กสก. เร่งสร้างเกษตรกรและชุมชนต้นแบบ แก้ปัญหาการเผาในภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311696

กสก. เร่งสร้างเกษตรกรและชุมชนต้นแบบ แก้ปัญหาการเผาในภาคเหนือ

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส

กสก. เร่งสร้างเกษตรกรและชุมชนต้นแบบ แก้ปัญหาการเผาในภาคเหนือ

              นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ช่วงหน้าแล้งของทุกๆ ปี พื้นที่ภาคเหนือตอนบนประสบปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษทางอากาศเสมอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดความเสียหายในภาพรวม โดยมีสาเหตุที่สำคัญมาจากการเผาเศษวัสดุการเกษตรก่อนการเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจกับเกษตรกรถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น  โดยปี 2561กรมส่งเสริมการเกษตรใช้ปฏิบัติการเชิงรุกรณรงค์หยุดการเผาในพื้นที่การเกษตร เน้นสร้างเกษตรกรต้นแบบ ชุมชนต้นแบบและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การให้ความรู้เรื่องการย่อยสลายเศษใบไม้ ตอซังข้าวและตอซังข้าวโพดด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดินและปุ๋ยหมัก และการนำเศษวัสดุต่างๆ มาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง

สำหรับเป้าหมายการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรคือ ไม่น้อยกว่า 15,720 ราย และสร้างชุมชนเกษตรต้นแบบปลอดการเผารวม 140 แห่ง แบ่งเป็นพื้นที่เดิมที่เคยส่งเสริมในปี 2559  – 2560 จำนวน 70 แห่ง และพื้นที่ดำเนินการใหม่ในปี 2561 อีกจำนวน 70 แห่ง ในพื้นที่ 331 ตำบล 10 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ และตาก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมรณรงค์ เพื่อลดการเผาในพื้นที่การเกษตรอีก 16  จังหวัด คือ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และอุดรธานี เพื่อให้เกษตรกรตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำการเกษตรแบบปลอดการเผาและลดการเผาได้อย่างเป็นรูปธรรมในระดับประเทศ

ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดฝึกอบรมพัฒนาความรู้และทักษะเชิงกระบวนการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ทั้งในด้านความรู้ทางวิชาการ ผลกระทบจากปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร เทคโนโลยีการเกษตรปลอดการเผา รวมถึงระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติงานเตรียมพร้อมรับมือช่วงวิกฤตหมอกควัน ปี 2561 ให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขต สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์ปฏิบัติการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม รวม 78 ราย

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดประสานความร่วมมือและเชื่อมโยงการทำงานเพื่อสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ตลอดจนสั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ดำเนินงานได้บรรลุเป้าหมายรวมถึงเน้นย้ำ กระตุ้นเตือน และสร้างจิตสำนึกแก่เกษตรกรในช่วงวิกฤติปัญหาหมอกควันในช่วงหน้าแล้ง

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ“สานต่อ รักษ์พอเพียง” สืบสานพระราชปณิธานพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311670

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ“สานต่อ รักษ์พอเพียง” สืบสานพระราชปณิธานพ่อ

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ“สานต่อ รักษ์พอเพียง” สืบสานพระราชปณิธานพ่อ

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) ปทุมธานี เตรียมจัดงาน “สานต่อ รักษ์พอเพียง”เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน  ในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ไปประยุกต์นำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 3 – 4 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช(นวนคร) ริมถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี
นางจารุรัฐ  จงพุฒิศิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดเผยว่า            “การจัดงานตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ทางพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ได้จัดต่อเนื่องมาทุกวันเสาร์และอาทิตย์สัปดาห์แรกของเดือน สำหรับเดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นเดือนที่อบอวลไปด้วยความสุขและการแสดงถึงความรักความห่วงใยความปรารถนาดี การจัดงานครั้งนี้พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ มุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธานในหลวง รัชกาลที่ 9 ดังพระราชปณิธานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สืบสาน รักษา ต่อยอด โดยเฉพาะด้านการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายทั้งนิทรรศการ และการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง การอบรมเชิงปฏิบัติการ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าผลผลิตเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงตามฤดูกาลที่นำมาให้เลือกซื้อกันอย่างมากมาย และต้นไม้ พันธุ์ไม้นานาพรรณ รวมกว่า 100 ร้านค้า จากเกษตรกรตัวจริง

“เรียนรู้ “สานต่อ รักษ์พอเพียง” เรียนรู้เส้นทางความรักที่ยิ่งใหญ่ของพ่อจากหลากหลายเรื่องราวที่พร้อมนำเสนอให้ทุกคนที่เข้ามาชมได้สัมผัสถึงความรักความห่วงใยที่พ่อมีให้ลูกๆ มาตลอด 70 ปี เพื่อให้เป็นพลังใจร่วมสืบสานพระราชปณิธานจากสิ่งที่พ่อทำไว้
รักเกษตรรักพอเพียง จากคนต้นแบบผ่านหลักสูตรการอบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการที่เป็นจริง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น …“รักเกษตรผลิตผักสลัดอินทรีย์” เรียนรู้วิธีสร้างสุขกับอาชีพปลูกผักสลัดอินทรีย์ จาก 2 วิศวกร ป.โท คุณอภิชาต ศุภจรรยารักษ์ และคุณศิริพรรณ คำแน่น… …“รักดิน ดูแลดิน สร้างอาหารให้พืช” เรียนรู้และเข้าใจหลักสำคัญของการปรับปรุงบำรุงดิน และการสร้างจุลินทรีย์เพื่อสร้างเป็นอาหารให้แก่พืช จากอาจารย์ปรีชา บุญท้วม ปราชญ์เกษตรผู้นำดินหอมแห่งเขาชะเมา  เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ระยอง…  …“ผักจิ๋วแต่แจ๋ว (ไมโครกรีน)” อาจารย์คมสัน  หุตะแพทย์ บรรณาธิการวารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ เรียนรู้การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ เทคนิคการเพาะ การดูแล และการเก็บเกี่ยว…
…“สวนเกษตรครึ่งไร่พึ่งตนเอง” จากอดีตมนุษย์เงินเดือน เลือกลาออกทิ้งงานประจำกลับเมืองจันท์เนรมิตที่ครึ่งไร่ ทำกินตามแนวเกษตรพอเพียง เรียนรู้การทำเกษตรผสมผสาน การบริหารจัดการพื้นที่ สร้างความมั่นคง อย่างพอเพียง พบเกษตรกรคู่รัก คุณฌาณิสา แก้วอยู่ และคุณเกรียงศักดิ์ บุญขุนยัง… และอีกหลายวิชา           “เลี้ยงปูนาสร้างอาชีพ” “ไก่อารมณ์ดีสร้างรายได้” “กำจัดศัตรูพืชด้วยวิถีธรรมชาติ” “วนเกษตรสร้างอาชีพ” “คุกกี้มะนาวสื่อรัก” “รักต้นไม้ เรียนรู้การขยายพันธุ์พืช” “ดอกไม้สมุนไพรดับกลิ่นเพื่อสุขภาพ” “การทำฮอร์โมนจากหัวไชเท้า” เป็นต้น
สนุกเพลิดเพลิน  พร้อมสาระความรู้ ประดิษฐ์ดอกไม้กระดาษเพื่อมอบให้คนที่คุณรักเป็นของขวัญจากใจ เพลิดเพลินและสนุกกับการแสดงในวิถีเกษตร และบทเพลงแห่งรักมากมาย
ชมนิทรรศการพิพิธภัณฑ์ในอาคาร ราคาพิเศษ !!! พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์วิถีน้ำ พิพิธภัณฑ์ดินดล พร้อมรับชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ
เอาใจคนรักการช้อป อาหารคาวหวานเพื่อสุขภาพ ข้าว ปลา อาหารอินทรีย์ปลอดภัย ต้นไม้ พรรณไม้  และพืชผักสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อดูแลตนเองและคนที่เรารัก จากพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ทั่วประเทศ
สอบถามรายละเอียดได้ที่ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนพหลโยธิน กม.46-48 ตรงข้าม       รพ.การุญเวช (นวนครเดิม) จ.ปทุมธานี โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 09-4649-2333, 08-7359-7171 หรือคลิกดูที่www.wisdomking.or.th และทาง facebook/ Instagram:wisdomkingfan และ Line: @wisdomkingfan

วช. ประกาศผล 5 นักวิจัยดีเด่น ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ปี2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311640

วช. ประกาศผล 5 นักวิจัยดีเด่น ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ปี2561

งานวันนักประดิษฐ์, วันนักประดิษฐ์

วช. ประกาศผล 5 นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และรางวัลดีเด่นด้านงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ พร้อมโชว์ผลงานในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2561 ที่ไบเทค บางนา

              สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ แถลงข่าว “รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลผลงานวิจัย รางวัลวิทยานิพนธ์ ประจำปี 2560 รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2561” และการจัดงาน“วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2561 ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ห้อง Silk 1 – 2 ชั้น 2 ฝั่ง Event Hall 98 – 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการแถลงข่าว เวลา 11.00 น.
ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์กล่าวว่าจากการพิจารณาคัดเลือกรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติในปีนี้ วช. ได้มอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 5 ท่าน โดย สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.เสริม จันทร์ฉาย จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ ดร.ประสิทธิ์ ภวสันต์ จากคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ ทองสง จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ได้แก่ ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.มงคล เตชะกำพุ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาขาการศึกษา ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.บุญเรียง ขจรศิลป์
สำหรับรางวัลผลงานวิจัยมีผลงานที่ได้รับรางวัล รวม 33 ผลงาน รางวัลระดับดีเด่น จำนวน 2 ผลงานได้แก่ ผลงานห้องปฏิบัติการระบบของไหลจุลภาคบนชิปที่มีวัสดุนาโนประกอบรวมสำหรับการวิเคราะห์ทางเคมีอย่างรวดเร็ว ของ ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ จากศูนย์นวัตกรรมการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์อินทรีย์ (TOPIC) ผลงานการบูรณาการองค์ความรู้ด้านไวรัสพันธุศาสตร์เชิงวิวัฒนาการระบาดวิทยาเชิงโมเลกุล และวิทยาการภูมิคุ้มกันเพื่อแก้ไขปัญหาการติดเชื้อไวรัสพีอีดีแบบเรื้อรังในสุกร ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.เดชฤทธิ์ นิลอุบล จากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ส่วนรางวัลวิทยาพนธ์ มีผลงานที่ได้รับรางวัล จำนวน 38 เรื่อง รางวัลระดับดีเด่น จำนวน 1 เรื่อง ได้แก่ การควบคุมระบบโพรฟีนอลออกซิเดสในกุ้งกุลาดำ ของ ดร.จันทิวรรณ ศุทธางกูร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นอกจากนี้ยังมีรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ที่ได้รับรางวัล จำนวน 51 ผลงาน มีผลงานที่ได้รับรางวัลระดับดีเด่น จำนวน 1 ผลงาน ได้แก่ ชุดอุปกรณ์รับประทานข้าวเหนียว ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาชัญ นักสอน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวอีกว่า ผลงานที่ได้รับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลผลงานวิจัย รางวัลวิทยานิพนธ์ ประจำปี 2560 รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2561 จะมีพิธีมอบรางวัลในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561 โดย พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561 ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ซึ่ง วช. จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นครั้งที่ 20 แโดยในปีนี้จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร ภายใต้รูปแบบกิจกรรม “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม” เพื่อเป็นการนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมพร้อมใช้และความก้าวหน้าด้านการประดิษฐ์คิดค้นของประเทศให้เกิดการขยายผลและนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ

มกอช.หนุนปลูกนา”ถั่วลิสง’ ” แนะเป็นทางเลือกใหม่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311359

มกอช.หนุนปลูกนา”ถั่วลิสง’ ” แนะเป็นทางเลือกใหม่เกษตรกร

dv=., ถั่วลิสง

มกอช.หนุนปลูกนา”ถั่วลิสง’ ” แนะเป็นทางเลือกใหม่เกษตรกร

 

นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า  ใน2560  มกอช. ได้ส่งเสริมการปลูกถั่วลิสงหลังนาในพื้นที่ 5 อำเภอ ของจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ อำเภอเมือง ม่วงสามสิบ เขื่องใน ตระการพืชผล และอำเภอนาเยีย  พื้นที่นำร่อง จำนวน 200  ไร่ เกษตรกร 130 ราย โดยเน้นพื้นที่ที่ได้รับการรับรองข้าว GAP  เพื่อต่อยอดการรับรองมาตรฐาน GAP ถั่วลิสง ในส่วนของ มกอช. ได้จัดฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการผลิตถั่วลิสงตามมาตรฐาน GAP แก่เกษตรกร  รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบรับรองมาตรฐานการผลิต การเก็บเกี่ยวและการรักษาคุณภาพหลังเก็บเกี่ยว และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ตลาดมีความต้องการสูง และไรโซเบียม เป็นต้น ตลอดจนช่วยประสานเชื่อมโยงกับผู้รับซื้อเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรด้วย

ผลการส่งเสริมรอบการผลิตแรก ในต้นปี 2560 ปรากฏว่า เกษตรกรได้ผลผลิตถั่วลิสงหลังนาเฉลี่ย 196 กิโลกรัม/ไร่ บางรายที่มีระบบการจัดการแปลงดีได้ผลผลิตสูงถึง 620 กิโลกรัม/ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายถั่วลิสงสูงถึง 10,000 บาทต่อ 1ไร่   ซึ่ง บางส่วนมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงไว้ทำพันธุ์ในฤดูกาลถัดไป ขณะเดียวกันถั่วลิสงยังเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกข้าวในรอบการผลิตหน้า นอกจากนั้น จังหวัดอุบลราชธานียังมีความสนใจรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกถั่วลิสงหลังนาเพิ่มขึ้นด้วย

ปี 2561 นี้ มกอช. จึงได้มีแผนขยายผลต่อยอดโครงการพัฒนาการปลูกถั่วลิสงหลังนาข้าวตามมาตรฐาน GAP ในพื้นที่นาข้าวแปลงใหญ่จังหวัดอุบลราชธานี  ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งส่งเสริมการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยหลังการทำนา เพื่อทดแทนและลดการทำนาปรังโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนจำกัด และสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรหลังเก็บเกี่ยวข้าว ทั้งยังเป็นการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด และลดการทิ้งถิ่นฐานอพยพเข้ามาใช้แรงงานเมืองใหญ่ในช่วงฤดูแล้ง

เบื้องต้นมีเป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกถั่วลิสงหลังนาไปยังพื้นที่นาข้าวแปลงใหญ่ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพิบูลมังสาหาร ตระการพืชผล เขื่องใน และอำเภอศรีเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่า จะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปลูกถั่วลิสงหลังนาเพิ่มขึ้นเป็น 300 ราย พื้นที่ 500 ไร่ โดย มกอช. ได้ฝึกอบรมให้ความรู้การปลูกถั่วลิสงตามมาตรฐาน GAP เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9 และไรโซเบียม เกษตรกรจะเร่งเตรียมดินและเริ่มทยอยปลูกถั่วลิสงหลังนาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2560 นี้ โดยทั้งนี้ มกอช. ตั้งเป้าหมายพื้นที่ปลูกได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ไม่น้อยกว่า 60% ของพื้นที่ทั้งหมด และได้ผลผลิตถั่วลิสงคุณภาพเพิ่มขึ้น 150,000 กิโลกรัม ซึ่งจะทยอยออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมีนาคม 2561 เป็นต้นไป สามารถช่วยลดการนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงจากต่างประเทศได้ส่วนหนึ่ง

เกษตรฯ ผนึกกำลัง “เปลี่ยนเปลือกให้เป็นปุ๋ย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311061

เกษตรฯ ผนึกกำลัง “เปลี่ยนเปลือกให้เป็นปุ๋ย”

เกษตร

เกษตรฯ ผนึกกำลัง “เปลี่ยนเปลือกให้เป็นปุ๋ย”

 

​​นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำทีมข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเครือข่ายประชารัฐ จัดกิจกรรม “คืนชีวิตให้แจ่ม” ณ อ.แม่แจ่มจ.เชียงใหม่ นำศาสตร์ด้านการฟื้นฟูดินด้วยการ “ห่มดิน” โดยนำวัสดุอินทรีย์มาปกคลุมดินไว้เพื่อรักษาความชื้นในดินและเพิ่มอินทรียวัตถุ พร้อมทั้งชักชวนเครือข่ายจิตอาสากว่า 900 คนนำข้าวโพดมาห่มดิน ราดด้วยน้ำหมักรสจืด ได้ประโยชน์ 3 ต่อ ปริมาณซังข้าวโพด เพิ่มปุ๋ยอินทรีย์ หยุดปัญหาหมอกควัน ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 4 พันล้านบาท (ข้อมูลจาก ม.เชียงใหม่)

นายวิวัฒน์กล่าวว่า  ​ปัญหาหมอกควันจากการเผาซังข้าวโพดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมาตรการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการในหลายปีที่ผ่านมา คือการลดปริมาณตอซัง การประกาศ 60 วันห้ามเผา ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ถึง 20 เมษายนและมาตรการยั่งยืนโดยการเร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์ จัดระเบียบพื้นที่ป่าไม้กับชุมชน โดยกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ตามกลไกประชารัฐและอีกแนวทางหนึ่งที่สำคัญคือ การรณรงค์ให้เกษตรกรตระหนักถึงคุณค่าของ “ดิน” โมเดลดังกล่าวรู้จักกันในนาม “แม่แจ่มโมเดล”

​            ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการ “แม่แจ่มโมเดล” ในปี 2559 ถือเป็นครั้งแรกที่ฮอตสปอต(จุดวัดความร้อน) ที่แม่แจ่มต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์สามารถลดจุดความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้หรือฮอตสปอตลงไปได้กว่า 90% จากที่เคยเกิดราว 240 จุด เหลือเพียง 9 จุด (ข้อมูล ณ วันที่ 29 มีนาคม 2559) สำหรับในปีนี้ได้ตั้งเป้าพัฒนา “คน” โดยกระบวนการ “เอามื้อสามัคคี” โดยการระดมจิตอาสาทุกภาคส่วน                                              ทั้ง รัฐ เอกชน ประชาชน ประชาสังคม ศาสนาและสื่อมวลชน เข้าร่วมลงมือทำไปพร้อมๆ กับการกระตุ้นให้กำลังใจ โดยมุ่งปรับวิธีคิดของแกนนำชาวบ้านที่มีความสนใจและเยาวชนในระดับในโรงเรียนต้นแบบที่มีการจัดการเรียนการสอนเน้นการสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับผู้เรียนให้เรียนรู้การปรับเปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาทำทฤษฎีใหม่ประยุกต์ เป็นการบูรณาการศาสตร์ด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลงปฏิบัติจริงในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริให้เราปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกเนื่องจากป่าโดยธรรมชาติเพียงแค่ไม่เข้ามาเผา หรือมารุกรานก็จะฟื้นตัวได้โดยตนเอง และเร็วกว่าการปลูกหลายเท่า  กระทรวงเกษตรฯ จึงสนับสนุนให้ประชาชนร่วมกันปลูกป่าในพื้นที่แม่แจ่ม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใหญ่มากและน่าเป็นห่วงที่สุด มีการเผาป่า เผาซังข้าวโพดมากเกือบแสนตัน

อย่างไรก็ตาม การที่จะให้ชาวบ้านหยุดเผาซังข้าวโพด นั่นคือต้องสนับสนุนให้ชาวบ้านมีอาชีพ ต้องมีพอกิน พออยู่ พอใช้ โดยใช้ที่ดินของตนเก็บน้ำเก็บความสมบูรณ์ของดินเอาไว้ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะเข้ามาให้คำแนะนำแก่เกษตรอย่างต่อเนื่อง เพราะหากดินและน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ ก็จะทำให้ได้ผลผลิตสูง ขายได้ราคาดีและน้ำก็จะไม่ท่วม ในวันนี้จึงได้ชักชวนชาวบ้านมาร่วมกันสามัคคีในการเปลี่ยนเปลือกให้เป็นปุ๋ย โดยบูรณาการร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานอื่นๆ ทั้งนี้สิ่งสำคัญอยู่ที่ความสามัคคี หากสามัคคีกันมากก็สามารถหยุดการเผาตอซังได้มากและหากหยุดที่นี่ได้ในส่วนพื้นที่อื่นๆก็ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว” ดร. วิวัฒน์ กล่าว

ด้าน ​​นายปราโมทย์ ยาใจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้รณรงค์ให้เกษตรกรนำซังข้าวโพดมาหมักทำปุ๋ยสูตรพระราชทานอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรอย่างมาก และเป็นแนวทางที่จะช่วยลดปัญหาภัยพิบัติหมอกควันเนื่องจากการเผาซังข้าวโพด ประหยัดค่าขนส่งเพื่อนำซังข้าวโพดไปทิ้ง เกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้ต้นข้าวโพดที่เก็บผลผลิตแล้ว หรือวัสดุอินทรีย์อื่นๆ ห่มคลุมดิน ราดรดด้วยน้ำหมักที่ทำจากวัสดุธรรมชาติรสจืด เช่น ต้นกล้วย ผักต่างๆ กับสารเร่งซุปเปอร์พด. 2 ของกรมพัฒนาที่ดิน ราดรดในอัตราส่วน 1:200 เพื่อเร่งอัตราการย่อยซังข้าวโพดให้เป็นปุ๋ย วิธีนี้จะช่วยฟื้นฟูดินได้จริง

กิจกรรม “เปลี่ยนเปลือกให้เป็นปุ๋ย” เป็นกิจกรรมในโครงการคืนชีวิตให้แจ่ม กิจกรรมที่ 2ต่อเนื่องจากโครงการ เอามื้อจอบแรก – รักเธอเสมอดาว ที่ดอยเสมอดาว จังหวัดน่าน เพื่อให้ความรู้เกษตรกรและเครือข่ายผู้สนใจร่วมกันนำศาสตร์พระราชาที่ได้เรียนรู้ลงมือทำทันทีในพื้นที่โรงเรียน และขยายผลไปยังเกษตรกรผู้สนใจ หวังสร้างการขยายผลทั่วประเทศเตรียมตั้งกลไกความร่วมมือทุกภาคส่วนในพื้นที่สานต่อแม่แจ่มโมเดลหยุดปัญหาการชะล้างหน้าดินและหมอกควันเป็นต้นแบบการจัดการดินด้วยศาสตร์พระราชาที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

​           ขณะที่ปัจจุบันปัญหาของพื้นที่ต้นน้ำยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ อ.แม่แจ่มจ.เชียงใหม่ ประสบกับปัญหาการพังทลายของหน้าดินและการสูญเสียหน้าดินสูง เนื่องจากภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงชันนอกจากนั้นยังประสบกับปัญหาการกัดเซาะของน้ำและลมตามธรรมชาติ การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสมและขาดความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างถูกต้องจนเกิดการรุกล้ำพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวมากขึ้นผลกระทบที่เกิดจากการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ได้แก่ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่สามารถเพาะปลูกได้ดีเท่าเดิม เกิดร่องน้ำขึ้นเป็นจำนวนมาก ความชื้นในดินไม่สมดุลดินจะแห้งแล้งอย่างรวดเร็วทำให้ปริมาณจุลินทรีย์ในดินลดลงส่งผลทำให้ผลผลิตลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้นจนถึงทำให้เกิดอุทกภัยอย่างร้ายแรงนำมาสู่การที่รัฐต้องชดเชยเงินเป็นจำนวนมากให้กับเกษตรกร

​ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสภาพแวดล้อมอีกประการคือ ปัญหาหมอกควัน จากการเผาทำลายซังข้าวโพดซึ่งมีปริมาณเป็นจำนวนมาก เฉพาะอำเภอแม่แจ่มพบว่ามีซังและเปลือกข้าวโพดรวมกันถึง 9,000 ตัน ผลกระทบเรื่องหมอกควันส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของคนทั้งภูมิภาค และสภาพแวดล้อมโดยรวมของประเทศ ซึ่ง​พื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีความตะหนักถึงปัญหาดังกล่าวและพยายามหานาทางเพื่อแก้ไขและลดปัญหาดังกล่าวให้เบาบางลง จึงริเริ่มโครงการ คืนชีวิตให้ “แจ่ม” ซึ่งเป็นโครงการที่จะน้อมนำศาสตร์พระราชาชมาส่งเสริมและให้ความรู้ เพื่อปลูกจิตสำนึกให้แก่ชุมชนทั้งเกษตรกร เยาวชนและคนในพื้นที่เพื่อให้คนอยู่กับป่า ให้ป่าอยู่กับคนได้อย่างยั่งยืน เพื่อชีวิตที่เป็นสุขและสังคมที่น่าอยู่ยิ่งๆ ขึ้นไป

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบการทำพื้นที่ทฤษฎีใหม่ประยุกต์บนพื้นที่สูง เพื่อการบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า ตามศาสตร์พระราชา การหยุดปัญหาหมอกควันและลดการพังทลายของหน้าดิน ด้วยหลักกสิกรรมธรรมชาติการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเกิดประสิทธิภาพสูง

สำหรับพื้นที่เป้าหมาย คือ บ้านสองธาร ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม และโรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า บ้านดอยสันเกี๋ยง ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ส่วนกลุ่มเป้าหมาย คือ แกนนำชาวบ้านที่มีความสนใจจะปรับเปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาทำทฤษฎีใหม่ประยุกต์

​         และเยาวชนในระดับในโรงเรียนต้นแบบที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบ PBL (Project Base Learning) เน้นการสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับผู้เรียน โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเอามื้อสามัคคีจำนวน ​500 คน

อ่างฯนฤบดินทรจินดา ช่วยเสริมศักยภาพและป้องกันน้ำเค็มรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/311029

อ่างฯนฤบดินทรจินดา ช่วยเสริมศักยภาพและป้องกันน้ำเค็มรุก

กรมชล

อ่างฯนฤบดินทรจินดา ช่วยเสริมศักยภาพและป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำแม่น้ำบางปะกง

 

        นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในช่วงฤดูแล้งของทุกปี กรมชลประทาน ได้วางมาตรการควบคุมความเค็มในแม่น้ำบางปะกง โดยวางแผนใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำที่ตั้งอยู่ทางตอนบนของลุ่มน้ำบางปะกง อาทิ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำคลองระบม อ่างเก็บน้ำพระปรง อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล และอ่างเก็บน้ำคลองพระสทึง เป็นต้น เพื่อควบคุมความเค็มไม่ให้รุกล้ำเข้ามาส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำ แต่ในบางปีปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างฯเหล่านี้ มีไม่เพียงพอที่จะระบายลงมาเจือจางความเค็มได้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้บางปีความเค็มรุกล้ำเข้าไปถึงบริเวณอ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ระยะทางกว่า 190 กิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ที่ไม่สามารถนำน้ำประปามาฟอกเลือดและล้างเครื่องมือทางการแพทย์ได้ ต้องขอสนับสนุนน้ำสะอาดจากภาครัฐและเอกชน

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่กรมชลประทาน ได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา       อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี สามารถเก็บกักน้ำได้ตั้งแต่เมื่อปี 2559 เป็นต้นมา ทำให้ลุ่มน้ำบางปะกงมีแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น ช่วยเสริมศักยภาพการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกงได้มากยิ่งขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าในช่วง     ฤดูแล้ง ปี 2560  และปี 2561 ค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกงบริเวณอ.เมือง จ.ปราจีนบุรี อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่เพิ่มสูงขึ้นดังเช่นหลายๆปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาฯ ลงมาช่วยควบคุมค่าความเค็ม ทำให้บริเวณอ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ไม่มีปัญหาในเรื่องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรและผลิตประปาเหมือนดังอดีตที่ผ่านมา

สำหรับสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกง ปัจจุบัน(27 ม.ค. 61) ค่าความเค็มบริเวณอ.เมือง จ.ปราจีนบุรี อยู่ในเกณฑ์ปกติ  ส่วนที่เขื่อนทดน้ำบางปะกง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา วัดได้เพียง 0.26 กรัมต่อลิตร และบริเวณอ.เมืองฉะเชิงเทรา วัดได้ 0.30 กรัมต่อลิตร การประปาส่วนภูมิภาคสาขาฉะเชิงเทรา  กลุ่มเกษตรกร และทุกภาคส่วน  ยังสามารถใช้น้ำจากแม่น้ำบางปะกงทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ

สหกรณ์ร่วมจัดนิทรรศการความก้าวหน้าสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/310900

สหกรณ์ร่วมจัดนิทรรศการความก้าวหน้าสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ

สหกรณ์ร่วมจัดนิทรรศการความก้าวหน้าสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ

ในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ 61 ระหว่าง 30 ม.ค. – 5 ก.พ. 2561 ณ อ.ส.ค. มวกเหล็ก จ.สระบุรี
กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมแสดงนิทรรศการในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ปี 2561 ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 5 ก.พ. นี้ ณ  องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย  จังหวัดสระบุรี  นำเสนอความก้าวหน้าธุรกิจสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ  พร้อมสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนม  พัฒนาห่วงโซ่การผลิตจนถึงการตลาด ตั้งแต่การสนับสนุนปรับปรุงมาตรฐานฟาร์มโคนม             สู่ระบบ GAP การพัฒนาศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและโรงงานแปรรูปนมของสหกรณ์ เพิ่มความหลากหลายผลิตภัณฑ์นม เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภค เตรียมขยายตลาดนมสหกรณ์สู่ประเทศเพื่อนบ้าน
นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า  วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ
ซึ่งนับเป็นวันสำคัญยิ่งต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งชาติ (อสค.) ได้จัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติเป็นประจำทุกปี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  รัชกาลที่ 9  และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
พระผู้พระราชทานและพระผู้สืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทย ตลอดจนเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ด้านกิจการโคนมระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐบาล เอกชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2561 ณ บริเวณองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย  อ.มวกเหล็ก  จ.สระบุรี
กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการเพื่อนำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินของการพัฒนาธุรกิจสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ ปัจจุบันมีสหกรณ์โคนมจำนวน  100  แห่ง รวบรวมน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้วันละ 2,030 ตัน  ซึ่งปริมาณน้ำนมดิบที่ผ่านเข้าสู่กระบวนการรวบรวมและแปรรูปของสหกรณ์โคนม คิดเป็น 61 % ของปริมาณน้ำนมดิบทั้งประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาห่วงโซ่                โคนมของสหกรณ์ ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง

สำหรับในส่วนต้นทาง กรมฯ ได้สนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์โคนมปรับปรุงมาตรฐานฟาร์มให้เข้าสู่ระบบ GAP โดยในปี 2560 ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) 80 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 เป็นสินเชื่อปรับปรุงฟาร์มของสมาชิกสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน GAP ส่งผลให้ปัจจุบันฟาร์มของสมาชิกสหกรณ์โคนมได้รับการรับรองมาตรฐาน  GAP แล้วจำนวน 2,927 แห่ง จากทั้งหมด 5,125 แห่ง และในปี 2561 ได้จัดสรรวงเงินเพิ่มเติมอีก 300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาการผลิตน้ำนมโคคุณภาพและขุนแม่โคนมปลดระวางรวมถึงโคเพศผู้              เพื่อเปลี่ยนถ่ายโคคุณภาพเข้าสู่ฟาร์มของสมาชิกสหกรณ์
สำหรับการพัฒนาระดับกลางน้ำของห่วงโซ่โคนม ได้สนับสนุนสินเชื่อเพื่อปรับปรุงศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ                 ของสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน GMP ปัจจุบันได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว 120 แห่ง ยกระดับโรงงานแปรรูปน้ำนมของสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน GMP ISO  ฮาลาลและมีระบบควบคุมคุณภาพ HACCP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์นมโคของสหกรณ์ต่อผู้บริโภค ในส่วนปลายน้ำ จะมุ่งไปที่การแปรรูปน้ำนมดิบ            โดยโรงนมของสหกรณ์ ให้เป็นผลิตภัณฑ์นมชนิดต่าง  ๆ โดยการเพิ่มความหลากหลายและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคตามยุคสมัย อาทิ นมพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ต นมยูเอชที ไอศกรีม นมเปรี้ยว นมอัดเม็ด นมผง เป็นต้น            พร้อมทั้งสนับสนุนการขยายช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์นมสหกรณ์โดยการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าร่วมกับตลาด Hypermarket ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ  และส่งจำหน่ายภายในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศลาว เมียนมา เวียดนามและกัมพูชา

นอกจากนี้ กรมฯยังได้จัดทำโครงการสานต่ออาชีพพระราชทานการเลี้ยงโคนม เพื่อสนองแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในคราวที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด เมื่อปี 2557 และได้มีพระกระแสรับสั่งความตอนหนึ่งว่า “ต้องปลูกฝังลูกหลานสมาชิก ให้รักอาชีพการเลี้ยงโคนม มีผู้สืบทอดการเลี้ยงโคนมและมีการอบรมส่งเสริมให้ความรู้ในการเลี้ยงโคนม”  กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการความร่วมมือทางการศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสานต่ออาชีพพระราชทาน โดยได้จัดสรรทุนการศึกษาจากดอกผลของเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่บุตรหลานสมาชิกสหกรณ์โคนม จำนวน 10.080 ล้านบาท เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี                     สาขาสัตวแพทยศาสตร์  จำนวน 14 ทุน

โดยเริ่มต้นในปีการศึกษา 2561 นี้ เพื่อให้ทายาทของสมาชิกสหกรณ์โคนม              ได้นำความรู้กลับไปพัฒนาฟาร์มและธุรกิจสหกรณ์โคนมให้สร้างความมั่นคงให้กับอาชีพนี้คงอยู่กับประเทศไทยต่อไป ภายในบริเวณพื้นที่นิทรรศการของกรมส่งเสริมสหกรณ์จะมีการจัดแสดงสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมจากจังหวัดต่าง ๆ และการสาธิตการผลิตภัณฑ์นมที่มีส่วนผสมของข้าวสังข์หยด ของสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด จังหวัดพัทลุง จึงขอเชิญชวนให้ผู้สนใจเข้าร่วมชมงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2561 ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 5 ก.พ. 2561 นี้ ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และเชิญเยี่ยมชมนิทรรศการการส่งเสริมสหกรณ์โคนมโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ภายในงานครั้งนี้ด้วย

วิทยุม.ก. ผนึกUNDP พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/310891

วิทยุม.ก. ผนึกUNDP พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ

วิทยุม.ก. ผนึกUNDP พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน”

               ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วมประชุม นำเสนอแผนการดำเนินงาน ร่วมอภิปรายและให้ข้อคิดเห็น กับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และองค์กรร่วมจาก 50 หน่วยงาน ที่จับมือร่วมกันดำเนิน “โครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน” โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อดโลก ร่วมกับ สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP วันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2561 เวลา 09.00 น. ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพ

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาสภาวการณ์โลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น การปรับตัวต่อผลกระทบและการลดก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นเรื่องจำเป็นของประเทศที่จะต้องมีการพัฒนาโครงการที่จะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) ให้บรรลุผลตามความมุ่งหมาย ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถ และศักยภาพในการแข่งขันของภาคเอกชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินโครงการที่มีส่วนช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ซึ่งในเบื้อนต้นได้กำหนดทิศทางดำเนินโครงการรณรงค์ไปยังเทศบาล 4 แห่ง ประกอบด้วย เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลนครเกาะสมุย และเทศบาลนครนครราชสีมา โดยตั้งเป้าที่ต้องการจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 177,000 ตัน ทั้ง 4 เทศบาล จนสิ้นสุดโครงการ โดยทางสถานีวิทยุ ม.ก. ได้รับมอบหมายในด้านการประชาสัมพันธ์รณรงค์ในพื้นที่ 4 เทศบาล ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่มีสุขภาพที่ดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี อีกทั้ง เป็นการช่วยลดสภาวะโลกร้อน

เกษตรฯ จัดงานกระบือแห่งชาติส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/310882

เกษตรฯ จัดงานกระบือแห่งชาติส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ

ควายไทย

เกษตรฯ จัดงานกระบือแห่งชาติส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ

              นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดงานกระบือแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ในงานวันเกษตรภาคอีสาน ประจำปี 2561 ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิเครือเจริญโภคภัณฑ์ ศูนย์สนเทศทางกระบือนานาชาติ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จัดงานกระบือแห่งชาติครั้งที่ 22 ประจำปี 2561 ขึ้น ในระหว่างวันที่ 26 – 27 มกราคม 2561 ภายใต้คำขวัญ “ควายไทยเอกลักษณ์ของชาติ สืบสานปณิธานพ่อ” เพื่อเป็นการดำเนินการกระตุ้นส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสนใจและเห็นความสำคัญในอาชีพการเลี้ยงกระบือของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมการจัดการประกวดกระบือ ซึ่งดำเนินการจัดงานประกวดระดับชาติมาจนถึงครั้งที่ 22 แล้ว ทำให้เกษตรกรได้รับความรู้ในการพัฒนาอาชีพ และกระบือไทยได้รับการพัฒนาทำให้มีขนาดและน้ำหนักมากขึ้นจากเดิม รวมทั้งสามารถคงเอกลักษณ์ของควายไทย จากภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและความร่วมมือในการพัฒนาทั้งภาครัฐและเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือได้เป็นอย่างดี

“การจัดงานกระบือแห่งชาติในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้การพัฒนาการเลี้ยงกระบือของประเทศเป็นไปอย่างกว้างขวาง มีประสิทธิภาพ เกษตรกรผู้เลี้ยงมีผลกำไร เกิดการพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิต มีเนื้อและผลิตภัณฑ์จากกระบือออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคไม่แตกต่างจากเนื้อโค ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอาชีพการเลี้ยงกระบือของเกษตรกรอย่างเต็มที่ต่อไป” นายธนิตย์ กล่าว

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การประกวดกระบือ โดยได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี สำหรับกระบือที่ชนะเลิศประเภทแกรนด์แชมป์ 2 รางวัล คือ แกรนด์แชมป์เพศผู้และเพศเมีย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแสดงพันธุ์สัตว์ นิทรรศการความรู้ด้านปศุสัตว์ การแสดงผลิตภัณฑ์สัตว์ และการจำหน่ายผลผลิตปศุสัตว์จากประชารัฐด้วย

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2522 กระบือในประเทศมีจำนวนมากถึง 6 ล้านตัว และหลังจากนั้นมีจำนวนลดลงทุกปี เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่หันไปใช้เครื่องจักรกลแทน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขาดแคลนพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ขาดแคลนแรงงาน กระบือมีขนาดเล็กลงจากการผสมพันธุ์แบบเลือดชิด และเกษตรกรขาดความรู้ในการปรับปรุงพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ที่ถูกต้อง ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2538 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์จึงได้ริเริ่มให้มีการจัดงานกระบือแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการกระตุ้นส่งเสริมให้เกษตรกรเห็นความสำคัญและกลับมาเลี้ยงกระบือให้มากขึ้น รวมทั้งมุ่งหวังให้เป็นเวทีในการถ่ายทอดความรู้ในการปรับปรุงและคัดเลือกพันธุ์ และการจัดการเลี้ยงดูกระบือที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

กยท.แจงประเด็นมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/310740

กยท.แจงประเด็นมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยาง

นายธีธัช สุขสะอาด

กยท.แจงประเด็นมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางไม่ทำให้ไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยดำเนินการมาตรฐาน AETS โดยประกาศลดการส่งออกยางพาราร่วมกับอีก 2 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มาแล้วรวม 4 ครั้ง ครั้งแรกปี 2544 ทั้ง 3 ประเทศ ควบคุมการส่งออก 700,000 ตัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 36.38 เซ็นต์สหรัฐต่อกิโลกรัม คิดเป็น 75.07% ครั้งที่ 2 ในเดือนมกราคม – ธันวาคม 2552 ส่งออกลดลง 700,000 ตัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น 156.43 เซ็นต์สหรัฐ/กิโลกรัม คิดเป็น 127.94% ในช่วงปลายปี 2552 ครั้งที่ 3 ระหว่างเดือนตุลาคม – มีนาคม 2556 ลดการส่งออกจำนวน 300,000 ตัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น 15.1 เซนต์สหรัฐ/กิโลกรัม คิดเป็น 5.24% และครั้งที่ 4 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ลดการส่งออก จำนวน 615,000 ตัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น 96.67 เซนต์สหรัฐ/กิโลกรัม คิดเป็น 72.30% เห็นได้ว่าจาก 4 ครั้งที่ ผ่านมา มาตรการลดการส่งออกของทั้ง 3 ประเทศ ทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นในปี 2561 สภาไตรภาคีระหว่างประเทศ (ITRC) จึงมีเป้าหมายควบคุมการส่งออกยาง 350,000 ตัน ซึ่งไม่ได้สูงกว่าการดำเนินการทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมา
นายธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการคาดการณ์ปริมาณยางที่จะออกสู่ตลาดของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดในช่วงมกราคม – มีนาคม 2561 ไทยจะมีผลผลิต จำนวน 915,630 ตัน ซึ่งการดำเนินมาตรการ AETS ช่วยยกระดับราคายางให้สูงขึ้น 30 % และส่งผลให้เกษตรกรขายยางได้ในราคาที่สูงกว่าต้นทุน เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยไม่ทำให้ประเทศชาติสูญเสียทางเศรษฐกิจตามที่มีผู้ให้ข่าวแน่นอน
อย่างไรก็ตาม โครงการควบคุมการส่งออกในปี 2561 เป็นการดำเนินการระยะสั้น 3 เดือน ตั้งแต่ มกราคม – มีนาคม 2561 ซึ่งผู้ส่งออกสามารถเลื่อนการส่งออกเฉลี่ยไปในเดือนที่เหลือของปีได้ หากราคาปรับตัวสูงขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะเดียวกัน ระหว่างการจำกัดการส่งออก ใน 3 เดือนนี้ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังมีมาตรการที่ผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการ อาทิ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% ต่อปี และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานของรัฐ เป้าหมาย 200,000 ตัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการใช้ยางในประเทศมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการด้วย