กฟก. สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่เพิ่มศักยภาพผู้นำองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309451

กฟก. สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่เพิ่มศักยภาพผู้นำองค์กร

กฟก

กฟก. สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่เพิ่มศักยภาพผู้นำองค์กรสร้างพลังร่วมขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ

 

นายสมยศ  ภิราญคำ  รองเลขาธิการ  รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร  เปิดเผยว่าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) และมูลนิธิสัมมาชีพ (มสช.) ร่วมจัดทำหลักสูตรอบรมโครงการอบรมพัฒนาศักยภาพของผู้นำองค์กรเกษตรกรเพื่อให้ผู้ที่เข้าอบรมมีความรู้  ความเข้าใจ  ในด้านการจัดการวิสาหกิจชุมชน  การทำเกษตรอินทรีย์  การวางแผนการผลิต  แผนธุรกิจ  โดยนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้กับสมาชิกในองค์กรและชุมชนได้ เกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของกองทุนฟื้นฟูฯ

กฟก. สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่เพิ่มศักยภาพผู้นำองค์กร

ที่มาของการจัดอบรมในครั้งนี้ เกิดจากการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง กฟก. กับ มสช. ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร รวมถึงการพัฒนาส่งเสริมการฝึกอบรมทางด้านวิชาการ ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร องค์กรเกษตรกร และพนักงานของกองทุนฟื้นฟูฯ สร้างโอกาสการเรียนรู้การจัดการวิสาหกิจชุมชน การทำเกษตรอินทรีย์ การวางแผนการผลิต แผนธุรกิจ แผนการตลาด และมาตรฐานการผลิต เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างครบวงจรและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

วัฒถุประสงค์หลักนั้น  ต้องการพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำของเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเกษตรและเศรษฐกิจในยุคสมัยปัจจุบัน ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ Thailand 4.0 เปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบธรรมดา ให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ หรือ Smart Farming เกิดความสมดุลในการผลิต การซื้อขาย การแปรรูปตามความต้องการของตลาด เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ด้านการจัดการวิสาหกิจชุมชน และให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์การอบรมในครั้งนี้เป็นการอบรมผู้นำหรือตัวแทนองค์กร  77  จังหวัด จำนวน 14 รุ่น  รวม 2,700 คนโดยจัดอบรมในพื้นที่ภาคกลาง 3 ครั้ง ภาคเหนือ 5 ครั้ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 ครั้ง และภาคใต้ 2 ครั้ง

ซึ่ง กฟก.มีความคาดหวังว่าผู้ที่อบรมไปแล้วสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปลงมือปฏิบัติได้จริง และนำไปถ่ายทอดให้กับสมาชิกคนอื่น ๆ  นอกจากนี้ยังสามารถนำไปต่อยอดความรู้ด้านต่าง ๆ ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ  พัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรสมาชิกสามารถเป็นเกษตรกรมืออาชีพ  ยืนหยัดได้บนลำแข้งของตนเอง   มีรายได้เป็นกอบเป็นกำเลี้ยงดูครอบครัว  สมาชิกภายในองค์กรได้  นายสมยศกล่าว.

ชวนเที่ยวงานเกษตรและเทคโนโลยีพื้นบ้านอีสานจ.สกลนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309345

ชวนเที่ยวงานเกษตรและเทคโนโลยีพื้นบ้านอีสานจ.สกลนคร

มทร.อีสาน

ชวนเที่ยวงานเกษตรและเทคโนโลยีพื้นบ้านอีสานจ.สกลนคร

             มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมงานเกษตรและเทคโนโลยีพื้นบ้านอีสาน ครั้งที่ 22 “น้อมนำศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนานวัตกรรม 4.0 อย่างยั่งยืน” ตอบสนองยุทธศาสตร์ Organic Valley for Food and Health of RMUTI SKC ชมนิทรรศการทางวิชาการ ความก้าวหน้าทางด้านการเกษตร การออกร้านสินค้าออร์แกนิค การแข่งขันทักษะทางวิชาการ งานประกวดชนไก่ บูทนิทรรศการชุมชนนวัตกรรมราชมงคล เม่า คราม ข้าวฮาง โค สมุนไพร เช่น คลินิกสปา นวดแผนไทยจากเครือข่ายชมรมหมอพื้นบ้าน พร้อมเลือกชมสินค้าอื่นๆ และกิจกรรมอีกมากมาย   ระหว่างวันที่ 7-11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561  ณ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร

ชวนเที่ยวงานเกษตรและเทคโนโลยีพื้นบ้านอีสานจ.สกลนคร


ดีเดย์ 15 ม.ค. นี้ใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ 1,200 ตันใน 5 จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309247

ดีเดย์ 15 ม.ค. นี้ใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ 1,200 ตันใน 5 จว.

กยท.

กยท. เร่งเครื่องเดินหน้าโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ นำร่องล็อตแรก 1,200 ตัน ใน 5 จังหวัด ดีเดย์ 15 ม.ค. นี้

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ เป็นหนึ่งในนโยบายของทางรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและผลักดันราคายางให้เกิดเสถียรภาพ เปิดรับสมัครเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการ โดย กยท. จะรับซื้อยางเพื่อขายให้กับหน่วยงานภาครัฐที่ยื่นข้อมูลปริมาณความต้องการใช้ยางในเบื้องต้น ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงยุติธรรม มีระยะเวลาในการดำเนินโครงการตั้งแต่มกราคม – กันยายน 2561 โดยมีเป้าหมาย 200,000 ตัน
นายสุนันท์ กล่าวต่อว่า การซื้อยางจากสถาบันเกษตรกร/เกษตรกรชาวสวนยางในครั้งนี้ จะเป็นการซื้อตามความต้องการใช้ของหน่วยงานภาครัฐ โดยหน่วยงานภาครัฐจะแจ้งความประสงค์ความต้องการใช้ยางของหน่วยงานในพื้นที่ว่าต้องการใช้ยางประเภทใดบ้าง เพื่อให้ กยท. ซื้อยางของเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง หรือ วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้รวบรวมยางจากพี่น้องเกษตรกร ส่งต่อให้กับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่นั้นๆ จึงไม่ได้เปิดจุดรับซื้อพร้อมกันทุกพื้นที่เหมือนครั้งก่อน และจะเป็นการซื้อมาเพื่อแปรรูปเป็นยางประเภทต่างๆ ตามความต้องการใช้ โดยไม่มีการเก็บไว้เป็นสต็อกยาง ซึ่งจะทยอยรับซื้อยางจากสถาบันเกษตรกร/เกษตรกรชาวสวนยาง นำร่องในพื้นที่จังหวัด นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง สตูล และยะลา โดยในวันพรุ่งนี้ (14 มกราคม 2561) จะมีการเชิญกลุ่มสถาบันเกษตรกร/เกษตรกรชาวสวนยาง ผู้แทนจากกรมการปกครอง และผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อรับฟังข้อมูลและทำความเข้าใจเรื่องการเปิดจุดรับซื้อยาง ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช และในวันที่ 15 มกราคม จะมีการซื้อยางล็อตแรกเป็นน้ำยางสด จำนวน 1,200 ตัน เพื่อป้อนกระทรวงกลาโหม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นจะทยอยรับซื้อยาง ตามความต้องการใช้จากกระทรวงต่างๆ จนครบ 200,000 ตัน ตามนโยบายของรัฐ
“สำหรับสถาบันเกษตร/เกษตรชาวสวนยางและวิสาหกิจชุมชนที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สามารถติดต่อ กยท.เขต กยท.จังหวัด และ กยท. สาขาใกล้บ้านได้ทั่วประเทศ ซึ่งโครงการนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศแล้วยัง จะเป็นการกระตุ้น และสร้างความตระหนักว่า ยางพาราสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถซื้อผงผลิตยางพาราจากเกษตรกรนำไปแปรรูปเพื่อก่อให้เกิดการใช้จริง ซึ่งมีผลช่วยทำให้ราคายางปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายางในระยะยาวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสุนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

ที่ประชุมรมต.เกษตรอาเซียน เห็นชอบดันแผนระยะกลาง 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309130

ที่ประชุมรมต.เกษตรอาเซียน เห็นชอบดันแผนระยะกลาง 5 ปี

รมต.เกษตรอาเซียน

 อินเดียด้านเกษตรและป่าไม้ เห็นชอบดันแผนระยะกลาง 5 ปี เน้นสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 11 – 12 มกราคม 2561  ในฐานะประธานที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ หรือ อามาฟ และทำหน้าที่ประธานที่ประชุมร่วมกับนายราด้า โมฮานซิงห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสวัสดิการเกษตรกร ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ว่า อาเซียนและอินเดียเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากอินเดียมีขนาดจีดีพี 2.25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 7 ของโลก และมีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ขณะที่อาเซียนรวม 10 ประเทศมีขนาดจีดีพี 2.71 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีประชากรกว่า 644  ล้านคน ดังนั้น อาเซียนและอินเดียต้องเสริมสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก สามารถสร้างอำนาจต่อรอง และเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล นำไปสู่การพัฒนาที่สำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม
โดยผลการประชุมครั้งนี้ที่ประกอบด้วยรัฐมนตรีด้านการเกษตรและป่าไม้อาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และอินเดียให้ความเห็นชอบ และแสดงความพอใจต่อผลการดำเนินงานตามกรอบความร่วมมืออาเซียน-อินเดีย ปี 2554-2558 โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งการวิจัยและพัฒนา ตามที่เห็นชอบร่วมกัน อาทิ การจัดระบบควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืชในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการส่งเสริมการเกษตรในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จังหวัด และระดับชาติ  การอบรมเกี่ยวกับการรับรองผักและผลไม้อินทรีย์ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีอาเซียน – อินเดียด้านเกษตรและป่าไม้ ยังเห็นชอบแผนการดำเนินงานระยะกลางของความร่วมมืออาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ที่มีเป้าหมายดำเนินการถึงปี 2563 สนับสนุนแผนการดำเนินงานระยะกลางของความร่วมมืออาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2563 ค.ศ. 2020 ที่ตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงด้านอาหาร จึงคาดหวังให้มีการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงอาหารและราคาสินค้าอาหารที่ผันผวนในภูมิภาค รวมถึงสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของเกษตรกรระหว่างอาเซียนและอินเดีย ครั้งที่ 3 เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและยุวเกษตรกรได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาการทำการเกษตรและและมีทักษะด้านการบริหารจัดการ โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและอินเดียอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 รัฐมนตรีอาเซียน-อินเดีย คาดหวังว่าจะได้มีการดำเนินกิจกรรมด้านการเสริมสร้างศักยภาพอาเซียน-อินเดีย ในโครงการการพัฒนารูปแบบองค์ความรู้เพื่อการจัดทำการเกษตร โดยมีโครงการสำคัญ ๆ เช่น โครงการเสริมสร้างศักยภาพสตรีอินเดีย – อาเซียนผ่านสหกรณ์ และโครงการการจัดการความมั่นคงด้านอาหารและความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร เป็นต้น
“ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะทำงานอาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ เร่งดำเนินกิจกรรมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 5 ในปี 2562  ซึ่งจัดขึ้น ณ ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ต่อไป” นายกฤษฎา กล่าว

แนะนำเกษตรกรในการปลูกและดูแลรักษาพืชผักในฤดูหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309094

แนะนำเกษตรกรในการปลูกและดูแลรักษาพืชผักในฤดูหนาว

แนะนำเกษตรกรในการปลูกและดูแลรักษาพืชผักในฤดูหนาว

                  นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า  พืชผักเป็นสินค้าเกษตรที่มีความต้องการภายในประเทศสูงเนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวันของคนไทย โดยปกติพืชผักส่วนใหญ่สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี แต่ในฤดูหนาวพืชผักจะเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะผักเมืองหนาว เกษตรกรจึงนิยมปลูกพืชผักในฤดูนี้โดยปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมาก อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศเย็นและความชื้นสูงก็เหมาะต่อการระบาดของศัตรูพืชเช่นกัน ดังนั้น การปลูกพืชผักในช่วงนี้จึงต้องมีวางแผนการผลิตให้ดี และให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาด้วย

            การปลูกและดูแลรักษาพืชผักในช่วงฤดูหนาวยึดหลักการและวิธีปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกพืชผักโดยทั่วไป แต่มีข้อควรพิจารณาและให้ความสำคัญ ดังนี้

1. การเลือกชนิดพืช ควรเลือกชนิดพืชผักที่ตลาดมีความต้องการ และควรเป็นพืชอายุสั้นเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ดูแลรักษาง่าย เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักสลัด เป็นต้น ส่วนพันธุ์ปลูกควรเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ สภาพพื้นที่ และความต้องการของตลาด ควรใช้เมล็ดพันธุ์จากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและตรงตามพันธุ์

2. พื้นที่ปลูกควรมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดฤดูกาลปลูก ดินมีความอุดมสมบูรณ์ อยู่ห่างจากแหล่งที่มีสารปนเปื้อนและโรงงานอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดสารตกค้างในผลผลิต

3. ควรวางแผนการผลิตให้มีผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด เนื่องจากในช่วงฤดูหนาวพืชผักจะมีผลผลิตต่อไร่สูง อาจจะทำให้ผลผลิตล้นตลาดได้

4. ระวังอย่าให้พืชขาดน้ำ และอย่าให้น้ำมากเกินไปจนแฉะ จะทำให้พืชเน่าตายได้ ควรให้น้ำในช่วงเช้าหรือเย็น ไม่ควรให้น้ำตอนแดดจัด ควรมีวัสดุคลุมแปลงเพื่อรักษาความชื้นในแปลงปลูก

5. ควรป้องกันการเกิดโรคจากเชื้อราโดยการโชยน้ำ ชำระล้างใบในช่วงเช้า และการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันโรคเน่าในพืชผักได้

6. หมั่นดูแลและสังเกตการเจริญเติบโตของพืชผักที่ปลูก หากพบศัตรูพืชเข้าทำลายให้รีบกำจัดก่อนที่จะเกิดความเสียหายมาก หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเพื่อความปลอดภัยของตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภค

             “หวังว่าช่วงฤดูหนาวนี้ เกษตรกรที่ปลูกพืชผักจะนำข้อควรพิจารณาและให้ความสำคัญข้างต้นไปปฏิบัติ จะได้ผลผลิตพืชผักที่มีคุณภาพ จำหน่ายได้ราคาดี มีรายได้นำมาเลี้ยงดูครอบครัวให้มีความสุขต่อไป” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

กยท. ยืนยัน ไม่มีส่วนตุกติกโควต้าส่งออกน้ำยางข้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309083

กยท. ยืนยัน ไม่มีส่วนตุกติกโควต้าส่งออกน้ำยางข้น

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล

กยท. ยืนยัน ไม่มีส่วนตุกติกโควต้าส่งออกน้ำยางข้น

              นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวพาดพิงสร้างความเสื่อมเสียต่อพนักงานของรัฐ เรื่องที่มีผู้บริหาร กยท. นั่งเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทผลิตน้ำยางข้นส่งออกแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา อีกทั้ง ยังมีการจำกัดการส่งออกยาง 3 ประเภท แต่ไม่จำกัดการส่งออกน้ำยางข้นและยางก้อนถ้วย รวมถึงมีการส่งออกน้ำยางข้นในปริมาณที่มากผิดปกติ โดยส่งผ่านไปยังประเทศมาเลเซีย และส่งต่อไปยังจีน ทางการยางแห่งประเทศไทย ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะในฐานะที่ กยท.เป็นสมาชิกของสมาคมที่สำคัญต่างๆ ในวงการยางพาราไทย ทั้งสมาคมยางพาราไทย และสมาคมน้ำยางข้นไทย ซึ่งสถานะของสมาคมไม่ได้แสวงกำไร แต่มุ่งเน้นให้เกิดการร่วมกันและพัฒนาธุรกิจยางพารา               ในกรณีของสมาคม   น้ำยางข้นไทย ทางสมาคม ได้เชิญให้ผู้แทนจากการยางแห่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาของสมาคม ถือว่าเป็นประโยชน์มาก เนื่องจากทุกครั้งที่ราคาน้ำยางสดจะปรับตัวในทิศทางขาลง กยท.ในฐานะที่ปรึกษาสามารถขอให้สมาคมช่วยซื้อในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งประโยชน์ก็ส่งถึงเกษตรกรโดยตรงเท่านั้น ดังนั้น การกล่าวหาว่ามีพนักงานไปนั่งเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทส่งออกน้ำยางข้นใน จ. สงขลา ไม่มีแน่นอน คาดว่าน่าจะเป็นความเข้าใจไปเองและเป็นการให้ร้ายกับ กยท.

               นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ประเด็นการควบคุมการปริมาณการส่งออกยางของ 3 ประเทศสมาชิก ได้แก่ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้มีข้อตกลงร่วมกันในที่ประชุมสภาไตรภาคียางพารา (ITRC) ระหว่างรัฐบาล 3 ประเทศ ภายใต้กรอบความร่วมมือมีมติเห็นชอบในการประกาศมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพารา โดยมีระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่มกราคมจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งได้กำหนดการลดโควตาการส่งออกยางพาราร่วมกัน 3 ประเทศ จำนวน 350,000 ตัน ประกอบด้วยยาง 3 ประเภท ได้แก่ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ยางแท่ง STR20 และยางคอมปาวด์ ส่วนการส่งออกน้ำยางข้นนั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในประเทศสมาชิกที่มีการส่งออกน้ำยางข้น ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจำกัดการส่งออก จึงไม่มีการนำน้ำยางข้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการจำกัดการส่งออก ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมีมติเห็นชอบในเรื่องดังกล่าว

“จากการให้ข่าวที่มีการส่งออกน้ำยางข้นมากกว่าปกตินั้นจึงไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการให้ข้อมูลที่บิดเบือน เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้ง ส่งผลเสียต่อทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อยากขอให้ผู้ที่ให้ข่าวตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนให้ข้อมูลกับสื่อออกไป กยท. พร้อมรับฟัง และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่อย่าเต้าข่าวไปเอง เพราะอาจจะสร้างความเสียหายต่อทุกฝ่ายได้ ในส่วนของนาย ทศพล ขวัญรอด หากมีข้อมูลหรือหลักฐานว่าผู้บริหารระดับสูง กยท. คนใด เป็นที่ปรึกษาของบริษัท น้ำยางข้น ใน จ. สงขลา ตามที่กล่าวหา สามารถแจ้งข้อมูลหรือหลักฐานมาทาง กยท. โดยด่วน “รองผู้ว่าการ กล่าวย้ำ                                                                              

สหกรณ์เผยผลสำเร็จโครงการธนาคารโคนมทดแทนฝูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309044

สหกรณ์เผยผลสำเร็จโครงการธนาคารโคนมทดแทนฝูง

สหกรณ์

สหกรณ์เผยผลสำเร็จโครงการธนาคารโคนมทดแทนฝูง

 

               นายเชิดชัย  พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึง ความคืบหน้าจากการดำเนินโครงการธนาคารโคมนมทดแทนฝูง  ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า การจัดตั้งธนาคารโคมนมทดแทนฝูง มีเป้าหมายเพื่อทำให้สมาชิกสหกรณ์โคนมบริหารจัดการโคนมของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของน้ำนม ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2559 ซึ่งการเลี้ยงโคนมทดแทนฝูงดำเนินการในลักษณะฟาร์มรวมและบริหารโดยสหกรณ์ ในรูปแบบธนาคารโคมนมทดแทนทำหน้าที่รับฝาก               ลูกโค – โครุ่นมาบริหารจัดการที่ฟาร์มกลางของสหกรณ์  เพื่อเลี้ยงดูตามหลักวิชาการ การให้อาหารที่เหมาะสมตามช่วงวัยของโค                   จนโคเติบโตเป็นโคสาวและท้องเป็นเวลา 3 เดือน จึงจะให้สมาชิกมาไถ่ถอนคืนได้ หรือขายให้แก่เกษตรกรรายอื่น ซึ่งการไถ่ถอนคืนโคสาว สมาชิกอาจชำระเป็นเงินสด เป็นสินเชื่อ หรือให้หักจากค่าน้ำนมดิบที่นำมาขายให้สหกรณ์ก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งทางสหกรณ์จะกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการและบันทึกข้อมูลอย่างชัดเจน

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ระบุถึงประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ ว่า เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรับภาระเลี้ยงดูลูกโค โดยเมื่อลูกโคเข้าสู่ระบบฟาร์มกลางของสหกรณ์จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีตามหลักวิชาการ ส่งผลให้มีอัตราการเจริญเติบโตและสมบูรณ์สูงกว่าการเลี้ยงเองที่ฟาร์มของเกษตรกร และยังเพิ่มโอกาสในการผสมเทียมติดเร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงเกษตรกรจะมีรายได้จากการรีดนมได้เร็วขึ้นเช่นกัน ขณะเดียวกันการเลี้ยงโคนมที่ถูกหลักวิชาการนั้น ยังทำให้โคสาวสามารถเพิ่มผลผลิตน้ำนมดิบได้เฉลี่ย 1-3 กก./ตัว/วัน นอกจากนี้ การที่เกษตรกรนำลูกโคเข้ามาฝากที่ธนาคารฯ จะส่งผลให้มีเวลาเพิ่มมากขึ้นในการดูแลฟาร์มโคของตนเองได้มากยิ่งขึ้น  ซึ่งยังเป็นการช่วยลดภาระและช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงโคนมให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

ผลจากการดำเนินโครงการฯ ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์           โคนมเป็นอย่างดี  มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเข้าร่วมโครงการรวม 431 ราย รับฝากโค รวม 1,515 ตัว มูลค่า 18,180,000 บาท มีการไถ่ถอนโคคืน 1,285 ตัว มูลค่าถอนคืนรวม  51,400,000   บาท   จึงนำไปสู่แนวคิดในการขยายผล โดยการส่งเสริมสมาชิกให้ยกระดับจากการเป็นเกษตรกร ผู้เลี้ยงรายบุคคล  พัฒนาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันก็จะสนับสนุนให้สหกรณ์โคนมขนาดเล็กรวมตัวกันในรูปธนาคารโคนมทดแทน และมีการสร้างฟาร์มกลางเลี้ยงโคนมร่วมกัน  ซึ่งจะทำให้มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินการธุรกิจการเลี้ยงโคนมได้อย่างครบวงจรและเกินจุดคุ้มทุน อันจะนำไปสู่ประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมในที่สุด

ทั้งนี้  ปัจจุบันมีธนาคารโคมนมทดแทนฝูงของสหกรณ์  รวม 8 แห่ง แบ่งเป็นในปี 2559 ประกอบด้วย สหกรณ์โคนมผาตั้ง จำกัด จ.เชียงใหม่, สหกรณ์โคนมการเกษตรไชยปราการ จำกัด จ.เชียงใหม่, สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด จ.นครราชสีมา ต่อมาในปี 2560 ได้ขยายผลต่อไปยังสหกรณ์โคนมบ้านบึง จำกัด จ.ชลบุรี, ชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคใต้และตะวันตก จำกัด จ.ประจวบคีรีขันธ์, สหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด จ.พัทลุง, สหกรณ์โคนมลำพูน จำกัด จ.ลำพูน และสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด จ.ขอนแก่น ขณะที่ในปี 2561 จะพัฒนาขยายผลไปยังสหกรณ์ โคนมที่มีศักยภาพและความพร้อม เพิ่มเติมอีก 5 แห่ง ซึ่งจะดำเนินการคัดเลือกสหกรณ์โคนมที่จะเข้าร่วมโครงการใน             เดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

สำหรับแนวทางการพัฒนาสหกรณ์โคนมในปี 2561 กรมฯได้วางแผนไว้โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ประกอบด้วย 1.การวางแผน           กลยุทธ์เพื่อขยายขนาดที่เหมาะสมในสหกรณ์โคนม 51 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำนมต่ำกว่า 10 ตัน/วัน  2. พัฒนาปริมาณน้ำนมโคในสหกรณ์ 17 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำนม 10-20 ตัน/วัน 3. พัฒนายกระดับการดำเนินธุรกิจ ในสหกรณ์ 23 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำนม 20-50 ตัน/วัน 4.พัฒนาตามศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ในสหกรณ์ 5 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำนม 50-100 ตัน/วัน และ5. การวางแผนพัฒนาความก้าวหน้าในสหกรณ์ 4 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำนม 100 ตัน/วันขึ้นไป

หม่อนไหม เดินหน้าสานต่อโครงการทายาทหม่อนไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309038

หม่อนไหม  เดินหน้าสานต่อโครงการทายาทหม่อนไหม

หม่อนไหม  เดินหน้าสานต่อโครงการทายาทหม่อนไหม

                 กรมหม่อนไหม   เดินหน้า สานต่อโครงการทายาทหม่อนไหม  สนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ บรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  เพื่ออนุรักษ์ และสืบสานอาชีพปลูกหม่อน-เลี้ยงไหมให้คงอยู่คู่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน  เดินหน้า จับมือมหาวิทยาลัยฯ และกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)  สร้างทายาทหม่อนไหมในสถาบันอุดมศึกษา ตชด.ทั่วประเทศ  ขณะมีแผนเร่งสร้าง “ไหมอาสา” ตั้งเป้ากว่า 500 คนทั่วประเทศ   และยังมีแผนขึ้นทะเบียน เชิดชูเกียรติครูภูมิปัญญาหม่อนไหม   เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านครูภูมิปัญญาฯ ปสู่เกษตรกรรุ่นไหม  พร้อมเดินหน้าชู Smart Farmer ดัน Smart Production หวังก้าวเป็น Smart Office  ปี 2561

ปี 2561 นี้นอกจากกรมหม่อนไหมจะพัฒนายกระดับสินค้าหม่อนไหมไทยให้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับและตรงตามความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นแล้ว      ยังมีเป้าหมายขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบาย”ต่อ เติม แต่ง” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  รวมทั้งสานต่อการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์    เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด   พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านหม่อนไหมทุกระดับ   รวมทั้งพัฒนาระบบบริหารจัดการสินค้าหม่อนไหมสู่เกษตร 4.0  เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถรองรับการแข่งขันให้กับสินค้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์ไหมในเวทีการค้าโลกในอนาคต  ยกระดับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้ก้าวสู่การเป็น Smart  Farmer และพัฒนาสินค้าหม่อนไหมสู่ Smart  Production

นางสุดารัตน์    วัชรคุปต์    เหล่าวิชยา    อธิบดีกรมหม่อนไหม  กล่าวว่า    การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านหม่อนไหมทุกระดับ เป็นหนึ่งภารกิจที่กรมหม่อนไหมตั้งเป้าเร่งสานต่อเพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรให้มีศักยภาพสูงขึ้นตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยเบื้องต้นมีเป้าหมายพัฒนาบุคลากรและเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหมทุกระดับให้เป็นสมาร์ทออฟฟิศเซอร์ (Smart Officer) ที่มีความรู้สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหม่อนไหม อาทิ การเลี้ยงไหม การทอผ้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหม รวมถึงผลงานวิจัยที่ประสบผลสำเร็จ และข้อมูลด้านเศรษฐกิจและตลาดสินค้าหม่อนไปยังเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยใน  ปี 2561  มีแผนเร่งสร้าง “ไหมอาสา” เป้าหมายจำนวนกว่า 500 คนทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่ประสานและเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงการทำงานระหว่างกรมหม่อนไหมและเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบเข้าถึงทุกพื้นที่ เช่น ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับหม่อนไหม รายงานข้อมูลและช่วยเหลือเกษตรกรหม่อนไหมที่ประสบปัญหาพิบัติภัย  ติดตามภาวะราคาและตลาดเส้นไหม  รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและสอบถามถึงความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นต้น คาดว่า จะเป็นกลไกช่วยเติมเต็มการพัฒนาหม่อนไหมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีแผนขึ้นทะเบียนครูภูมิปัญญาหม่อนไหม    โดยจะเร่งคัดเลือกและจัดทำฐานข้อมูลครูภูมิปัญญาหม่อนไหมให้ชัดเจน และส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านครูภูมิปัญญาหม่อนไหม อีกทั้งยังดำเนินการเชิดชูเกียรติครูภูมิปัญญาหม่อนไหมด้วย ซึ่งจะช่วยถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมไปสู่เกษตรกรรุ่นไหม เพื่ออนุรักษ์และสืบสานอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้คงอยู่คู่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมหม่อนไหม    กล่าวอีกว่า      ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก โดยไทยมีผู้สูงอายุราว 16-17% จากประชากรทั้งประเทศกว่า 68 ล้านคน และมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2564 ผู้สูงอายุของไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 20% ในส่วนของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยกว่า 55 ปี มีประมาณ 60% ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด                กรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่า ว จึงเตรียมแผนลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เช่น  กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนอาชีพด้านหม่อนไหมแก่ผู้สูงอายุ   ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส  ให้มีอาชีพ และรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนั้น ยังมีแผนดำเนินการสานต่อโครงการทายาทหม่อนไหม เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ บรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เพื่ออนุรักษ์และสืบสานอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้คงอยู่ต่อไป โดยจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ สร้างทายาทหม่อนไหมในสถาบันอุดมศึกษา และขยายความร่วมมือกับกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)  เพื่อสร้างทายาทหม่อนไหมในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ โดยกรมหม่อนไหมจะสนับสนุนทั้งองค์ความรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิตพื้นฐาน เช่น พันธุ์หม่อน ไหมพันธุ์ดี  และเครื่องมืออุปกรณ์ในการเลี้ยงไหม สาวไหม และทอผ้า เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษา เด็กนักเรียน และเยาวชนได้เรียนรู้และซึมซับอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการพัฒนาธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นทางเลือกและช่วยสืบทอดอาชีพนี้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนทางหนึ่ง

“การผลิตไหมหัตถกรรมปัจจุบันเป็นการผลิตในระดับครัวเรือนเกษตรกรรายย่อย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่สืบทอดอาชีพและสั่งสมประสบการณ์มายาวนานจากบรรพบุรุษ ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มการพัฒนาและช่วยถ่ายทอดภูมิปัญญาหม่อนไหมไปสู่ทายาทและกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ทดแทนรุ่นเดิมที่อายุสูงขึ้น นอกจากนี้ กรมหม่อนไหมยังมุ่งต่อยอดพัฒนาทายาทหม่อนไหมให้เป็นยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Young Smart Farmer) พร้อมยกระดับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart   Farmer) เน้นส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านครูภูมิปัญญาหม่อนไหม     ซึ่งภายในปี 2564 มีเป้าหมายยกระดับรายได้ของสมาร์ทฟาร์เมอร์เพิ่มขึ้นเป็น 390,000 บาท/ปี       เพื่อสร้างความเข้มแข็งรองรับการแข่งขันในยุคเกษตร 4.0” นางสุดารัตน์ กล่าว

อธิบดีกรมหม่อนไหม     กล่าวต่อไปว่า     นอกจากนี้กรมหม่อนไหม จะได้ดำเนินงานตามแนวทางนโยบายที่ ดร.วิวัฒน์    ศัลยกำธร    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบให้ไว้ เมื่อครั้งมาตรวจเยี่ยมกรมหม่อนไหม เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2560 โดยเน้นหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม     รวมถึงการนำศาสตร์พระราชา และพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่9 มาดำเนินงานโดยการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบนพื้นที่สูง เพื่อลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน น้ำ และป่าไม้ ตามแนวทางการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ซึ่งจะเป็นการสืบสานอาชีพด้านหม่อนไหมให้คงอยู่ต่อไปอีกด้วย

เกษตรเตือนจับตาหนอนกออ้อยระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/309029

เกษตรเตือนจับตาหนอนกออ้อยระบาด

หนอนกอ

กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยทั่วประเทศเฝ้าระวังหนอนกออ้อยระบาดระยะอ้อยแตกกอ แนะหมั่นสำรวจแปลงอ้อยอย่างสม่ำเสมอ

นายประสงค์  ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากข้อมูลแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูอ้อยพบการเข้าทำลายของหนอนกออ้อยในหลายพื้นที่ภาคกลาง อาทิ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร และลพบุรี ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยทั่วประเทศหมั่นสำรวจแปลงอ้อยอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอ้อยในระยะแตกกอ ให้ระวังการระบาดของหนอนกอลายจุดเล็ก หนอนกอสีขาว และสีชมพู หากพบการเข้าทำลายให้รีบขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด เพื่อดำเนินการป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง
รองอธิบดีกรมส่งเสริมเกษตรกล่าวถึงลักษณะการเข้าทำลายของหนอนกออ้อยว่า ให้สังเกตไข่หนอนทั้งชนิดที่คล้ายเกล็ดปลาและไข่เม็ดกลมสีขาวหรือชมพู บริเวณบนใบ ใต้ใบ และในกาบใบที่แนบอยู่บริเวณยอดใบ หากฟักตัวจะกัดกินผิวใบหรือหน่ออ้อยในระยะสั้น ๆ จากนั้นจะเจาะเข้าลำต้นที่อยู่บริเวณผิวดินเพื่ออาศัยอยู่ในกออ้อย และมีนิสัยชอบเคลื่อนย้ายไปทำลายหน่อใหม่ โดย ๑ ตัว สามารถทำลายอ้อยได้ ๓ – ๔ หน่อ ซึ่งหนอนกออ้อยทั้ง 3 ชนิด จะพบเข้าทำลายอ้อยมากตั้งแต่ระยะแทงหน่อ จนถึงระยะแตกกอ
สำหรับวิธีการป้องกันกำจัดหนอนกออ้อยคือ ลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในระยะเริ่มปลูก เพราะหนอนจะชอบเข้าทำลายหน่ออ้อยอวบ หมั่นสำรวจแปลงอ้อยอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น ปล่อยแตนเบียนหนอนโคทีเซีย อัตรา ๑๐๐ – ๕๐๐ ตัวต่อไร่ เมื่อพบหนอนปล่อยทุก ๗ วัน จำนวน ๔ ครั้ง หรือปล่อยแตนเบียนไข่ตริโคแกรมมา อัตรา ๒๐,๐๐๐ ตัวต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ ๒ เดือน ปล่อยทุก ๑๕ วัน จำนวน ๒ ครั้ง หรือปล่อยแมลงหางหนีบ อัตรา ๕๐๐ ตัวต่อไร่ กรณีที่ต้องไถตออ้อยทิ้งให้ทำลายตออ้อยให้หมด เพื่อกำจัดหนอนหรือดักแด้ที่อยู่ในตออ้อย และหากจำเป็นต้องใช้สารเคมีให้พ่นด้วย ปิโตเลียมออยส์ ๘๓.๙% อีซี ๑๐๐ มิลลิลิตร ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร โดยพ่นก่อนการปล่อยแตนประมาณ ๑๐ – ๑๕ วัน หรือพ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลงอื่น ซึ่งสามารถสอบถามขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด ได้ทั่วประเทศ ทั้งนี้ แนะนำให้เกษตรกรปลูกอ้อยพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อหนอนกอ เช่น เอฟ๑๕๖ อู่ทอง๑ และ เค๘๔-๒๐๐

ซีพีเอฟ แนะเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ช่วงหนาว-อากาศแปรปรวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/308988

ซีพีเอฟ แนะเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ช่วงหนาว-อากาศแปรปรวน

ซีพีเอฟ

ซีพีเอฟ แนะเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ช่วงหนาว-อากาศแปรปรวน

                  นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ แนะนำวิธีการเลี้ยงปลาในปัจจุบันที่หลายพื้นที่มีอุณหภูมิลดต่ำลงในช่วงเช้าและค่ำ สลับกับอากาศร้อนในช่วงกลางวัน และบางพื้นที่มีฝนตกร่วมด้วย ภาวะเช่นนี้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของสัตว์น้ำ เนื่องจากปลาเป็นสัตว์เลือดเย็นจึงมีอุณหภูมิร่างกายเท่ากับสภาพแวดล้อม เมื่ออากาศเย็นลงระบบเมตาบอลิซึ่มในร่างกายจะผิดปกติ และระบบภูมิคุ้มกันต่ำลง เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาจึงต้องวางแผนการเลี้ยงอย่างรอบคอบ ไม่เลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป และปล่อยลูกปลาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้ลูกปลาโตมีภูมิต้านทานเพิ่ม ช่วยลดลดอัตราเสี่ยง

“เกษตรกรควรสังเกตการกินอาหารที่อาจลดลง เนื่องจากอุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน โดยยึดหลักการณ์ให้อาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง คือการแบ่งจำนวนมื้ออาหารให้มากขึ้น เป็นวันละ 5-6 มื้อ ในแต่ละครั้งจะต้องให้ทีละน้อยเท่าที่ปลากินหมด เพื่อกระตุ้นการกินของปลาให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงการให้อาหารในช่วงเช้าที่มีอุณหภูมิต่ำ เพราะปลาจะกินอาหารได้น้อย และควรผสมวิตามินซีและสารกระตุ้นภูมิต้านทานในอาหารให้ปลากินสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน”
นายอดิศร์ กล่าวต่อว่าสำหรับการเลี้ยงในรูปแบบบ่อดิน นับว่าสามารถควบคุมอุณหภูมิน้ำได้ง่ายกว่า โดยเกษตรกรอาจนำเอานวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบโปร–ไบโอติก (Pro-Biotic Farming) เข้ามาใช้ร่วมด้วย ซึ่งการเลี้ยงจะใช้แบคทีเรียที่เป็นมิตรกับสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งช่วยปรับสมดุลสิ่งแวดล้อมในบ่อเลี้ยง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาหรือสารปฏิชีวนะใดๆ จึงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยควบคุมคุณภาพน้ำทำให้ปลาที่เลี้ยงมีสุขภาพดี ได้ผลผลิตปลาเนื้อคุณภาพ ทั้งนี้ในช่วงที่อากาศเย็นลงเกษตรกรสามารถทำแนวบังลมในทิศทางที่ลมหนาวพัดมา คือทิศเหนือ/ตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดการกระทบกันของลมเย็นที่กระทำต่อพื้นผิวของน้ำในบ่อ

ด้าน น.สพ.นรินทร์ ร่มลำดวน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้ชำนาญการด้านสุขภาพสัตว์ ซีพีเอฟ แนะนำวิธีการเลี้ยงสัตว์ช่วงอากาศหนาวเย็นที่ทำให้ภาวะอุณหภูมิน้ำลดต่ำลง ในระหว่างวันอาจมีช่วงอากาศร้อนสลับด้วย ทำให้สัตว์เลี้ยงไม่สามารถปรับตัวได้และเกิดความเครียด ทำให้อัตราการกินอาหารและประสิทธิภาพการผลิตลดลง ภูมิคุ้มกันโรคต่ำลงจึงเจ็บป่วยง่ายขึ้น จึงมีคำแนะนำในการเลี้ยงสัตว์เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับการเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนระบบเปิด เกษตรกรต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่น อาทิ หลอดไฟกก เสริมไม้-ฟางรองนอน ผ้าหรือกระสอบกันลม ขณะที่ช่วงที่มีอากาศร้อนควรเพิ่มพัดลมระบายอากาศเพื่อไม่ให้ภายในโรงเรือนอบอ้าว ส่วนการเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือระบบอีแวป เกษตรกรต้องควบคุมการทำงานของพัดลมและเยื่อกระดาษหน้าโรงเรือนให้เหมาะสม อย่าให้ร้อน-เย็น-ชื้นเกินไป ซึ่งจะกระทบต่อสัตว์ทำให้เกิดความเครียด ควรปรับสภาพภายในโรงเรือนให้สัตว์อยู่สบาย ขณะเดียวกันยานพาหนะและบุคลากรที่จะเข้าภายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ต้องผ่านการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจติดมาด้วย และหากมีการระบาดของโรคในพื้นที่ใด ควรงดนำสุกรฝูงใหม่เข้าเลี้ยง พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อการดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน ควรเฝ้าระวังโรคในสัตว์กีบ อาทิ โค กระบือ และสุกร คือโรคปากและเท้าเปื่อย ที่พบได้บ่อยในสัตว์กีบในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน สุกรต้องระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับโรค PRRS ที่มีการระบาดได้ง่ายในภาวะอากาศแปรรวนดังกล่าว ซึ่งเป็นโรคที่พบในสุกรและไม่มีการติดต่อถึงคน แต่เชื้อสามารถแพร่ระบาดในฝูงสุกรได้อย่างรวดเร็ว โดยสุกรที่ติดเชื้อจะแสดงอาการหอบ ไอ มีไข้ ผิวหนังเป็นปื้นแดง กินอาหารน้อย หมดแรง ในสุกรท้องแก่จะพบอาการแท้ง หรืออัตราลูกตายแรกคลอดสูง ส่วนลูกที่รอดจะอ่อนแอ โตช้า ไม่ได้น้ำหนัก โดยต้องเข้มงวดในการป้องกันโรคทั้งในฝูงเดิม และสุกรทดแทนที่ต้องมีการแยกเลี้ยงก่อนนำเข้ารวมฝูงอย่างน้อย 1 เดือน
ด้านการเลี้ยงไก่เนื้อ ต้องดูแลสภาพภายในโรงเรือนให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่เปียกชื้น ที่จะยิ่งทำให้อุณหภูมิภายในลดต่ำลง ในกรณีที่อุณหภูมิต่ำมากควรเพิ่มผ้าม่านกั้นแนวลมที่จะเข้าโรงเรือน และเพิ่มหลอดไฟกก เพื่อทำให้อุณหภูมิไม่ต่ำจนเกินไป นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมการให้อาหารให้เหมาะสม เปลี่ยนเป็นให้อาหารบ่อยครั้งขึ้น เพื่อกระตุ้นการกินอาหาร และสามารถเพิ่มวิตามินละลายน้ำให้แม่ไก่ได้ตามสมควร