เนรมิต“เมืองจันท์”ศูนย์กลางผลไม้ เชื่อมโยงค้าชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312164

เนรมิต“เมืองจันท์”ศูนย์กลางผลไม้  เชื่อมโยงค้าชายแดน

gnv0yomN

เนรมิต“เมืองจันท์”ศูนย์กลางผลไม้   เชื่อมโยงเครือข่ายตลาดค้าชายแดน

                หนึ่งในวาระสำคัญของการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ที่ จ.จันทบุรี ในวันนี้(6 ก.พ.) คือการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านมาตรฐานคุณภาพผลไม้ไทยระหว่างกระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยบูรพา และบันทึกข้อตกลงการเชื่อมโยงตลาดผลไม้ แหล่งผลิต และตลาดรองรับสำคัญ ระหว่างหอการค้าจังหวัดต่างๆ กับหอการค้านำเข้าผลไม้ของจีนและหอการค้าจังหวัดไพลิน ของกัมพูชา โดยรัฐบาลนี้วาดหวังให้จ.จันทบุรี เป็นมหานครแห่งผลไม้เมืองร้อนหรือ “ฮับ” ผลไม้โลก

              “ผลไม้ไทยมีความหลากหลาย มีรสชาติโดดเด่น เป็นที่ต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และลำไย โดย จ.จันทบุรี เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านผลไม้และมีเป้าหมายเป็นมหานครผลไม้โลก แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านการผลิตและการตลาด ซึ่งรัฐบาลจะได้รับฟังปัญหาและร่วมกันแก้ไข ภายใต้ยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ครบวงจร” ความบางตอนที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

                ที่ผ่านมา แม้รัฐบาล โดยคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พยายามออกมาตรการแก้ปัญหาผลไม้ทั้งในด้านราคาตกต่ำและผลผลิตล้นตลาดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในฤดูการผลิตเท่านั้น โดยเน้นการช่วยเหลือทางด้านการเงินให้แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนผลไม้เพื่อบรรเทาปัญหา แต่ไม่ได้มุ่งแก้ในระยะยาว โดยเฉพาะช่องทางด้านการตลาดที่เป็นปลายน้ำ

               กระทั่ง สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เมื่อครั้งรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะมือสร้างเศรษฐกิจการตลาดเชิงรุก ของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะผลักดันให้จ.จันทบุรี เป็นมหานครแห่งผลไม้ของประเทศ และเป็นฮับผลไม้แห่งเอเชีย โดยมีเป้าหมายสร้างรายได้เพื่อสร้างจีดีพีของประเทศ 5 แสนล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า

              เนื่องจากมองว่าจันทบุรีเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงมาก ทั้งในด้านประมง การเป็นเมืองแห่งเพชรพลอย และยังเป็นพื้นที่ปลูกผลไม้ที่สำคัญของประเทศ ปัจจุบันมีผลไม้ที่สำคัญกว่า 10 ชนิด โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งกลายเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้บริโภคชาวจีน จนสามารถสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดอย่างก้าวกระโดด อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม สะดวกในการรวบรวมและกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ และตลาดปลายทาง

                ทั้งนี้ จันทบุรีมีผลไม้เป็นสินค้าสำคัญ จึงเป็นเป้าหมายในการจัดตั้งตลาดเฉพาะสินค้าผลไม้และตลาดแปรรูปผลไม้ เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดตลอดฤดูกาลผลิต และยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ปลูกผลไม้และคนในท้องถิ่น

             จากนั้นจึงได้มีการประชุมเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ของไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับตัวแทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จนได้ข้อสรุปการจัดทำยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ เพื่อผลักดันให้ไทยกลายเป็นมหาอำนาจทางด้านผลไม้ของโลก และเป็นศูนย์กลาง(ฮับ) ผลไม้ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และเพื่อดูแลผลผลิตให้มีปริมาณเหมาะสมและมีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ยอมรับของตลาด

              รวมถึงให้ราคาผลไม้ไทยมีเสถียรภาพ ไม่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ โดยแผนงานตามยุทธศาสตร์นั้นจะมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมทั้งบูรณาการทำงานกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมทั้งยุทธศาสตร์หลักและยุทธศาสตร์รองของผลไม้ รวมถึงทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ในเบื้องต้นจะใช้กับทุเรียน มังคุด และมะพร้าวน้ำหอมเป็นโครงการนำร่อง จากนั้นก็จะขยายสู่ผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น ลำไย สับปะรด กล้วยหอม กล้วยไข่ มะม่วง ฯลฯ

                จากการสำรวจข้อมูลสถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออก 4 ชนิด ครั้งที่ 1 (4 ธ.ค.60) ฤดูการผลิตปี 2561 ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด พบว่า เนื้อที่ให้ผลผลิตของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 622,126 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 605,481 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.75 โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นมากที่สุด ร้อยละ 5.42 รองลงมาเป็นมังคุดร้อยละ 1.76 และเงาะ ร้อยละ 0.97 ส่วนลองกอง ลดลงร้อยละ 3.73

                ผลผลิตโดยรวมทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 802,973 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 792,113 ตัน  โดยผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงกลางเดือนมิถุนายน คาดการณ์ว่าผลผลิตรวมจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยเงาะจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 3.48 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำเพียงพอ รองลงมาได้แก่ มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.23 ทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.54 และลองกองเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.04

              สุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ 6 จ.ชลบุรี (สศท.6) กล่าวถึงสถานการณ์ในขณะนี้ว่า ทุเรียนออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 60 ผลผลิตที่ติดผลในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทองบางส่วน เงาะออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 2  ขณะที่มังคุดออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 3 ขณะที่ลองกองยังไม่ออกดอก

               สำหรับแนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยให้จังหวัดคำนึงถึงการบริหารจัดการผลไม้ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของผลไม้ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลไม้ตลอดฤดูกาลผลิต ด้านเชิงคุณภาพ เช่น การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่มาตรฐาน (GAP) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้รวมกลุ่มเพื่อผลิตไม้ผลในลักษณะแปลงใหญ่ อบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพการผลิต เป็นต้น

               ส่วนในเชิงปริมาณ เช่น การเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า การจัดทำแผนบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน เป็นต้น ทั้งนี้จังหวัดจะจัดทำรายละเอียดของแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ โดยมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักในการกลั่นกรอง เชื่อมโยง บูรณาการแผนงานหรือโครงการต่อไป

             อย่างไรก็ตาม หากสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศในช่วงแรกของภาคตะวันออกมีฝนตกค่อนข้างมากในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ส่งผลต่อการติดดอกออกผลของผลไม้ โดยเฉพาะมังคุด เงาะ และลองกอง ที่ออกดอกล่าช้า จึงยังไม่เห็นพัฒนาการที่ชัดเจน โดยเฉพาะมังคุด และเงาะ ซึ่งจะเห็นผลได้ชัดเจนอีกครั้งหลัง สศท.6 ลงพื้นที่สำรวจอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 นี้

 ร้องรัฐเข้มงวดทุเรียนอ่อน-แปรรูปเพิ่มค่า

               คำนึง ชนะสิทธิ์ เกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้ผู้ใหญ่คำนึงแห่งบ้านชำปลาไหล หมู่ 12 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี และประธานศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชำปลาไหล เผยถึงภาพรวมสถานการณ์ผลไม้ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ในปีนี้ โดยระบุว่าผลผลิตน่าจะลดลงจากปีก่อน เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนทำให้การติดผลมีปัญหา โดยเฉพาะทุเรียนในช่วงที่กำลังติดดอก แต่เกิดพายุฝนถล่มอย่างต่อเนื่องในเดือนธันวาคมถึงมกราคม ทำให้ดอกร่วงเกือบทุกสวน อย่างที่สวนของตนเหลือไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับมังคุดและเงาะปีนี้ผลผลิตคงลดลงอย่างน้อย 20-30 เปอร์เซ็นต์

                “ทำใจได้เลยว่าปีนี้ผลไม้แพงแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน เงาะ มังคุดหรือลองกอง เพราะฟ้าฝนไม่เป็นใจ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป อย่างช่วงเดือนธันวาคมทุเรียนกำลังออกดอก ฝนเทลงมาดอกร่วงเกลี้ยง สวนผมดอกทุเรียนเหลือไม่ถึง 20% ที่ติดผลก็ไม่แน่ใจว่าจะให้ผลผลิตดี 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเงาะ มังคุด และลองกอง สถานการณ์ไม่แตกต่างกัน”

              เจ้าของสวนผลไม้รายเดิมระบุอีกว่าสำหรับสถานการณ์ซื้อขายผลไม้ในภาพรวมดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากมีการเพิ่มขึ้นของล้ง หรือโรงเก็บผลผลิตผลไม้เพื่อการส่งออกได้เพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีพ่อค้าชาวจีนมาตั้งล้งเพื่อรับซื้อผลไม้เพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน โดยในปี 2555 มีประมาณ 100 ล้ง แต่ปีนี้(2561)มีล้งเพิ่มขึ้นจำนวน 400 กว่าล้ง คงจะส่งผลให้ราคาผลไม้ดีขึ้น โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการสั่งจองล่วงหน้ากันแล้ว

                “ตอนนี้มีพ่อค้าเริ่มเข้าไปติดต่อกับชาวสวนเพื่อรับซื้อผลผลิตแล้ว กระดุมราคาอยู่ที่ 145 บาทต่อกิโล ส่วนหมอนทอง 140 บาท เมื่อผลไม้มีราคาสูงสิ่งที่ต้องกังวลก็คือการตัดทุเรียนอ่อนไปขาย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาดูแลอย่างเข้มงวดในจุดนี้ด้วย อย่างปีที่แล้วภาครัฐค่อนข้างเอาจริงเอาจัง ปีนี้คงจะต้องเข้มงวดให้มากขึ้น ทุเรียนปีนี้ไม่มีปัญหาเรื่องราคา ส่วนเงาะก็จะต้องเน้นแปรรูปให้มากขึ้นเพื่อลดการสูญเสียเนื่องจากเก้บไว้ได้ไม่นาน” ผู้ใหญ่คำนึงกล่าววิงวอน

                  อย่างไรก็ตาม เขายังกล่าวถึงสถานการณ์ผลไม้ในปีนี้ว่าผลพวงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ผลไม้ให้ผลผลิตใน 3 รุ่นด้วยกัน โดยผลผลิตรุ่นแรกจะออกประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงให้ผลผลิตมากที่สุด จากนั้นจะเป็นรุ่นสองและสามซึ่งจะให้ผลผลิตตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมไปถึงปลายมิถุนายน

                  สอดคล้องกับข้อมูล บุญชื่น โพธิ์แก้ว หรือป้าชื่น เจ้าของสวนยายดา ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง ต้นตำรับกลยุทธ์ “ท่องเที่ยวเชิงเกษตร” อิ่มเดียวเที่ยวได้ทั้งวัน โดยเปิดให้ผู้สนใจและนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมสวน พร้อมชม ช็อป ชิมผลไม้สดๆ จากต้นมาตั้งแต่ปี 2545 กล่าวยอมรับว่าปริมาณผลผลิตผลไม้ทุกชนิดในปีนี้น้อยกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล ทำให้ผลผลิตลดลง เนื่องจากฝนที่ตกลงมาในช่วงที่ผลไม้กำลังออกดอกทำให้ดอกร่วงเกือบหมด

                   “บุฟเฟต์ผลไม้ปีนี้ก็ยังจัดปกติ แต่จะไม่รวมทุเรียน เนื่องจากปีนี้ทุเรียนมีน้อย ไม่คุ้ม หากคิดหัวละ 400 ก็แพงไป ก็ให้ซื้อต่างหากดีกว่าสำหรับทุเรียน ส่วนผลไม้ชนิดอื่นมีให้ตามปกติ ยกเว้นทุเรียน” ป้าชื่นเผย พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาชม ช็อป ชิมผลไม้สดๆ ได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป โดยมีสละและอาหารพื้นเมืองให้บริการ ส่วนผลไม้ตามฤดูกาลจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป

 รุกออนไลน์เชื่อมตลาด Magnet Market

               สำหรับแนวทางการจัดตั้งตลาด Magnet Market และการเชื่อมโยงผลผลิตผลไม้ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมให้เป็นผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในการขยายตลาดเบื้องต้น หลังพบว่า จ.จันทบุรี มีมูลค่าการขายส่งผลไม้สูงถึง 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งหากรวมมูลค่าเพิ่มจากการทำตลาดแล้วจะสูงถึง 2 แสนล้านบาท เนื่องจากจันทบุรีมีผลไม้เมืองร้อนเป็นสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับโลก รวมถึงมีพรมแดนติดกับกัมพูชา และมีปริมาณการค้าชายแดนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่ต้นแบบ เพื่อพัฒนาผลผลิตด้านผลไม้ที่มีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

                    ส่วนแนวทางการส่งเสริมของกระทรวงพาณิชย์ จะมุ่งเน้นการเข้าไปส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ แก่ชาวสวน และกลุ่ม Biz Club โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อพัฒนาตลาดผลไม้อย่างครบวงจร จัดจำหน่ายทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงระบบโลจิสติกส์ นอกจากนี้ ยังร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ทำโครงการ Offline 2 Online @ จันทบุรี สู่ http://www.eastfruit.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นตลาดกลางผลไม้ออนไลน์ พร้อมส่งมอบให้จังหวัดจันทบุรีใช้เป็นศูนย์กลางทางการค้าผลไม้ออนไลน์ของจังหวัดจันทบุรีและภูมิภาคตะวันออก ในการโปรโมทผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น

                 ทั้งนี้ โครงการ Offline 2 Online เป็นการส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มรากหญ้าทั่วประเทศ ให้เข้าสู่ระบบอี-คอมเมิร์ซโดยเน้นการพัฒนาเกี่ยวกับเทคนิคการตลาดออนไลน์ การสร้างเรื่องราวให้สินค้า การบริหารจัดการการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์

บ้านเอื้ออาทรบางเขน “ชุมชนสุขภาวะ”นับแต่เกิดจนวันตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312028

บ้านเอื้ออาทรบางเขน “ชุมชนสุขภาวะ”นับแต่เกิดจนวันตาย

บ้านเอื้ออาทรบางเขน “ชุมชนสุขภาวะ”นับแต่เกิดจนวันตาย

 

อาคารสูง 86 อาคาร 3,909 หน่วย ประมาณว่ามีผู้อยู่อาศัยร่วมๆ 10,000 คน ว่าไปแล้วเป็นเมืองย่อมๆ ดีๆ นี่เอง สำหรับโครงการบ้านเอื้ออาทรบางเขน (คลองถนน)
ความที่ชุมชนอาคารชุดมีขนาดใหญ่ จึงแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบโครงการออกเป็น 3 นิติบุคคล เพื่อให้สามารถบริหารจัดการชุมชนได้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

บ้านเอื้ออาทรบางเขน "ชุมชนสุขภาวะ"นับแต่เกิดจนวันตาย
ผู้อยู่อาศัยมาก ปัญหาย่อมมากเป็นธรรมดา แต่ 1 ทศวรรษของโครงการบ้านเอื้ออาทรบางเขน (คลองถนน) พัฒนาการมาเป็นลำดับ สามารถตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยได้ตั้งแต่เกิดจนตายได้ระดับหนึ่งทีเดียว
รางวัลรองชนะเลิศการประกวดชุมชนสดใส จิตใจงดงาม ประจำปี 2560 ประเภทอาคารแนวสูงที่การเคหะแห่งชาติจัดประกวดขึ้น น่าจะสะท้อนภาพเด่นบางอย่างของชุมชนแห่งนี้
นฤมล สีขาว ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดบ้านเอื้ออาทรคลองถนน 3 มีขอบเขตดูแลครอบคลุมพื้นที่อาคารชุด 28 อาคาร และฐิติมา สมุทรอาลัย ผู้จัดการสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกเครดิตยูเนียนไทยและอดีตผู้จัดการนิติบุคคล 3 เช่นเดียวกัน แท้จริงเป็นสองศรีพี่น้องกัน อาศัยอยู่ในโครงการเดียวกันและทำหน้าที่ไม่ต่างกัน
นฤมล เข้ามาอาศัยในปี 2552 และเป็นกรรมการชุดแรกๆ ที่การเคหะแห่งชาติยังดูแลการบริหารโครงการอาคารชุดเต็มตัว ในขณะที่ฐิติมาผู้พี่เล่าว่า เข้ามาอาศัยช่วงเดียวกัน ความที่ทั้งคู่เป็นคนคล่องแคล่ว มีอัธยาศัยดี สุดท้ายฐิติมาเข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดการนิติบุคคล 3 เมื่อปี 2557-2558 เมื่อหมดวาระ นฤมลผู้น้องก็ได้รับเลือกเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ
“ต่อสู้สารพัดอย่าง จนนักเลงมาไล่ปาขวดใส่ห้องพัก ทำให้ต้องหนีไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว” ฐิติมาเล่า ทั้งที่นิติบุคคลดำเนินการทำตามขั้นตอนทุกอย่าง สุดท้ายทุกอย่างค่อยๆ คลี่คลาย และนฤมลได้รับเลือกมารับหน้าที่ผู้จัดการนิติบุคคล 3 แทน โดยฐิติมาไปเป็นผู้จัดการสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไทย ซึ่งมีสมาชิกจากสหกรณ์เครดิตยูเนียน 368 แห่ง สมาชิกร่วม 20,000 คน โดยภายในพื้นที่โครงการบ้านเอื้ออาทรบางเขน (คลองถนน) ก็มีสหกรณ์เครดิตยูเนียนเช่นกัน และมีสมาชิกสหกรณ์เป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ ราว 300 ราย
“เป็นลักษณะการออมเงินมีปันผลรายปี และเมื่อเสียชีวิตก็เป็นมรดกให้ลูกหลาน เป็นการสร้างวินัยทางการเงินไปในตัว” นฤมลเสริม
การบริหารสุขภาวะในโครงการ นฤมลเล่าว่า การเคหะแห่งชาติมีส่วนช่วยเหลือมากตั้งแต่เริ่มต้น เพราะยังไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคล เช่น การจัดตั้งตั้งศูนย์เด็กเล็กเพื่อรองรับเด็กๆ ในโครงการซึ่งมีมาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ และกิจกรรมที่การเคหะแห่งชาติ ร่วมกับ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนโครงการด้านกีฬา ได้แก่ บาสเก็ตบอล ฟุตซอล  ตะกร้อ เปตอง  ด้านธรรมะ เช่น ชมรมปฏิบัติธรรมะ ด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น นาฏศิลป์ รำวง กระทั่งการสนับสนุนป้อมสำหรับพักของอาสาสมัครตำรวจที่ทำงานคู่กับตำรวจจากสถานี
“ที่นี่เดิมทีรถจักรยานยนต์หายทุกคืน จนต้องหารือกันว่าจะแก้ไขอย่างไร ลำพัง รปภ. อย่างเดียวไม่พอตรวจตรา ก็รับอาสาสมัครตำรวจบ้าน เดิมสมัครเข้ามาร่วม 20 คน ตอนนี้เหลือราว 10 คน ลาดตระเวนตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน ปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาด คดีลักรถลดลงไปมากกว่าครึ่ง” นฤมลเล่าและตัวเธอเองก็เคยเป็นอาสาสมัครตำรวจบ้าน
ฐิติมาเสริมว่า นอกจากตำรวจ ตำรวจบ้าน และกล้องวงจรปิดประจำอาคารแล้ว ยังมีผู้อยู่อาศัยคอยสอดส่องเป็นหูเป็นตาให้ โดยเฉพาะในยามวิกาล
“เราใช้ห้องไลน์กลุ่มเป็นเครื่องมือส่งข่าว ใครเห็นอะไรผิดปกติแจ้งข่าวในห้องไลน์ทันที รปภ. กับตำรวจบ้านก็รีบสกัดทันที  พอรถกระบะบรรทุกมอเตอร์ไซค์ขับออกไปในยามวิกาลก็ผิดปกติแล้ว เพราะต้องแจ้งนิติบุคคลฯ ก่อน พอถึงด่านเราก็ให้แสดงบัตรประชาชน ใบขับขี่ เอกสารรับรองจากนิติบุคคล ถ้าไม่มีก็ส่อถึงความไม่ชอบมาพากลแล้ว”
ที่จอดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของผู้อยู่อาศัยที่แน่นขนัดและไม่ได้จัดระเบียบเป็นปัญหาหนักของผู้อยู่อาศัยในโครงการที่นิติบุคคล 3 ดูแล เพราะเป็นพื้นที่ลึกเข้าไปด้านท้าย นฤมลเล่าว่า เข้าไปแล้วไม่สามารถออกได้ แท็กซี่เองจะไม่เข้าไปรับหรือส่งผู้โดยสาร จึงเตรียมนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการใหญ่นิติบุคคลร่วมทั้ง 3 แห่ง โดยเสนอให้วิ่งรถทางเดียว one way เพื่อให้การเข้าออกสะดวกไม่ติดขัดเหมือนที่เป็นอยู่
“ลองนึกดูว่า ถ้าเกิดไฟไหม้ขึ้นมา รถดับเพลิงจะเข้าไปฉีดน้ำสกัดไฟได้อย่างไร มันน่ากังวลมาก”
ขยะในชุมชนก็เป็นปัญหาหนึ่ง นฤมลเล่าว่า การเคหะแห่งชาติ เคยเข้ามาให้ความรู้วิธีจัดการขยะ การรีไซเคิล และนิติบุคคล 3 ได้จัดตั้งคล้ายธนาคารขยะรับซื้อขยะจากห้องพักต่างๆ แต่เนื่องจากจุดรับซื้ออยู่ที่ศูนย์ชุมชนและมีที่วางจำกัด อีกทั้งอยู่ไกลจากผู้อยู่อาศัย ประกอบกับมีรถซาเล้งวิ่งเข้ามารับซื้อขยะ จึงทำให้ปริมาณขยะของธนาคารขยะน้อย ขายได้กำไรจากเดือนละ1-2 พันบาท เหลือไม่ถึง 1 พันบาท
แต่ที่ไปที่มาของธนาคารขยะกลับน่าสนใจกว่า ตรงจุดเริ่มต้นก็ขอรับบริจาคขยะจากผู้อยู่อาศัยเป็นทุนตั้งต้นการดำเนินงานของธนาคารขยะ และผลกำไรจากการขายน้อยนิดก็เป็นส่วนบริจาคให้จัดทำกิจกรรมภายในชุมชน เช่น วันเด็ก วันสงกรานต์ ซื้อของไปเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง ฯลฯ เป็นน้ำใจที่ส่งถึงกัน
เรื่องความป่วยไข้ก็เป็นประเด็นที่นิติบุคคลเชื่อมโยงกับกระทรวงสาธารณสุข โดยส่งคนไปรับการอบรมกลับมาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) ทำหน้าที่ดูแลอาการป่วยไข้และจ่ายยาสามัญเบื้องต้น เช่น ปวดหัวตัวร้อน โดยมี อสส. ในโครงการหมุนเวียนมาประจำการในฐานะจิตอาสา ตัวนฤมลก็เป็นส่วนหนึ่งของทีมจิตอาสาที่ทำหน้าที่ทำความสะอาดแผลผู้ป่วยจากการผ่าตัดมะเร็งเต้านม นอกเหนือจากที่ดูแลแม่ตัวเองที่ป่วยติดเตียงเช่นกัน
ขณะเดียวกันภายในโครงการยังได้จัดสรรพื้นที่จัดตลาดค้าขาย 40-50 ร้าน มีสหกรณ์ มีสมาคม ซึ่งฐิติมาบอกว่า  ล้วนเป็นแหล่งงานทั้งสิ้น
โครงการบ้านเอื้ออาทรบางเขน คลองถนน จึงเป็นเสมือนที่ นฤมล สีขาว และ ฐิติมา สมุทรอาลัย สรุปคือความสุขในการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในโครงการ มีรองรับตั้งแต่วันเกิดกระทั่งถึงวันตายทีเดียว

ก.เกษตรฯโดดช่วยชาวไร่อ้อยถูกนายทุนฟ้องร้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311845

ก.เกษตรฯโดดช่วยชาวไร่อ้อยถูกนายทุนฟ้องร้อง

ชาวไร่อ้อย

ก.เกษตรฯโดดช่วยชาวไร่อ้อยถูกนายทุนฟ้องร้อง

 

นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากกรณีเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยจังหวัดตากได้แจ้งความร้องเรียนว่าถูกบริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด ฟ้องร้องดำเนินคดีให้ชำระหนี้จากกรณีการทำสัญญาร่วมโครงการปลูกอ้อยเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิต        เอทานอล จำนวน 53 ราย เป็นมูลหนี้รวมประมาณ 1,300 ล้านบาทนั้น

ล่าสุดนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา  ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ จัดส่งเจ้าหน้าที่          ด้านกฎหมายลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และรายงานสรุปข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการวางแผนในบริหารจัดการและแก้ไขปัญหา รวมทั้งนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเร่งด่วนแล้ว

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกอ้อยและมีหนี้สินกับบริษัทฯ รวมจำนวนทั้งสิ้น 53 รายมูลค่าหนี้ 46 ล้านบาท ได้ดำเนินการฟ้องร้องคดีอาญากับทางบริษัทฯ ในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและอยู่ระหว่างไกล่เกลี่ย       ข้อพิพาทระหว่างบริษัทฯ กับเกษตรกรดังกล่าวในชั้นศาล โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการเจรจาฯ ไปแล้ว 2 ครั้ง และจะมีการนัดเจรจาฯ ครั้งที่ 3 ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 นี้

ทั้งนี้ จากกรณีดังกล่าวสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาได้พิจารณาสัญญาที่บริษัทฯ ทำกับเกษตรกรแล้ว เห็นว่าเป็นสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เนื่องจากเป็นการทำสัญญาระหว่าง   ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรกับเกษตรกร (ตั้งแต่ 10 รายขึ้นไป) ที่มีเงื่อนไขในการปลูกอ้อยตามจำนวนคุณภาพ ราคา และระยะเวลาที่กำหนด และบริษัทฯ ตกลงรับซื้ออ้อย

โดยผู้ประกอบธุรกิจเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิต โดยเป็นผู้จัดหาพันธุ์อ้อย ปุ๋ย ยา และปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร ประกอบกับบริษัท แม่สอดพลังงานสะอาดฯ ได้ดำเนินการ     จดแจ้งเป็นผู้ประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560 และได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฯ โดยมีการจัดทำเอกสารสำหรับการชี้ชวนฯ และร่างสัญญาตามที่พระราชบัญญัติฯ กำหนด พร้อมทั้งได้ส่งให้กับสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันเป็นการยอมรับว่าบริษัทฯ ได้ประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญา

​                  ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯจะนำ พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาฯ มาดูแลแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นและมีความเห็น ดังนี้ ในกรณีที่สัญญาสิ้นสุดไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติฯ มีผลใช้บังคับ 23 กันยายน 2560 กฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ เนื่องจากอยู่ในขบวนการของศาลหรือดีเอสไอพิจาณาดูแล ส่วนสัญญาที่ไม่สิ้นสุดนับจาก 23 กันยายน 2560 เป็นต้นมา ทางสำนักงานฯ จะเข้าไปดูรายละเอียดอีกครั้งเอกสารอีกครั้งจะมีการไกล่เกลี่ยอย่างไร ทั้งนี้ สำนักงานฯ จะติดตามความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด และจะนำข้อมูลไปประกอบการกำหนดแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาต่อไป

“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยใน อ.พบพระครั้งนี้  ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ให้เกษตรกรได้ตระหนักว่า ต่อไปหากต้องทำคอนแทรคท์ฟาร์มมิ่งกับองค์กรหรือผู้ประกอบการรายไหน  สิ่งที่อยากฝากคืออันดับแรกจะต้องตรวจสอบด้วยว่าบริษัทนั้นๆ ได้ขึ้นทะเบียนเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญากับทางสำนักงานหรือยัง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการได้เข้ามาแจ้งจดเป็นผู้ประกอบในระบบแล้ว 104 รายและจะมีเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ ประเด็นที่สอง เมื่อมีเอกสารชี้ชวนหรือมาโฆษณาให้เข้าร่วมทำเกษตรพันธสัญญาของผู้ประกอบการ  จะต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงในเรื่องแผนการผลิต มูลค่าและราคาที่ตกลงร่วมกันเป็นราคาคงที่หรือยึดตามราคาขึ้นลงของตลาด รวมทั้งระยะเวลาในการดำเนินการคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ และที่สำคัญคือปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธ์ ปุ๋ย สารเคมี    สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยการผลิตที่ได้การรับคุณภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เกษตรกรจะต้องดูเอกสารเหล่านั้นให้ละเอียดและให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน” นายพีรพันธ์ กล่าว

นายพีรพันธ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การผลักดัน พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เป็นเจตนาที่ดีของรัฐบาลที่ต้องการให้กฏหมายดังกล่าวมาอุดช่องโหว่ปัญหา  การทำธุรกิจทางการเกษตรที่ไม่เป็นธรรม  การเอารัดเอาเปรียบกันในอดีต ซึ่ง พรบ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนี้ไปเชื่อมันว่าปัญหาต่างๆ ที่เคยเกิดจะหมดไปโดยเร็ว

กรมชลเตือนลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกพืชเกินแผนเสี่ยงขาดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311841

กรมชลเตือนลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกพืชเกินแผนเสี่ยงขาดน้ำ

กรมชล

กรมชลเตือนลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกพืชเกินแผนเสี่ยงขาดน้ำ

           ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(2 ก.พ. 61)มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 59,153 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 35,232 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 68 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2560 จำนวน 8,602 ล้าน ลบ.ม.  เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 18,530 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 75 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 11,834 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 65 ของปริมาณน้ำใช้การได้

กรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2560/61 โดยใช้น้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักรวมกันทั้งสิ้น 14,187 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง(1 พ.ย. 60 – 30 เม.ย. 60)จำนวน 7,700 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำ สำหรับอุปโภคบริโภค 1,140 ล้าน ลบ.ม.,รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 1,450 ล้าน ลบ.ม. และการเกษตร 5,110 ล้าน ลบ.ม.ส่วนที่เหลืออีก 6,487 ล้าน ลบ.ม. จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2561

ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 2560/61 ตั้งแต่ 1 พ.ย. 60 –2 ก.พ. 61ได้มีการระบายน้ำ  ตามแผนฯไปแล้วจำนวน3,758 ล้านลูกบาศก์เมตรคิดเป็นร้อยละ49ของแผนจัดสรรน้ำฯ และเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ โดยในวันนี้(2 ก.พ. 61)การระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ยังคงอยู่ในอัตรา90 ลบ.ม.ต่อวินาที(ปี 2560 มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพียง 70 ลบ.ม.ต่อวินาที) เพื่อรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงปากอ่าวไทย และควบคุมค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำสำแลไม่ให้เกินเกณฑ์เฝ้าระวังที่กำหนดไว้ 0.25 กรัมต่อลิตร ปัจจุบัน(2 ก.พ. 61) วัดค่าความเค็มได้ 0.18 กรัมต่อลิตร ไม่มีผลต่อน้ำดิบที่การประปานครหลวงใช้ในการผลิตประปาได้ตามปกติส่วนการส่งน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทาน กรมชลประทานยังสามารถสนับสนุนได้อย่างเพียงพอ ไม่เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกแต่อย่างใด

สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2560/2561 ของทั้งประเทศ ณ วันที่ 31 ม.ค. 61มีการเพาะปลูกไปแล้ว 8.03 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 89 ของแผนฯ(แผน 9.05 ล้านไร่) เฉพาะข้าวนาปรัง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 7.55 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 90 ของแผนฯ(แผน 8.35 ล้านไร่)เฉพาะส่วนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.51 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 105 ของแผนฯ(แผน 5.23 ล้านไร่) เฉพาะข้าวนาปรัง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.45 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ105 ของแผนฯ(แผน 5.17 ล้านไร่)ซึ่งการส่งน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทานกรมชลประทานยังสามารถสนับสนุนได้อย่างเพียงพอ ไม่เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกแต่อย่างใด

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าพื้นที่เพาะปลูกในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกเต็มพื้นที่และเกินแผนไปแล้วจึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้ร่วมกันเพาะปลูกพืชให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนการจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ที่สำคัญเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเพียงพอจึงต้องขอความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตได้อย่างไม่ขาดแคลนด้วย

ศาลอาญาเข้มคดีทำประมงผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311839

ศาลอาญาเข้มคดีทำประมงผิดกฎหมาย

ประมงผิดกฎหมาย

ศาลอาญาเข้มคดีทำประมงผิดกฎหมาย

 

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมาศาลอาญาได้มีคำสั่งที่ 8/2561 เรื่อง การพิจารณาพิพากษาคดีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 โดยคำสั่งดังกล่าวมีสาระสำคัญ 5 ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ 1.ให้จัดองค์คณะพิเศษขึ้น 2 คณะ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีการทำประมงผิดกฎหมายโดยเฉพาะ ตามที่หัวหน้าแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญามอบหมาย 2.กำหนดให้มีวันนัดเตรียมความพร้อมของคู่ความภายใน 1 เดือน นับแต่วันฟ้อง ก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน 3.ให้การพิจารณาคดีการทำประมงผิดกฎหมายเป็นคดีสามัญพิเศษ เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ตามแนวทางที่กำหนดไว้ในคู่มือสำหรับตุลาการในการนั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะและต่อเนื่อง 4.ในการวินิจฉัยคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย ให้พิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดว่า มีลักษณะเป็นเครือข่ายหรือองค์กรอาชญากรรม เป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่ และความเสียหายมีผลกระทบต่อทรัพยากรทางน้ำ และสิ่งแวดล้อมเพียงใด และ 5.การพิพากษาลงโทษจำเลยให้ถือตามบัญชีมาตรฐานการกำหนดโทษของศาลอาญา ส่วนการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวให้ถือตามบัญชีเกณฑ์มาตรฐานกลางหลักประกันการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยของศาลอาญา ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไป

“ปัจจุบันศาลอาญาได้อำนวยความสะดวกในการบังคับใช้กฎหมายประมงซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.พ.61 นั้น ทำให้การดำเนินคดีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหาเรื่องประมงไอยูยูทางกระทรวงเกษตรฯ ต้องขอขอบคุณศาลอาญาด้วยที่จัดระบบพิจารณาคดีให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาศาลยุติธรรมได้รับฟ้องคดีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ไว้พิจารณาเป็นจำนวนหลายคดี ซึ่งคดีประเภทนี้มีความยุ่งยากสลับซับซ้อน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว โดยมีเขตอำนาจรับฟ้องคดีได้ทั่วประเทศ หมายความว่าใครจะมาฟ้องที่ศาลนี้ได้หมด แม้มูลคดีจะเกิดที่อื่น และได้มาตรฐานเดียวกัน  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและความเข้มข้นในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ยังเห็นถึงการให้ความสำคัญของทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูของไทยได้อย่างชัดเจน” นายกฤษฎา กล่าว

เปิดอาณาจักรคนรักสัตว์เลี้ยง มิติใหม่ “รพ.สัตว์ทองหล่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311820

  เปิดอาณาจักรคนรักสัตว์เลี้ยง    มิติใหม่ “รพ.สัตว์ทองหล่อ”

  เปิดอาณาจักรคนรักสัตว์เลี้ยง    มิติใหม่ “รพ.สัตว์ทองหล่อ”

       รพ.สัตว์ทองหล่อ เปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ย่านใจกลางเมือ เนรมิตอาณาจักรใหม่ที่เพียบพร้อมด้วยการบริการดูแลและรักษาสัตว์เลี้ยง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Total Solutions” หรือการรักษาแบบบูรณาการ ตอกย้ำความเป็นโรงพยาบาลสัตว์ที่ตอบสนองทุกไลฟ์ไสตล์ของคนรักสัตว์ โดยมีบริการทั้งศูนย์อายุรกรรมและศูนย์เฉพาะทาง ชูจุดเด่นเป็นโรงพยาบาลสัตว์แห่งแรกที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง

     การจัดโซน “Thonglor Pet City” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรักสัตว์ให้เจ้าของ และสัตว์เลี้ยงตัวโปรดอยู่ร่วมกันได้ทุกที่ ทั้งสระว่ายน้ำ สนามหญ้า รวมถึงมีร้านอาหารแนว “Pet Friendly” สามารถพาสัตว์เลี้ยงเข้าไปในร้านได้ พร้อมทั้งเปิด “Thonglor Blood Bank” ธนาคารเลือดที่รับบริจาคเลือดสุนัข และเลือดแมวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนสัตว์เลี้ยงด้วยกัน

      สพญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ จำกัด เผยว่า เทรนด์ความนิยมในการเลี้ยงสัตว์ของผู้บริโภคชาวไทยโดยเฉพาะคนในเมืองมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ทั้งภาวะที่คนเป็นโสดมากขึ้น คู่แต่งงานที่ไม่มีบุตร และกลุ่มประชากรวัยคุณภาพที่มีจำนวนมากขึ้น เป็นต้น

    โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อจึงเดินหน้าตอกย้ำความเป็นโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำด้วยการเปิด “สำนักงานใหญ่ แห่งใหม่” ที่ถนนเพชรพระรามบนพื้นที่มากกว่า 6 ไร่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Total Solutions” หรือ “การรักษาแบบบูรณาการ” เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงได้อย่างครอบคลุม โดยจุดเด่นของสำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้ คือ การเป็นโรงพยาบาลสัตว์แห่งแรกที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง มีพื้นที่ใช้สอยมากที่สุดในประเทศไทยหรือประมาณ 17,000 ตารางเมตร ที่พร้อมให้บริการในด้านการรักษาพยาบาล

     สพญ.ทัศวรินทร์ กาญจนฉายา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจสำนักงานใหญ่ แนะนำเทคนิคการเลี้ยงสัตว์ให้อารมณ์ดีว่า สำหรับการเลี้ยงสัตว์ให้อารมณ์ดีนั้น ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่สุขภาพกายและใจที่ดี ก็สามารถทำให้เขามีความสุขได้ โดยอย่างแรกต้องเริ่มจากอาหารที่ดีและการดูแลที่เหมาะสม เช่น การอาบน้ำ ตัดขน การป้องกันเห็บหมัด การฉีดวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

     ในส่วนของจิตใจ “เจ้าของ” เปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเขา เพราะฉะนั้นการที่เรามีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง เช่น การพาสัตว์เลี้ยงออกไปเดินเล่นนอกบ้าน หรือออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ เช่น การว่ายน้ำ หรือโยนรับของ ก็ทำให้ทั้งเรา และสัตว์เลี้ยงมีความสุขด้วยกันได้  ทั้งนี้ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

      สนใจข้อมูลโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.thonglorpet.com หรือโทร.0-2079-9999

สถานีวิทยุมก.ผนึกเครือข่ายติวเข้มเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311824

สถานีวิทยุมก.ผนึกเครือข่ายติวเข้มเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ

โรงเรียนเกษตรทางอากาศ

สถานีวิทยุมก.ผนึกเครือข่ายติวเข้มเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ

              เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2561 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมระพี สาคริก อาคารเทคโนโลยีสารสนเทศ (อาคาร 9) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสกลนครได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกัน 4 หน่วยงาน คือ 1) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สนจ.ขอนแก่น โดย นายศรายุทย์ ธรเสนา ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2) สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 3) สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร โดย นางสาวเยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร และ 4) สถานีวิทยุกระจายเสียง 909 สำนักงานพัฒนาภาค 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารพัฒนา โดย นาวาอากาศเอกหญิง สายยนต์ ธรรมสอน หัวหน้าสถานีวิทยุกระจายเสียง 909

สถานีวิทยุมก.ผนึกเครือข่ายติวเข้มเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ

สำหรับพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ พิธีเปิดและปฐมนิเทศ ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านที่ 28 อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านที่ 13 และอดีตประธานกรรมการบริหารสถานีวิทยุ ม.ก. เป็นประธานในพิธีดังกล่าวฯ และหลังจากนั้นจะเป็นการแนะนำวิธีการศึกษาเนื้อหาหลักสูตร “การเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ” และวิธีการทำแบบทดสอบประเมินความรู้ก่อนศึกษา โดยวิทยากร จาก ธกส.

สำหรับโครงการโรงเรียนเกษตรทางอากาศ กำเนิดขึ้นภายใต้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการร่วมกันระหว่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (โครงการ มก. – ธกส.) เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ พัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนในชนบทให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น อีกทั้ง ยังร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนการฝึกอบรม การปฏิบัติงานและการเข้าสู่อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ในกิจกรรม 3 ด้านคือ การนำความรู้สู่ชุมชน (Social Engagement) การพัฒนาบุคลากรและนิสิต และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Synergy)

สถานีวิทยุมก.ผนึกเครือข่ายติวเข้มเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ ม.ก.ขอนแก่น) และสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม จึงร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานจังหวัดขอนแก่น จัดตั้งและดำเนินโครงการโรงเรียนเกษตรทางอากาศ “หลักสูตรการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ” ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ มก. – ธกส. ซึ่งได้ดำเนินการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1-31 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา และถือเป็นโครงการโรงเรียนเกษตรทางอากาศ “หลักสูตรการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ” (ต้นแบบ) ที่เริ่มต้นมาจากจังหวัดขอนแก่น โดยความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สนจ.ขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย สถานีวิทยุ ม.ก.ขอนแก่น และสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มก. เพื่อต้องการจัดฝึกอบรมเผยแพร่ให้ความรู้และพัฒนาเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายของโครงการ

และเพื่อเป็นการต่อยอดโครงการฯ ดังกล่าว ดังนั้น ในปี พ.ศ.2561 ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ ม.ก.ขอนแก่น) และสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม จึงได้ขยายฐานในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านโคเนื้อไปที่จังหวัดสกลนคร โดยความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน คือ 1) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สนจ.สกลนคร 2) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ ม.ก.) และสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มก. 3) สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร และ 4) สถานีวิทยุกระจายเสียง 909 สำนักงานพัฒนาภาค 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารพัฒนา ซึ่งเป็นโครงการโรงเรียนเกษตรทางอากาศ “หลักสูตรการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ” (ต่อยอด) ณ จังหวัดสกลนคร โดยการเปิดรับสมัครเกษตรกรผู้สนใจในเขตจังหวัดภาคอีสานตอนบน จำนวน 200 คน เพื่อเข้าร่วมอบรมด้วยการรับฟังความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องได้รับการทดสอบระดับความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคเนื้อก่อนเข้าสู่เนื้อหาของบทเรียนในวันปฐมนิเทศ

และผู้เข้าร่วมโครงการทั้ง 200 คน ต้องติดตามรับฟังรายการวิทยุอย่างต่อเนื่องตลอดหลักสูตร 1 เดือน ซึ่งจะเริ่มออกอากาศตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 รวม 27 หลักสูตร ผ่านทางเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก.ขอนแก่น AM 1314 kHz. และสถานีวิทยุกระจายเสียง 909 AM 837 kHz โดยจะออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ จนจบหลักสูตรและยังต้องเข้ารับการทดสอบความรู้หลังจากการร่วมโครงการเสร็จสิ้นด้วย จึงจะได้รับประกาศนียบัตร ซึ่งสามารถรับชมและรับฟังการถ่ายทอดทั้งภาพและเสียงผ่านทาง Mobile Application ในระบบ Android ระบบ iOS และผ่านทาง Facebook Live โดยพิมพ์ค้นหาคำว่า “สถานีวิทยุ ม.ก.” และรับชม รับฟังย้อนหลังผ่านทาง YouTube โดยพิมพ์ค้นหาคำว่า “KU Radio Thailand” และระบบอินเตอร์เน็ตที่ www.radio.ku.ac.th

ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดโครงการโรงเรียนเกษตรทางอากาศ เพื่อการพัฒนาระบบและวิธีการเลี้ยงโคเนื้อในรูปแบบใหม่ เพื่อให้เกษตรกรได้รับความรู้ตามความต้องการและสามารถนำไปประกอบอาชีพจริงได้ เพื่อผสมผสานวิธีการฝึกอบรมในรูปแบบการใช้สื่อผสม เพื่อเป็นการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ในชนบทให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรจะต้องมีการปรับตัวตามให้ทันกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป ดังนั้น การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาอาชีพและพัฒนาความรู้ของตัวเกษตรกรเอง ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการศึกษาทางไกลผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียง ถือเป็นรูปแบบหนึ่ง ในการเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้สนใจเข้ารับการศึกษาได้และสามารถศึกษาได้ครั้งละหลายคนไม่จำกัดจำนวน

เปิดยิ่งใหญ่งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311823

เปิดยิ่งใหญ่งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561

วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561

เปิดยิ่งใหญ่งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561

 

วันที่ 2 ก.พ.สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)  สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานในระบบวิจัยและเครือข่ายพันธมิตร มหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย เปิดงาน วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561 ยิ่งใหญ่ นำทัพผลงานประดิษฐ์คิดค้นทั้งในประเทศและนานาชาติ มาจัดแสดงกว่า 1,000 ผลงาน

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า งานวันนักประดิษฐ์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อระลึกถึงวันประวัติศาสตร์ของการจดทะเบียนและทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “เครื่องกลเติมอากาศที่มีผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย”หรือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไชยพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทยและเป็นครั้งแรกของโลก

โดยในปีนี้ “งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561 (Thailand Inventors’ Day 2018)” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2561 ณ Event Hall 98 – 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมมอบรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลผลงานวิจัย รางวัลวิทยานิพนธ์ ประจำปี 2560 รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2561 และรางวัล TWAS Prize for Young Scientists in Thailand            สำหรับงานในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้รูปแบบกิจกรรม “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม” เพื่อเป็นการนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมพร้อมใช้และความก้าวหน้าด้านการประดิษฐ์คิดค้นของประเทศให้เกิดการขยายผลและนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย นิทรรศการและกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการน้อมรำลึกใน พระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร นิทรรศการรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ นิทรรศการสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ นิทรรศการสิ่งประดิษฐ์จากภูมิปัญญาไทย นิทรรศการสิ่งประดิษฐ์เพื่อสังคมผู้สูงวัย นิทรรศการบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย และบัญชีนวัตกรรมไทย และนิทรรศการ “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม ครั้งที่ 3” มหกรรมสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีการประชุม/สัมมนา และการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ และสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การประดิษฐ์เพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ รวมถึงการให้บริการและคำปรึกษาทางธุรกิจสำหรับนักประดิษฐ์ ที่ต้องการต่อยอดผลงานสู่การเพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์ เป็นต้น ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

“งานดอกไม้ ณ ปาร์คนายเลิศ” คนแห่เข้าชมดอกไม้สวยสดกลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311817

  “งานดอกไม้ ณ ปาร์คนายเลิศ” คนแห่เข้าชมดอกไม้สวยสดกลางกรุง

  “งานดอกไม้ ณ ปาร์คนายเลิศ” คนแห่เข้าชมดอกไม้สวยสดกลางกรุง

                   วันที่ 2 ก.พ.61 ปาร์คนายเลิศ จัด“งานดอกไม้ ณ ปาร์คนายเลิศ” หรือ “NaiLert Flower & Garden Art Fair 2018” ที่ปาร์คนายเลิศ ถนนวิทยุ ซึ่งงานกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่เวลา 9:00 – 20:00 น. โดยพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ โปรดให้นางสาวรติรส ภู่วิภาดาวรรธน์ เป็นผู้แทนพระองค์เป็นประธานพิธีเปิด
มีคุณณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร กรรมการผู้จัดการบริษัทสมบัติเลิศ จำกัด กล่าวต้อนรับพร้อมรายงานการจัดงาน

  “งานดอกไม้ ณ ปาร์คนายเลิศ” คนแห่เข้าชมดอกไม้สวยสดกลางกรุง
คุณเล็ก ณพาภรณ์ กล่าวว่า ผลตอบรับดีมาก การจัดงานวันแรกมีผู้เข้าเที่ยวชมงานมากกว่าพันคน คาดว่าสุดสัปดาห์นี้คนน่าจะมาเที่ยวชมงานอีกเยอะมาก ตั้งเป้าไว้ถึง 5,000 คน ดีใจที่เปิดปีแรกที่บ้านปาร์คนายเลิศ ได้รับผลตอบรับดีมากขนาดนี้ และจะทำงานนี้ให้ยิ่งใหญ่ไปทุกๆปี ให้เป็นงานที่อยู่ในปฏิทินของเมืองไทยตลอดไปทั้งปี เมื่อก่อนงานดอกไม้ปาร์คนายเลิศเป็นการจัดงานที่อยู่ในตัวโรงแรม ปีนี้เป็นปีแรกที่จัดเป็น Art Fair เป็นงานกลางแจ้งแรกที่อยากให้กลุ่มลูกค้าและคนทั่วไปเข้ามาเที่ยวเยอะๆ ใส่กางเกงขาสั้นก็ยังมาเที่ยวชิลๆได้ คนที่เข้ามาชมงานไม่ได้แค่ถ่ายรูปสวยๆเท่านั้นแต่จะได้เห็นงานอาร์ต วัฒธรรม มีกิจกรรมต่างๆมากมาย เช่น วาดรูป ปั้นดินน้ำมัน เรียนจัดดอกไม้ เด็กๆที่อยากสนุกก็หากิจกรรมที่สนุก ผู้ใหญ่ที่อยากทำตรงนี้ให้เป็นวิชาก็มาเรียนจัดดอกไม้ได้ รายได้มอบให้การกุศลเหมือนที่เคยทำมา โดยมอบให้กับโรงเรียนบ้านทะโลงเหนือ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และโครงการอารยสถาปัตย์ที่จะพัฒนาสิ่งต่างๆของกรุงเทพฯ ยกระดับการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯและประเทศไทย อยากช่วยวัดต่างๆที่ไม่มีทางลาด ให้คนแก่ พิการที่ต้องใช้วีลแชร์ มีตัวอักษรเบลล์ช่วยคนตาบอดให้เข้าถึงได้

  “งานดอกไม้ ณ ปาร์คนายเลิศ” คนแห่เข้าชมดอกไม้สวยสดกลางกรุง
“งานนี้ใช้ดอกไม้จำนวนหลายล้านดอก ภายในประเทศไทย เพื่อช่วยชาวนา ช่วยคนไทยด้วยกัน ทุกคนเข้ามาก็จะได้ร่วมทำบุญและได้ดูของสวยๆด้วย เด็กๆและผู้ใหญ่มีกิจกรรมทำมากมาย โดยมีอาหาร 20 กว่าร้าน ร้านค้าสำหรับช้อปปิ้ง 40 กว่าร้านให้บริการ”
ในงานมีการจัดแสดงพรมกลีบดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ขนาด 23.20 ม. X 15.20 ม. การจัดแสดงเรื่องราวดอกไม้ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บนเรือนไม้สักบ้านปาร์คนายเลิศที่มีอายุกว่าศตวรรษ , การแสดงประติมากรรมดอกไม้ ,การแสดงผลงานประติมากรรมภูมิทัศน์ , การประกวดประติมากรรมดอกไม้ หัวข้อ “เล่าขานตำนานดอกไม้ไทย” , การประกวดการตกแต่งงานแต่งงาน หัวข้อ “ Love in Bloom” ,การประกวดการจัดสวนหัวข้อ”สีสันแห่งฤดูกาล” , สินค้าจากดีไซเนอร์แบรนด์ไทยชั้นนำที่ออกแบบมาให้กับงานดอกไม้โดยเฉพาะ , ร้านค้าผลิตภัณฑ์งานฝีมือ และร้านขายอาหารที่ขึ้นชื่อในความอร่อย
รวมทั้งกิจกรรม Workshop วันที่ 3 ก.พ. 61 เวลา 10.00-11.30 น. Flower Clay Workshop, เวลา 12.30 – 14.00 น. Flower Arrangement Workshop , เวลา 14.00 – 15.30 น.Flower Arrangement Workshop , เวลา 16.00 – 17.30 น. Flora Beverage Workshop , เวลา 17.30 – 19.30 น. Art to wear: Flower Sensationส่วนวันที่ 4 ก.พ. 61 เวลา 10.30 – 12.00 น. Fairy Garden , เวลา 13.30 – 15.00 น. Floral Fragrance Workshop , เวลา 16.00 – 17.30 น. Flower Color Painting และการแสดงรอบชมบ้าน ทุก ๆ 10 นาที , Jazz in the Garden ตั้งแต่เวลา 12.00-20.00 น.ทุก ๆ 30 นาที
บัตรเข้าชมบุคคลทั่วไปราคา 150 บาทต่อคนต่อวัน ส่วนนักเรียน นักศึกษา ผู้พิการ พระ แม่ชี ราคา 80 บาท รายได้จากการจัดงานส่วนหนึ่งจะมอบให้โรงเรียนบ้านทะโลงเหนือ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และโครงการอารยสถาปัตย์พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ติดต่อซื้อบัตรได้ที่ 1. AIS Online Store ในราคาพิเศษ โดยเข้าไปที่https://store.ais.co.th/th/privilege-deal/other.html 2. Website:http://flowerandgardenfair.nailertgroup.com/ticket 3. หน้างาน สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่http://flowerandgardenfair.nailertgroup.com/ หรือโทร.02 253 0123 ฝ่ายการตลาด อีเมล์ info@nailertparkheritagehome.com

ผู้ว่าศรีสะเกษหนุนงานบุญเดือนสาม สืบสานประเพณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311767

ผู้ว่าศรีสะเกษหนุนงานบุญเดือนสาม สืบสานประเพณี

ประเพณี, บุญเดือนสาม, ผู้ว่าฯศรีสะเกษ

ผู้ว่าฯศรีสะเกษ หนุนบุญเดือน3 ‘ปลาช่อนรสดี ข้าวจี่รสเด็ด’ ที่ทุ่งไชย จ.ศรีสะเกษ ที่ทุ่งไชย จัดกิจกรรมแสดงสินค้า OTOP ของชุมชน

 

ที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานเปิดงานการจัดกิจกรรมแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน ในงานบุญเดือนสาม สืบสานประเพณี “ปลาช่อนรสดี ข้าวจี่รสเด็ด ตำบลทุ่งไชย” ประจำปี 2561 เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561

โดยมีนาย สุริยา บุตรจินดา นายอำเภออุทุมพรพิสัย นำประชาชนในเขตพื้นที่ อำเภออุทุมพรพิสัย ร่วมงานพร้อมกับ นายสมมาศ ถาวร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งไชย ร่วมกับกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ทั้ง 9 หมู่บ้าน ร่วมจัดงานประจำปี เพื่อสืบสานประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตอันดีงาม พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็ง และ สามัคคีของคนท้องถิ่น

นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า พื้นที่ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นลุ่มน้ำ ที่มีลำน้ำจากห้วยทับทันไหลผ่านเพื่อที่จะไปลำห้วยสำราญ แล้วไหลสู่แม่น้ำมูลต่อไปนั้น จนทำให้เกิดพื้นที่ที่จะทำให้มีปลาหลากหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปลาช่อน” ก็จะไหลมารวมกันก่อนที่จะไปสู่ลำห้วยสำราญ เพราะฉนั้นก็จะเกิดเป็นพื้นที่รองรับ เพื่อขุดบ่อรองรับปลาจากลำน้ำธรรมชาติมาเก็บไว้ ในช่วงปกติปลาช่อน ก็จะอยู่ในแปลงนา ที่เราทำนากัน แต่ในขนาดเดียวกันนั้น เพื่อจะให้มีปลาช่อนมาก การทำนาของเราต้องทำอย่างไรที่จะทำให้แปลงนาของเรานั้น มีข้าวที่อุดมสมบูรณ์ และมีพืชพันธุ์ธัญญาหารจากธรรมชาติ ก็คือ กุ้ง หอย ปู ปลา เกิดขึ้น

ทั้งนี้ การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการจัดงานอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ขององค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งไชย ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญในการดำเนินและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ภูมิปัญญาและทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์ โดยการผลิตและพัฒนาสินค้าท้องถิ่นให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งไชย ได้ทำการพัฒนาสินค้า OTOP ให้มีประสิทธิภาพ ในทุกมิติ ทั้งนี้กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้จักกับสินค้าจากภูมิปัญญาไทยมากยิ่งขึ้น

ภายในงาน มีกิจกรรมแข่งขันจับปลาช่อนในบ่อของกลุ่มแม่บ้านทั้ง 9 หมู่บ้าน ที่สร้างความสนุกสนานและเรียกเสียงหัวเราะให้กับบุคคลที่มาภายในงาน อีกทั้งยังมีการ แข่งขันกินปลาเผา – ข้าวจี่ใหญ่,แข่งขันตำส้มตำลีลา,การแสดง แสง สี เสียง เล่าขานตำนานทุ่งธงชัย (ทุ่งไชย),การประกวดสาวประเภทสอง (Miss ปลาข่อ 2018) , ชมหนัง 10 จอ ตลอดคืน จากชมรมคนรักโปรเจคเตอร์ นำโดย สมศักดิ์ เกษกุล ภาพยนตร์ ,ชมมหรสพสมโภช,มวยไทย พร้อมทั้งแวะชมบูธแสดงสินค้า OTOP ของกลุ่มชุมชนตำบลทุ่งไชย ตั้งแต่วันที่ 1-4 กุมภาพันธ์ 2561

…………………………………….
เรื่อง : . “สุภารัตน์ แพทย์หลวง”