‘อ.ยักษ์’ เปิดฝึกอบรม “ศาสตร์พระราชา สู่โคกหนองนาโมเดล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307271

  ‘อ.ยักษ์’ เปิดฝึกอบรม “ศาสตร์พระราชา สู่โคกหนองนาโมเดล”

โคกหนอนนาโมเดล, อยักษ์

  ‘อ.ยักษ์’ เปิดการฝึกอบรม “ศาสตร์พระราชา สู่โคกหนองนาโมเดล”

         นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมการขับเคลื่อนงาน “ศาสตร์พระราชา สู่โคกหนองนาโมเดล” ภายใต้โครงการลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ พร้อมมอบนโยบายและบรรยายเรื่อง “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาด้านการเกษตรในระดับพื้นที่”ณ โรงแรมบ้านเชียง อ.เมือง จ.อุดรธานี ว่า โคกหนองนาโมเดลเป็นแนวคิดที่มาจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงงานในด้านการจัดการน้ำและป่า โดยแนวคิดนี้จะช่วยลดพื้นที่ภูเขาหัวโล้น การปลูกพืชเศรษฐกิจที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนป่าของประเทศไทย พร้อมยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในการทำเกษตรแนวใหม่                โดยจัดการพื้นที่ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่การเกษตร และอาศัยแหล่งน้ำเป็นสำคัญเป็นการผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่ง จ.อุดรธานี ได้เห็นความสำคัญในการทำโคกหนองนาโมเดลมาขยายผลในพื้นที่ โดย จ.อุดรธานี มีแหล่งน้ำชลประทานสำหรับใช้ในการทำการเกษตรเพียง 6% (พื้นที่ทำการเกษตรจำนวน 4.89 ล้านไร่) เมื่อประสบภัยแล้งจึงได้รับผลกระทบด้านการทำการเกษตรเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงได้จัดให้มีการฝึกอบรมการขับเคลื่อนงาน “ศาสตร์พระราชา สู่โคกหนองนาโมเดล” ขึ้น เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เข้าใจหลักการนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในพื้นที่การทำเกษตรของตนเองให้เหมาะสม โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมการฝึกอบรมจำนวน400 คน ประกอบด้วย เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ปี 2560 ในกลุ่มเอ คือเกษตรกรที่สามารถพัฒนาตนเองสู่เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 และทำเป็นต้นแบบได้ ปราชญ์เกษตร ประธานศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ศาสตร์พระราชาถือเป็นตำราแห่งชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรวบรวมหลักการทำงานและวิธีการทำงานที่ทรงทำเป็นตัวอย่างตลอดระยะเวลา 70 ปี อย่างไรก็ตามในการแก้ปัญหาภัยแล้งนอกเขตชลประทาน จะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรขุดสระน้ำในพื้นที่ของตัวเองในลักษณะหลุมขนมครก เพื่อเก็บกักน้ำฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยเกษตรกรสามารถทำเองได้ รวมทั้งชุมชนต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับการขุดลอกห้วย หนอง คลอง บึง ต่าง ๆไว้รองรับน้ำฝน ทั้งหมดนี้ถือเป็นแนวทางตามศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้มีการออกแบบพื้นที่ตามหลัก โคก หนอง นา โมเดล หรือการสร้างหลุมขนมครกตามที่รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริไว้เป็นแนวทางการรับมือภัยพิบัติเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม และน้ำแล้ง ได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ

สำหรับแผนสืบสานศาสตร์พระราชาจะดำเนินการ 3 ระดับ 5 กลไก 7 ภาคส่วน ประกอบด้วย 3 ระดับคือ ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ 5 กลได้ คือ 1) กลไกการประสานงาน 2) กลไกบูรณาการแผน 3) กลไกการจัดการความรู้ 4) มีนวัตกรรมและสืบสาน และ 5)การสื่อสารสู่สังคม และ 7 ภาคส่วน คือ 1) ภาคประชาชน 2) ศาสนา 3) วิชาการ 4) สื่อมวลชน 5)ประชาสังคม 6) ภาครัฐ และ 7) ภาคเอกชน ซึ่งจะต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนแผนสืบสานศาสตร์พระราชาให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นักวิจัย มก.ได้รับรางวัลทุนวิจัย BRAND’S ต้านโรคอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307198

นักวิจัย มก.ได้รับรางวัลทุนวิจัย BRAND’S ต้านโรคอัลไซเมอร์

นักวิจัยมก.

นักวิจัย มก.ได้รับรางวัลทุนวิจัย BRAND’S Health Research Awards 2017 ต้านโรคอัลไซเมอร์ จากสารสกัดผลไม้ไทย

              ดร.ดาลัด ศิริวัน นักวิจัยชำนาญการ รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (คนแรกแถวนั่งด้านซ้าย) ได้รับประทานรางวัลทุนวิจัย BRAND’S Health Research Awards 2017 จาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชา           ทินัดดามาตุ และได้รับเงินสนับสนุนทุนวิจัยเป็นเงินจำนวน 135,000 บาท จากผลงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และสมบัติต้านโรคอัลไซเมอร์จากสารสกัดผลไม้ไทย จำนวน 10 ชนิด โดยใช้วิธีทางเอนไซม์การเพาะเลี้ยงเซลล์ และแมลงหวี่ดัดแปลงพันธุกรรม” จัดโดยมูลนิธิเซเรบอสเพื่อการวิจัยสุขภาพของคนไทย และ บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ ประเทศไทย จำกัด เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยทางโภชนศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้องแก่แพทย์ เภสัชกร นักโภชนาการ พยาบาล นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการทั่วไป ซึ่งทุนดังกล่าวจะไม่มีข้อผูกพันใดๆทั้งสิ้น เมื่อวันที่16 พฤศจิกายน 2560 ในงานประชุมวิชาการด้านโภชนาการ แบรนด์ เฮลธ์ คอนเฟอร์เรนซ์ 2017 “อาหาร โภชนาการ และการส่งเสริมสุขภาพสำหรับสังคมผู้สูงอายุยุค 4.0”  ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย

โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดที่พบมากที่สุด ราว 60 – 80 เปอร์เซ็นต์ของโรคสมองเสื่อมชนิดอื่น  คาดว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยกว่า 50 ล้านคน สำหรับในประเทศไทย พบผู้ป่วยประมาณ 600,000 คนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขในไทย ซึ่งต้องเตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วยโรคนี้ ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงมีความสนใจในการศึกษาฤทธิ์ต้านโรคอัลไซเมอร์จากสารสกัดใหม่ๆ ซึ่งพบมากในพืช ผัก และผลไม้ ซึ่งงานวิจัยที่เกี่ยวกับประโยชน์เชิงสุขภาพของผลไม้ไทยนั้นมีจำนวนมาก  ส่วนมากจะเป็นการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง และฤทธิ์ต้านโรคอ้วน

อย่างไรก็ตามงานศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติต้านโรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ของผลไม้ไทยยังมีน้อยมาก ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงเน้นไปที่การศึกษา สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านโรคอัลไซเมอร์ โดยศึกษากลไกการยับยั้งโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์และเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายสารสื่อประสาท ตัวอย่างที่ใช้ในการทดสอบจะเลือกมาจากผลไม้ไทย 10 ชนิด ที่เคยทำการวิจัยแล้วและเป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมบริโภค ได้แก่ มะม่วงแก้ว มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ฝรั่งพันธุ์กิมจู ฝรั่งพันธุ์ขี้นก สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย สับประรดพันธุ์ภูแล ทุเรียนพันธุ์ชะนี ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง  มะละกอพันธุ์แขกดำ  และ มะละกอพันธุ์แขกนวล

ซึ่งสมมุติฐานของผู้วิจัยคือ เมื่อผลไม้ไทยมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็งได้ ก็น่าจะมีฤทธิ์ต้านอัลไซเมอร์ได้ เพราะจากการศึกษางานวิจัยในต่างประเทศพบว่า สารที่มีฤทธิ์ป้องกันอัลไซเมอร์ได้ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับที่ป้องกันมะเร็งได้ ผลการศึกษาจากโครงการนี้จะเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชั่นสำหรับผู้สูงอายุ หรือผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพชนิดอื่นๆ และนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ

กยท. ดันสวนยางมาตรฐาน FSC สู่การผลิตและส่งออก WOOD PELLETS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307156

กยท. ดันสวนยางมาตรฐาน FSC สู่การผลิตและส่งออก WOOD PELLETS

กยท.

กยท. ดันสวนยางมาตรฐาน FSC สู่การผลิตและส่งออก Wood Pellets

               นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร เป็นพยานในพิธีลงนามความร่วมมือเพื่อผลิต Torrifire Wood Pellets ระหว่าง Idemitsu Kasan Co.,Ltd TTCL Public Company Limited และ Siam Steel International Plc. โดยกล่าวว่าความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการนำเทคโนโลยีการผลิต Wood Pellets สำหรับเป็นเชื้อเพลิงพลังงานชีวมวล โดยเป็นการนำวัตถุดิบไม้ยางพาราจากสวนที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน FSC มาผลิตและส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นความก้าวหน้าของความร่วมมือโครงการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานสากล FSC ที่บริษัท สยามฟอเรสแมเนสเม้นท์ จำกัด และ กยท. ได้ร่วมกันผลักดัน จนเกิดผลสำเร็จไปอีกขั้นที่เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะการที่ประเทศไทยสามารถผลิตไม้ยางที่ได้มาตรฐาน FSC และสามารถส่งออกในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ออกไปสู่ตลาดโลกได้ จะส่งผลดีโดยตรงกับเกษตรกรชาวสวนยาง ในการพัฒนาสวนยางพาราของตนเองให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับได้
“ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่นำเข้าเชื้อเพลิงพลังงานชีวมวล Wood Pellets อันดับต้นของโลก และให้ความสำคัญในเรื่องมาตรฐานของไม้ที่จะนำไปใช้ผลิต Wood Pellets นี่จึงถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการพัฒนาการจัดการสวนยางมาตรฐาน FSC ที่จะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น และจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าไม้ยาง และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางได้” รองผู้ว่าการ กล่าวทิ้งท้าย

กรมชลฯวางแผนขยายผลโครงการบางระกำโมเดล 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307079

กรมชลฯวางแผนขยายผลโครงการบางระกำโมเดล 60

บางระกำโมเดล

กรมชลฯวางแผนขยายผลโครงการบางระกำโมเดล 60

                      นายทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการบางระกำโมเดล 60 ในช่วงฤดูน้ำหลากที่ผ่านมา โดยการปรับเปลี่ยนเวลาเพาะปลูกข้าวนาปี ในเขตชลประทาน(พื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำยม) ซึ่งกรมชลประทาน เริ่มส่งน้ำให้เกษตรกรได้ทำนาปีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนฤดูน้ำหลากเดือนสิงหาคม จากพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด 265,000 ไร่ ซึ่งเกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกทั้งสิ้น 258,400 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 97.50 ของพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มพื้นที่ทั้งหมด ในเดือนกรกฎาคม 2560 ก่อนจะเริ่มใช้พี้นที่นาหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากและชะลอการระบายน้ำไว้ในทุ่ง ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2560 ได้ประมาณ 400 ล้าน ลบ.ม. ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้เป็นอย่างมาก และยังช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชน และสถานที่ราชการในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐ ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในการจ่ายค่าชดเชย ที่สำคัญประชาชนยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการประกอบอาชีพประมง และพื้นที่ดังกล่าวกรมชลประทานได้ระบายน้ำออก และเก็บกักไว้ประมาณ 100 ล้าน สบ.ม เป็นต้นทุนน้ำในการเพาะปลูกข้าวฤดูนาปรัง เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูก ได้ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม

จากผลสำเร็จดังกล่าว กรมชลประทานจึงได้วางแผนที่จะขยายผลและปรับปฏิทินการเพาะปลูกพืช ในพื้นที่ลุ่มต่ำในโครงการบางระกำโมเดล เพิ่มขึ้นอีก 117,000 ไร่ ซึ่งสามารถรองรับน้ำหลากได้ 150 ล้าน ลบ.ม. โดยเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตโครงการ ส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน 85,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล 20,000 ไร่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวรอีก 12,000 ไร่

ทั้งนี้ หากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการขยายผลได้ตามแผนที่วางไว้ จะทำให้พื้นที่โครงการบางระกำโมเดล มีพื้นที่หน่วงน้ำเพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้น 382,000 ไร่ สามารถรองรับน้ำหลากได้ 550 ล้าน ลบ.ม.

‘กรมการข้าว’ สานต่อยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่ายกระดับราคาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307033

‘กรมการข้าว’ สานต่อยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่ายกระดับราคาข้าว

กรมการข้าว

‘กรมการข้าว’ สานต่อยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่ายกระดับราคาข้าว

                กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัด “พิธีมอบตราสินค้าข้าวสำหรับตลาดเฉพาะ 2560”สานต่อยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่ายกระดับราคาข้าวไทย ในโครงการ ส่งเสริมและพัฒนาตราสินค้าข้าวสำหรับตลาดเฉพาะ ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวตลาดเฉพาะ (Niche Market) จัดทำตราสินค้าของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวคุณภาพ ให้มีอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และสามารถไปสู่ธุรกิจค่าปลีกสมัยใหม่

โดยได้รับเกียรติจาก   นายณราวุฒิ ปิยโชติสกุลชัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบตราสินค้าให้กลุ่มเกษตรกร จำนวน 9 ตราสินค้า  จากทั่วภูมิภาคของประเทศที่เข้าร่วมโครงการ ณ ห้อง รัชดาแกรนด์บอลรูม โรงแรมรัชดาซิตี้ ถนนรัชดาภิเษก
นายณราวุฒิ ปิยโชติสกุลชัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว เปิดเผยว่า “ตามนโยบายของรัฐบาล การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว โดยกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวได้ดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวตลาดเฉพาะ ปีงบประมาณ 2560 เพื่อการส่งเสริมการผลิตและสนับสนุนการตลาดสินค้าข้าวตลาดเฉพาะอย่างเป็นระบบและให้ได้มาตรฐาน เป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าข้าวคุณภาพพิเศษ และมีคุณสมบัติโดดเด่น เช่น กลุ่มข้าวอินทรีย์ กลุ่มข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือข้าวจีไอ (Geographic indication : GI) กลุ่มข้าวโภชนาการสูง เพื่อเข้าสู่ตลาดสินค้าเกษตรสมัยใหม่ (Modern Marketing) เป็นการประชาสัมพันธ์ชื่อสินค้าและยกระดับราคาข้าวคุณภาพพิเศษเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นผลให้กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าว ผู้ประกอบการสินค้าข้าวคุณภาพและชุมชนดังกล่าวมีรายได้มากขึ้น

​จากสภาวะการแข่งขันทางการค้าปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงขึ้น และราคาสินค้าข้าวแทบไม่มีความแตกต่างกัน      กลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบการด้านข้าวที่มีความเข้มแข็งเท่านั้นที่จะสามารถอยู่รอดได้ แนวทางการส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบการเพื่อสินค้าเป็นที่ยอมรับจากผู้ซื้อ ผู้บริโภค คือการสร้างตราสินค้า (Brand) ของกลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบการด้านข้าว สะท้อนภาพลักษณ์ คุณสมบัติและคุณภาพของสินค้าข้าวของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งทำให้สามารถขยายช่องทางการตลาดได้มากขึ้น

​การสร้างตราสินค้า (Brand) คือการทำให้สินค้าข้าวมีความแตกต่างจากคู่แข่ง ความแตกต่างทางกายภาพ ทางจิตวิทยาและป้องกันไม่ให้คู่แข่งมีความทัดเทียมหรือความเหมือนในสายตาของผู้บริโภค เกิดทัศนคติที่ดีต่อตราสินค้า     เกิดความเชื่อมั่น การนึกถึงและเกิดการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง เป็นความภักดีในตราสินค้า (Brand Royalty) การสร้างตราสินค้าจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของเกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวคุณภาพพิเศษที่จะนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างยอดขาย ทำให้มีผลกำไร     มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุขและความมั่นคงในการประกอบอาชีพ

นายณราวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินงาน    ส่งเสริมและพัฒนาตราสินค้าข้าวสำหรับตลาดเฉพาะ ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวตลาดเฉพาะ   (Niche Market) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำตราสินค้าของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวคุณภาพให้มีอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และสามารถไปสู่ธุรกิจค่าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจในการสร้างตราสินค้า และตระหนักถึงคุณค่าของตราสินค้า (Brand) รวมทั้งรู้จักการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด และการรักษาตราสินค้าให้แก่กลุ่มเกษตรกรเป้าหมายเพื่อจัดทำต้นแบบการบริหารจัดการตราสินค้าอย่างยั่งยืนของเกลุ่มเกษตรกร และเพื่อส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ตราสินค้าข้าวของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวคุณภาพให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคโดยกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวได้ดำเนินการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมในการจัดการสินค้า เพื่อสร้างตราสินค้าให้กับกลุ่มเกษตรกร ซึ่งกลุ่มเกษตรกรบางกลุ่มมีการรวมตัวกันภายใต้ตราสินค้าสินค้าเดียวกัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำการตลาดต่อไป

โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 9 ตราสินค้า  ดังนี้

1. “ข้าวอินทรีย์พญาหงส์” จังหวัดนครพนม จาก วิสาหกิจชุมชนพึ่งตนเองบ้านหนองสะโน
2. “ข้าวแก่นฝาง” จังหวัดขอนแก่น วิสาหกิจชุมชนปลูกข้าวเพื่อสุขภาพแก่นฝาง
3. “ชาวนาชั้นนำ” จังหวัดมหาสารคาม วิสาหกิจชุมชนบ้านเก่าน้อย
4. “ผักไหมออร์แกนิคฟาร์ม” จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ตำบลผักไหม
5. “ข้าวคุณหนู” จังหวัดอุบลราชธานี วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ม่วงฮี
6. “ข้าวลืมผัว” จังหวัดตาก วิสาหกิจชุมชนข้าวเหนียวดำพันธุ์ลืมผัว
7. “ข้าวเพชรคอรุม” จังหวัดอุตรดิตถ์  วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนตำบลคอรุม
8. “ข้าวพรานนาข้าว” จังหวัดเพชรบูรณ์ วิสาหกิจชุมชนข้าวหลามน้ำหนาวแม่เสลี่ยง
9. “ข้าวทิพย์ช้าง” จังหวัดลำปาง วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้าง
นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการแสดงตราสินค้าข้าวจากเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจำนวน  30 ตราสินค้า ให้ผู้สนใจได้ร่วมเข้าชมเพื่อแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ต้นแบบเหล่านี้ให้เป็นที่ประจักษ์ และสามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้”
สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์: 02-5614970 , แฟกซ์ 0-2561-5286 หรือ http://www.ricethailand.go.th

กรมชลเร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำเพิ่มศักยภาพห้วยโสมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307026

กรมชลเร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำเพิ่มศักยภาพห้วยโสมง

ห้วยสโมง

กรมชลเร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำเพิ่มศักยภาพห้วยโสมง มั่นใจปี63เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้แสนไร่

 

นายสุทธิศักดิ์ เชี่ยวพาณิช ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 9 รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 7 กรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (เขื่อนห้วยโสมง) ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ว่าปัจจุบันการก่อสร้างตัวอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาแล้วเสร็จและได้เริ่มเก็บน้ำมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2559 สามารถเก็บน้ำครั้งแรกได้ 242 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) จากปริมาณความจุในระดับกักเก็บ 295 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งซ้ายและฝั่งขวาพร้อมอาคารประกอบ

สำหรับระบบชลประทานฝั่งขวา เป็นการก่อสร้างคลองดาดคอนกรีตสายใหญ่ความยาว 14 กิโลเมตร พร้อมคลองซอย 9 สาย ความยาวรวม 19 กิโลเมตร  สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้  16,500 ไร่  ในเขต อ.นาดี  ส่วนระบบชลประทานฝั่งซ้ายจะมีลักษณะเดียวกัน คือ คลองดาดคอนกรีตสายใหญ่ยาว 46 กิโลเมตร พร้อมคลองซอย 37 สาย ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 94,800 ไร่  ในเขต อ.นาดี และอ.กบินทร์บุรี  ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างระบบส่งน้ำดำเนินการไปแล้วร้อยละ 30 คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดในปี 2563 สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 111,300 ไร่

อย่างไรก็ตามคาดว่าในปี 2562 จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกบางส่วนได้ ซึ่งเป็นการส่งน้ำตามแรงโน้มถ่วงโลก จึงไม่มีค่าใช้จ่าย

นายสุทธิศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แม้จะอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำ แต่ ในช่วงฤดูฝนปี พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา สามารถเก็บกักน้ำได้ 230 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุเก็บกัก ซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมชุมชนตลาดเก่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และยังทำให้มีน้ำต้นทุนสำหรับช่วยรักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม ในแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำบางปะกง ในฤดูแล้งของปี พ.ศ.2561 ที่จะมาถึงได้อีกด้วย

รวมทั้งยังทำให้เกิดอาชีพประมง ที่หมู่บ้านแก่งดินสอ เนื่องจากมีการแพร่พันธุ์ปลาในอ่างฯ นฤบดินทรจินดา จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นปลาชะโด ปลาเนื้ออ่อน ปลาสวาย  สามารถจับปลาได้ถึงวันละ 1.5 ตัน จนเกิดมีการจัดตั้งสหกรณ์แพ ปลาขึ้น สร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้าน นอกจากนี้ตัวเขื่อนยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี  ให้ประชาชนมาพักผ่อน ปล่อยปลา ปลูกต้นไม้ และท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศน์อีกด้วย

“อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ตัวเขื่อนกักเก็บน้ำ ได้ 295 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 319 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี  เป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซน (Zone Type Dam) ความสูง 32.75 เมตร ความยาว 3,967 เมตร มีทำนบปิดช่องเขาขาด 2 แห่ง ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำ งบในการลงทุนโครงการประมาณ ๙,๐๗๘.๐๐ ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จนอกจากจะสามารถส่งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค  การเกษตร  และการผลักดันน้ำเค็มแล้ว ยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีบางส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้น้ำและที่ดิน ลดอัตราการเสียหน้าดินเนื่องจากการพัดพาชะล้างของน้ำฝนที่ไหลบ่า รวมทั้งยังเป็นแหล่งน้ำดิบที่สำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก” นายสุทธิศักดิ์กล่าวปิดท้าย

*********************************


เปิดอ่าน 249

58

รมช.เกษตร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกร อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/307009

  รมช.เกษตร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกร อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย

    รมช.เกษตร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกร อ.ไกรลาศ หนุนทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างยั่งยืน

       วันที่ 25 ธ.ค.  นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะเกษตรกร ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.ไกรนอก  อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบของจังหวัดสุโขทัย มีการทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความหลากหลายในการทำการเกษตร มีการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหลักสูตรเรียนรู้ในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ด้านประมง และด้านปศุสัตว์ นอกจากนี้ยังมีฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด และการใช้สารชีวภาพป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช การเพาะพันธุ์ปลาหมอชุมพรเพื่อจำหน่าย และการเพาะพันธุ์ลูกนกกระทาจำหน่าย จึงเป็นแหล่งให้ความรู้จากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ แก่เกษตรกรที่เข้ามารับกานอบรม

ทั้งนี้ ในจังหวัดสุโขทัยมี ศพก. 9 แห่ง รวมตัวเป็นเครือข่าย บริหารจัดการในรูปแบบคณะกรรมการ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการประเมินขีดความสามารถของ ศพก. เพื่อสนับสนุนให้ ศพก. ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น จึงต้องพัฒนาให้เป็นจุดที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกร จึงเป็นแนวทางให้หน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรและบริหารจัดการไปสู่เกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมที่จะสนับสนุนความคิดของเกษตรกร จะลดการชี้นำให้น้อยลง โดยจะให้เกษตรกรได้เลือกการประกอบอาชีพทางการเกษตรด้วยตัวเอง โดยให้เรียนรู้จากกันและกัน และนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งในบทบาทของกระทรวงเกษตรฯ จะเข้าไปสนับสนุนในการให้ความรู้ ประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น กระทรวงพาณิชย์เข้ามาช่วยในเรื่องการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีการปรับปรุงสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นตลอดเวลา และมีโอกาสในการส่งออกไปต่างประเทศได้ แนวความคิดดังกล่าวจะสามารถสร้างความยั่งยืนและสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่พี่น้องเกษตรกร จะมุ่งเน้นพัฒนาการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มคุณภาพ การเข้าถึงตลาด หรือแม้แต่การเข้าถึงทุนจากสถาบันการเงิน ก็จะทำให้พัฒนาไปสู่ความยั่งยืนต่อไป” นายลักษณ์ กล่าว

เกษตรฯเตรียมดัน “สะเอียบโมเดล”ในครม.สัญจรที่สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306969

เกษตรฯเตรียมดัน “สะเอียบโมเดล”ในครม.สัญจรที่สุโขทัย

สะเฮ๊ยบโมเดล, สะเอียบโมเดล

เกษตรฯเตรียมดัน “สะเอียบโมเดล”สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในครม.สัญจรที่สุโขทัย

                 อ.ยักษ์ขึ้นฮ.บินสำรวจพื้นที่ลุ่มน้ำยม บริเวณจ.แพร่ เตรียมดัน “สะเอียบโมเดล”สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่ภาคประชาชนร่วมสำรวจทั้ง 4 แห่ง พร้อมจับมือภาคประชาชนสำรวจแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มรองรับปริมาณน้ำแก้ปัญหาแล้งท่วมแทนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เล็งฟื้นวิถีชีวิตดั้งเดิมสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดเล็กใช้ในชุมชนตามแนวพระราชดำริ

นายวิวัฒน์  ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจราชการก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ระหว่างวันที่ 25 – 26 ธันวาคม 2560 ณ จังหวัดพิษณุโลก และสุโขทัย โดยขึ้นเฮลิคอปเตอร์ฝนหลวงบินสำรวจแหล่งกักเก็บน้ำลุ่มน้ำยม ก่อนเดินทางไปยังหอประชุมวัดดอนชัย ม.1ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ว่า จากการพบประชาชน พร้อมรับฟังบรรยายสรุปความจำเป็นเกี่ยวกับความต้องการในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ พบว่า มีความเป็นไปได้ในการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ ต.สะเอียบ เบื้องต้นจำนวน 4  อ่าง ซึ่งมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยอ่างฯ จะมีขนาดความจุที่แตกต่างกันมีทั้งขนาดความจุตั้งแต่ 2.6 ล้านลูกบาศก์เมตร 10 ล้านลูกบาศก์เมตร และ12 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งแม้ว่าจะเป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแต่ก็สามารถดำเนินการได้โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมาย และการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้แล้วเสร็จก่อน เบื้องต้นคาดว่าน่าจะสามารถดำเนินการเริ่มก่อสร้างโครงการภายในระยะเวลา 1 ปี อาจะไม่แล้วเสร็จทั้งหมดแต่ก็คาดว่าจะเริ่มต้นโครงการได้

“แนวคิดการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ ต.สะเอียบ จ.แพร่ เป็นเรื่องที่ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมคิด ร่วมสำรวจ จากแนวทางที่ชาวบ้านได้สร้างแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็กๆ หลายๆ แห่ง มีการสร้างฝาย สร้างทำนบเอง  ดังนั้น อ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่ง หรือ สะเอียบโมเดล ที่เกิดขึ้นโดยผู้นำขาวบ้านร่วมสำรวจกับกรมชลประทาน องค์กรท้องถิ่นรวมขนาดความจุด 20  กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ก็น่าจะมีความเป็นได้ที่จะเกิดขึ้นในระยะของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แทนที่เราจะต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น แก่งเสือเต้น ที่ไม่น่าจะมีทางเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กทั้ง  4 แห่งยังไม่เพียงพอในการเก็บกักปริมาณน้ำฝนในแต่ละปี ทางกรมชลประทานจะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวรที่มีการศึกษาพื้นที่เก็บน้ำขนาดเล็กไว้แล้ว 70กว่าแห่งซึ่งเป็นจุดเล็กๆ ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการเก็บกักน้ำในช่วยฤดูฝน กรมชลประทานก็ต้องมาพิจารณาว่าจะเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำในจุดใดได้บ้างต่อไป รวมถึงทำงานร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมในการฟื้นฟูวิถีชีวิตการลงแขกสร้างแหล่งน้ำในชุมชนตามวิถีชีวิตดั้งเดิมเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ไนไร่นา การขุดลอกหนองน้ำขนาดเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางศาสตร์พระราชาเรื่องการจัดการแหล่งน้ำด้วย” นายวิวัฒน์  กล่าว

สำหรับในช่วงบ่ายผมได้เดินทางต่อไปยังพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล ณ ประตูระบายน้ำบางแก้ว ม.15 ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โดยมีผู้แทนกรมชลประทาน กรมประมง กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และมณฑลทหารบกที่  39 บรรยายสรุป ก่อนพบปะประชาชน และร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรบริเวณโครงการบริหารจัดการน้ำแบบชุมชนมีส่วนร่วมพื้นที่หน่วงน้ำบางระกำ “โครงการบางระกำโมเดล” จ.พิษณุโลก  ที่ทางกรมชลประทาน ได้กำหนดพื้นที่ ให้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ โดยจะส่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ตั้งแต่เดือนเมษายน และเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จก่อนช่วงเดือนกรกฎาคมที่จะเป็นช่วงน้ำหลาก จากนั้นจึงรองรับน้ำหลาก ด้วยพื้นที่หน่วงน้ำ 265,000 ไร่ สามารถรับน้ำได้ 500 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำดังกล่าว มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการประกอบอาชีพเสริมอื่นๆ อีก เช่น การทำประมง การทำน้ำปลา และการทำปลาร้า ในช่วงที่มีน้ำขังได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมขยายผลโครงการดังกล่าวไปยังพื้นที่ใกล้เคียงให้ได้รับผลประโยชน์เช่นเดียวกันบางระกำต่อไป

“อำนวยพร”นำทีมตรวจแปลงสักทองเกษตรกรดีเด่นภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306961

“อำนวยพร”นำทีมตรวจแปลงสักทองเกษตรกรดีเด่นภาคเหนือ

“อำนวยพร”นำทีมตรวจแปลงสักทองเกษตรกรดีเด่นภาคเหนือ

                นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ และคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพปลูกสร้างสวนป่า ประจำปี 2561 ระดับภาคเหนือ  พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบสวนป่าของ นายอนุสรณ์ นครจันทร์ เกษตรกรดีเด่นในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งนำเสนอโดย สจป.4 สาขาพิษณุโลก เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนระดับภาคเหนือ ต่อไป

นายอนุสรณ์ เผยว่าได้เริ่มปลูกต้นสัก 2 แปลง พื้นที่ 13 ไร่ และ 8 ไร่ ซึ่งได้ตัดขายยกแปลง ได้เงินจากการขายไม้สัก 1,800,000 บาท แปลงปลูกสักที่ตัดขายแล้ว ได้นำไม้ยางนามาปลูกขอบแปลงทั้งหมด ด้านในแปลงปลูกไม้พะยูง กล้วยน้ำว้า ยางพารา สะเดา

ทั้งนี้มีการขึ้นทะเบียนสวนป่าเรียบร้อยทุกแปลง และขออนุญาตตัดฟันเรียบร้อยไม่มีปัญหา รายได้ประจำได้จากการขายกล้วยทุก 10 วัน รายได้เฉลี่ย 10,000 บาท/เดือน นอกจากนี้มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์หน่อไม้ กล้วยตาก เครื่องจักสาน เป็นการปลูกแบบผสมผสาน ปลูกผัก ผลไม้ เป็นรายได้เสริม ใช้พื้นที่เต็มรูปแบบ รายได้เฉลี่ยทั้งหมดประมาณ 20,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ ได้เชิญชวนชาวบ้านมาช่วยกันปลูกต้นสักและยางนา ริมถนน เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีกับทุกคน

จากนั้น ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้และคณะได้เยี่ยมชมสวนสักทองของนายมนรัตน์ วิวิธธนากร เกษตรกรดีเด่นในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ได้เริ่มปลูกต้นสักตั้งแต่อายุ 29 ปี ปัจจุบันอายุ 58 ปี ตั้งเป้าหมายว่าจะปลูกไม้สักอายุ 35 ปี ขณะนี้ไม้สักในแปลงอายุ 22 ปีแล้ว ทั้งนี้มีการลงทะเบียนสวนป่าเรียบร้อยทุกแปลง และขออนุญาตตัดสางขยายระยะไม้สักในแปลงไปขายเป็นไม้ท่อน และมีการตั้งโรงงานแปรรูปไม้สักที่ปลูกเป็นเฟอร์นิเจอร์ และบ้านไม้สักสำเร็จรูป ที่พร้อมไปปลูกสร้างบ้านในทุกจังหวัด

นอกจากแปลงปลูกสักแล้ว มีการปลูกไม้พะยูงแทนที่ไม้สักที่ตัดสาง นอกจากนี้มีแปลงปลูกไม้ยางนา และไม้ประดู่ อายุ 17 ปี อีก 2 แปลง ซึ่งเตรียมการจะเจาะน้ำยางต้นยางนา และตัดสางขยายระยะไม้ประดู่ เพื่อนำไปแปรรูปใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้ เกษตรกรมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการปลูกไม้สัก ให้ได้อายุ 35 ปี โดยมีคติประจำใจว่า “สักทอง ขุมทอง ของอนาคต”

3 ชาติ พร้อมเริ่มควบคุมส่งออกยางเดินหน้ามาตรการ AETS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306836

3 ชาติ พร้อมเริ่มควบคุมส่งออกยางเดินหน้ามาตรการ AETS

ยางพารา

3 ชาติ พร้อมเริ่มควบคุมส่งออกยางเดินหน้ามาตรการ AETS

                นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมีการประชุมสภาไตรภาคียางพารา (ITRC) นัดพิเศษระหว่าง 3 ประเทศสมาชิก ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้เดินหน้ามาตรการ AETS ร่วมกำหนดโควตาการส่งออกยางพาราร่วมกันทั้ง 3 ประเทศ รวมไม่เกิน 350,000 ตัน ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 มีนาคม 2561 พร้อมสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ทั้งไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในครั้งนี้ เป็นอีกมาตรการในการแก้ปัญหาสถานการณ์ราคายางที่ผิดปกติและมีความผันผวน โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก จะนำข้อตกลงดังกล่าวมาดำเนินการอย่างเคร่งครัด ภายใต้การปฏิบัติตามมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพาราของประเทศไทย ซึ่งมีทั้งพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 โดยกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ดูแลและควบคุมปริมาณการส่งออกยางของประเทศไทยออกนอกราชอาณาจักร และระเบียบตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดปริมาณจัดสรรเนื้อยางแห้งสำหรับการส่งออก (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2556 มาใช้ในช่วงระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 31 มีนาคม 2561 ทั้งนี้ ได้มอบให้การยางแห่งประเทศไทย ประสานงานกับผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อให้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติร่วมกันตามมาตรการAETS พร้อมทั้ง ให้เร่งดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานติดตามอย่างใกล้ชิด

“มาตรการความร่วมมือระหว่างประเทศในการควบคุมการส่งออกยางครั้งที่ 5 นี้ จะเป็นอีกหนึ่งในมาตรการสำคัญต่าง ๆ ที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาสถานการณ์ราคายางผันผวน เพื่อช่วยยกระดับราคายางในตลาดให้สูงขึ้น ให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง” นายลักษณ์ กล่าว

ด้าน ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ในสภาไตรภาคียางพารา กล่าวว่า ในการประชุมสภาไตรภาคียางพารา (ITRC) นัดพิเศษระหว่างประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียวันนี้ รัฐบาล 3 ประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือมีมติเห็นชอบในการประกาศมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพารา โดยมีระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่บัดนี้จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งได้กำหนดการลดโควตาการส่งออกยางพาราร่วมกัน 3 ประเทศลง 350,000 ตัน ซึ่งที่มาของจำนวนดังกล่าวมาจาก การคาดการณ์ปริมาณยางส่วนเกินโดยสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติระหว่างประเทศ (ANRPC)ของตลาดโลก และคาดว่าจะส่งผลต่อระดับราคายางที่จะเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ที่ประชุมยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ประเทศผู้ผลิตยางแต่ละรายควรแก้ปัญหาความสมดุลของปริมาณยางในโลกด้วยการต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศของตนเองให้มากขึ้น ไม่ว่าจะนำยางธรรมชาติไปใช้ด้านการคมนาคม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยุทโธปกรณ์ กีฬา สุขภาพ รวมถึงภาคธุรกิจ สินค้าอุปโภคบริโภคและบริการต่างๆ

“ในนาม ITRC มีความมั่นใจว่าการดำเนินการร่วมกันในมาตรการนี้ จะส่งผลให้ราคายางมีเสถียรภาพขึ้น และส่งผลดีต่อเกษตรกรรายย่อย สถาบันเกษตรกร และทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานยางพารา ให้ได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมในระยะยาวต่อไป โดยมาตรการนี้จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดโดย ITRC และคณะกรรมการควบคุมยาง” ดร.ธีธัช กล่าว