เกษตรฯ ยื่นของบ ’62 กว่า 2 แสนล.หวังกระตุ้นการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/313082

เกษตรฯ ยื่นของบ ’62 กว่า 2 แสนล.หวังกระตุ้นการผลิต

สศก

เกษตรฯ ยื่นของบ ’62 กว่า 2 แสนล้าน หวังกระตุ้นศักยภาพการผลิต

              เกษตรฯ เผย ปี 62 เสนอของบประมาณแล้ว รวมกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงบฯ พิจารณา              โดยกำหนดเดินหน้าแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิต ผนึก 7 กระทรวงต่อเนื่อง พร้อมรุก 16 นโยบายสำคัญ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็งและยั่งยืน

นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  เปิดเผยว่าในปีงบประมาณ 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอขอตั้งงบประมาณ รวมจำนวนกว่า 213,386 ล้านบาท โดยจำแนกงบประมาณเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ จำนวน 26,969 ล้านบาท 2. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) ซึ่งประกอบด้วยแผนงานพื้นฐานหรือแผนงานยุทธศาสตร์ต่างๆ จำนวน 37,581 ล้านบาท 3. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) จำนวน 117,873 ล้านบาท โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวข้อง 11 แผนบูรณาการ ซึ่งมีงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่แผนงานการบริหารจัดการน้ำ แผนงานพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร และแผนงานการวิจัยและนวัตกรรม และ 4) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) เพื่อพัฒนาพื้นที่ระดับภาค จำนวน 30,961 ล้านบาท

สำหรับแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร ปี 2562  ซึ่งอยู่ในกลุ่มงบประมาณ Agenda ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. เป็นเจ้าภาพ ได้เสนอของบประมาณ รวมทั้งสิ้น 20,365 ล้านบาท มีหน่วยงานร่วมบูรณาการ 7 กระทรวง 60 หน่วยงาน 4 รัฐวิสาหกิจ ประกอบด้วย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และรัฐวิสาหกิจ มีเป้าหมายหลัก 2 เป้าหมาย คือ

เป้าหมายที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้น 5 สินค้า (ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา) + 4 plus (สับปะรด มะพร้าว ปศุสัตว์ ประมง) โดยพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐานตามความต้องการของตลาด พัฒนาศักยภาพกระบวนการแปรรูปสินค้าเกษตร และพัฒนาศักยภาพกระบวนการตลาดสินค้าเกษตร  เป้าหมายที่ 2 เกษตรกรได้รับการพัฒนาศักยภาพให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและสถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็ง

ทั้งนี้ คำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ในจำนวนกว่า 213,386 ล้านบาท เป็นงบประมาณตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 16 นโยบาย จำนวน 143,109 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่จะอยู่ที่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) และเกษตรอินทรีย์

เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า การเสนอของบประมาณปี 2562 ได้คำนึงถึงความสอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 กรอบแนวคิดการพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 เพื่อเดินหน้าการผลิตภาคการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอคำของบประมาณ ไปยังสำนักงบประมาณพิจารณา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 ซึ่งสำนักงบประมาณจะพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณ เพื่อเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบต่อไป

สหกรณ์ประกาศถอดสวัสดิ์ แสงบางปลาออกจากทำเนียบนักสหกรณ์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312920

สหกรณ์ประกาศถอดสวัสดิ์ แสงบางปลาออกจากทำเนียบนักสหกรณ์ฯ

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ

สหกรณ์ประกาศถอดสวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯออกจากทำเนียบนักสหกรณ์แห่งชาติ

               กรมส่งเสริมสหกรณ์ออกประกาศถอดนายสวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ ปี 2542 หลังตกเป็นจำเลยคดีร่วมกันฟอกเงิน หลอกลวงสมาชิกสหกรณ์ลงทุนโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างความเสื่อมเสียให้วงการสหกรณ์
นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ออกประกาศเพิกถอนนายสวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ สาขาบริหารและส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์ ประจำปี 2542 หลังตกเป็นจำเลยฐานหลอกลวงสมาชิกสหกรณ์นำเงินมาร่วมลงทุนเพื่อจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล และได้จับกุมตั้งแต่พฤษภาคม 2560 โดยไม่ได้รับประกับตัวตั้งแต่ชั้นฝากขัง และขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ทั้งนี้นายสวัสดิ์ จำเลยในคดีเคยเป็นผู้ได้รับรางวัลนักสหกรณ์แห่งชาติ และแม้ว่าขณะนี้คดียังไม่มี              คำตัดสินถึงที่สุด แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดว่านายสวัสดิ์ได้กระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหาย เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์และระบบสหกรณ์อย่างร้ายแรง อีกทั้งยังดำรงตนไม่เหมาะสมกับเกียรติคุณที่ได้รับเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้พิจารณาเพิกถอน นายสวัสดิ์  แสงบางปลา ออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ โดยได้ออกประกาศ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2561  ที่ผ่านมา
“กรมส่งเสริมสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและมาตรฐานในการคัดเลือกผู้ที่จะได้รับตำแหน่งนักสหกรณ์แห่งชาติ  ซึ่งกรมฯได้มีการริเริ่มให้มีการเชิดชูเกียรติบุคคลที่ได้อุทิศตนในการพัฒนาสหกรณ์และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุคคลในวงการสหกรณ์ เพื่อยกย่องให้เป็นนักสหกรณ์แห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2540 โดยพิจารณาคัดเลือกจากผู้ที่ดำรงตนเหมาะสมกับความเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ มีความยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม มีจิตสำนึกที่ดี ซื่อสัตย์สุจริต ทำให้สิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรมและถูกกฎหมาย แต่หากตรวจพบในภายหลังว่าผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักสหกรณ์แห่งชาติขาดคุณสมบัติดังกล่าว และดำรงตนไม่เหมาะสมกับเกียรติคุณนักสหกรณ์แห่งชาติ กระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหรือสร้างความเสียหายต่อวงการสหกรณ์  กรมส่งเสริมสหกรณ์จะพิจารณาเพิกถอนออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติทันที เช่นเดียวกับที่เคยประกาศเพิกถอนนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัด ออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติไปแล้วตั้งแต่ปี 2558  ที่ผ่านมา” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ป่าไม้มุ่งการมีส่วนร่วมป้องกันไฟป่า เน้นทำงานแบบไร้รอยต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312917

ป่าไม้มุ่งการมีส่วนร่วมป้องกันไฟป่า เน้นทำงานแบบไร้รอยต่อ

ป่าไม้มุ่งการมีส่วนร่วมป้องกัน-แก้ไขไฟป่าและหมอกควัน เน้นการทำงานแบบไร้รอยต่อ

            นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ฐานะรองโฆษก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตร “การจัดการไฟป่าในท้องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแบบยั่งยืน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ณ หน่วยฝึกอบรมการควบคุมไฟป่าภาคตะวันออกเฉียงเหสือ ต.ขอนยูง อ.กุดจับ จ.อุดรธานี

นางอำนวยพรกล่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควัน ตั้งแต่ปี 2558 โดยในปี 2561 ได้ดำเนินงานภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ตามแนวทาง “4 มาตรการเชิงพื้นที่ 4 มาตรการบริหารจัดการ” ประกอบด้วย 4 พื้นที่หลัก ได้แก่ 1.พื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ 2. พื้นที่เกษตรกรรม 3. พื้นที่ชุมชน/เมือง 4. พื้นที่ริมทาง

และ 4 มาตรการบริหารจัดการประกอบด้วย 1. ระบบบัญชาการเหตุการณ์ 2.มาตรการสร้างความตระหนัก 3. มาตรการลดปริมาณเชื้อเพลิง และ 4. มาตรการจิตอาสาประชารัฐ โดยมีกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพหลัก กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กห. กษ. คค. ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในระดับพื้นที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการสั่งการแบบ Single Command

“ปี 2561 มุ่งเน้นการทำงานแบบไร้รอยต่อ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีเป้าหมายที่คนจุดอันเป็นสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ให้ช่วยกันประนามคนจุดไฟเผาป่า และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ดับไฟในพื้นที่”รองโฆษกทส.กล่าวย้ำ

มมส.ผนึกม.เกษตรศาสตร์เชื่อมโยงเครือข่ายกระจายเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312833

มมส.ผนึกม.เกษตรศาสตร์เชื่อมโยงเครือข่ายกระจายเสียง

มมส ร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์ บันทึกข้อตกลงด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายกระจายเสียง

             สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสถานีวิทยากระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายกระจายเสียง ขึ้น ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคารบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานกล่าวต้อนรับ

จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายกระจายเสียง ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชลธี โพธิ์ทอง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ พันตำรวจโท วรินทร์ สวัสดิ์โรจน์ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุ ม.ก.ขอนแก่น ร่วมลงนามเป็นพยานความร่วมมือ

ทั้งนี้ สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เห็นความสำคัญต่อการส่งเสริมและเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ผ่านช่องทาง สื่อกระจายเสียง ซึ่งหน่วยงานทั้งสองมีศักยภาพสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายและประสานความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ครอบคลุมด้านการศึกษา การเกษตร เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ศาสนา สาธารณสุข ข่าวสาร อันเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของประชาชน โดยการผลิตรายการต้นแบบ “การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงในจังหวัดมหาสารคาม

หน่วยงานทั้งสองจึงเห็นเป็นการสมควรทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายสื่อกระจายเสียงและสื่อดิจิทัล โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ข้อ 1. ด้านแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเครือข่ายร่วมกัน อาทิ การแลกเปลี่ยนรายการ การฝึกอบรม งานบริการวิชาการ ซึ่งจะนำองค์ความรู้ของทั้งสองหน่วยงานออกเผยแพร่สู่ชุมชนและสาธารณชน โดยพิจารณารับข้อมูล ข่าวสารตามความเหมาะสม และจะถ่ายทอดผ่านสัญญาณเครือข่ายของสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม FM 102.25 MHz และสถานีวิทยากระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้ง 4 ภูมิภาค เป็นฐานในการดำเนินการข้างต้นผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อดิจิทัล

ข้อ 2. สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสถานีวิทยากระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลิตรายการร่วมกัน โดยจะออกอากาศตามผังรายการหลักของแต่ละสถานีฯ สัปดาห์ละหนึ่งครั้งตามช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยถ่ายทอดผ่านสัญญาณเครือข่ายของสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม FM 102.25 MHz และสถานีวิทยากระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้ง 4 ภูมิภาค เป็นฐานในการดำเนินการข้างต้นผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อดิจิทัล ทั้งนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความตกลงของทั้งสองฝ่าย

ข้อ 3. ร่วมกันสร้างแรงจูงใจ กระตุ้น หรือหาสิ่งเร้าเพื่อให้เกษตรกรหรือประชาชนสนใจมารับฟังและรับชมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการสร้างและขยายเครือข่ายให้ชุมชนได้รู้จักสถานีวิทยุทั้งสองแห่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมตามความตกลงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเป็นโครงการรายการต้นแบบผสมผสานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ระหว่าง สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสถานีวิทยากระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ในการที่จะพัฒนาอาชีพและพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่ประชาชน ให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างกว้างขวางและก้าวไกลต่อไป โดยเน้นการเผยแพร่งานบริการวิชาการของทั้งสองสถาบัน

อย่างไรก็ตามบันทึกข้อตกลงนี้ มีระยะเวลาในการดำเนินการเป็นเวลาหนึ่งปี นับตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 เป็นต้นไป ส่วนการขยายระยะเวลา การแก้ไขเปลี่ยนแปลง และการยกเลิกความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลงให้เป็นไปตามเห็นชอบของทั้งสองหน่วยงาน

“สุรศักดิ์”ติวเข้มจนท.อำนวยสะดวกปชช.ดูแลป่าไม้ให้ทั่วถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312806

“สุรศักดิ์”ติวเข้มจนท.อำนวยสะดวกปชช.ดูแลป่าไม้ให้ทั่วถึง

“สุรศักดิ์”ติวเข้มจนท.อำนวยสะดวกปชช.ดูแลป่าไม้ให้ทั่วถึง

                  พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. มอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติงานด้านการบริหารทรัพยากรป่าไม้กับบทบาทของหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จ.เชียงใหม่ พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน มอบนโยบายในการบริหารจัดการและดำเนินการด้านป่าไม้ในระดับพื้นที่ พร้อมการปรับปรุงระบบการทำงานของกรมป่าไม้ ผ่านศูนย์ป้องกันและพัฒนาป่าไม้ประจำอำเภอ เพื่อการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและดูแลป่าไม้ให้ทั่วถึง ของกรมป่าไม้ที่มีหน่วยตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ

พลเอก สุรศักดิ์ ได้ให้แนวทางและขวัญกำลังแก่เจ้าหน้าที่ ดังนี้ การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป การปฏิบัติงาน ข่าวสาร สารสนเทศ สื่อสาร ทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ   จนท. ต้องมีทักษะในการเจรจาต่อรอง   ต้องมีคู่มือในการทำงาน และอบรม จนท.ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงาน เสริมด้วยหลักสูตร การเจรจาต่อรอง การเจรจาพูดคุยในการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนกลุ่มต่างๆ   บนความยากลำบาก ต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็ง มีความภูมิใจในการปฏิบัติงาน   ความสำเร็จ คือ การความสุขในการปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จ  ทรัพยากรธรรมชาติเป็นมรดกของลูกหลานไทย ที่บรรพบุรุษได้สละเลือดเนื้อต่อสู้รักษาไว้ พวกเราคนไทยทุกคน จึงต้องช่วยกันดูแล

นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล รองโฆษกทส. กล่าวว่า ได้รับฟังเสียงของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่มาร่วมประชุม ต่างมีความสุขที่ท่าน รมว.ทส. ได้ให้ขวัญกำลังใจในการทำงานเป็นอย่างยิ่ง และพร้อมกลับไปปฏิบัติงานและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง การประชุมครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นในการมอบนโยบายและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในภาคเหนือก่อน และจะได้ดำเนินการในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ต่อไป

พาณิชย์เปิดตัวข้าวกข43 น้ำตาลต่ำเจาะกลุ่มสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312805

พาณิชย์เปิดตัวข้าวกข43 น้ำตาลต่ำเจาะกลุ่มสุขภาพ

ข้าวกึ่

พาณิชย์เปิดตัวข้าวกข43 น้ำตาลต่ำเจาะกลุ่มสุขภาพ

                   นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้การส่งเสริมการผลิตพันธุ์ข้าวใหม่เพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาดและช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกร โดยล่าสุดพันธุ์ข้าวกข๔๓ ได้ผ่านการวิจัยและสามารถทดลองปลูก เพื่อการจำหน่ายและการบริโภคได้แล้ว โดยข้าวพันธุ์ดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับข้าวขาวแต่มีความนุ่มและมีคุณสมบัติให้น้ำตาลต่ำเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ป่วยโรคเบาหวาน,โรคไต จึงถือเป็นข้าวคุณภาพและมีราคาสูงกว่าข้าวขาวปกติ เนื่องจากปัจจุบันมีการเพาะปลูก ข้าว พันธุ์นี้ ค่อนข้างน้อยและ ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่น้อยโดยมีผลผลิตอยู่ที่ไร่ละ 420 กิโลกรัม จากปกติข้าวข้าวทั่วไปจะให้ผลผลิตอยู่ที่ 700-800 กิโลกรัมต่อไร่ และเพาะปลูกยาก จึงทำให้มีราคาสูงกว่าข้าวขาวทั่วไป โดยจำหน่ายที่กิโลกรัมละ 80 บาท จึงเกรงว่าอาจจะมีปลอมปน

ดังนั้นกรมการข้าวได้ออกเครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้ให้เป็นสัญลักษณ์เพื่อเป็นหลักประกันแก่ผู้บริโภค โดยในขณะนี้ต้องการให้ผู้ที่สนใจจะนำข้าว กข43ไปจำหน่ายให้ยื่นเสนอมายังกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อให้ได้ทราบปริมาณความต้องการที่ชัดเจนก่อนจะมีการขยายพื้นที่การผลิตซึ่งข้าวพันธุ์ดังกล่าวสามารถปลูกได้ในที่นาภาคกลางเท่านั้น โดยล่าสุดมีพื้นที่การเพาะปลูกและมีผลผลิตอยู่ที่ 3,000 ไร่ผลผลิต 600 ตันข้าวสาร และพร้อมที่จะขยายพื้นที่ได้สูงสุดถึง 300,000ไร่ หากมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เครื่องหมายรับรองพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวออกให้นั้น หากผู้ใดลอกเลียนแบบ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ แต่หากมีการปลอมเครื่องหมายจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 400,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับและในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้กระทรวงพาณิชย์จะเชิญกลุ่มสหกรณ์,ตัวแทนที่ต้องการจำหน่ายมาหารือเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งข้าวพันธุ์ดังกล่าวถือเป็นอนาคตของข้าวไทยที่จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตของเกษตรกรได้

ทั้งนี้ ในปีการผลิต 2560/61 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพ วางแผนการผลิตภายใต้ระบบนาแปลงใหญ่ นาปี มีพื้นที่รวม 100 ไร่ ผลผลิตรวม 20 ตันข้าวเปลือก วางตลาดโดยสหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นผู้ผลิตและจำหน่าย สำหรับนาปรังมีพื้นที่รวมประมาณ 3,000 ไร่ คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 600 ตันข้าวเปลือก และจะทำการขยายการเพาะปลูกในปีการผลิต 2561/62 ในพื้นที่นาแปลงใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง

สำหรับสถานการณ์ข้าวนาปรังปีนี้ มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวรวม 11 ล้านไร่ ซึ่งผลผลิตจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดช่วยปลายเดือนมีนาคม-เมษายน โดยคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผลผลติใกล้เคียงกับปี 2560 ที่ปริมาณ 7 ล้านตันข้าวเปลือก และยืนยันว่าการระบายข้าวที่เหลือในสต๊อกรัฐปริมาณ 2 ล้านตันจะไม่กระทบต่อราคาข้าวในตลาด เนื่องจากเป็นการระบายข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม ซึ่งในสัปดาห์หน้าคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวจะมีการประชุมเพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การระบายต่อไปส่วนการซื้อขายข้าวรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) ปริมาณ 1 ล้านตันกับ COFCO รัฐวิสาหกิจจีน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาราคาเพื่อส่งมอบข้าวแสนที่ 5

เกษตรฯผนึกกำลัง ปั้นทีมคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312654

เกษตรฯผนึกกำลัง ปั้นทีมคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืน

เกษตรฯผนึกกำลัง ปั้นทีมคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืน

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำโครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืน โดยมุ่งพัฒนาข้าราชการรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้                  ความเชี่ยวชาญของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตร ได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ และ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้ได้มาทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อขับเคลื่อนโยบายในการสร้างการปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบให้สัมฤทธิผล ซึ่งต้องพัฒนาศักยภาพบุคลากรคนรุ่นใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน  มีใจพร้อมทุ่มเท และสามารถทำงานเป็นทีมได้ และนำศาสตร์ของพระราชามาปรับใช้กับการทำงานและการส่งเสริมความรู้ให้แก่เกษตรกร
“คนรุ่นใหม่ ไทยนิยม คือ คนที่มีความคิดแบบใหม่ ที่ต้องการเห็นความเป็นไทยนิยมที่สร้างสรรค์และแบ่งปันเกื้อกูลกัน  แทนที่จะแข่งขันกันอย่างเดียวโดยไม่เหลียวมองสังคม คนกลุ่มนี้จะเป็นความหวังในการสร้างอนาคตของกระทรวงเกษตรฯไปพร้อมกับกับคนรุ่นเก่า โดยจะต้องมีการกำหนดบทบาทผู้บริหารของหน่วยงานเสียใหม่ แทนที่จะเป็นคนกำหนดกติกาหรือเป้าหมาย ก็เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สนับสนุนคนรุ่นใหม่ โดยใช้จุดเด่นของตัวเองที่ผ่านประสบการณ์การทำงานมานาน  เห็นอะไรมามาก ให้ข้อมูลประวัติศาสตร์และความเป็นมา บทเรียนความผิดพลาดมาแนะนำหรือคอยประคองให้คนรุ่นใหม่ได้เดินไป เพราะอนาคตข้างหน้าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก จะมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี จากการสื่อสารออนไลน์ จากวิธีคิดวิธีทำใหม่ๆ จากผลกระทบของภัยธรรมชาติ คนรุ่นนี้จะต้องพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้นำและพัฒนาประเทศชาติต่อไป กระบวนการพัฒนาคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืนนี้ จะเป็นกระบวนการที่ออกแบบมาให้เหมาะกับโลกยุคนี้เป็นการลดช่องว่างระหว่างคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ ให้ทุกกลุ่มเห็นคุณค่าของแต่ละกลุ่ม แล้วรับฟังกันเพื่อสร้างค่านิยมใหม่ให้ข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะต้องมีการจัดอย่างต่อเนื่อง ไม่จบแค่ครั้งนี้ ครั้งต่อไปเราจะพาทีมคนรุ่นใหม่ ไทยนิยมนี้ลงพื้นที่จริง ไปลงมือทำจริง ไปทำงานร่วมกับเกษตรกร ร่วมกับภาคเอกชน ร่วมกับสื่อ เอาข้อมูลจริงมาแก้ไขปัญหาร่วมกันจากนั้นจะขยายผลจาก 100 คนนี้ไปเป็นพันเป็นหมื่นคน” นายวิวัฒน์ กล่าว
โครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืน หรือการสร้าง Young Creative Sharing เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำขึ้นเพื่อสนองนโยบายไทยนิยมของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  โดยเริ่มจากหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ก่อนขยายผลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับสถาบันการศึกษา สื่อมวลชน ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมและทำงานแบบ                บูรณาการหน่วยงานต่างๆ เข้ามาทำงานร่วมกัน

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงโครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืน ว่า “กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับมอบหมายให้ร่วมจัดกิจกรรมของโครงการนี้  วันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นการ Kick Off                         ก้าวแรกของโครงการ โดยตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการคัดเลือกกว่า 100 คน จาก 10 หน่วยงานในกำกับของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มาทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ในระยะต่อไปจะเป็นการเจาะสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารหน่วยงาน ผู้บริหารกระทรวง และผู้บริหารประเทศ เพื่อนำมาสังเคราะห์ให้เห็นภาพความท้าทายและอนาคตของประเทศได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การมองภาพเกษตรไทยในเวทีโลกได้แม่นยำ สะท้อนมาสู่ภาพกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในอนาคตว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร และท้ายที่สุดจะพัฒนาสู่แผนปฏิบัติการโดยการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในทุกโครงการ

โดยเฉพาะ  “โครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”             ที่มีเป้าหมายเกษตรกร 70,000 ราย เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นการรวมพลังของบุคลากรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาอาชีพการเกษตรของคนไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น”
โครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืน เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้พบปะผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่สามารถเป็นฐานของการพัฒนาการขับเคลื่อนการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานได้ นอกจากนั้นยังพัฒนาการทำงานเป็นทีมร่วมกันระหว่างหน่วยงานและสามารถสร้างการปฏิรูปภาคเกษตรทั้งระบบ ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกันในมิติของคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืน

ตั้ง 4 อนุกรรมการ – เพิ่มอำนาจ กนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312672

   ตั้ง 4 อนุกรรมการ – เพิ่มอำนาจ กนช.

กนช

   ตั้ง 4 อนุกรรมการ – เพิ่มอำนาจ กนช.

ประชุมคณะกรรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติครั้งแรกของปีนี้  บทบาทสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเริ่มชัดเจนเพิ่มอำนาจ กนช. ตั้งคณะอนุกรรมการอีก 4 ชุด หวังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมพิจารณาโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ที่หน่วยงานด้านน้ำเสนอมา

โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบและยั่งยืน และแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับ EEC และโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิของกรมชลประทาน
พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( กนช.) ครั้งที่ 1/2561 ซึ่งมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ประชุมได้รับทราบการแต่งตั้ง กนช. ชุดใหม่ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ เลขาธิการ สทนช. เป็นเลขานุการ

โดยให้หน้าที่และอำนาจ กนช. ในการกำกับสั่งการเพื่อจัดการน้ำในสภาวะวิกฤตได้  พร้อมทั้งมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อช่วยให้การทำงานรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอีก 4 ชุด คือ คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองวิเคราะห์โครงการและติดตามประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นับจากนี้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศจะเป็นระบบและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยมี สนทช.ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นจะทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย จัดทำแผนแม่บท ยุทธศาสตร์ ความร่วมมือระหว่างประเทศ การสั่งการน้ำในภาวะวิกฤต และกลั่นกรองการเสนอของงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ทั้งงบบูรณาการด้านน้ำ งบกลาง เงินกู้ รวมถึงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีความสำคัญและโครงการขนาดใหญ่ และจะต้องผ่าน กนช. ก่อนที่จะเสนอ ครม.พิจารณาต่อไป
ด้าน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า กนช.เห็นชอบให้ สทนช. ทบทวนและปรับโครงสร้างให้ครอบคลุมภารกิจที่ได้รับมอบหมายและสอดรับร่าง พรบ.น้ำ ที่จะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ โดยจะเพิ่มกองวิชาการ พิจารณาด้านน้ำทุกมิติ งานวิจัย พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านน้ำ กองความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรวมศูนย์การติดต่อกับต่างประเทศด้านน้ำในเชิงนโยบาย และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติในระดับภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงจัดการน้ำกับคณะกรรมการลุ่มน้ำและหน่วยงานในระดับพื้นที่
“ สทนช. จะเร่งรัดและขับเคลื่อนแผนงานและโครงการด้านน้ำในปี 2561-2565 ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต่างๆ เห็นเป็นรูปธรรมภายในปี 2561 และให้เร่งแผนงานโครงการสำคัญที่จะแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในเชิงพื้นที่ (Area Base) ใน 6 ภูมิภาค รวม 44 พื้นที่ พร้อมกำหนดแผนพัฒนาและฟื้นฟูการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญได้เห็นชอบโครงการตามที่ สทนช. ได้วิเคราะห์พื้นที่ ความพร้อมโครงการที่เสนอ ครม.สัญจร  เหลือผ่านเกณฑ์ 216 โครงการ 4,212 ล้านบาท ” นายสมเกียรติกล่าว
ส่วนแผนงานบรูณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 2562 เดิมได้เสนอต่อสำนักงบประมาณจำนวน 3,295 โครงการ วงเงิน 130,220 ล้านบาท  ได้ตามหลักเกณฑ์และได้ปรับลดโครงการที่ไม่มีความพร้อมออก พร้อมกับเพิ่มแผนงานพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เร่งด่วนแทนส่วนโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณจำนวนมากควรทำแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ Area base ให้ชัดเจน และให้หารือกับสำนักงบประมาณพิจารณาหาแหล่งงบประมาณมาดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่องบปกติ
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า ในการประชุมครั้งนี้ กนช. ยังเห็นชอบแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาน้ำอีกหลายโครงการ อาทิ แผนการบริหารจัดการน้ำและแนวทางการพัฒนาเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)  ซึ่งกรมชลประทานมีแผนพัฒนาน้ำต้นทุนในประเทศ รองรับการเติบโตในพื้นที่ ในระยะ 10 ปี จำนวน 320 ล้านลบ.ม.โครงการบรรเทาอุทกภัย เมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ตามที่กรมชลประทาน โดยจะผันน้ำจากลำประทาวตอนบนไปตอนล่างก่อนไหลลงน้ำชีเพื่อตัดยอดน้ำและเลี่ยงเขตเมือง และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแบบบรูณาการ พื้นที่ 6 ตำบล อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ตามที่กรมป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเพื่อจัดหาน้ำให้พื้นที่ป่าจำปีสิรินธรและแปลงเกษตรเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นต้น
กนช. ยังได้รับทราบสถานการณ์น้ำตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทานรายงานด้วยว่า ในปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ ขนาดกลาง – ใหญ่ รวม 60,361 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 79 ของปริมาณความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 15,654 ล้าน ลบ.ม.  ส่วนสภาพภูมิอากาศและการคาดการณ์ในอนาคตคาดว่าปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปี 2561 ใกล้เคียงกับปี 2557 ซึ่งปริมาณฝนจะน้อย ยกเว้นภาคเหนือและใต้ มีโอกาสที่ฝนจะสูงกว่าค่าปกติ  ซึ่งในปัจจุบันปรากฎการณ์ ENSO พัฒนาเป็นลานีญา และจะเข้าสู่ภาวะเป็นกลางก่อนสิ้น มี.ค.2561 ทำให้ช่วง ก.พ. – เม.ย. จะมีฝนในภาคเหนือ อีสาน และกลางสูงกว่าค่าปกติ   ซึ่ง สทนช. ขอให้กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหา ลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

อ.ส.ค.จัดงานวิวาห์คาวบอยจดทะเบียนสมรสบนหลังม้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312651

  อ.ส.ค.จัดงานวิวาห์คาวบอยจดทะเบียนสมรสบนหลังม้า

  อ.ส.ค.จัดงานวิวาห์คาวบอยจดทะเบียนสมรสบนหลังม้า

 

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)   กล่าวว่า ปัจจุบัน อ.ส.ค. มีนโยบายในการยกระดับฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำคัญของจังหวัดสระบุรี เนื่องจาก อ.ส.ค. มีอาณาจักรฟาร์มโคนม
ไทย-เดนมาร์คกว้างขวางถึง 2,700ไร่ซึ่งมีทัศนียภาพทุ่งหญ้าที่สวยงาม  ประกอบกับมีฟาร์มโคนมขนาดใหญ่มีโคนมจำนวนกว่า  400 ตัว ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้
ทั้งนี้  เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค  อ.ส.ค. ได้ให้การสนับสนุนจังหวัดสระบุรีและสมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดสระบุรีในการใช้พื้นที่อาณาจักรฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คจัดงานกิจกรรม  “14 กุมภาพันธ์ สัญญารัก วิวาห์คาวบอย” ประจำปี 2561 เพื่อต้อนรับวันวาเลนไทน์    โดยภายในงานคู่บ่าว-สาวจะแต่งกายชุดคาวบอย-คาวเกิร์ลแสดงอัตลักษณ์ของเมืองคาวบอย
ทั้งนี้  การจัดงานดังกล่าว อ.ส.ค. จะสนับสนุนให้จังหวัดสระบุรีใช้โลเคชั่นที่งดงามไปด้วยทุ่งหญ้าที่มีอาณาจักรกว้างขวางกว่า 2.7 พันไร่ของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คในการจัดงานเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดซึ่งมีฟาร์มของ อ.ส.ค. อยู่ในแผนดังกล่าวด้วย  โดยธีม (Theme) การจัดงานให้เป็นรูปแบบคาวบอยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต สภาพภูมิประเทศ โดยไฮไลท์กิจกรรมในงาน ได้แก่ กิจกรรม “การจดทะเบียนสมรสบนหลังม้า” ซึ่งคู่บ่าว-สาวสวมชุดแต่งงาน ด้วยธีมคาวบอย คาวเกิร์ล และร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ร่วมงานเลี้ยงฉลองให้กับ คู่บ่าว-สาว ในสไตล์คาวบอย ซึ่งได้นำอาหารเด่น และมีชื่อเสียง ของจังหวัดสระบุรี อาทิ นมคุณภาพดี จากฟาร์ม อ.ส.ค. สเต็กเนื้อนุ่ม บาร์บีคิว หมูหัน ฯลฯ พร้อมชมการแสดงคาวบอย และดนตรีสไตล์คันทรี นอกจากนี้ ได้จัดที่พักท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา ให้แก่คู่บ่าว-สาว 1 คืน

สำหรับ  การจัดงาน “14 กุมภา สัญญารัก วิวาห์คาวบอย ในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 โดยตลอด 55 ปีที่ผ่านมา อ.ส.ค. ได้ผลักดันให้ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คเป็นฟาร์มตัวอย่างและศูนย์กลางการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในประเทศ ปัจจุบัน อ.ส.ค. ยังเปิดให้ฟาร์มแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัส และชื่นชมความงามของธรรมชาติพร้อมเรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจรตั้งแต่การ ทดลองรีดนมโค, การป้อนนมลูกโค การทำปุ๋ยอินทรีย์จากนม และยังได้สัมผัสบรรยากาศคาวบอยที่มีฝูงโคนมใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศ มีกิจกรรมสำหรับผู้รักการผจญภัย เช่น การขับรถเอทีวี, ขี่จักรยานเสือภูเขาหลากกิจกรรมเหล่านี้ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ในอัตราค่าบริการที่ถูกและคุ้มค่าล่าสุดยังได้จัดกิจกรรม“ดื่มนมชมฟาร์ม ตามรอยเท้าพ่อ” โดยเปิดให้ประชาชนเที่ยวฟาร์มในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ทางรถไฟในราคาเพียง 249 บาท/ท่าน (เป็นราคาที่ไม่ได้รวมค่าตั๋วรถไฟ) โดยนักท่องเที่ยวจะได้นั่งรถชมวิวทิวทัศน์ สูดอากาศบริสุทธิ์ และพบกับประสบการณ์ใหม่ๆพร้อมทั้งได้เรียนรู้ในเรื่อง“โคนมอาชีพพระราชทาน” จากในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกด้วย
ผู้ที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสามารถมาเที่ยวที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คได้ทุกวัน เวลา 09.00 – 15.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย โทร. 0-3634-4926 และ http://www.facebook.com/Farmkonom

กรมชลลุยแก้น้ำภาคตะวันออกเด้งรับยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี-อีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312500

กรมชลลุยแก้น้ำภาคตะวันออกเด้งรับยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี-อีอีซี

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์

กรมชลลุยแก้น้ำภาคตะวันออกเด้งรับยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี-อีอีซี

            กรมชลประทานเผยแนวทางศึกษาการปรับปรุงการจัดการน้ำในลุ่มน้ำท่าลาด-คลองหลวง-ที่ราบฝั่งซ้ายแม่น้ำบางปะกง หวังแก้ปัญหาอุทกภัย น้ำขาดแคลน รวมทั้งเตรียมการรองรับอีอีซี เผยมีทั้งก่อสร้างปรับปรุงอาคาร-ระบบชลประทานเดิม เพิ่มความจุอ่างฯ คลองหลวง ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ 3 แห่ง

              นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน เปิดเผยถึงโครงการศึกษาการปรับปรุงระบบชลประทานในลุ่มน้ำท่าลาด-คลองหลวง-ที่ราบฝั่งซ้ายแม่น้ำบางปะกง ว่า กรมชลประทานได้พัฒนาพื้นที่ โดยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองสียัด คลองระบม และคลองหลวง มีความจุรวม 575 ล้าน ลบ.ม. และพัฒนาพื้นที่ชลประทานกว่า 4 แสนไร่ จากการขยายตัวของเมืองและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ทำให้มีความต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งที่ผ่านมาพื้นที่ลุ่มน้ำเหล่านี้ยังเผชิญปัญหาอุทกภัยในฤดูน้ำหลากและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

             กรมชลประทานจึงพิจารณาก่อสร้างปรับปรุงแหล่งน้ำ และอาคารชลประทานที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง และเตรียมการรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามนโยบายรัฐบาลสำหรับปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนประโยชน์การใช้ที่ดินมากขึ้น จากทุ่งนากลายเป็นชุมชนเมือง นิคมอุตสาหกรรม และบ่อเลี้ยงปลา ทำให้ลดพื้นที่รองรับน้ำ รวมทั้งอาคารชลประทานเดิมมีข้อจำกัด และลำน้ำเดิมตื้นเขินคับแคบ เมื่อน้ำหลากมาจึงส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเสียหาย

          ส่วนแนวทางในการศึกษา ส่วนหนึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทรจาก 98 ล้านลูกบาศก์เมตรอีก 27 ล้านลูกบาศก์เมตร อีกทั้งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 3 แห่งในลุ่มน้ำคลองท่าลาด ความจุรวมประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรองรับความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นและช่วยลดปริมาณน้ำหลาก

              ขณะเดียวกัน ยังต้องก่อสร้างและปรับปรุงอาคารชลประทาน ปรับปรุงลำน้ำให้กว้างขึ้น รองรับอัตราการไหลของน้ำได้มากขึ้น ปรับปรุงคลองส่งน้ำหรือท่อลอด ที่เป็นปัญหาต่อการไหลของน้ำหลากจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกก่อนลงแม่น้ำบางปะกง รวมทั้งก่อสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำสำคัญบางสาย เพื่อช่วยหน่วงน้ำและจัดจราจรทางน้ำบริเวณจุดรวมน้ำที่สำคัญคือแยกคลอง 5 สายที่บริเวณอำเภอพานทองให้ดีขึ้น

                ส่วนการรองรับความต้องการใช้น้ำในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกในระยะ 20 ปีข้างหน้า นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า ในส่วนลุ่มน้ำท่าลาด-คลองหลวงนั้นมีการวางแผนผันน้ำส่วนเกินจากอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง จ.สระแก้ว มาลงอ่างเก็บน้ำคลองสียัด ปีละประมาณ 128 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในพื้นที่และผันต่อไปยังสถานีสูบน้ำพานทองก่อนเข้าเส้นท่อเดิมจากคลองพระองค์ไชยานุชิตไปลงอ่างเก็บน้ำบางพระ

              “อ่างฯ คลองสียัด ออกแบบให้มีความจุ 420 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยซึ่งมีปริมาณปีละ 285 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำจึงไม่เต็มอ่าง จึงมีแนวคิดผันน้ำส่วนเกินของอ่างฯ คลองพระสะทึง จ.สระแก้ว เนื่องจากน้ำล้นอ่างฯ ทุกปี มาเติม” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว