เกษตรกรปศุสัตว์วอนยกเลิกมาตรการมัดตราสังข์ คนเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/315222

เกษตรกรปศุสัตว์วอนยกเลิกมาตรการมัดตราสังข์ คนเลี้ยงสัตว์

เลี่้ยงสุกร

เกษตรกรปศุสัตว์วอนยกเลิกมาตรการมัดตราสังข์ คนเลี้ยงสัตว์

             นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ   เปิดเผยว่า กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ พยายามขอเข้าพบรัฐมนตรีว่ าการกระทรวงพาณิชย์หลายครั้ง เพื่ออธิบายถึงความเดือดร้ อนของเกษตรกร แต่ได้รับการบ่ายเบี่ ยงมาโดยตลอด จนทนไม่ไหว จำเป็นต้องยกขบวนมาขอความช่ วยเหลือจากท่านนายกรัฐมนตรี

“เกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ ต้องเดือดร้อนจากราคาข้าวโพดที่ สูงมากจนนำไปสู่ภาวะขาดทุน และต้องลดจำนวนการเลี้ยงลงเป็ นจำนวนมาก ขณะที่วันก่อนรัฐมนตรีว่ าการกระทรวงพาณิชย์ออกข่ าวแถลงผลงานด้วยความปลาบปลื้มที่ ทำราคาข้าวโพดสูงถึงกก.ละเกือบ 10 บาท แล้วคนที่ต้องซื้อข้าวโพดอย่ างพวกผมล่ะครับ ท่านคิดจะช่วยเหลือบ้างหรือไม่ การบ่ายเบี่ยงไม่ให้ผมเข้าพบ แต่กับกลุ่มนายทุนพืชไร่ได้ พบปะเจรจากันถึง 3 ครั้งนั้นหมายความว่าอย่างไร ท่านลำเอียงใช่หรือไม่ แก้ปัญหาจุดหนึ่งแต่ปัญหาไปโผล่ อีกจุดหนึ่งใช่หรือไม่ แต่ยังกล้านำมาแถลงเป็นผลงานเช่ นนี้ พวกผมคงพึ่งพาท่านไม่ได้แล้ว จึงจำเป็นต้องมาหาท่านนายกประยุ ทธ์กันในวันนี้” นายสุรชัยกล่าว

ราคาข้าวโพดตามที่กระทรวงพาณิ ชย์กำหนดที่กิโลกรัมละ 8 บาท ขยับสูงขึ้นเป็นกว่า 10 บาท คิดเป็นสูงขึ้นถึง 25% หากนำมาใช้ในอาหารสัตว์ 50% จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น 12.5% เปรียบเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่ งผลให้คนเลี้ยงสัตว์ขาดทุนหรื อได้กำไร ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มี มาตรการช่วยเหลือกลุ่มพืชไร่ มาโดยตลอด แต่แทนที่จะบริหารจัดการเหมื อนพืชเกษตรชนิดอื่น เช่น การประกันรายได้ให้เกษตรกร กลับบังคับให้คนเลี้ยงสัตว์ต้ องซื้อข้าวโพดในราคาที่ กระทรวงพาณิชย์กำหนดที่ กก.ละ 8 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาข้ าวโพดตลาดโลกที่ขายกันเพียง กิโลกรัมละ 5-6 บาท อยู่แล้ว เมื่อราคาข้าวโพดไทยแพงกว่ าตลาดโลก 100% เช่นนี้ เท่ากับประเทศไทยมีต้นทุนการเลี้ ยงสัตว์ที่สูงกว่าตลาดโลกถึง 50%

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังออกมาตรการมั ดตราสังข์คนเลี้ยงสัตว์ให้ซื้ อข้าวโพดราคาแพงนี้ 3 ส่วนก่อนจึงจะนำเข้าข้าวสาลี มาทดแทนข้าวโพดได้ 1 ส่วน ดังนั้น ราคาข้าวโพดจะแพงเพียงใด คนเลี้ยงสัตว์ก็ต้องซื้ อตามมาตรการรัฐที่เอื้อประโยชน์ ให้กลุ่มพืชไร่อย่างชัดเจน ดังเช่นที่ปัจจุบันพ่อค้าพืชไร่ โก่งราคาข้าวโพดไปถึง กก.ละ 10.15 บาทแล้ว และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่ อเนื่อง

นายวีระพงษ์ ปัญจวัฒนกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ กล่าวเสริมว่า ตนเองมีข้อแคลงใจต่ อการทำงานของรัฐมนตรีว่ าการกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากการบ่ายเบี่ยงไม่ให้ เข้าพบนั้นผิดปกติวิสัยของผู้ บริหารซึ่งต้องรับฟังและติ ดตามข้อมูลของทุกภาคส่วนที่เกี่ ยวข้องในแต่ละปัญหา  จึงต้องการเรียนให้ท่านนายกรั ฐมนตรีรับทราบถึงความเดือดร้ อนที่ไม่ได้รับการเหลียวแลนี้

สินค้าเกษตรต้องปล่ อยไปตามกลไกตลาด เมื่อวัตถุดิบไม่เพียงพอก็ต้ องนำเข้า การจำกัดการนำเข้าจะส่งผลให้ผู้ ที่ถือวัตถุดิบในมือ ฉวยโอกาสทำกำไรและกักตุนเพื่ อโก่งราคา ตนมีคำถามมาโดยตลอดว่าตัวเลข 3:1 มาได้อย่างไร เป็นข้อเรียกร้องจากกลุ่มที่ มองเห็นผลประโยชน์ใช่หรือไม่  และราคาข้าวโพดที่ขยับขึ้นนี้ จะตกถึงมือเกษตรกรจริงหรือในเมื่ อข้าวโพดไม่ได้อยู่ในมื อเกษตรกรเลย

ที่ผ่านมา ผู้ใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวมถึ งเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้ ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ในการรับซื้อข้าวโพดที่ราคาขั้ นต่ำ 8 บาทต่อกิโลกรัมมาโดยตลอด ด้วยหวังว่าจะเป็นการช่วยเหลื อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด  แต่กลายเป็นว่าผู้ที่ได้รั บผลประโยชน์คือพ่อค้า ที่ขึ้นราคาข้าวโพดอย่างต่อเนื่ อง โดยไม่มีการควบคุมหรื อกำหนดราคาเพดานขั้นสูงไว้ ทำให้เกิดการค้ากำไรเกินควรซึ่ งขัดต่อกฎหมาย แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กลั บไม่ได้รับการดูแล  จึงเห็นชัดว่าควรยกเลิ กมาตรการควบคุมการนำเข้าข้ าวสาลีดังกล่าวที่เอื้อประโยชน์ แก่พ่อค้าคนกลางเพียงกลุ่มเดียว

เทสโก้ สานต่อประชารัฐสนับสนุนพัฒนาไก่งวงมหาสารคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314980

เทสโก้ สานต่อประชารัฐสนับสนุนพัฒนาไก่งวงมหาสารคาม

เทสโก้ สานต่อประชารัฐสนับสนุนพัฒนาไก่งวงมหาสารคาม

                นางสาวพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เทสโก้ โลตัส มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการรับซื้อผลิตผลทางการเกษตรโดยตรงจากเกษตรกร โดยในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัส ได้รับซื้อไก่งวงตรงจากเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่งวงจังหวัดหมาสารคาม ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ที่ดีให้เกษตรกร นอกจากจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่เข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศแล้ว เทสโก้ โลตัส ยังให้การสนับสนุนเกษตรกรในด้านอื่นๆ รวมถึง การวางแผนการผลิตร่วมกัน การพัฒนามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า

โดยมุ่งเน้นแนวทาง “ตลาดนำการผลิต” ตามนโยบายของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน และยังช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด นอกจากนี้ เทสโก้ โลตัส ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานภายใต้กรอบการทำงานแบบประชารัฐ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรทั่วประเทศ ในปีนี้เทสโก้โลตัสจึงได้สนับสนุนงบประมาณ 1 ล้านบาทเพื่อพัฒนาโรงชำแหละไก่งวงที่ได้มาตรฐาน GMP

สำหรับงบประมาณในส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ในการติดตั้งอุปกรณ์ห้องเย็นสำหรับจัดเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ไก่งวง และติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียในอาคารโรงงานชำแหละแปรรูปไก่งวง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถชำแหละไก่งวงภายในสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล และช่วยลดการเคลื่อนย้ายไก่งวงที่มีชีวิตออกนอกพื้นที่ ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด”

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มแปลงใหญ่ไก่งวง จังหวัดมหาสารคาม และเทสโก้ โลตัส ได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาการผลิตและการตลาดไก่งวงประชารัฐ เพื่อส่งเสริมและพัฒนากระบวนการผลิต การแปรรูป และการตลาดผลิตภัณฑ์ไก่งวง ให้ได้คุณภาพและมาตรฐานครบวงจร ครอบคลุม 4 ด้านคือ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการผลิตระดับต้นน้ำ ด้านการผลิตระดับกลางน้ำ และด้านการผลิตระดับปลายน้ำและการตลาด โดยที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัส ได้รับซื้อไก่งวงประชารัฐ จากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่งวงในจังหวัดมหาสารคาม เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วประเทศผ่านทั้งทางสาขาต่างๆ และช่องทางออนไลน์

เชิญเที่ยวงานตลาดนัด “สุขใจในวิถีเกษตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314978

 เชิญเที่ยวงานตลาดนัด “สุขใจในวิถีเกษตร”

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เชิญเที่ยวงานตลาดนัด “สุขใจในวิถีเกษตร”

            สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)เชิญชวนประชาชนเที่ยวงานตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง “สุขใจในวิถีเกษตร” ระหว่างวันที่ 3-4 มีนาคม 2561 เวลา 08.00 – 18.00 น.ร่วมเรียนรู้วิถีเกษตรไทย สุขใจ  และอิ่มท้องกับผลผลิตทางการเกษตรณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (นวนคร) ริมถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี
นางจารุรัฐ  จงพุฒิศิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า “งานตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียงครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสความสุขในวิถีเกษตร และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภูมิปัญญานวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง โดยความร่วมมือกับพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดอบรมวิชาของแผ่นดิน กว่า 10 หลักสูตร พร้อมทั้งยังจำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่หลากหลายทั้งสินค้าทางการเกษตร ผัก ผลไม้พื้นบ้านตามฤดูกาล เครื่องนุ่งหุ่มในราคาย่อมเยา พร้อมชมการแสดงสุดพิเศษ “ความสุขในวิถีเกษตร” เพื่อมอบความสุขให้แก่ผู้มาร่วมงาน”
สุขภาพดีด้วยวิถีเกษตร  เรียนรู้การดูแลสุขภาพด้วยตนเองจากเครือข่ายแพทย์แผนไทย ผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านภูมิปัญญาเกษตรประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน นอกจากการดูแลตนเองด้วยยา สมุนไพรแล้ว สิ่งที่สำคัญคืออาหาร ที่รับประทานในแต่ละมื้อจะต้องมีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลอดภัยในทุกขั้นตอนการผลิตเรียนรู้วิชาของแผ่นดิน อบรมเชิงปฏิบัติการ เรียนรู้กับปราชญ์

ผู้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตกผลึกความรู้จากการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จากความล้มเหลวสู่ความสำเร็จ สามารถพึ่งพาตนเอง พร้อมแบ่งปันให้ผู้อื่น ทั้งด้านองค์ความรู้  แบบอย่างในการดำเนินชีวิตตามศาสตร์พระราชา สร้างความสุขบนทางสายกลาง

อาทิ “การปลูกแตงกวาลอยฟ้า” เรียนรู้เทคนิคการปลูกแตงกวาแบบลอยฟ้า พร้อมการดูแล โดยอาจารย์โฉม  อังสุวรรณ เรียนรู้การทำเกษตรที่สร้างความสุขให้ทั้งกับตนเองและครอบครัวกับ อาจารย์วิโรจน์ นุ้ยบุตร(ไม้ร่ม ธรรมชาติอโศก) ผู้สร้าง “ความสุขในวิถีธรรมชาติ” เอาใจผู้ (ใกล้)สูงวัย ด้วยหลักสูตร “เกษตรเตรียมเกษียณ สร้างสุข”  เรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อสร้างรายได้แบบพอเพียง โดย ร.ต.บัญชา  เพ็ชรรักษ์ ทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง หลักสูตร “การทำก้อนเห็ดนานาชนิด” เรียนรู้และฝึกปฏิบัติเองทุกขั้นตอน  โดยอาจารย์มานะ โพธิ์ชัย  เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ จาก จ.กำแพงเพชร “ความสุขปลูกได้ ตามศาสตร์ของพ่อ” ร่วมแบ่งปันโดยปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์  และอีกหลากหลายวิชาทั้ง “บุษบาห่มผ้า”  “การทำฮอร์โมนจากหัวไชเท้า” “สวนผัก 1 ไร่ สร้างสุข สร้างรายได้” เป็นต้น
วันวาน ยังหวานอยู่ บันเทิงหรรษา ย้อนวันวานกับนิทรรศการ “มหัศจรรย์ท้องทุ่ง”สัมผัสความสุขของผู้คนในอดีต วิถีชีวิตของเกษตรกรผู้รังสรรค์ความสุขจากธรรมชาติตั้งแต่เวลาพลบค่ำ ย่ำรุ่ง กลางวันในท้องทุ่งไปจนถึงดึกดื่นค่ำคืนที่แสนสนุกครึกครื้นในงานเฉลิมฉลอง ผสานกับบรรยากาศความสุขของวิถีชนบทที่เรียบง่ายได้อย่างลงตัวใน “พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา” จัดรอบเข้าชมตลอดทั้งวัน สนุก มีสาระ สอดแทรกเนื้อหาผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยภาคพิเศษ
ชม ชิม ช้อป สนุกสนานกับการแสดงโชว์สุดพิเศษเพื่อสร้างความสุขแก่ผู้มาร่วมงานได้ชื่นชม ลิ้มรสสินค้าผลผลิตเกษตรปลอดภัยที่คัดสรรมาให้เลือกซื้อ ผักพื้นบ้าน  ผลไม้ตามฤดูกาล สารพัดคุณค่าสารอาหาร ช้อปสินค้ามากด้วยคุณภาพจากผู้ผลิต ราคาเป็นกันเอง จากพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ทั่วประเทศ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช(นวนครเดิม)   ริมถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี โทรศัพท์ 0-2529-2212-13 มือถือ 087-359-7171 , 094-649-2333 หรือคลิกดูรายละเอียดทาง http://www.wisdomking.or.th หรือทาง Line ID @wisdomkingfan หรือ facebook.com/wisdomkingfan

แกนนำต้านเขื่อนวังหีบถูกขู่อุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314976

แกนนำต้านเขื่อนวังหีบถูกขู่อุ้ม

เขื่อนวังหีบ

แกนนำต้านเขื่อนวังหีบถูกขู่อุ้มเหตุกลุ่มอิทธิพลหวั่นเสียผลประโยชน์

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 นางนงลักษณ์ ผาสุข  สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำคลองวังหีบซึ่งร่วมกันคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนวังหีบ จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่าขณะนี้มีชาวบ้านได้มาเล่าถึงการถูกเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานข่มขู่โดยระบุว่า “หากกระแสข่าวเงียบไปแล้ว แกนนำที่ร่วมกันคัดค้านอาจจะโดนอุ้ม” เนื่องจากเขาคิดว่าหากเอาตัวแกนนำไปก็จะสามารถผลักดันโครงการสร้างเขื่อนวังหีบได้สำเร็จ โดยผู้ที่มาเล่าเป็นชาวบ้านซึ่งได้รับฟังข่าววงในมาอีกทีและด้วยความหวังดีจึงรีบมาบอกแก่พวกตน
“ปัจจุบันในจังหวัดนครศรีธรรมราชได้มีสร้างกระแสเขื่อนวังหีบอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการจ่ายค่าเวนคืน การเข้าพื้นที่ดำเนินโครงการ สร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สร้างเขื่อน รวมไปถึงมีทหารระดับสูง ใน กอ.รมน.จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งให้การสนับสนุนโครงการด้วย”นางนางลักษณ์ กล่าว
นางนงลักษณ์กล่าวต่อว่าเมื่อวันที่ 27  กุมภาพันธ์ 2561 ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลขอเข้ามาพบชาวบ้านในชุมชน  เพื่อสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านกรณีที่นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีว่าการกระเกษตรและสหกรณ์ ลงมาดูพื้นที่เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 ว่าชาวบ้านมีความคาดหวังอย่างไร   ซึ่งชาวบ้านได้ร่วมกันยืนยันกับนายวิวัฒน์ว่า จะดำเนินการคัดค้านโครงการเขื่อนต่อไปจนถึงที่สุด  เพราะการสร้างเขื่อนจะส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกิน ทรัพยากรป่าไม้ที่สมบูรณ์ รวมไปถึงการสร้างเขื่อนวังหีบไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอำเภอทุ่งสงได้
ด้านนายวุฒิชัย แก้วลำหัด  สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำคลองวังหีบ กล่าวว่า กระแสข่าวอุ้มแกนนำเริ่มหนาหูขึ้นมาเรื่อยๆ โดยผู้นำท้องถิ่น และตนเองต่างได้รับการเตือนจากผู้ใหญ่หลายคนว่า หากกระแสเรื่องเขื่อนเงียบลง แกนนำคัดค้านเขื่อนอาจถูกอุ้ม เนื่องจากการค้านเขื่อนวังหีบขัดผลประโยชน์ที่ค่อนข้างสูง จึงสร้างความไม่พอใจแก่ผู้มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก

นายวุฒิชัยกล่าวว่าเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางจังหวัดนครศรีธรรมราชก็ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เรื่องการเวนคืนพื้นที่ ขณะเดียวกันได้มีการให้ข่าวของนายทหารนายหนึ่งในกอ.รมน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ระบุว่าประชาชนส่วนน้อยเพียงเท่านั้นที่ออกมาคัดค้าน และชาวบ้านกลุ่มนี้จะต้องเสียสละเพื่อให้คนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์ โดยเขาบอกว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบมีเพียง 40 ครัวเรือน แต่ความจริงมีผู้ได้รับกระทบเกือบ 70 ครัวเรือน จึงมองว่าการออกมาให้ข่าวกับสื่อค่อนข้างบิดเบือนต่อข้อเท็จจริงในพื้นที่ ในขณะที่ชาวบ้านก็ทำได้เพียงติดตามข้อมูลและอธิบายข้อเท็จจริงในเพียงเฟสบุ๊คเท่านั้น เนื่องจากไม่มีพื้นที่สื่อ เช่น ประชาสัมพันธ์จังหวัด
“วันก่อน นายก อบต.คนหนึ่งบอกผมว่า ดีนะ รมช.เกษตร ได้ลงพื้นที่มาก่อน มิเช่นนั้นแกนนำหนึ่งคนโดนอุ้มแน่นอน หลายๆ คนก็เริ่มออกมาเตือน รวมไปถึงมีชาวบ้านที่ได้รับการจ้างวาน 2,000 บาท จากเจ้าหน้ารัฐรายหนึ่ง มาถ่ายภาพบ้านแกนนำ แต่ชาวบ้านที่ถูกจ้างวานไม่ได้กระทำการดังกล่าวและมาแจ้งต่อแกนนำให้รับทราบ”นายวุฒิชัย กล่าว
นายวุฒิชัย กล่าวว่ากระแสข่าวอุ้มแกนนำที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะเป็นเพียงการข่มขู่ให้เกรงกลัวหรืออาจจะเป็นเรื่องจริง แต่ก็เชื่อว่าหากไม่มีมูลความจริง ข่าวเช่นนี้ก็ไม่น่าจะออกมา สำหรับตนเองก็พยายามระวังตัวเวลา หากถามว่ากลัวหรือไม่ ก็กลัวนะ แต่ก็ยังยืนยันว่าจะสู้ไม่ถอยอย่างแน่นอน ระยะนี้ก็สังเกตว่า มีรถวีโก้สีบรอนซ์ 4 ประตู ขับวนเวียนคอยติดตามตนเองอยู่นับได้ประมาณ 4 ครั้งแล้ว ซึ่งตนก็จะติดตามว่ารถคันนั้นเป็นใครกันแน่
“ทุกวันนี้ก็มีความรู้สึกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้ ที่ผ่านมาผมก็พูดตามความเป็นจริงทั้งหมด ชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบจริงๆไม่ได้มีการบิดเบือนข้อมูลแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การเคลื่อนไหวคัดค้านของชาวบ้านก็ยังดำเนินต่อไป พวกเราไม่มีท้อถอยและยืนยันที่จะต่อสู้คัดค้านเขื่อนอย่างถึงที่สุด” นายวุฒิชัย กล่าว
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า เขื่อนนี้ชาวบ้านคัดค้าน แต่รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) กลับผ่าน ในกระบวนการทำอีไอเอ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้เข้าร่วม แต่คนที่อื่นเข้าร่วมก็มีมติเสนอให้มีการสร้างเขื่อน ทำให้ชาวบ้านต้องยื่นหนังสือถึงทุกหน่วยงาน จนมายื่นกับนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรฯที่ได้ลงพื้นที่โดยนายวิวัฒน์ได้สั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการกลาง เพื่อศึกษาทางเทคนิคว่าเขื่อนนี้สร้างมาคุ้มค่ากับวัตถุประสงค์หรือไม่ เพราะชาวบ้านยืนยันว่าคลองวังหีบไม่ผ่านกลางเมืองทุ่งสง

ดังนั้นที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นแก้ปัญหาน้ำท่วมจึงไม่น่าจะคุ้ม เพราะสามารถกักเก็บน้ำ 20 ล้านลูกบาตรเมตร แต่ต้องใช้งบก่อสร้างถึง 2,600 ล้านบาท และพบว่างบประมาณเพิ่มอีกเท่าตัวเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ที่สำคัญคือโครงการนี้จะส่งกระทบอย่างรุนแรงต่อชาวบ้านและสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยเฉพาะน้ำตกและจุดเล่นน้ำ ที่มีความงดงามไม่ต่างอะไรกับน้ำตกวังตะไคร้ที่จังหวัดนครนายก

ทั้งนี้โครงการเขื่อนวังหีบ ถูกผลักดันโดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อช่วงธันวาคม2559 -มกราคม 2560   โดยโครงการก่อสร้างเขื่อน 7 แห่ง พร้อมทั้งขุดคลอง 1 สาย ต่อมามีการประกาศโครงการเขื่อนเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งสิ้น 9 แห่ง ใช้งบประมาณรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งต้องเวนคืนบ้านเรือนและที่ทำกินของชาวบ้านมากกว่า 3,000 ครัวเรือน
โครงการเขื่อนวังหีบ ตั้งอยู่ที่ บ้านสระแก้ว หมู่ที่ 1 และบ้านคอกช้าง หมู่ที่ 5 ตำบลนาหลวงเสน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ความจุอ่างเก็บน้ำปกติ 20.10 ล้านลูกบาศก์เมตร วงเงินค่าก่อสร้างโครงการ 2,377.644 ล้าน บาท (เฉพาะตัวเขื่อน 918.85 ล้านบาท) ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี (พ.ศ.2561-2565) และกำลังมีการและขออนุมัติผลผ่านมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2532 กรณีการขอใช้พื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1 เอ เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน สามารถเข้าใช้พื้นที่สำหรับการก่อสร้างโครงการวังหีบ

“ลักษณ์”ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการ “โคบาลบูรพา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314913

“ลักษณ์”ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการ “โคบาลบูรพา”

“ลักษณ์”ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการ “โคบาลบูรพา”

               นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการ “โคบาลบูรพา” ณ จังหวัดสระแก้ว ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการ “โคบาลบูรพา” ในเขต อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง และ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมและแหล่งเลี้ยงโคเนื้อที่สำคัญทางภาคตะวันออก มีทำเลที่ตั้งและลักษณะพื้นที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงโคเนื้อ เพราะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชื่อมต่อระหว่างประเทศ สามารถเพิ่มผลผลิต ลดการนำเข้าและเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าเขตปลอดโรคปากเท้าเปื่อยและสร้างโอกาสในการส่งออกตลาด AEC ได้เป็นอย่างดี ซึ่งโครงการ “โคบาลบูรพา” เป็นโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ตอบโจทย์นโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาล โดยจะสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีการเลี้ยงโค-แพะ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว มุ่งเน้นที่จะประสานความร่วมมือกับเกษตรกรและรวมกันเป็นกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและร่วมสร้างอาชีพใหม่ที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการเตรียมความพร้อมโดยการฝึกอบรมเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน การเตรียมความพร้อม การบริหารจัดการฟาร์มที่ดี เตรียมพื้นที่ เตรียมคอก เตรียมเสบียงสัตว์และแหล่งน้ำเพื่อใช้ในฟาร์มของเกษตรกรสมาชิก และเจ้าหน้าที่ก็มีความพร้อมเป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินการ

ทั้งนี้ โครงการ “โคบาลบูรพา” มีการดำเนินการใน 2 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมที่ 1 ส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อผลิตลูก เป้าหมายระยะแรกเกษตรกร 6,000 ราย สนับสนุนแม่โคเนื้อ รายละ 5 ตัว เป้าหมายโคเนื้อ รวม 30,000 ตัว ซึ่งปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ก.พ. 61) การดำเนินการในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ได้ส่งมอบโคแก่เกษตรกรไปแล้ว 1,388 ราย รายละ 5 ตัว รวมเป็นจำนวน 6,940 ตัว มีเกษตรกรทำแปลงพืชอาหารสัตว์ 2,612 ราย จำนวน 13,060 ไร่ ในการนี้ กรมปศุสัตว์ได้จ่ายเงินอุดหนุนการทำแปลงพืชอาหารสัตว์ให้กับเกษตรกรไปแล้ว 1,182 ราย เป็นเงินจำนวน 11,820,000 บาท สำหรับเกษตรกรสร้างโรงเรือน จำนวน 2,620 หลัง ส่วนการโอนเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรนั้น เป็นค่าสร้างโรงเรือนโคเนื้อ 2,100 ราย จำนวน 105,000,000 บาท เป็นค่าสร้างโรงเรือนแพะ 50 ราย จำนวน 5,000,000 บาท ซึ่งเป็นการสนับสนุนกิจกรรมที่ 2 คือ ส่งเสริมการเลี้ยงแพะ โดยมีเป้าหมายระยะแรกเกษตรกร 100 ราย สนับสนุนแพะเพศเมีย รายละ 30 ตัว เพศผู้รายละ 2 ตัว รวมทั้งสิ้น 32 ตัวต่อราย และให้เงินกู้ยืมจากเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ซึ่งเป็นการให้กู้ยืมโดยปลอดดอกเบี้ยตลอดโครงการฯ เป็นค่าขุดเจาะบ่อบาดาล บ่อตอก หรือบ่อน้ำตื้น 2,150 ราย จำนวน 17,200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 127,200,000 บาท นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้ผสมเทียมโคไปแล้ว จำนวน 316 ตัว และได้รับรายงานว่ามีลูกเกิดจำนวน 33 ตัว ซึ่งเป็นลูกที่ติดท้องมา เป็นเพศผู้ 19 ตัว เพศเมีย 14 ตัว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ มีความตั้งใจที่จะยกระดับการเลี้ยงโคเนื้อให้เข้าสู่มาตรฐานสากล มุ่งหวังให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อยกระดับเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อ จะทำให้เป็นศูนย์กลางในการทำการตลาด ซึ่งยังคงมีความต้องการบริโภคภายในประเทศอีกเป็นจำนวนมาก โดยจะผลิตเนื้อที่มีคุณภาพและส่งไปตลาดตามเมืองท่องเที่ยว และตั้งเป้าหมายในการส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น กัมพูชา เวียดนาม และจีน เป็นต้น กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องการให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ปลอดโรคระบาดสัตว์ที่ร้ายแรง การนำโคหรือสัตว์เข้ามาในพื้นที่จะต้องมีการเฝ้าระวังตั้งแต่ต้นทาง จะต้องมีการป้องกันโรคและกักไว้ 30 วันก่อนที่จะนำเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งหากสามารถประกาศให้พื้นที่ภาคตะวันออกเป็นเขตปลอดโรคระบาดสัตว์ได้ จะสามารถส่งออกและเป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศได้ต่อไป

“สำหรับโคเนื้อ แพะเนื้อ ที่ทางราชการสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรนั้น ขอให้พี่น้องเกษตรกรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด มีความรัก ความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันภายในกลุ่ม และที่สำคัญต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่อผู้อื่น ซึ่งจะทำให้โครงการประสบผลสำเร็จในที่สุด และที่สำคัญพี่น้องเกษตรกรในรุ่นต่อไปยังรอรับโคจากท่านอยู่ ถ้าหากมีปัญหา อุปสรรค ให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ทันที ซึ่งกรมปศุสัตว์จะได้นำเทคโนโลยีการผลิตใหม่ ๆไปสู่พี่น้องเกษตรกร โดยเน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เกษตรกรได้ก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ไปพร้อม ๆ กัน” นายลักษณ์ กล่าว

กยท.คาดโทษหนักขโมยกรีดสวนยางรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314758

กยท.คาดโทษหนักขโมยกรีดสวนยางรัฐ

กยท

กยท.คาดโทษหนักขโมยกรีดสวนยางรัฐ

            ดร.ธีธัช  สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า  กยท.  โครงการหยุดการกรีดยาง (tapping holiday) ในพื้นที่สวนยางของหน่วยงานภาครัฐ  ที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการควบคุมปริมาณผลผลิต ภายใต้มาตรการการรักษาเสถียรภาพราคายางที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางควบคู่ไปกับมาตรการต่างๆ  โดยโดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือน ม.ค. – มี.ค. 61   ซึ่งขณะนี้ได้ให้มีกาตรวจสอบว่า  มีการขโมยกรีดยางในสวนยางของภาครัฐ หรือไม่ หากมีการตรวจสอบพบว่า มีลูกจ้าง กยท.รายใดกรีดยางจะมีความผิด ต้องถูกลงโทษมีความผิดทั้งทางวินัยตามข้อบังคับคณะกรรมการ กยท.ว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงานและลูกจ้างประจำ  อีกทั้งอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานลักทรัพย์นายจ้างด้วย

ส่วนกรณีที่มีการลักลอบกรีดยางและรับซื้อยางพาราอันเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอก กยท.ได้สั่ง ให้หัวหน้าส่วนงานที่รับผิดชอบดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในพื้นที่ที่รับผิดชอบเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป

สำหรับกรณีที่กระทรวงเกษตรฯมีแนวคิดขยายโครงการหยุดกรีดยางเพิ่มเติมจากสวนยางของหน่วยงานภาครัฐ ไปสู่สวนยางของเกษตรกรทั่วไปที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง จำนวน 2 ล้านไร่ เป็นระยะเวลา 3 เดือน คือ ตั้งแต่ พ.ค.-ก.ค.61   เพื่อให้ปริมาณผลผลิตในตลาดลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกตลาดนั้น ยังมิได้เป็นมาตรการที่จะดำเนินการทันทีอย่างที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ เพราะกระทรวงเกษตรฯ ยังคงมีมาตรการอื่นๆ ในการผลักดันให้สถานการณ์ของยางพาราไปในทิศทางที่ดีขึ้น อีกหลายมาตรการ เช่น  โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 20,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เป็นต้น

ขอย้ำว่าการขยายโครงการหยุดการกรีดยาง ดังกล่าว ยังคงเป็นเพียงแนวคิดเพื่อนำเสนอให้สาธารณชนไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ภาคเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร รวมไปถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับยางพาราได้หารือระดมความคิดร่วมกัน   ซึ่งจะนำมาวิเคราะห์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของมาตรการหยุดกรีดนี้ ว่าจะเกิดผลดีผลเสียเช่นไรต่อสถานการณ์ยางพาราในประเทศไทย รวมทั้งควรมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรในการชะลอหรือหยุดกรีดยางเพื่อให้มีประสิทธิภาพโดยไม่เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์”  ผู้ว่าการ กยท.กล่าวยืนยัน

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ เชิญเที่ยวงานตลาดนัด “สุขใจในวิถีเกษตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314752

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ เชิญเที่ยวงานตลาดนัด “สุขใจในวิถีเกษตร”

พิพิธภัณฑ์เกษตร

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ  เชิญเที่ยวงานตลาดนัด “สุขใจในวิถีเกษตร”

             สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)เชิญชวนประชาชนเที่ยวงานตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง “สุขใจในวิถีเกษตร” ระหว่างวันที่ 3-4 มีนาคม 2561 เวลา 08.00 – 18.00 น.ร่วมเรียนรู้วิถีเกษตรไทย สุขใจ และอิ่มท้องกับผลผลิตทางการเกษตร ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (นวนคร) ริมถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี
สุขภาพดีด้วยวิถีเกษตร  เรียนรู้การดูแลสุขภาพด้วยตนเองจากเครือข่ายแพทย์แผนไทย ผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านภูมิปัญญาเกษตรประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตของคนไทย
เรียนรู้วิชาของแผ่นดิน อบรมเชิงปฏิบัติการ เรียนรู้กับปราชญ์  ผู้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตกผลึกความรู้จากการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จากความล้มเหลวสู่ความสำเร็จ สามารถพึ่งพาตนเอง พร้อมแบ่งปันให้ผู้อื่น ทั้งองค์ความรู้  และแบบอย่างในการดำเนินชีวิตตามศาสตร์พระราชา สร้างความสุขบนทางสายกลาง อาทิ …“การปลูกแตงกวาลอยฟ้า” เรียนรู้เทคนิคการปลกแตงกวาแบบลอยฟ้า พร้อมการดูแล โดยอาจารย์โฉม  อังสุวรรณ… …เรียนรู้การทำเกษตรที่สร้างความสุขให้ทั้งกับตนเองและครอบครัวกับ อาจารย์วิโรจน์ นุ้ยบุตร(ไม้ร่ม ธรรมชาติอโศก) ผู้สร้าง “ความสุขในวิถีธรรมชาติ”… …เอาใจผู้ (ใกล้)สูงวัย ด้วยหลักสูตร “เกษตรเตรียมเกษียณ…สร้างสุข” …เรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อสร้างรายได้แบบพอเพียง โดย ร.ต.บัญชา  เพ็ชรรักษ์…       …“ความสุขปลูกได้ ตามศาสตร์ของพ่อ” ร่วมแบ่งปันโดยปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์… “สวนผัก 1 ไร่ สร้างสุข สร้างรายได้”…ทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง หลักสูตร “การทำก้อนเห็ดนานาชนิด” “บุษบาห่มผ้า” “การทำฮอร์โมนจากหัวไชเท้า” และอีกหลากหลายวิชาทั้ง ชม ชิม ช้อป สนุกสนานกับการแสดงโชว์สุดพิเศษเพื่อสร้างความสุขแก่ผู้มาร่วมงานได้ชื่นชม ลิ้มรสสินค้าผลผลิตเกษตรปลอดภัยที่คัดสรรมาให้เลือกซื้อ ผักพื้นบ้าน  ผลไม้ตามฤดูกาล สารพัดคุณค่าสารอาหาร ช้อปสินค้ามากด้วยคุณภาพจากผู้ผลิต ราคาเป็นกันเอง จากพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ทั่วประเทศ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช(นวนครเดิม)   ริมถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี โทรศัพท์ 0-2529-2212-13 มือถือ 087-359-7171 , 094-649-2333 หรือคลิกดูรายละเอียดทาง http://www.wisdomking.or.th หรือทาง Line ID @wisdomkingfan หรือ facebook.com/wisdomkingfan

เกษตรฯจับตาช่วงไม้ผลติดดอก เน้นคุมคุณภาพ ส่งเสริมการตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314591

เกษตรฯจับตาช่วงไม้ผลติดดอก เน้นคุมคุณภาพ ส่งเสริมการตลาด

เกษตรฯจับตาช่วงไม้ผลติดดอก เน้นคุมคุณภาพ ส่งเสริมการตลาด

               นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อมูลการประมาณการผลผลิต ครั้งที่ 2/2561 จากคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก คาดการณ์ว่าไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ในพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ในขณะนี้อยู่ในช่วงระยะออกดอก ทุเรียนและเงาะ คาดว่าผลผลิตจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยออกดอกแล้วประมาณ 95.42% และ 80% ตามลำดับ ในส่วนของมังคุด และลองกอง แม้มีแนวโน้มลดลงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ก็ออกดอกแล้วประมาณ 25% และ 19.34 % ตามลำดับ โดยมีเนื้อที่ยืนต้นจำนวน 683,922 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 4,335 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.64 เนื้อที่ให้ผลรวม 622,126 ไร่ เพิ่มขึ้น 16,645 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.75 ผลผลิตรวม 811,020 ตัน (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560)

ทุเรียน ในพื้นที่จังหวัดตราดออกดอกเต็มร้อยละ 100  แล้ว ส่วนในจังหวัดจันทบุรี ออกดอกแล้วร้อยละ 96.27 จังหวัดระยอง ออกดอกแล้วร้อยละ 90 คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 1,615 กิโลกรัม/ไร่ เริ่มออกให้ผลได้ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป

มังคุด ออกดอกในจังหวัดจันทบุรีแล้วร้อยละ 24 ส่วนจังหวัดตราดและระยองออกดอกแล้วร้อยละ 25 ซึ่งคาดการณ์ว่าส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 75 จะออกดอกประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ผลผลิตออกล่าช้า แต่คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน และมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 787 กิโลกรัม/ไร่               เงาะ ในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตราด และ ระยอง ออกดอกแล้วร้อยละ 80 คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 1,738 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งมีปริมาณผลผลิตรวมมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากฝนที่ตกส่งผลดีต่อการออกดอก และไม่มีผลต่อการติดผล เพราะส่วนใหญ่ฝนจะตกช่วงบ่าย เย็น ไปจนถึงกลางคืน ซึ่งเงาะจะมีการผสมเกสรในช่วงเช้าและบ่าย

ลองกอง จังหวัดจันทบุรีออกดอกแล้วร้อยละ 13 จังหวัดตราดออกดอกแล้วร้อยละ 25 และจังหวัดระยองออกดอกแล้วร้อยละ 20 คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 526 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นลองกองมีอายุมากขึ้น มีความสมบูรณ์และพร้อมให้ผลได้

อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัด ทั้ง 3 จังหวัด จับตาสถานการณ์ไม้ผลในระยะออกดอกและติดผลอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อช่วงการติดผลอ่อน เน้นการพัฒนาคุณภาพผลผลิต ส่งเสริมการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัย รวมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนเตรียมการรองรับช่วงผลผลิตออกมาก และเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาด้วย

ก้าวข้ามขยะกองโต อนาคตสุขโขของชุมชนระพีพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314588

ก้าวข้ามขยะกองโต อนาคตสุขโขของชุมชนระพีพัฒน์

เคหะชุมชนระพีพัฒน์

ก้าวข้ามขยะกองโต อนาคตสุขโขของชุมชนระพีพัฒน์

               เคหะชุมชนระพีพัฒน์ 1-2 ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นชุมชนผู้มีรายได้น้อยจากหลายๆ แหล่งที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง การเคหะแห่งชาติจึงจัดสรรที่ดินเปล่าร่วมๆ 1,500 แปลง ขนาดแปลงขั้นต่ำ 19.50 ตารางวา จำหน่ายในลักษณะผ่อนชำระเพื่อลดภาระผู้ซื้อที่ต้องปลูกสร้างบ้านเอง มีจำนวนผู้อยู่อาศัยไม่น้อยกว่า 3,000 คน มีสภาพเป็นเมืองน้อยๆ อีกเมืองหนึ่ง

ก้าวข้ามขยะกองโต อนาคตสุขโขของชุมชนระพีพัฒน์
เป็นเหมือนชุมชนทั่วไป มีทั้งผู้สูงอายุ คนทำงาน และเด็กๆ ด้วยความที่แต่ละคนมีพื้นเพมาจากหลายแหล่งความแปลกแยกบางอย่างก็ต้องค่อยๆ ผสมกลมกลืนกันไป
สังคมผู้สูงอายุที่นี่ล้อไปกับสภาพทั่วไปของประเทศไทยที่จำนวนผู้สูงอายุเบ่งบานจนกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบอีกไม่นาน เพราะประชากรยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีอายุน้อยที่สุดซึ่งถือกำเนิดเมื่อปี 2507 กำลังอยู่ในวัย 54 ปีเข้าแล้ว
ไม่เพียงแต่สัดส่วนมากสุด หากยังมีอายุยืนยาวจากความก้าวหน้าของวิทยาการการแพทย์ จึงทำให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุในอัตราที่เร็วมากประเทศหนึ่ง จนเป็นที่กังวลเรื่องประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตที่มีสัดส่วนน้อย ต้องแบกรับภาระหนักหน่วงกว่าคนรุ่นก่อน
ผู้สูงอายุอาจมีข้อเด่นเรื่องประสบการณ์ ความเข้าใจ ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ แต่ด้วยวัยที่สูงขึ้นตามลำดับ จึงเป็นข้อจำกัดในด้านกลับกันเช่นกัน เช่น ความเชื่องช้า ความจำ หรือสุขภาพ ฯลฯ
ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสมกับเป็นผู้บุกเบิกพัฒนาประเทศในยุคที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลานอีกด้วย
โครงการ สูงวัย  ใจมีสุข  เป็นโครงการที่การเคหะแห่งชาติร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดขึ้น เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้สูงอายุในเคหะชุมชนระพีพัฒน์ 1-2 ต.คลองสี่  อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

ก้าวข้ามขยะกองโต อนาคตสุขโขของชุมชนระพีพัฒน์
นอกจากการตรวจวัดสุขภาพ ทั้งความดัน เบาหวาน น้ำตาลในเลือดโดยพยาบาลจากสถานีอนามัยเป็นประจำทุกเดือนแล้ว ยังมีการออกเยี่ยมเยียนผู้ป่วยติดเตียง มอบข้าวสาร ผ้าห่ม และเงินช่วยเหลือค่าครองชีพรายละ 500 บาทสำหรับใช้สอย
“ผู้สูงอายุในชุมชนมีนับร้อยคน การตรวจสุขภาพจริงๆ ทำกันเป็นประจำเดือนละครั้ง   บางคนมาเอง บางคนลูกหลานให้นั่งรถเข็นมา ส่วนผู้ป่วยติดเตียง 5-6 ราย เราก็ไปเยี่ยมถึงที่ เขาก็ดีใจที่เรายังไม่ลืมเขา” นางรัตนา เพ็ชรเอี่ยม พนักงานจัดการทรัพย์สิน 7  กองพัฒนาชุมชน 3 ฝ่ายบริหารงานชุมชน 3 การเคหะแห่งชาติ  ซึ่งเพิ่งเข้ารับหน้าที่กล่าว
กิจกรรมนี้ทำให้ผู้สูงอายุได้ออกมานอกบ้านพบปะกับผู้สูงอายุด้วยกัน สร้างความแช่มชื่นกันถ้วนหน้า ส่วนผู้ป่วยติดเตียง การมีคนเข้าไปพูดคุยด้วย ย่อมเกิดความรู้สึกสดชื่นตามมาเช่นกัน
ในทางกลับกัน กิจกรรมที่ว่าย่อมเป็นเครื่องสะท้อนว่า สังคมไทยยังไม่ลืมผู้สูงอายุ แม้สภาพสังคมจะเปลี่ยนจากครอบครัวขยายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวที่ผู้สูงอายุต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพังมากขึ้นก็ตาม
พ้นจากผู้สูงอายุแล้ว ชุมชนยังมีเด็กวัยรุ่นซึ่งการเคหะแห่งชาติ และ สสส. ให้การสนับสนุน โดยผ่านโครงการเยาวชน ดนตรี ลูกทุ่งไทย ประกอบด้วย เด็กหญิงล้วนๆ 15 คน อายุตั้งแต่ 13-17 ปี ทั้งนักร้องและนักเต้นประกอบ (แดนเซอร์) โดยการเคหะแห่งชาติและ สสส. สนับสนุนชุดเสื้อผ้านักร้องและแดนเซอร์ ส่วนนักดนตรีก็เป็นลุงป้าน้าอาหอบหิ้วเอาเครื่องดนตรีมาร่วมวง คล้ายวงดนตรีชุมชน
“โครงการนี้ เป็นการลดปัญหาความเสี่ยงเรื่องยาเสพติด และปัญหาคุณแม่วัยใสสำหรับเด็กผู้หญิงในวัยนี้  ให้หันมาใส่ใจในกิจกรรมดนตรีและเพลง พวกเขาชอบร้องเพลงและเต้นอยู่แล้ว  ขณะนี้สามารถพัฒนามารับงานได้แล้ว  การเคหะแห่งชาติสนับสนุนโดยว่าจ้างให้ไปแสดงในกิจกรรมต่างๆ และรับงานนอกด้วย เด็กๆ ผู้หญิงในวงก็ไม่เสี่ยง เพราะมีผู้ใหญ่ซึ่งล้วนเป็นญาติๆ กันช่วยดูแลไปในตัว เป็นการหารายได้เสริมยามว่าง  นอกจากนั้น ยังส่งไปประกวดร้องเพลงในนามของโรงเรียน สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนอีกทางหนึ่งด้วย”
ส่วนกีฬาในชุมชน ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์กีฬา เช่น ฟุตซอล เป็นการเสริมสร้างการออกกำลังกาย รวมทั้งการจัดแข่งขันสร้างความสามัคคีกับทีมอื่นๆ ที่อยู่นอกโครงการ
กิจกรรมต่อไปในอนาคตคือ การจัดระเบียบชุมชน เพื่อความสะอาดเป็นระเบียบ เพราะในชุมชนระพีพัฒน์ มีปัญหาของเก่าที่คนในชุมชนรับซื้อมากองไว้ในที่ดินเปล่า ทั้งที่ดินของการเคหะแห่งชาติ  และที่ดินของคนอื่น ทำให้เกิดสภาพรกรุงรังไม่สบายตา
สอดคล้องกับ นายเชาว์  ใจภักดี ผู้ใหญ่บ้านในเคหะชุมชนระพีพัฒน์ที่ระบุว่า ปัญหาที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนเป็นเรื่องการจัดการของเก่าที่เก็บไว้ไม่เป็นระเบียบ รุกล้ำที่ดินคนอื่นและทางสาธารณะ
“ในชุมชนมีคนทำธุรกิจรับซื้อของเก่านับสิบราย ปัญหาอยู่ที่การจัดเก็บไม่เป็นระเบียบและรุกล้ำ อีกทั้งบางทีเศษกระดาษปลิวตกไปยังบ้านใกล้เรือนเคียงก็เป็นปัญหากระทบกระทั่งกัน การจัดระเบียบจึงเป็นเรื่องจำเป็น” นายเชาว์  ใจภักดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 16 ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ที่อาศัยอยู่ในเคหะชุมชนระพีพัฒน์ 1 กล่าว
ของเก่ากลายเป็นปัญหาสำคัญในชุมชน บางทีเพื่อนบ้านบางรายไม่อยากมีปัญหา ต้องย้ายบ้านหนีทีเดียว  เพราะปัญหาอื่น เช่น อาชญากรรมและยาเสพติดที่นี่อยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากผู้ใหญ่เชาว์กวดขันตรวจตราและรู้จักลูกบ้านในชุมชนทั้ง 2 แห่งเป็นอย่างดี ที่ผ่านมา เขาเคยได้รับเลือกเป็นสมาชิก อบต.คลองสี่ มา ก่อนสมัครเลือกตั้งมาเป็นผู้ใหญ่บ้านด้วยคะแนนนิยมนำลิ่ว
“เอาอยู่ครับ ผมตระเวนตรวจตราเองบ้าง ไปกับกลุ่มบ้าง  บางทีก็คุยกับเจ้าตัวเลยว่า อะไรที่กระทบคนในชุมชนอย่าได้ทำ”
ผู้ใหญ่เชาว์ประสาน อบต.คลองสี่ ให้เข้ามาช่วยชุมชนได้หลายเรื่อง ทั้งอุปกรณ์ออกกำลังกาย ปัญหาไฟฟ้า น้ำประปา แต่ปัญหาของเก่า เขายอมรับว่าไม่มีอำนาจไปจัดการ ยังต้องรอการเคหะแห่งชาติ จัดการเลือกตั้งคณะกรรมการชุมชนชุดใหม่ในเร็วๆ นี้ ภายใต้กรรมการชุดใหม่เขาเชื่อว่า น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพปัญหาของเก่าและการจัดระเบียบใหม่ได้ดีขึ้น จะช่วยให้เคหะชุมชนระพีพัฒน์มีความสุขมากขึ้นทันตาเห็นโดยเฉพาะการพัฒนายกระดับชุมชนไปสู่ชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ยั่งยืนระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด
จากชุมชนผู้มีรายได้น้อยเมื่อร่วม 20 ปีก่อน มาถึงขณะนี้ฐานะทางเศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้นอย่างชัดเจน ทุกครอบครัวมีคนทำงาน บ้างเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชน ทำให้แต่ละครอบครัวมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เหลือก็แต่สภาพแวดล้อมอย่างปัญหาของเก่าที่ต้องการการจัดระเบียบ เพื่อความผาสุกของชุมชนต่อไป

โชว์ผลโครงการ 5 ประสานยกระดับเกษตรกรด้วยทฤษฎีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314336

โชว์ผลโครงการ 5 ประสานยกระดับเกษตรกรด้วยทฤษฎีใหม่

โชว์ผลโครงการ 5 ประสานยกระดับเกษตรกรด้วยทฤษฎีใหม่

โชว์ผลโครงการ 5 ประสานยกระดับเกษตรกรด้วยทฤษฎีใหม่

                  นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง  ผลการขับเคลื่อนโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง” เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับส่วนราชการในสังกัด ปราชญ์เกษตร ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ขับเคลื่อนโครงการ  และส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 70,000 ราย น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม  โดยมุ่งหวังจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ พัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน และสร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า

สศก. ได้ติดตามประเมินผลการดำเนินงานปี 2560 (ผลการดำเนินงานระหว่างกุมภาพันธ์ – พฤศจิกายน 2560) พบว่า    ซึ่งหลังจากที่เข้าร่วมโครงการ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 98 เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำเกษตรทฤษฎีใหม่  และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน เข้าใจการจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการวางแผนการผลิต สามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและลดรายจ่ายทางการเกษตรด้วยการพึ่งพาตนเองเฉลี่ย 1,736 บาท/เดือน หรือ 20,832 บาท/ปี โดยแบ่งเป็นลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เช่น การปลูกผัก เลี้ยงปลา และเลี้ยงไก่ไข่ไว้บริโภคในครัวเรือน จำนวน 964 บาท/เดือน และลดรายจ่ายทางการเกษตร เช่น ใช้แรงงานตนเอง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ สารไล่แมลง และอาหารสัตว์ใช้เอง จำนวน 772 บาท/เดือน  นอกจากนี้ พบว่า เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของครัวเรือนได้ 132 บาท/เดือน เช่น ค่าบุหรี่ สุรา การเล่นพนันเสี่ยงโชค ส่งผลให้เกษตรกรมีการออมเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีความสามารถในการชำระหนี้ได้มากขึ้นและชำระหนี้ได้ตรงเวลาจากการพึ่งพาตนเอง

พร้อมนี้ เกษตรกรให้ความเห็นว่า เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว เกษตรกรตั้งใจจะทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยจัดสรรพื้นที่ให้เป็นไปตามองค์ประกอบ คือ แหล่งน้ำ นาข้าว ปลูกพืช และที่อยู่อาศัย/เลี้ยงสัตว์  ส่วนเกษตรกรที่มีสภาพของพื้นที่ไม่เหมาะกับการขุดบ่อเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร และยังไม่พร้อมด้านสภาพพื้นที่ มีความตั้งใจจะทำการเกษตรแบบผสมผสาน

สำหรับการดำเนินงานในปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจากพื้นที่ทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น อีกจำนวน 70,000 ราย รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อน้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน