“วิวัฒน์”ลงพื้นที่เขื่อนราษีไศลรับฟังปัญหาชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313817

 “วิวัฒน์”ลงพื้นที่เขื่อนราษีไศลรับฟังปัญหาชาวบ้าน

วิวัมน์ ศัลยกำธร

 “วิวัฒน์”ลงพื้นที่เขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนารับฟังปัญหาชาวบ้าน

 

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา ณ กุดอีเฒ่า บ้านร่องอโศก ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ว่า การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้เพื่อมาพบปะเกษตรกรและหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้พยายามหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาโดยตลอด ซึ่งภายหลังที่ได้รับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ พบว่าควรมีแนวทางให้ความช่วยเหลือใน 2 แนวทาง คือ (1) เรื่องการดูแลจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ให้กรมชลประทาน ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ (2) เรื่องการกักเก็บน้ำในพื้นที่ของเกษตรกร

โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ทำแผนฟื้นฟูแก้ไขปัญหา โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐคอยให้คำแนะนำ ด้วยการนำเอาวิถีภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับความรู้ด้านวิศวกรรมชลประทานมาร่วมกันแก้ไขปัญหา พลิกฟื้นชีวิตดั้งเดิมโดยธรรมชาติ อย่างไม่ทำลายธรรมชาติ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจโดยที่รัฐมีหน้าที่เป็นสถาปนิกในการให้คำปรึกษา

“หากชาวบ้านในพื้นที่มีความเข้มแข็ง มีสังคมที่เอื้อเฟื้อกัน โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา เชื่อมั่นว่า จากพื้นที่ที่มีน้ำมากก็จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ อีกทั้งจังหวัดที่อยู่ใกล้เขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่พื้นที่อื่นๆที่ประสบปัญหาเดียวกันต่อไป” นายวิวัฒน์กล่าว

หลังจากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้พอเพียงชุมชนเครือข่ายทามมูน ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เพื่อร่วมเรียนรู้งานฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป่าทาม แม่น้ำมูล การพัฒนาอาชีพและการพัฒนาเกษตรยุค 4.0  พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและปรึกษาหารือแนวทางแก้ปัญหาผลกระทบจากเขื่อนราษีไศลเขื่อนหัวนา และเขื่อนลำน้ำชี ครอบคลุมพื้นที่ผลกระทบและผู้ได้รับผลกระทบจริงทุกภาคส่วน

ก.เกษตรฯ ส่งกฤษฏีกาตีความเกลือเป็นสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313813

ก.เกษตรฯ ส่งกฤษฏีกาตีความเกลือเป็นสินค้าเกษตร

นาเกลือร้อง

ก.เกษตรฯ ส่งกฤษฏีกาตีความเกลือเป็นสินค้าเกษตร

 

นายกฤษฏา  บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้แทนสมาพันธ์ชาวนาเกลือทะเลไทย ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกเกษตรกรชาวนาเกลือใน 3 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี เพื่อรับฟังประเด็นปัญหาของเกษตรกรทำนาเกลือทะเลซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรทำนาเกลือทะเลประมาณ 1,000 กว่าราย พื้นที่ 62,000 ไร่ ผลผลิตเกลือทะเลรวมประมาณ 992 ล้านกก./ปี ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแนวทางการแก้ไขตามข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1. การวางมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินของชาวนาเกลือทะเลที่พบว่ามีอยู่ประมาณ 200 รายมูลหนี้ 400 ล้านบาท  โดยได้มอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานกับทางสมาพันธ์ฯ เพื่อจัดแบ่งประเภทหนี้ให้ชัดเจน โดยให้มีการจัดแยกว่ากลุ่มเจ้าหนี้ทั้ง 4 ประเภท คือ สถาบันการเงิน สหกรณ์ หนี้กับบุคคลแต่มีที่ดินค้ำประกัน หรือหนี้นอกระบบ มีเกษตรกรจำนวนกี่รายอยู่ในกลุ่มใดบ้าง เพื่อพิจารณาหาแนวทางให้ความช่วยเหลือตามกรอบหลักเกณฑ์ที่รัฐดำเนินการได้และแนวทางที่สามารถให้การช่วยเหลือได้ เช่น หากเป็นหนี้สินของสหกรณ์ก็มีกองทุนสหกรณ์ที่เข้าไปดำเนินการได้ เป็นต้น

2. การพัฒนาสินค้าเกลือทะเลทั้งระบบ โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกลือทะเลไทย 2560 – 2564 ซึ่งจากมติครม.เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2554 ได้มีมติให้การทำนาเกลือทะเลเป็นการเกษตรและชาวนาเกลือเป็นเกษตรกร แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไม่ได้นิยามคำว่า “เกลือทะเล” อยู่ในพ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าเกลือทะเลใช่สินค้าเกษตรหรือไม่อย่างไร เพื่อให้สามารถจัดทำและรับรองมาตรฐานเกลือทะเลได้อย่างชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของตลาดมากยิ่งขึ้น

3.ปัญหาการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศที่ทำให้ส่งผลกระทบต่อราคาเกลือทะเลในประเทศ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะนำประเด็นนี้ไปหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ต่อไป 4. การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนของสหกรณ์เกลือทะเล และส่งเสริมช่องทางด้านการตลาด เช่น ทางเกษตรกรได้ร้องขอให้มีการนำเกลือทะเลมาใช้ในการผลิตสารฝนหลวง ซึ่งได้มอบหมายอธิบดีกรมฝนหลวงพิจารณาเรื่องการสั่งซื้อเกลือจากเกษตรกรหรือกลุ่มสหกรณ์นาเกลือที่จะได้ราคาซื้อที่ถูกลงแต่สามารถช่วยสนับสนุนเกษตรกรได้มีช่องทางการตลาดให้เกษตรกรเพิ่มขึ้นได้ โดยยังคงคุณภาพและคุณสมบัติของเกลือทะเลที่ทำการผลิตสารฝนหลวงได้มาตรฐาน

ศพก.ทุเรียนปราจีน เจ๋ง เปิดไอเดียสั่งดูแลทุเรียนผ่านไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313705

ศพก.ทุเรียนปราจีน เจ๋ง เปิดไอเดียสั่งดูแลทุเรียนผ่านไลน์

ศพก.ทุเรียนปราจีน เจ๋ง เปิดไอเดียสั่งดูแลทุเรียนผ่านไลน์

               นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวในการลงพื้นที่การจัดงานวันดอกทุเรียนบานสะพรั่ง  เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ทุเรียน) อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ว่าเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ที่ จ.ปราจีนบุรี  ปรับตัวใช้ตลาดนำการผลิต     สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ใช้ตลาดออนไลน์เข้ามาช่วยอย่างเหมาะสมทำให้เพิ่มมูลค่า รวมทั้งสามารถควบคุมการผลิตให้มีคุณภาพ มียอดขายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สวนผลไม้ของ          จ.ปราจีนบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สำหรับการจัดงานวันดอกทุเรียนบานสะพรั่ง เป็นการชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมผสมเกสรทุเรียน ปีที่ผ่านมามีคนมาร่วมและมัดจำ ซื้อทุเรียนเป็นต้นๆ กว่า 50 ต้น

โดยผู้ที่สนใจจะต้องมัดจำไว้ ต้นละ 2,000 บาท และเกษตรกรจะรายงานผลการดูแลต้นทุเรียน ที่มาจองไว้ ทางระบบไลน์ ทำให้ติดตามการเติบโตได้ทุกระยะ จนถึงวันเก็บเกี่ยว (ประมาณ 120 วัน) โดยจะจำหน่ายตามราคาจริงของทุเรียนขณะนั้น

นายมนัส  ฮวดจึง ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ทุเรียน) อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับทุเรียนของ ศพก. ปราจีนบุรี เป็นทุเรียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพดี เนื้อแห้ง รสหวานมันอร่อย  จึงมีลูกค้าขาประจำที่เป็นชาวปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงแวะเวียนมาซื้อผลผลิตถึงสวนทุเรียนที่เก็บจากในสวนจะถูกทำความสะอาดผล และคัดแยกตามความสวยงาม  ขนาด และอัตราความแก่ของผลทุเรียน ก่อนจำหน่าย  ยิ่งใกล้วันที่ทุเรียนจะออกจะมีผู้มาเยือนเป็นจำนวนมาก แถมที่นี่ยังสามารถขายได้ในราคาดีกว่าทุเรียนทั่วไปอีกด้วย แต่ละปี สามารถสร้างรายได้กว่า400,000 บาท  และยิ่งพอได้เทคโนโลยีเข้ามา ทางกลุ่มก็ปรึกษากันเริ่มใช้แนวทางในการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนเข้ามาเที่ยวชมสวนทุเรียน เพื่อโปรโมทให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะได้ทำกิจกรรมผสมเกสรดอกทุเรียน ซึ่งเป็นกิจกรรมเด่นของการจัดงานในครั้งนี้  ได้รับผลตอบรับดีมาก ทั้งนักท่องเที่ยวจากต่างที่ เข้ามาชม และสั่งจองต้นทุเรียนกับชาวสวน และชาวสวนเองยังต้องดูแลคุณภาพของทุเรียนให้ได้คุณภาพทุกต้น  รวมทั้งสร้างเครือข่ายเพื่อให้มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น สำหรับปีนี้ตั้งเป้าไว้ในการสั่งจอง ไม่น้อยกว่า 300 ต้น  ท่านที่สนใจสามารถไปเที่ยวชมสวนทุเรียน ณ  ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ทุเรียน) อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ได้ทุกวัน ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้

5 ประเทศรุมจีบขยายความร่วมมือค้าขายสินค้าเกษตรในอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313704

5 ประเทศรุมจีบขยายความร่วมมือค้าขายสินค้าเกษตรในอีอีซี

5 ประเทศ

5 ประเทศรุมจีบขยายความร่วมมือค้าขายสินค้าเกษตรในอีอีซี

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับเอกอัครราชทูต ประจำประเทศไทยทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ อิสราเอล โปแลนด์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และปากีสถาน ว่า กระทรวงเกษตรฯ มีความยินดีที่ทูตแต่ละประเทศให้ความสนใจเข้าพบและพร้อมให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ในหลายๆ ด้าน ซึ่งฝ่ายไทยได้แจ้งว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับแต่ละประเทศเช่นกัน ซึ่งประเด็นสำคัญที่ไทยได้หยิบยกและแลกเปลี่ยนความร่วมมือที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ระดับทวิภาคี แบ่งเป็น 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. ความร่วมมือด้านวิชาการเกษตรภายใต้เอ็มโอยูระหว่างกัน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และระบบชลประทาน ทั้งในส่วนที่ได้มีการลงนามความตกลงแล้ว และอยู่ในระหว่างการหารือในรายละเอียดระหว่างคณะทำงานของแต่ละประเทศ

2.การพัฒนาบุคลากร นวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร เช่น การพัฒนาสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของไทยโดยการเรียนรู้จากแรงงานไทยที่ไปทำการเกษตรที่อิสราเอลซึ่งมีประมาณ 2 หมื่นคน การทำการเกษตรอัจฉริยะกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้เริ่มนำร่องสำหรับการผลิตมันสำปะหลังและผลิตข้าวแปลงใหญ่  โดยกระทรวงเกษตรฯ GISTDA และมหาวิทยาลัยฮอกไกโด จะได้ลงนามใน MOU ร่วมกัน เพื่อจะได้ร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสองประเทศ เป็นต้น
3.การเปิดตลาดสินค้าเกษตระหว่างกันทั้งสินค้าเดิมและสินค้าใหม่  เช่น การส่งออกยางพาราไปยังโปแลนด์ และญี่ปุ่นที่ให้ความสนใจยางพาราไทย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะเป็นตัวกลางในการหาแหล่งซื้อยางที่ได้คุณภาพและราคาที่เป็นธรรมให้แก่ประเทศที่ให้ความสนใจด้วย การเร่งรัดการส่งออกมะม่วงมหาชนก และขยายสัดส่วนการส่งออกไก่สดไทยไปยังประเทศเกาหลีใต้ ขณะที่เกาหลีใต้สนใจส่งแอปเปิ้ลและเนื้อวัวเกาหลีมายังประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบทางเทคนิคที่คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆ นี้

4. การลดปัญหาอุปสรรคการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ถือโอกาสขอบคุณญี่ปุ่นผ่านท่านทูตในกรณีเลื่อนการออกประกาศบังคับปรับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRL) ของสารฟอสอีทิล (fosetyl-aluminium) ซึ่งผสมในยาปราบศัตรูพืชปนเปื้อนในสินค้าเกษตรออกไปก่อนจนกว่าจะหารือและได้ข้อสรุปกับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบแล้วเสร็จ  ทั้งนี้ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตรจะร่วมกันติดตามความคืบหน้าของประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด รวมทั้งหารือกับฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันที่สามารถยอมรับได้ และไม่กระทบต่อการส่งออกสินค้าข้าวจากไทยไปญี่ปุ่นต่อไป
และ 5. การเชิญชวนให้แต่ละประเทศเพิ่มการค้าการลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี โดยเฉพาะด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และ 6. การชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูของรัฐบาลไทย ซึ่งทูตแต่ละประเทศที่เข้าพบได้ชื่นชมและเห็นถึงความมุ่นมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทย และพร้อมจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรับทราบข้อมูลต่าง ๆ ที่ไทยได้ดำเนินการอย่างเข้มข้น และเริ่มเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมแล้ว ทั้งการจัดการเรือ เครื่องมือทำการประมง แรงงานประมง วิธีทำการประมง พื้นที่ทำการประมง การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ การจับกุม และดำเนินคดีผู้กระทำผิด ซึ่งกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งรัดดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“อ.ยักษ์” ชูยโสธร ต้นแบบเกษตรอินทรีย์ของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313696

“อ.ยักษ์” ชูยโสธร ต้นแบบเกษตรอินทรีย์ของประเทศ

ยโสธร

“อ.ยักษ์” หนุนขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์  ชู จ.ยโสธร ต้นแบบเกษตรอินทรีย์ของประเทศ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “เกษตรอินทรีย์..ดี๊ดีต่อคุณ” ณ วิมานพญาแถนต.ในเมือง อ.เมือง จ.ยโสธร ว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่ง ครม.ได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานเรื่องดังกล่าว และได้เร่งรัดให้ทุกภาคส่วนดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมผ่านคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค และคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด
ปัจจุบันภาคเกษตรกำลังเผชิญปัญหา อาทิ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด หนี้สินซ้ำซาก ต้นทุนสูง คุณภาพต่ำ ดังนั้น ทางออกของภาคเกษตรไทย คือการปฏิรูปภาคการเกษตร โดยยึดถือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นหลักในการขับเคลื่อนงาน ยึดมั่นการทำงานเพื่อประชาชน โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับชาวบ้านและภูมิศาสตร์ ที่สำคัญต้องพัฒนาคนและรวมกลุ่มคน การสร้างเครือข่าย รวมทั้งใช้ตลาดนำการผลิตทางการเกษตรผสมผสานกับการมีส่วนร่วมของเกษตรกรหรือประชาชนในพื้นที่ด้วย เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมายการดำเนินงาน คือ การดูแลเกษตรกรให้มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยกำหนดให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศเป็นงานสำคัญที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง เนื่องจากเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน มีความมั่นคงด้านอาหารและความปลอดภัยต่อสุขภาพไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับกระแสความต้องการผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ทั้งในและต่างประเทศ  ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จะช่วยให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้ และมีความเชื่อมั่นต่อเกษตรอินทรีย์รวมทั้งสร้างความร่วมมือ และเครือข่ายการขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดให้บรรลุเป้าหมายได้
สำหรับจังหวัดยโสธร มีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน มีความมั่นคงด้านอาหารและความปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับกระแสความต้องการผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้สูง ก่อให้เกิดรายได้ที่เพียงพอแก่การดำรงชีพ โดยเกษตรกรของ จ.ยโสธร มีการรวมกลุ่มทำการเกษตรอินทรีย์อย่างเหนียวแน่น มีการพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์มาอย่างครบวงจร ผลผลิตได้รับการรับรองมาตรฐาน และได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง จ.ยโสธร กับกระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 เพื่อพัฒนาส่งเสริมให้ จ.ยโสธร เป็นจังหวัดต้นแบบเกษตรอินทรีย์ของประเทศครอบคลุม ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ และขยายพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์อีก 60,000 ไร่ ให้เป็น 100,000 ไร่ภายในปี 2561 พร้อมทั้งเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการสร้างความเข้มแข็งและร่วมขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดเพื่อส่งเสริมให้บริโภคมีสุขภาพที่ดี และเกษตรกรผู้ผลิตอินทรีย์ก็จะมีรายได้ดีอีกด้วย
“จังหวัดยโสธร เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในการรวมกลุ่มเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง เป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง ด้วยการจัดตั้งโรงเรียนที่สอนด้านเกษตรอินทรีย์ หรือแม้แต่โรงเรียนของรัฐหลายๆโรงเรียนมาร่วมมือกัน เริ่มจากการให้การศึกษาที่ถูกต้องและแม่นยำ ที่สำคัญคือการสร้างตัวอย่างความสำเร็จก่อนที่จะไปสอนผู้อื่น รู้ว่าทำแบบไหนสำเร็จและไม่สำเร็จ โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดยโสธรและจังหวัดอื่นๆ อย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและผู้บริโภคได้รับประทานสินค้าเกษตรอย่างปลอดภัย” นายวิวัฒน์ กล่าว
หลังจากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เดินทางไปเปิดโรงเรียนเกษตรอินทรีย์วิถียโสธร พร้อมทั้งมอบวุฒิบัตรให้กับตัวแทนเกษตรกรที่เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร”พัฒนาเกษตรกรสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” 2 รุ่น และพบปะเกษตรกรในพื้นที่บ้านโนนทรายงาม ต.หนองคู อ.เมืองจ.ยโสธร

กยท. คาดการณ์ราคายางปี 61 จะปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313483

กยท. คาดการณ์ราคายางปี 61 จะปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

กยท

กยท. คาดการณ์ราคายางปี 61 จะปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

              ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) วิเคราะห์บทเรียนจากสถานการณ์ราคายางย้อนหลัง 3 ปี และคาดการณ์ราคายางปี 2561 จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีความผิดปกติของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ย้ำ รัฐบาลยังคงเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน ผลักดันราคาให้เพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ
ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ในปี 2558 เป็นช่วงที่ผลผลิตยางธรรมชาติในหลายประเทศออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ตลาดล่วงหน้ามีการเก็งกำไรอย่างหนัก ทำให้ราคายางปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และรุนแรง   จนกระทั่งปี 2559 หลังก่อตั้ง กยท. ภายใต้คณะกรรมการและผู้บริหารชุดปัจจุบัน ได้มีการแก้ปัญหาในช่วงที่ราคาปรับลดลงต่ำสุดที่ 35.55 บาทต่อกก. จนสามารถผลักดันให้ราคายางปรับตัวขึ้นได้ตามสภาวะปกติ โดยมีราคาปิดตลาดปลายปี สูงกว่า 80 บาทต่อกก.
จากเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่ปลูกยางภาคใต้ที่สะสมมาจนถึงต้นปี 2561 ทำให้ปริมาณยางในตลาดลดลงมาก ยิ่งส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น จนไปแตะระดับราคากว่า 100 บาทต่อกก. แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในที่สุด ราคายางก็กลับเข้าสู่วงจรตลาดขาลง ซึ่งเกิดขึ้นสลับเปลี่ยนหมุนเวียนตามฤดูกาล และตามสภาพการซื้อขายทั้งในประเทศ และตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่างประเทศ คล้ายกับปี 2558 แต่ราคายางในประเทศไทยก็ยังไม่เคยลดลงต่ำกว่าราคาในช่วงธันวาคม 2558 ที่ปิดตลาดด้วยราคาประมาณ 36 บาทต่อ กก.
“จึงคาดการณ์ว่า ปี 2561 นี้ ราคายางซึ่งได้เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางหลายโครงการทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่ง กยท. เองได้นำสู่การปฏิบัติตามนโยบายมาโดยตลอด และในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ราคากลับมายืนอยู่ที่ 47 บาทกว่าต่อ กก. และมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นคล้ายปี 2559 หากต่อไปนี้ไม่มีสถานการณ์ของโลกที่ผิดปกติ หรือ การแทรกแซงทางการเมือง หรือการสร้างกระแสข่าวลบจากกลุ่มคนที่ละเลยประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ เพราะทั้งรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กยท.เอง ได้มีนโยบาย และมาตรการทั้งในและต่างประเทศในการมาช่วยผลักดันราคายางในประเทศเพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวสวนยาง และเสถียรภาพราคายางอย่างต่อเนื่อง” ดร. ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

ฝนหลวงฯเกาะติดปริมาณค่าฝุ่นละอองในอากาศอย่างใกล้ชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313470

ฝนหลวงฯเกาะติดปริมาณค่าฝุ่นละอองในอากาศอย่างใกล้ชิด

ฝนหลวงฯเกาะติดปริมาณค่าฝุ่นละอองในอากาศอย่างใกล้ชิด

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 13.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัญหาปริมาณค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร     และปริมณฑล ที่ประชาชนกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องนั้น         พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม จึงได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิบัติการทำฝนหลวงสลายฝุ่นละอองจากปัญหาหมอกควันอย่างเร่งด่วน

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ประจำวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 ณ เวลา 08.00 น. ตรวจพบค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ 51 – 84 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐาน (50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) จำนวน 6 สถานี ได้แก่ บริเวณถนนพระราม 4 ถนนอินทรพิทักษ์ ถนนลาดพร้าว ถนนพญาไท เขตบางนา และเขตวังทองหลาง ปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
นายสุรสีห์ กล่าวต่อว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เตรียมพร้อมการปฏิบัติภารกิจ   ทำฝนบรรเทาปัญหาหมอกควัน โดยสั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว จำนวน 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดนครสวรรค์ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดระยอง และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประสานความร่วมมือในการเฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศ โดยได้กำชับให้เพิ่มช่วงเวลาในการตรวจวัดสภาพอากาศชั้นบน จากเดิมเฉพาะ     ช่วงเช้า เป็นช่วงเช้าและบ่าย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำในการปฏิบัติการฝนหลวงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเตรียมพร้อมเครื่องบินจำนวน 7 ลำ สำหรับการปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนในครั้งนี้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม

จากการตรวจสภาพอากาศเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่สามารถขึ้นปฏิบัติการ      ฝนหลวงได้ เนื่องจากสภาพอากาศชั้นบนมีความเสถียรภาพ แต่ทางกรมฝนหลวงฯ จะยังคงติดตามสภาพอากาศและเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาปัญหาหมอกควันปกคลุมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อย่างต่อเนื่องต่อไป
นอกจากนี้ จากการตรวจวัดค่าปริมาณฝุ่นละอองในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ปัจจุบันพบค่าปริมาณฝุ่นละออง PM10 มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ พบค่า PM10 อยู่ที่ 245 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี อยู่ที่ 132  ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งกรมฝนหลวงฯ ได้มีการเตรียมความพร้อมและจะทำการบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อดัดแปรสภาพอากาศ ลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ ดังนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจในความพร้อมของกรมฝนหลวงฯ ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าว รวมถึงปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ และการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า

สอศ.กวาดรางวัลวันนักประดิษฐ์ นักคิดรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313462

สอศ.กวาดรางวัลวันนักประดิษฐ์ นักคิดรุ่นใหม่

สอศ.กวาดรางวัลวันนักประดิษฐ์ นักคิดรุ่นใหม่

              ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561 ขึ้น เมื่อวันที่  2-6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ โดยมีผลงานสิ่งประดิษฐ์ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าร่วมประกวดและจัดนิทรรศการในงานดังกล่าว ภายใต้โครงการส่งเสริมการวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอาชีวศึกษา โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มเรื่อง จำนวน 195 ผลงาน ปรากฏว่ามีสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา ได้รับรางวัลนักคิดสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่ ประจำปี 2561 ดังนี้
ประเภทที่ 1 รางวัลนักคิดสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่ รางวัลการเขียนข้อเสนอโครงการ กลุ่มที่ 1 กลุ่มอาหาร (กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ) รางวัลชนะเลิศ ผลงานเรื่อง “อุปกรณ์กดเส้นเอนกประสงค์” วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด กลุ่มที่ 1 กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (กลุ่มเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ) รางวัลชนะเลิศ ผลงานเรื่อง “เครื่องอบลดความชื้นข้าวเปลือกระบบชีวมวลและเซลแสงอาทิตย์” วิทยาลัยสารพัดช่างอุบลราชธานี กลุ่มที่ 2 กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ รางวัลชนะเลิศ ผลงานเรื่อง“เสาน้ำเกลือผู้ป่วยระยะพักฟื้น 3 in 1” วิทยาลัยเทคนิคระนอง     กลุ่มที่ 3 กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ ระบบเครื่องกลที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมฯ รางวัลชนะเลิศ ผลงานเรื่อง “ชุดจุดตรวจและสกัดกั้นออนไลน์ เพื่อความมั่นคง” วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ
ส่วนประเภทที่ 2 รางวัลนักคิดสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่ รางวัลผลงานสิ่งประดิษฐ์ กลุ่มที่ 1 กลุ่มอาหาร (กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ) รางวัลชนะเลิศ ผลงานเรื่อง “ซุปผักกึ่งสำเร็จรูป” วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง กลุ่มที่ 1 กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (กลุ่มเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ) รางวัลชนะเลิศ ผลงานเรื่อง “ระบบหยอดเมล็ดผักในถาดเพาะกล้า เพื่อลดเวลาและเพิ่มอัตราการงอก” วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือนครศรีธรรมราช กลุ่มที่ 2 กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ รางวัลชนะเลิศ ผลงานเรื่อง “อุปกรณ์ยกถังสารละลายชะล้างสำหรับการผ่าตัดผ่านกล้อง” วิทยาลัยเทคนิคลำพูน กลุ่มที่ 3 กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ ระบบเครื่องกลที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมฯ รางวัลชนะเลิศ ผลงานเรื่อง “ชุดจุดตรวจและสกัดกั้นออนไลน์เพื่อความมั่นคง” วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ
นอกจากนี้ วิทยาลัยสารพัดช่างอุบลราชธานี และวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ได้รับรางวัลชนะเลิศทั้งสองประเภท คือ กลุ่มที่ 4 กลุ่มสร้างสรรค์วัฒนธรรม การศึกษา และสังคมที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต รางวัลชนะเลิศ ผลงานเรื่อง “เครื่องย้อมผ้าสีเส้นไหมและฝ้ายแบบใช้หม้อต้มประหยัดพลังงาน” วิทยาลัยสารพัดช่างอุบลราชธานี และกลุ่มที่ 5 กลุ่มสิ่งแวดล้อมและพลังงาน รางวัลชนะเลิศ ผลงานเรื่อง “หุ่นผลิตพลังงานไฟฟ้าจากคลื่นทะเลสำหรับอนุรักษ์แนวปะการัง” วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี
อย่างไรก็ตามสอศ.ได้ร่วมส่งผลงานเข้าเข้าประกวดในงานวันนักประดิษฐ์เป็นประจำต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้เยาวชนอาชีวะได้มีเวทีสำหรับนำเสนอผลงานและเผยแพร่ผลงาน ได้นำความรู้ ความสามารถมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน และแลกเปลี่ยนความรู้ สั่งสมประสบการณ์ให้เข้มข้น ทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้แก่นักศึกษาได้นำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่มีความก้าวหน้าด้านการประดิษฐ์คิดค้นให้เกิดการขยายผลและนำไปใช้ให้เกิดประโยชนในมิติต่างๆ รวมทั้งเป็นการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์เพื่อชุมชน อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ เกิดทักษะ และมีวิสัยทัศน์ กล้าแสดงออก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและพัฒนาประเทศชาติให้เข้มแข็งต่อไป เลขาธิการสอศ. กล่าวปิดท้าย
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ.

บ้านเอื้ออาทรหนุนปลูกผักอินทรีย์เพื่อชีวีปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313279

บ้านเอื้ออาทรหนุนปลูกผักอินทรีย์เพื่อชีวีปลอดภัย

ชุมชนบ้านเอื้ออาทรเพชรเกษม 81 หนุนปลูกผักอินทรีย์เพื่อชีวีปลอดภัย

           โครงการบ้านเอื้ออาทรเพชรเกษม 81 เป็นชุมชนเมืองที่มีความหลากหลายสูง เนื่องจากผู้อยู่อาศัยมีที่มาแตกต่างกัน ต่างสังคม ต่างวัฒนธรรมในลักษณะร้อยพ่อพันแม่ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนใหม่เป็นเรื่องที่ต้องจัดการทั้งสิ้น  เพื่อหลอมรวมให้เป็นวัฒนธรรมเดียวกัน ตรงกันข้ามหากปล่อยให้เป็นภาวะตัวใครตัวมัน ย่อมเป็นสังคมโดดเดี่ยว ไม่อาจเป็นที่พึ่งพาได้

                “เราใช้วีธีการที่เรียกว่า 1+3 เข้าจัดการ หมายความว่า ขยายความสัมพันธ์ของผู้อยู่อาศัยจากห้องของเรา ไปยังข้างห้อง เพื่อนข้างด้านซ้าย 1 ห้อง ด้านขวา 1 ห้อง และด้านหน้าอีก 1 ห้อง รวมแล้วเป็น 4  ห้อง ถ้าเพื่อนบ้านที่ห้องถัดไป เขารับแนวคิดนี้ก็จะขยายผลต่อยอดได้อีกเป็นลูกโซ่” นางกฤตพร  สุวรรณา หรือครูไก่ ประธานกลุ่มออมทรัพย์โครงการบ้านเอื้ออาทรเพชรเกษม 81  และผู้จัดการสหกรณ์บริการเอื้ออาทรเพชรเกษม 81 เล่าถึงกลยุทธ์การขยายเครือข่ายเพื่อนบ้านในชุมชนที่มีผู้อยู่อาศัยมากกว่า 3,000 คน

ตัวเธอเองก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ หากเป็นครูสอนหนังสือเด็กและเป็นลูกหลานทหารมาจากสี่พระยา แรกๆ ก็ไม่รู้จักใครมากนัก อาศัยเมื่อเริ่มรับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์ฯ เลยทำให้รู้จักสมาชิกในโครงการได้เร็วกว่า  เมื่อเริ่มกลยุทธ์นี้อาศัยที่ว่าอยู่ที่นี่มา 10 ปี ตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการในปี 2549 จึงง่ายเข้า โดยใช้วิธีการซึมซับไปเรื่อยๆ และขยายผลเป็นลูกโซ่

“เวลาทำกิจกรรมก็คุยกัน การอยู่อาศัยต้องเอาคนใกล้ชิดเข้ามาช่วยดูแล ห้องหนึ่งไม่อยู่ ห้องข้างๆ จะทำหน้าที่ดูแลแทน เช่นถ้าฝนตก มีผ้าตากอยู่ข้างนอกเขาก็จะเข็นราวตากผ้าไปหลบฝนหรือเก็บผ้าให้  อีกคนไปต่างจังหวัดก็ฝากบ้านให้ห้องข้างๆ ช่วยเป็นหูเป็นตาแทน ซึ่งได้ผลนะ หลังจากทำมา 2 ปี”

การสร้างความสัมพันธ์ในลักษณะ 1+3 เป็นความสมัครใจ ดังนั้นบางห้องหรือบางอาคารก็ยังไม่ทำ “แต่จะมีเหตุให้เขาต้องกลับมาทำได้เช่นกัน เช่น ห้องถูกงัด ข้าวของถูกขโมย ก็ต้องหาวิธีการจัดการ ซึ่งวิธีการ 1+3 นั้น ไม่ต้องใช้เงินเลย ใช้แค่ใจเป็นความสัมพันธ์”

ครูไก่ยอมรับว่า  แรกๆ ชุมชนอย่างบ้านเอื้ออาทรมักมีปัญหายาเสพติด ถือเป็นพื้นที่สีแดง แต่หลังจากใช้หลายๆ กลยุทธ์ รวมทั้งความเข้มแข็งของนิติบุคคลก็ทำให้สถานการณ์ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งเรื่องอาชญากรรม และความปลอดภัยในอาคาร  โดยภายในอาคารก็มีการติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดคอยกำกับเหตุ รวมทั้งเตรียมความพร้อมกรณีเกิดภัยพิบัติ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ การเคหะแห่งชาติ ได้เข้ามาให้การสนับสนุนกลุ่มออมทรัพย์ โดยสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการปลูกผักอินทรีย์ ด้วยการฝึกอบรมและให้เมล็ดพันธุ์ ซึ่งทางกลุ่มพยายามเรียนรู้และประยุกต์ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

“อบรมแล้วก็ต้องมาทดลองทำและประยุกต์ใช้  เช่น จากตาข่ายสแลนมุงหลังคาก็เปลี่ยนมาเป็นพลาสติกใสแทน เพราะเมื่อต้นปีผักกำลังงาม ลมแรงพัดสแลนพัง ผักเน่าเสียหายหมด  ปั๊มน้ำเดิมทีออกแบบสำหรับการปลูกชั้นเดียว เมื่อเราทำสองชั้นก็ต้องเพิ่มแรงดัน เครื่องก็ต้องเปลี่ยนไปใช้เครื่องที่มีแรงดันมากขึ้น  เงินส่วนเกินจากงบประมาณก็ใช้เงินลงทุนเอง เช่นเดียวกับพันธุ์ผักที่ปลูกที่เป็นผักสลัด เราก็ปรับเปลี่ยนเป็นผักไทยแทน เช่น ผักบุ้งจีน ผักคะน้า”

ครูไก่เล่าว่า ผักอินทรีย์เป็นรายการล่าสุดที่ลงมือทำซึ่งไม่เหนือความสามารถหลังจากลองผิดลองถูกอยู่พักหนึ่ง  ที่ทำอยู่แล้วคือโรงเพาะเห็ดนางฟ้าภูฏานซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มได้เป็นกอบเป็นกำ ขายได้ถึง 80 บาท/กิโลกรัม จากเริ่มต้นที่เคยขาดทุน แต่เมื่อฝึกฝนชำนาญก็ให้ผลผลิตสูง ทำกำไรได้  ก้อนเชื้อเห็ดเสาะหาจากแหล่งที่มีอายุยืนยาวถึง 7-8 เดือน จากทั่วไปเพียง 4-5 เดือน เท่ากับลดต้นทุนไปในตัว  การขยายกำลังผลิตจาก 100 ก้อนตอนเริ่มต้น เป็น 2,000 ก้อนในปัจจุบัน เป็นเครื่องยืนยันว่ากิจการกำลังไปได้ด้วยดี

ทั้งโรงเพาะเห็ดและแปลงปลูกผักอินทรีย์ จะทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนไปในตัว ลูกบ้านเองสามารถมาศึกษาดูกระบวนการปลูก ดูแล จนถึงเก็บเกี่ยวได้ และปลูกเองที่บ้านได้ ช่วยประหยัดและได้ผักคุณภาพไว้บริโภค หรือขายเป็นอาชีพเสริมหรือเป็นอาชีพหลักเลยก็มี อย่างคนที่ดูแลแปลงผักอินทรีย์ก็เป็นคนสูงอายุ 75 ปี

กลุ่มออมทรัพย์ยังจัดหางานมาป้อนสมาชิกหลากหลาย อาทิ กลุ่มเย็บผ้าถุง กลุ่มทำเหรียญโปรยทาน กลุ่มนวดทั้งผ่อนคลาย รักษาอาการ กระทั่งบำบัดผู้เสพติดบุหรี่ เป็นการสร้างงานภายในชุมชนรูปแบบหนึ่ง

ชุมชนขนาดใหญ่ 39 อาคาร 1,708 ห้อง จำนวนคนมากกว่า 3,000 คน กิจกรรมในชุมชนต้องมีความหลากหลาย ไม่เว้นกีฬาหรือการออกกำลังกาย มีทั้งการเต้นแอโรบิก แต่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจะเป็นฟุตซอลที่จัดตั้งเป็นทีมๆ ละ 7 คน มีด้วยกันถึง 32 ทีม หมายถึงการมีสมาชิกเกินกว่าสองร้อยคนขึ้นไป มีการแข่งขันชิงรางวัลกันอย่างสนุกสนานและจริงจัง

ด้านจิตใจ มีการจัดอบรมปฏิบัติธรรมสำหรับผู้สูงอายุและเยาวชน ด้วยการนั่งสมาธิที่สำนักสงฆ์นครปฐม ภายใต้การดูแลของวัดไร่ขิง ซึ่งมีสภาพบรรยากาศดีมาก เหมาะแก่การปฏิบัติอย่างยิ่ง

ส่วนความร่วมมือในชุมชน ครูไก่กล่าวว่า เป็นลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมากกว่า คนส่วนใหญ่ยังเป็นประชากรวัยทำงาน บางคนเลย 60 ปี เช้าก็ยังออกจากบ้านไปทำงาน เวลาจัดกิจกรรมก็มาร่วมได้พักหนึ่งแล้วค่อยไปทำงานต่อ  คนไหนมีแรงลงแรง คนไหนไม่มีแรง ไม่มีเวลา ก็ลงเงินช่วยเหลือกิจกรรมกันไป

“จากชุมชนที่เริ่มต้นเมื่อ 10 ปีก่อน ต่างคนต่างมาจากหลากหลายที่ ตอนนี้ก็เริ่มรู้จักกัน มีกิจกรรมร่วมกัน จากที่เคยลำบากตอนมาอยู่ใหม่ๆ ไฟฟ้ายังไม่ได้ติดตั้ง เพราะอยู่ระหว่างขอ ก็รีบมาอาศัยอยู่กันแล้ว ถนนหนทางก็ไม่ค่อยสะดวก  ผิดกับตอนนี้สะดวกไปทุกอย่าง”

                ความสุขของชุมชน ไม่อาจระบุด้วยปัจจัยหนึ่งปัจจัยใด หากยังครอบคลุมด้วยหลายปัจจัยที่สามารถเข้าถึงได้ สัมผัสได้ เป็นสภาพสุขภาวะที่ก้าวหน้าและมีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองได้ดียิ่งขึ้น

สวทช. เตรียมจัดงาน “NAC2018”โชว์ศักยภาพ ตอบโจทย์ประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313207

สวทช. เตรียมจัดงาน “NAC2018”โชว์ศักยภาพ ตอบโจทย์ประเทศไทย

สวทช

สวทช. เตรียมจัดงาน “NAC2018”โชว์ศักยภาพ ตอบโจทย์ประเทศไทย  9-13 มี.ค.

                        ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในฐานะประธานจัดงานฯ ร่วมแถลงข่าวการจัดงานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2561 (NSTDA Annual Conference: NAC2018) ภายใต้หัวข้อ “ตอบโจทย์ประเทศไทยด้วยงานวิจัยประเด็นมุ่งเน้น” จะจัดขึ้นวันที่ 9 – 13 มีนาคม 2561 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี                           ดร.ณรงค์ กล่าวว่า สวทช. ในฐานะเป็นหน่วยวิจัยและพัฒนาของประเทศผ่านการทำงานของ 4 ศูนย์แห่งชาติ และบริหารจัดการเพื่อนำงานวิจัยไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สตาร์ทอัพ เกษตรกร และอุตสาหกรรม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวข้ามขีดจำกัดและมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ โดยในงานประชุมวิชาการในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ตอบโจทย์ประเทศไทยด้วยงานวิจัยประเด็นมุ่งเน้น” ที่ สวทช. มุ่งเน้นไปยัง 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการนำเสนอในรูปแบบของการสัมมนาแบบเจาะลึกและการจัดแสดงนิทรรศการโดยนักวิจัยเจ้าของผลงาน

               “สำหรับคำว่า “ประเด็นมุ่งเน้น” นั้น คือ สวทช. จะทำงานอย่างมุ่งเป้า โดยเน้นส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งอย่างครบวงจร  เริ่มจากฐานเกษตรกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นข้อได้เปรียบของประเทศ เกิดเป็น นวัตกรรมเพื่อการเกษตรยั่งยืน โดยผลผลิตการเกษตรที่ปลูก จะนำไปสู่ นวัตกรรมด้านอาหาร รวมไปถึงการปรับปรุงคุณภาพผ่านงานวิจัยขั้นสูงที่เป็น นวัตกรรมการแพทย์  ทั้งนี้ของเสียจากระบบทั้งหลายในเกษตรกรรม       ยังสามารถนำไปสู่ นวัตกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและสารมูลค่าสูง บางอย่าง จนไม่เหลือของเสียใดๆ ในระบบสิ่งแวดล้อม  ทั้งนี้ สวทช.ยังเตรียมความพร้อมของบุคลากรและความรู้สำหรับ ระบบขนส่งสมัยใหม่ อีกทั้งยังมีตัวอย่างความสำเร็จที่จับต้องได้จากการนำนวัตกรรมที่เหมาะสมลงสู่พื้นที่ชุมชนทั่วทุกภูมิภาค ทั้งหมดนี้เป็นการทำงานที่ออกแบบอย่าง “มุ่งเป้า” เพื่อเสริมความเข้มแข็งและเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน”

                 ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า สำหรับ“งานวิจัยประเด็นมุ่งเน้น” สวทช. ได้ดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ของ สวทช. ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2560-2564) โดยให้ความสำคัญกับการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) อาหารเพื่ออนาคต เพื่อส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 2) ระบบขนส่งสมัยใหม่ ที่มีเป้าหมายต่อยอดเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนระบบราง และอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับและชิ้นส่วนอากาศยาน เป็นต้น 3) การสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตคนไทย เพื่อพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ สุขภาวะของผู้สูงอายุ ผู้พิการ กับบริการด้านสุขภาพและสาธารณสุขของประเทศ 4) เคมีชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ โดยมุ่งสร้างอุตสาหกรรมชีวเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง จากฐานความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของประเทศ และ   5) นวัตกรรมเพื่อการเกษตรยั่งยืน ที่จะพัฒนาพันธุ์พืชให้มีผลผลิตสูง มีคุณค่าทางโภชนาการและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ รวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตและมีรายได้ดีขึ้น ส่วนผู้บริโภคก็มีอาหารที่ปลอดภัยและมีสุขภาพดี  ซึ่ง สวทช. จะใช้ศักยภาพของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

                  ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในฐานะประธานจัดงาน NAC2018 กล่าวว่า สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดการประชุมฯ ในวันที่ 9 มีนาคม 2561 เวลา 09.00-12.00 น. ภายในงานจะมีการสัมมนาที่น่าสนใจจากผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่า 40 เรื่อง โดยมีทั้งเรื่องราวความรู้ของ 5 ประเด็นวิจัยมุ่งเน้นที่ สวทช. ดำเนินการเพื่อตอบโจทย์ของประเทศ มีตัวอย่างผลงานวิจัย ได้แก่ ระบบเครือข่ายการผลิตแผ่นรองฝ่าเท้าเฉพาะบุคคลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยศูนย์เอ็มเทค และเนคเทค ที่ได้นำเทคโนโลยีสแกน 3 มิติ และซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์การกระจายน้ำหนักของฝ่าเท้าเพื่อนำข้อมูลไปออกแบบแผ่นรองฝ่าเท้าด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีความละเอียดและตรงตามรูปเท้าของแต่ละบุคคลมากขึ้น รวมทั้งสร้างระบบเครือข่ายในการบริหารข้อมูลพื้นฐานต่างๆเพื่อให้การบริการผลิตแผ่นรองฝ่าเท้าเฉพาะบุคคลอย่างมีมาตรฐานและคุณภาพที่ดีได้อย่างทั่วถึง นวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อม ทั้งนี้ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุสำคัญของกลุ่มอาการสมองเสื่อมและคาดการณ์ว่า ในปี 2573 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,117,000 คน เอ็มเทค สวทช. ได้ร่วมออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยสมองเสื่อม กับโรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันประสาทวิทยา โดยใช้กระบวนการการออกแบบ Human-centric design ที่เข้าใจบริบทและความต้องการของผู้ใช้ ได้แก่ “เกมฝึกสมอง” (MONICA) สำหรับช่วยกระตุ้นและฝึกสมองผู้สูงอายุ ด้านสมาธิ  ความจำ การเรียนรู้ การมองเห็นและตอบสนอง  การวางแผนและตัดสินใจ และภาษา อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ “ผ้ากระตุ้นสมอง” (AKIKO) ซึ่งเป็นผ้าห่มที่มีความอ่อนนุ่มและสวยงาม ช่วยทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย ลดความกระวนกระวาย กระตุ้นประสาทสัมผัสและความทรงจำที่ดี สามารถใส่รูปภาพหรือกลิ่นหอมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความคุ้นเคยและความชอบของผู้สูงอายุ  

                 นอกจากนี้ยังมีผลงาน eLysozymeTM (เอนฮานซ์ ไลโซไซม์) จากไข่ขาว ของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับบริษัทเอกชน วิจัยและพัฒนาไลโซไซม์ประสิทธิภาพสูงที่สามารถยับยั้งแบคทีเรียได้ดี ครอบคลุมทั้งแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเน่าเสีย แบคทีเรียก่อโรคที่มักพบปนเปื้อนในอาหาร และแบคทีเรียก่อโรคที่มีความสำคัญในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและปศุสัตว์ โดยผลงานวิจัยดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจัดจำหน่าย ผลงาน ระบบถอดความเสียงพูดแบบทันต่อเวลาผ่านระบบสื่อสารทางไกล โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้คนพิการทางการได้ยินและผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยิน สามารถเข้าใจเนื้อหาข้อมูลในการประชุมสัมมนาหรือรายการโทรทัศน์ได้ ด้วยการอ่านข้อความที่ได้จากการถอดความแบบทันต่อเวลา และผลงาน อิมัลเจลที่มีอนุภาคนาโนที่กักเก็บน้ำมันหอมระเหยไพลและขมิ้นชันเพื่อบรรเทาปวด โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. เป็นการพัฒนาอนุภาคนาโนเพื่อการกักเก็บสารสำคัญทางเภสัชภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีการกักเก็บ (Encapsulation technique) ที่ขนาดของอนุภาคอยู่ในช่วง 100-200 นาโนเมตร โดยเน้นที่กลุ่มของน้ำมันหอมระเหยและสารสกัดสมุนไพร สำหรับนำไปพัฒนาเป็นสูตรเภสัชภัณฑ์ใช้ภายนอก ซึ่งอนุภาคนาโนกักเก็บน้ำมันหอมระเหยไพลและขมิ้นชันนี้ มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบของกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียก่อโรคที่ผิวหนัง และด้วยขนาดอนุภาคระดับนาโนทำให้ช่วยลดความเข้มของสีและกลิ่นของสารออกฤทธิ์ สามารถซึมผ่านเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ดี เสริมคุณสมบัติของสารสำคัญที่กักเก็บ และมีความคงตัวเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี จึงเหมาะสำหรับนำไปเตรียมเป็นสูตรตำรับเภสัชภัณฑ์ ไปสู่ระดับอุตสาหกรรมเพื่อการต่อยอดสู่การผลิตได้

                 ตลอดการจัดงาน 5 วันนั้น จะให้มีกิจกรรมที่หลากหลายและเข้มข้นไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมเปิดบ้าน สวทช. ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่สนใจ ได้เยี่ยมชมผลงานวิจัยที่โดดเด่นและหลากหลายจากศักยภาพของบุคลากรวิจัยและห้องปฏิบัติการ ที่มีเครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยของ สวทช. ทั้งยังมีบุคลากรด้านการพัฒนาธุรกิจที่พร้อมให้คำปรึกษาให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียกระดับคุณภาพของสินค้าและบริการ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ หรือ S&T Job Fair มหกรรมรับสมัครงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ใหญ่ที่สุดจากบริษัทเอกชนชั้นนำกว่า 120 บริษัท จำนวนกว่า 2,000 ตำแหน่ง อาทิ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่นฯ ไมโครซอฟต์ และ เบทาโกร เพื่อรองรับให้กับผู้ที่ต้องการมองหาตำแหน่งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ว่าจะน้องๆ ที่เพิ่งจบการศึกษา หรือผู้ที่ต้องการมองหาความก้าวหน้าท้าทายในตำแหน่งงานใหม่ๆ รวมไปถึงการให้คำแนะนำ เรื่องทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนั้นแล้วสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน สวทช. พร้อมสร้างเสริมกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ให้เยาวชนกับ กิจกรรมสนุกคิดนักวิทย์น้อย ที่ผู้ปกครองสามารถพาน้องๆ มาร่วมสนุกกับกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ สนุกไปกับการลงมือทำ ลงมือทดลองที่หลากหลายในรูปแบบนอกห้องเรียน พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรมและชุมชนที่นำมาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก