ชป.ชี้แจงกรณีโกงเบิกน้ำมันรถยนต์ราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318487

ชป.ชี้แจงกรณีโกงเบิกน้ำมันรถยนต์ราชการ

กรมชล

ชป.ชี้แจงกรณีโกงเบิกน้ำมันรถยนต์ราชการ

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี มีพนักงานขับรถบรรทุก ที่มีใบขับขี่ประเภท 2 ที่สามารถขับรถบรรทุกได้ จำนวน 4 ราย เป็นลูกจ้างประจำ 1 ราย และเป็นลูกจ้างชั่วคราว 3 ราย แต่เนื่องจากภารกิจงานซ่อมแซมบำรุงรักษา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ มีหลายงานในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 27 – 28 กุมภาพันธ์ 2561  ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 3 ราย ต้องออกไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น คงเหลือนายเริงศักดิ์ เลิศไกร ที่สามารถขับรถบรรทุก ในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ทางโครงการฯ จึงได้วางแผนการปฏิบัติงานบริเวณคันกั้นน้ำเค็มเบอร์ 1 อำเภอบ้านแหลม โดยให้รถบรรทุกเทท้าย หมายเลข ชป.052-0309 นำคนงานพร้อมเครื่องมือในการกำจัดวัชพืชและสร้างทำนบชั่วคราว (จอบ, พลั่ว, บุ้งกี้, กระสอบทราย) ทำงานกำจัดวัชพืชและขุดลอกตะกอนเลนจุดที่จะซ่อมแซมติดตั้งเครื่องกว้านบานระบายนำวัชพืชและตะกอนเลนไปทิ้ง ทำให้กระบะท้ายมีเศษวัชพืชและตะกอนเลนสกปรก ไม่สามารถบรรทุกคนงานกลับเมื่อเสร็จงาน

โดยระหว่างการทำงานฝ่ายช่างกล ได้นำเครื่องกว้านบานระบายและเครื่องมือที่จะใช้ในการติดตั้งขนขึ้นรถบรรทุกเทท้าย หมายเลข ชป.052-2282 รอไว้ที่โครงการฯ ซึ่งในช่วงพักกลางวันนายเริงศักดิ์ฯ จะต้องขับรถบรรทุกเทท้าย หมายเลข ชป.052-0309 กลับมาที่โครงการฯ และขับรถบรรทุกเทท้าย หมายเลข ชป.052-2282 นำเครื่องกว้านบานระบายออกไปติดตั้ง เมื่อปฏิบัติงานเสร็จในช่วงเย็น ได้ใช้รถคันดังกล่าวกลับไปรับคนงานกลับมายังโครงการฯอีกครั้ง
​              ปัจจุบันโครงการฯได้แก้ไขปัญหาพนักงานขับรถยนต์ไม่เพียงพอ โดยอยู่ระหว่างรับสมัครพนักงานขับรถยนต์ แต่อัตราค่าจ้างพนักงานขับรถยนต์ (ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน) มีอัตราต่ำ จึงขาดผู้สนใจมาสมัครขณะนี้มีผู้มาสมัคร จำนวน 3 ราย อยู่ระหว่างตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือ เมื่อสามารถจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวรายวันได้จะทำให้มีอัตรากำลังเพียงพอ

ทั้งนี้ ในส่วนของการเบิกจ่ายน้ำมันของโครงการฯ ที่มีการเบิก 2 ครั้งในวันเดียวกัน นั้น เนื่องจากรถบรรทุกทั้ง 2 คันที่ได้กล่าวมา ได้ออกปฏิบัติภารกิจด้านชลประทานช่วยเหลือประชาชนอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่มีคนขับรถบรรทุกเหลือเพียงคนเดียว ทำให้การเบิกน้ำมันต้องทำ 2 ใบ(1 ใบ/ 1 คัน) ซึ่งได้มีการลงบันทึกในใบเบิกจ่ายอย่างถูกต้องตามระเบียบการเบิกจ่ายพัสดุ สำหรับปริมาณน้ำมันที่ใช้สามารถตรวจสอบ ได้จากคลังน้ำมันที่มีตัวเลขการเบิกตรงกับเอกสารสรุปยอดน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นของโครงการฯ และขอยืนยันว่ารถทั้ง 2 คัน ได้ถูกนำไปปฏิบัติงานในวันดังกล่าวจริง โดยไม่เกิดความเสียหายแก่ทางราชการแต่อย่างใด จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงมาเพื่อโทราบโดยทั่วกัน

อสป. ร่วมกับภาคีเครือข่ายฝ่าวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318459

อสป. ร่วมกับภาคีเครือข่ายฝ่าวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ

อสป

อสป. ร่วมกับภาคีเครือข่ายฝ่าวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ

ผศ. มานพ  กาญจนบุรางกูร  ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา  เปิดเผยว่า  องค์การสะพานปลาร่วมกับพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี  สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดปราจีนบุรี  เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี  สหกรณ์จังหวัดปราจีนบุรี  ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำปราจีนบุรี  ประมงจังหวัดปราจีนบุรี  และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี  จัดการประชุมสัมมนาเพื่อแก้ปัญหาฝ่าวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ  ณ      โชคภรณ์ประเสริฐฟาร์ม  อำเภอบ้านสร้าง  จังหวัดปราจีนบุรี  เมื่อวันที่  27  มีนาคม  2561  โดยเป็นการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกับกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจสัตว์น้ำ  ตัวแทนสหกรณ์             ผู้เลี้ยงปลา  รวมทั้งเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  ถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำในปัจจุบัน
ผศ. มานพ  กล่าวต่ออีกว่า  ทั้งนี้ในส่วนขององค์การสะพานปลาซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการในเรื่องของตลาดกลางซื้อขายและขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำ  ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ  “วิกฤตตลาดปลาน้ำจืดไทย…ทำไม…อย่างไร…         ใครจะแก้” เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤติราคาผลผลิตปลาน้ำจืดตกต่ำ  เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังขาดข้อมูลความรู้และการจัดการด้านการตลาด  ส่งผลให้ขาดอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง  ภาครัฐจึงจำเป็น ที่จะต้องช่วยเหลือและกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการบริหารการตลาด  เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ผอ.อสป.กล่าวด้วยว่าขณะนี้องค์การสะพานปลาได้มีการจัดเตรียมพื้นที่รองรับให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนำผลผลิตมาจำหน่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด  อีกทั้งทางรัฐบาลมีนโยบายในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ  ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกัน  เพื่อร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต  และร่วมกันจัดการด้านการตลาด  โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในลักษณะ “ประชารัฐ”  โดยมุ่งเน้นผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน  ลดต้นทุนและร่วมกันบริหารจัดการ            ด้านการตลาด  เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ฝนหลวงฯ เร่งติดตามสถานการณ์สาหร่ายบูม ในเขื่อนลำโดมใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318359

ฝนหลวงฯ เร่งติดตามสถานการณ์สาหร่ายบูม ในเขื่อนลำโดมใหญ่

ฝนหลวง

ฝนหลวงฯ เร่งติดตามสถานการณ์สาหร่ายบูม ในเขื่อนลำโดมใหญ่

                วันที่ 29 มีนาคม 2561 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ “สาหร่ายบูม” ขึ้นเป็นแพบนผิวน้ำบริเวณพื้นที่เขื่อนระบายน้ำลำโดมใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถใช้น้ำได้นั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประสานความร่วมมือกับสำนักงานชลประทานที่ 7 ทำการบินสำรวจพื้นที่การเกษตรและติดตามสถานการณ์น้ำและสาหร่ายบูม

ฝนหลวงฯ เร่งติดตามสถานการณ์สาหร่ายบูม ในเขื่อนลำโดมใหญ่

ซึ่งแม้จะพบว่าปริมาณน้ำในลำโดมใหญ่และ                    สถานการณ์สาหร่ายบลูมยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ทางสำนักงานชลประทานที่ 7 ยังมีความต้องการขอรับบริการฝนหลวง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้เขื่อนลำโดมใหญ่และอ่างเก็บน้ำบริเวณอำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอม่วงสามสิบ อำเภอบุณฑริก อำเภอน้ำยืน อำเภอเขื่องใน และอำเภอเหล่าเสือโก๊ก จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรักษาระบบนิเวศ
และป้องกันปัญหาสาหร่ายบูมสำหรับสถานการณ์สาหร่ายบูม เกิดขึ้นเนื่องจากสาหร่ายได้รับอาหารจากการทิ้งน้ำซักล้างของชุมชนโดยรอบ น้ำจากสารเคมี น้ำที่ใช้ทำเกษตรกรรม และน้ำเสียจากบ่อบำบัด ทำให้น้ำบริเวณนี้มีธาตุอาหารสูง ประกอบกับมีการปิดเขื่อนลำโดมใหญ่ ทำให้น้ำมีสภาพนิ่งและมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ จึงเกิดสาหร่ายบูมสีเขียว
ขึ้นเป็นแพเต็มลำน้ำ

ฝนหลวงฯ เร่งติดตามสถานการณ์สาหร่ายบูม ในเขื่อนลำโดมใหญ่

ทั้งนี้ จากผลการตรวจวิเคราะห์น้ำ ไม่พบว่ามีสารโลหะหนัก จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ที่สัมผัส แต่อาจจะรู้สึกคัน เพราะน้ำมีความเป็นกรดสูงจากการสังเคราะห์แสงของสาหร่าย ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหา จำเป็นต้องมีการปล่อยน้ำมาชะล้างถ่ายเทเพื่อใช้ปรับสภาพน้ำในลำน้ำให้ดีขึ้นต่อไป

ย้ำเกษตรกรไม่ตัดทุเรียนอ่อน จำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318318

ย้ำเกษตรกรไม่ตัดทุเรียนอ่อน จำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  29 มี.ค. 2561

ย้ำเกษตรกรไม่ตัดทุเรียนอ่อน จำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท

 ทุเรียนอ่อน

           นายสมชาย ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในฤดูกาลนี้เป็นช่วงออกผลผลิตของผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน ราชาผลไม้ ที่มีเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนเข้าร่วมกว่า 3,079 ราย จำนวน 23,092 ไร่ และการเข้าร่วมโครงการเพื่อส่งเสริมการผลิตทุเรียนคุณภาพดี ภายใต้ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จะเป็นส่วนสนับสนุนให้การบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนเป็นไปอย่างมีระบบ มีคุณภาพ ได้ราคาดี โดยคาดว่า ในช่วงเดือน เม.ย.- พ.ค. จะเป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตออกสู่ตลาด ด้วยแรงจูงใจจากราคาที่สูง ขายได้ราคาดีเพราะเป็นช่วงต้นฤดูกาล และทุเรียนอ่อนมีน้ำหนักผลมากกว่าทุเรียนแก่ จึงทำให้เกษตรกรและพ่อค้าตัดทุเรียนอ่อนออกมาขาย กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอประกาศเตือนให้เจ้าของสวนและพ่อค้าทุเรียนอย่าขายทุเรียนอ่อน เพราะการตัดทุเรียนอ่อนออกมาขายถือว่าผิดกฎหมายผู้บริโภค เข้าข่ายหลอกลวง มีโทษทั้งจำทั้งปรับ อีกทั้งส่งผลให้ราคาทุเรียนในรุ่นต่อไปตกต่ำ ถ้าพบชาวสวนหรือพ่อค้าทำผิดก็ให้ดำเนินคดีโดยเด็ดขาด

            นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลว่า ผลเสียหายที่เกิดจากการตัดทุเรียนอ่อนขายนั้น นอกจากจะเป็นปัญหาของตลาดภายในประเทศแล้ว ยังจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดส่งออก โดยในอนาคตอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ตลาดส่งออกทุเรียนไทยจะลดลง เนื่องจากประเทศคู่แข่งของไทย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม และกัมพูชา มีการผลิตทุเรียนคุณภาพมากขึ้น และอยู่ใกล้กับประเทศจีนที่เป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย ซึ่งถ้าหากเรายังตัดทุเรียนอ่อนส่งขาย ตลาดส่งออกจะลดลงแน่นอน  นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้ย้ำให้เกษตรกร ควบคุมคุณภาพโดยการดำเนินการโดยการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เนื่องจากเป็นแนวทางที่ทำให้เกษตรกร ควบคุมผลผลิตกันเอง มีมาตรฐานรับรอง มีตลาดรับซื้อ ทั้งตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ

กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ป้องกัน แก้ไขปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อน เป็นนโยบายหลัก โดยกำหนดออกเป็น 3 แนวทาง ดังนี้ 1. แนวทางเชิงรุก ด้วยการสร้างความเข้าใจและเพิ่มทักษะความรู้ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค การสร้างทีมเกษตรกรและหน่วยรับตรวจความสุกของทุเรียนก่อนการเก็บเกี่ยว 2. แนวทางเชิงรับ ด้วยการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อสกัดกั้นทุเรียนอ่อนระดับอำเภอและระดับจังหวัด 3. การนำบทลงโทษทางกฏหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งกฏหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณา หรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดคสามเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับผู้บริโภคมีข้อสังเกตง่ายๆ ก่อนซื้อทุเรียนในช่วงนี้ คือ

  1. สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น สากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่า ก้านผลทุเรียนมีสปริงมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน
  2. สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย ดังนั้น เมื่อมองจากด้านบนของผลจะเห็นหนามเป็นสีเข้ม หนามกางออก ร่องหนามห่าง เวลาบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง
  3. สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกสีน้ำตาลบนร่องพูอย่างชัดเจน ยกเว้น บางพันธุ์ที่พูปรากฏไม่เด่นชัดเช่น พันธุ์ก้านยาว
  4. การชิมปลิง ผลทุเรียนแก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออกจะพบน้ำใส ซึ่งไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อชิมดูจะมีรสหวาน
  5. การเคาะเปลือกหรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือกผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังหลวมๆ เสียงหนักหรือเบาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์และอายุของต้นทุเรียน

พร้อมกันนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ได้ให้เจ้าหน้าที่รายงานข้อมูลสถานการณ์การผลิตและการตลาดในฤดูกาลผลิตจากพื้นที่ทุกวัน เพื่อจะได้ทราบทิศทางและแนวโน้มของปริมาณผลผลิตและราคาจริงของเกษตรกรว่ามีปัญหา อุปสรรคเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร เพื่อหาแนวทางป้องกันและช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที  

สมคิด เร่งก.เกษตรฯ ลดต้นทุนผลิต เชื่อมโยงตลาด พัฒนาเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318221

สมคิด เร่งก.เกษตรฯ ลดต้นทุนผลิต เชื่อมโยงตลาด พัฒนาเกษตรกร

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

สมคิด เร่งก.เกษตรฯ ลดต้นทุนผลิต เชื่อมโยงตลาด พัฒนาเกษตรกร

            วันที่ 28 มี.ค.เวลา 09.00 น. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในโอกาสเดินทางมอบนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกร โดยหารือร่วมกับนายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายลักษณ์  วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การเดินทางมายังกระทรวงเกษตรฯครั้งนี้ เพื่อติดตาม และรับฟังความคืบหน้าการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระทรวงเศรษฐกิจในกำกับดูแล หลังจากรัฐมนตรีประจำกระทรวงทั้งสามท่านรับตำแหน่งเป็นระยะเวลาเกือบ 3 เดือนเศษแล้ว รวมถึงรับฟังประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ยกระดับรายได้ของเกษตรกร เพื่อเป็นการปฏิรูปภาคการเกษตรในระยะยาวได้อย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ โดยเฉพาะการเร่งรัดงบประมาณในการโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็ว นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำเป็นพิเศษในเรื่องการเชื่อมโยงสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธกส.ในการสนับสนุนสินเชื่อให้กับเกษตรกร การสร้างความเข็มแข็งระบบสหกรณ์ การลดปริมาณผลผลิตยางพาราให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด การลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยที่เป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ ให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาเสนอแผนงานโครงการเรื่องปุ๋ยสั่งตัด และการหารือภาคเอกชนผู้ผลิตปุ๋ยเพื่อปรับลดราคาลง
ด้านนายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจเยี่ยมกระทรวงเกษตรฯ ของรองนายกฯ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานกระทรวงเกษตรฯ รอบ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้รายงานสถานการณ์ผลิตสินค้าเกษตรสำคัญๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาสามารถดูแลแก้ไขได้ ยกเว้นยางพาราที่ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตาม รองนายกฯ ได้เน้นย้ำว่าถ้ามีผู้ว่าการยางฯ คนใหม่แล้วให้เร่งรีบดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลดปริมาณยางโดยหยุดกรีดยางในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งรองนายกฯ ก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่ต้องมีการหารือในการรายละเอียดและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงหยุดกรีดให้ชัดเจน รวมถึงการพัฒนาหน่วยธุรกิจยางของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)  ให้เห็นชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างสามารถซื้อขายยางในเชิงธุรกิจได้จริง
อีกประเด็นที่รองนายกฯ เน้นย้ำ คือ การช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรงทั้งในส่วนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่กระทรวงเกษตรฯ มีกิจกรรมในการอบรมเกษตรกรเพื่อพัฒนาอาชีพแล้ว ก็ให้หารือร่วมกับธกส.ในการสนับสนุนสินเชื่อให้เกษตรกรที่ผ่านาการอบรมแล้ว และมีบุคคลค้ำประกันสามารถกู้เงินได้ โดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนในการประกอบอาชีพให้เกิดความยั่งยืน อีกส่วนหนึ่ง คือ การลดปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ย ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกร รองนายกฯ ได้สั่งการสองแนวทาง คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยสั่งตัดมากขึ้น โดยผ่านระบบสหกรณ์ ซึ่งคาดว่าจะมีกรอบแนวทางที่ชัดเจนหลังเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงในสัปดาห์หน้าจะเชิญผู้ค้าปุ๋ยรายใหญ่หารือขอความร่วมมือลดราคาปุ๋ยด้วย

ปลูกป่าแม่กวงฯ สร้างความชื้นสัมพัทธ์เพื่อการปฏิบัติการฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/318220

ปลูกป่าแม่กวงฯ สร้างความชื้นสัมพัทธ์เพื่อการปฏิบัติการฝนหลวง

ฝนหลวง

ปลูกป่าแม่กวงฯ สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง

วันที่ 28 มีนาคม 2561 เวลา 14.00 น. นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ปลูกป่า ณ พื้นที่ป่าบริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกล่าวว่า กิจกรรมการปลูกป่าจัดขึ้นเพื่อสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างความชุ่มชื้นเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าไม้ให้สามารถกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เป็นการเพิ่มผืนป่าและสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าต้นน้ำ และเป็นต้นทุนความชื้นสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงให้กับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นการสร้างความเข้าใจในการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะรักษาระบบนิเวศป่าไม้ สิ่งแวดล้อมและเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน และสนับสนุนแผนการดำเนินการโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืช   เพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทยสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล  อดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ในพื้นที่ทั่วประเทศหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวันของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรอีกด้วย                                                                          ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้นทั้ง 5 ภูมิภาค โดยในพื้นที่ภาคเหนือ กำหนดจัดกิจกรรม  ปลูกป่าบริเวณพื้นที่ป่าลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แหล่งน้ำที่สำคัญอีกที่หนึ่งของภาคเหนือ และเป็นบริเวณที่สามารถช่วยสร้างความชื้นสัมพัทธ์ที่จะเอื้อต่อการปฏิบัติการฝนหลวงให้กับพื้นที่การเกษตรทางภาคเหนือด้วย สำหรับไม้ยืนต้นและไม้ผลที่ใช้ปลูกในครั้งนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 400 ต้น ประกอบด้วย ไม้ยืนต้น จำนวน 300 ต้น ได้แก่ ยางนา  150 ต้น ตะเคียน  30 ต้น ประดู่ 30 ต้น ก่อใบเลื่อม 30 ต้น มะค่าแต้ 30 ต้น และมะขามป้อม 30 ต้น และไม้ผล จำนวน 100 ต้น ได้แก่ ชมพู่ 30 ต้น มะยม 20 ต้น ขนุน 20 ต้น และฝรั่ง 30 ต้น ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าที่สามารถช่วยเป็นป่าไม้สำคัญของพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา และเกิดระบบนิเวศที่ดีต่อไป ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว ได้รับความร่วมมือและ การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ประชาชนทั่วไปในพื้นที่ รวมทั้งอาสาสมัครฝนหลวง ของภาคเหนืออีกด้วย

“วิวัฒน์” นำคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาพัฒนาสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/317775

“วิวัฒน์”  นำคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาพัฒนาสหกรณ์

วิวัมน์

“วิวัฒน์”  นำคนรุ่นใหม่ไทยนิยมยั่งยืนขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาพัฒนาสหกรณ์

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการคนรุ่นใหม่ไทยนิยมยั่งยืนขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาพัฒนาสหกรณ์อำเภอแม่แจ่ม หลักสูตรที่ 2 ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เขตดุสิต ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัด “โครงการคนรุ่นใหม่ไทยนิยมยั่งยืนขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาพัฒนาสหกรณ์ อำเภอแม่แจ่ม หลักสูตรที่ 2” ในระหว่างวันที่ 23 – 25 มีนาคม 2561 ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 9 จ.เชียงใหม่ และบ้านสองธาร ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาการเกษตรในอำเภอแม่แจ่มทั้งระบบ ด้วยการประยุกต์แนวทางทฤษฎีใหม่ เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน
สำหรับการดำเนินโครงการครั้งนี้ ถือเป็นการปลุกจิตสำนึกให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อการเกษตรของสมาชิกเกษตรกรและให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถประยุกต์ใช้แนวทางทฤษฎีใหม่ เพื่อจัดการทรัพยากรระดับนาและทำเกษตรกรรมโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกำหนดแนวทางพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่อื่น ๆ ได้ ขณะเดียวกันยังช่วยพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นต้นแบบของการนำศาสตร์พระราชามาใชในสหกรณ์เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรต่อไป
“ปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ป่าจากการเพิ่มขึ้นของประชากร ปัญหาหมอกควัน ไฟไหม้ป่า การชะทลายหน้าดิน ส่งผลให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรฯ ได้ตระหนักถึงปัญหาสำคัญดังกล่าว จึงได้ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน บูรณาการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาโดยการใช้แนวทางทฤษฎีใหม่ประยุกต์ วิเคราะห์ออกแบบโมเดลที่เหมาะสมกับพื้นที่ของเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ในอำเภอแม่แจ่ม เป็นโมเดลนำร่องในการจัดการดินและน้ำ สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินโครงการนี้ จะช่วยให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ ต้นน้ำ ธรรมชาติของชุมชน และร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่ยืนยาว อีกทั้งยังทำให้เกิดการเรียนรู้และทำงานร่วมกันแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานเอกชน และชุมชนท้องถิ่น และที่สำคัญยังทำให้เกิดการขยายผลนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้ในแผนงาน โครงการทั้งในภาครัฐ และชุมชนอีกด้วย” นายวิวัฒน์ กล่าว
ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงการจัดกิจกรรมในโครงการว่า ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษเรื่อง “ศาสตร์พระราชา” กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหาการเกษตรในพื้นที่ “การขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาโดยสหกรณ์และกลุ่มสหกรณ์” (บนรถไฟ เดินทางจากสถานีรถไฟหัวลำโพง – สถานีรถไฟจังหวัดเชียงใหม่) กิจกรรมเอามื้อสามัคคี “จัดการพื้นที่เกษตรกรรม” การสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ไทยนิยมยั่งยืน การนำเสนอการวางแผน ขับเคลื่อนและขยายผลศาสตร์พระราชาและสรุปผลโครงการ ทั้งนี้ ลักษณะการดำเนินกิจกรรมในโครงการจะมีทั้งการประชุมเชิงปฏิบัติการ และฝึกปฏิบัติในพื้นที่จริงให้เห็นผลเชิงประจักษ์ โดยสำรวจและคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งผู้แทนเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร ที่มีความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติให้ผู้ที่ต้องการเรียนรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ พร้อมลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ของตนเอง และสามารถถ่ายทอดความรู้ไปสู่สมาชิกสหกรณ์อื่นๆได้ โดยคัดเลือกผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในอำเภอแม่แจ่ม แบ่งตามตำบล ๆ ละ 8-9 คน รวม 60 คน และประชาชนในพื้นที่ 80 คน
ทั้งนี้ ได้มีการคัดเลือกพื้นที่นำร่องเพื่อเป็นจุดสาธิตการใช้แนวทางทฤษฎีใหม่ ก่อนวิเคราะห์ปัญหาการทำเกษตรกรรมในพื้นที่และระดมสมองเพื่อนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มผู้แทนสหกรณ์ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การฝึกปฏิบัติการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมตามแนวทางทฤษฎีใหม่ จากนั้นจึงถ่ายทอดความรู้ ทั้งภาคทฤษฎี และฝึกปฏิบัติรวมไปถึงการสร้างและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบประยุกต์ใช้ทฤษฎีใหม่ในระบบสหกรณ์ของพื้นที่ลุ่มน้ำปิง เช่นเดียวกับการถอดบทเรียน และทำแผนงานโครงการ เพื่อพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ จากนั้นจึงติดตามและประเมินผลต่อไป

“กฤษฎา”เตรียมเรียกประชุมเอ้กบอร์ดถกคุมนำเข้าพ่อแม่พันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/317772

“กฤษฎา”เตรียมเรียกประชุมเอ้กบอร์ดถกคุมนำเข้าพ่อแม่พันธุ์

เอ้กบอร์ด

“กฤษฎา”เตรียมเรียกประชุมเอ้กบอร์ดถกคุมนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ตามแผน 5.5 แสนตัว

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำในปัจจุบันที่พบว่าราคาไข่คละหน้าฟาร์มเฉลี่ยที่ 2.50 – 2.60 บาท/ฟอง ขณะที่ราคาต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 2.90 บาท/ฟอง เนื่องจากผลกระทบจากการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ (PS) ที่มากกว่า 5.5 แสนตัว/ปี ดังนั้น แนวทางที่กระทรวงเกษตรฯ รับพิจารณาและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือ

1. กำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์หรือ Egg Board ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดมาตรการจำกัดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไม่ให้เกิน 5.5 แสนตัว/ปี แต่พบว่าปัจจุบันมีปริมาณพ่อแม่พันธุ์แล้ว 6.2 แสนตัว ส่งผลให้มีปริมาณไข่ไก่เกินความต้องการอยู่ประมาณ 2,000 ล้านฟอง/ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาไข่ไก่

2. มอบหมายกรมปศุสัตว์พิจารณากำหนดมาตรการตรวจนับปู่ย่าพันธุ์ (GS) ให้ชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อปริมาณพ่อแม่พันธุ์ที่จะผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาด โดยเฉพาะบริษัทผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ 3.กระทรวงเกษตรฯ จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์พิจารณาแนวทางการออกประกาศกระทรวง เรื่องการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ตามกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแล ซึ่งจะมีผลให้ผู้นำเข้าต้องแจ้งข้อมูลการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ที่ชัดเจน และ

4. กระทรวงเกษตรฯ จะประสานเชิญ 4 บริษัทผู้ผลิตไข่ไก่รายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพี, บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) , บริษัทแสงทอง และ บริษัท แหลมทองสหการ จำกัด  หารือร่วมกันเพื่อขอความร่วมมือในการลดจำนวนพ่อแม่พันธุ์ให้เหลือคงที่ 5.5 แสนตัว ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์ราคาไข่ไก่ดีขึ้น

“ลักษณ์”สั่งเร่งเคลียร์ปมวัคซีนพิษสุนัขบ้าปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/317761

“ลักษณ์”สั่งเร่งเคลียร์ปมวัคซีนพิษสุนัขบ้าปลอม

วัคซีนพิษสุนัขบ้า

“ลักษณ์”สั่งเร่งเคลียร์ปมวัคซีนพิษสุนัขบ้าปลอม เตรียมประชุมคกก.สอบข้อเท็จจริงนัดแรก 27 มี.ค.นี้

 

นายสรวิศ  ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 269/2561 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2561 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนการดำเนินการตามมาตรการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า

ทั้งนี้ นายลักษณ์    วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ได้เร่งรัดติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยได้สั่งการให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งมีนายสุรพงษ์ เจียสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรียกประชุมคณะกรรมการฯ นัดแรกวันอังคารที่ 27 มีนาคมนี้ ประกอบด้วย ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้อำนวยการกองคลัง ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เชี่ยวชาญด้านระเบียบพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้าง และผู้แทนจากสัตวแพทยสภา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เชิญร่วมเป็นกรรมการเพื่อให้เกิดความโปร่งใส รวมถึงการร่วมพิจารณาขั้นตอนวิธีการมาตรฐานการควบคุม ป้องกันโรค ตามหลักวิชาการสัตวแพทย์

สำหรับสาระสำคัญที่จะนำมาหารือในการประชุมนัดแรกเพื่อกำหนดกรอบแผนการทำงาน เช่น เอกสารข้อมูลสำคัญที่จะนำมาประกอบการพิจารณา ผู้ที่จะมาให้ข้อมูล กรอบระยะเวลาในการพิจารณา และแนวทางสอบสวนข้อเท็จจริงใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.กระบวนการขั้นตอนของมาตรการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 2. กระบวนการขั้นตอนของการจัดหาวัคซีนของกรมปศุสัตว์ และรวมถึงประเด็นที่มีการกล่าวหา 4 ประเด็น ได้แก่ 1. กรณีครอบครัวข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ค้าขายวัคซีนให้กรมปศุสัตว์เป็นเวลาหลายสิบปี 2. กรณีที่มีการนำวัคซีนที่ไม่ผ่านการตรวขจสอบของหน่วยงานเกี่ยวข้องไปฉีดให้สัตว์ 3. ตรวจสอบประสิทธิภาพกระบวนการทำงานในภาพรวมและหน่วยงานซึ่งเกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และ 4. ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายนี้

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และรัฐมนตรีช่วยฯ ได้มอบนโยบายและแนวทางการทำงานให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยให้มีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่และบุคคลผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบข้อมูลเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 30 วัน นับจากวันที่ประธานคณะกรรมการฯ รับทราบคำสั่ง ฯ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสังคม” นายสรวิศ กล่าว

ชูหลัก 3 สะอาด ฝ่าวิกฤติโรคขี้ขาวในกุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/317638

ชูหลัก 3 สะอาด ฝ่าวิกฤติโรคขี้ขาวในกุ้ง

ชูหลัก 3 สะอาด ฝ่าวิกฤติโรคขี้ขาวในกุ้ง

             นายปรีชา สุขเกษม เจ้าของฟาร์มศรีสงขลาฟาร์ม กล่าวว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา ฟาร์มเลี้ยงกุ้งของตนไม่เจอโรคขี้ขาวเลย  จากการจัดการสุขาภิบาลฟาร์มกุ้งด้วยระบบ 3 สะอาด ตามที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ถ่ายทอดแก่เกษตรกรเพื่อต่อสู้กับโรคตายด่วน โดยเน้นดูแลให้ฟาร์มและบ่อเลี้ยงมีความสะอาดอยู่เสมอ  ขจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคระหว่างการเลี้ยงกุ้งให้มากที่สุด ซึ่งช่วยให้ผู้เลี้ยงกุ้งรับมือกับโรคต่างๆ ได้ รวมทั้งโรคขี้ขาวในกุ้ง

โรคขี้ขาว ซึ่งเกิดจากเชื้อไมโครสปอร์ริเดีย ที่พบอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป เช่น น้ำ ตะกอนดินที่หมักหมมก้นบ่อ ซึ่งแม้ลูกพันธุ์กุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยงจะมีคุณภาพดีแต่หากปล่อยในบ่อเลี้ยงที่ไม่สะอาดและมีการจัดการการเลี้ยงที่ไม่ดี มีสารอินทรีย์ที่ตกค้างในบ่อ เช่น ซากกุ้ง ซากแพลงตอน เศษอาหารที่เหลือจากกุ้งกินไม่หมด ของเสียที่เป็นสารอนินทรีย์ คือ ก๊าซพิษ แอมโมเนีย สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้กุ้งเป็นโรคขี้ขาวได้

ศรีสงขลาฟาร์ม เป็นหนึ่งในฟาร์มเลี้ยงกุ้งไทยที่ได้รับผลกระทบจากโรคตายด่วนรุนแรงจนแทบเลิกการเลี้ยงกุ้ง หลังจาเกนำแนวทางของ 3 สะอาดมาใช้ ปรากฎว่า ศรีสงขลาฟาร์มประสบความสำเร็จสามารถจัดการโรคตายด่วนได้ รวมถึงผลผลิตต่อไร่ยังเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง

นายปรีชากล่าวว่า หลัก 3 สะอาดจะเน้นความสะอาดของ 3 ปัจจัยหลักของการเลี้ยงกุ้ง ได้แก่ 1) น้ำสะอาด การบริหารจัดการน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งสะอาดอยู่เสมอ 2) ลูกกุ้งสะอาด เน้นเลือกใช้ลูกกุ้งที่มาจากแหล่งเพาะที่มีมาตรฐานการป้องกันโรค สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้  3) พื้นบ่อสะอาด การจัดการพื้นบ่อเลี้ยงกุ้งต้องสะอาด ไม่เป็นแหล่งสะสมของเสียที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้

“ระบบ 3 สะอาดช่วยให้การเลี้ยงกุ้งมีความยั่งยืน ด้วยบริหารจัดการการเลี้ยงกุ้งดีขึ้น ในปีที่ผ่านมา ฟาร์มศรีสงขลายังไม่เจอกับโรคขี้ขาวเลย ได้ผลผลิตที่แน่นอน และเป็นการเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” นายปรีชากล่าว

นายปรีชายังแนะเคล็ดลับเกษตรกรที่ต้องการจัดการกับโรคขี้ขาวว่า หัวใจของการป้องกันโรคขี้ขาวของฟาร์มศรีสงขลา คือ การกำจัดของเสียออกที่เป็นสาเหตุหลักของโรคขี้ขาวออกให้มากที่สุด  ที่ผ่านมา ฟาร์มเน้นการบริหารจัดการน้ำในฟาร์มให้สะอาด และเตรียมปริมาณน้ำใช้ให้มีอย่างเพียงพอตลอดการเลี้ยง  ทั้งฟาร์มปรับลดพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งเหลือเพียงร้อยละ 30 ของพื้นที่ฟาร์มทั้งหมด และพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้เป็นบ่อสำหรับเก็บน้ำ แบ่งเป็นบ่อปรับคุณภาพน้ำ และบ่อพักน้ำสะอาด   ประการที่สอง  การกำจัดของเสียในบ่อ โดยการปรับพื้นบ่อให้เป็นหลุมตรงกลาง และใช้กระแสน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อให้ของเสียไหลมารวมที่หลุมกลางบ่อให้มากที่สุด  และดูดของเสียออกจากบ่อไปเก็บในบ่อบำบัดให้มากที่สุดและเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้มีของเสียตกค้างในบ่อ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวช่วยป้องกันกุ้งเป็นโรค และผลผลิตเป็นได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

“หลัก 3 สะอาด” เป็นแนวทางเลี้ยงที่เน้นในเรื่องของความสะอาดในการทุกขั้นตอน ซึ่งนับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เป็นทางเลือกของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่ไม่เพียงแต่จะเอาชนะโรคขี้ขาวได้แล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ อาทิ สภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่ผันผวน ที่ส่งผลกระทบต่อความแน่นอนของผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร