของข้าวตราฉัตรไลท์ เพราะเราปลูกเอง จึงทำให้เราแตกต่างจากข้าวแบรนด์อื่นๆ นอกจากจะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ว่าจะได้รับประทานข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนการผลิต

นางสวณีย์ โพธิ์รัง  ตัวแทนเกษตรกรสมาชิก อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ตนเคยมีประสบการณ์ในการปลูกข้าว กข 43 มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เป็นการปลูกทดลอง เพราะตอนนั้นไม่มีแหล่งตลาดรับซื้อ ภายหลังจากที่ภาคเอกชนได้เข้ามาแนะนำและเชิญเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าว กข 43 ตนเป็นคนกล้าลองกล้าลุยสิ่งใหม่ๆ จึงตอบรับเข้าร่วมไม่ยาก เมื่อมีระบบเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการทุกๆ ขั้นตอนกระบวนการผลิต มีการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวทุกรอบการปลูก ซึ่งข้อดีก็คือ ช่วยลดปัญหาข้าวพันธุ์ปน ส่งผลให้คุณภาพข้าวที่ได้สม่ำเสมอในเรื่องค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนข้างต่ำ ตรงตามมาตรฐาน ราคาจำหน่ายก็ดี ที่สำคัญบริษัทฯ ตอบโจทย์ในสิ่งที่ตนต้องการ คือ เป็นแหล่งตลาดรับซื้อวัตถุดิบทั้งหมดจากเกษตรกรสมาชิก 100% ตามประกันราคาที่ตกลงไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งรอบแรกที่ปลูกในพื้นที่ส่งเสริมฯ คือ รอบฤดูนาปี 61 จำนวนพื้นที่ 34 ไร่ ผลผลิตที่ได้ จำนวน 850 กก./ไร่ และรอบปัจจุบันถือเป็นการปลูกข้าว กข43 ครั้งที่ 2 คือ รอบฤดูนาปรัง 62 เพิ่มพื้นที่ปลูกเป็น จำนวน 55 ไร่

นางวันดี เกตุทอง  ตัวแทนเกษตรกรสมาชิก อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ตนและสมาชิกกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ อ.พรหมพิราม เคยผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับกรมการข้าวมาก่อน เดิมทีตนและสมาชิกกลุ่มฯ ปลูกข้าวขาว แต่ราคาข้าวขาวในตลาดค่อนข้างต่ำ ไม่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของกลุ่มฯ จึงพยายามหาวิธีอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ จนบริษัทฯ ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม ได้เข้ามาแนะนำและเชิญเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าว กข43 และบริษัทฯ เป็นตลาดรองรับผลผลิตของเกษตรกรสมาชิกทุกราย 100% และให้ผลตอบแทนดี จึงได้เข้าร่วมโครงการฯ เพราะตนและกลุ่มฯ เป็นคนชอบทำนา อยู่แล้ว

นายยงยุทธ พฤกษ์มหาดำรง  รองกรรมการผู้จัดการ ดูแลธุรกิจข้าวภายในประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การบริโภคของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไป มีการเลือกซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ข้าวตราฉัตรเล็งเห็นโอกาสทางการตลาด ปลุกกระแสคนรักสุขภาพ ด้วยการส่งผลิตภัณฑ์น้องใหม่ ข้าวเพื่อสุขภาพ “ข้าวตราฉัตรไลท์” สู่ตลาดผู้บริโภคทั่วประเทศ

“ข้าวตราฉัตรไลท์” ข้าวเพื่อสุขภาพ กข43 เป็นข้าวดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนไปทางต่ำ เป็นพันธุ์ข้าวที่ผ่านการคัดเลือกจากการผสมข้าวพันธุ์ลูกผสมเดี่ยว ระหว่างพันธุ์ข้าวเจ้าหอมสุพรรณ (พันธุ์แม่) กับพันธุ์สุพรรณบุรี 1 (พันธุ์พ่อ) เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ หรือคนที่ต้องการลดปริมาณน้ำตาลจากข้าวและอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพราะหุงแล้วนุ่ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ รับประทานง่าย ที่สำคัญเมื่อร่างกายรับประทานข้าวเข้าไป ก็จะเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลได้ช้าลง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่วยให้เราอิ่มนานขึ้นยด้วยนั่นเอง

พร้อมเปิดตัวหนังโฆษณา ชุด “Rice Is Happiness” จากโปรดักชั่นเฮ้าส์มืออาชีพอย่าง สุเนต์ตา เฮ้าส์ และเอเจนซี่สุดยอดครีเอทีฟ จากมานะ แอนด์ เฟรนด์ มาช่วยสร้างสรรค์และผลิตหนังโฆษณาชุดนี้ขึ้นมา โดยอยากชวนคนไทยให้สนุกกับการกิน เพิ่มความสุขให้คนกินข้าว กินข้าวได้ไม่ต้องกลัว ในคอนเซปต์ “ทานเท่าเดิม น้ำตาลน้อยลง”

ซึ่งหนังโฆษณา คือส่วนหนึ่งในแผนการตลาดส่งเสริมการขายข้าวตราฉัตรไลท์ บริษัทฯ ยังมีการวางกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสร้างแบรนด์ สร้างการรับรู้และตระหนักถึงการมีสุขภาพดี เริ่มต้นจากการบริโภคในชีวิตประจำวัน ผ่านสื่อผสมผสาน ไม่ว่าจะเป็น Above the line และ Below the line เพื่อสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงมากขึ้น อีกทั้งยังมีช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค ผ่านห้างสรรพสินค้า ตัวแทนจำหน่าย รวมถึงการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ คาดว่าปิดสิ้นปี 62 ยอดจำหน่ายข้าวตราฉัตรไลท์ทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่าจำนวน 250 ล้านบาท ในตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ

อีกทั้ง ปี 62 นี้ พร้อมทุ่มงบ 15 ล้านบาท เปิดกลยุทธ์ Sport Marketing Platform สนับสนุนผ่านทางหน่วยงานหลักอย่าง โครงการก้าวคนละก้าว โรงเรียนแบดมินตัน บ้านทองหยอด และสโมสรฟุตบอล Bangkok United ถือเป็นมิติใหม่ของการสนับสนุน ไม่เพียงแต่สนับสนุนงบประมาณหลักให้กับองค์กรเท่านั้น บริษัทฯ ส่งมอบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพน้องใหม่ “ข้าวตราฉัตรไลท์” เข้าไปให้กับกองทัพนักกีฬาไทย เพื่อสร้างเสริมโภชนาการในการรับประทานอาหารมื้อหลัก เพื่อสุขภาพที่ดี เตรียมความพร้อมของร่างกายสำหรับเดินทางไปแข่งขันในเวทีระดับโลกตามที่ต่างๆ ซึ่งนักกีฬาถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของข้าวตราฉัตรไลท์ และหนึ่งในตัวอย่างผู้บริโภคข้าวตราฉัตรไลท์ที่มีการเห็นผลได้ชัดเจนอีกด้วย

เพื่อไม่ให้หลุดเทรนด์ พูดกับใครไม่รู้เรื่อง สามารถรับชมหนังโฆษณา ชุด “Rice Is Happiness” ได้ที่ Facebook : ตราฉัตร Family หรือ Youtube : ข้าวตราฉัตร KhaoTraChat

ไทยเจ้าภาพ จัดประชุม ITRC สมัยพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/363494

ไทยเจ้าภาพ จัดประชุม ITRC สมัยพิเศษ

กยท

ไทยเจ้าภาพ จัดประชุม ITRC สมัยพิเศษ หารือ – ร่วมกำหนดมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพยาง

วันที่ 22 ก.พ.62 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) สมัยพิเศษ ร่วมกับรัฐมนตรีจากประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ 3 ประเทศ โดยมี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานการประชุม พร้อมด้วย H.E. Darmin Nasution รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานกิจการเศรษฐกิจสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และ H.E Teresa Kok Suh Sim รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานของมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐบาลประเทศสมาชิก ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงว่า ทุกประเทศตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จึงมีการนำเอานโยบายต่างๆ แก้ไขปัญหา ตั้งแต่การพยายามลดการพึ่งพาการส่งออก เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นให้เกิดสมดุล ด้วยการลดปริมาณการผลิตยางธรรมชาติลง เพื่อทำให้ราคายางพาราในประเทศมีเสถียรภาพ ด้าน ITRC และ IRCo (เออโก้) มีความพยายามแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการกำหนดนโยบายและโครงการต่างๆ ขึ้น ได้แก่ โครงการส่งเสริมด้านอุปสงค์เพิ่มปริมาณการใช้ยาง โครงการประกวดผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมจากยางธรรมชาติ และการสร้างแบบจำลองในการพยากรณ์อุปสงค์ยางพาราโลก
นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยได้มีการกำหนดนโยบายและแนวทางในการแก้ปัญหาราคายางทั้งนโยบายระยะสั้น และระยะยาว ได้แก่ การจัดทำโครงการพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรชาวสวนยางเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงระหว่างที่ราคายางพาราตกต่ำ โดยเชิญชวนและรับสมัครเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศที่สนใจเข้าร่วมโครงการฝากน้ำยางไว้กับต้นยาง หรือหยุดกรีดยางเป็นเวลา 1 – 2 เดือน การส่งเสริมและเร่งรัดการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ เพื่อให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ วัสดุ ครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้างที่มีส่วนผสมของยางพาราเพิ่มมากขึ้น เช่น บล็อกยางปูพื้น ยางปูสนามฟุตซอล และถนนยางพาราแอสฟัลต์ติกคอนกรีต เป็นต้น

นอกจากนี้ โครงการเร่งด่วนที่ผลักดันให้มีการดำเนินในปัจจุบัน ได้แก่ การสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศสร้างถนนยางพารากว่า 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ โดยมีการสร้างถนนที่มีส่วนผสมของยางพาราในอัตราหมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร เพื่อดูดซับน้ำยางออกจากระบบตลาด และเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ ขณะเดียวกันก็ได้เชิญชวนบริษัทเอกชนทั้งใน และต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนผลิต และแปรรูปยาง โดยให้มีสิทธิพิเศษทางการลงทุน นอกจากนี้ รัฐบาลไทย ก็มีมาตรการในการการควบคุมการผลิตโดยเชิญชวนให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ทดแทนยางพารา เช่น กาแฟ โกโก้ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านยางพาราภายในประเทศ เช่น ผลิตล้อยาง

“นโยบายของประเทศผู้ผลิตยางเพียงประเทศเดียว ยังไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติได้ยั่งยืน ดังนั้น จึงมีการประชุมร่วมกันระหว่าง 3 ประเทศ เพื่อหาวิธีการและมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราให้มีเสถียรภาพ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่อาวุโส เพื่อร่วมกันหาแนวทางการรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืน โดยมีมาตรการเบื้องต้นประกอบด้วย 1. มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยางของ 3 ประเทศ รวมจำนวน 200,000 – 300,000 ตัน 2. มาตรการหาวิธีเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มขึ้น 3. มาตรการการบริหารจัดการผลผลิตในประเทศ โดยการลดพื้นที่ปลูกยางพาราไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน (Supply Management Scheme : SMS) 4. มาตรการด้านตลาด โดยการจัดทำตลาดยางพาราร่วมกันระหว่างภูมิภาค (Regional Rubber Market : RRM) เพื่อซื้อขายยางพาราล่วงหน้า และ 5. การตั้งสภายางพาราแห่งอาเซียน (ASEAN Rubber Council : ARC) เพื่อเป็นเวทีให้ทั้ง 3 ประเทศมาพูดคุยหารือกันในประเด็นยางพารา ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปยางพารา การศึกษาค้นคว้า งานวิจัย หรือเวทีและเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นต้น” นายกฤษฎา บุญราช กล่าว

สภาเกษตรกรย้ำราชการต้องไม่ลืมเจตนารมณ์ก.ม.”กัญชา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/363358

สภาเกษตรกรย้ำราชการต้องไม่ลืมเจตนารมณ์ก.ม.”กัญชา”

กัญชา

สภาเกษตรกรย้ำราชการต้องไม่ลืมเจตนารมณ์ก.ม.”กัญชา”

สภาเกษตรกรย้ำราชการต้องไม่ลืมเจตนารมณ์ก.ม.”กัญชา” สภาเกษตรฯแนะขึ้นทะเบียน 30 วัน  เสนอโครงการ 60 วัน หากพ้น 90 วัน จะผิดก.ม.ที่เปิดหน้าและตัวตนด้วยเพราะทั้งหมดได้จดทะเบียนไว้แล้ว อาจจะถูกจับกุมดำเนินคดีได้

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฉบับใหม่เปิดทางให้ใช้พืชกัญชา–กระท่อมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10  ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562  ในฐานะตัวแทนเกษตรกรรู้สึกยินดี ชื่นชมและมีความสุขที่รัฐบาลเข้าใจ แล้วนำปัญหาที่หมักหมมมาช้านานไปปรับปรุงแก้ไข   “กัญชา” แม้เป็นยาแต่ยังคงเป็นยาเสพติดประเภท 5 อยู่ แต่กฎหมายเปิดทางให้นำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้  สิ่งที่กังวัลใจอย่างมากคือขั้นตอนการขึ้นทะเบียน ทราบกันอยู่ว่าเกษตรกรบ้านเราส่วนใหญ่เพาะปลูกอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลไม่ค่อยเข้าใจเรื่องกฎ ระเบียบ กติกา หรือว่าขั้นตอนในการทำงานของภาคราชการเท่าใดนัก หากปล่อยให้เกษตรกรเตรียมดำเนินการเองก็มั่นใจว่าจะไม่มีเกษตรกรเครือข่ายไหนได้รับการพิจารณาเลย ภาคราชการจึงไม่ควรวางขั้นตอนซับซ้อนมากเกินไป ขอให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นหลักก็พอแล้ว

” แนวโน้มกฎกระทรวงเท่าที่อ่านตามหน้าข่าว ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะทำงานยาก อาทิเช่น เกษตรกรในเครือข่ายที่รักษาผู้ป่วยอยู่ ทั้งหมดหากเอกสารผิดหรือไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ทั้งหมดจะผิดกฎหมาย วัตถุดิบ อุปกรณ์ในการสกัดกัญชาทั้งหมดก็จะถูกทำลายทิ้งนั่นคือสิ่งที่เป็นห่วงมาก ภาคราชการไม่ควรใช้กฎระเบียบหยุมหยิมจนลืมเจตนารมณ์ของกฎหมายไป ” นายประพัฒน์ กล่าว

และด้วยคำนึงถึงความซับซ้อนขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสภาเกษตรกรแห่งชาติจึงจะตั้งคณะทำงานเล็กๆขึ้นมาเพื่อเป็นพี่เลี้ยงและกระจายข่าวให้เข้าถึงเกษตรกรให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งจะเข้าประสานมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทย์ศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ทันตกรรมศาสตร์ เป็นต้น ตามที่กฎหมายกำหนด ภาคกลางจะประสานมหาวิทยาลัยรังสิตโดยในวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 10.00 น. จะเข้าพบ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี  ส่วนในภาคเหนือจะเข้าประสานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคอีสานมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต่อไป จึงขอแนะนำเกษตรกรที่รักษาตนเอง ญาติพี่น้องและเครือข่ายด้วยพืชกัญชาอยู่ใช้เวลานี้รีบทำเอกสารประวัติของผู้ป่วยบันทึกเป็นทางการแล้วจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยรวมตัวกัน 7 คนขึ้นไปแล้วไปที่เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอหรือกรมส่งเสริมการเกษตร แล้วเข้าไปหารือกับส่วนราชการเช่น อบต. อบจ. หรือหน่วยราชการของรัฐต่างๆ พร้อมกับสถาบันการศึกษาที่มีคณะแพทย์ศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์  คณะทันตแพทยศาสตร์ เพื่อที่จะเตรียมการทำโครงการเสนอ โดยต้องพยายามขึ้นทะเบียนให้เสร็จภายใน 30 วัน  อีก 60 วันสามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นได้ เช่น จัดสัมมนา พบปะ พูดคุยทำให้เข้าหลักเกณฑ์ ถูกต้องตามระเบียบราชการ ส่วนราชการต้องการเอกสารอะไรต้องปฏิบัติตามนั้น ต้องการให้มีแพทย์แผนปัจจุบันเป็นพี่เลี้ยงดูแล เก็บเอกสาร คอยชี้แนะการรักษาก็จะได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการได้ทันที หากไม่เสร็จสิ้นหลังจาก 90 วันไปแล้วจะกลายเป็นบุคคลผิดกฎหมายเช่นเดิม ซึ่งการผิดกฎหมายครั้งนี้จะเปิดเผยหน้าและตัวตน ด้วยเพราะทั้งหมดได้จดทะเบียนไว้แล้ว อาจจะถูกจับกุมดำเนินคดีได้

” พี่น้องเกษตรกรต้องศึกษารายละเอียดให้ดี (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/019/T_0001.PDF ) และการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดเสรีกัญชา ไม่ใช่เพื่อสันทนาการเป็นการเปิดเพื่อใช้ทางการแพทย์และมีขั้นตอนในการขออนุญาต ที่เขียนเอาไว้ในกฎกระทรวงซึ่งบัดนี้เราเองก็ยังไม่เห็น แต่ขอท่านทั้งหลายใจจดใจจ่อคอยติดตามข่าวสาร ซึ่งสภาเกษตรกรแห่งชาติจะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสานในการเอาข้อมูลต่างๆกระจายไปถึงท่านโดยเร็ว ” ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวปิดท้าย

แนะเกษตรกรไม้ผล เร่งขึ้นทะเบียน ระหว่างรอ GAPก่อนส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/363354

แนะเกษตรกรไม้ผล เร่งขึ้นทะเบียน ระหว่างรอ GAPก่อนส่งออก

กรมส่งเสริม

แนะเกษตรกรไม้ผล เร่งขึ้นทะเบียน ระหว่างรอ GAPก่อนส่งออก 

                กรมส่งเสริมการเกษตร เชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลเพื่อการส่งออก ขึ้นทะเบียนเกษตรกรระหว่างรอการรับรองมาตรฐาน GAP สร้างความมั่นใจต่อผลไม้ไทยในตลาดต่างแดนและสร้างมูลค่าการตลาดได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย           

     นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ประเทศจีนถือเป็นตลาดส่งออกผลไม้ขนาดใหญ่ของประเทศไทย ประมาณ ร้อยละ 75-80 แต่ปีที่ผ่านมา ตรวจสอบพบหนอนเจาะเมล็ดและเพลี้ยแป้งปนเปื้อนในผลไม้ ประเทศจีนจึงมีความเข้มงวดต่อการนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยระบุให้ผู้ส่งออกของไทยต้องแจ้งเลขทะเบียน GMP ของล้งส่งออก และเลขทะเบียนสวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้ที่นิยมของชาวจีนหากเลขทะเบียนใดตรวจพบแมลงศัตรูทุเรียน จะระงับการส่งออกของเลขทะเบียน GMP ของล้งส่งออกนั้นทันที

                สำหรับการส่งออกผลไม้ในปีที่ผ่านๆ มาของไทยไปยังประเทศจีนนั้น พบว่าภาคตะวันออกถือเป็นแหล่งผลไม้ที่สำคัญ  โดยในปี 2562 มีปริมาณผลผลิตรวมของผลไม้ 4 ชนิดได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มีปริมาณผลผลิตผลไม้รวมมากกว่า 900,000 ตัน และทุเรียนถือเป็นผลไม้ที่ถูกส่งออกเป็นจำนวนมากไปยังจีน เพราะส่งออกได้ทั้งผลสดและแช่แข็ง ดังนั้นจึงต้องเพิ่มการตรวจติดตามและมาตรการเฝ้าระวังในการป้องกันแก้ไขทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ซึ่งได้แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

1)ระดับเกษตรกร ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนรับรองมาตรฐานแปลง GAP 2)ระดับโรงคัดบรรจุลัง ให้มีการจัดทำทะเบียนโรงคัดบรรจุให้ได้มาตรฐาน GMP 3)ระดับด่านตรวจพืช/การขนส่ง ต้องได้ใบปลอดศัตรูพืช (PC) และการส่งออกทุเรียนแต่ละชิปเม้นท์จะต้องแสดงเลขทะเบียน GMP และเลขทะเบียนสวนเกษตรกรที่หน่วยงานราชการออกให้ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันการขึ้นทะเบียนรับรองมาตรฐานแปลง GAP ของเกษตรกร มีประมาณร้อยละ 30 ของแปลงเกษตรกรทั้งหมด ทั้งนี้จึงมีการกำหนดให้ให้ใช้เลขทะเบียนครัวเรือนของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน (ทบก.) กับกรมส่งเสริมการเกษตรแทนในช่วงที่อยู่ระหว่างดำเนินการรับรองมาตรฐาน GAP ของเกษตรกร พร้อมทั้งให้นำมาใช้กับเกษตรกรผู้ผลิตไม้ผลทุกชนิดของประเทศไทย           

     กรมส่งเสริมการเกษตร ขอประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรที่ผลิตไม้ผลเพื่อการส่งออก รีบขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในระหว่างการดำเนินการรับรองมาตรฐาน GAP โดยให้นำเลขทะเบียนครัวเรือนของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน (ทบก.) มาใช้ได้แทน เพื่อให้ตรงความต้องการของตลาดผู้ส่งออกและเป็นการสร้างความมั่นใจในคุณภาพผลผลิตให้กับผู้บริโภค ดังนั้น การทำคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ไทยส่งออกผลไม้ได้มากขึ้น และสร้างมูลค่าการตลาดได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

“เบญจพร”ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาอาชีพยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/363012

“เบญจพร”ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาอาชีพยั่งยืน

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กรมพัฒนาที่ดิน

   อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาอาชีพยั่งยืน

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินและคณะลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ โรงเรียนสอนดี(ประชารัฐอนุสรณ์) ต.พระยาบันลือ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 นางสาวเบญจพร  ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ โรงเรียนสอนดี(ประชารัฐอนุสรณ์) ต.พระยาบันลือ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรแบบมีส่วนร่วม ให้มีการถ่ายทอดทักษะ ความรู้แก่นักเรียนและชุมชน สร้างการเข้าถึงวิธีการทำการเกษตรที่เหมาะสมกับชุมชน รวมทั้งทักษะอาชีพอื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหา
ให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาคน ตั้งแต่เด็ก เพื่อให้มีวิชาชีพสามารถประกอบอาชีพช่วยเหลือตนเองและครอบครัว โดยโรงเรียนต้องการทำแปลงเกษตรเพื่อให้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติ ผลิตอาหาร และจำหน่ายเป็นรายได้เสริม

"เบญจพร"ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาอาชีพยั่งยืน

"เบญจพร"ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาอาชีพยั่งยืน"เบญจพร"ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาอาชีพยั่งยืน

“รมช.วิวัฒน์” มอบนโยบายขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดิน ปี 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/362126

“รมช.วิวัฒน์” มอบนโยบายขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดิน ปี 2562

สปก

“รมช.วิวัฒน์” มอบนโยบายเพิ่มศักยภาพขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดิน ปี 2562

            “รมช.วิวัฒน์” มอบนโยบายเพิ่มศักยภาพขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดิน ปี 2562 แนะคนและระบบต้องปฏิรูปควบคู่กันเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงสถานการณ์โลก พร้อมรุกจับมือทุกภาคส่วนบูรณาการหยุดการชะล้างพังทลายหน้าดิน

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานให้กับผู้เข้าฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การเพิ่มศักยภาพการขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดิน ปี 2562” ณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการปฏิรูปที่ดิน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการปรับปรุงสิทธิ และการถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงการจัดท่ีอยู่อาศัยในท่ีดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเอง หรือเกษตรกรที่มีท่ีดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายผลผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพเกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จากการดําเนินงานที่ผ่านมาของ ส.ป.ก. ตามนโยบายการจัดการท่ีดินและการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงมีอุปสรรคในการขับเคลื่อนและถ่ายทอดนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ทำให้งานตามนโยบายบางอย่างล่าช้ากว่าที่ควร ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการเข้าใจที่ไม่ตรงกันของผู้ปฏิบัติงาน อันเนื่องมาจากการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนระหว่างผู้บริหารและหน่วยปฏิบัติงานภายในองค์กร ดังนั้น ส.ป.ก. จึงจัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การเพิ่มศักยภาพการขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดิน ปี 2562” ขึ้นเพื่อให้ผู้บริหารของ ส.ป.ก.ส่วนกลาง ปฏิรูปท่ีดินจังหวัดทั้ง 72 จังหวัด และเจ้าหน้าที่ท่ีเกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 175 ราย ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการกำหนดรูปแบบและวิธีการดําเนินการที่มีเป้าหมายชัดเจนเป็นเอกภาพ มีการบริหารจัดการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความสอดคล้องกับนโยบายในระดับต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์โลกที่เกิดความแปรปรวนทั้งด้านสภาพแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ส.ป.ก. จึงต้องปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยบุคลากรและระบบต้องได้รับการปฏิรูปไปพร้อมกัน ตลอดทั้งกำหนดทิศทางการปฏิรูปที่ชัดเจนในด้านต่างๆ อาทิ1.การพัฒนาดินให้มีความสมบูรณ์ ด้วยการหยุดการชะล้างพังทลายหน้าดิน 2.พัฒนาแหล่งน้ำ /การกักเก็บน้ำ 3.คัดเลือกพันธุ์ไม้เพาะปลูกให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และ 4.ระบบการผลิต ต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยร่วมมือกันในรูปแบบกลุ่มต่างๆ อาทิ สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

“ส.ป.ก. ต้องเร่งปฏิรูปทั้งด้านบุคลากรและระบบ ในส่วนข้าราชการต้องปฏิรูปตนเอง เพื่อให้เป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชน โดยหมั่นศึกษา รอบรู้ ทันต่อสถานการณ์ มีความรอบคอบระมัดระวัง รู้จริงทั้งการบริหารจัดการคนและระบบ ที่สำคัญต้องมีคุณธรรมเพียงพอ และเป็นที่พึ่งนำพาเกษตรกรให้รอดพ้นจากปัญหาต่างๆได้ ขณะเดียวกัน ในด้านระบบ ควรกำหนดทิศทางการปฏิรูปอย่างชัดเจน สร้างนวัตกรรมการบริหารองค์กร สร้างองค์ความรู้จากแผ่นดิน ร่วมกันส่งเสริมการหยุดชะล้างพังทลายหน้าดินในที่ดินของเขตปฏิรูป ตลอดทั้งผสานความร่วมมือบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”นายวิวัฒน์ กล่าว

ก.ทรัพยากรฯ จัดงานมหกรรม 4 ภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/362068

ก.ทรัพยากรฯ จัดงานมหกรรม 4 ภาค

กระทรวงทรัพยากรฯ

ก.ทรัพยากรฯ จัดงานมหกรรม 4 ภาค

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานมหกรรมป่าไม้ภายใต้แนวคิด “ไม้มีค่า
ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า เพิ่มคุณค่าทะเลไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมน้ำในไร่นา มีประปาทุกครัวเรือน”
โดย กรมป่าไม้ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
กรมทรัพยากรธรณี สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) ตลอดจนเครือข่ายภาคเอกชน
และเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมเป็นพันธมิตรดำเนินงาน

การจัดงานครั้งนี้มี 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค
• ครั้งที่ 1 จัดระหว่างวันที่ 15 – 17 กุมภาพันธ์ 2562 ณ สถาบันประชารัฐพิทักษ์ป่า
จังหวัดแพร่
• ครั้งที่ 2 จัดระหว่างวันที่ 22 – 24 กุมภาพันธ์ 2562 ณ อุทยานมังกรสวรรค์
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี  จังหวัดสุพรรณบุรี
• ครั้งที่ 3 จัดระหว่างวันที่ 1 – 3 มีนาคม 2562 ณ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) จังหวัดขอนแก่น
• ครั้งที่ 4 จัดระหว่างวันที่ 8 – 10 มีนาคม 2562 ณ หอประชุมวชิราลงกรณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ภายในงานมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น จัดตั้งจุดบริการ คลินิก ทส. เพื่อให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียนในการให้บริการของหน่วยงาน ทส. ด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องมลพิษสิ่งแวดล้อม เรื่องไฟป่า เรื่องการบริหารจัดการน้ำ เรื่องการพบเห็นการลักลอบการทำร้ายสัตว์ป่า เรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ เรื่องการส่งเสริมการปลูกไม้มีค่า เรื่องการแก้ไขกฎหมายมาตรา 7  และกฎหมายป่าชุมชน เรื่องการลงทะเบียนสวนป่า 4.0
และให้คนที่อาศัยอยู่ในป่าช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลพื้นที่ป่าไม้  พร้อมให้ความรู้ สร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ในเรื่องการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “แก้ไขปัญหาสู่อนาคต” จากการดำเนินการแก้ไขกฎหมาย 13 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ 2562 พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่…) 2562  พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562  พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่4) 2559  พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่…) 2562  พ.ร.บ.สวนป่า 2558  พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ 2561  พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่2) 2561  พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 2562  พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 2558 พ.ร.บ.งาช้าง 2558  พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562  และพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562  ที่เกี่ยวข้อง
ในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อเป็นการสร้างความสุขให้เกิดกับประชาชน
นอกจากการให้บริการจากเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ทส. แล้ว ภายในงานนี้จะเป็นเวทีกลางเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรที่ปลูกไม้เศรษฐกิจได้พบปะเจรจาทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนทั้งในด้านความรู้
และด้านการตลาด เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ และเกิดประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมงาน กิจกรรม
การเสวนาวิชาการ การจัดนิทรรศการ ตลาดนัดป่าไม้ การออกร้านผลิตภัณฑ์จากป่าชุมชน ผลิตภัณฑ์ไม้
จากสวนป่า การโต้วาทีระดับนักเรียน การประกวดร้องเพลงป่าไม้ไมค์ทองคำชิงเงินรางวัล การแสดงดนตรี
ร้านค้าจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าจำหน่ายกล้าไม้พันธุ์ดี ซึ่งการจัดงานจะเริ่มขึ้น
ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.00 น. ของทุกวัน