แห่ปลูกอ้อยขยายตัว น้ำชลประทานขยับตาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/316402

แห่ปลูกอ้อยขยายตัว น้ำชลประทานขยับตาม

แห่ปลูกอ้อยขยายตัว น้ำชลประทานขยับตาม

 

 

ลุ่มน้ำพรม-น้ำเชิญ จ.ชัยภูมิ ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก ทั้งที่สองลุ่มน้ำร่วมแห่งนี้ใช้น้ำจากแหล่งเดียวกันคือเขื่อนจุฬาภรณ์

เขื่อนจุฬาภรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำเพื่อช่วยเสริมเสถียรภาพของกระแสไฟฟ้าภาคอีสาน ปิดกั้นแม่น้ำพรมบนเทือกเขาขุนพาย ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ นอกจากใช้ผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังใช้เพื่อการเกษตร โดยแยกเป็น 2 สาย คือ แม่น้ำพรม กับแม่น้ำเชิญ

แม่น้ำเชิญอยู่ด้านบน จากเขื่อนลงมาก็ไหลจากซ้ายไปขวา ส่วนแม่น้ำพรมไหลลงสู่ทิศใต้ เข้าเขต อ.เกษตรสมบูรณ์ ไปออก อ.ภูเขียว แล้วบรรจบแม่น้ำเชิญอีกครั้งหนึ่ง ก่อนไหลออกไป จ.ขอนแก่น

สำหรับลุ่มน้ำพรม พื้นที่ได้รับประโยชน์ผ่านโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพรม-เชิญ คือ อ.เกษตรสมบูรณ์ ประมาณ 45,000 ไร่ เดิมทีในพื้นที่ทำนา ต่อมาขยายทำไร่อ้อย จึงมีพื้นที่ต้องการน้ำเพื่อการเกษตรจริงๆ ประเมินว่ามากถึง 60,000-70,000 ไร่ โดยเฉพาะกระแสปลูกอ้อยที่ราคาดีมาแรง บวกกับท้ายของแม่น้ำพรมมีโรงงานน้ำตาลที่ อ.ภูเขียว ซึ่งเป็นแหล่งปลูกใหญ่อยู่แล้ว จึงทำให้เกษตรกรใน อ.เกษตรสมบูรณ์ ปลูกอ้อยด้วยและความต้องการน้ำก็เพิ่มเป็นเงา

“ความต้องการน้ำในพื้นที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ ก็ยังไม่พอจากการขยายตัวของพื้นที่การเกษตร ท้ายน้ำพรมบางตำบลก็ขาดแคลน ชาวบ้านจึงอยากได้อ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น” นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวหลังลงสำรวจพื้นที่ลุ่มน้ำพรม บริเวณเขื่อนทดน้ำพรม

เป้าหมายของชาวบ้านคืออ่างเก็บน้ำห้วยซาง ซึ่งจะช่วยเรื่องอุทกภัยและมีน้ำใช้ในฤดูแล้ง อีกทั้งเป็นการพึ่งพาตัวเองได้เต็มตัว  เพราะเขื่อนจุฬาภรณ์ยังมีภาระผลิตกระแสไฟฟ้า รวมทั้งแบ่งน้ำให้ลุ่มน้ำเชิญด้วย ซึ่งเป็นภาระที่หนักหน่วงมาก การมีอ่างฯ ห้วยซาง ความจุ 11 ล้านลูกบาศก์เมตร น่าจะเป็นทางออกที่ดี จากการสำรวจความต้องการพบว่าส่วนใหญ่เอาด้วย ยกเว้นเพียง 2-3 รายเท่านั้น

แผนการของกรมชลประทาน นอกจากอ่างฯ ห้วยซางแล้ว ยังวางแผนศึกษาศักยภาพของพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับก่อสร้างอ่างเก็บน้ำอีก 4 แห่ง ประกอบด้วย อ่างฯ ห้วยตาดฟ้าตอนบน ความจุ 10.50 ล้าน ลบ.ม. อ่างฯ ห้วยตากฟ้าตอนล่าง 24.28 ล้าน ลบ.ม.  อ่างฯ ห้วยทิก ความจุ 7.32 ล้าน ลบ.ม. ทั้ง 3 อ่างล้วนอยู่ใกล้เคียงกัน  ส่วนอ่างฯ ห้วยกระแหล่ง 4.99 ล้าน ลบ.ม. อยู่ด้านใต้ไกลออกไปจากอ่างฯ อื่นๆ แต่อยู่ในพื้นที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ ด้วยกันทั้งหมด

เท่าที่ประเมินด้านวิศวกรรม ด้านเศรษฐกิจสังคมและการมีส่วนร่วม ด้านเศรษฐศาสตร์และด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม พบว่า อ่างฯ ห้วยซาง มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด 71.2% ตามด้วยอ่างฯ ห้วยตาดฟ้าตอนบน 6715% อ่างฯ ห้วยกระแหล่ง 64.50% และอ่างฯ ห้วยทิก และอ่างฯ ห้วยตาดฟ้าตอนล่าง 54.05% และ 53.55% ตามลำดับ

จากการประชุมหารือร่วมระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลโนนทอง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ กับคณะกรมชลประทาน โดยนายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดี พบว่าชาวบ้านต้องการอ่างฯ ห้วยซาง ซึ่งจะใช้ประโยชน์ได้ และมีความพร้อมก่อสร้าง เพราะพื้นที่ไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และมีผู้สนับสนุนมากมาย

นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า พื้นที่ลุ่มน้ำพรมยังต้องพิจารณาเรื่องปริมาณการใช้น้ำและแหล่งน้ำต้นทุน การศึกษาศักยภาพของอ่างฯ ทั้ง 5 โครงการดังกล่าว เป็นการเตรียมความพร้อมเบื้องต้น ในอนาคตจะต้องศึกษาโดยละเอียด และสภาพการเพาะปลูกได้แปรเปลี่ยนจากนาข้าวเป็นไร่อ้อยจำนวนมาก ทำให้ อ.เกษตรสมบูรณ์ อ.ภูเขียว กลายเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลที่มีความสำคัญต่อการส่งออกของประเทศไทย

“ในประเด็นของโรงงานน้ำตาลที่ต้องการน้ำสำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกไร่นั้น กำลังพิจารณาว่าจะมีส่วนร่วมกับกรมชลประทานอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมสำหรับทุกฝ่าย  เพราะไม่ใช่เกษตรกรเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำชลประทาน  แต่โรงงานก็ได้รับประโยชน์จากผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้นด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวทิ้งท้าย

ชป.เร่งลงพื้นที่สำรวจโครงการไทยนิยมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/316275

ชป.เร่งลงพื้นที่สำรวจโครงการไทยนิยมฯ

ชปเร่งลงพื้นที่สำรวจโครงการไทยนิยมฯ

ชป.เร่งลงพื้นที่สำรวจโครงการไทยนิยมฯ คืบหน้ากว่า 5,406 หมู่บ้าน ครอบคลุม 76 จังหวัด

 

            นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของกรมชลประทาน ภายหลังจากที่ได้ให้เจ้าหน้าที่ชลประทานทั่วประเทศกว่า 7,600 ชุด ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของประชาชนให้ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งการพัฒนาความเป็นอยู่ การพัฒนาอาชีพ และการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ในเวทีที่ 1 การปรับทุกข์ ผูกมิตร ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม 2561 นั้น ปัจจุบัน(8 มีนาคม 2561) มีผลดำเนินการ ดังนี้ โครงการจ้างแรงงาน จำนวน 176 โครงการ งบประมาณ 202.106 ล้านบาท มีเมนูที่ตรงกับความต้องการของประชาชน จำนวน 127 โครงการ งบประมาณ 150.761 ล้านบาท ส่วนเมนูที่ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน จำนวน 9 โครงการ งบประมาณ 6.791 ล้านบาท ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ชัยนาท และพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากลักษณะเนื้องานที่จ้างแรงงานไม่สอดคล้องกับทักษะของแรงงานในพื้นที่ อีกทั้ง งบประมาณในการจ้างแรงงานไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการของแรงงาน

            การส่งเสริมการใช้ยางพาราภาครัฐ จำนวน 340 โครงการ งบประมาณ 3,885.552 ล้านบาท มีความต้องการของประชาชนตรงกับเมนู จำนวน 214 โครงการ งบประมาณ 2,330.950 ล้านบาท และมีเมนูที่ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน จำนวน 40 โครงการ งบประมาณ 493.85 ล้านบาท เช่น ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากเป็นโครงการที่ขอใช้ยางพาราเป็นวัสดุปรับปรุงถนนคันคลองเพิ่มเติมจากแผน ซึ่งเดิมไม่มีในแผนและต้องการขอเพิ่ม การพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 122 โครงการ งบประมาณ 793.068 ล้านบาท มีเมนูที่ตรงกับความต้องการของประชาชน จำนวน 71 โครงการ งบประมาณ 295.834 ล้านบาท เมนูที่ไม่ตรงกับความต้องการ จำนวน 12 โครงการ งบประมาณ 392.500 ล้านบาท เช่น ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ลำปาง และน่าน เนื่องจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำดำเนินการในพื้นที่ที่ไม่ครอบคลุมตามความต้องการของประชาชน  ต้องเพิ่มเติมระบบส่งน้ำและกระจายน้ำเพื่อให้น้ำเข้าถึงพื้นที่ได้ และขอเพิ่มเติมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ไม่มีในแผนไทยนิยม แต่เป็นความต้องการของประชาชน

             การพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำชลประทานเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง จำนวน 1,422 โครงการ งบประมาณ8,991.250 ล้านบาท มีเมนูที่ตรงกับความต้องการ จำนวน 643 โครงการ งบประมาณ 5,207.735 ล้านบาท เมนูที่ไม่ตรงกับความต้องการ จำนวน 261 โครงการ งบประมาณ 3,026.780 ล้านบาท เช่น ในพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี สงขลา สตูล และพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากขอเพิ่มเติมโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ไม่มีในแผนไทยนิยม แต่เป็นความต้องการของประชาชน

           สำหรับการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เพื่อสำรวจความต้องการของประชาชนทั่วประเทศนั้น ได้มีการลงพื้นที่เพื่อประชุมรับทราบนโยบายจากจังหวัด กระทรวง กรม จำนวน 503 ครั้ง มีการลงพื้นที่ประชุมชี้แจงประชาชนในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ เกี่ยวกับนโยบายของกรมชลประทาน 3,235 ครั้ง นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของกระทรวงมหาดไทย เพื่อสำรวจความต้องการและชี้แจงประชาชนรวมทั้งสิ้น 4,219 ครั้ง รวมพื้นที่ทั้งหมด 5,406 หมู่บ้าน 2,417 ตำบล 703 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 76 จังหวัด

          ทั้งนี้ การลงพื้นที่สำรวจความต้องการของประชาชน ในเวทีที่ 1 ปรับทุกข์ ผูกมิตร ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 20 มีนาคม 2561 ซึ่งต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ชลประทานทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนด้วยความอดทน อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

ประมงสกัดปลาสดจากฟูกุชิมะ ล๊อต 2 เข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/316218

ประมงสกัดปลาสดจากฟูกุชิมะ ล๊อต 2 เข้าไทย

กรมผประมง

ประมงสกัดปลาสดจากฟูกุชิมะ ล๊อต 2 เข้าไทยส่งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติฯตรวจซ้ำ

ตามที่กรมประมง และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้แถลงข่าวร่วมกัน ยืนยันว่าปลาลิ้นหมา หรือ Hirame หรือ Flatfish จำนวน 130 กิโลกรัม ที่มีการนำเข้ามาจากเมืองฟูกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา มีการนำเข้าอย่างถูกต้องเป็นไปตามข้อกำหนดประกาศกระทรวงสาธารณสุข มีการกระบวนการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ด่านประมงที่เข้มงวด และไร้การปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี

หลังจากที่มีการเผยแพร่ข่าวจากสำนักข่าว ชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น ที่ระบุว่ามีการส่งออกสินค้าประมงจากเมืองฟูกุชิมะหลังโรงไฟฟ้าปรมาณูระเบิด เมื่อ 7 ปีที่แล้ว มายังร้านอาหารในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศแรกในการนำเข้า และเว็บไซต์ต่างๆได้มีกระแสให้ระวังอาหารทะเลที่มาจากประเทศญี่ปุ่นที่อาจปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี สร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคในประเทศไทยนั้น
ล่่าสุดวันที่ 12 มี.ค.นางอุมาพร พิมลบุตร  รองอธิบดีกรมประมง   เปิดเผยว่า  หลังจากกรณีการนำเข้าปลาดังกล่าวมาในประเทศไทย ทำให้เกิดกระแสความไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยอาหารของผู้บริโภคถึงแม้ว่าจะมีการยืนยันจากทาง อย.แล้วว่าไร้สารกัมมันตรังสีตกค้างแน่นอน  โดยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561 บริษัทผู้นำเข้าได้แจ้งให้กรมประมงทราบว่าจะมีการนำเข้าสัตว์น้ำจากฟุกุชิมะ ประกอบด้วยปลา Flounder จำนวน 27.5 กิโลกรัม และ Sole 4.5 กิโลกรัม

กรมจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำกรมประมง ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตรวจสอบและเก็บตัวอย่างสินค้าในล๊อตดังกล่าวส่งให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ตรวจสอบ และขอความร่วมมือกับบริษัทผู้นำเข้าอย่าเพิ่งกระจายสินค้าทั้งหมด ขอให้เก็บไว้ก่อนจนกว่าผลการตรวจสอบทางวิชาการจะออก  ซึ่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2561 กรมประมง ได้รับการแจ้งยืนยันจากทาง ปส. ว่าผลการตรวจสอบสินค้าดังกล่าวนั้น พบว่า I-131 Cs-134 และ Cs-137 มีปริมาณต่ำกว่าค่าขีดจำกัดของเครื่องมือที่ใช้วัดซึ่งมีค่าในช่วง 0.39 – 0.77 เบคคอเรลต่อกิโลกรัม ยกเว้นปลา Sole ซึ่งพบ Cs-137 ในปริมาณ 0.86+0.31 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม ซึ่งก็ยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอาหารปนเปื้อนค่ามาตรฐาน Cs – 134 และ Cs – 137   รวมกัน ไม่เกิน 500 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม  ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนด 128 (พ.ศ.2554)

นอกจากนี้ ทางสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว  ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับระบบการตรวจสารกัมมันตรังสีในสินค้าประมงของเมืองฟุกุชิมะ ว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อปี 2554 ประเทศญี่ปุ่นมีการมอบหมายให้แต่ละจังหวัดเป็นผู้ตรวจสารฯ ตามแนวปฏิบัติในการวางแผนการตรวจ การกำหนด/ยกเลิกชนิดและแหล่งผลิตของสินค้าที่ห้ามออกสู่ตลาด ที่กำหนดโดยศูนย์บัญชาการรับมือภัยพิบัตินิวเคลียที่มีนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นเป็นหัวหน้าศูนย์ฯ ซึ่งมีการกำหนดตรวจสินค้าทุกสัปดาห์

โดยญี่ปุ่นมีการกำหนดค่ามาตรฐาน Cesium สำหรับอาหารทั่วไปไว้ที่ 100 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่ CODEX กำหนด (1,000 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม) แต่หากมีการตรวจพบเกิน 100 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม จังหวัดจะระงับการส่งสินค้าออกสู่ตลาดทันที และหากพบค่าเกินมาตรฐานที่กำหนดในหลายพื้นที่พร้อมกันนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะเป็นผู้สั่งห้ามส่งสินค้าออกสู่ตลาด ซึ่งที่ผ่านมา การตรวจสินค้า ตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ฟุกุชิมะ เมื่อปี 2554 ในช่วง 3 เดือนแรก พบปลากว่า 50 % มีค่า Cesium เกินมาตรฐาน และลดจำนวนลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2555 จังหวัดฟุกุชิมะได้ประกาศยืนยันรายการสินค้าประมงที่ได้ผ่านการตรวจปลอดภัยทั้งหมด อีกทั้ง ยังเพิ่มระดับความเข้มข้นในการกำหนดค่ามาตรฐานเป็น 50 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัมด้วย หากตรวจพบว่าเกินจะระงับการส่งปลาชนิดนั้นออกสู่ตลาดทันที ซึ่งชนิดปลาที่ส่งมายังประเทศไทยนั้น ก็เป็นชนิดที่อยู่ในรายการยืนยันความปลอดภัยด้วย

อีกทั้งข้อมูลจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ได้ดำเนินโครงการทดสอบความถูกต้องของข้อมูลที่เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าฟูชิมะ ระหว่างปี 2557 – 2559 ก็สรุปได้ว่าข้อมูลและผลการทดสอบของประเทศญี่ปุ่นมีความถูกต้องและเชื่อถือได้ จึงเห็นได้ว่าสินค้าประมงที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นมีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากลอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทย การนำเข้าสินค้าประมงจากทุกประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการยกระดับความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว และยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับความเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบและการอนุญาตให้นำเข้าอาหารให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารและหลักเกณฑ์การนำเข้าสินค้าประมงตามประกาศกรมประมงด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังได้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข  และ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการกำกับดูแลตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหาร  จึงขอให้ผู้บริโภคมั่นใจในสินค้าประมงว่าได้รับการดูแล และตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้บริโภค

ฝนหลวงช่วยเหลือเกษตรกร ในพื้นที่ภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/315691

ฝนหลวงช่วยเหลือเกษตรกร ในพื้นที่ภาคตะวันออก

ฝนหลวง

ฝนหลวงช่วยเหลือเกษตรกร ในพื้นที่ภาคตะวันออก

              วันที่ 7 มีนาคม 2561 เวลา 11.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ    การบินเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมฝนหลวงและการบินเษตร ได้รับแจ้งการขอรับบริการสนับสนุนฝนหลวง      ในพื้นที่ภาคตะวันออก บริเวณพื้นที่ปลูกลำไยนอกเขตชลประทาน จำนวน 200,000 ไร่ บริเวณอำเภอสอยดาว อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี พื้นที่ปลูกพืชผักและผลไม้ จำนวน 1,000 ไร่ บริเวณอำเภอเมือง จังหวัดระยอง และพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 2,250 ไร่ อ้อยโรงงาน 1,000 ไร่ และหญ้าเนเปียร์ 1,000 ไร่ บริเวณอำเภอ    อรัญประเทศและอำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว จึงได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดจันทบุรี ปฏิบัติการให้กับพื้นที่ดังกล่าว และได้ทำการแจ้งประชาสัมพันธ์จังหวัด และสำนักงานป้องกันและบรรเทา            สาธารณภัยจังหวัด ของจังหวัดจันทบุรีและสระแก้วล่วงหน้าก่อนการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรได้รับทราบ

โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจันทบุรี ปฏิบัติภารกิจตามตำราฝนหลวงพระราชทาน 3 ขั้นตอนจำนวน 9 เที่ยวบิน 12.30 ชั่วโมงบิน โดยเครื่องบินชนิด CARAVAN จำนวน 3 ลำ คือ ภารกิจที่ 1 ขั้นตอนก่อกวน ใช้สารฝนหลวงสูตร 1(4/1) จำนวน 2,100 กิโลกรัม บริเวณแนวชายแดนของจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดสระแก้ว ภารกิจที่ 2 ขั้นตอนเลี้ยงให้อ้วน ใช้สารฝนหลวงสูตร 1(4/1) จำนวน 1,400 กิโลกรัม สูตร 8 จำนวน 700 กิโลกรัม บริเวณทิศใต้ อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ถึงอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี และภารกิจที่ 3 ขั้นตอนโจมตี ใช้สารฝนหลวงสูตร 1(4/1) จำนวน 700 กิโลกรัม สูตร 4 จำนวน 1,000 กิโลกรัม และสูตร 3 จำนวน 500 กิโลกรัม บริเวณพื้นที่อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว

โดยผลปฏิบัติการฝนหลวงพบว่า มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางคลอบคลุมเต็มพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี บริเวณอำเภอ          วังสมบูรณ์ คลองหาด วังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว และบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรได้รับน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรเพิ่มขึ้น ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำของพืชได้เป็นอย่าดี

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะติดตามสถานการณ์ปัญหาภัยแล้งทุกภูมิภาคทุกวัน เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ทั้งนี้ ประชาชนหรือเกษตรกร สามารถแจ้งขอรับบริการฝนหลวงได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 5 ภูมิภาค (จังหวัดเชียงใหม่ นครสวรรค์ ขอนแก่น ระยอง และสุราษฎร์ธานี) หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเพจเฟซบุ๊กกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และเว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

“พิเชษฐ์”ประชุมกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนหุบกะพงเร่งแก้ปัญหาอาหารโค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/315686

“พิเชษฐ์”ประชุมกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนหุบกะพงเร่งแก้ปัญหาอาหารโค

หุบกระพง

“พิเชษฐ์”ประชุมกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนหุบกะพงเร่งแก้ปัญหาอาหารโค

                 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กลาวภายหลังการประชุมติดตามแนวทางการแก้ไขปัญหาวัตถุดิบในการผลิตอาหารโคขุนมีราคาสูง และปัญหาราคาจำหน่ายโคขุนตกต่ำ ของกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนบ้านหุบกะพง สังกัดสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด โดยมีนายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี นางสาวอัญชนา แก้วชื่น ผู้อำนวยการศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพงและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม  ณ ห้องประชุมศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง อำเภอชะอำ จัวหวัดเพชรบุรี โดยอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้คำแนะนำสมาชิกสหกรณ์ควรรวมกันเลี้ยงแบบคอกรวม เพื่อลดต้นทุนในการเลี้ยง รวมทั้งจะสนับสนุนให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนเดินทางไปศึกษาดูงานการเลี้ยงโคขุนของสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จที่จังหวัดอุทัยธานี และพิษณุโลก เพื่อเป็นแนวทางในการนำมาปรับใช้ในการบริหารจัด การเลี้ยงอย่างเป็นระบบต่อไป

“มกอช.”ปั้นคลื่นเกษตรลูกใหม่ดันแปลงใหญ่สู่GAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/315533

“มกอช.”ปั้นคลื่นเกษตรลูกใหม่ดันแปลงใหญ่สู่GAP

“มกอช.”ปั้นคลื่นเกษตรลูกใหม่ดันเยาวชนเกษตรแปลงใหญ่ก้าวสู่มาตรฐาน GAP สานต่ออาชีพ“โรงคัดบรรจุ”ชุมชนสนองนโยบายเกษตรแปลงใหญ่-พัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน

          6 มีนาคม 2561 สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โดยโครงการฝึกอบรมผู้นำการมาตรฐาน (Standard Smart Leader: SSL) รุ่นที่ 2 จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาคลื่นเกษตรลูกใหม่ (New Agricultural Wave)” กลุ่มผลิตผักปลอดภัยตะแบกงาม ต.เขาคีรีส อ.พรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ภายใต้โครงการพัฒนาเชิงบูรณาการพื้นที่ทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ระบบมาตรฐาน โดยมีกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่และเยาวชนในพื้นที่สหกรณ์การเกษตรเขตปฏิรูปที่ดินตะแบกงามรวมใจพัฒนา จำกัด สมาชิกกลุ่มต้นน้ำ โครงการ SSL รุ่นที่ 2 และเจ้าหน้าที่ มกอช. ร่วมอบรม  ณ โรงแรมหรรษนันท์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนายุวชนเกษตรกรแปลงใหญ่ให้มีความสามารถในการเป็นผู้ตรวจประเมินเบื้องต้น รวมทั้งพัฒนาทักษะการทดสอบการตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชจากระดับแปลงและโรงคัดบรรจุ และการจัดทำระบบทวนสอบสินค้าโดยใช้ระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) ผ่านระบบตามสอบ (QR Trace) ของ มกอช. โดยเครือข่าย Q-อาสา ซึ่งเป็นตัวแทนสื่อกลางเพื่อเชื่อมโยง ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการมาตรฐาน

"มกอช."ปั้นคลื่นเกษตรลูกใหม่ดันแปลงใหญ่สู่GAP

ทั้งนี้การพัฒนา “คลื่นเกษตรลูกใหม่” ในพื้นที่นำร่องเกษตรกรแปลงใหญ่กลุ่มตะแบกงาม ต.เขาคีรีส อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร เป็นการเตรียมพร้อมรับมือปัญหาการขาดแคลนผู้ประกอบการอาชีพภาคเกษตรของชุมชนในพื้นที่ดังกล่าว ที่เป็นต้นแบบหมู่บ้านสีขาวปลอดยาเสพติด และได้ริเริ่มการทำเกษตรที่ให้ความสำคัญต่อมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อส่งเสริมสุขภาพผู้ปฏิบัติงานและสร้างความยั่งยืนให้แก่พื้นที่ผลิตมากว่า 15 ปี จนกระทั่งปัจจุบันพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ระดับชุมชนและมีเป้าหมายในการพัฒนาโรงคัดบรรจุชุมชนให้ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุ (GMP)
“จากการลงพื้นที่ผลสำรวจในช่วงเดือน มกราคม 2561 ที่ผ่านมา พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ในชุมชนตะแบกงาม เริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ ขณะที่เกษตรกรรุ่นใหม่หรือเยาวชนขาดความรู้ด้านมาตรฐานและประสบการณ์การทำเกษตร รวมทั้งขาดความรู้ด้านการบริหารจัดการ การทดสอบการตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืช และการทวนสอบสินค้า ทำให้กิจกรรมพัฒนาคลื่นเกษตรลูกใหม่ของ มกอช. ที่รวบรวมองค์ความรู้ทั้งด้านวิชาการและการปฏิบัติในครั้งนี้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการพัฒนาผู้ปฏิบัติงานของชุมชนได้เป็นอย่างดี”เลขาธิการ มกอช. กล่าว
นางสาวเสริมสุข กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่เชิงบูรณาการ พื้นที่บ้านตะแบกงาม เป็นการตอบสนองความต้องการที่สอดคล้องกับการดำเนินกิจกรรมทางการผลิตและวิถีชีวิต ตลอดจนถึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรตอบสนองการบริหารกิจการ วางแผนการผลิต เพื่อที่จะได้ขยายช่องทางจำหน่ายผลผลิตไปยังโมเดิร์นเทรดและตลาดค้าส่งที่มีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง

"มกอช."ปั้นคลื่นเกษตรลูกใหม่ดันแปลงใหญ่สู่GAP

ก่อนหน้านี้มกอช.ได้ดำเนินกิจกรรมสนับสนุนการพัฒนาโรงคัดบรรจุมาตรฐาน ที่ฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานในโรงคัดบรรจุด้านการจัดการและบริหารเอกสารระบบคุณภาพ และกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคสินค้ามาตรฐาน ที่ผ่านการศึกษาข้อมูลกลุ่มเป้าหมายการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์ความรู้ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรให้เชื่อมโยงกับกลุ่มผู้บริโภคในพื้นที่จำหน่ายสินค้าของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ตะแบกงามแล้ว เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา

โดยหลังจากสิ้นสุดการดำเนินกิจกรรมพัฒนาเชิงบูรณาการระยะแรก โครงการฝึกอบรมผู้นำการมาตรฐานของ มกอช. จะส่งต่อภารกิจให้ตัวแทนผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงาน เพื่อร่วมติดตามและรายงานผลสัมฤทธิ์ในการนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้พัฒนาชุมชน โดยเฉพาะการบริหารการผลิต คัดบรรจุ และการทำการตลาดอย่างยั่งยืน ให้สอดคล้องต่อเป้าหมายการพัฒนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2561 ได้แก่ ด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน และการส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ต่อไป
นางสาวณมาพร อัตถวิโรจน์  นักวิชาการมาตรฐานชำนาญการพิเศษ สำนักกำหนดมาตรฐาน มกอช. กล่าวว่า กิจกรรมในการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ได้แก่ กิจกรรมสัมพันธ์และชี้แจงรูปแบบการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ตามโครงการการพัฒนาคลื่นเกษตรรุ่นใหม่ การอบรมให้ความรู้การผลิตพืชผักปลอดภัย GAP และการรับรองมาตรฐาน การอบรมการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างโดยใช้ Test Kit การอบรมตรวจประเมินแปลง GAP ด้วย Check List รวมทั้งการสาธิตการทำระบบตามสอบ (QR Trace) ระดับแปลง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมศึกษาดูงานการผลิตผักปลอดภัยให้ได้มาตรฐาน ณ ร้านเรนฟอเรสท์ ซึ่งเป็นร้านอาหารในโครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัย เลือกใช้สินค้า Q (Q Restaurant) และการลงพื้นที่ฝึกตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น (Pre Audit) อย่างไรก็ตาม จะสรุปบทเรียนสิ่งที่ได้รับจากการอบรมในครั้งนี้ เพื่อนำไปปรับใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่อไป

"มกอช."ปั้นคลื่นเกษตรลูกใหม่ดันแปลงใหญ่สู่GAP


นักอนุรักษ์จีนฟ้องบริษัทสร้างเขื่อนยักษ์ใหญ่ลุ่มน้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/315348

นักอนุรักษ์จีนฟ้องบริษัทสร้างเขื่อนยักษ์ใหญ่ลุ่มน้ำโขง

นักอนุรักษ์จีนฟ้องบริษัทสร้างเขื่อนยักษ์ใหญ่ลุ่มน้ำโขง

                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซด์ sixthtone.com รายงานข่าวว่า กลุ่มเอ็นจีนโอด้านสิ่งแวดล้อมของจีน “เฟรนดส์ออฟเนเจอร์” (Friends of Nature) ได้ยื่นฟ้องศาลในประเทศจีน กรณีเขื่อนที่กำลังก่อสร้างบนลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยฟ้องต่อบริษัทสร้างเขื่อน คือ บริษัทไชน่ารีซอสเซสสิบสองปันนา (China Resources Power Yunnan Xishuangbanna) จำกัด และบริษัท Kunming Engineering จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการ  โดยบริษัทคุณหมิง เอ็นจีเนียริ่ง เป็นบริษัทลูกของ Power Construction Corporation of China ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนที่ถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มบริษัท Fortune Global 500 และมีมูลค่าทางธุรกิจ 87 พันล้านเหรียญ

รายงานข่าวระบุว่ากลุ่มเฟรนด์ออฟเนเจอร์ ได้ฟ้องร้องต่อศาลให้บริษัทไชนารีสอร์ซเซส ซึ่งเป็นบริษที่ที่ได้รับสัมปทานในการสร้างเขื่อน หยุดการตัดไม้ในพื้นที่อนุรักษ์ ให้แก้ไขผลกระทบด้านนิเวศวิทยาเนื่องจากการสร้างเขื่อน และให้ร่วมกับบริษัทด้านวิศวกรรม รับผิดชอบจ่ายค่าชดเชยต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในบริเวณก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเขาหุยหลง

ทางด้านนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของกล่าวว่า เป็นสิ่งที่จะต้องหากระบวนการนำไปสู่ความถูกต้อง ถือว่ากลุ่มอนุรักษ์ของจีนเขาได้พยายามใช้สิทธิ์ที่เขามีอยู่ตามกฎหมายในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของเขา เป็นปรากกฎการณ์ใหม่ที่ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมต่อเจ้าของโครงการต่างๆ ถือเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ข้อกฎหมายในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เราพยายามพูดมาตลอดว่ากฎหมายยังไปไม่ถึง ทำอะไรไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ต้องทำและสร้างต่อไป และกลายเป็นเรื่องสำคัญไปแล้วและเห็นช่องทางทางกฎหมายแล้ว และคิดว่าถ้าเจ้าของโครงการขนาดใหญ่ไม่ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมและประชาชนเช่นกรณีนี้ ก็อาจจะมีการฟ้องในลักษณะนี้รายโครงการมากขึ้นทั่วแม่น้ำโขงในอนาคตแน่นอน

นายนิวัฒน์กล่าวว่า ล่าสุดกลุ่มรักษ์เชียงของ ในนามกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมท้องถิ่น ได้ทำหนังสือถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สอบถามเกี่ยวกับสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง บนแม่น้ำโขงใกล้พรมแดนไทยลาว โดยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมาว่า กฟผ.พึ่งได้ทำหนังสือตอบกลับมาว่า คณะอนุกรรมการประสานงานความร่วมมือด้านพลังไฟฟ้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านได้มีมติให้รอความชัดเจนของการทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan) ฉบับใหม่ กฟผ.จึงยังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนปากแบงในขณะนี้

“เป็นสิ่งที่กฟผ.และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการซื้อขายพลังงาน ต้องพิจารณาให้รอบด้านและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ต้องพิจารณาถึงความต้องการไฟฟ้าของประเทศที่เป็นอยู่ หรือปัญหาของโครงการดังกล่าวที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนริมแม่น้ำโขง ไม่อยากให้เป็นเหมือนการซื้อขายไฟฟ้าที่ทำแบบเร่งด่วนเหมือนกรณีเขื่อนไซยะบุรีที่ปัญหาผลกระทบยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน แต่มีการเซ็นสัญญาซื้อขายไปแล้ว” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของกล่าว

นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานและนักกฎหมาย มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า กรณีนี้ถือว่าเป็นความก้าวหน้าของประเทศจีนที่จะคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และเป็นที่ทราบกันว่าจีนสร้างเขื่อนไว้มากมายทั้งในประเทศและนอกประเทศ โครงการนี้เป็นเขื่อนที่ก่อสร้างในประเทศจีน โดยบริษัทของจีน จึงสามารถฟ้องได้เลย แต่สิ่งที่ก้าวหน้ากว่านั้น คือ เป็นการฟ้องเอกชนขณะที่เขื่อนกำลังสร้าง ซึ่งผลกระทบโดยตรงจากตัวเขื่อนยังไม่เกิด คงมีแต่ผลกระทบขณะก่อสร้าง ส่วนในประเทศไทย การที่จะฟ้องโครงการใดๆของเอกชน โดยการฟ้องตรง จะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อมีการก่อสร้างไปแล้ว หรือเกิดผลกระทบขึ้นแล้ว ซึ่งในประเทศไทยการฟ้องเรื่องเขื่อนยังไม่มี

น.ส.ส.รัตนมณี กล่าวว่าเท่าที่ทราบเคยมีการฟ้องการก่อสร้างคอนโดมิเนียมที่เป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้น ซึ่งเป็นกรณีที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างจึงฟ้องได้ แต่กรณีที่จะฟ้องว่าตัวโครงการนั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิมนุษยชนที่ไม่เกี่ยวกับการก่อสร้างนั้น ยังไม่มีในประเทศไทย ดังนั้น จึงมองว่ากรณีการฟ้องคดีของจีนเป็นความก้าวหน้าในกระบวนการยุติธรรมของจีนเกี่ยวกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

“กรณีเขื่อนที่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยเป็นเขื่อนที่อยู่นอกประเทศ ซึ่งระหว่างการก่อสร้างเขื่อนมันมีผลกระทบแล้วแน่นอน มีปัญหาว่า แม้ผู้ก่อสร้างจะเป็นบริษัทที่ลงทุนโดยบริษัทไทย แต่หากบริษัทดังกล่าวไปจดทะเบียนเป็นบริษัทในประเทศอื่นก็จะถือไม่ได้ว่า เป็นบริษัทไทย อีกทั้ง ยังต้องนำเอาพรบ.ว่าด้วยกฎหมายขัดกัน มาใช้ในกรณีนี้ ซึ่งต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เป็นคนไทยหรือเป็นนิติบุคคลไทย และเป็นการกระทำละเมิดตามกฎหมายไทย ถึงจะมาใช้กฎหมายเรื่องนี้ได้ “นี่เป็นความยากลำบากของกรณีความรับผิดชอบข้ามพรมแดน โดยที่ตามกฎหมายไทยผู้จดทะเบียนบริษัทก็ถือเป็นบุคคลอื่น ถ้าบริษัทไทยไปจดทะเบียนในประเทศอื่นก็จะกลายเป็นไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่นิติบุคคลไทย ซึ่งก็จะต้องไปดูเรื่องความเป็นตัวการตัวแทนตามกฎหมายแพ่งว่าด้วยตัวการตัวแทน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ที่สำคัญที่สุดตัวอย่างของการฟ้องคดีของประเทศจีนในเรื่องนี้คือ มีการฟ้องคดีกับบริษัทเอกชนเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนในประเทศจีน ที่มีลักษณะของการฟ้องเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าในการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม” นางสาว ส.รัตนมณี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีคดีการฟ้องร้องต่อบริษัทเอกชนของจีนให้ยุติการก่อสร้างเขื่อนหุยหลง มีชื่อของบริษัท Kunming Engineering

มหาชัยจัดงานอาหารทะเล“8-12 มี.ค.61”ชูแหล่งผลิตของสดรายใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/315339

มหาชัยจัดงานอาหารทะเล“8-12 มี.ค.61”ชูแหล่งผลิตของสดรายใหญ่

มหาชัย

มหาชัยจัดงานอาหารทะเล“8-12 มี.ค.61”ชูแหล่งผลิตของสดรายใหญ่

             วันที่ 4 มี.ค.ที่ครัวลุงญา ต.พันท้ายนรสิงห์) นายเทพประสิทธิ์ วงษ์ท่าเรือ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ในฐานะประธานเปิดงานฯ พร้อมด้วยนายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผอ.ททท.(เขต) สำนักงานสมุทรสงคราม ร่วมกับ นายสมพงษ์ จิระพรพงษ์ ประธานสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดสมุทรสาคร ในฐานะผู้จัดงานฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าวเนื่องในงานจัด “เทศกาลอาหารทะเล จ.สมุทรสาคร ครั้งที่ 17” โดยมีผู้ประกอบการร้านค้าขายอาหารภาคเอกชน ร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง

นายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผอ.ททท.เขตสมุทรสาครสงคราม กล่าวว่า ในฐานะเข้าร่วมสนับกิจกรรมในครั้งนี้ด้วยซึ่งสืบเนื่องจากจังหวัดสมุทรสาครนั้นมีศักยภาพในฐานะเมืองประมงของมนพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาก็มาชื่อเสียงในการผลิตสินค้าสดด้านอาหารแหล่งใหญ่ และสร้างรายได้ ทั้งมีมูลค่าการส่งออกอย่างมหาศาลในแต่ละปี ดังนั้นจึงร่วมกับทางสมาคมและชมรมร้านอาหารฯ ร่วมจัดงานเทศกาลอาหารทะเล ซึ่งเป็นครั้งที่ 17 เพื่อโชว์ศักยภาพดังกล่าวที่เป็นสภาพนครแห่งอาหารทะเลและมุ่งสู่การเป็นครัวอาหารทะเลของโลก พร้อมกันนี้ยังช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการอาหารฯได้ต่อไปอีกด้วย

ด้านนายสมพงษ์ จิระพรพงษ์ ประธานสมาคมร้านอาหารจังหวัดฯ กล่าวว่า สำหรับครั้งนี้เป็นปีที่ 17 ดดยกิจกรรมในงานจะมีการออกร้านอาหารทะเลปรุงเสร็จจากชมรมร้านอาหารฯ อย่างต่ำ 50 ร้าน, มีการแสดงดนตรีของเหล่าศิลปิน อาทิ คาราบาว จ๊ะ อาร์สยาม หนุ่ย อำพล ลำพูน ปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ แจ๊ค ธนพล-มอคค่า การ์เด้น เป็นต้น เพื่อเป็นแรงชักจูงให้นักท่องเที่ยวสามารถมาร่วมชม ชิม ช้อป เมนูอาหารทะเลสดและของแปรรูป ตลอดจนจับจ่ายเพื่อซื้อหนุนสินค้าต่างๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 8 -12 มี.ค.2561 “ณ ลานในพื้นที่รวม 49 ไร่ ริมถนนช่วงเชิงสะพานท่าจีน” (ฝั่งเยื้องกับตลาดทะเลไทย) ถนนพระราม 2 อ.เมืองสมุทรสาคร

ไทวัสดุ ร่วมส่งมอบฝาย 260 แห่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำ อ.แม่แจ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/315237

 ไทวัสดุ ร่วมส่งมอบฝาย 260 แห่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำ อ.แม่แจ่ม

 ไทวัสดุ ร่วมส่งมอบฝาย 260 แห่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำ อ.แม่แจ่ม

บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจ ไทวัสดุ โฮมเวิร์ค และบ้านแอนด์บียอนด์ ร่วมพิธีถวายราชสดุดีในโครงการ “สานต่อพระราชปณิธาน สร้างฝายชะลอน้ำสู่ความยั่งยืน” โดยการสร้างฝายถาวร  360  ฝาย และอ่างเก็บน้ำ ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดโดยองค์การป่ารักษ์น้ำแห่งประเทศไทยร่วมกับกองทัพบก โดยมี พล.ท.สมพงษ์ แจ้งจำรัส แม่ทัพน้อยที่ 3 ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร  ทรงเจริญพระชนมพรรษา 66 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฏาคม 2561  และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ หมู่บ้านแม่สะต๊อบ ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

นายรัฐวิชญ์   ศุภสวัสดิรัตน์  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับ ไทวัสดุ เราตระหนักถึงปัญหาป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปัญหาภัยแล้ง น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม  เราจึงจัดทำ “โครงการสืบสานพระราชปณิธานในโครงการป่ารักษ์น้ำกับไทวัสดุ โดยร่วมกับองค์การป่ารักษ์น้ำแห่งประเทศไทย เปิดรับบริจาคที่ร้านไทวัสดุ โฮมเวิร์ค และบ้านแอนด์บียอนด์ทุกสาขา ระหว่างวันที่ 1 ส.ค. – 31 ต.ค. 60

สำหรับอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภอที่อยู่ในหุบเขามีลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าและภูเขาสูง ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำในพื้นที่ได้ตามธรรมชาติ ส่งผลให้พื้นที่ส่วนใหญ่เกิดความแห้งแล้ง เกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกพืชชนิดอื่นๆได้ นอกจากข้าวโพดซึ่งใช้น้ำน้อย โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดสูงถึง 200,000 ไร่ เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะใช้วิธีการเผาไร่ข้าวโพดเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกฤดูกาลใหม่ ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในเมืองเชียงใหม่ ดังนั้น ทางภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จึงหาแนวทางแก้ปัญหาโดยกำหนดเป็นแผนแม่แจ่มโมเดลขึ้นเพื่อคลี่คลายปัญหาและฟื้นฟูพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม

ผลจากการจัดทำโครงการสืบสานพระราชปณิธานในโครงการป่ารักษ์น้ำกับไทวัสดุ บริษัทฯ ได้รวบรวมเงินสมทบทุนได้ทั้งสิ้น 474,190 บาท  โดยนำไปจัดซื้อปูนอัดแรงจำนวน 3,760 ถุง และตะแกรงไวร์เมช 30 ม้วน  มอบให้แก่องค์การป่ารักษ์น้ำเพื่อกระจายไปยังพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลแม่นาจร ตำบลแม่ศึก ตำบลกลองแขก ทั้งนี้ สามารถสร้างฝายได้เป็นจำนวนถึง 260 ฝาย และ 1 อ่างเก็บน้ำ

ผลสำเร็จของการบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ในการสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรและฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้คงความอุดมสมบูรณ์ โดยได้เกิดผลเป็นรูปธรรมของการจัดสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ อำเภอแม่แจ่ม จำนวนรวมทั้งสิ้น 360 ฝาย และอ่างเก็บน้ำขนาด 6×6 เมตร จำนวน 1 อ่าง

โดยบริษัทฯ ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่เรียกร้องให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาป่าต้นน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยการผลิตของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการอุปโภคบริโภค  ปัญหาขาดแคลนน้ำจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่คนไทยทุกคนควรเข้ามามีส่วนรับผิดชอบ ด้วยการดูแลแหล่งน้ำ ฟื้นฟู คืนความสมดุลให้แก่ธรรมชาติ เพราะปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ดินถล่ม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของพวกเราทุกคนอีกต่อไป

เกษตรฯเชิญ 4 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลกร่วมหารือครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/315236

เกษตรฯเชิญ 4 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลกร่วมหารือครั้งแรก

ประชุมยาง4ชาติ

เกษตรฯเชิญ 4 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลกร่วมหารือครั้งแรก

            วันที่ 3 มี.ค. นายกฤษฏา บุญราช รมว.กษ.พร้อมด้วยนายลักษณ์ วจนานวัช รมช.กษ.กระทรวงเกษตรฯ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัด กษ. อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และ ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ประชุมร่วมกับผู้แทนจากประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อหารือความร่วมมือด้านยางพารา เพื่อจะสร้างเสถียรภาพด้านราคา และพัฒนาอาชีพการทำสวนยาง ตลอดจนอุตสาหกรรมยางให้มีความมั่นคงและยั่งยืน และยังเป็นการส่งเสริมด้านความร่วมมือและความความสัมพันธ์อันดีในฐานะประเทศผู้ผลิตยางด้วย               โดยครั้งนี้เป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพารา (Agreed Export Tonnage Scheme : AETS) ครั้งที่ 5 ภายใต้ข้อตกลงสภาไตรภาคียางพาราระหว่างประเทศ (International Tripartite  Rubber Council : ITRC) ประกอบด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยกำหนดการลดโควตาการส่งออกยางพาราร่วมกันของ 3 ประเทศสมาชิก ITRC จำนวน 350,000 ตัน ณ โรงแรม Intercontinental กรุงเทพฯ

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับเอกอัครราชทูตและผู้แทนจากประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ร่วมประชุมหารือความร่วมมือด้านยางพารา เพื่อจะสร้างเสถียรภาพด้านราคา และพัฒนาอาชีพการทำสวนยาง ตลอดจนอุตสาหกรรมยางให้มีความมั่นคงและยั่งยืน และยังเป็นการส่งเสริมด้านความร่วมมือและความความสัมพันธ์อันดีในฐานะประเทศผู้ผลิตยางด้วย โดยครั้งนี้เป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพารา (AETS) ครั้งที่ 5 ภายใต้ข้อตกลงสภาไตรภาคียางพาราระหว่างประเทศ (ITRC)

ประกอบด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยกำหนดการลดโควตาการส่งออกยางพาราร่วมกันของ 3 ประเทศสมาชิก ITRC จำนวน 350,000 ตัน ที่แก้ไขปัญหาราคายางในระยะสั้น ภายในระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งนับจากนี้ยังเหลือเวลาในการดำเนินมาตรการนี้อีกประมาณ 1 เดือน ในการควบคุมปริมาณยางในตลาดให้ลดลง ทั้งสามประเทศยืนยันที่จะดำเนินการอย่างเข้มงวดและจริงจังมากขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดความต้องการใช้ยางในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยของแต่ละประเทศซึ่งจะมีรายได้ที่สูงขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินการมาตรการนี้ ประเทศเวียดนาม ในฐานะประเทศผู้ผลิตยาง ยังช่วยสนับสนุนมาตรการครั้งนี้สัมฤทธิ์ผลควบคู่ด้วยดังกล่าวร่วมด้วย ซึ่งเวียดนามมีท่าทีอย่างไม่เป็นทางการในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปลายปีนี้

สำหรับประเทศสำคัญที่ไทยนำเสนอในที่ประชุมครั้งนี้ คือมาตรการที่ไทยดำเนินการและระหว่างพิจารณารวม 5 มาตรการ คือ มาตรการและแนวทางอื่นในการสร้างเสถียรภาพราคายาง 1. มาตรการบริหารจัดการการผลิต  โดยบริหารผลผลิตและความต้องการใช้ยางของแต่ละประเทศได้อย่างสมดุล โดยไทยนโยบายในการลดพื้นที่ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมด้วยการโค่นยางเพื่อไปปลูกพืชอื่น ซึ่งจะจำกัดปริมาณผลผลิตให้มีความสมดุลกับความต้องการใช้ ปีละ 200,000 ไร่

ปัจจุบัน ปี 2560 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยาง 23.113 ล้านไร่ และคาดว่าในปี 2561 จากมาตรการนโยบายของรัฐบาล จะช่วยให้พื้นที่ปลูกยางในประเทศหายไปประมาณ 200,000 ไร่ จะเหลือเป็นพื้นที่ปลูกยางในประเทศไทย ประมาณ 22.913 ล้านไร่ 2. มาตรการการปลูกยางพาราร่วมกับพืชเศรษฐกิจอื่น 3. เพิ่มการใช้ยางในประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยปัจจุบันมีการรณรงค์ให้หน่วยงานภาครัฐ เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศ และประโยชน์ต่อประชาชน อาทิ สระน้ำ ยางปูพื้น ถนนยางพารา เป็นต้น

4. มาตรการหยุดกรีด  ที่ไทยมีนโยบายให้พื้นที่ปลูกยางในหน่วยงานภาครัฐ ยกเว้นพื้นที่สวนยางที่ใช้ในการวิจัย หยุดกรีดยางเป็นระยะเวลา 3 เดือน ในระหว่าง ม.ค.-มี.ค. 2561 คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 100,000 ไร่ เพื่อลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด นอกจากนี้ ไทยยังมีแนวคิดในการลดพื้นที่กรีดยาง 2 แนวทาง เพื่อลดปริมาณยางในตลาด ได้แก่ 1. หยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ พ.ค.-ก.ค.61 คาดว่าจะลดปริมาณยางได้ประมาณ 200,000 ตัน 2. หยุดกรีดยางทุกไร่ แต่กรีดแบบวันเว้นวันหรือกรีดยาง 15 วัน หยุดกรีดยาง 15 วัน  และ 5. มาตรการการควบคุมการผลิต-ราคายางพาราที่ปัจจุบัน ยางพาราของประเทศไทย เป็นสินค้าควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ปี 2542 โดยจะมีกระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูกลไกราคายางพารา

ดังนั้น มีนโยบายในการจัดตั้งคณะกรรมการยางพาราควบคุมการผลิต-ราคายางพารา ซึ่งคณะกรรมการฯ จะประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ได้แก่ ภาคราชการ เอกชน และชาวสวนยางพารา มีอำนาจหน้าที่ในการไปดูต้นทุนยางพารา ดูการผลิตยางว่าราคาใดเหมาะสมกับการรับซื้อ หรือราคาใดเหมาะสมกับการส่งออก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกร

อย่างไรก็ตาม สองมาตรการหลังนั้นไทยได้ขอให้ประเทศสมาชิกรับไปพิจารณา คือ มาตรการหยุดกรีดยาง และคณะกรรมการราคายางระหว่างประเทศ ซึ่งเบื้องต้นจากการหารือนั้นอินโดนีเซียสนใจมากที่สุดกับมาตรการขอความร่วมมือลดกรีดยางนี้ แต่ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกจะรับข้อเสนอของไทยไปพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันต่อไป