“กฤษฏา”เล็งเจรจาผลักดันส่งออกยางไทยไปอินเดียขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/308837

“กฤษฏา”เล็งเจรจาผลักดันส่งออกยางไทยไปอินเดียมขึ้น

กฤษฎา บุญราช, กฤษฏา

“กฤษฏา”เล็งเจรจาผลักดันส่งออกยางไทยไปอินเดียมขึ้น

 

นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 11 – 12 มกราคม นี้ มีกำหนดเดินทางไปยังกรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 4 ในฐานะประธานที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ หรือ อามาฟ และทำหน้าที่ประธานที่ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสวัสดิการเกษตรกร ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย                  โดยสาระสำคัญในการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมจะให้ความเห็นชอบและรับทราบผลการดำเนินงานระยะกลางของความร่วมมืออาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ปี พ.ศ. 2554-2558  และพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานระยะกลางของความร่วมมืออาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ ซึ่งจะสิ้นสุดในปี พ.ศ.2563 เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนและอินเดียมีการทำเกษตรและใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ไทยจะมีการรายงานผลจากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ให้ความเห็นชอบร่วมกันในเวทีนี้รับทราบด้วย ได้แก่ ด้านความมั่นคงอาหาร ด้านความปลอดภัยอาหารและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ด้านประมง ในด้านการบริหารจัดการประมงทะเลอย่างยั่งยืนทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค และด้านป่าไม้ ในการจัดการป่าไม้เขตร้อนอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม นอกจากการหารือในเวทีอาเซียน – อินเดีย ในการประชุมระดับรัฐมนตรีแล้ว ไทยยังจะมีการหารือทวิภาคีร่วมกับนายราด้า โมฮานซิงห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสวัสดิการเกษตรกร สาธารณรัฐอินเดีย ถึงความร่วมมือระหว่างไทย – อินเดีย ในด้านการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมถึงการขยายการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งอินเดียถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่ปัจจุบันอินเดียนำเข้ายางพาราจากไทยเป็นอันดับที่ 7 คิดเป็นปริมาณการนำเข้าประมาณ 4,226 ล้านบาท

 

เกษตรฯ พร้อมมาตรการรับมือสับปะรดราคาตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/308820

เกษตรฯ พร้อมมาตรการรับมือสับปะรดราคาตกต่ำ

สับปะรด

เกษตรฯ พร้อมมาตรการรับมือสับปะรดราคาตกต่ำ

 

                นางอัญชนา ตราโช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยถึงสถานการณ์การผลิตสับปะรดว่า ปัจจุบัน ไทยมีแหล่งปลูกสำคัญ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์  ระยอง ราชบุรี ชลบุรี พิษณุโลก และเพชรบุรี โดยปี 2560 พบว่า เนื้อที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งประเทศ  0.527 ล้านไร่ ผลผลิต 2.175 ล้านตัน  ผลผลิตต่อไร่ 4,129 กิโลกรัม  เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 6.68 ร้อยละ 7.94 และ ร้อยละ 1.15 ตามลำดับ เนื่องจาก ช่วงปี 2558 – 2559 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกในพื้นที่รกร้าง โดยผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือน มีนาคม – พฤษภาคม และช่วงตุลาคม – ธันวาคม  สำหรับช่วงตุลาคม – ธันวาคม 2560 มีผลผลิตประมาณ 0.655 ล้านตัน หรือร้อยละ 30.11 ของผลผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 0.409 ล้านตัน ในช่วงเดียวกันของปี 2559 ร้อยละ 16.31

          ราคาที่เกษตรกรขายได้สับปะรดโรงงาน ปี 2560 อยู่ที่กิโลกรัมละ 4.95 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 10.18 บาท ของปี 2559 ร้อยละ 51.37 โดย ณ  ธันวาคม กิโลกรัมละ 3.08 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 3.15 บาท ของเดือนพฤศจิกายน ร้อยละ 2.22 และลดลงจากกิโลกรัมละ 8.84 บาทของเดือนธันวาคม 2559 ร้อยละ 65.15

           ราคาที่เกษตรกรขายได้สับปะรดบริโภคสด ปี 2560 อยู่ที่กิโลกรัมละ 10.47 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 13.45 บาท ของปี 2559 ร้อยละ 22.15 ซึ่ง ณ เดือนธันวาคม 2560 กิโลกรัมละ 8.02 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 9.25 บาท ของเดือนพฤศจิกายน 2560 ร้อยละ 13.29 และลดลงจากกิโลกรัมละ 14.49 บาท ของเดือนธันวาคม 2559 ร้อยละ 44.65

ทั้งนี้ ราคาลดลงเนื่องจาก ช่วงปี 2558 -2559 ราคาสับปะรดอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้เกษตรกรมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดที่ไม่มีโรงงานแปรรูปสับปะรดตั้งอยู่ ประกอบกับสับปะรดที่ปลูกในปี 2559 เริ่มให้ผลผลิต ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก รวมทั้งสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้คุณภาพผลผลิตไม่ตรงตาม ความต้องการของโรงงานแปรูปสับปะรดและผลจากราคาส่งออกที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งตัวแทนการค้า (Broker) คงระดับราคารับซื้อไว้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสับปะรด โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์สับปะรดปี 2560 – 2569 และการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดในช่วงปลายปี 2560 ดังนี้

              แนวทางการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดในช่วงปลายปี 2560 คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการตลาดและการส่งออกสับปะรด โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานผู้ประกอบการ ผ่านกลไกประชารัฐ เพื่อเชื่อมโยงการรับซื้อผลผลิตสับปะรดจากเกษตรกรกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ มีการส่งเสริมการส่งออกสับปะรดผลสดไปยังตลาดค้าชายแดนผลักดันการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างเกษตรกรและโรงงานแปรรูปเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา นอกจากนี้มีการติดตามสถานการณ์ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2561

               แนวทางการบริหารจัดการในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากช่วงที่ 1 ปี 2561 (มีนาคม – พฤษภาคม 2561) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์เพื่อเตรียมแนวทางและมาตรการรองรับต่อไป  ซึ่งหากมองถึงสถานการณ์การผลิตสับปะรด ปี 2561 (ข้อมูล ณ ธันวาคม 2560) สศก. คาดว่าจะมีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 0.581 ล้านไร่ ผลผลิต 2.462 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่ 4,233 กิโลกรัม  เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 10.43 ร้อยละ 13.22 และร้อยละ 2.52 ตามลำดับ เนื่องจาก ช่วงปี 2558 – 2559 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกในพื้นที่ไม่เคยปลูกสับปะรดมาก่อน รวมทั้งต้นสับปะรดปีแรกให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นผลผลิตออกสู่ตลาดมากตั้งแต่เดือน มีนาคม โดยผลผลิตช่วง มีนาคม – พฤษภาคม 2560 ประมาณ 0.869 ล้านตัน (ร้อยละ 35.31 ของผลผลิตทั้งหมด) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ร้อยละ 9.30

                รองเลขาธิการสศก.กล่าวอีกว่าสำหรับการบริหารจัดการระยะยาว จะขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์สับปะรดปี 2560 – 2569 ประกอบด้วย ด้านการผลิต โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการผลิตสับปะรด มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลัก กำหนดพื้นที่เหมาะสมและกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสับปะรดโรงงาน ภายใต้ Agri-Map โดยคลอบคลุม เกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกสับปะรดในรัศมีรอบโรงงาน 50 – 100 กม.  กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรที่เพาะปลูกในจังหวัดที่ไม่มีโรงงานแปรรูป โดยใช้กลไกระดับพื้นที่ ผ่านทาง Single Commandจังหวัด ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนงาน/โครงการด้านการผลิต ระยะที่ 1 (ปี 2561 – 2564) และให้ สศก. ประเมินผลโครงการด้านการผลิต ระยะที่ 1 เพื่อการวางแผนจัดทำแผนงาน/โครงการ ระยะที่ 2 (ปี 2565 – 2569) ต่อไป

                 ด้านการแปรรูป  โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านอุตสาหกรรมแปรรูปสับปะรด               มีกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานหลัก  กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนในการพัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมสับปะรดของไทย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ศึกษาวิจัยและส่งเสริมการนำนวัตกรรม 2) ส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพ 3) ควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์สับปะรดให้ได้มาตรฐาน 4) การให้สิทธิประโยชน์หรือมาตรการจูงใจเพื่อส่งเสริมการลงทุน และ 5) การแปรรูปผลิตภัณฑ์ใหม่จากสิ่งเหลือใช้จากกระบวนการแปรรูป

                ด้านการตลาดและการส่งออก โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการตลาดและการส่งออกสับปะรด มีกระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลัก ดำเนินการรณรงค์และส่งเสริมการบริโภคสับปะรดและผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ ส่งเสริมการเจรจาทางการค้าเพื่อขยายตลาดใหม่ ส่งเสริมการสร้างตราสินค้า ศึกษา วิจัยความต้องการสับปะรดและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการรวบรวม จำหน่าย และส่งออกสับปะรดผลสด โดยผ่านกลไกรูปแบบประชารัฐ

ทั้งนี้ แนวทางการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์สับปะรดด้านการผลิต ระยะที่ 1 (ปี 2561- 2564) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการผลิตสับปะรด มีมติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการส่งเสริม 2 กลุ่ม คือ

               กลุ่มที่ 1 จังหวัดที่อยู่ในรัศมีรอบกลุ่มโรงงานฯ 100 กิโลเมตรเพื่อกำหนดเป็นพื้นที่ส่งเสริมการปลูกสับปะรดเพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูปสับปะรด รวม 12 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด

  กลุ่มที่ 2 จังหวัดที่มีการปลูกสับปะรดโรงงานแต่อยู่ห่างไกลจากที่ตั้งของโรงงานแปรรูปสับปะรด กำหนดให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมการปลูกสับปะรดเพื่อเน้นการบริโภคผลสด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม ชัยภูมิ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช และพัทลุง ซึ่งจะเน้นการสร้างตราสัญลักษณ์สินค้า (Brand Name) การจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)โดยเชื่อมโยงผ่านกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ ไปยังผู้ส่งออก /Modern Trade/การค้าชายแดน

ขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำแผนงาน โครงการ งบประมาณ ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่ม

เกษตรฯสำรวจไม้ผลภาคตะวันออก คาดผลผลิตปีนี้รวม 8 แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/308817

เกษตรฯสำรวจไม้ผลภาคตะวันออก คาดผลผลิตปีนี้รวม 8 แสนตัน

เกษตรฯสำรวจไม้ผลภาคตะวันออก คาดผลผลิตปีนี้รวม 8 แสนตัน

               นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า คณะทำงานสำรวจข้อมูล ไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ร่วมประชุมวิเคราะห์ผลพยากรณ์ข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2561 ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการพยากรณ์ในระยะติดดอก เพื่อสรุปผลภาพรวมไม้ผลภาคตะวันออก และใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ในฤดูกาลนี้

              ข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2561 (ข้อมูล ณ วันที่4 ธันวาคม 2560) พบว่า เนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ในพื้นที่จังหวัด ระยอง จันทบุรี และตราด มีจำนวน 683,922 ไร่ เพิ่มขึ้น 4,335 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.64 เนื้อที่ให้ผลรวม 622,126 ไร่ เพิ่มขึ้น 16,645 ไร่คิดเป็นร้อยละ 2.75 และผลพยากรณ์ปริมาณผลผลิตคาดว่าจะมีผลผลิตโดยรวม 802,973 ตัน เพิ่มขึ้น 10,860 ตัน คิดเป็นร้อยละ 1.37

              รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทุเรียนมีการออกดอกอยู่ในระยะ มะเขือพวงแล้วประมาณร้อยละ 60 โดยเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่บังคับสารออกดอกพันธุ์กระดุมและหมอนทอง โดยเนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.09 เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.42 คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตโดยรวม 424,639 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.54 ในปีนี้ผลผลิตทุเรียนต่อไร่เฉลี่ยลดลง เนื่องจากเกษตรกร ประสบปัญหาเชื้อราไฟทอปเธอราระบาด โดยเฉพาะแหล่งผลิตใหญ่ในจังหวัดจันทบุรี และส่วนหนึ่งเป็นทุเรียนใหม่ยังไม่ติดผลเต็มที่

             ในส่วนมังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 3 อยู่ในระยะเริ่มเป็นปากนกแก้ว เนื่องจากมังคุดรุ่นแรกที่จะออกดอกได้รับผลกระทบจากฝนตกในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่คาดว่าสภาพอากาศที่เย็นและมีลมโชย จะส่งผลให้ต้นมังคุดสามารถติดดอกออกผลได้ดีกว่าในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดตราดและระยอง มังคุดของทั้ง 3 จังหวัดภาคตะวันออก มีเนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.02 เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.76 คาดว่ามีปริมาณผลผลิตโดยรวม 155,565 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.23

              เงาะออกดอกในระยะตั้งช่อดอกแล้ว ประมาณร้อยละ 2 มีเนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.23 เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.97 คาดว่าปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 198,744 ตัน คิดเป็นร้อยละ 3.48 จากสภาพอากาศ ในปีนี้ที่ส่งผลดีต่อการติดดอกได้มากขึ้น เนื่องจากมีฝนตกอย่างสม่ำเสมอ

             และลองกอง แม้ส่วนใหญ่จะยังไม่ติดดอก อาจส่งผลให้ลองกองจะออกสู่ตลาดได้ช้า แต่คาดว่าจะมีปริมาณใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แม้มีเนื้อที่ยืนต้นลดลงร้อยละ 4.90 เนื้อที่ให้ผลลดลงร้อยละ 3.73 แต่คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตโดยรวม 24,025 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.04

                 โดยภาพรวมไม้ผลภาคตะวันออก อยู่ในช่วงการติดดอกออกผล และคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดได้ในระหว่างเดือนพฤษภาคม ไปจนถึงเดือนกรกฏาคม สำหรับแนวทางการบริหารจัดการไม้ผลนั้น เน้นการจัดการสวนผลไม้ให้มีคุณภาพ ส่งเสริมการส่งออกเพิ่มขึ้นเพื่อขยายตลาดไปต่างประเทศ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมในการแปรรูป เช่น สินค้าแช่แข็ง (Frozen Food) การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (Freeze Dry) เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร โทร 02-579-3816

ชี้พ.ร.บ.พันธุ์พืชฯ มุ่งรักษาประโยชน์นักปรับปรุงพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/308813

ชี้พ.ร.บ.พันธุ์พืชฯ มุ่งรักษาประโยชน์นักปรับปรุงพันธุ์

oydxiy[xi6ryoT6Nrn=

เกษตรฯ ชี้ พ.ร.บ.พันธุ์พืชและคุ้มครองพันธุ์พืช มุ่งรักษาประโยชน์นักปรับปรุงพันธุ์

                   นายอุทัย  นพคุณวงศ์  รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร  เปิดเผยว่า  เมล็ดพันธุ์หรือพืชพันธุ์ดีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเพาะปลูกพืช เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้นการปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อให้ได้พันธุ์ดีและมีความหลากหลายเพิ่มขึ้นจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรได้เลือกใช้ตามความเหมาะสมกับสภาพอากาศและสภาพพื้นที่ที่จำกัด ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และมีปริมาณเพียงพอไม่ขาดแคลน อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงพันธุ์พืชที่ประสบความสำเร็จจนได้พันธุ์ดีออกสู่ตลาดต้องใช้ทั้งความรู้ความสามารถ  เทคนิค รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุน ดังนั้น เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง นักปรับปรุงพันธุ์พืชจึงสมควรได้รับเกียรติยกย่องและผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพื่อเป็นกำลังใจและสร้างแรงจูงใจรักษาอาชีพนักปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีอยู่เดิมและเพิ่มจำนวนนักปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆให้มากขึ้น

กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนการปรับปรุงพันธุ์พืช 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดไว้ในมาตรา 28 ให้บริการออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนให้กับผู้ที่ได้ทำการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์จนได้เป็นพันธุ์พืชที่มีลักษณะแตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่ทั่วไปและเมื่อนำไปปลูกแล้วมีความสม่ำเสมอไม่แปรปรวนทางพันธุกรรม เพื่อเป็นหลักฐานแสดงที่มาประวัติของพันธุ์และลักษณะประจำพันธุ์และอีกฉบับคือพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ในหมวด 2 การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งให้บริการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่หรือคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืช

โฆษกกรมวิชาการเกษตร  กล่าวอีกว่า ความแตกต่างของการรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนและการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ คือ ในการขึ้นทะเบียนพันธุ์ตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 นั้น พันธุ์พืชทุกชนิดสามารถนำมายื่นขอขึ้นทะเบียนได้ โดยการตรวจสอบลักษณะพันธุ์จะใช้การพิจารณาตรวจสอบจากข้อมูลที่เป็นเอกสารหลักฐานและรูปถ่าย  ส่วนการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542นักปรับปรุงพันธุ์หรือเจ้าของพันธุ์จะได้รับสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย บุคคลใดจะขยายขายส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์พืชใหม่ที่ได้จดทะเบียนคุ้มครองไว้แล้ว จะต้องได้รับอนุญาตจากนักปรับปรุงพันธุ์เจ้าของพันธุ์เสียก่อนจึงจะสามารถกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายมีอายุการคุ้มครองตั้งแต่ 12 ปี 17 ปี และ 27 ปี แตกต่างตามชนิดพืช โดยพันธุ์พืชที่จะจดทะเบียนได้ต้องยังไม่ขายจ่ายแจกส่วนขยายพันธุ์เกินกว่า 1 ปีก่อนวันที่ยื่นขอจดทะเบียน และต้องผ่านกระบวนการปลูกตรวจสอบตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด ใช้ระยะเวลาดำเนินการอย่างน้อย 2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดพืช ความพร้อมของผู้ยื่นและคุณภาพการปลูกตรวจสอบปัจจุบันมีเพียง 62 ชนิดพืชเท่านั้นที่สามารถยื่นจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ได้และเมื่อจะทำการค้าพันธุ์ที่ได้จดทะเบียนแล้ว ผู้ทรงสิทธิจะต้องติดฉลากแสดงทะเบียนตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ส่วนขยายพันธุ์ที่จำหน่ายด้วย

ทั้งนี้ การออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนเปรียบเสมือนการทำบัตรประจำตัวพันธุ์พืชซึ่งเป็นประโยชน์ในการป้องกันมิให้บุคคลอื่นสามารถนำพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วไปอ้างสิทธิยื่นจดทะเบียนพันธุ์ใหม่ได้และยังเป็นการคุ้มครองเชิงปกป้องในทรัพยากรพันธุ์พืชของประเทศเนื่องจากปรากฏเป็นหลักฐานยืนยันในฐานข้อมูลพันธุ์พืชของประเทศ ขณะที่การจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่เป็นการคุ้มครองเชิงทรัพย์สินทางปัญญาเชิงการค้าที่ผู้ทรงสิทธิได้รับสิทธิการคุ้มครองและมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเช่นกัน

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนแล้ว 1,081 ฉบับ และจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ จำนวน 461 พันธุ์ ทั้งนี้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีบริบทที่แตกต่างกัน จึงเป็นทางเลือกให้นักปรับปรุงพันธุ์พืชสามารถพิจารณาเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม  อย่างไรก็ตามกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีเจตนารมณ์ที่เหมือนกันคือส่งเสริมให้เกิดการปรับปรุงพันธุ์พืชเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตรของประเทศต่อไปกรมวิชาการเกษตรจึงขอเชิญชวนนักปรับปรุงพันธุ์พืชนำพันธุ์พืชที่ปรับปรุงพันธุ์จนประสบความสำเร็จมายื่นขอรับความคุ้มครองได้ที่สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช  กรมวิชาการเกษตร  โทร. 0-2940-7214

เกษตรฯ เตรียมเสนอคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจวัตถุอันตราย 3 ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/308809

เกษตรฯ เตรียมเสนอคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจวัตถุอันตราย 3 ชนิด

วัตถุอันตราย

เกษตรฯ เตรียมเสนอคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจวัตถุอันตราย 3 ชนิด กำหนดแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

              นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเร่งดำเนินการตามที่มีข้อเสนอของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 เสนอห้ามใช้วัตถุอันตราย พาราควอตไดคลอร์ไรด์ และคลอร์ไพริฟอส ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2562 และให้จำกัดการใช้วัตถุอันตรายไกลโฟเซต อย่างเข้มงวด

โดยห้ามใช้สาหรับเกษตรกรในพื้นที่สูง พื้นที่ต้นน้ำ บริเวณแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำในพื้นที่ใกล้เคียง พื้นที่สาธารณะ และเขตชุมชน โดยจะมีการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ มาตรการการส่งเสริม และสนับสนุนให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ก่อนที่จะออกประกาศเงื่อนไขพื้นที่ห้ามใช้ และเขตห้ามใช้

อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการควบคุมวัตถุอันตรายทางการเกษตรตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ได้พิจารณาและเร่งดำเนินการเพื่อไขข้อกังวลของสังคม และผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ใช้วัตถุอันตรายในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดย

1. จัดประชุมเพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย ทั้ง 3 ชนิด โดยมีนักวิชาการด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เมื่อวันอังคารที่ 25 เมษายน 2560 2. มีหนังสือถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อคิดเห็นและข้อมูลเพิ่มเติมของวัตถุอันตราย ในการประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางในการควบคุมวัตถุอันตรายดังกล่าว

3. มอบหมายกรมวิชาการเกษตรศึกษาข้อมูลพิษวิทยา ประเมินความเป็นอันตราย และผลกระทบจากการใช้วัตถุอันตราย 4.มอบหมายคณะทำงานพิจารณาสารทดแทนวัตถุอันตราย เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การหาสารที่จะนำมาใช้เป็นสารทางเลือก กรณีที่มีความจำเป็นต้องควบคุมสารทั้ง 3 ชนิด 5. จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณาลด ละ เลิกใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด

ซึ่งล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ครั้งที่ 29-7/2560เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาเอกสารทางวิชาการ รวมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมวัตถุอันตรายพาราควอตไดคลอร์ไรด์ คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยกำหนดให้พิจารณาแล้วเสร็จ ภายใน 3 เดือน

โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ขอความอนุเคราะห์กระทรวงสาธารณสุข ใน   ส่วนของข้อมูลหลักฐานทางการแพทย์เกี่ยวกับข้อกังวลในด้านความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ต่อสุขภาพของมนุษย์ตามข้อเสนอของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และข้อเสนอแนะของกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่กระทรวงเกษตรฯ จะได้ส่งข้อมูลดังกล่าวเสนอคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจใช้ประกอบการพิจารณากำหนดมาตรการควบคุมวัตถุอันตรายพาราควอตไดคลอร์ไรด์ คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตต่อไป

ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ได้พิจารณาข้อมูลทางวิชาการ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของวัตถุอันตราย ทั้ง 3 ชนิด พบว่า ข้อมูลพิษวิทยา พิษตกค้าง และประสิทธิภาพของวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด มีความเป็นพิษในระดับน้อยถึงปานกลาง และยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามฉลากซึ่งมีบางประเทศที่ห้ามใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด แต่อีกหลายประเทศมิได้ห้ามใช้ หรือห้ามใช้ในสินค้าบางชนิดเท่านั้น

นอกจากนี้ ผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็น 4 ครั้ง มีทั้งเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการฯ และไม่เห็นด้วย เนื่องจากวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด มีประสิทธิภาพดี ราคาถูก หากใช้ด้วยความระมัดระวังจะไม่เกิดอันตราย เกษตรกรจะได้รับผลกระทบด้านต้นทุนการผลิต นอกจากจะมีสารที่มาใช้ทดแทนที่มีประสิทธิภาพดีและราคาถูก ก็ยินดีที่จะลด ละ เลิกใช้ ซึ่งได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการต่อไป

เกษตรฯทุ่ม7พันล.ต่อยอดโครงการ9101 ทุกจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/308756

เกษตรฯทุ่ม7พันล.ต่อยอดโครงการ9101 ทุกจังหวัด

โครงการ9101

เกษตรฯทุ่ม7พันล.ต่อยอดโครงการ9101 ทุกจังหวัดต้องมี 1 โครงการที่ต่อยอดได้

                 นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ส่งข้อมูลโครงการพัฒนาการเกษตรเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการต่อยอดจากโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ใต้ร่มพระบารมี ให้สำนักงบประมาณพิจารณาแล้ว โดยโครงการนี้จะใช้งบประมาณ ปี 2560 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ส่งคืนให้กับสำนักงบประมาณ จำนวน 7,000 ล้านบาท ซึ่งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ได้หารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อขอนำงบประมาณดังกล่าวออกมา ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาการเกษตรเพื่อความยั่งยืน เป้าหมายให้เงินจำนวนนี้ลงสู่รากหญ้า ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญของประเทศ

            ทั้งนี้การดำเนินการจะเลือกโครงการที่ประสบความสำเร็จในปี 2560 เป็นชุมชนที่มีความพร้อม เข้มแข็ง และมีความยั่งยืน โดยกระทรวงเกษตรฯ จะนำเงินส่วนที่จะขออนุมัติใหม่ไปช่วยเสริมในด้านการบริหารจัดการและการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คนในชุมชน เพื่อกระจายเงินลงไปในพื้นที่ 77 จังหวัด เช่น การจัดอบรม การจัดสัมมนา เป็นต้น ระยะเวลาดำเนินโครงการเร็วที่สุดจนสิ้นสุดถึงเดือนเม.ย.2561

             “ที่ตัดสินใจนำโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ใต้ร่มพระบารมี มาพิจารณา เนื่องจากเห็นว่ามีหลายโครงการที่ประสบความสำเร็จ สามารถทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ จึงอยากนำเงินก้อนนี้ไปต่อยอดโครงการที่มีอยู่ โดยคาดว่าทุกจังหวัดจะต้องมีอย่างน้อย 1 โครงการที่สามารถต่อยอดได้ ส่วนในเรื่องบประมาณ 7,000 ล้านบาท สำนักงบประมาณจะเป็นผู้พิจารณา ก่อนจะนำส่งให้นายสมคิด รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป คาดว่ากลางเดือนม.ค.2561 น่าจะเสร็จสิ้น”  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

สศก.รายงานราคาสินค้าเกษตร(ทุกชนิด) ประจำวันนี้(9 ม.ค.61)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/308671

สศก.รายงานราคาสินค้าเกษตร(ทุกชนิด) ประจำวันนี้(9 ม.ค.61)

ราคาสินค้าเกษตร

สศก.รายงานราคาสินค้าเกษตร(ทุกชนิด) ประจำวันนี้( 9 ม.ค.61)

            สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รายงาน ราคาสินค้าเกษตร ณ ตลาดกลาง หรือ ตลาดสำคัญ ประจำวันที่ 9 มกราคม 2561  ดังนี้
ข้าวนาปี: ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ 105 โรงสีเต็กเฮง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ 14,500 บาท/ตัน
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้น 14.5% บริษัท แหลมทอง จำกัด อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา 9.55 บาท/กก.
ถั่วเหลืองร้าน คุณนุชจรีย์ พัฒนา อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย 16.00 บาท/กก.

มันสำปะหลังสด (แป้ง 25%) บริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด อ.เมือง จ.นครราชสีมา 2.10 บาท/กก.
สารกาแฟโรบัสต้า บริษัท เนสเล่ จำกัด อ.สวี จ.ชุมพร 60.00 บาท/กก.
สหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟชุมพร อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร 70.00 บาท/กก.
สหกรณ์การเกษตรบ้านพันวาล อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร 69.00 บาท/กก ราคาลดลงจากวันที่ 8 มกราคม 2561 ที่ราคา 69.50 บาท/กก.

อ้อยโรงงาน บริษัท ไทยเอกลักษณ์จำกัด อ.เมือง ต.คุ้งตะเภา จ.อุตรดิตถ์ 837.10 บาท/ตัน
ผลปาล์มน้ำมัน น้ำหนักมากกว่า 15 กก. ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ 3.20 บาท/กก. บริษัท แสงศิริน้ำมันปาล์ม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี 3.30 บาท/กก.
ยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 43.77 บาท/กก. ราคาลดลงจากวันที่ 8 มกราคม 2561 ที่ราคา 45.80 บาท/กก.

หอมแดง แห้ง 7-15 วัน ร้านสิทธิกร อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ขนาดใหญ่   24.00 บาท/กก. ขนาดกลาง  20.00 บาท/กก. ขนาดเล็ก   15.00 บาท/กก.
หอมหัวใหญ่ สหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่แม่วาง จำกัด อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เบอร์ 0   16.00 บาท/กก. เบอร์ 1   16.00 บาท/กก. เบอร์ 2   16.00 บาท/กก. เบอร์ 3   12.00 บาท/กก.
สับปะรดโรงงาน บริษัท สามร้อยยอด จำกัด(เอส.อาร์.วาย.) อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ 3.60 บาท/กก.

มะนาว  ผลขนาดใหญ่พิเศษ ตลาดปฐมมงคล ท่ารถ บขส. อ.เมือง จ.นครปฐม 180.00 บาท/ร้อยผล มะนาว  ผลขนาดใหญ่พิเศษ ตลาดกลางหนองบ้วย อ. ท่ายาง จ.เพชรบุรี 150.00 บาท/ร้อยผล.
มะพร้าว ผลแห้งขนาดใหญ่ ผู้ใหญ่วิโรจน์ สว่างงาม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม 1,700.00 บาท/ร้อยผล.
มะพร้าว ผลแห้งขนาดใหญ่ แหล่งรับซื้อ มะพร้าวทับสะแก อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ 1,600.00 บาท/ร้อยผล.
สุกร สุดใจฟาร์ม ต.มาบแค อ.เมือง จ.นครปฐม 39.00 บาท/กก.
ไก่รุ่นพันธุ์เนื้อ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 30.00 บาท/กก.

ไข่ไก่สดเบอร์คละ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไข่ไก่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา 200.00 บาท/ร้อยฟอง กุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 50 ตัว/กก.
ตลาดกลางกุ้งสมุทรสาคร อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 195.00 บาท/กก.
ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 

“อำนวยพร”นำคณะลงพื้นที่ตรวจสวนป่าเกษตรกรดีเด่นจ.สระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/308368

“อำนวยพร”นำคณะลงพื้นที่ตรวจสวนป่าเกษตรกรดีเด่นจ.สระแก้ว

“อำนวยพร”นำคณะลงพื้นที่ตรวจสวนป่าเกษตรกรดีเด่นจ.สระแก้ว

                วันที่ 6 มกราคม 2561 นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ พร้อมด้วย ผอ.ไพศาล (สจป.9 ชลบุรี), ผอ.ธวัชชัย (สจป.9 สาขาปราจีนบุรี) และคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพปลูกสร้างสวนป่า ประจำปี 2561 ระดับภาคกลางและตะวันออก ประกอบด้วยผู้แทนจาก สจป.5 สระบุรี, สจป.9 ชลบุรี, สจป.9 สาขาปราจีนบุรี, สจป.10 ราชบุรี, สจป.10 สาขาเพชรบุรี, สสป. พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบสวนป่าของ นายเกริก มีมุ่งกิจ เกษตรกรดีเด่นในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งนำเสนอโดย สจป.9 สาขาปราจีนบุรี เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนระดับภาคกลางและตะวันออกต่อไป

"อำนวยพร"นำคณะลงพื้นที่ตรวจสวนป่าเกษตรกรดีเด่นจ.สระแก้ว

นายเกริก มีมุ่งกิจ อายุ 59 ปี สมรสกับนาง วรรณี มีมุ่งกิจ มีบุตร ธิดา รวม 2 คน จบปริญญาเอก ทางด้านวนเกษตร ประกอบอาชีพหลักทางด้านเกษตรกรรม และค้าขายผลผลิตทางการเกษตรเป็นอาชีพรอง ส่วนสาเหตุที่มาทำสวนป่า เนื่องจากประสบปัญหาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  จึงอยากจะประกอบอาชีพอะไรที่มั่นคงและยั่งยืน จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในการปลูกต้นไม้ ใช้เวลาในการวางแผนตัดสินใจ 3 ปีครึ่ง จึงเดินทางมาที่บ้านเกิดเพื่อทำสวนป่า ในรูปแบบวนเกษตร ในพื้นที่มรดกของครอบครัว ในท้องที่ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว  จำนวน 35 ไร่ โดยใช้ไม้โตเร็ว โตปานกลาง และไม้โตช้า กว่า 100 ชนิด เมื่อปี 2551 ปัจจุบัน เป็นเวลา 9 ปี

สำหรับอาชีพเสริมที่ทำรายได้ให้มาก คือ 1.การเพาะกล้าไม้ชนิดต่างๆ รวมทั้งไม้มงคลประจำจังหวัด 77 ชนิด และสมุนไพรจำหน่าย ราคาตั้งแต่ 20 บาท จนถึง 1,500 บาท 2.การเก็บใบไม้ หญ้า และเศษวัชพืชต่างๆ มาหมักทำเป็นดินปลูกและทำปุ๋ยหมัก เพื่อบรรจุถุงขาย และนำไปเพาะกล้าไม้ 3.เก็บกิ่งไม้ตามสองข้างทางและตามสวนผลไม้ของชาวบ้านที่ตัดแต่งกิ่ง นำมาเผาถ่านและผลิตน้ำส้มควันไม้จำหน่าย

"อำนวยพร"นำคณะลงพื้นที่ตรวจสวนป่าเกษตรกรดีเด่นจ.สระแก้ว
4.ปลูกข้าวในพื้นที่ปลูกต้นไม้ จำนวน 2 ไร่ โดยทำการสีข้าวเป็นข้าวกล้อง และข้าวขาว เพื่อบรรจุถุงขาย
5.ปลูกผักในพื้นที่ปลูกต้นไม้ จำนวน 20 ไร่ เพื่อขายเป็นรายได้ และเมื่อต้นไม้โตได้ 4 ปี หยุดปลูกผัก 6.จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรเขาฉกรรจ์ โดยนายเกริก มีมุ่งกิจ เป็นประธาน เพื่อถ่ายทอดความรู้ทางด้านวนเกษตรให้แก่สมาชิก นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป และ7.รณรงค์ให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้ ตั้งแต่ปี 2552 และได้จัดตั้งเครือข่ายธนาคารต้นไม้จังหวัดสระแก้ว

อย่างไรก็ตามสำหรับเกษตรกรรายนี้มีความเป็นผู้นำและการเสียสละในด้านต่างๆ ได้แก่ เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่นประจำโครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” ของ ทบ.  เป็นวิทยากรพิเศษให้กับมหาวิทยาลัย สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยังเปิดโอกาสให้นักศึกษา และประชาชน เข้ามาเรียนรู้การผลิตดินและปุ๋ยใบไม้ การผลิตถ่านและน้ำส้มควันไม้ และพักอาศัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อนำไปใช้ในการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป

ส่วนคติประจำใจคือ วนเกษตรพอเพียงเลี้ยงชีวิต ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้วยการปลูกไม้ 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง และพึ่งตนเองจากการใช้ทรัพยากรเชิงอนุรักษ์ เพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าจากป่าวนเกษตรอย่างชาญฉลาด

เกษตรฯ ร่วมขับเคลื่อนกาฬสินธุ์โมเดล กระตุ้นรายได้ครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/308364

เกษตรฯ ร่วมขับเคลื่อนกาฬสินธุ์โมเดล กระตุ้นรายได้ครัวเรือน

โพนทอง

เกษตรฯ ร่วมขับเคลื่อนกาฬสินธุ์โมเดล กระตุ้นรายได้ภาคครัวเรือนพ้นความยากจน

    

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสประชุมร่วมกับพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการขับเคลื่อนกาฬสินธุ์โมเดล ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ ว่า ได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมกันขับเคลื่อนกาฬสินธุ์โมเดล ซึ่งเป็นจังหวัดแรกที่รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นจังหวัดนำร่องที่จะนำมาใช้เป็นโมเดลแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน เพื่อยกระดับได้รายประชาชนซี่งมีรายได้เฉลี่ยในปี 2560 เพียง 50,400 บาท/คน/ปี เพิ่มขึ้นอีก 7% ในปี 2561 หรือ 54,400 บาท/คน/ปี และปี 2561 เพิ่มอีก 10% เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 56,000 บาท/ปี ตามเป้าหมายรัฐบาล ทั้งการสนับสนุนจากส่วนกลาง และการวิเคราะห์ปัจจัยจากในระดับพื้นที่

โดย 1.มอบหมายรองปลัด กระทรวงเกษตรฯ นายธนิตย์ เอนกวิทย์ ตรวจสอบอัตรากำลังข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ทุกหน่วยงานในจังหวัดกาฬสินธุ์ว่ามีครบถ้วนตามกรอบอัตรากำลังหรือไม่ โดยห้ามข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ไปช่วยราชการที่อื่น โดยเฉพาะเกษตรอำเภอและเกษตรตำบล  เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจน

2. มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และผู้ตรวจราชการกรมในหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดกาฬสินธุ์อย่างน้อยเดือนละครั้ง และรายงานผลการติดตามมายังกระทรวงเกษตรฯประจำทุกเดือน พร้อมทั้งติดตามผลงานในปี  60 และแผนงานปี 61 ว่าได้มีการดำเนินการตามแผนหรือไม่อย่างไร เช่น  โครงการสนับสนุนแหล่งน้ำของกรมชลประทาน

ส่วนที่สอง คือ การวิเคราะห์ปัจจัยเกี่ยวข้องที่ส่งผลต่อความยากจนของเกษตรกร แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1  กลุ่มเกษตรกรที่ถูกเอาเปรียบจากกลุ่มนายทุน เช่น การทำสัญญากับนายทุน หรือการกู้หนี้นอกระบบ 2.ปัจจัยการดำเรงชีวิตของเกษตรกรเองไม่เหมาะสม เช่น  ขาดอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร พื้นที่การเกษตรไม่เหมาะสม ความแห้งแล้ง น้ำ องค์ความรู้ในการต่อยอดอาชีพทางการเกษตร

และ กลุ่มที่ 3 ด้านชีวิตความเป็นอยู่รายบุคคล และครัวเรือน เช่น สภาพแวดล้อมทางสังคม หรือ ปัญหายาเสพติด  ซึ่งเมื่อแยกเป็นสามกลุ่มหลักแล้ว จะสามารถกำหนดแผนงานและการให้การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้ ขณะเดียวกัน การดำเนินการไม่เพียงมุ่งเน้นเฉพาะแสวงหารายได้เท่านั้น แต่ให้มีการพิจารณาเรื่องการลดรายจ่ายในครัวเรือน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาขับเคลื่อนควบคู่กันด้วย รวมทั้งการขยายผลจิตอาสาโครงการพระราชทานในรัชกาลที่  10 ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรที่ยังทำการเกษตรแบบดั้งเดิม กับเกษตรกรรุ่นใหม่ สมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือเกษตรกรต้นแบบ เข้ามาเป็นผู้ช่วยให้การสนับสนุนการทำงานของเกษตรจังหวัดเกษตรกรตำบล เพื่อร่วมสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และการพัฒนาการเกษตรต่อสู้ความยากจนอีกด้วย

สำหรับในช่วงบ่ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะได้เดินทางต่อไปยังฝายลำห้วยค้อ บ้านนาโก ต.นาโก อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อเยี่ยมแปลงเกษตรทฤษฏีใหม่ด้วยระบบน้ำหยดโดยใช้พลังงานแสง     อาหิตย์พื้นที่ได้รับประโยชน์ 40 ไร่ เกษตรกรจำนวน 13 ครัวเรือน ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิปิดทองในการให้การสนับสนุนงบประมาณ และตรวจเยี่ยมแปลงเกษตรทฤษฏีใหม่ในรูปแบบหลุมพอเพียงบ้านหนองแมวโพง ต.หนองใหญ่ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ซี่งได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ กรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน พิจารณาขยายผลระบบการบริหารจัดการน้ำและการส่งเสริมการเกษตรทฤษฏีใหม่ที่ภาคเอกชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมโดยเฉพาะระบบตลาดไปยังพื้นที่ที่มีความเหมาะสมให้แก่เกษตรกรให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นด้วย

อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาไล่น้ำเค็มสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/308181

อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาไล่น้ำเค็มสำเร็จ

อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาไล่น้ำเค็มสำเร็จ

อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาไล่น้ำเค็มสำเร็จ

 

นายวิเชียร เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา สำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานประสบผลสำเร็จในการผลักดันน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำปราจีนบุรีเป็นปีแรก หลังจากอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ ทั้งนี้ปัญหาน้ำทะเลจากอ่าวไทยรุกล้ำเข้ามาในลำน้ำดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าแล้งของทุกๆ ปี ราษฎรและเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากไม่มีน้ำจืดไว้ใช้อุปโภค-บริโภคและเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ ทำให้ผลผลิตการเกษตรเสียหาย นอกจากนี้โรงพยาบาลอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี  ยังได้รับผลกระทบจากการไม่มีน้ำสะอาดล้างเครื่องมือแพทย์เช่นกัน

สำหรับการแก้ปัญหาที่ผ่านมากรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 9 และโครงการชลประทานในพื้นที่ได้ร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้ง 2 ลุ่มที่ต่อเนื่องกันเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว กล่าวคือเมื่อน้ำเค็มเริ่มรุกตัวช่วงเดือนธันวาคม เขื่อนบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา จะทำหน้าที่ควบคุมเพื่อชะลอน้ำเค็มที่จะวิ่งขึ้นด้านบนตามแนวแม่น้ำบางปะกง พร้อมกับระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆ เข้ามาช่วยผลักดันน้ำเค็ม ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา อ่างเก็บน้ำคลองระบม อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล จ.นครนายก แต่ถ้าน้ำเค็มยังรุกเข้ามาอีก ต้องระบายน้ำจากทางตอนบนลงไปเพิ่ม ซึ่งเก่อนมีเพียงอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง จ.สระแก้ว ทำให้ไล่น้ำเค็มได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

“เมื่อฤดูแล้งปี 2560 ที่ผ่านมา สามารถผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำปราจีนบุรีบริเวณอ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ได้สำเร็จเป็นปีแรก เนื่องจากมีอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ที่ปล่อยน้ำลงมาไล่น้ำเค็มอีกทางหนึ่ง” นายวิเชียรกล่าว

ทั้งนี้อ่างฯนฤบดินทรจินดา ก่อสร้างเสร็จและเริ่มเก็บกักน้ำตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ซึ่งสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยซ้ำซากบริเวณตลาดเก่ากบินทร์บุรีได้ในทันที พร้อมกับระบายน้ำลงมาเพื่อรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม น้ำเน่าเสียตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2560 รวมปริมาณน้ำที่ระบายทั้งสิ้น 200 ล้านลูกบาศก์เมตร ด้วยปริมาณน้ำที่ระบายไปขนาดนี้ทำให้น้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีกลายเป็นน้ำจืด ชาวบ้านสามารถสูบไปใช้ได้ในช่วงหน้าแล้ง สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก สามารถขายผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ได้ราคาดี

ส่วนแผนการระบายน้ำของอ่างฯ นฤบดินทรจินดาจากนี้ไป คือ ระบายวันละ 500,000 ลบ.ม. จนถึงกลางเดือนมกราคม 2561 จากนั้นเพิ่มการระบายเป็นวันละ 1.5 ล้านลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2561 รวมปริมาณน้ำตามแผนการระบาย 217 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำที่ระบายไปแล้วทั้งสิ้น 4.3 ล้านลบ.ม.” นายวิเชียร กล่าว

ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา กล่าวต่อว่า สำหรับระบบส่งน้ำของอ่างฯ นฤบดินทรจินดา อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะแล้วเสร็จในปี 2563 อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและสวนผลไม้ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากตามแนวคลองห้วยโสมง แควหนุมาน แม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำบางปะกง ได้นำน้ำที่ส่งลงไปผลักดันน้ำเค็มไปใช้ตามเรือกสวนไร่นา โดยเฉพาะสวนทุเรียนที่ถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ช่วยให้ผลผลิตทางการเกษตรรอดพ้นจากความเสียหายได้

“อ่างเก็บน้ำแห่งนี้เกิดขึ้นมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2521 หลังจากนั้นทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับอ่างฯ นฤบดินทรจินดารวม 6 ครั้งด้วยกัน ทุกวันนี้ชาวบ้านดีใจมากที่ได้รับพระราชทานอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ และเป็นความภาคภูมิใจของข้าราชการกรมชลประทานที่ได้มารับหน้าที่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน” นายวิเชียรกล่าวในตอนท้าย