ลงนาม MOU ร่วมกับ ธ.ก.ส. ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/317369

 ลงนาม MOU ร่วมกับ ธ.ก.ส. ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ธกส

 ลงนาม MOU ร่วมกับ ธ.ก.ส. ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

 

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสนับสนุนการยกระดับการบริหารจัดการองค์กรและความร่วมมือในเชิงยุทธศาสตร์ ณ ธ.ก.ส. อาคารนางเลิ้ง ถ.นครสวรรค์ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ลงนาม MOU ร่วมกับ ธ.ก.ส. เพื่อยกระดับการบริหารจัดการองค์กรตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) หรือโครงการพี่เลี้ยง ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจดูแลซึ่งกันและกันในการยกระดับองค์กรไปสู่มาตรฐาน ที่จะส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

การดำเนินการของโครงการดังกล่าว ธ.ก.ส. จะนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อสนับสนุนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับ อ.ส.ค. และ อ.ต.ก. ในการยกระดับการบริหารจัดการองค์กรอย่างยั่งยืนใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน การบริหารจัดการสารสนเทศ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลตามแนวทางของ สคร. รวมทั้งการสนับสนุนความร่วมมือในเชิงยุทธศาสตร์ผ่านโครงการส่งเสริมด้านอุตสาหกรรมโคนม การตลาดผลิตผลและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต รวมถึงการพัฒนาตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เพื่อเชื่อมโยงการตลาดและกระบวนการผลิตแบบครบวงจร

“รัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเดินหน้าอย่างมั่นคงและยังยื่น ซึ่งรัฐวิสาหกิจก็ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลบรรลุผลตามเป้าหมาย โดยบทบาทของรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเที่ยงตรง เป็นมืออาชีพ และมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานธรรมาภิบาล ต้องมีความชัดเจนโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะส่งผลต่อความยั่งยืนของรัฐวิสาหกิจเอง ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานภายนอก เพื่อให้มีความพร้อมในการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ และพร้อมรับสถานณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต” นายลักษณ์ กล่าว

ทุ่มพันล้าน สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/317374

ทุ่มพันล้าน สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ

สหกรณ์

ทุ่มพันล้าน สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานสหกรณ์และการประกอบอาชีพของสมาชิกสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการความช่วยเหลือด้านการประกอบอาชีพและสนับสนุนช่องทางในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะในเรื่องเงินทุนและปัจจัยการผลิตต่าง ๆ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงมีนโยบายส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ ในช่วง 6 เดือนนับจากนี้ และใช้สหกรณ์เป็นกลไกในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่และสร้างอาชีพให้กับสมาชิก  โดยจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.)วงเงิน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ให้สหกรณ์ที่มีความต้องการจะส่งเสริมการประกอบอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ในระยะสั้นให้กับสมาชิกได้กู้ยืมไปดำเนินการ ระยะเวลาตั้งแต่เดือนเมษายน – กันยายน 2561
ทั้งนี้  กรมฯได้สั่งการให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดสำรวจว่ามีสหกรณ์ในพื้นที่ใดบ้างที่มีสมาชิกต้องการใช้เงินลงทุนประกอบอาชีพระยะสั้น  เพื่อเป็นการสนับสนุนให้สหกรณ์กลับไปดูแลสมาชิกของตนเอง ด้วยการส่งเสริมให้มีการสร้างอาชีพในกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ เบื้องต้นกรมฯได้จัดสรรให้สหกรณ์ละไม่เกิน 3 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีเงินกพส.อีกส่วนหนึ่ง ที่ได้เตรียมไว้ให้สหกรณ์กู้ยืมไปใช้ในการยกระดับคุณภาพผลผลิตการเกษตรของสมาชิก                ซึ่งอาจจะต้องจัดให้สมาชิกสหกรณ์ไปอบรมศึกษาดูงานกระบวนการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพกับหน่วยงานต่าง ๆ หรือภาคเอกชน รวมทั้งให้สหกรณ์จัดทำขั้นตอนในการพัฒนาคุณภาพสินค้า เริ่มตั้งแต่การรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก             การคัดแยกเกรด การแปรรูป ตลอดจนไปถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์หีบห่อต่าง ๆ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าสหกรณ์ให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยทุกขั้นตอนการผลิตอย่างแท้จริง
“กรมฯอยากให้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านจริงๆ โดยผ่านลงไปทางสหกรณ์กู้ยืมไปเพื่อพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิก  ซึ่งคาดหวังว่าสมาชิกสหกรณ์ไม่น้อยกว่า 30,000 ครอบครัว จะมีเงินทุนสำหรับนำไปประกอบอาชีพ และมีรายได้เพิ่ม ขณะเดียวกัน สหกรณ์ไม่น้อยกว่า 100 แห่ง สามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรของตนเองให้ได้มาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับ  จึงขอแจ้งไปยังสหกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องการดูแลและส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก  หรือต้องการใช้เงินเพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิตและการพัฒนาคุณภาพสินค้าของสหกรณ์                   ให้ได้มาตรฐาน  สามารถแจ้งความประสงค์ในการขอกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด  ภายในเดือนมีนาคมนี้  เพื่อกรมฯจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์            และคาดว่าจะสามารถจัดสรรให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการได้ในเดือนเมษายน  ซึ่งกรมฯจะเร่งดำเนินงาน                           ในเรื่องดังกล่าว เพื่อสนับสนุนให้สหกรณ์เป็นกลไกหลักในการดูแลอาชีพ ส่งเสริมรายได้และยกระดับคุณภาพสมาชิกสหกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

“กฤษฎา” รับพิจารณาข้อเสนอประมงพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/317364

“กฤษฎา” รับพิจารณาข้อเสนอประมงพาณิชย์

ประมงพาณิชย์

“กฤษฎา” รับพิจารณาข้อเสนอประมงพาณิชย์ เตรียมตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหา

 

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือร่วมกับตัวแทนของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นำโดย นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานคณะกรรมการบริหารสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ถึงประเด็นการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับเครือข่ายสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2561 ซึ่งประกอบด้วย การขอให้กระทรวงเกษตรฯ เสนอเรื่องให้ ครม. ให้ความเห็นชอบการแก้ไข พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 อาทิ ยกเลิก ม.34 หรือ นิยาม “ประมงพื้นบ้าน” รวมทั้งขอให้ออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ ควบคุมแก้ปัญหาการประมงจับปลากระตัก ด้วยเครื่องมือครอบ ช้อน ยก เรือปั่นไฟ และการประมงอวนลาก ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำและชาวประมงพื้นบ้าน

อีกทั้ง ขอให้แก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช. 24/2558 เพื่อเปิดให้รับจดทะเบียนเป็นเรือประมงพื้นบ้านและเรือท่องเที่ยว ตลอดจนขอให้บังคับใช้กฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกพื้นที่ ทั้งนี้ ทางสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยได้เรียกร้องให้ยกเลิก 3 ใน 5 ข้อ ที่ทางสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยได้เสนอเพราะจะกระทบกับชาวประมงทั้งประเทศ

นอกจากนี้ ทางสมาคมฯ ยังได้เสนอเพิ่มเติม ประกอบด้วย  1. ให้แก้ไข/ยกเลิกกฎหมาย พ.ร.ก.ประมง พ.ศ. 2558  ในหลายมาตรตรา อาทิ ม.39 ม.57 ม.114 ม.166 เป็นต้น โดยขอให้นำเสนอ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบที่จะแก้ไขภายใน 1 เดือน  เนื่องจากแต่ละมาตรตรากระทบกับผู้ที่มีอาชีพประมง ทำให้ไม่สามารถทำอาชีพได้อย่างอิสระ และขัดกับข้อกฎหมาย บางเรื่องคำสั่ง คสช. ให้ยกเลิก เพราะไปละเมิดสิทธิผู้ทำอาชีพประมง และเรื่องใดที่เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กับอธิบดีกรมประมงก็ขอให้เร่งรัดดำเนินการ

“เนื่องจากเรื่องที่เสนอมาดังกล่าวนั้น เป็นการแก้ไขกฎหมาย และคำสั่ง คสช. จึงจะต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติต่าง ๆ ดังนั้น จึงได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย 1. ตัวแทนรัฐ 2. ตัวแทนชาวประมง และ 3. นักวิชาการทั้งไทยและต่างประทศ มาร่วมกันพิจารณา  พร้อมกันนี้ผมได้ให้แนวทางไว้ว่า เพื่อความรวดเร็ว อะไรที่เห็นชอบร่วมกันแล้วไม่มีปัญหา ก็ให้รีบเสนอไปก่อน ส่วนเรื่องการแก้ข้อกฎหมายจำนวนหลายมาตรานั้น ทั้ง 3 ฝ่ายต้องหาข้อเท็จจริงมานำเสนอว่าแต่ละมาตรตราเป็นอย่างไร และรุนแรงเกินหรือไม่”  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่า

ประมงพาณิชย์นัดชุมนุมร้อง“กฤษฎา”ยกเลิกข้อตกลงประมงพื้นบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/317290

ประมงพาณิชย์นัดชุมนุมร้อง“กฤษฎา”ยกเลิกข้อตกลงประมงพื้นบ้าน

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
xit,rnhohko

ร้อง“กฤษฎา”ยกเลิกข้อตกลงประมงพื้นบ้าน  หวั่นสร้างความขัดแย้งในหมู่ชาวประมงไทย

             จากกรณีชาวประมงพื้นบ้านได้มาชุมนุมที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา และมีการหารือร่วมกับ “กฤษฎา บุญราช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทำบันทึกข้อตกลงรับข้อเสนอประมงพื้นบ้านไว้พิจารณา และตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มประมงพื้นบ้านและนักวิชาการประมงที่เป็นกลาง เพื่อพิจารณาข้อเสนอของกลุ่มประมงพื้นบ้านต่างๆ เช่นการแก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า ประมงพื้นบ้าน ไว้ในกฎหมายประมง หรือกรณีการแก้ไขประกาศหรือกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการทำประมงที่มีผลกระทบต่อสัตว์น้ำและทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะพิจารณาตามกรอบกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับทุกกลุ่มอาชีพ
หากกลุ่มประมงอื่นๆ มีข้อเสนอสามารถส่งรายชื่อตัวแทนหรือข้อเสนอความเห็น มายัง “นิวัติ สุธีมีชัยกุล” กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ “อดิศร พร้อมเทพ” อธิบดีกรมประมง หรือส่งจดหมายมาที่สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสกรณ์ โดยเฉพาะกลุ่มสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ ในวันพุธที่ 21 มีนาคมนี้ด้วย สามารถส่งตัวแทนมาพูดคุยได้เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างรอบด้าน
ล่าสุดวานนี้(20 มี.ค.) “มงคล สุขเจริญคณา” ประธานสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ได้นัดชาวประมงทั่วประเทศชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ บ่ายวันที่ 21 มีนาคม เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ หลังลงนามบันทึกข้อตกลงกับประมงพื้นบ้าน ซึ่งส่งผลต่อการประกอบอาชีพของประมงพาณิชย์ และสร้างความขัดแย้งในหมู่ชาวประมงทั่วประเทศ เตือนอย่าเสียรู้กลุ่มบุคคลที่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง
มงคล เผยว่า ได้เรียกประชุมด่วนชาวประมงใน จ.สมุทรสงคราม ประกอบด้วยสมาคมประมงสมุทรสงคราม, สมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด และผู้ประกอบการแพปลา เพื่อหาแนวทางรับมือปัญหาที่จะกระทบต่อชาวประมง โดยเฉพาะอวนลาก ซึ่งเกิดจาก กฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กับสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย หรือ เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการควบคุมแก้ปัญหาการประมงจับปลากระตักด้วยเครื่องมือครอบช้อน ยก ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในเวลากลางคืน และการประมงอวนลาก โดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือการทำประมงที่มีประสิทธิภาพสูงที่อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำและชาวประมงพื้นบ้าน
“ที่ประชุมเห็นชอบที่จะร่วมชุมนุมที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 21 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 14.00 น.เป็นต้นไป พร้อมกับชาวประมงทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวส่งผลต่อการประกอบอาชีพ และสร้างความขัดแย้งในหมู่ชาวประมงทั่วประเทศ”
ประธานสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ระบุอีกว่า รมว.เกษตรและสหกรณ์คนใหม่นี้ ฟังความข้างเดียวไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน จึงไปลงนามความร่วมมือที่จะมาจัดการกับชาวประมงพาณิชย์ ซึ่งร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาไอยูยูจนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสมาเกือบ 3 ปี เมื่อเข้ามารับตำแหน่งใหม่แทนจะมาหาแนวทางเยียวยา แต่กลับมาซ้ำเติมชาวประมงพาณิชย์อีก จึงจำเป็นต้องเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกข้อตกลงที่ลงนามร่วมกับชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งเกี่ยวกับประมงพาณิชย์ทั้งหมด
นอกจากนี้ยังจะขอให้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น กรณี รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับปากว่าจะจดทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านที่ผิดกฎหมาย 3 หมื่นลำ ให้ถูกต้องนั้น ชาวประมงพาณิชย์ก็จะเรียกร้องให้จดทะเบียนเรือประมงพาณิชย์กว่า 100 ลำให้ด้วย รวมทั้งออกใบอนุญาตเรือประมงพาณิชย์ที่จอดอยู่กว่า 900 ลำ อีกทั้งเรื่องที่ประมงพื้นบ้านเรียกร้องขอให้แก้กฎหมายที่มีปัญหากับประมงพื้นบ้าน ชาวประมงพาณิชย์ก็จะเรียกร้องให้แก้กฎหมายที่มีปัญหากับประมงพาณิชย์ ภายใน 1 เดือนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากไม่เป็นที่น่าพอใจก็ต้องมีการยกระดับการชุมนุมต่อไป
เขายังย้ำด้วยว่า บันทึกข้อตกลงร่วมกันของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กับ ชาวประมงพื้นบ้านครั้งนี้ เกิดจากนายกฤษฎาไปรับฟังข้อมูลด้านเดียวจากกลุ่มบุคคลหนึ่ง ซึ่งตนทราบดีว่าเป็นใครและเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองหรือไม่ จึงเป็นห่วงรัฐบาลที่จะต้องได้รับผลกระทบจากการกระทำของนายกฤษฎาครั้งนี้ เนื่องจากหากนายกฤษฎาไม่สามารถทำตามข้อตกลงได้ ก็จะเป็นเงื่อนไขของกลุ่มบุคคลออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมการเมืองแบบยืดเยื้อ ชาวประมงพาณิชย์จึงจำเป็นต้องออกมาปกป้องรัฐบาลไม่ให้เสียรู้คนกลุ่มนี้ จึงขอให้นายกฤษฎาศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้นำอวนมาล้อมเป็นสถานที่ชุมนุมที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขเนื้อหา มาตรา 34 ใน พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้าเจรจาให้กลุ่มผู้ชุมนุมรื้ออวนที่ล้อมบริเวณที่ชุมนุมออก โดย บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย หนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเรื่องนี้ว่า
“ถ้าไม่รื้ออวนออกตำรวจอาจจะไปขอหมายศาล รัฐมนตรียินดีพูดคุยด้วยแต่ให้รื้ออวนออก และวงเจรจาขอไม่ให้สื่อมวลชนเข้า ทำไมกลัวสื่อในเมื่อจะพูดกันเรื่องปัญหาของส่วนรวม เรื่องหมายศาลอย่าเอามาขู่กัน สถานการณ์ ณ นาทีนี้ถ้าไม่ให้สื่อเข้าเราก็จะไม่เจรจา เพราะมีบทเรียนโดนหลอกมามากแล้ว”
ขณะที่ วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงพระราชกำหนดการประมงฉบับใหม่ ซึ่งออกโดยฝ่ายบริหาร หรือคณะรัฐมนตรีเพียงฝ่ายเดียว ให้ใช้แทนพระราชกำหนดการประมงฉบับเดิมที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อต้นปี 2558 ซึ่งได้กำหนดไว้ชัดเจนใน มาตรา 34 ว่า
“ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน ทำการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่ง” ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนหลักการเดิมไปโดยสิ้นเชิง เพราะแต่เดิมการกำหนดแนวเขตการประมงชายฝั่ง เจตนาเพื่อหวงห้ามการใช้เครื่องมือประมงที่มีศักยภาพสูง หรือมีสภาพการทำประมงที่มีลักษณะทำลายล้างทรัพยากรมากเกินไป มิให้เข้ามาทำการประมงในแนวเขตชายฝั่ง เช่น การประมงอวนลาก, อวนรุน, ปั่นไฟจับปลาตัวเล็กในเวลากลางคืน เป็นต้น บางพื้นที่กำหนดไว้ 3 กิโลเมตรจากแนวชายฝั่ง (แผ่นดิน) บางพื้นที่กำหนดที่ 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5,400 เมตร) โดยหลักสำคัญของการห้าม คือ ห้ามชาวประมงทุกฝ่าย ทุกพวก ไม่ว่าจะเป็นประมงขนาดเล็ก หรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ก็ห้ามใช้เครื่องมือเหล่านี้ทั้งสิ้น ดังนั้น ชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กนั้นสามารถทำประมงนอกชายฝั่งได้ เช่นเดียวกับชาวประมงแบบพาณิชย์
“ปัญหาเดิมๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำจนเป็นที่รับรู้โดยทั่วไป คือ การที่ชาวประมงพาณิชย์ หรือแม้กระทั่งชาวประมงขนาดเล็กบางรายที่ใช้เรืออวนลาก เรืออวนรุน หรือเครื่องมือที่ถูกกำหนดห้ามเข้าชายฝั่ง กลับลักลอบเข้ามาทำการประมงชนิดนั้นๆ ในเขตหวงห้ามชายฝั่งนั่นเอง จนทำให้เกิดภาวะความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมงอย่างหนัก เพราะเขตชายฝั่งที่ว่านั้นส่วนใหญ่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน จนเป็นเหตุให้มีการปะทะขัดแย้งกับกลุ่มอนุรักษ์อยู่เสมอๆ นั่นเอง” วิโชคศักดิ์ กล่าวและย้ำว่า
เมื่อพิจารณา พ.ร.ก.ประมงใหม่ มีข้อกำหนดห้ามชาวประมงพาณิชย์เข้ามาในเขตชายฝั่งทะเล ซึ่งกำหนดไว้ที่ 3 ไมล์ทะเลโดยเด็ดขาด ในขณะเดียวกัน ก็ได้กำหนดห้ามชาวประมงพื้นบ้านออกไปทำประมงจับปลานอก 3 ไมล์ทะเลด้วยตามมาตรา 34 ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่า ชาวประมงพื้นบ้านทำผิดอะไร จึงต้องห้ามเขาประกอบอาชีพในพื้นที่ที่เขาเคยทำประมงอยู่แต่เดิม แถมกำหนดคาดโทษอย่างหนักไว้ด้วยว่า หากชาวประมงพื้นบ้านรายใดละเมิดข้อห้ามบังอาจล้ำเขตประมงพาณิชย์จะต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นถึงห้าแสนบาท
“คำถามคือจะให้พวกเขาทำการประมงได้อย่างไรในพื้นที่จำกัดแออัดแบบนี้ ต้องไม่ลืมว่า ชาวประมงพื้นบ้านในที่นี้ พ.ร.ก.ประมงใหม่ให้ความหมายว่า เป็นผู้ที่ใช้เรือประมงระวางบรรทุกต่ำกว่า 10 ตันกรอสลงมา หรือผู้ที่ใช้เครื่องยนต์เรือต่ำกว่าที่รัฐมนตรีกำหนด จะพบว่าจำนวนชาวประมงพื้นบ้านมีจำนวนมากในอัตรามากกว่า 80% ของชาวประมงทั้งหมด” ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านย้ำทิ้งท้าย

กนป. ผลักดันการส่งออกปาล์มต่อเนื่องแก้ปัญหาสต็อกส่วนเกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/317145

กนป. ผลักดันการส่งออกปาล์มต่อเนื่องแก้ปัญหาสต็อกส่วนเกิน

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  1 วันที่ผ่านมา
ปาล์ม

กนป. ผลักดันการส่งออกปาล์มต่อเนื่องแก้ปัญหาสต็อกส่วนเกินในประเทศ

 

นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ถึงผลการประชุม กนป. ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561 ณ ห้องประชุมตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล โดยมี รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) เป็นประธาน

ที่ประชุมได้มีมติรับทราบสถานการณ์การผลิตและการตลาดปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม โดยในปี 2561 มีผลผลิตปาล์มน้ำมัน 15.18 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 14.24 ล้านตัน ในปี 2560 หรือร้อยละ 7 เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมารายได้จากการปลูกปาล์มสูงกว่าพืชทางเลือกอื่น ส่งผลให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่วนผลผลิตต่อไร่ เฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 2.67 ล้านตัน และเมื่อรวมกับสต็อกน้ำมันปาล์มดิบในปี 2560 จำนวน 0.48 ล้านตัน ส่งผลให้ปี 2561  มีน้ำมันปาล์มดิบรวมทั้งสิ้น 3.15 ล้านตัน  และจากการคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน พบว่า ความต้องการใช้ภายในประเทศอยู่ 2.34 ล้านตัน ส่งผลทำให้ ณ สิ้นปี 2561 จะมีสต็อกส่วนเกินความต้องการใช้ในประเทศ 0.82 ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าระดับสต็อกที่กำหนดไว้ 0.56 ล้านตัน (กำหนดระดับที่เหมาะสม 0.25 ล้านตัน) ดังนั้น เพื่อให้ปริมาณสต็อกอยู่ในระดับที่เหมาะสม และระบบราคามีเสถียรภาพ จำเป็นต้องผลักดันส่งออกอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณเดือนละ 46,600 ตัน  ขณะที่ราคาปาล์มน้ำมัน (ณ 12 มีนาคม 2561) พบว่า  ราคาผลปาล์มน้ำมัน อัตราน้ำมัน 18% เฉลี่ย กก.ละ 4.00 บาท และราคาน้ำมันปาล์มดิบ เฉลี่ย กก.ละ 21.25 บาท

สำหรับการแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ตามมติ กนป. เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 โดยให้ลดปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ ผลการดำเนินงาน พบว่า ณ เดือนธันวาคม 2560 สามารถส่งออกได้ 88,304 ตัน ส่วนเดือนมกราคม 2561 ส่งออกได้ 86,432 ตัน และจากการรายงานจากผู้ประกอบการส่งออก คาดว่าในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2561 จะมีการส่งออกได้ 66,000 ตัน และ 39,000 ตัน ตามลำดับ  ในขณะที่ใช้น้ำมันปาล์มดิบไปผลิตเป็นไบโอดีเซลเพื่อสต็อกนั้น จากการประสานงานกับผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 พบว่า สามารถจัดเก็บน้ำมันปาล์มดิบได้สูงสุด 60,256 ตัน ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 สามารถจัดเก็บได้รวมทั้งสิ้น 54,169 ตัน หรือประมาณร้อยละ 90 ของความสามารถที่จัดเก็บได้ ส่วนที่ยังไม่ครบนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการจัดเก็บต่อไป  การช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในลักษณะบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) และมอบหมายให้คณะกรรมการบูรณาการกองอำนวยการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กบข.กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบในการดำเนินการ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันหารือแนวทางในการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มดิบเพื่อให้ปริมาณการผลิตและการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศเกิดดุลยภาพและราคามีเสถียรภาพ รวมถึงการกำหนดโครงสร้างราคาที่เป็นธรรมทั้งระบบ พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการหาแนวทางความร่วมมือในการรณรงค์การใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศ และส่งเสริมการผลิตปาล์มคุณภาพตามมาตรฐานสากล (RSPO) ตลอดจนการรณรงค์ให้เกษตรกรตัดปาล์มสุกเพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน ยกระดับราคาปาล์มน้ำมันในประเทศให้สูงขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความก้าวหน้าการจัดทำร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดวัตถุดิบและคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม พ.ศ. …. ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน พ.ศ. …. ของ สศก. ซึ่งได้สรุปผลการแสดงความคิดเห็นทั้งหมดส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว พร้อมนี้ ที่ประชุมได้ทำการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติชุดใหม่ทดแทนชุดเดิมที่หมดวาระลง จำนวน 10 ท่าน โดยต้องมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้ประกอบการสวนปาล์มน้ำมัน (เกษตรกร) ไม่น้อยกว่า 3 ท่าน และคณะกรรมการโดยตำแหน่งจะส่งรายชื่อที่คัดเลือกมายัง สศก. รวบรวมภายใน 26 มีนาคม 2561 เพื่อสรุปรายชื่อ 10 อันดับ เสนอประธาน กนป. เสนอนายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งแต่งตั้งต่อไป

รมช.เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายแบบบูรณาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/316842

รมช.เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายแบบบูรณาการ

นายลักษณ์ วจนานวัช

รมช.เกษตรฯเร่งแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายแบบบูรณาการ

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายแบบบูรณาการ ณ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา จ.ชลบุรี ว่า ตามที่ประเทศไทยได้รับการประกาศเตือนจากสหภาพยุโรปถึงการจัดให้มีมาตรการในการป้องกันและยับยั้ง และขจัดการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IUU Fishing) รัฐบาลจึงได้ยกระดับการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายให้สามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยได้มีการออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามการทำการประมงผิดกฎหมาย นอกจากนั้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหลายฉบับเพื่อแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายเป็นการเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายในการดำเนินคดีการทำการประมงผิดกฎหมายยังคงประสบปัญหาในด้านความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งการนำกฎหมาย และคำสั่งต่าง ๆ ไปปรับใช้ในการดำเนินคดีกับการทำการประมงผิดกฎหมาย อีกทั้งยังพบปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน   คณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการบังคับใช้กฎหมาย จึงได้จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเด็นปัญหาและข้อขัดข้องต่าง ๆ และร่วมกันกำหนดหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการทำงานแบบบูรณาการ
ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย คำสั่ง ประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดี การทำการประมงผิดกฎหมาย และเพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมและนำเสนอ ในประเด็นปัญหาและข้อขัดข้องในการดำเนินคดีการทำการประมงผิดกฎหมาย และร่วมกันหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้การปฏิบัติงานตามขั้นตอนต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเพื่อให้ผู้เข้าประชุมได้ศึกษาดูงานการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ เพื่อทราบขั้นตอนการทำงานจริง รับฟังข้อขัดข้องต่าง ๆ ในทางปฏิบัติเพื่อนำมาหาแนวทางแก้ไข โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้แทนจากสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการจาก กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย
“การทำการประมงผิดกฎหมายถือเป็นปัญหาระดับชาติ และเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เนื่องจากการที่ประเทศไทยได้รับการประกาศเตือนจากสหภาพยุโรป เรื่องมาตรการในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing) ทำให้ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของไทยเกี่ยวกับการส่งออกอาหารทะเลไปยังประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยกลไกของการบังคับใช้กฎหมายอย่างครอบคลุมและเคร่งครัด เพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรทางทะเลที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างไรก็ตาม การสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะเป็นการพัฒนาให้ผู้บังคับใช้กฎหมายทุกหน่วยงานสามารถดำเนินคดีและพิจารณาคดีได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม นำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ” นายลักษณ์ กล่าว

ประมงแจงกระเบนมีพิษจริงแต่ไม่ร้ายแรงอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/316660

ประมงแจงกระเบนมีพิษจริงแต่ไม่ร้ายแรงอย่างที่คิด

ประมงแจงกระเบนมีพิษจริงแต่ไม่ร้ายแรงอย่างที่คิด

จากกระแสโซเชี่ยลที่มีการเผยแพร่ข่าวประชาชนได้รับพิษปลากระเบนจนทำให้เกิดเนื้อตาย
สร้างความตื่นตกใจให้กับผู้เลี้ยงมือใหม่ กรมประมงจึงออกโรงแจงเทคนิคการเลี้ยงและดูแลปลากระเบนทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ให้ถูกต้อง ปลอดภัย  และเป็นไปตามระเบียบไซเตส
นายชำนาญ พงษ์ศรี รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กระเบนน้ำจืดและน้ำเค็มจะมีพิษอยู่บริเวณปลายเงี่ยงหาง ภาษาคนเลี้ยงทั่วไปจะเรียก ”เมือกพิษ” แต่ไม่ได้ร้ายแรงมาก เบื้องต้นคนที่ได้รับพิษจะมีอาการปวด แต่ไม่ต้องตกใจเพราะอาการปวดจะคล้ายกับที่เราโดนสัตว์มีพิษอื่นๆ ถ้าเทียบกับปลาก็เหมือนเงี่ยงปลาดุก ปลากด สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจะต้องสลายพิษออกไป จากร่างกายก่อน โดยผู้เลี้ยงปลากระเบนส่วนใหญ่จะใช้วิธีประคบร้อนบริเวณปากแผล โดยประคบไปเรื่อยๆจนกว่าอาการจะทุเลา บางรายจะใช้วิธีจุ่มแผลลงน้ำร้อนเท่าที่จะทนไหวทำไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีการใช้วิธีรีดพิษออกตรงจากแผลพิษปลากระเบนจะมีลักษณะเป็นเมือกสีคล้ำๆ ออกจากตัว หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จเรียบร้อยแล้วให้รักษาแผลแบบทั่วไปอาจจะใช้ยารักษาแผลสด และรักษาแผลให้แห้งอยู่เสมอ จะช่วยทำให้อาการจะดีขึ้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละคน บางคนแพ้มากก็จะปวดหลายวันบางคนแพ้น้อยจะปวดประมาณ 1-2 วันก็ทุเลาลง ในบางรายที่แผลมีขนาดใหญ่ อาจจะเกิดเนื้อตายบริเวณแผลต้องปรึกษาแพทย์ ซึ่งเมื่อรักษาหายแล้วเนื้อจะขึ้นมาใหม่ทดแทนเนื้อที่ตายไป
ด้านกฎหมายคุ้มครองปลากระเบน หลังจากที่คณะอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora : CITES) ได้ขึ้นทะเบียนปลากระเบนน้ำจืดอยู่บัญชีไซเตสหมายเลข 3 (Appendix III) กล่าวคือ เป็นปลาชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วขอความร่วมมือประเทศภาคีสมาชิกให้ช่วยดูแลการนำเข้า คือจะต้องมีหนังสือรับรองการส่งออก จากประเทศถิ่นกำเนิดปลากระเบน ดังนั้นการนำเข้า-ส่งออก หรือนำผ่าน จะต้องมีใบ Cites permit หรือ สป. 5
นางอรุณี รอดลอย หัวหน้ากลุ่มวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่ปลากระเบนน้ำจืดสกุล Potamotrygon spp. ได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชีไซเตสหมายเลข 3 (Appendix III) ทางกรมประมงได้มีการประชาสัมพันธ์แจ้งให้เกษตรกร ที่ต้องการส่งออกไปต่างประเทศมาแจ้งการครอบครองกับทางกรมประมง (ภายใน 15 มีนาคม 2560)  ซึ่งหลังจากที่แจ้งครอบครองเรียบร้อยแล้ว หากผู้ประกอบการ บางรายต้องการที่จะเพาะขยายพันธุ์ปลากระเบน จะต้องมาขอขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่อยู่ในอนุสัญญาไซเตส ซึ่งทางกรมฯ จะให้ทางฟาร์มจดบันทึกจำนวนปลาในฟาร์มที่เพาะพันธุ์ได้และแจ้งให้ทางกรมฯ ทราบเพื่อเก็บเป็นฐานข้อมูลประกอบการออกใบอนุญาต Cites permit หรือ สป. 5 ดังนั้นหากเกษตรกรขึ้น ทะเบียนถูกต้องก็จะสามารถส่งออกปลากลุ่มนี้ได้ โดยมาขออนุญาตส่งออกจากทางกรมประมง ทางเกษตรกรจะได้รับใบ Cites permit หรือ สป. 5 ก็จะสามารถส่งออกสัตว์น้ำที่อยู่ในอนุสัญญาไซตสได้ เช่นเดียวกันกับการนำเข้าสัตว์น้ำหรือปลาที่ขึ้นทะเบียน บัญชีไซเตสหมายเลข 3 ทางกรมประมงจะต้องดูใบ Cites permit จากประเทศ
ต้นทาง เพื่อเป็นการช่วยกันดูแล และอนุรักษ์ สัตว์น้ำที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีไซเตส ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกคุกคามจนอาจสูญพันธุ์
สุดท้ายอยากฝากถึงคนที่เลี้ยงปลากระเบน หากเผลอไปโดนกระเบนทิ่มเข้าผิวหนัง ไม่ต้องตกใจให้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างที่แจ้งข้างต้น สำหรับบางรายที่มีอาการแพ้หนักและกังวลสามารถไปโรงพยาบาลเพื่อให้ทางแพทย์ช่วยดูแลไม่ให้แผลอักเสบหรือลุกลาม สำหรับผู้เลี้ยงปลากระเบนที่จะต้องให้อาหารหรือล้างตู้ปลาก็อาจจะมีการป้องกันไม่ให้โดนเงี่ยงปลาที่มีพิษที่บริเวณหาง ซึ่งผู้เลี้ยงส่วนใหญ่จะนิยมตัดปลายเงี่ยงหางออก(ตรงส่วนปลายที่แหลม) หรืออาจจะใช้สายออกซิเจนตัดเป็นท่อนเล็กๆเสียบเข้าไปบริเวณเงี่ยงหาง เวลาที่ต้องให้อาหารปลา ดูแลปลาหรือรบกวนปลาในบ่อจะป้องกันการโดนเงี่ยงปลากระเบนได้

สทนช.รุกวางแนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้งและระดับน้ำในแม่น้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/316592

สทนช.รุกวางแนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้งและระดับน้ำในแม่น้ำโขง

lmo=

สทนช.รุกวางแนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้งและระดับน้ำในแม่น้ำโขง

            วันนี้ (15 มี.ค. 61) ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ เพื่อติดตามวิเคราะห์สถานการณ์ภัยแล้งและสถานการณ์แม่น้ำโขง พร้อมหาแนวทางแก้ไข
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านน้ำของประเทศเป็นครั้งแรก ภายหลังจากที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีคำสั่ง ที่ 4/2561 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นรองประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำทั้งหมดเป็นคณะอนุกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการ อำนวยการ ควบคุมและสั่งการ การบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก หรือในระยะที่มีแนวโน้มที่อาจเกิดปัญหาผลกระทบที่เกี่ยวกับน้ำ เพื่อป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยอันเกิดจากน้ำทั้งในสภาวะปกติและสภาวะวิกฤต
โดยที่ประชุมวันนี้ มีการพิจารณาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง ทั้งการวางแผนการจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยเน้นการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก และเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันที ตลอดจนมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แม้ปัจจุบัน ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศทั้ง 447 แห่ง มีปริมาณน้ำในเกณฑ์เฉลี่ยค่อนข้างดี คือ มีมากกว่าร้อยละ 70 ของปริมาณการกักเก็บก็ตาม แต่ก็ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง อีกประมาณ 24 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำเหลือต่ำกว่าร้อยละ 30 โดยเป็นอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 2 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14 แห่ง ภาคตะวันออก 5 แห่ง ภาคกลาง 1 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่า ปัจจุบันมีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งด้านการเกษตรแล้ว 74 อำเภอ ในพื้นที่ 23 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งในส่วนนี้ คณะอนุกรรมการฯ จะต้องร่วมกันพิจารณาหาแนวทางให้ความช่วยเหลือประชาชน เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย
นอกจากนั้น ที่ประชุมยังได้ร่วมกันหารือถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องของ สทนช. พบว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม่น้ำโขงมีระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง จนปรากฏให้เห็นหาดทรายและโขดหินไปทั่วบริเวณ ทำให้เรือสินค้าจำนวนมาก ไม่สามารถเดินเรือจากประเทศจีนมายังอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายได้ ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณฝนลดลง และเขื่อนจิ่งหงในประเทศจีนได้ลดการระบายน้ำลงจากเดิมที่เคยระบายน้ำกว่า 1,300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เหลือเพียง 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้รับการรายงานว่า เขื่อนจิ่งหงในประเทศจีนมีการระบายน้ำเพิ่มเป็น 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นคาดว่าจะสามารถเดินเรือได้สะดวกขึ้น
“ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้ง หรือสถานการณ์แม่น้ำโขงจำเป็นจะต้องแก้ไข ทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานจะต้องบูรณาการและหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน เพื่อให้การทำงานแก้ไขปัญหาสัมฤทธิ์ผลตามนโยบายของรัฐบาล” เลขาธิการ สทนช.กล่าวในตอนท้าย

ONE DAY TRIP ปั่น…ตามหาแหล่งที่มาอาหารอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/316548

   ONE DAY TRIP ปั่น…ตามหาแหล่งที่มาอาหารอินทรีย์

   One Day Trip ปั่น…ตามหาแหล่งที่มาอาหารอินทรีย์

              มูลนิธิสังคมสุขใจและร้านปลูกปั่นร่วมกันจัดกิจกรรมท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ นำคณะนักปั่นจักรยานส่งสินค้าประจำร้านกว่า 30 ชีวิต ร่วมทริป “ปลูกปั่น ปั่นตามวิถีอินทรีย์สุขใจ” ปั่นจักรยาน ไปชม ชิม ช้อป ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล พื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อศึกษาแหล่งที่มาของวัตถุดิบอินทรีย์ และสัมผัสวิถีชีวิตเกษตรกร หวังเพิ่มความเชื่อมั่นวิถีอินทรีย์ และกระตุ้นผู้บริโภคตระหนักรู้คุณค่าของออร์แกนิก ที่ไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพ แต่ก่อเกิดผลดีตลอดห่วงโซ่อาหาร

อรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และผู้ก่อตั้งสามพรานโมเดล กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะร้านปลูกปั่น เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ หรือ Organic Tourism ที่เป็นการเชื่อกันระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกรที่ผลิตระบบอินทรีย์ มาเข้าใจกัน ซื้อขายผลผลิตร่วมกัน และสื่อสารต่อให้ผู้บริโภคเข้าใจความสำคัญของออร์แกนิก เพื่อให้เห็นคุณค่าวิถีอินทรีย์ ที่ไม่ใช้แค่ดีต่อสุขภาพ แต่ดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม เป็นการสร้างระบบอาหารสมดุลยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อาหาร

“ปลูกปั่น เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสุขภาพที่เลือกใช้วัตถุดิบอินทรีย์ตรงจากเกษตรกร โดยส่วนหนึ่งซื้อจากเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค               จึงต้องการให้นักปั่นส่งสินค้าประจำร้านที่สัมผัสกับผู้บริโภคโดยตรง ได้มาเรียนรู้แหล่งที่มาของวัตถุดิบจากต้นทางการผลิต มารู้จัก มาเข้าใจวิถีชีวิตเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าเกี่ยวกับวิถีอินทรีย์  และสามารถนำความรู้กลับไปสื่อสารต่อผู้บริโภคให้เห็นคุณค่า และเกิดความต้องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ขณะเดียวกันช่วยส่งเสริมเกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น”  อรุษ กล่าว

ศิริลักษณ์ มหาจันทนาภรณ์ ผู้บริหารปลูกปั่น บอกว่า  กิจกรรมนี้ ทำให้ทุกคนได้ความรู้ และความประทับใจ ได้เห็นความมุ่งมั่นของสามพรานโมเดลที่ส่งเสริมเกษตรกรในเครือข่ายหันมาทำเกษตรอินทรีย์อย่างมีระบบ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ได้รู้จักและเข้าใจชีวิตเกษตรกร รวมถึงได้หลักคิด และความรู้แง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับวิถีอินทรีย์ ซึ่งจะนำสิ่งเหล่านี้กลับไปสื่อสารต่อไปสร้างคุณค่าให้กับสินค้าออร์แกนิก และกระตุ้นผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ เพื่อลดการเจ็บป่วยจากการรับสารเคมีตกค้างที่แฝงมากับอาหาร

บนเส้นทางวิถีอินทรีย์ระยะทางยาวกว่า 60 กิโลเมตร ที่ถูกปุกหมุดไว้เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติ         สีเขียวขจีของนาข้าวมองไกลสุดลูกตา สลับความงามของสวนผลไม้ และวิถีชีวิตชุมชนเก่าแก่ ที่รายล้อมตลอดสองข้างทางชวนหลงใหลยิ่งนัก

เริ่มสตาร์ทแปดโมงเช้าที่ตลาดสุขใจ เป้าหมายแรก ปั่นไปสวนส้มโออินทรีย์อุบลการะเวก ต.ทรงคะนอง ผ่านหน้าวัดไร่ขิง  ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร จุดนี้ได้เรียนรู้การทำสวนส้มโออินทรีย์ ซึ่งลุงอุบล (เจ้าของสวน) อธิบายละเอียดยิบ ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก วิธีดูแลรักษา การใช้ชีวภัณฑ์ชนิดต่างๆ รวมถึงแนะเทคนิคการเลือกส้มโอ พร้อมพาไปเยี่ยมชมบรรยากาศในสวน ที่ปลูกส้มโอสายพันธุ์ทองดี และขาวน้ำผึ้ง พื้นที่ประมาณ 8 ไร่ และจากการแลกเปลี่ยนพูดคุยตอบข้อซักถามหลายประเด็น สุดท้ายลุงอุบลยืนยันว่า เกษตรอินทรีย์ ไม่ได้ช่วยแค่สุขภาพดีอย่างเดียว แต่ช่วยให้เศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อมดีขึ้นด้วย

สัมผัสแหล่งผลิตส้มโออินทรีย์กันแบบเต็มอิ่ม ได้เวลาขอบคุณและเอ่ยลา ลุงอุบล เพื่อไปต่อยังจุดแวะพักที่ 3 จุดนี้ จะพาไปรู้จักกับคุณขวัญเรือน เพ็ชศรีนวล เจ้าของสวนฝรั่งกิมจู และคุณธรวิกา ปานเจริญ เจ้าของนาข้าวอินทรีย์บ้านศรีเบญจรงค์ ต.บางช้าง (อยู่พื้นที่ติดกัน) ระยะทางประมาณ36 กิโลเมตร ปั่นลัดเลาะไปตามทุ่งนา สลับสวนผลไม้ ผ่านชุมชนเก่าแกในอำเภอสามพราน จุดนี้พักดื่มน้ำฝรั่งอินทรีย์คั้นสดและมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ให้เย็นชื่นใจ พร้อมฟังเรื่องเล่าเส้นทางชีวิตเกษตรกรอินทรีย์กับความสุขที่ค้นพบ จากเกษตรกรต้นแบบทั้ง 2 ท่าน แม้ไม่ได้เดินชมบรรยากาศในแปลง แต่ความรู้ที่ได้ถือว่าเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

ฝนโปรยปลายลงมาให้ได้ชุ่มฉ่ำใจ พากันตะลอนปั่นต่อไปยัง Patom Organic Farm สวนเกษตรอินทรีย์มาตรฐานสากล ของสามพราน  ริเวอร์ไซด์ จุดที่ 3 พักรับประทานอาหารกลางวันมื้อพิเศษ จุดนี้นอกจากจะได้ชมสวนเกษตรอินทรีย์ พื้นที่กว่า 30 ไร่ ยังมีกิจกรรมสนุกๆให้ร่วมสัมผัสทั้งเก็บผัก เก็บไข่ นำไปปรุงอาหารเมนูง่ายๆ ผัดๆ ทอดๆ ตั้งวงรับประทานร่วมกันในบรรยากาศชิวๆ ท่ามกลางธรรมชาติ ศาลาโรงนา ที่โอบล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่และนาข้าวเขียวขจี มีชาออร์แกนิก และผลไม้ตามฤดูกาลเก็บสดจากต้น อาทิ มะม่วง ฝรั่ง มะพร้าวน้ำหอม กล้วย จัดเตรียมไว้ให้ได้ ชิม ลิ้มรสกันอีกด้วย

และปิดท้ายทริปนี้ที่ตลาดสุขใจให้นักปั่นได้ แวะ ช้อป ชิม สินค้าเกษตรอินทรีย์ตรงจากเกษตรเครือข่ายสามพรานโมเดลที่ปลูกเอง ขายเอง มีทั้ง ข้าว ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์ และอาหารแปรรูปชนิดต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมาย

One Day Trip ทริปเล็ก ๆ ที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น และรอยยิ้มแห่งความประทับใจของ            ผู้ขับเคลื่อน ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ ที่ร่วมกันสรรสร้างคุณค่าห่วงโซ่อาหารอาหารอินทรีย์ หวังสร้างระบบอาหารสมดุลสู่ความยั่งยืน รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิสังคมสุข โทร. 034-322-588-93 หรือ  Facebook/สามพรานโมเดล

เกษตรฯรุกตลาดนำการผลิต ชู เมืองตราด ผลิตผลไม้คุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/316403

เกษตรฯรุกตลาดนำการผลิต ชู เมืองตราด ผลิตผลไม้คุณภาพ

ตราด

เกษตรฯรุกตลาดนำการผลิต ชู เมืองตราด ผลิตผลไม้คุณภาพ

 

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เปิดเผยถึง การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่ได้ดำเนินการมาในตั้งแต่ช่วง 3 ปี ปัจจุบัน (ปี 2559 – 2561) ดำเนินการได้ถึง 3,029 แปลง พื้นที่ 3,724,607 ไร่  จำนวนเกษตรกร 277,127 ราย ใน 11 กลุ่มสินค้า ผลการดำเนินการที่ผ่านมาทำให้สามารถลดต้นทุน และ              เพิ่มผลผลิตโดยเฉลี่ยได้ตามเป้าหมาย ปี 2560 จาก 1 ฤดูกาลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจาก ลดต้นทุน 3,007.83 ล้านบาทโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดผลไม้ที่ดำเนินการโดยกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ทุเรียน จากผลการดำเนินงานรวม        สะสม 2 ปี ทำให้สามารถคิดเป็นมูลค่า ลดต้นทุนรวม 58.64 ล้านบาท ผลผลิตเพิ่ม 497.90 ล้านบาท

ปัจจุบันเกษตร มี แปลงใหญ่ผลไม้ ทั้งสิ้น 277 แห่ง ในหลากหลายชนิดพืช เช่น ทุเรียน, มะม่วง, มังคุด      เป็นต้น โดยเฉพาะ ในพื้นที่ จ.ตราด ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา มีแปลงใหญ่ ทุเรียน จำนวน 7 แปลง แบ่งเป็น คิดเป็นพื้นที่ 2,943 ไร่ สมาชิก 305 ราย และเกษตรกรสนใจเข้าร่วมผลิตสินค้าพรีเมี่ยม กว่า ร้อยละ 20 ของพื้นที่ และนอกจากนี้ยังสามารถจำหน่ายผลผลิตจำนวน 1,040 ตัน คิดเป็นมูลค่า 87.6 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นทั้งตลาดบน เกษตรกรแปลงใหญ่สามารถผลิต ทุเรียนเกรดส่งออก สินค้าพรีเมี่ยมได้ จำนวน 220 ตัน คิดเป็นมูลค่า 22 ล้านบาท โดยจำหน่ายไปยังห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่าง ๆ  นอกจากนี้ยังสามารถ จำหน่ายผลผลิตในตลาดล่าง ทุเรียนเกรดรอง จำนวน 820 ตัน คิดเป็นมูลค่า 65.6 ล้านบาท โดยจำหน่าย ผ่านกลุ่มสหกรณ์ไปยัง ต่างประเทศ เช่น จีน เวียดนาม

“สำหรับการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่วันนี้ มั่นใจ เดินมาถูกทาง เริ่มเห็นผลกับเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากมูลค่าของการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตจะมากขึ้น เกษตรกรแปลงใหญ่เองยังเรียนรู้ในการผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพ มองเห็นประโยชน์ในการรวมกลุ่มกันผลิต รวมกันขาย เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรองกับ     กลุ่มผู้จำหน่ายสินค้า และเลือกที่จะผลิตสินค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจากการลงพื้นที่ อ.เขาสมิง จ.ตราด ทำให้มั่นใจเพิ่มขึ้นว่า เกษตรกรแปลงใหญ่วันนี้ เข้าใจสถานการณ์ทางการเกษตร และพร้อมที่จะปรับตัวให้ผลไม้ของตัวเองเป็นผลไม้ที่มีคุณภาพ เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง ไม่กังวลกับการขายผ่านพ่อค้าคนกลาง เพราะมีตลาดแน่นนอนสามารถจำหน่ายให้กับสหกรณ์ที่รับซื้อผลผลิตได้” นายสมชาย กล่าว