สหกรณ์ประมงแม่กลอง คุมเข้ม IUU มุ่งสร้างสินค้าดีถูกหลักสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307617

สหกรณ์ประมงแม่กลอง  คุมเข้ม IUU มุ่งสร้างสินค้าดีถูกหลักสากล

j]v, c, lsdiINxit

สหกรณ์ประมงแม่กลอง  คุมเข้ม IUU มุ่งสร้างสินค้าดีถูกหลักสากล

                กรมการค้าภายในชูตลาดกลาง หนุนเอื้อปากท้องประชาชน พร้อมสร้างมาตรฐานเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกร ด้านตลาดกลางสหกรณ์ประมงแม่กลอง ศูนย์กระจายสินค้าคุณภาพอาหารทะเลสดใหม่ไร้สารเคมี พร้อมทำงานร่วมแบบบูรณาการเร่งเดินเครื่อง IUU รายงานและควบคุมการทำประมง มั่นใจสินค้าในตลาดกลางถูกกฎหมายตามมาตรฐานสากล

                  นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ตลาดกลางมีวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีรายได้ที่มั่นคง พร้อมเป็นที่รองรับเกษตรกรให้มีพื้นที่ทำกินมากขึ้น ด้านผู้บริโภคก็จะมีโอกาสต่อรองหรือประมูลราคาในการซื้อขายได้ เพื่อเกิดการซื้อขายในราคาที่เป็นธรรม ทั้งนี้ทางกรมการค้าภายในยังได้พยายามยกระดับมาตรฐานด้านต่างๆ เพื่อวงการประมงในประเทศไทยได้การยอมรับในวงกว้างมากขึ้นซึ่งจะส่งผลให้เป็นการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงอีกด้วย

               โดยทางกรมการค้าภายในได้สร้างมาตรฐานสินค้าของตลาดกลางโดยอาศัยผลประโยชน์ของผู้ซื้อและผู้ขายเป็นสำคัญ พร้อมวางกฎระเบียบที่ตลาดกลางต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการยืนยันถึงมาตรฐานและคุณภาพที่จะได้รับ อาทิ ต้องมีเครื่องอำนวยความสะดวกในการซื้อขายให้เหมาะสมกับสภาพสินค้าเกษตรแต่ละประเภท กรณีตลาดกลางประเภทข้าวและพืชไร่ ต้องมีเครื่องชั่งเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสินค้าได้ นอกจากนี้ยังเปิดกว้างพร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในเชิงบูรณาการได้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนมาตรฐานสินค้าให้เป็นมาตรฐานสากล รวมไปถึงยกระดับคุณภาพชีวิตชาวประมงให้ดีขึ้น

               นายชินชัย สถิรยากร ที่ปรึกษาสหกรณ์ ตลาดกลางสหกรณ์ประมงแม่กลอง กล่าวว่า ตลาดกลางสหกรณ์ประมงแม่กลองมีการนำเข้าปลาทะเลที่มีความสดใหม่อยู่เสมอ โดยจะเป็นสินค้าที่รับมาจากชาวประมงพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกกับทางตลาดเพื่อมอบให้กับผู้ประกอบการหรือแพปลามารับไปจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางหรือผู้ค้ารายใหญ่ นอกจากนี้สินค้าทั้งหมดที่นำมาในตลาดกลางสัตว์น้ำ สหกรณ์ประมงแม่กลองจะไม่มีสินค้าที่ผิดกฎหมายแน่นอน เพราะตลาดได้มุ่งแก้ปัญหา IUU หรือการทำประมงที่ขาดการรายงานและควบคุม จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าที่มาจากสหกรณ์ประมงแม่กลองมีคุณภาพ อีกทั้งไม่ทำลายธรรมชาติอีกด้วย

              “นอกจากนี้ทางกรมการค้าภายในได้พยายามส่งเสริมด้านมาตรฐานสินค้าของเราให้มีคุณภาพสูงขึ้น ขณะเดียวกันทางตลาดก็ได้มีการแก้ปัญหาชาวประมงที่ทำผิดกฎหมายหรือ IUU โดยชาวประมงที่มาเป็นส่วนหนึ่งกับตลาดกลางสหกรณ์ประมงแม่กลองจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ผ่านการตรวจหลักเกณฑ์ต่าง ๆ15 ข้อจากหน่วยงานกว่า 8 หน่วยงาน แม้กระทั่งเรื่องปัญหาของแรงงานผิดกฎหมายทางตลาดก็ได้พยายามดำเนินการแก้ไขจนปัจจุบันเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย 100% แล้ว ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ซื้อไปจากตลาดกลางสหกรณ์ประมงแม่กลองสะอาดปลอดภัยและถูกกฎหมายอย่างแน่นอน” นายชินชัย กล่าว

                มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของตลาดกลางสินค้าเกษตร ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ หรือจะซื้อหาค้าขายสินค้าเกษตรคุณภาพดีในตลาดกลางสินค้าเกษตรดังกล่าวได้ทั่วทุกแห่งของประเทศได้ง่ายๆที่เว็บไซต์ “ตลาดกลางออนไลน์” http://centermarket.dit.go.th

“กล้วยไม้”กับความรักไร้พรมแดน ตอน22

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307614

“กล้วยไม้”กับความรักไร้พรมแดน ตอน22

ระพี สาคริก, กล้วยไม้

โดย – ศ.ระพี สาคริก

ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว

ขณะนั้นฉันรู้สึกเสมือนว่า ตัวเองกำลังถูกปล่อยไว้อย่างโดดเดี่ยว แม้กระทั่งจะมีคนพาไปที่งาน

ฉันถือกล้องวิดีโอมาที่หน้าโรงแรม โดยที่คิดว่าจะหารถแท็กซี่ไปเอง แต่ครั้นเดินออกไปไกลเรื่อยๆ จากถนนสายหนึ่งถึงอีกสายหนึ่ง ก็ไม่เห็นมีรถยนต์ผ่านไปมาแม้แต่คันเดียว ในที่สุดก็ต้องเดินย้อนกลับมาเข้าโรงแรมตามเดิม

ฉันได้แต่รำพึงอยู่ในใจว่า เหตุใดบรรยากาศที่นี่มันถึงได้เงียบเหงาเสียนี่กระไร จะหาความพร้อมต่างๆ ก็ยากแสนยาก

ฉันได้พยายามโทรศัพท์ไปหาบริษัทที่จัดงาน จึงทราบว่าวันพรุ่งนี้จะมีการตัดสินดอกไม้ แล้วเขาจะส่งรถมารับที่โรงแรมในเวลาเช้า เพื่อไปบริเวณงาน เป็นอันว่าในวันนี้ เวลาหมดไปเปล่าๆ หนึ่งวันอย่างปราศจากความหมาย

ช่วงนั้นฉันมีข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งว่า มีนิสิตเกษตรหญิงคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเรียนอยู่ปริญญาโทจะเดินทางมากับบริษัททัวร์ แล้วมาพักอยู่ที่โรงแรมเดียวกัน เธอชื่อ ชลทิชา ทิชาชาติ (เอ) ซึ่งฉันได้พิจารณาเห็นว่า ผู้หญิงคนนี้มีลักษณะแปลกมาก เธอเป็นคนที่มีความคิดอิสระพอสมควร แม้แต่การไปร่วมทัศนาจรเธอก็ยังไปคนเดียว รวมทั้งสนใจไปศึกษาหาความรู้ ในสถานที่ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่ใคร่จะสนใจไปกัน เพราะเหตุว่าในสภาพเช่นนั้นแทบไม่มีคนไทยคนไหนเดินทางไปท่องเที่ยวไกลถึงที่นั่น

ทว่าการไปที่นั่นของเธอไม่ได้ช่วยผ่อนคลายความรู้สึกโดดเดี่ยวของฉันมากนัก นอกจากมาแล้วก็ผ่านพ้นไป

เย็นวันนั้นฉันถือโอกาสเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่เธอ เรานั่งคุยกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดเรื่องคุย แล้วในที่สุดก็จากกันไป

คืนวันนั้นมันช่างเงียบเหงาเหมือนกับคืนก่อนๆ หรืออาจเป็นเพราะฉันกำลังคิดถึงคนที่เมืองไทยมากเกินไปก็ได้ บรรยากาศที่นั่นมันทำให้ฉันคิดมาก และคิดต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็นั่งเขียนจดหมาย เพื่อจะส่งโทรสารกลับไปยังกรุงเทพฯ เพราะไม่รู้จะระบายกับใคร ก็คงต้องระบายกับคนที่เข้าใจกันได้เป็นอย่างดี

เช้าวันรุ่งขึ้นประมาณ 7 โมงครึ่งก็มีรถมารับ ถ้าฉันจะพูดว่านานๆ จะได้เห็นรถยนต์สักคันหนึ่งก็คงไม่ผิด หลังจากไปถึงบริเวณงานแล้ว ก็มีการประชุมกรรมการตัดสินอยู่ระยะหนึ่ง ฉันได้พบเห็นการจัดแสดงพรรณไม้บนเวทีต่างๆ ซึ่งก็ไม่มีความหลากหลายอะไรมากนัก แต่ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดก็คือ แต่ละเวทีเป็นการจัดแสดงวัฒนธรรมและชีวิตที่เกี่ยวกับชุมชนคนผิวดำซึ่งมีรกรากอยู่ที่นั่น อย่างสอดคล้องกันกับพรรณไม้ซึ่งมีแหล่งกำเนิดอยู่ที่นั่นด้วย

ฉันได้พบกับพรรณไม้เมืองร้อนอย่างหลากหลาย ที่กระจัดกระจายกว้างขวางมากที่สุด เห็นจะได้แก่พรรณไม้จำพวก “เฮลีโคเนีย” (Heliconia) กล้วยพันธุ์ต่างๆ และพรรณไม้อื่นๆ ที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งก็ไม่แตกต่างไปจากพรรณไม้ที่พบเห็นอยู่ในประเทศไทย แสดงว่าพรรณไม้เมืองร้อนเหล่านี้ มนุษย์ได้นำไปปลูกในที่ต่างๆ ภายในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งไม่ทราบว่าเป็นพรรณไม้ท้องถิ่นของที่ไหนกันแน่ ดังตัวอย่างเช่นต้นจามจุรี หรือที่เราเรียกกันว่าต้นก้ามปู บางคนก็เรียกกันว่าต้นฉำฉา ซึ่งพบขึ้นอยู่ในเมืองไทยอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งทำให้หลายคนคิดว่าเป็นพรรณไม้ท้องถิ่นของไทย แต่แท้จริงแล้วมีผู้นำมาจากทวีปอเมริกาใต้

เกษตรฯเผยป้องกันกำจัดหนอนหัวดำแล้วร้อยละ 95

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307520

เกษตรฯเผยป้องกันกำจัดหนอนหัวดำแล้วร้อยละ 95

หนอนหัวดำ

เกษตรฯเผยป้องกันกำจัดหนอนหัวดำแล้วร้อยละ 95 ย้ำวิธีการที่ใช้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

นายประสงค์  ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทีมเจ้าหน้าที่กำกับติดตามการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ ตามโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ใน 29 จังหวัด มีต้นมะพร้าวแกงความสูงตั้งแต่ 12 เมตรขึ้นไปที่ถูกหนอนหัวดำทำลาย จำนวน 2,608,034 ต้น ฉีดสารเคมีเข้าลำต้นแล้ว จำนวน 2,476,541 ต้น คิดเป็น
ร้อยละ 95 (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2560)
รองอธิบดีฯ กล่าวถึงการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดหนอนหัวดำว่า เป็นหนึ่งในหลายมาตรการสำหรับป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน โดยใช้สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC ในอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น (มะพร้าวแกงสูง 12 เมตรขึ้นไป) ซึ่งทดสอบแล้วว่าไม่พบสารเคมีตกค้างในเนื้อและน้ำของมะพร้าวทั้งในผลอ่อนและผลแก่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามขอเน้นย้ำว่า ควรใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามคำแนะนำ ทั้งชนิดสารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้ และชนิดของมะพร้าวที่แนะนำให้ใช้
นายประสงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาสารเคมี flubendiamide 20% WG สำหรับพ่นทางใบมะพร้าวชนิดอื่นที่ถูกหนอนหัวดำทำลายใน 29 จังหวัด จำนวน 1,269,100 ต้น ได้แก่ มะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร มะพร้าวที่ใช้ผลิตน้ำตาล และมะพร้าวอ่อนทุกความสูง ซึ่งสารเคมีสำหรับพ่นทางใบนี้ก็เป็นสารเคมีที่กรมวิชาการเกษตรทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำได้ผลดี และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคสูง โดยมีความเป็นพิษต่อสุขภาพคนและสัตว์น้อยกว่าสารเคมีที่ใช้ในการพ่นเพื่อกำจัดยุง ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถจัดสรรให้กับจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 29 จังหวัดได้ภายในเดือนมกราคม 2561
“สิ่งสำคัญอย่างมากคือ เจ้าของสวนและชุมชนต้องหมั่นทำความสะอาดแปลงและสวนไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูมะพร้าว และใช้ศัตรูทางธรรมชาติแตนเบียนบราคอนมาปล่อยทุก 15 วัน ในอัตรา 200 ตัวต่อไร่ เพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติไม่ให้หนอนหัวดำกลับมาระบาดอีก ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีเป้าหมายผลิตแตนเบียนบราคอน 252 ล้านตัว โดยให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนในพื้นที่ที่มีการระบาดเข้ามามีส่วนร่วมผลิตแตนเบียนบราคอนพร้อมให้ความรู้แก่ชุมชนในการผลิตแตนเบียนบราคอนได้เอง และขณะนี้ปล่อยแตนเบียนบราคอนไปแล้วกว่า 102 ล้านตัว (ข้อมูล ณวันที่ 8 ธันวาคม)” รองอธิบดีฯ กล่าว

สหกรณ์ปลื้มศูนย์กระจายสินค้าฯยอดขายทะลุหมื่นล้านในปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307508

สหกรณ์ปลื้มศูนย์กระจายสินค้าฯยอดขายทะลุหมื่นล้านในปี60

สหกรณ์ปลื้มศูนย์กระจายสินค้าฯยอดขายทะลุหมื่นล้านในปี60

                   นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลผลิตของสหกรณ์ทั่วประเทศ โดยการส่งเสริมให้สหกรณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ              ที่มีศักยภาพพร้อมเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงสินค้ากับสหกรณ์จากจังหวัดต่าง ๆ เปิดเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ (Cooperative Distribution Center : CDC) เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรนับว่าเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีศักยภาพหลายชนิด ทั้งข้าวสาร นมพร้อมดื่ม ไข่ไก่ อาหารทะเล น้ำตาล น้ำมันพืช น้ำดื่ม และผลิตผลการเกษตรตามฤดูกาล เช่น หอมกระเทียม ผักและผลไม้ ซึ่งมีคุณภาพได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค

“ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์จะทำหน้าที่ในการรองรับผลผลิตและสินค้าจากสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ มากระจายสู่ผู้บริโภคในจังหวัดของตนเอง ซึ่งทำให้ลดขั้นตอนการขนส่งและสามารถจำหน่ายสินค้าได้ราคาที่ยุติธรรม และยังช่วยให้ผู้บริโภคในชุมชนสามารถเข้าถึงสินค้าสหกรณ์ได้ง่ายและทั่วถึงมากขึ้น”
ปัจจุบันมีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ จำนวน 124 แห่ง ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศสามารถสร้างยอดจำหน่ายรวม 10,780,514,337 บาท โดยแบ่งเป็นสินค้า               6 ประเภทหลัก ๆ เรียงตามลำดับยอดจำหน่ายสูงสุด  ได้แก่ 1.ผลผลิตการเกษตร เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพด มันสำปะหลัง ผลไม้ ยอดจำหน่ายรวม 4,119,793,618 บาท 2.สินค้าอุปโภค – บริโภค ยอดจำหน่าย 2,418,456,046 บาท

3. ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร เมล็ดพันธ์ ยอดจำหน่าย 2,257,703,729 บาท  4.สินค้าอื่น ๆ ยอดจำหน่าย 1,042,551,403 บาท 5.สินค้าของสหกรณ์ที่ผลิตขึ้นเอง ทั้งข้าวสาร น้ำดื่ม กาแฟ นม รวม 899,114,197 บาท และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป สินค้าหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ประเภทผ้าไหมผ้าฝ้าย                 ยอดจำหน่ายรวม 42,895,343  บาท

ซึ่งสหกรณ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ 1.ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร                 และสินค้าสหกรณ์ของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ชลบุรี จำกัด 2.ผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด 3.ผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรอุตรดิตถ์ จำกัด 4.สินค้าอุปโภค – บริโภคของร้านสหกรณ์จังหวัดตราด จำกัด และ 6.สินค้าอื่นๆ ของสหกรณ์การเกษตรเมืองเชียงราย จำกัด

สำหรับในปี 2561 กรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนการขยายเครือข่ายของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เพื่อช่วยยกระดับการดำเนินธุรกิจของศูนย์ฯ ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และจะดำเนินการผ่าน “โครงการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตร เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ” เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรระดับอำเภอทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการให้บริการสมาชิกและเกษตรกรในการช่วยยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตร  เช่น เป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ เป็นศูนย์กลางรับซื้อและรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ด้านงานสหกรณ์ และเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานราชการเพื่อส่งผ่านนโยบายของรัฐบาลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ และยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ระดับอีกหน้าที่หนึ่งด้วย

โดยศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ระดับอำเภอต้องสร้างเครือข่ายกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีกของชุมชน ทั้งที่เป็นร้านค้าชุมชนและร้านค้ากองทุนหมู่บ้านในอำเภอ รวมถึงสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์เปิดจุดจำหน่ายสินค้าในลักษณะร้านค้าปลีกในระดับตำบลหรือหมู่บ้าน เพื่อเพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงชาวบ้านชุมชนต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นและยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังกล่าวต่อด้วยว่า  กรมฯยังคงจัดกิจกรรมที่ช่วยต่อยอดธุรกิจให้กับศูนย์ฯ               โดยเน้นเรื่องการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าการเกษตร ด้วยการส่งเสริมให้สหกรณ์นำเครื่องหมายการค้าประเภทบริการ ที่ได้รับการจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์แล้ว เป็นสื่อกลางในการดึงดูดและสร้างการยอมรับให้กับประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าและบริการจากสหกรณ์               รวมถึงส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้าสหกรณ์ผ่านออนไลน์ และ Social Network อาทิ Line Facebook และ Website ต่างๆ ด้วย

ทั้งนี้ ยอดจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ที่เพิ่มสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการบริหารจัดการที่เน้นการนำระบบโลจิสติกส์ (Logistic) มาเป็นหลักในการบริหารจัดการสินค้าสหกรณ์ ด้วยวิธีการรวมซื้อและรวมขาย            ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนราคาสินค้าและการรวมกันขายยังเป็นการสร้างอำนาจในการต่อรองให้กับเกษตรกร                 สร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งผู้ซื้อและผู้ขายและยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยผลักดันธุรกิจของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่ผ่านมา และคาดว่าธุรกิจดังกล่าวยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคตต่อไป

วีเอ็นยูจับมือพอสซิทิฟ จัดใหญ่ประชุมวิชาการอุตฯสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307411

   วีเอ็นยูจับมือพอสซิทิฟ จัดใหญ่ประชุมวิชาการอุตฯสัตว์

วีเอ็นยู

   วีเอ็นยูจับมือพอสซิทิฟ จัดใหญ่ประชุมวิชาการอุตฯสัตว์

             วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ร่วมกับพอสซิทิฟ แอคชั่น พับลิเคชั่น สื่อชั้นแนวหน้าจากประเทศอังกฤษ พร้อมประกาศการจัดงานประชุมวิชาการทางเทคนิคชั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมสุกร, สัตว์ปีก และโคนม หรือ “Pig, Poultry & Dairy Focus Asia” (PP&DFA 2018) ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 8 นับตั้งแต่ปี 2004 หรือ พ.ศ. 2547 ในครั้งนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 มีนาคม 2561 ณ โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ

การจัดงานประชุมวิชาการทางเทคนิคชั้นสูงนี้เป็นงานสัมมนาภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยผู้จัดงานเผยตั้งใจเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดงานเพราะนานาชาติต่างยกให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่น่าจับตามองในระดับภูมิภาค สถานที่ตั้งของประเทศไทยมีความสะดวกสบายและง่ายต่อการเดินทางของนานาชาติ งานประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นอย่างอัดแน่น 3 วันเต็ม โดยมีการเชิญวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญของแต่ละอุตสาหกรรมมากกว่า 90 รายจากทั่วโลก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขาการจัดการ, โภชนาการ, สัตวแพทย์ และการผสมพันธุ์สัตว์ มาร่วมอัพเดทองค์ความรู้ งานวิจัย และประเด็นสำคัญต่างๆ ที่ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไม่ควรพลาด!

“อ.ยักษ์”เยี่ยมชมโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307406

 “อ.ยักษ์”เยี่ยมชมโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการ

อ.ยักษ์, อยักษ์

 “อ.ยักษ์”เยี่ยมชมโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย

            นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามรับทราบปัญหาดินเค็ม ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ดินเค็ม บ้านนาดี ต.พังงูอ.หนองหาน จ.อุดรธานี ว่า จ.อุดรธานี มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 7.33 ล้านไร่ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ดอน มีเนื้อที่ประมาณ  4.2 ล้านไร่  หรือร้อยละ 61.77 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ปลูกพืชไร่ เช่น อ้อยมันสำปะหลัง และไม้ยืนต้น อาทิ ยางพารา ยูคาลิปตัส ส่วนพื้นลุ่มส่วนใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ  1.5 ล้านไร่ หรือร้อยละ 22.26 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ใช้ทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก และพื้นที่ที่มีความลาดชันมากยากต่อการทำการเกษตร มีเนื้อที่ประมาณ 6.7 แสนไร่ หรือร้อยละ 9.84 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด อีกทั้งยังขาดแคลนแหล่งน้ำจืดในการทำการเกษตรเป็นอย่างมาก

สำหรับดินเค็มใน จ.อุดรธานี มีประมาณ 1.7 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นบริเวณที่พบคราบเกลือบนดินมากกว่า 50% มีพื้นที่ 4,623 ไร่ บริเวณที่พบคราบเกลือบนผิวดิน 10-50% มีพื้นที่ 10,463 ไร่ และบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเกลือน้อยกว่า 1% มีพื้นที่ 281,441 ไร่ จากปัญหาดังกล่าว สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย ต.พังงู อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557- 2560 รวมพื้นที่ 4,000 ไร่ แบ่งเป็น 2กิจกรรม คือ 1. กิจกรรมการควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มและใต้ผิวดิน และ 2. กิจกรรมจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจบนคันนา เพื่อเป็นต้นแบบการจัดการฟื้นฟูแก้ไขปัญหาดินเค็มใน จ.อุดรธานี วัตถุประสงค์ เพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็มและป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม รวมทั้งเพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ดินเค็มให้มีศักยภาพ สามารถปลูกพืชเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม  เพิ่มผลผลิตพืชเพื่อการบริโภคและผลิตเป็นพืชเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ได้มีการศึกษาและดำเนินงานวิจัยในพื้นที่โครงการ โดยนำอินทรียวัตถุ เช่น แกลบ และขี้อ้อย มาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวก่อนการปลูกข้าว และสุ่มเก็บดินเพื่อนำมาวิเคราะห์หาธาตุอาหารพบว่า หลังจากมีการดำเนินการปรับปรุงบำรุงดินโดยการใช้อินทรียวัตถุ และการปรับปรุงรูปแปลงนาทำให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวสามารถปลูกข้าวได้ และผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 30% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากมีการดำเนินการปรับปรุงดินอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้

กรมชลฯ เดินหน้าจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งลุ่มน้ำยมตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307355

กรมชลฯ เดินหน้าจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งลุ่มน้ำยมตอนล่าง

บึงระมาณ

กรมชลฯ เดินหน้าจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งลุ่มน้ำยมตอนล่าง

 

           นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กรมชลประทาน ดำเนินโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำยม ในเขตจ.พิษณุโลกและจ.สุโขทัย เพิ่มเติม         ตามแผนงานเร่งด่วนที่กรมชลประทานได้นำเสนอให้ครม.พิจารณา ในการประชุม ครม.สัญจรนอกสถานที่ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 60 ที่ผ่านมา ณ สถานบันการพละศึกษา จ.สุโขทัย ประกอบไปด้วย

– โครงการขยายผลพื้นที่ลุ่มต่ำในโครงการบางระกำโมเดล 60 จากเดิม 265,000 ไร่ เพิ่มขึ้นอีก 117,000 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 382,000 ไร่ ทำให้สามารถรองรับน้ำหลากได้ จากเดิม 400 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นอีก 150 ล้าน ลบ.ม. รวมปริมาณน้ำที่รับได้ 550 ล้าน ลบ.ม โดยเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตโครงการ ส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน 85,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล 20,000 ไร่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวรอีก 12,000 ไร่ ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในช่วงฤดูน้ำหลากได้เป็นอย่างมาก

– โครงการคลองชักน้ำฝั่งขวาแม่น้ำยม (คลองสุชน-คลองตะโม่-แก้มลิง) พร้อมอาคารประกอบระยะที่ 2 เป็นโครงการที่จะช่วยนำน้ำจากแม่น้ำยมขึ้นมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำยม รวมทั้งช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับ แก้มลิงคลองธรรมชาติในเขต อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย และอ.บางระกำจ.พิษณุโลก รวมไปถึงแก้มลิงขนาดใหญ่ ได้แก่ แก้มลิงบึงตะเคร็ง, แก้มลิงบึงขี้แร้ง และแก้มลิงบึงระมาณซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ประตูระบายน้ำบ้านวังสะตือ ต.ดงเดือย อ.กงไกรลาศ  ชักน้ำผ่าน 6 ตำบลในเขต ต.กง อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย  และ ต.คุยม่วง, ต.ชุมแสงสงคราม, ต.บึงกอก,      ต.บางระกำ ต.ปลักแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ความยาวคลองทั้งสิ้น 76.70 กิโลเมตร

           – โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำท่านางงาม ในพื้นที่ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำยมได้ประมาณ 8.24 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ  52,875 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ต.ท่านางงาม      ต.ชุมแสงสงคราม  ต.คุยม่วง ต.บางระกำ ต.บึงกอก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งของพื้นที่ฝั่งขวาแม่น้ำยม ในเขตอำเภอบางระกำได้บางส่วน

– โครงการประตูระบายน้ำท่าแห บ้านท่าแห ต.กำแพงดิน อ.สามง่าม จ.พิจิตร มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บานระบายชนิดบานตรง มีช่องระบายน้ำ กว้าง 10 เมตร สูง 9เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำยมและลำน้ำสาขาที่อยู่ในระยะทดน้ำ ได้ความจุประมาณ16.75 ล้าน ลบ.ม. เป็นแหล่งน้ำให้ราษฎรสามารถนำไปใช้ในการเพาะปลูกพืช โดยการสูบน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรของตนได้โดยตรง พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 10,000 ไร่ ส่วนในฤดูฝนจะทำให้การบริหารจัดการน้ำ เพื่อบรรเทาอุทกภัย ด้วยการช่วยทดน้ำและผันน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หากโครงการที่กล่าวมาข้างต้นดำเนินการแล้วเสร็จ จะทำให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่าง            มีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวคือ สามารถผันน้ำจากแม่น้ำยมเข้าสู่แก้มลิงทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ บึงระมาณ  บึงตะเคร็ง และ   บึงขี้แร้ง ในช่วงฤดูน้ำหลากได้โดยตรง เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 31       ล้าน ลบ.ม. และยังสามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำยม และลำน้ำสาขา เหนือประตูระบายน้ำท่านางงาม ได้อีกประมาณ 15 ล้าน ลบ.ม. และยังช่วยชะลอการระบายน้ำ ลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในช่วงฤดูน้ำหลากได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังทำให้คลองธรรมชาติต่างๆ ในพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำยม มีปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูเพาะปลูก มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 129,000 ไร่ ช่วยบรรเทาและลดปัญหาภัยแล้ง และสามารถประหยัดงบประมาณของภาครัฐ ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านเกษตร และงบประมาณในการป้องกันอุทกภัยได้เป็นอย่างมาก

จีนปิดประตูตลาดค้างาช้างถูกกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307279

จีนปิดประตูตลาดค้างาช้างถูกกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในโลก

งาช้าง

จีนปิดประตูตลาดค้างาช้างถูกกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ

                 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป การซื้อขายงาช้างในประเทศจีนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย  “การพลิกบทบาทของจีนในเรื่องนี้” ได้รับการตอบรับจากองค์การที่ทำงานอนุรักษ์จำนวนมาก ในวันที่ 31ธันวาคม 2560 นี้ เป็นวันที่จีนให้พันธะสัญญาว่าจะปิดตลาดการค้างาช้างที่ถูกกฎหมายทั้งหมด โรงงานและร้านค้างาช้างที่ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างอย่างถูกกฎหมายต้องยุติการค้าขายงาช้างและสินค้างาช้างทั้งหมดทั่วประเทศ

โดยเฉลี่ยแล้ว ทุกวันจะมีช้าง 55 ตัวถูกฆ่าจากการล่าเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าจากงาช้างที่เพิ่มมากขึ้นในจีนและประเทศเพื่อนบ้าน  การจัดการปิดตลาดงาช้างของจีน ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ชัดเจนมากกว่ามาตรการในประเทศอื่นๆ การตัดสินใจนี้จะพลิกวิกฤติการล่าช้างเพื่อเอางาและการลักลอบซื้อขายงาช้างที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งสร้างผลกระทบที่มีนัยยะสำคัญต่อการอนาคตการรอดชีวิตของช้างแอฟริกา

จากรายงานการสำรวจขององค์กรเครือข่ายควบคุมการค้าสัตว์ป่า (TRAFFIC) และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) พบว่าการปิดตลาดค้างาช้างครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ตอบแบบสำรวจ และเป็นแนวโน้มที่สำคัญในการลดปริมาณการซื้อขายงาช้างในจีนอย่างจริงจัง

ปีนี้เป็นปีที่ดีในในการต่อสู้เพื่อยุติการค้างาช้างของโลก ฮ่องกง สิงคโปร์ ไทย และสหราชอาณาจักรได้ดำเนินการยกระดับการใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการค้างาช้าง ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (20 ธันวาคม) องค์กรเครือข่ายควบคุมการค้าสัตว์ป่า (TRAFFIC) และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เรียกร้องให้ญี่ปุ่นปิดตลาดค้างาช้างที่ถูกกฎหมาย เพราะผลจาการสำรวจล่าสุดพบว่าญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีตลาดค้างาช้างภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ดร. เฟรด ควาเม่ คูม่าร์ (Dr. Fred Kwame Kumah) ผู้อำนวยการองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานแอฟริกา กล่าวว่าประเทศจีนแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ต่อวิกฤตอันเร่งด่วนนี้ เราหวังว่าจีนจะร่วมมือกับเราในการเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลาว ไทย พม่าและเวียดนามในการดำเนินการตามข้อเรียกร้องนี้เพื่อปิดตลาดค้างาช้างที่ถูกกฎหมายโดยทันที

การปิดตลาดค้างาช้างในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นปี 2561 ด้วยการก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่งเพื่อโลกที่ความต้องการงาช้างสูญพันธุ์ไป ไม่ใช่ช้างที่ต้องสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้

ในช่วงสองสามเดือนข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งยวดของการดำเนินการปิดตลาดงาช้างในการสื่อสารและการใช้มาตรการต่างๆ เพราะมีหลักฐานที่สำคัญยืนยันได้ว่า ยังมีการค้างาช้างที่ผิดกฎหมายในวงกว้าง ทั้งการค้าในรูปแบบออนไลน์ และการค้าแบบไม่มีการขึ้นทะเบียนในประเทศจีน ถ้ายังไม่มีการแก้ไขปัญหาการค้างาช้างอย่างผิดกฎหมายเหล่านี้อย่างจริงจัง จะทำให้การประกาศปิดตลาดงาช้างในจีนไม่เกิดผลเท่าที่ควร

สำหรับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ต้องดำเนินการตามอย่างประเทศจีนเพื่อปิดตลาดค้างาช้างที่ถูกกฎหมายในประเทศของตน  การปิดตลาดงาช้างในจีนเป็นก้าวย่างที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจเป็นหนทางที่ทำให้ทิศทางของตลาดงาช้างหันเหไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า และ ไทย ซึ่งเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากนิยมซื้อผลิตภัณฑ์งาช้าง และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าอื่นๆ

รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการที่ดีในการลดการซื้อขายงาช้างในประเทศ แต่ไทยยังคงไว้ซึ่งตลาดงาช้างที่ถูกกฎหมายจากผลิตภัณฑ์งาช้างที่ได้มาจากช้างในประเทศ ตลาดงาช้างที่ถูกกฎหมายดังกล่าวเป็นการสร้างโอกาสให้อาชญากรสามารถค้าขายงาช้างแอฟริกันในประเทศไทยได้ และยังสร้างความสับสนในนักท่องเที่ยวที่สามารถซื้อผลิตภัณฑ์งาช้างในประเทศไทยได้ แต่ไม่สามารถนำออกนอกประเทศได้อย่างถูกกฎหมาย

เกษตรฯ รวมสินค้าสหกรณ์จัดลงกระเช้าปีใหม่ ผ่านระบบ E-COMMERCE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307277

เกษตรฯ รวมสินค้าสหกรณ์จัดลงกระเช้าปีใหม่ ผ่านระบบ E-COMMERCE

กระเช้าสหกรณ์

เกษตรฯ รวมสินค้าสหกรณ์จัดลงกระเช้า ภายใต้แนวคิด “กระเช้าสหกรณ์ แทนความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพ” ผ่านระบบ E-Commerce เป็นปีแรก

                นายกฤษฎา  บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 นี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ยังคงจัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา ในชื่อ “โครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์” ภายใต้แนวคิด “กระเช้าสหกรณ์ แทนความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาด สำหรับสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เพื่อส่งต่อสินค้าไปยังผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง โดยคาดหวังว่าผู้บริโภคได้รับสินค้าดีมีคุณภาพ มอบให้กันเป็นของขวัญของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

สำหรับสินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้ที่คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ  เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมกะดังงา ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องงอด ข้าวสังข์หยด ข้าวทับทิมชุมแพ และข้าวกข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการวิจัยว่ามีน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนักและป่วยเป็นเบาหวาน นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป เช่น กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบหมูฝอย กุนเชียงมะขามแช่อิ่ม เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ทองม้วน คุกกี้ใส้สับปะรด คุกกี้ข้าวหอมะลิ 100 % ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอรี่ ผัดหมี่โคราช น้ำพริกประเภทต่าง ๆ และสินค้าประเภทสมุนไพรและธัญพืช อาทิ ผงชงพร้อมดื่มที่ทำจากข้าวเหนียวพันธุ์ลืมผัวผสมใบเตยและต้นข้าวอ่อน ข้าวหอมมะลิผสมใบเตย สมุนไพรชงดื่ม จากใบย่านาง รางจืดและผักเชียงดา ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอย เมล็ดธัญพืช ผลิตภัณฑ์ประเภทนมพร้อมดื่ม นม UHT นมถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์อาหารจากดอยคำโครงการหลวง ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ผ้าพันคอ สินค้าหัตถกรรม ทั้งแก้วเบญจรงค์ ถ้วยกาแฟ ผลิตภัณฑ์จักสานป่านศรนารายณ์จากสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ทั้งกระเป๋า รองเท้า เข็มขัด และหมวก

ด้านนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์     มีภารกิจในการส่งเสริมกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์การเกษตร ผลิตและแปรรูปสินค้าการเกษตรชนิดต่าง ๆ พร้อมพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการจัดหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับสหกรณ์ ได้มีโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์และสินค้าเด่นที่น่าสนใจสู่ประชาชน เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ และในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพและเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนและจังหวัดต่าง  ๆ มาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่  โดยเริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทรมาสั่งจองและมาเลือกซื้อที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาสร้างยอดขายได้เกือบ 2 ล้านบาท

สำหรับรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ จะนำสินค้าสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่าง  ๆ มาจัดวางและตกแต่งให้สวยงามด้วยผ้าขาวม้าหรือกระดาษสาลามี่ หรือตามวัสดุที่ลูกค้าต้องการ โดยราคากระเช้ามีหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึง – 3,000 บาทขึ้นไป มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย โดยทางกรมฯได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 – 12 มกราคม 2561  จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 02 281 3095 ต่อ 157 หรือ 06 2610 7842 หรือดูรายละเอียดในเวปไซด์ www.cpd.go.th โดยทางกรมฯได้มีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

นอกจากนี้ ในปีนี้ทางกรมฯได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ผ่านระบบ E-Commerce เป็นปีแรก โดยร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเปิดจำหน่ายผ่านเวปไซด์ www.coop-mart.com ซึ่งเป็นเวปไซด์ที่เปิดพื้นที่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เปิดร้านค้าออนไลน์โดยการนำสินค้าต่าง ๆ มาโพสขายผ่านเวปไซด์นี้ได้

เกษตรฯจัดติวเข้มผู้บริหารสู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307274

เกษตรฯจัดติวเข้มผู้บริหารสู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง

เกษตร

เกษตรฯจัดติวเข้มผู้บริหารสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

               วันที่ 26 ธ.ค.นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง : หลักสูตรฝึกอบรม นักบริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ว่า ปัจจุบันสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารในทุกภาคส่วนและทุกองค์กรจะต้องเป็นผู้นำในการปรับตัวขององค์กร เพื่อให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งภาคราชการก็จำเป็นต้องดำเนินการอย่างมีเป้าหมายและแผนงานที่ชัดเจน โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเป็นกระทรวงหลักในการดูแลการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ของเกษตรกร ซึ่งเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงถูกคาดหวังจากเกษตรกรว่าเป็นมืออาชีพ เป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ จึงจำเป็นที่นักบริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องพัฒนาศักยภาพและความสามารถในการเรียนรู้ และทำความเข้าใจสภาพความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการบริหารและการปฏิบัติงาน ต้องก้าวตามให้ทันวิทยาการใหม่ ๆ ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งจะต้องพัฒนาตนเองให้สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติในการเป็นผู้บริหารยุคใหม่ ซึ่งใช้ทั้งทักษะ ศิลปะ และศาสตร์ทุกแขนงที่มีอยู่ในการทำงานให้เกิดผลสำเร็จได้จริงตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

การฝึกอบรมดังกล่าว มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2560 – 16 กุมภาพันธ์ 2561 ประกอบด้วย ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการหรือเทียบเท่า ไม่น้อยกว่า 2 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักการและเทคนิคด้านการบริหาร รวมทั้งเสริมสร้างคุณลักษณะของการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีความพร้อมด้านบริหารจัดการตามแนวทางการพัฒนาระบบราชการให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อเป็นผู้บริหารที่มีความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีความรอบรู้ รู้ลึก รู้จริง และสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง ประโยชน์ของหน่วยงานในการพัฒนาคุณภาพของบุคลากร และประโยชน์ของประเทศและประชาชนจากการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพของบุคลากรภาครัฐ

สำหรับการฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง : หลักสูตรฝึกอบรม นักบริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายหลักเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการหรือเทียบเท่าในการเข้าสู่ตำแหน่งประเภทบริหาร ขยายโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งรองอธิบดี รองเลขาธิการ หรือเทียบเท่าของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยจัดการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้อื่น ตามบทบาทหน้าที่ทางการบริหารและการมีภาวะผู้นำในด้านต่าง ๆ

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตรดังกล่าวได้ถูกพัฒนาขึ้น และจัดขึ้นเป็นรุ่นแรกในครั้งนี้ เพื่อขอรับการประเมินจาก ก.พ. หากผ่านการประเมินแล้ว ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมดังกล่าว และมีคุณสมบัติตามที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด จะสามารถเข้ารับการฝึกอบรมเสริมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (ส.นบส.) ของสำนักงาน ก.พ. และเมื่อผ่านหลักสูตร ส.นบส. แล้ว จะถือว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติเสมือนได้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.) ของสำนักงาน ก.พ. ซึ่งปัจจุบันมีหลักสูตรที่ ก.พ. พิจารณาให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเสมือนได้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพียงไม่กี่หลักสูตร ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม สถาบันพระปกเกล้า และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร บางหลักสูตรเท่านั้น