เกษตรฯ จัดงานฟิวเดย์เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314334

เกษตรฯ จัดงานฟิวเดย์เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561

เกษตร

เกษตรฯ จัดงานฟิวเดย์ และบริการการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561

                นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) และบริการการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวคิดหลักในการการจัดงานฟิวเดย์ “เพื่อถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง” ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับทราบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ ๆ ช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูล การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรด้วยกันเอง รวมทั้งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงาน และใช้ ศพก. ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรที่มีเกษตรกรผู้นำเป็นผู้บริหารจัดการภายใต้การสนับสนุนของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นสถานที่จัดงาน

ภายในงานฟิวเดย์ของ ศพก. อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย มีการนำเสนอจุดเด่นด้านผลไม้อย่างมะม่วงโชคอนันต์ ที่เป็นสินค้าหลักของเกษตรกรในพื้นที่ โดยแต่เดิมเกษตรกรจะปลูกมะม่วงพันธุ์อื่น เช่น น้ำดอกไม้ เขียวเสวย ฯลฯ ซึ่งมักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการติดดอกติดผลและราคา เกษตรกรจึงรวมกลุ่มและหันมาปลูกมะม่วงโชคอนันต์ ซึ่งไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องราคาและการติดผล สามารถเก็บผลผลิตได้ปีละ 3 ครั้ง โดยรวมกว่า 10,925 กิโลกรัม มีมูลค่าผลผลิตประมาณ 134.35 ล้านบาท/ปี โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้รับความรู้ทั้งการวางแผนเพื่อลดต้นทุนการผลิต การเชื่อมโยงการตลาด การแก้ไขปัญหาด้านข้อจำกัดของมะม่วงโชคอนันต์ รวมทั้งการส่งเสริม สนับสนุนให้สมาชิกผลิตสินค้าได้อย่างปลอดภัย ได้รับการรับรองมาตรฐานGAP

นอกจากนี้ กิจกรรมภายในงาน ยังได้มีการจัดสถานีเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ จำนวน 8 สถานี ได้แก่ สถานีเรียนรู้ที่ 1 โชคอนันต์ เม๊าะ โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 2 ทำไมต้องโชคอนันต์ โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 3 ลดแล้วรวย โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 4 เก็บแล้วไปไหน โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 5 ไม่สวยก็เอา โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 6 จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย สถานีเรียนรู้ที่ 7 การทำปุ๋ยหมักจากจุลินทรีย์ท้องถิ่น โดยศูนย์เครือข่าย ศพก. และสถานีเรียนรู้ที่ 8 ของดี ต้องมีมาตรฐาน โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย อีกทั้งยังมีการให้บริการด้านการเกษตรของหน่วยงานต่าง ๆ และนิทรรศการประกอบที่เกี่ยวข้อง และการแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม/สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ Young Smart farmer ด้วย

“อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ มุ่งพัฒนาให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด อีกทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบปลอดภัย ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานGAP หรือเป็นเกษตรวิถีอินทรีย์ โดยมุ่งหวังให้มีการรวมกลุ่มแบบแปลงใหญ่ เพื่อจะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น พร้อมสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้แก่เกษตรกร รวมถึงพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ด้วยตัวเกษตรกรเอง โดยใช้เครือข่ายเป็นเป้าหมายและกลไกในการพัฒนาให้เข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้ บนหลักการของการเรียนรู้ตลอดชีวิต การมีส่วนร่วม และการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” นายลักษณ์ กล่าว

บอร์ด กยท. ดึงกรมศุลฯ ร่วมชี้แจง หลังพบเหตุเงิน CESS รั่วไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314333

บอร์ด กยท. ดึงกรมศุลฯ ร่วมชี้แจง หลังพบเหตุเงิน CESS รั่วไหล

大屏幕。

บอร์ด กยท. ดึงกรมศุลฯ ร่วมชี้แจง หลังพบเหตุเงิน CESS รั่วไหล

                 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2/2561 เห็นชอบเดินหน้าโครงการบริหารการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางพาราออกนอกราชอาณาจักร (Cess) โดยเชิญผู้แทนจากกรมศุลกากรร่วมชี้แจงถึงปัญหาต่างๆ พบการจัดเก็บเกิดการรั่วไหลจริง เห็นด้วยที่ กยท. ปรับปรุงระบบเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ถึงกันและสามารถตรวจสอบได้

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. ในฐานะเลขานุการบอร์ด กยท. เผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กยท. ได้มีวาระพิจารณาทบทวนโครงการบริหารการจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ โดยได้เชิญผู้แทนจากกรมศุลกากร และสำนักงานอัยการสูงสุด เข้าร่วมให้ข้อมูลในปัญหาต่างๆ ที่พบ และเหตุผลที่ กยท.ควรปรับปรุงระบบการจัดเก็บเงิน Cess ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าเกิดการรั่วไหล และไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งระบบ เพราะข้อมูลตัวเลขการจัดเก็บค่าธรรมเนียมของทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ กยท. กรมศุลกากร และกรมวิชาการเกษตร ไม่ตรงกัน นอกจากนั้น ยังมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บสูงขึ้น เพิ่มคุณภาพการบริการ และมีความโปร่งใสในการบริหารงาน โดยสามารถดำเนินการผ่านระบบ NSW (National Single Window) ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางไปยังด่านต่างๆ ทั่วประเทศได้

ทั้งนี้ การปรับปรุงระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ กยท.จะคัดเลือกผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมีความพร้อมด้านเงินทุน เข้ามาวางระบบและเสนอแผนงาน โดยจะได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมกับงาน ไม่ใช่การมอบหมายให้เอกชนมาทำหน้าที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ แต่อย่างใด และต้องประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจไปในแนวทางที่ถูกต้อง บอร์ดบริหารจึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ กยท. ดำเนินการปรับปรุงระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพาราด้วยการหาผู้สนใจลงทุนมาดำเนินการต่อไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน และให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับกรมศุลกากรเพื่อป้องปรามการทุจริต อันอาจก่อความสูญเสียต่อรายได้จากค่าธรรมเนียมฯ ซึ่งต้องนำมาใช้เพื่อประโยชน์เพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยางพารา ต่อไป

“บิ๊กฉัตร”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมคืบหน้าอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314264

“บิ๊กฉัตร”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมคืบหน้าอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง

“บิ๊กฉัตร”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมคืบหน้าอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง เร่งสร้างความมั่นคงน้ำตามยุทธศาสตร์ชาติ

 

วันที่ 22 ก.พ. พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ  รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในโอกาสเดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินการก่อสร้างโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่วันนี้ (22 กุมภาพันธ์ 2561) ว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำของประเทศ  โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช,) เป็นหน่วยงานหลักทำหน้าที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ  เพื่อเร่งรัดการดำเนินการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ  โดยให้นำโครงการที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการและจัดทำเป็นแผนการดำเนินการที่มีระยะเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุด พร้อมระบุเป้าหมายและผลที่คาดว่าจะได้รับให้ชัดเจน เพื่อรองรับและป้องกันการเกิดอุทกภัยและภัยแล้งให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2561

สำหรับโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ก็เช่นเดียวกัน เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมากกว่า 15,000 ล้านบาท และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน  โดยกรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน  ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานบางประการ จึงได้สั่งการให้ สทนช. เร่งรัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้  ซึ่งเมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จภายในปี 2564 จะสามารถสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ  แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ  น้ำท่วม และคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำปิงได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน  พร้อมกันนั้นยังให้ความสำคัญในการจัดการน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ การฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ พัฒนาวางผังเมืองและระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคด้วย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า   ในการแก้ปัญหาน้ำของประเทศนั้น สทนช.ได้จัดทำเป็นแผนการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Base)  ซึ่งสอดคล้องเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  20 ปี ซึ่งมียุทธศาสตร์การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม)  ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพน้ำ ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ

สำหรับโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราซึ่งดำเนินการโดยกรมชลประทานนั้น เป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในเรื่องการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) และการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย
ทั้งนี้เนื่องจากการเติบโตด้านการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม และการขยายตัวของชุมชนในพื้นที่อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำในปริมาณที่สูงกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นปริมาณปีละ 137 ล้านลูกบาศก์เมตร และในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะขาดแคลนน้ำมากถึงปีละ 173 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งยังจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในเขตจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย
“โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราดังกล่าว เป็นการแก้ไขปัญหาน้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ   ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่แตง – แม่งัด – แม่กวง มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสร้างเสถียรภาพของปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลและอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา  ตอบสนองความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง  รวมทั้งตอบสนองความต้องการในการใช้น้ำ ด้านอุปโภค-บริโภค และอุตสาหกรรม   ในพื้นที่อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันทราย และอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน” เลขาธิการ สทนช.กล่าวในที่สุด

“บ้านเอื้ออาทรบ้านฉาง”ท่ามกลางไออุ่นสุขภาวะกลางดงโรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314220

“บ้านเอื้ออาทรบ้านฉาง”ท่ามกลางไออุ่นสุขภาวะกลางดงโรงงาน

“บ้านเอื้ออาทรบ้านฉาง”ท่ามกลางไออุ่นสุขภาวะกลางดงโรงงาน

             ชุมชนบ้านเอื้ออาทรบ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง จัดสร้างเป็นบ้านเดี่ยวขนาด 21 ตารางวา รวมทั้งโครงการ 665 หน่วย มีคนอาศัยมากกว่า 2,000 คน

             ไม่น่าเชื่อว่า ที่นี่เป็นสวรรค์น้อยๆ แม้อยู่ไม่ห่างจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ดารดาษด้วยโรงงาน และใกล้แค่ 1 กิโลเมตร จากแหล่งท่องเที่ยวหาดพลาที่ผู้คนพลุกพล่าน โดยเฉพาะในวันหยุด

            “ไม่มีปัญหา เวลาเกิดอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม มีแก๊สหรือสารเคมีรั่วก็ลอยลมมาไม่ถึงที่นี่ซึ่งอยู่ห่างกันราวๆ 10 กิโลเมตร ที่นี่เราอยู่เหนือลม” นายสุวิทย์ ใบทอง ประธานกรรมการชุมชนบ้านเอื้ออาทรบ้านฉางพูดเป็นเสียงเดียวกับ นายภิญโญ ชัยมัง พนักงานจัดการทรัพย์สิน 6 ฝ่ายบริหารงานชุมชน 1 กองพัฒนาชุมชน 1 การเคหะแห่งชาติ

                 ต่างจากความคาดคะเนของคนนอกที่กังวลว่า ใครก็ตามที่อาศัยแถวเมืองอุตสาหกรรมชายฝั่งภาคตะวันออกจะต้องระวังภัยสารพิษจากโรงงาน โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุก๊าซหรือสารเคมีรั่วไหล เพราะโดยหลักๆ ทิศทางลมจะพัดไปที่อื่นที่อยู่ใต้ลม

                นอกจากทำเลอยู่เหนือลมแล้ว บริเวณโครงการยังอยู่ในพื้นที่สีเขียว ไม่มีโรงงานและอยู่ติดกับท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และใกล้มอเตอร์เวย์ตัดใหม่ รวมทั้งเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูง

                  “น่าอยู่มาก” เป็นคำยืนยันของทั้งสองคน ทั้งที่ถามตอบต่างกรรม ต่างวาระ ไม่ได้เจอร่วมกัน แต่คำตอบเหมือนกันราวนัดหมาย

                    ความน่าอยู่นี้บวกกับทำเลทอง ทำให้ราคาบ้านเดี่ยวเอื้ออาทรที่นี่ขยับราคาจาก 3.9 แสนบาท เมื่อเปิดขายปี 2555 เป็น 7 แสนบาท และหลังริมที่มีการต่อเติมมีราคาถึง 1 ล้านกว่าบาทเลยทีเดียว สอดรับกับราคาบ้านของเอกชนที่ขึ้นโครงการใกล้ๆ กันมีราคามากกว่าหลังละ 2 ล้านบาท

                 ถึงจะทำเลทอง แต่ถ้าไม่ใช่ทำเล “น่าอยู่มาก” ราคาอาจเป็นหนังคนละม้วน

              ความน่าอยู่ของชุมชนบ้านเอื้ออาทรบ้านฉางมาจากหลายปัจจัย อาทิ อาชญากรรมมีน้อยมากจนแทบไม่มี พื้นที่โครงการสะอาดสะอ้าน มีต้นไม้ร่มรื่น มีการจัดตั้งกลุ่มกิจกรรมต่างๆ อาทิ ธนาคารขยะ ปลูกผักปลอดสารพิษ กีฬา และตำรวจบ้าน เป็นต้น

            “ทั้งหมดนี้มาจากลูกบ้านที่เป็นจิตอาสา ช่วยกันทำ ช่วยกันดูแล ลำพังคณะกรรมการชุมชนไม่ได้มีงบมากมาย ส่วนใหญ่ได้จากการบริจาค หรือจัดกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ” นายสุวิทย์กล่าว

             มองดู “จิตอาสา” เหมือนเป็นคำตอบสำเร็จรูปครอบจักรวาลที่ง่ายดายมาก แต่เนื้อแท้นายสุวิทย์เล่าว่า แรกมา ต่างคนก็ต่างอยู่ ต้องจัดกิจกรรมเพื่อบ่มเพาะให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น ทำบุญตักบาตรในวาระพิเศษ อาทิ วันปีใหม่ วันสงกรานต์ วันพ่อ วันแม่ หรือจัดกีฬาเชื่อมสามัคคี ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ชักพาให้คนออกมาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และร่วมกันช่วยแก้ปัญหาในชุมชน

             ความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ ใครมีแรง ลงแรง ถ้าไม่ลงแรงก็ช่วยด้วยข้าวหม้อ แกงหม้อ หรือบริจาค ทำนองนั้น เพราะลำพังกรรมการชุมชนอย่างเดียวก็ไปไม่ได้ ต้องมีสมาชิกสนับสนุน

             “อย่างอาชญากรรมที่นี่มีน้อย เพราะเรามีตำรวจอาสาร่วมกับเทศบาล ตำรวจ ภายในชุมชนเองก็มีตำรวจทหารเข้ามาซื้อบ้านอยู่เช่นกัน กลางคืนก็ตระเวนร่วมกัน คดีจึงแทบไม่มี”

              ชุมชนที่นี่มีวิธีการสื่อสารกับสมาชิกอย่างน่าสนใจ เพราะเลือกใช้หลายสื่อ ตั้งแต่ประกาศเสียงตามสายโดยให้เทศบาลตำบลพลาช่วยประกาศ ติดแผ่นป้ายไวนิล แจกใบปลิว ขี่จักรยานหรือซาเล้งแล้วใช้โทรโข่งประกาศ จนกระทั่งการใช้เครื่องมือสื่อสารทันสมัย เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ เกิดประโยชน์มาก รับรู้กันรวดเร็ว ทันการณ์ ไม่ต้องเสียเวลาเดินเคาะประตูบ้าน

              “แม้กระทั่งการระดมทุนช่วยโรงพยาบาลของคุณตูน บอดี้สแลม ที่วิ่งรับบริจาคตั้งแต่ภาคใต้ยันภาคเหนือ เราก็เดินรับบริจาคในโครงการได้เงินกว่า 1 หมื่นบาท นำไปสมทบกับทางอำเภอ อันนี้ก็จะเห็นความเข้มแข็งของชุมชนได้ดีทีเดียว”

             จิตอาสาของคนในชุมชนในทุกกิจกรรม มีจำนวนมากกว่า 100 คนขึ้นไป จากประชากร 2,000 คน หรือราวๆ 5% ถือว่าไม่น้อย และมีพลังขับเคลื่อนชุมชนที่เข้มแข็งมากทีเดียว

             เป็นทุนทรัพยากรที่มีค่ามากที่จะสร้างสรรค์ชุมชนไปสู่ความยั่งยืน ดังที่โครงการแห่งนี้ได้รับการยกระดับเป็นชุมชนพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืนระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) และการเคหะแห่งชาติร่วมกันตั้งเป็นเกณฑ์ยกระดับชุ

“บ้านเอื้ออาทรปราณบุรี”พลิกโฉมใหม่ชุมชนไร้ถังขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314219

“บ้านเอื้ออาทรปราณบุรี”พลิกโฉมใหม่ชุมชนไร้ถังขยะ

ชมุชนไร้ขยะ

“บ้านเอื้ออาทรปราณบุรี”พลิกโฉมใหม่ชุมชนไร้ถังขยะ

              ขยะกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกไปเสียแล้ว ประชากรโลกทะลุ 7,000 ล้านคน ลองนึกดูว่าปริมาณขยะมหาศาลเพียงใด ในประเทศเจริญแล้ว การจัดการขยะในชุมชนเมืองผ่านพ้นปัญหา กระบวนการ วิธีการจัดการ ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญปัญหา ทั้งการจัดการขยะในมือประชาชนและการจัดการขยะที่พ้นมือประชาชนไปสู่การจัดเก็บและการจัดการอีกกระทงหนึ่ง

"บ้านเอื้ออาทรปราณบุรี"พลิกโฉมใหม่ชุมชนไร้ถังขยะ

             โครงการบ้านเอื้ออาทรปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีการจัดตั้งธนาคารขยะหรือคัดแยกขยะ เพื่อแปรขยะเป็นเงิน เช่น ถุงพลาสติก ขวดแก้ว ขวดพลาสติก เป็นต้น ขยะประเภทเศษผักในครัวอาจมาทำปุ๋ยชีวภาพ ส่วนที่เหลือเทศบาลต้องเก็บไปดำเนินการฝังกลบหรือวิธีการอื่น

            เป็นความก้าวหน้าขั้นต้นของกระบวนการจัดการขยะของประเทศไทยที่ยังต้องพัฒนาไปอีกมาก

           ที่โครงการบ้านเอื้ออาทรปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายนนทชัย เพนเทศ ประธานชุมชนโครงการบ้านเอื้ออาทรปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เล่าว่า ขยะในชุมชนเป็นปลายทางของปัญหา ประเด็นสำคัญจะจัดการขยะจากต้นทางคือครัวเรือนในชุมชนได้อย่างไร

             “ทุกวันนี้เราจะจัดให้มีถังรองรับขยะ 7 จุด ๆ ละ 7 ถัง ชุมชนมีแนวความคิดที่ลดปริมาณขยะด้วยการลดจำนวนถังในแต่ละจุด ให้เหลือจุดละ 3-4 ถัง จาก 49 ถัง จะมีขยะเหลือเพียง 21-28 ถัง หรือลดลงมากกว่าร้อยละ 50 จากของเดิม”

         ในอนาคต จะไม่มีถังขยะเหลือตามจุดทิ้งขยะอีกต่อไป แต่ใช้วิธีการให้ลูกบ้านเก็บแยกขยะในครัวเรือนไว้ก่อน แล้วใช้วิธีการนัดแนะว่า รถขนขยะของเทศบาลเข้ามาวันไหน ช่วงเวลาใด ค่อยให้ลูกบ้านนำขยะมาทิ้ง ซึ่งสภาพปัจจุบันเองยังติดปัญหาว่า ระยะทางระหว่างบ้านกับจุดทิ้งขยะอาจอยู่ไกลกัน อาจจะมีคำถามว่าทำไมไม่ให้รถขนขยะวิ่งผ่านเข้าทุกซอยเพื่อรับขยะโดยตรง ในความเป็นจริงคือรถขนขยะไม่สามารถเข้าซอยได้ เนื่องจากมีรถยนต์ส่วนบุคคลจอดขวางอยู่

          ถ้าทำได้สำเร็จ ถังขยะที่เคยเป็นทัศนะอุจาดวางอยู่หน้าบ้านหรือชุมชนจะอันตรธานหายไป ขณะเดียวกันการจัดการขยะจะดีขึ้นเรื่อยๆ ลูกบ้านที่คัดแยกขยะก็จะมีรายได้จากขยะที่แยกไว้แล้ว เหลือขยะไม่มากนักที่ต้องเอาไปทำลายหรือฝังกลบ เป็นการช่วยลดปริมาณขยะไปในตัว

           “การจัดการแยกขยะไว้ก่อนในครัวเรือน จะทำให้คนลดการสร้างขยะไปในตัว เพราะต้องเก็บไว้บ้านตัวเองก่อน” นายนนทชัยกล่าว

              เป็นแนวทางที่ทำได้ยาก แต่ใช่จะทำไม่ได้ อย่างน้อยมีบางชุมชนที่สามารถจัดการขยะได้ โดยไม่ต้องมีถังขยะวางให้รกตาหน้าบ้าน

          ส่วนปัญหาอาชญากรรม นายนนทชัยเล่าว่า อาชญากรรมในชุมชนมีน้อย ส่วนใหญ่ 90% มาจากบุคคลภายนอกที่เข้ามาเช่าบ้านอยู่อาศัยในโครงการ เพราะลำพังคนที่อาศัยอยู่ภายในโครงการเป็นประจำจะเป็นที่คุ้นหน้า คุ้นตากันอยู่แล้ว

           “ทั้งโครงการมีบ้านอยู่ 506 หลัง เป็นบ้านที่เจ้าของปล่อยเช่า 150 หลัง หรือเกือบ 30% ฉะนั้นจึงเป็นจุดอ่อนให้คนที่หวังใช้ตรงนี้เข้ามาก่ออาชญากรรมได้”

คณะกรรมการชุมชนจึงวางแผนไว้ 2 อย่าง คืออย่างแรก พยายามขอร้องให้เจ้าของบ้านที่ปล่อยเช่าช่วยคัดกรองและเข้มงวดกับผู้เช่า เช่น การขอสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อง่ายต่อการติดตามหากมีคดีเกิดขึ้น อย่างที่สอง ขอเพิ่มจำนวนกล้องวงจรปิดจากที่มีอยู่ 12 ตัว เป็น 16 ตัว เพื่อให้ครอบคลุมเซิร์ฟเวอร์ที่มีอยู่ และลดภาระของทีมรักษาความปลอดภัยที่มีอยู่อย่างจำกัด

“การคัดกรองคนเช่าก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง หรือการมีสำเนาบัตรประชาชนหรือทะเบียนบ้าน ทำไห้คนที่จะก่ออาชญากรรมต้องคิดหน้าคิดหลัง เช่นเดียวกับการมีกล้องวงจรปิดก็จะช่วยให้การติดตามสืบค้นผู้กระทำความผิดทำได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกล้องที่สามารถจับภาพในเวลากลางคืนและทะเบียนรถได้ด้วย”

สำหรับเรื่องกีฬาหรือการออกกำลังกายที่นี่มีหลากหลาย โดยมีลานวิ่งหรือลานเดินออกกำลังกายความยาว 240 เมตร ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาตั้งแต่ปี 2546 และยังคงให้บริการชุมชนอย่างยั่งยืนมาจนทุกวันนี้

กีฬาเปตองของชุมชนแห่งนี้ไปกวาดรางวัลที่ 1-2 มาทั้งระดับเขต ระดับประเทศและในระดับนานาชาติมาแล้ว สำหรับการเต้นแอโรบิกได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเทศบาลสำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องเสียง ค่าจ้างครูสอนเต้นทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และวันศุกร์ ในขณะที่เทควนโดนั้น เป็นเอกชนมาเช่าพื้นที่บริเวณหน้าศูนย์ชุมชนเพื่อสอนเด็ก 3 กลุ่มวัย ตั้งแต่อายุ 3-16 ปี ซึ่งมีเด็กมาเรียน 40-50 คนเลยทีเดียว

“กีฬานอกจากจะช่วยให้คนได้ออกกำลังกายแล้ว สำหรับเด็กๆ พอมาเล่นกีฬาก็ไม่ต้องหมกมุ่นกับเรื่องที่ชักจูงไปในทางที่ไม่ดีอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมการได้รับการคัดเลือกเป็นชุมชนเอื้ออาทรดีเด่นอันดับ 1 หรือ 2 ของการเคหะแห่งชาติสองสมัย น่าจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความสุขของชุมชนแห่งนี้-เคหะชุมชนเอื้ออาทรปราณบุรีได้เป็นอย่างดี

เกษตรฯ เตรียมพ่นทางใบมะพร้าวปราบหนอนหัวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314204

เกษตรฯ เตรียมพ่นทางใบมะพร้าวปราบหนอนหัวดำ

นายประสงค์  ประไพตระกูล

เกษตรฯ เตรียมพ่นทางใบมะพร้าวปราบหนอนหัวดำ

               ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีพื้นที่ดำเนินการ 29 จังหวัด ประกอบด้วย กิจกรรมการฉีดสารเคมีเข้าต้นมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร จำนวน 2,608,034 ต้น พ่นสารเคมีทางใบมะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร จำนวน 1,269,100 ต้น และปล่อยแตนเบียนบราคอน 252 ล้านตัว ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ เมษายน 2560 – มิถุนายน 2561 โดยกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการฉีดสารเคมีเข้าต้นเสร็จสิ้นแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2560 พบการฟื้นตัวของต้นมะพร้าวดีขึ้นตามลำดับ
นายประสงค์  ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับการเตรียมสารฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี (flubendiamide 20% WG) เพื่อพ่นทางใบในมะพร้าวต้นเตี้ยกว่า 12 เมตร เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้สารที่ถูกต้อง เพื่อเตรียมความพร้อมแก่เกษตรกรและผู้ใช้ ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรลงนามสัญญาซื้อสารพ่นทางใบมะพร้าวกับบริษัทแล้วจำนวน 6,358 กิโลกรัม โดยอยู่ระหว่างการส่งมอบสารดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจรับพัสดุและเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรของกรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการสุ่มตัวอย่างส่งให้กลุ่มวิจัยวัตถุมีพิษ กรมวิชาการเกษตร วิเคราะห์คุณภาพ เมื่อผลการวิเคราะห์เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด จึงจะจัดสรรสารพ่นทางใบมะพร้าวกระจายลงพื้นที่เป้าหมายที่มีการระบาดของหนอนหัวดำใน 28 จังหวัด และเริ่มพ่นสารกำจัดหนอนหัวดำได้ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งกำหนดพ่น 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 15 วัน เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมหนอนหัวดำ
รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สารฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี ใช้พ่นกำจัดหนอนหัวดำที่อาศัยอยู่ใต้ทางใบมะพร้าว โดยเป็นสารเคมีกลุ่มที่ 28 (ไดอะไมด์) ฉลากสีน้ำเงิน ระดับความเป็นพิษน้อย กรมวิชาการเกษตรทดสอบแล้วว่าไม่ส่งผลให้เกิดพิษร้ายแรงต่อคนและสัตว์ อาทิ ผึ้งและปลา เพียงแต่ในช่วงการพ่นจะเห็นเป็นละอองค่อนข้างหนาแน่นในบริเวณกว้างเท่านั้น แล้วจะจางหายไปเอง ดังนั้นจึงขอชี้แจงให้เกษตรกรและประชาชนเกิดความเข้าใจ โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่พ่นสาร และไม่ตื่นตระหนกต่อการฉีดพ่นสารดังกล่าว อย่างไรก็ตามผู้รับจ้างพ่นสารต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันและปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้โดยเคร่งครัด
สำหรับการปล่อยแตนเบียนบราคอนเพื่อป้องกันกำจัดหนอนหัวดำด้วยชีววิธีนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรหยุดปล่อยบริเวณที่พ่นสาร แต่ให้ปล่อยตามปกติในพื้นที่ข้างเคียงและพื้นที่ที่ไม่พ่นสาร ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการปล่อยแล้วประมาณ 102 ล้านตัว คิดเป็นร้อยละ 40.47 ของเป้าหมาย และจะปล่อยต่อเนื่องถึงเดือนมิถุนายน 2561 ได้ครบตามเป้าหมาย ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรปล่อยแตนเบียนบราคอนครอบคลุมพื้นที่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวควบคู่กับการฉีดสารเข้าต้นเพื่อกำจัดหนอนหัวดำ พบว่ามีการฟื้นตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน จากการสำรวจสถานการณ์การระบาด เช่น ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

“เกษตรกรชุมพร” ค้านนำเข้ากุ้งจากอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/314059

“เกษตรกรชุมพร” ค้านนำเข้ากุ้งจากอินเดีย

เกษตรกร,คัดค้านนำเข้ากู้ง,อินเดีย,ร้องผู้ว่าฯชุมพร,5หมื่นตัน

เกษตรกรชุมพร ยื่นต่อผู้ว่าฯณรงค์ คัดค้าน การนำเข้ากุ้งขาวแวนาไม จากอินเดีย จำนวน 5 หมื่นตัน

 

 

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ห้องทำงานผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ศาลากลางจังหวัดชุมพร ผู้แทนสมาชิกชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพชุมพร จำนวน 10 คน นำโดย นายพัฒนา รัตทวี ประธานชมรม ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ผ่านไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ รองนายกรัฐมนตรี มีข้อความสรุปได้ว่า สืบเนื่องจากที่คณะกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทยมีการอนุมัติให้สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย นำเข้ากุ้งขาวแวนาไมจากประเทศอินเดียจำนวน 50,000 ตัน ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีความกังวลว่าหากมีการนำเข้ากุ้งขาวแวนาไมจากประเทศอินเดีย จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและอุตสาหกรรมกุ้งไทย

เนื่องจากกุ้งขาวแวนาไมที่ผลิตในประเทศอินเดีย มีความเสี่ยงต่อโรคระบาดตามที่กรมประมงได้ประกาศห้ามนำเข้ากุ้ง หลังจากพบว่า มีการระบาดของโรคกล้ามเนื้อตายติดต่อ (Infectious Myonecrosis หรือ IMN) ของกุ้งที่เลี้ยงในประเทศอินเดีย เนื่องจากยังมีข่าวจากประเทศผู้นำเข้าหลายประเทศว่ากุ้งจากประเทศอินเดียมีความเสี่ยงต่อสารตกค้างของยาปฏิชีวนะและการปนเปื้อนของเชื้อ “ซัลโมเนลล่า” ที่ทำให้เกิดอาการเป็นพิษ ท้องเสียรุนแรง อาเจียน และมีไข้ ถึงขั้นที่องค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกาห้ามนำเข้า

ในหนังสือยังระบุว่า หากยังมีการเปิดให้นำเข้ากุ้งขาวแวนาไมจากประเทศอินเดียมาแปรรูปและส่งออกจากประเทศไทย จะทำให้เกิดผลกระทบกับความเชื่อมั่นกุ้งที่ส่งออกทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมเลี้ยงกุ้งไทย นอกจากนั้น ยังอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคากุ้งในประเทศและระบบการผลิตกุ้งในประเทศไทย ถึงแม้ว่าการนำเข้ากุ้งขาวแวนาไมจากประเทศอินเดีย อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาผลผลิตกุ้งที่ขาดแคลนให้กับห้องเย็นและสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยในระยะสั้น แต่แนวทางนี้มีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยในระยะยาวได้ จึงขอให้นายกรัฐมนตรีโปรดระงับการนำเข้ากุ้งขาวแวนาไมจากประเทศอินเดีย และให้มีการหารือระหว่างภาครัฐโดยมีกรมประมงเป็นเจ้าภาพ ผู้แทนชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ กับผู้แทนสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยโดยด่วน

“การอนุมัติให้นำเข้ากุ้งจากอินเดียคงเป็นเหตุผลส่วนตัวของสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยมากกว่า เพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่ไม่มีใครเห็นด้วย จึงขอให้กรมประมง และกระทรวงเกษตรฯ เร่งยับยั้งเรื่องนี้ ปัจจุบันกุ้งขาวแวนาไมมีราคากิโลกรัมละ 250-400 บาท ขึ้นกับขนาดและน้ำหนักของกุ้ง หากให้มีการนำเข้าจากอินเดียคงทำให้กุ้งในประเทศมีราคาตก และหากนำมาส่งออกก็อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยด้วย ปัจจุบันชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพชุมพรมีสมาชิกทั้งหมด 100 รายใน 6 อำเภอที่ติดทะเล สามารถส่งออกกุ้งได้ปีละประมาณ 10,000 ตัน นำเงินเข้าจังหวัดชุมพรได้ปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท” นิายพัฒนา กล่าว/ประสิทธิ์ ลีฬหคุณากร/ชุมพร

กรมการข้าวผนึกGIZร่วมพัฒนาภาคการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313981

กรมการข้าวผนึกGIZร่วมพัฒนาภาคการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน

กรมการข้าวผนึกGIZร่วมพัฒนาภาคการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน

                   โครงการเบรีย ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย และมีองค์กรภาครัฐและเอกชนอื่นๆ ร่วมดำเนินโครงการ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร บริษัทไบเออร์ (ไทย) จำกัด บริษัทบีเอเอสเอฟ (ไทย) จำกัด และบริษัทโอแลม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เบรียดำเนินงานอยู่ในประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวและโภชนาการข้าวด้วยวิธีการแบบองค์รวมห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเสริมสร้างรายได้ของผู้ผลิตและส่งเสริมโภชนาการที่ดีของครอบครัวเกษตรกร

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า “กรมการข้าวมีภารกิจรับผิดชอบด้านการศึกษา วิเคราะห์และเสนอแนะเพื่อจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวของประเทศ รวมทั้งศึกษา วิจัย ทดลองและพัฒนาเกี่ยวกับพันธุ์เทคโนโลยีการผลิต การอารักขา วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูป และมาตรฐานข้าว รวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับความร่วมมือกับต่างประเทศในเรื่องข้าว ตัวอย่างเช่น โครงการริเริ่มข้าวที่ดีขึ้นแห่งเอเชียหรือเบรีย ถือเป็นความร่วมมือที่กรมการข้าวได้ดำเนินงานกับ GIZ  ตั้งแต่ปี 2557

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา เราได้ผนึกกำลังร่วมกันดำเนินกิจกรรมในการพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนจนบรรลุเป้าประสงค์ตามที่วางไว้  โดยในประเทศไทย ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ให้กับเกษตรกรรายย่อยในศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรเกษตรกรที่กรมการข้าวจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งผลิตข้าวคุณภาพ ให้สามารถนำองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตเพื่อการลดต้นทุนไปสู่การปฏิบัติ เพิ่มผลผลิตและเพิ่มพูนรายได้ อันจะเป็นต้นแบบให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง
นอกจากนี้ โครงการฯ ยังสามารถสร้างโมเดลการเชื่อมโยงตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวตามมาตรฐานการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน (SRP) และแนวทางการปฏิบัติที่ดีในการทำการเกษตร (GAP) ครอบคลุมศูนย์ข้าว 200 แห่งในจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด และโครงการฯ ยังมีการรณรงค์การผลิตข้าวผ่านสื่อโทรทัศน์รายการซีรีย์ Famers Love ที่ช่วยส่งเสริมการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ปลอดภัย การจัดการดิน เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และการผลิตข้าวที่ยั่งยืนซึ่งออกอากาศระหว่างปีพ.ศ. 2558 – 2560 ตลอดจนได้จัดทำเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยเกษตรกรลดความสูญเสีย และปรับปรุงคุณภาพข้าว นับว่าโครงการเบรียสามารถพัฒนารูปแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวไปสู่ชาวนาได้อีกทางหนึ่ง”
นายสุริยัน วิจิตรเลขการ ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มข้าวที่ดีขึ้นแห่งเอเชียหรือเบรีย องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “นอกเหนือจากการดำเนินงานในประเทศไทยแล้ว โครงการฯ ยังได้ส่งเสริมการพัฒนาข้าวในประเทศอินโดนีเซีย โดยจัดตั้งศูนย์การผลิตข้าวอย่างยั่งยืนขึ้น  375  แห่งในสองจังหวัด คือ จาวาตะวันออก และสุมาตราเหนือ และมีผู้ประสานงานภาคสนามจำนวน 125 รายที่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน

สำหรับประเทศฟิลิปปินส์ โครงการฯ ได้สนับสนุนเป้าหมายระยะยาวของประเทศที่จะผลิตข้าวเพื่อตอบสนองต่อความมั่นคงด้านอาหารและความสามารถในการแข่งขันระดับโลก และยังฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรในจังหวัดอิโลอิโล เลย์เตใต้และออโรรา ซึ่งจะให้บริการกับเกษตรกรในท้องที่อีกกว่า 8,000 ราย

ในส่วนของประเทศเวียดนาม โครงการฯ ได้ร่วมกับสถาบันนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมและชนบท (IPSARD) และภาคเอกชน ริเริ่มโครงการการปลูกข้าวในนาแปลงใหญ่ที่เป็นมิตรต่อนิเวศวิทยาบนพื้นที่สามจังหวัด คือ ดองทับ เฮาเซียงและเคียนเซียง เพื่อปรับปรุงคุณภาพข้าว เพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่คุณค่า และสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถเข้าถึงตลาดที่มีคุณภาพ

“อาจกล่าวได้ว่าใน 4 ประเทศเข้าร่วมทั้งหมด เบรียได้สนับสนุนการจัดฝึกอบรมให้แก่เกษตรกรมากกว่า 20,000 ราย และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรถึงร้อยละ10-25 สำหรับประเทศไทยคิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 29,111 บาทต่อครัวเรือนต่อปี นับได้ว่าเบรียประสบความสำเร็จในการผลิตข้าว ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต จัดการทรัพยากรการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกร” สุริยัน กล่าว

สำหรับพิธีปิดโครงการในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นเวทีระดับภูมิภาคในการรับทราบมุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และถ่ายทอดความสำเร็จ ตลอดจนได้รวบรวมบทเรียนและข้อเสนอแนะร่วมกันในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติและระดับภูมิภาคด้านการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่ความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

หนุนสมาชิกสหกรณ์บางระกำโมเดล ปลูกข้าว”พันธุ์กข 43″

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313979

หนุนสมาชิกสหกรณ์บางระกำโมเดล ปลูกข้าว”พันธุ์กข 43″

หนุนสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล ปลูกข้าว “พันธุ์ กข 43”

            นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม 4  อำเภอในจังหวัดพิษณุโลก รวม 179,157 ไร่               โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแผนบริหารจัดการผลผลิตข้าวในพื้นที่ดังกล่าว โดยปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวในเขตพื้นที่ลุ่มต่ำให้เร็วขึ้น  เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการน้ำ และส่งเสริมให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกข้าวในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี  สำหรับพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมใช้ทำการเพาะปลูก ได้แก่ พันธุ์พิษณุโลก 2, กข.61, กข.41 และ กข 49              เป็นข้าวอายุสั้นเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และให้ผลผลิตดี  ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อถึงช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดพร้อมกัน   ในปริมาณมาก จึงส่งผลทำให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำ เกิดผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร

 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแผนในการจัดการผลผลิตข้าวในพื้นที่บางระกำโมเดล โดยการรวบรวมและกระจายผลผลิตข้าวสู่ตลาดผ่านกลไกสหกรณ์ในพื้นที่ พร้อมทั้งร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ จัดทำแผนการตลาดนำการผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในปีนี้ ได้เริ่มดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรนาแปลงใหญ่ปลูกข้าวสายพันธุ์ กข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่มีน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนักและป่วยเป็นเบาหวาน และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มคนรักสุขภาพ  ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะขยายพื้นที่การเพาะปลูกเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของตลาด  ดังนั้น หากมีการขยายผลเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกข้าวสายพันธุ์ กข 43 ในเขตพื้นที่บางระกำโมเดล             โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำการเพาะปลูก  จึงเป็นโอกาสที่จะช่วยทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกร่วมกับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด และสหกรณ์การเกษตรนิคมบางระกำ จำกัด  ชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรสมาชิกในเขตพื้นที่บางระกำโมเดล ให้รับรู้ถึงประโยชน์และวิธีการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวจากสายพันธุ์เดิมมาเป็นพันธุ์ข้าว กข 43 เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรว่า              มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนและได้รับราคาที่เหมาะสม จากนั้นจะคัดเลือกเกษตรกรที่สนใจมาเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตข้าวคุณภาพตามมาตรฐาน GAP โดยสหกรณ์ฯ จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง          เพื่อดูแลบริหารจัดการพื้นที่การเพาะปลูกข้าวในทุกกิจกรรม ตั้งแต่การจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากกรมการข้าวมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกรสมาชิก ดูแลขั้นตอนการผลิต การควบคุมคุณภาพผลผลิตและการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐาน ผ่านการตรวจรับรองแหล่งผลิตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ระบบ QR Trace ซึ่งผู้บริโภคสามารถสแกน QR Code เพื่อตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของแหล่งผลิตข้าวได้ และในทุกขั้นตอนของการผลิตข้าวจะถูกบันทึกลงในทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกทุกราย  เมื่อถึงช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต สหกรณ์จะดำเนินการรวบรวมผลผลิตข้าว              จากเกษตรกร โดยประสานงานเพื่อเชื่อมโยงกับหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ในการจัดหาตลาดรับซื้อผลผลิตข้าวผ่านสหกรณ์ ต่อไป

ด้านนายสมศักดิ์  แสนศิริ  สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก  กล่าวว่า  สำหรับการดำเนินการที่ผ่านมา สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ได้ดำเนินการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล  ปริมาณ 19,862 ตัน  คิดเป็นมูลค่า 125,820,612 บาท โดยสหกรณ์รับซื้อในราคานำตลาด เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำและเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

กรมชลแจงผลกระทบก่อสร้างมอเตอร์เวย์โคราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313884

กรมชลแจงผลกระทบก่อสร้างมอเตอร์เวย์โคราช

กรมชลประทาน

กรมชลแจงผลกระทบก่อสร้างมอเตอร์เวย์โคราช

              ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวว่า “โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน – นครราชสีมา ช่วงที่ลำตะคองตอนล่างที่ไหลผ่านถนนบายพาสก่อนถึงประตูระบายน้ำคนชุม และเป็นเส้นทางน้ำธรรมชาติ ถูกปรับพื้นที่โดยผู้รับจ้างและมีการนำดินมารุกล้ำแนวเขตชลประทาน ส่งผลให้น้ำไหลเข้าเขตเทศบาลนครราชสีมาไม่สะดวก และระบบนิเวศของลำตะคองเสียหายอย่างหนัก” นั้น
นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า ในการดำเนินการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์(Moterway) ช่วงบริเวณจุดสิ้นสุดโครงการฯ ทางเชื่อมต่อทางหลวงแผ่นดิน 204 เส้นทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมา ช่วงลำตะคองตอนล่างไหลผ่านถนนบายพาส ก่อนถึงประตูระบายน้ำคนชุม ทางผู้รับจ้างได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ชลประทานในการวางท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร จำนวน 2 แถว เพื่อใช้ในการระบายน้ำสายลำตะคองลงหน้าประตูระบายน้ำคนชุม ซึ่งการดำเนินการไม่มีผลกระทบต่อการไหลของน้ำที่ระบายมาจากเขื่อนลำตะคอง และประตูระบายน้ำมะขามเฒ่า

สำหรับใช้น้ำในการผลิตน้ำประปาของเทศบาลนครนครราชสีมา ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เร่งบริษัทผู้รับจ้างให้ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝนเดือนพฤษภาคม 2561 โดยทางบริษัทฯยืนยันที่จะคืนสภาพทางน้ำและจะไม่ให้ส่งผลกระทบใดๆต่อน้ำในลำตะคอง จึงชี้แจงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน