วช.ร่วมกับ ม. แม่ฟ้าหลวง จัดอบรมการเลี้ยงผึ้งให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/310679

วช.ร่วมกับ ม. แม่ฟ้าหลวง จัดอบรมการเลี้ยงผึ้งให้เกษตรกร

;=.

วช.ร่วมกับ ม. แม่ฟ้าหลวง จัดอบรมการเลี้ยงผึ้งให้เกษตรกร ณ จังหวัดเชียงราย

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบายวิจัย
และนวัตกรรมแห่งชาติ มีภารกิจในการเสนอแนะนโยบายยุทธศาสตร์มาตรการและแนวทางการพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน ติดตามและประเมินผลการวิจัยของประเทศ รวมทั้งกำหนดส่งเสริมและกำกับมาตรฐานการวิจัย ตลอดจนพัฒนาฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการวิจัยเพื่อให้เกิดผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

 วช.ร่วมกับ ม. แม่ฟ้าหลวง จัดอบรมการเลี้ยงผึ้งให้เกษตรกร
วช. ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกรในการสร้างอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับประชาชน โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้กล่องอนุบาลนางพญาผึ้ง และเครื่องเก็บพิษผึ้ง เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ วช.สนับสนุนทุนให้กับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมี ดร.อุไรวรรณ  อินต๊ะถา แห่งสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และคณะเป็นผู้ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าว เนื่องจากพบว่า เกษตรกรมีการเพาะพันธุ์ผึ้งนางพญาเพื่อขยายจำนวนรังผึ้งยังประสบปัญหาในการใช้เทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัย

หลังจากเพาะพันธุ์ผึ้งนางพญาแล้วยังคงมีการอนุบาลผึ้งต่อเนื่องในกล่องผึ้งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของผึ้งในการขยายจำนวนรังได้ช้าและมีอัตราความสำเร็จที่ต่ำ และยังพบว่าในท้องตลาดมีการผลิตภัณฑ์จากผึ้ง เช่น เกสรผึ้ง ไขผึ้ง นมผึ้ง ฯลฯ มาประยุกต์ใช้ในเครื่องสำอางและเสริมอาหารเพื่อเป็นทางเลือกในการเพิ่มรายได้ในภาวะที่ไม่แน่นอน และเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งส่วนใหญ่มักจะเก็บผลิตผลจากผึ้งส่งขายสู่พ่อค้าคนกลางโดยตรงเพื่อลดปัญหาทางการตลาด เพราะขาดความรู้ในการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์

จึงได้มุ่งเน้นนำองค์ความรู้จากการวิจัยถ่ายทอดให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งและผู้ประกอบการได้รับความรู้ และทักษะการเลี้ยงผึ้งสมัยใหม่ และวิธีการเก็บพิษผึ้งจากการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเป็นการเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณชน
วช. จึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่อง การใช้กล่องอนุบาลนางพญาผึ้ง และเครื่องเก็บพิษผึ้ง ในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๐ ณ ห้องคำมอกหลวง ชั้น ๕ อาคารเอ็มสแควร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ผู้สนใจลงทะเบียนและสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ ๐๕๓ ๙๑๖๗๗๕, ๐๖๔๓๔๘ ๘๙๙  E-mail: kitiphong.kho@mfu.ac.th

ไทยเดินหน้าจำกัดส่งออกยางช่วง 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/310541

  ไทยเดินหน้าจำกัดส่งออกยางช่วง 3 เดือน

ส่งออกยางพารา

  ไทยเดินหน้าจำกัดส่งออกยางช่วง 3 เดือน

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า ในฐานะประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก ร่วมกับประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางทั้งมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพาราในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 คิดเป็นจำนวนรวมประมาณ 350,000 ตัน เป็นการลดปริมาณยางพาราในตลาดโลกลงอย่างเฉียบพลัน โดยทั้งสามประเทศจะใช้กฎหมายในการดำเนินการของแต่ละประเทศสมาชิกอย่างจริงจัง

อย่างกรณีประเทศไทย ได้ออกประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 เรื่อง กำหนดปริมาณจัดสรรเนื้อยางสำหรับการส่งออก พ.ศ.2561 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 และประเทศมาเลเซียจะดำเนินการภายใต้ Malaysia Rubber Board ซึ่งมีกฎหมายควบคุมการส่งออกเช่นเดียวกับประเทศไทย และด้านประเทศอินโดนีเซียดำเนินการโดย Gabungan Perusahaan Karet Indonesia Rubber Association of Indonesia: GAPKINDO ร่วมกับกระทรวงต่างประเทศ ทั้งนี้ แต่ละประเทศจะมีสัดส่วนในการควบคุมการส่งออกซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณพื้นที่ปลูกและผลิตของแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทยจะลดสัดส่วนการส่งออกยางอยู่ที่ประมาณ 2.3 แสนตัน ทั้งสามประเทศจะดำเนินการอย่างจริงจังภายใต้กฎหมายในการควบคุมที่ใช้มาตรการดังกล่าวของแต่ละประเทศ
นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะเดียวกัน ทั้งประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก มีเป้าหมายในการเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศตนเองมากขึ้น จะเห็นได้ว่า ด้านมาเลเซียนำร่องเป็นประเทศผู้ผลิตที่นำร่องแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมากขึ้น จนเป็นผู้นำด้านการส่งออกถุงมือยางของโลก และทางรัฐบาลไทยมีนโยบายเร่งเร่งส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนให้มีการใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ มีหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานของรัฐที่ตอบรับนำยางพาราไปใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ถนนยางพารา สนามกีฬา บล็อกปูพื้น ปูสระน้ำ รวมถึงที่นอน และหมอนจากยางพารา เป็นต้น ตั้งเป้าการใช้ยางของหน่วยงานรัฐประมาณ 200,000 ตัน ในปี 2561 นี้
“ระหว่างการจำกัดลดส่งออกยาง ใน 3 เดือนนั้น (มกราคม-มีนาคม 2561) มีมาตรการออกมาผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการในมาตรการต่างๆ อาทิ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% ต่อปี และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานของรัฐ เป้าหมาย 2 แสนตัน โดยมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้เกิดการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น ย้ำว่าบริษัทใดได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ขอให้แจ้งมาที่รัฐมนตรีได้โดยตรง  ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะประสานกระทรวงพาณิชย์เข้าไปตรวจสอบปริมาณยางในสต๊อก พร้อมทั้งหาราคาต้นทุนที่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่รับผลกระทบจากนโยบายลดการส่งออกด้วยทุกราย” นายกฤษฎา กล่าวย้ำ

“กฤษฏา”ฝาก 4 กฎเหล็กหวังพลิกโฉมการทำงานกระทรวงเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/310521

“กฤษฏา”ฝาก 4 กฎเหล็กหวังพลิกโฉมการทำงานกระทรวงเกษตรฯ

นายกฤษฏา, กฤษฏา

“กฤษฏา”ฝาก 4 กฎเหล็กหวังพลิกโฉมการทำงานกระทรวงเกษตรฯ

 

            วันที่ 24 ม.ค.61 เวลา 09.00 น. นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายลักษณ์  วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิวัฒน์  ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ร่วมประชุมสัมมนา “การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระดับพื้นที่สู่การปฏิบัติ” ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อชี้แจงนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ และเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่บูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งหารือร่วมกับภาคเอกชนในพื้นที่ในการจัดหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย ผู้บริหารฝ่ายการเมือง ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดและอำเภอในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งหมด พาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวนทั้งสิ้น 670 คน

                  นายกฤษฏา  บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “มุ่งมั่นพัฒนา เกษตรกรรมก้าวหน้า นำพาสู่ความยั่งยืน”ว่า วันนี้เรามาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคเกษตรและของประเทศไทย หากเราต้องการผลลัพธ์ใหม่  ทีมกระทรวงเกษตรฯ ต้องทำร่วมกันทำสิ่งใหม่ ปรับวิธีคิด วิธีทำงานกันใหม่อย่างไร้รอยต่อ แบ่งเป็น 4 สิ่งที่ “ต้อง” ทำ คือ 1. ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานให้มีมุมมองกว้างไกลกว่าในอดีตที่มองเพียงส่งเสริมการผลิตเท่านั้น แต่ต้องเป็นนักวางแผนการเกษตรการผลิตให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของตลาดไม่ล้นตลาดเกินไป

                   2. ต้องรู้ลึก รู้จริง ทำได้จริง ลงพื้นที่จริง ให้ได้มากกว่าเกษตรกรหรืออย่างน้อยต้องรู้เท่าทันเกษตรกร 3.ทุ่มเทและมุ่งมั่นในการทำงาน เพื่อสู่เป้าหมายความสำเร็จเดียวกัน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย และ 4.เห็นแก่ประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ต้องกล้ายืนหยัดในความถูกต้อง ต่อสู้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติ

                   ทั้งหมดเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน  5 ประเด็นสำคัญ คือ เกษตรกรไทยจะต้องหลุดพ้นจากความยากจนโดยจะมีรายได้มากกว่าในปัจจุบันอย่างน้อย 1 เท่าตัวภายในปี 2565 และภายในปี 2570 ครอบครัวเกษตรกรไทยในบัญชีคนยากจนจะหมดไป 2.ระบบสหกรณ์และวิสาหกิจการเกษตรต้องเข้มแข็ง สามารถปกป้องเกษตรกรไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเกษตรกรไทยจะเข้าสู่ระบบสหกรณ์ทุกครัวเรือน 

                   3.เกิดสังคมและชุมชนเกษตรกรไทยแบบพออยู่พอเพียงอย่างทั่วถึง 4.ประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย 100 % ภายในปี 2565 และผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ 60 % ภายในปี 2570 และ 5. ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ต้องเป็นเพื่อนร่วมคิดเป็นที่พึ่งของเกษตรกร

                     นายกฤษฏากล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรอันดับต้นของโลก GDP ภาคเกษตร = 6 แสนล้านบาท คิดเป็น 6 % ของ GDP รวม เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังยากจน หรือ ประมาณ 5.1 ล้านคน จากประชากรภาคเกษตร 23.59 ล้านคน และลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 3.9 ล้านคน ซึ่งมีปัญหาหนี้สิน ขาดทุนไม่รู้ระบบการตลาด  โครงสร้างตลาดสินค้าเกษตรและตลาดปัจจัยการผลิตถูกควบคุมโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ ระบบสหกรณ์ยังไม่เข็มแข็งพอ จำนวนมากขาดความเป็นมืออาชีพแต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเกษตร เอาชนะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ดิน ฟ้า อากาศ เราควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกได้ ประกอบกับเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรแทนกำลังแรงงาน เทคโนโลยีชีวภาพ พัฒนาพันธุ์พืชที่มีลักษณะพิเศษเหนือธรรมชาติปกติ เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกษตรกรเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ทีมกระทรวงเกษตรฯ ทั้งระดับอำนวยการและปฏิบัติการในพื้นที่จะเป็นกลไกสำคัญที่จะนำโครงการที่ประสบผลสำเร็จหรือมีปัญหาอุปสรรค มาดำเนินการ”ต่อ + เติม + แต่ง” ขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการให้มากขึ้น

             ” ปัญหาภาคเกษตรไทยที่ผ่านมา ไม่เพียงอยู่ที่นโยบายที่ผ่านมาหลายเรื่องไม่เหมาะสม แต่ยังมีปัญหาเรื่องการนำนโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุผลด้วย ซึ่งตั้งใจตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าจะไม่เพียงจะช่วยทำงานในระดับนโยบายเท่านั้น แต่จะช่วยปลดล๊อคอุปสรรคทางปฏิบัติด้วย เพื่อให้การนำนโยบายไปดาเนินการได้บรรลุผล แต่ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีได้รับศรัทธาจากประชาชน ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ต้องไม่ถูกเอาเปรียบหรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจะเปลี่ยนผ่านปัญหาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” นายกฤษฏา กล่าว

                 สำหรับการประชุมสัมมนา”การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระดับพื้นที่สู่การปฏิบัติ” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดจัดการประชุมจำนวน 5 ครั้ง ในระหว่างเดือน ม.ค. – ก.พ. 61 ประกอบด้วย  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 24 ม.ค. 61  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จ.ขอนแก่น ในวันที่ 29 ม.ค. 61 ภาคกลางและภาคตะวันออก จ.ชลบุรี ในวันที่ 9 ก.พ. 61  ภาคเหนือ จ.พิษณุโลก ในวันที่ 21 ก.พ.. 61 ภาคใต้และชายแดนใต้ จ.สงขลา ในวันที่ 23 ก.พ. 61

สหกรณ์ 5 แห่งทำข้อตกลงซื้อขายข้าวสารส่งแอมเวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/310519

สหกรณ์ 5 แห่งทำข้อตกลงซื้อขายข้าวสารส่งแอมเวย์

สหกรณ์ 5 แห่งทำข้อตกลงซื้อขายข้าวสารส่งแอมเวย์

สหกรณ์ 5 แห่งทำข้อตกลงซื้อขายข้าวสารส่งแอมเวย์

 

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงโครงการจำหน่ายข้าวสารสหกรณ์ให้กับ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งขณะนั้นทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์หาลู่ทางขยายช่องทางตลาดข้าวสารของสหกรณ์ภายในประเทศ  จึงได้ประสานความร่วมมือไปยังบริษัท แอมเวย์               (ประเทศไทย) จำกัด ในการทำตลาดขายตรงข้าวสารสหกรณ์ เพื่อเป็นการช่วยให้สหกรณ์มีตลาดจำหน่ายข้าวสารที่แน่นอน เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง และทำให้ลดขั้นตอนการตลาดได้มาก ซึ่งทางบริษัทฯได้ตอบรับที่จะดำเนินการร่วมกับสหกรณ์การเกษตร

ในระยะเริ่มต้นโครงการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดเลือกสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพในการแปรรูปข้าวสารและเป็นสหกรณ์ที่ผลิตข้าวหอมมะลิแท้ เพื่อร่วมดำเนินการกับ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด มีสหกรณ์ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ มีจำนวน 10 สหกรณ์ และเริ่มโครงการจำหน่ายข้าวสารของสหกรณ์ให้กับบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา  โดยทางสหกรณ์ได้ทำสัญญาบันทึกข้อตกลงมอบอำนาจให้ บริษัท ซี เอ เอส อินเตอร์เทรด จำกัด ดำเนินการแทนสหกรณ์ทั้ง 10 แห่ง ซึ่งข้าวสารที่ส่งมอบในโครงการต้องผ่านกระบวนการแปรรูปที่มีคุณภาพ  เป็นข้าวสารที่ได้มาตรฐานสินค้าสหกรณ์ (ส.ม.ส.) โดยบรรจุถุงภายใต้สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย “Amway” ซึ่งแบ่งประเภทการบรรจุและขนาดบรรจุเป็นข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุงสุญญากาศ  ขนาดบรรจุถุงละ 5  กิโลกรัม และข้าวกล้องหอมมะลิบรรจุถุงสุญญากาศ ขนาดบรรจุถุงละ 2 กิโลกรัม ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 Amway ได้สั่งผลิตสินค้าชนิดใหม่ คือ ข้าวกล้องงอกบรรจุถุงสุญญากาศ  ขนาดบรรจุถุงละ 2 กิโลกรัม
“ในวันนี้เป็นการให้คำมั่นสัญญาและลงนามร่วมกันในการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ และพัฒนาความร่วมมือระหว่างกัน  โดยเป็นการลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าวสารสหกรณ์เพื่อส่งมอบให้กับแอมเวย์ ครั้งที่ 42 กำหนดการส่งมอบระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2561 ปริมาณข้าวสาร รวม 430 ตัน แบ่งเป็นข้าวขาวหอมมะลิ 380 ตัน ข้าวกล้องหอมมะลิ 36 ตัน และข้าวกล้องงอก 14 ตัน มูลค่ารวมกว่า 13.252 ล้านบาท ซึ่งนับแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบัน พบว่าปริมาณและมูลค่าของข้าวขาวหอมมะลิ ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าวกล้องงอก ที่ส่งมอบให้กับบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด คิดเป็นปริมาณกว่า 36,479.768 ตัน และมีมูลค่ารวม 862.907 ล้านบาท

ปัจจุบันมีสหกรณ์การเกษตรที่เข้าร่วมโครงการ รวม 5 แห่ง ประกอบด้วย 1. สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา 2. สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด 3. สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด จังหวัดสุรินทร์ 4. ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ และ 5. สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด  จังหวัดเชียงใหม่                  ซึ่งทุกสหกรณ์มีศักยภาพในการผลิตข้าวสาร โดยมีโรงสีข้าวที่ผ่านมาตรฐาน GMP HACCP และอย. มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 40 – 100 ตันต่อวัน เป็นสหกรณ์ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องการผลิตข้าวสารที่มีคุณภาพ ส่งผลทำให้ข้าวหอมมะลิที่ส่งจำหน่ายภายใต้ตราสินค้า Amway เป็นที่ยอมรับ ว่าเป็นข้าวหอมมะลิแท้ 100% ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว  การรวบรวมผลผลิต จนนำไปสู่การแปรรูปเป็นข้าวสารที่มีคุณภาพ เมล็ดข้าวขาว เรียวยาว มีรสหวาน และมีความหอมที่คงทน จนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และสร้างความร่วมมือในธุรกิจซื้อขายข้าวสารระหว่างสหกรณ์การเกษตรกับบริษัท แอมเวย์ ประเทศไทย จำกัด ยาวนานมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 19 ปี

ชป.เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนทับเสลาช่วยสะแกกรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/310513

ชป.เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนทับเสลาช่วยสะแกกรัง

แม่น้ำสะแกกรัง

ชป.เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนทับเสลาช่วยสะแกกรัง

 

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงในกรณีมีข่าวแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี เริ่มวิกฤติ ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อกระชังปลาของเกษตรกรที่เลี้ยงไว้ที่เกิดขึ้นว่า ในช่วงฤดูแล้งของทุกๆ ปี ระดับน้ำในแม่น้ำสะแกกรัง จะอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าตลิ่งค่อนข้างมาก เนื่องจากได้รับผลจากการทดน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท

สำหรับสถานการณ์น้ำปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ระดับน้ำบริเวณด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ที่ระดับ +15.59 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 5.74 เมตร โดยที่สถานีวัดน้ำ Ct.2A มีระดับน้ำสูงกว่า เมื่อเทียบวันเดียวกันกับปีที่ผ่านมา 0.25 เมตร เนื่องจากการควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ได้ใช้น้ำจากการระบายน้ำของ 4 เขื่อนหลัก ประกอบด้วยเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ซึ่งปัจจุบันมีการระบายน้ำในอัตราเฉลี่ยวันละ 52.70 ล้านลูกบาศก์เมตร ระบายน้ำมากกว่าแผนอัตราวันละ 9.73 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อครอบคลุมการใช้น้ำในทุกกิจกรรมของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ส่วนกรณีการเพาะเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำสะแกกรัง จาการตรวจสอบพบว่า อยู่บริเวณหน้าวัดโบสถ์ถึงศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี สถานการณ์ระดับน้ำในบริเวณดังกล่าว ถือเป็นสภาวะที่เป็นปกติของช่วงฤดูแล้ง และดีกว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้มีเกณฑ์การควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ในช่วงเดือนมกราคม 2561 ถึง        เดือนเมษายน 2561 อยู่ระหว่าง +15.50 ถึง +16.00 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561 กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานอุทัยธานี ได้แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสะแกกรังให้จังหวัด รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบก่อนหน้านี้แล้ว และเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน จึงได้ดำเนินการปรับการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำสะแกกรังจากเขื่อนทับเสลา อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี จากเดิมวันละ 0.46 เป็น 0.86 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนวังร่มเกล้า อำเภอเมืองอุทัยธานี ในอัตราวันละ 0.69 ล้านลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานขอความร่วมมือให้เกษตรผู้เพาะเลี้ยงปลากระชังขอให้ดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสมในแต่ละฤดูกาล สอดคล้องกับภาพรวมการบริหารจัดการน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วย

กสก. หนุนเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ดาวน์โหลดใช้งาน DOAE FARMBOOK

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/310510

กสก. หนุนเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ดาวน์โหลดใช้งาน DOAE FARMBOOK

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส

กสก. พัฒนาแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbookหนุนเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ดาวน์โหลดใช้งาน

                  นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า แอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook คือ สมุดทะเบียนเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้แทนสมุดทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเอง ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Smart Phone) และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นับเป็นนวัตกรรมสำหรับเกษตรกรในยุค 4.0 ที่นำเทคโนโลยีดิจิตอลมาใช้ในการเกษตร ฉะนั้นจึงขอเชิญชวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้วและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรทุกท่านดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ฟรี โดยพิมพ์คำค้นหาว่า “DOAE Farmbook” ที่ Google Play Store สำหรับสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ แล้วกดติดตั้ง หลังจากนั้นเข้าใช้งานระบบด้วยการใช้เลขที่ ใน ทบก. หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ ส่วนระบบปฏิบัติการ iOS นั้นอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ

สำหรับข้อมูลในแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ประกอบด้วย 9 ด้าน คือ 1.ข้อมูลพื้นฐานครัวเรือน 2. สมาชิกในครัวเรือนและการเป็นสมาชิกองค์กร 3.การถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรทั้งที่เป็นของตนเอง ที่ดินเช่า ประเภทเอกสารสิทธิ์ เลขที่เอกสาร และเนื้อที่ตามเอกสาร 4.การประกอบกิจกรรมการเกษตร โดยระบุรายละเอียดของประเภทกิจกรรมการเกษตร วันที่และเนื้อที่ปลูก และวันที่และเนื้อที่ที่จะเก็บเกี่ยว 5.การเข้าร่วมโครงการภาครัฐ 6.รายได้ 7. หนี้สิน 8.เครื่องจักรกลการเกษตร และ9.แหล่งน้ำ ซึ่งจะรวบรวมอยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร

ส่วนประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook นี้คือ เกษตรกรสามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลการประกอบกิจกรรมการเกษตรได้สะดวกด้วยตัวเองผ่าน smart phone โดยไม่ต้องเดินทางมาที่สำนักงานเกษตรอำเภอ เกษตรกรสามารถตรวจสอบความถูกต้องและความเป็นปัจจุบันของข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตามที่ให้ข้อมูลไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อสิทธิประโยชน์และการ เข้าร่วมโครงการต่าง ๆ และใช้เป็นเอกสารยืนยันตัวตนความเป็นเกษตรกรในรูปแบบดิจิตอล

นอกจากนี้ยังใช้ตรวจสอบข้อมูลกิจกรรมการเกษตรบนแผนที่แบบออนไลน์ รวมถึงเป็นช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ด้านการเกษตรจากภาครัฐ และการตรวจสอบสิทธิเกษตรกรที่ได้รับความช่วยเหลือในกรณีประสบภัยพิบัติ หรือ ตามมาตรการแก้ปัญหาอื่นๆ ของภาครัฐ

อย่างไรก็ตามแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ยังมีประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรและภาครัฐ เพราะทำให้ภาครัฐทราบสถานะการเพาะปลูกพืชแต่ละชนิดในช่วงเวลาต่าง ๆ นำไปใช้ในการวางแผนส่งเสริมการผลิต คาดการผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดได้ เพื่อให้การบริหารจัดการผลผลิตและสินค้าเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กยท.ย้ำการประกาศราคากลางของตลาดกลางยางพาราส่งผลดีต่อเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/310362

กยท.ย้ำการประกาศราคากลางของตลาดกลางยางพาราส่งผลดีต่อเกษตรกร

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล

กยท.ย้ำการประกาศราคากลางของตลาดกลางยางพาราส่งผลดีต่อเกษตรกร

 

             นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดกลางยางพาราของ กยท. ทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย ตลาดกลางยางพาราจังหวัดหนองคาย ตลาดกลางยางพาราจังหวัดบุรีรัมย์ ตลาดกลางยางพาราจังหวัดนครศรีธรรมราช ตลาดกลางยางพาราจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา และตลาดกลางยางพาราจังหวัดยะลา มีระเบียบมาตรฐานในการกำหนดราคากลาง หากมีการประมูลยางราคาต่ำกว่าราคากลาง 2 บาท จะไม่มีการซื้อขายในวันนั้นและหากราคาสูงกว่าราคากลางที่ประกาศ ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหัวหน้าตลาดนั้นๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์และส่งผลดีแก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง โดย กยท. จะประกาศราคากลางประจำวัน ณ ตลาดกลางยางพาราทุกแห่ง และบนหน้าเว็บไซต์ กยท. (www.raot.co.th) ในทุกวันทำการที่มีการซื้อขาย

“หากตลาดกลางไม่มีการกำหนดราคากลางในการซื้อขาย เกษตรกรจะต้องขายยางตามราคาที่มีการประมูล ซึ่งเกษตรกร ผู้ขายยาง และผู้ประมูลซื้อยางจะไม่มีราคาอ้างอิงในการตัดสินใจซื้อ หรือขาย และราคาที่มีการประมูลอาจจะต่ำกว่าราคาท้องตลาด และอาจเกิดการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมขึ้นได้ ดังนั้น การกำหนดราคากลางประจำวันในการซื้อขายยางผ่านตลาดกลางของ กยท. จะช่วยสร้างความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน” นายสุนันท์ กล่าวย้ำ

เกษตรฯเผยความก้าวหน้าโครงการ “โคบาลบูรพา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309678

เกษตรฯเผยความก้าวหน้าโครงการ “โคบาลบูรพา”

โคบาลบูรพา

เกษตรฯเผยความก้าวหน้าโครงการ “โคบาลบูรพา”

              วันที่ 17 ม.ค.นายสรวิศ  ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการโคบาลบูรพา ว่า โครงการ “โคบาลบูรพา” เป็นโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ตอบโจทย์นโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร

โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงโค-แพะในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ที่เน้นประสานความร่วมมือกับเกษตรกรและรวมกันเป็นกลุ่มเกษตรกรสร้างความเข้มแข็งร่วมสร้างอาชีพใหม่ที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 3 อำเภอ คือ อำเภอโคกสูง อำเภอวัฒนานคร และอำเภออรัญประเทศ โดยเริ่มจากการเตรียมความพร้อม อาทิ การฝึกอบรมเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน การบริหารจัดการฟาร์มที่ดี เตรียมพื้นที่ เตรียมคอก เตรียมเสบียงสัตว์ และแหล่งน้ำเพื่อใช้ในฟาร์มของเกษตรกรสมาชิก และเจ้าหน้าที่ก็มีความพร้อมเป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินการ เป็นต้น

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ โฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “โคบาลบูรพา” มีการดำเนินการใน 2 กิจกรรมหลัก คือ 1) ส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อผลิตลูก เป้าหมายระยะแรกเกษตรกร 6,000 ราย สนับสนุนแม่โคเนื้อ รายละ 5 ตัว เป้าหมายโคเนื้อ รวม 30,000 ตัว ซึ่งเกษตรกร จำนวน 618 ราย ได้รับแม่โคแล้ว 3,090 ตัว ผสมเทียม 123 ตัว ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถส่งมอบแม่โคให้ครบ 100% ได้ ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และเป็นที่น่าดีใจแทนเกษตรกรเนื่องจากแม่โคบางตัวตั้งท้องมาแล้วมีลูกโคคลอดมาแล้ว 10 ตัว (เกษตรกรมีความพร้อม จำนวน  2,600 คน สร้างคอกแล้วเสร็จ 2,600 หลัง ปลูกหญ้า 13,000 ไร่) 2) ส่งเสริมการเลี้ยงแพะ เป้าหมายระยะแรกเกษตรกร 100 ราย สนับสนุนแพะเพศเมีย รายละ 30 ตัว เพศผู้รายละ 2 ตัว รวมทั้งสิ้น 32 ตัว ต่อราย ซึ่งเกษตรกรจากอำเภออรัญประเทศ แสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้ว 50 ราย สร้างคอกเสร็จแล้ว 20 ราย ปลูกหญ้า จำนวน 60 ไร่

ส่วนการเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับกลุ่มเกษตรกร ให้เป็นองค์กรเกษตรกร ด้านการสร้างกระบวนให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อใช้ในการเชื่อมโยงเครือข่ายการบริหารงานที่เป็นระบบ ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์ฯ เพื่อดำเนินการแล้ว จำนวน  7 แห่ง คือ

1.             สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาอรัญประเทศ จำกัด เมื่อ 15 มิถุนายน 2560

2.             สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาวัฒนานคร จำกัด  เมื่อ 6 กรกฎาคม 2560

3.             สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาโคกสูง จำกัด เมื่อ 24 กรกฎาคม 2560

4.             สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวัฒนานคร (คทช.) จำกัด เมื่อ 24 กรกฎาคม 2560

5.             สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภออรัญประเทศ (คทช.) จำกัด เมื่อ 16 มิถุนายน  2560

6.             สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง (คทช.) จำกัด เมื่อ 16 มิถุนายน 2560

7.             สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเย็น (คทช.) จำกัด เมื่อ 1 สิงหาคม 2560

ขณะเดียวกันกรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ได้แก่ 1) มีการตรวจสอบโรค มีการดำเนินการทั้งจากต้นทาง มีการเจาะเลือดส่งตรวจและกักไม่น้อยกว่า 21 วัน เพื่อตรวจสอบโรคตามที่กำหนด และปลายทาง ในพื้นที่มีคอกกักใน จังหวัดสระแก้ว หรือใกล้เคียงในพื้นที่เขต 2 ที่ได้รับการรับรอง อย่างน้อย 3 วัน เพื่อกักดูอาการก่อนส่งมอบให้เกษตรกรต่อไป 2) เตรียมการสำรองอาหารสัตว์ ให้เกษตรกรทุกราย ปลูกสร้างแปลงหญ้าตามเงื่อนไข รายละ 5 ไร่ แม้จะกระทบช่วงแล้งบ้าง ประเมินแล้วน่าจะไม่มากนัก 3) เตรียมกระตุ้น แนะนำให้สำรองยอดมัน ใบมัน กิ่งอ่อน หมักในถัง สำรองให้กินเสริมตอนเย็น เนื่องจากมีการเก็บหัวมันในช่วงแล้งนี้ และยังมียอดอ้อยในพื้นที่ที่สามารถนำมาใช้เลี้ยงโคในแล้งนี้ได้ และ 4) เตรียมสำรองเสบียงสัตว์ในพื้นที่ใกล้เคียง รวม 20,000 ฟ่อน สำหรับกรณีฉุกเฉินด้วย

พิกบอร์ด สั่งคุมปริมาณสุกรลดลง 1 ล้านตัว แก้ปัญหาราคาสุกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309662

พิกบอร์ด สั่งคุมปริมาณสุกรลดลง 1 ล้านตัว แก้ปัญหาราคาสุกร

สุกร

พิกบอร์ด (Pig Board) สั่งคุมปริมาณสุกรลดลง 1 ล้านตัว แก้ปัญหาราคาสุกรตกต่ำ

 

เมื่อวันที่ 15  มกราคม 2561  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) ครั้งที่ 1/2561 เพื่อการแก้ไขปัญหาราคาสุกรตกต่ำในปัจจุบัน โดยมีนายลักษณ์  วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ภายหลังการประชุมนายลักษณ์ เปิดเผยว่า ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์พบว่าสถานการณ์ราคาสุกร ณ สัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2561 มีราคาสุกรเฉลี่ยทั้งประเทศ กิโลกรัมละ 46.80 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรประสบภาวะขาดทุน

โดยราคาที่ตกต่ำเป็นผลมาจากปริมาณสุกรที่ผลิตได้ไม่สอดคล้องกับปริมาณความต้องการผู้บริโภค รวมทั้งการส่งออกไปยังต่างประเทศลดลงเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงเชิญประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาราคาสุกรตกต่ำ โดยมติที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบหลักการของมาตรการแก้ไขปัญหาราคาสุกรตกต่ำตามที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรเสนอ ดังนี้ 1) นำลูกสุกรไปผลิตเป็นหมูหัน จำนวน 100,000 ตัว 2) เพิ่มการปลดระวางแม่พันธุ์สุกร จำนวน 100,000 ตัว (ปลดระวางแม่พันธุ์สุกรในระบบปกติ 300,000 ตัว) และ 3) นำสุกรขุนมาชำแหละและเก็บเข้าห้องเย็น จำนวน 100,000 ตัว

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังให้ดำเนินมาตรการเพิ่มอีก 2 เรื่อง คือ ให้ผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ลดการผลิตลูกสุกรลง 10 % ด้วยการชะลอการผสมแม่พันธุ์สุกรเป็นระยะเวลา 6 เดือน หรือ 1 รอบการผลิต คาดว่าจะลดลูกสุกรลงได้อย่างน้อย 400,000 ตัว และให้กรมปศุสัตว์จัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรและผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยอีกด้วย
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า การดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาสุกรราคาตกต่ำครั้งนี้ จะช่วยทำให้ปริมาณสุกรที่ผลิตได้มีความสมดุลกับความต้องการบริโภคของตลาดในประเทศและ   การส่งออกมากขึ้น คาดว่าจะส่งผลทำให้ราคาสุกรในปี 2561 ปรับตัวดีขึ้น จึงขอให้กรมปศุสัตว์เร่งชี้แจงทำความเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องดำเนินมาตรการ และขอให้ผู้เลี้ยงสุกรเข้าร่วมดำเนินมาตรการ

โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ เนื่องจากที่ผ่านมา มีการขยายปริมาณการเลี้ยงสุกรเป็นจำนวนมาก จนทำให้ราคาตกต่ำลง ทั้งนี้ ขอให้ผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ช่วยรับภาระแทนรายย่อย โดยไม่จำเป็นต้องขอรับสนับสนุนงบประมาณเพื่อชดเชยจากรัฐบาล
สำหรับในการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งต่อไป นายลักษณ์  วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์ นำเสนอเรื่องเชิงนโยบายเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการเลี้ยงสุกรของประเทศไทย ได้แก่ การพัฒนาฐานข้อมูลการเลี้ยงสุกร และระบบการเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ด้านวัฏจักรราคาสุกร       การสนับสนุนความเข้มแข็งให้ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยผ่านระบบสหกรณ์ แนวทางการลดต้นทุนการผลิตสุกรทั้งระบบ            และแนวทางในการจัดตั้งกองทุนพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นกลไกในการช่วยเหลือดูแลระบบในสถานการณ์ราคาสุกรตกต่ำ

รัฐบาลแจงเหตุผลกำหนดให้ยางพาราเป็นสินค้าควบคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309623

รัฐบาลแจงเหตุผลกำหนดให้ยางพาราเป็นสินค้าควบคุม

ยางพารา

รัฐบาลแจงเหตุผลกำหนดให้ยางพาราเป็นสินค้าควบคุม ย้ำเป็นเพียงมาตรการป้องกันปัญหาด้านราคาในอนาคต ชี้ปัจจุบันการซื้อขายยางยังปกติ วอนทุกฝ่ายเข้าใจให้ถูกต้อง

             พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ในฐานะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 กำหนดให้ยางพาราเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายดังกล่าว ว่า

“โดยปกติแล้วหากสินค้าใดเป็นสินค้าควบคุม จะทำให้กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบหรือติดตามดูข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้านั้นได้ เช่น ตรวจสอบราคาทุน ราคาซื้อ ราคาขาย ฯลฯ พร้อมทั้งกำหนดให้มีมาตรการที่จะช่วยสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ หรือบรรดาเกษตรกรทั้งหลาย

ดังนั้น การกำหนดให้ยางพาราเป็นสินค้าควบคุม จึงเป็นมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลเตรียมการไว้สำหรับแก้ไขปัญหาราคายางพาราในอนาคต หากเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นกับผู้ผลิต เกษตรกรชาวสวนยาง ผู้บริโภค หรือผู้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายยางพาราเท่านั้น”

ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยอยากให้ผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งย้ำว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการใช้ยางพาราในส่วนราชการต่าง ๆ มากขึ้น และสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชน ได้แปรรูปยางพาราไปใช้ในกิจการอื่น ๆ รัฐบาลจึงต้องเตรียมมาตรการไว้ป้องกันหรือแก้ไขปัญหาในวันข้างหน้า เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทุกฝ่าย

“ปัจจุบันการซื้อขายยางพารายังคงเป็นไปตามปกติ โดยกระทรวงพาณิชย์ในฐานะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ยังไม่มีการกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องกับยางพาราแต่อย่างใด นอกจากนี้ คณะกรรมการกลางฯ มีหน้าที่ต้องพิจารณาทบทวนรายการสินค้าควบคุมทุก ๆ 1 ปี เพื่อดูว่าสินค้าแต่ละรายการยังสมควรเป็นสินค้าควบคุมอีกต่อไปหรือไม่ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่จำเป็น ก็จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาถอดสินค้านั้นออกจากรายการสินค้าควบคุมได้”