นักวิจัยม.เกษตร พบ “ช้างงาเอก” พืชชนิดใหม่ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306839

นักวิจัยม.เกษตร พบ “ช้างงาเอก” พืชชนิดใหม่ของโลก

นักวิจัย ม.เกษตร พบ “ช้างงาเอก” พืชชนิดใหม่ของโลก

              ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรชัย เงินแสงสรวย อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ค้นพบ “ช้างงาเอก” พืชชนิดใหม่ของโลก เป็นพืชเป็นไม้พุ่มสูง ๑-๒ ม. กิ่งเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก เป็นสี่เหลี่ยม เปลือกเรียบ เมื่ออ่อน สีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม มักมีช่องอากาศ เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน ส่วนต่าง ๆ มียางสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ตายอดอยู่ในซอกก้านใบที่ปลายกิ่ง
ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปใบหอกแกมรูปไข่ รูปไข่ หรือรูปรี ปลายเรียวแหลมหรือแหลม แข็ง โคนเว้ากึ่งรูปหัวใจ ขอบเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย หนา แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่วงปลายพับหากันรูปคล้ายอักษรวี มักบิดและโค้งลง ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอ่อน เกลี้ยงทั้ง ๒ ด้าน เส้นกลางใบเป็นร่องตื้นทางด้านบน เป็นสันนูนทางด้านล่าง เส้นแขนงใบข้างละ ๑๒-๒๐ เส้น ปลายโค้งจดกับเส้นถัดไปใกล้ขอบใบเป็นเส้นขอบใน เส้นใบย่อยแบบร่างแห เห็นชัดทั้ง ๒ ด้าน ก้านใบยาว ๐.๒-๑ ซม. มีรอยย่นตามขวาง ใบอ่อนสีแดง มีรสเปรี้ยว
ดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกสั้น ออกตามซอกใบที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบที่ใบร่วงแล้ว ดอกตูมมีกลีบเลี้ยงสีชมพูหรือสีชมพูอมเหลืองอ่อน ดอกบานสีเหลืองอ่อนหรือสีนวล เส้นผ่านศูนย์กลาง ๐.๘-๑ ซม. ก้านดอกสั้น ใบประดับรูปสามเหลี่ยมแคบหรือรูปสามเหลี่ยม กว้าง ๑.๕-๒.๕ มม. ยาว ๐.๒-๑ ซม. ค่อนข้างหนา กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ ๔ กลีบ เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ค่อนข้างหนา กลีบเลี้ยงรูปไข่กลับหรือรูปรี กว้าง ๒.๕-๓.๕ มม. ยาว ๓-๖ มม. เป็นแอ่ง กลีบดอกรูปไข่กลับกว้าง กว้าง ๓.๕-๗ มม. ยาว ๕.๕-๘.๕ มม. ปลายมนกลม โค้งออกทางด้านนอก                ดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้จำนวนมาก เชื่อมติดกันเป็น ๔ กลุ่ม (รวมกันเป็นกลุ่มเค้าโครงรูปสี่เหลี่ยม) ก้านชูอับเรณูสั้น โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยก อับเรณูสั้น มี ๒ พู       ไม่มีเพศเมียเป็นหมัน ดอกเพศเมียมีเกสรเพศผู้เป็นหมันเชื่อมติดกันเป็น ๔ กลุ่ม รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปทรงกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๓ มม. ยาว ๑.๕-๒ มม. มี ๔-๖ พู มี ๔-๖ ช่อง แต่ละช่องมีออวุล ๑ เม็ด ก้านยอดเกสรเพศเมียสั้นและหนา ยอดเกสรเพศเมียรูปครึ่งทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒.๕-๓.๕ มม. ยาว ๑.๕-๒ มม. มีปุ่มเล็ก
ผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปทรงกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑-๒ ซม. ยาว ๕-๗ มม. มี ๔-๖ พู เห็นชัด ผลดิบสีเขียว มีจุดสีขาว สุกสีแดง เกลี้ยง เป็นมัน มีกลีบเลี้ยงติดทน ยอดเกสรเพศเมียติดทน แบน รูปวงกลม เป็นแฉกตามรัศมีหรือไม่เป็นแฉก เมล็ด ๔-๖ เมล็ด เปลือกเมล็ดมีเยื่อหุ้ม อาจมีเมล็ดฝ่อ
ช้างงาเอก กระจายพันธุ์ในประเทศทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดบึงกาฬ และจังหวัดนครพนม พบตามป่าดิบแล้งและชายป่าดิบแล้ง ที่สูงจากระดับทะเล ๑๕๐-๒๒๐ ม. ออกดอกเดือนธันวาคมถึงกรกฎาคม เป็นผลเดือนธันวาคมถึงเมษายน มักเป็นผลเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ในต่างประเทศคาดว่าพบที่ลาว ช้างงาเอกมีกลุ่มประชากรขนาดเล็ก ชาวบ้านใช้รากเป็นพืชสมุนไพร นำไปดองเหล้า มีความเชื่อว่าเป็นยาบำรุงกำลัง เป็นสาเหตุทำให้จำนวนประชากรลดลง จึงจัดอยู่ในสถานภาพพืชมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

แนวโน้มปี 2561 น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ขยายผลสู่เกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306834

แนวโน้มปี 2561 น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ขยายผลสู่เกษตรยั่งยืน

เกษตรยั่งยืน, ศาสตร์พระราชา

“วิวัฒน์”เปิดสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 และแนวโน้มปี 2561 น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ขยายผลสู่การพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน

               นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดการสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 และแนวโน้มปี 2561 ในหัวข้อ “น้อมนำศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ว่า การพัฒนาการเกษตรของประเทศให้เกิดความยั่งยืนภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงสร้างต้นแบบ และพระราชทานบทเรียนในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นแนวคิด คำสอนและแนวปฏิบัติต่าง ๆ ที่พระองค์ได้ทรงศึกษาอย่างเป็นระบบ ด้วยการหาความรู้จากเอกสาร การลงพื้นที่จริง การค้นคว้าทดลองและลงมือปฏิบัติจริง จนกลายเป็นองค์ความรู้ที่มีพื้นฐานบนความเป็นจริง มีเหตุมีผล และปฏิบัติได้จริง หรือเรียกว่า “ศาสตร์พระราชา” โดยคำสอนที่พระองค์ได้ทรงเตือนสติให้คนไทย คือ “รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง” เพื่อเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคมโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรอย่างแท้จริง มีการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศโดยคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก มุ่งเน้นให้หน่วยงานในสังกัดทำงานร่วมกันแบบบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม นำพาภาคเกษตรของประเทศไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรไทย รวมทั้งการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ให้ลูกหลานในอนาคต โดยน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาใช้เป็นกรอบแนวคิดในการจัดทำยุทธศาสตร์ฯ เพื่อขับเคลื่อนให้ภาคเกษตรเจริญเติบโตได้ต่อเนื่องอย่างมีเสถียรภาพ รอดพ้นจากวิกฤติต่าง ๆ เกษตรกรสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสมดุล มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีภูมิคุ้มกันพร้อมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ของการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า หลักการทรงงานของพระองค์ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงพระราชทานแนวคิดและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เช่น การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการแกล้งดิน – แก้ปัญหาดินเสีย การพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ หรือ “ฝนหลวง” โดยขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการพัฒนาจนสามารถใช้ต้นทุนการทำฝนหลวงเพียง 12 บาท ต่อไร่ และจะมีการพัฒนาให้ก้าวหน้ามากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำของข้อมูลด้านเกษตรเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ จึงได้เสนอแนวทางว่า กระทรวงเกษตรฯ ควรมีดาวเทียมที่ทันสมัยและมีความแม่นยำของข้อมูลมากที่สุด โดยอยู่ภายใต้งบประมาณที่จำกัด  เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตรในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องดิน น้ำ ข้อมูลการชะล้างหน้าดินที่รุนแรง  ผลกระทบจากภัยแล้ง ข้อมูลบริเวณที่อาจจะเกิดน้ำท่วม เป็นต้น ควบคู่กับการน้อมนำศาสตร์พระราชามาส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถดำเนินกิจการด้านการเกษตรด้วยตนเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยแนวทางดังกล่าวจะมีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอื่นๆ ต่อไป

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1. เพื่อนำเสนอผลการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2560 พร้อมทั้งปัจจัยและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทางการเกษตรในช่วงที่ผ่านมา และคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2561 รวมทั้งสถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนและ 2. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับนักวิชาการ ผู้ประกอบการ และตัวแทนเกษตรกร เกี่ยวกับ “ศาสตร์พระราชา” เพื่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศให้มีความยั่งยืนและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ ได้น้อมนำศาสตร์พระราชา มาร่วมกันขยายผลให้เห็นความสำคัญและน้อมนำไปปฏิบัติใช้ในการดำเนินชีวิต โดยช่วงเช้า จะมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 และแนวโน้มปี 2561” การอภิปราย หัวข้อ “เดินตามรอยเท้าพ่อ สานต่อเกษตรอย่างยั่งยืน” และช่วงบ่าย เป็นการอภิปราย หัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรไทยสู่เกษตรอัจฉริยะ ด้วยศาสตร์พระราชา” โดยผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย บุคลากรภาครัฐ นักวิชาการ ผู้แทนจากสถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการภาคเอกชน เกษตรกร และสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น ประมาณ 550 คน

เกษตรฯ- พาณิชย์ แท็กทีมขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306759

เกษตรฯ- พาณิชย์ แท็กทีมขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค

พาณิชย์

เกษตรฯ- พาณิชย์ แท็กทีมสร้างความเข้มแข็งขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค เชื่อมผลิตและตลาดแก้ปมปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ

วันนี้ ( 22 ธ.ค. 60) นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค พร้อมมอบนโยบาย “มิติใหม่การบูรณาการร่วมพาณิชย์-เกษตร” ให้แก่เกษตรและสหกรณ์จังหวัด เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ณ ห้องมโนปกรณ์นิติธาดา ชั้น 12 อาคารกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ในการจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและผลมากที่สุดต่อเกษตรกร และผู้ประกอบการไทยทั้งประเทศ
นายกฤษฎา เปิดเผยว่า สำหรับแนวทางที่กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นฝ่ายผลิตจะได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นผู้หาตลาด คือ การจัดทำฐานข้อมูลสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน การจัดการอุปทานสินค้าเกษตร การแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การจัดการตลาด การบริหารคลังสินค้า เตรียมการมาตการลดผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในภาคเกษตร และการเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการสินค้าเกษตรเศรษฐกิจสำคัญอย่างครบวงจร  ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยาง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะแบ่งการบูรณาการทำงานใน 2 ระดับ คือ ระดับพื้นที่ และระดับส่วนกลาง

โดยในส่วนของระดับพื้นที่จะดำเนินการให้มี 1.การจัดทำฐานข้อมูลสินค้าเกษตรการจัดทำฐานข้อมูลสินค้าเกษตร (Big data) ระดับจังหวัดและภูมิภาค ประกอบด้วย ข้อมูลด้าน Demand และ Supply ตั้งแต่ การผลิต แปรรูป และความต้องการของตลาดท้องถิ่น 2. เกษตรจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ประสานความร่วมมือกับอุตสาหกรรมจังหวัดสภาหอการค้าจังหวัดสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสภาเกษตรกรสนับสนุนการทำเกษตรในลักษณะ Contract Farming สู่ Business Matching เน้นส่งเสริมการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรในระดับชุมชนท้องถิ่น 3. การสร้างองค์ความรู้การรับรู้ร่วมกันตลอดโซ่อุปทาน  4. สร้างเรื่องราว (Story) ของสินค้าเกษตรที่เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาดในแต่ละจังหวัด โดยเกษตรจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ร่วมกันหา สินค้าเกษตรที่เป็นจุดร่วม หรือสินค้าเด่นประจำท้องถิ่นที่สามารถเชื่อมโยงทั้งระบบ และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และ ความร่วมมือตลอดโซ่อุปทานได้
ขณะที่แนวทางความร่วมมือบูรณาการในระดับส่วนกลางก็เช่นกัน ต้องมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสินค้าเกษตร (Big data) ตั้งแต่ระดับจังหวัดภูมิภาค และประเทศ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการทั้งระบบ ประกอบด้วย ข้อมูลด้าน Demand และ Supply ตั้งแต่การผลิต โดยเฉพาะการพยากรณ์ผลผลิต การแปรรูป ในแง่ของความต้องการตลาด กำลังการผลิต และการตลาดเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยพยากรณ์ปริมาณความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศบริหารจัดการด้านการตลาด  ที่สามารถบอกถึงความต้องการของตลาดเพื่อวางแผนการผลิต ส่งเสริมตลาดเฉพาะสำหรับสินค้า คุณภาพ เชื่อมโยงตลาด Modern Trade และระบบ E- commerceการริหารคลังสินค้า การจัดเก็บ ขนย้าย และกระจายสินค้าเตรียมมาตรการลดผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า การเจรจาเปิดตลาดใหม่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในภาคเกษตร

การสร้าง Brand และการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ไปจนถึงการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างประเทศ    อาศัยจุดร่วมที่กระทรวงเกษตรฯ มีทูตเกษตร และกระทรวงพาณิชย์ มีทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ เป็นพลังในการเชื่อมโยงข้อมูลความต้องการของตลาดต่างประเทศ การแสวงหาตลาด ใหม่ๆ เพื่อวางแผนการผลิตสินค้าทางการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด

กรมประมงดัน”จระเข้ไทยก้าวไกลสู่จระเข้โลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306731

กรมประมงดัน”จระเข้ไทยก้าวไกลสู่จระเข้โลก”

กรมประมงดัน”จระเข้ไทยก้าวไกลสู่จระเข้โลก”

              วันที่ 22 ธ.ค. นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดการประชุม เรื่อง จระเข้ไทยก้าวไกลสู่จระเข้โลก ณ กรมประมง ว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเพาะเลี้ยงจระเข้จำนวนมาก ทั้งเพื่อการค้า เพื่อการจัดแสดง หรือแม้แต่เป็นสัตว์เลี้ยง เนื่องจากจระเข้เป็นสัตว์ชนิดที่สามารถนำอวัยวะมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ทั้งหนัง เนื้อ เลือด และไขมัน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากหนังจระเข้ของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาดระหว่างประเทศจำนวนมาก สามารถสร้างอาชีพและรายได้แก่ผู้เพาะเลี้ยง และผู้ประกอบการจระเข้ โดยการส่งออกในปี 2560 มีมูลค่าประมาณ 3,800 ล้านบาท

และจากข้อมูลการสำรวจในประเทศมีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เพาะพันธ์ ค้า และครอบครอง จำนวน 1,200 ราย มีจระเข้ที่เพาะเลี้ยงไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัว ซึ่งปัจจุบันมีคู่แข่งทางการค้าของไทยเกิดขึ้นมาก จึงจำเป็นต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเลี้ยง และการผลักดันธุรกิจการส่งออกจระเข้ของไทยในตลาดโลก ควบคู่กับการอนุรักษ์ รวมทั้งกำหนดแนวทางการกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงจระเข้ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายและอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จึงร่วมกับผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงจระเข้ จัดการประชุมดังกล่าว เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และข้อมูลด้านการอนุรักษ์ การเลี้ยง โรคระบาดที่เกิดกับจระเข้ และแนวทางการกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงจระเข้ให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมจระเข้ตลอดสายการผลิต
อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ทรัพยากรจระเข้ในธรรมชาติ ถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญเช่นกัน แม้ว่าปัจจุบันสภาพแหล่งที่อยู่อาศัยของจระเข้จะเปลี่ยนแปลงไป แต่หากกรมประมงได้ทำการศึกษาวิจัย และสามารถดำเนินการปล่อยจระเข้คืนสู่ธรรมชาติในแหล่งที่มีความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต และไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ย่อมส่งผลต่อการดำรงไว้ซึ่งชนิดพันธุ์จระเข้ในธรรมชาติ นอกจาการส่งเสริมด้านการค้าและการอนุรักษ์แล้ว การควบคุมและบริหารจัดการจระเข้ภายในประเทศ ก็ไม่สามารถละเลยได้ ผู้เลี้ยงและผู้ประกอบการต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย และไม่ส่งผลกระทบแก่ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง
“การที่จะทำให้ผลิตภัณ์จากจระเข้ของไทยได้รับการยอมรับจากตลาดโลกมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยต้องพิสูจให้ประชาคมโลก โดยเฉพาะอนุสัญญาไซเตส ได้เห็นว่าประเทศไทยมีแหล่งที่จะอนุรักษ์ให้จระเข้พันธุ์ไทยได้อยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้มีหลายโครงการที่กรมประมงร่วมกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ นำจระเข้ไปปล่อยในพื้นที่เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไว้ จะทำให้ประชาคมโลกมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นที่เห็นความตั้งใจจริงของประเทศไทยทั้งในเรื่องการค้าและการอนุรักษ์พันธุ์จระเข้ด้วย นอกจากนี้ ยังขอให้ผู้ประกอบการทั้งผู้เลี้ยงและผู้แปรรูป รวมถึงผู้ที่เข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ ให้ช่วยกันในการเป็นหัวขบวนเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรที่อยู่โดยรอบที่จะให้สถานประกอบการมีโอกาสได้เลี้ยงจระเข้เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้เป็นการเติบโตที่กระจายตัว เกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรรายย่อยด้วย ถือเป็นนโยบายที่สำคัญของทางรัฐบาลที่อยากเห็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรนำพาพี่น้องเกษตรกรรายอื่นที่ปลูกสินค้าเกษตรไม่ประสบผลสำเร็จ มาผลิตสินค้าเกษตรที่มีโอกาสที่มีความมั่นคงมากกว่าเดิม” นายลักษณ์ กล่าว
นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า การเพาะเลี้ยงจระเข้ทุกชนิด ถูกกำหนดให้เป็นกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ซึ่งกรมประมงมุ่งหวังที่จะผลักดันให้การเพาะเลี้ยงจระเข้และอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดสายการผลิตเติบโตและมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโตสู่ตลาดการค้าระหว่างประเทศ ช่วยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในการบริหารจัดการได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และยังทำให้ผู้เพาะเลี้ยงจระเข้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันให้อุตสาหกรรมจระเข้ของไทยให้มีศักยภาพและความเข้มแข็งพร้อมที่จะก้าวสู่ตลาดโลกต่อไป

เกษตรฯ จับมือพาณิชย์เร่งเดินหน้า 6 มาตรการแก้ราคายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306643

เกษตรฯ จับมือพาณิชย์เร่งเดินหน้า 6 มาตรการแก้ราคายาง

ราคายาง

เกษตรฯ จับมือพาณิชย์ ร่วมบูรณาการเร่งเดินหน้า 6 มาตรการแก้ราคายาง

           วันที่ 21 ธ.ค.นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การประชุมในวันนี้เป็นการเตรียมความพร้อมของกระทรวงเกษตรฯ ในการร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ “การจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” ณ กระทรวงพาณิชย์ ในวันพรุ่งนี้ (22 ธ.ค. 60) โดยมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัด และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งดูแลงานด้านการผลิตและกระทรวงพาณิชย์ซึ่งดูแลงานด้านการตลาด ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น

โดยจะหารือแนวทางในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก การบริหารจัดการสินค้าเกษตร การส่งเสริม SMEs ไปสู่ New Economy ส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตร และการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งหลังจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้วางแผนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ในระดับภูมิภาคและหน่วยงานในอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่มกราคม 2561 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ในระดับพื้นที่ และบูรณาการงานร่วมกับหอการค้า สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ฯลฯ ในการส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

ด้านความก้าวหน้ามาตรการแก้ไขปัญหายางพารานั้น เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ครม. มีมติเห็นชอบ 6 โครงการ เพื่อแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ ตามแนวนโยบายดูดซับปริมาณยาง เพิ่มปริมาณการใช้ และลดปริมาณผลผลิต เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง ประกอบด้วย

1.โครงการชดเชยดอกเบี้ย 3% เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง)เพื่อใช้ในการเก็บรวมรวมยาง ในวงเงิน 20,000 ล้านบาท  เพื่อดูดซับปริมาณยางออกจากระบบประมาณร้อยละ 11 ของผลผลิตยางแห้ง 350,000 ตันจากผลผลิตทั้งปี โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี (ไม่เกิน 600 ล้านบาท) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ถึงเดือนธันวาคม 2562 และมีระยะเวลาการชำระเงินคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปีนับจากวันทำสัญญาต่อปี

2.โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา (วงเงิน 5,000 ล้านบาท)ซึ่งรัฐบาลเห็นชอบแนวทางปฏิบัติการสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ในอัตราร้อยละ 0.49 ต่อปี โดยยอดประมาณการตลอดระยะเวลาโครงการฯ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2558-2567) รวมเป็นเงินประมาณการทั้งสิ้น 3,868,000 บาท แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกร 3,564,000 บาท วิสาหกิจชุมชน จำนวน 304,000 บาท

3.โครงการชดเชยดอกเบี้ย 3% เพื่อสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพารา (วงเงิน 10,000 ล้านบาท)โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินชดเชยค่าเบี้ยประกันแก่สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และค่าบริหารโครงการฯ

4.โครงการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบตามกรอบวงเงิน 15,000 ล้านบาท และหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเดิม ปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ เพียงจำนวน 29 ราย และได้รับอนุมัติสินเชื่อเข้าร่วมโครงการฯ 16 ราย วงเงินประมาณ 8.887 พันล้านบาท ปริมาณการใช้ยางเพิ่มขึ้น 35,550 ตัน/ปี ขณะนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอีกหลายราย ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

5.โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ โดยรัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มขึ้น โดยให้ กยท. รับซื้อผลผลิตยางพารา ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 น้ำยางสด ยางก้อนถ้วย หรือยางชนิดอื่นๆ ผ่านทางสถาบันเกษตรกร และเครือข่ายตลาด ของ กยท. ทั่วประเทศ เป้าหมาย 200,000 ตัน ในช่วงเดือนธันวาคม 2560 – 30 เมษายน 2561

6. โครงการควบคุมปริมาณผลผลิต โดยมีเป้าในการลดปริมาณผลผลิตจากทั้งภาคเกษตรกร และหน่วยงานรัฐโดยในส่วนของเกษตรกร ได้กำหนดให้มีแรงจูงใจให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ด้วยการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้ชาวสวนยางรายละ 4,000 บาท เพื่อโค่นยางและปลูกแทนด้วยไม้ยืนต้นชนิดอื่น เช่น ไม้ผล ไม้เพื่อการแปรรูป และอื่นๆ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ จำนวน 2 แสนไร่ ภายในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 นี้ ซึ่งจะเป็นการลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร

สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยาง ประมาณ 1 แสนไร่ ทั้ง กยท. กรมวิชาการเกษตร และ ออป. จะร่วมกันหยุดกรีดยาง ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง เพื่อลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดได้ไม่น้อยกว่า 6.78 พันตันในระยะเวลา 3 เดือนนี้

กรมชลฯ พร้อมรับมือพายุโซนร้อน “ไคตั๊ก” เคลื่อนผ่านภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306630

  กรมชลฯ พร้อมรับมือพายุโซนร้อน “ไคตั๊ก” เคลื่อนผ่านภาคใต้

กรมชล, ไคตั๊ก

  กรมชลฯ พร้อมรับมือพายุโซนร้อน “ไคตั๊ก” เคลื่อนผ่านภาคใต้

          วันที่ 21 ธ.ค.นายทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 60 ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรได้คาดการณ์ว่าพายุโซนร้อน “ไคตั๊ก” (KAI-TAK) บริเวณทะเลจีนใต้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก คาดว่าในช่วงวันที่23 – 25 ธันวาคม 2560 พายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นและเคลื่อนเข้าใกล้ประเทศมาเลเซีย รวมทั้งภาคใต้ตอนล่างของไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานียะลา นราธิวาสและสตูล

นายทองเปลวกล่าวอีกว่ากรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ทุกโครงการฯให้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำโดยเน้นย้ำให้จัดเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ตามศักยภาพของลำน้ำที่จะรับได้ โดยไม่ให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ และบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆในพื้นที่ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด พร้อมกับให้ตรวจสอบอาคารและระบบชลประทานให้มีความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพการเตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำให้อยู่ในพื้นที่และพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา

สำหรับพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมเป็นประจำได้ทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องมืออื่นเตรียมพร้อมที่จะระบายน้ำได้อย่างทันท่วงทีนอกจากนี้ยังเน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานบูรณาการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมการรับมือและการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้ได้ทันต่อเหตุการณ์ด้วย

กรมประมงร่วมซีพีเอฟ.มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306521

กรมประมงร่วมซีพีเอฟ.มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ

กรมประมง

กรมประมงร่วมซีพีเอฟ.มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ

 

                 นายรวีร์ ฤทธิชัย หัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามการประมงน้ำจืดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กรมประมง กล่าวว่า  กรมประมงให้ความสำคัญกับการกระตุ้นจิตสำนึกให้ชาวบ้านในพื้นที่สามารถดูแลและรักษาทรัพยากรของตัวเองเพื่อให้เกิดความยั่งยืน และพยายามลดการกระทำผิดจากลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย  ทั้งจากคนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่ที่อพยพเข้ามา  
             “การที่ภาคเอกชนอย่างซีพีเอฟเข้ามาช่วยสนับสนุนปล่อยพันธุ์ปลาลงเขื่อนฯ  นอกจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณปลาในแหล่งน้ำแล้ว ยังทำให้ชุมชนในพื้นที่ได้เรียนรู้วิธีการเลี้ยงปลา การจับปลาด้วยเครื่องมือที่ถูกต้อง ทำให้ชุมชนทำประมงได้อย่างยั่งยืน” นายรวีร์ กล่าว
             ปัจจุบันปริมาณปลาในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์น้อยลงเรื่อยๆ  ปลาที่เพิ่มขึ้นในเขื่อนจะช่วยสร้างอาชีพประมงให้กับคนในชุมชน และยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มากขึ้น และพื้นที่โดยรอบได้รับประโยชน์ด้วย 
            นายชูชาติ จันทบาล ผู้อำนวยการโรงเรียนโคกสลุง ต.โคกสลุง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ซึ่งเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6  มีจำนวนนักเรียน 412 คน กล่าวว่า โรงเรียนมีการปรับปรุงบ่อเลี้ยงปลาและลงปลาตะเพียน 2 พันตัว ที่ได้รับมอบจากทั้ง 2 หน่วยงาน โดยนำมาแยกเลี้ยงในกระชังเพื่อให้ปลาเติบโตก่อนที่จะปล่อยปลาลงไปเลี้ยงรวมกันในบ่อเลี้ยง ปลาเหล่านี้จะถูกนำไปปรุงเป็นอาหารกลางวันของนักเรียนที่ยากจน เพื่อให้นักเรียนจะได้รับโปรตีนคุณภาพสูงจากปลา 
           ด้าน นายไพบูลย์ ศรีจันทร์รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจฟาร์มเป็ดพันธุ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟส่งเสริมกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ภายใต้ยุทธศาสตร์ด้าน ดิน น้ำ ป่าคงอยู่” ซึ่งโครงการน้ำไหลลงเขื่อน พาเพื่อนตะเพียนกลับบ้าน
เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่บริษัทฯเล็งเห็นถึงความสำคัญของการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  
             กิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากซีพีเอฟจะร่วมกับกรมประมงปล่อยปลาเพื่อเพิ่มปริมาณปลาลงเขื่อนฯ ซึ่งมีการอนุบาลพันธุ์ปลาก่อนปล่อยเพื่อให้อัตราการรอดของปลาสูงขึ้น ยังมีการมอบพันธุ์ปลาตะเพียนให้โรงเรียนในพื้นที่  2 โรงเรียน คือ โรงเรียนวัดหนองตามิ่ง และโรงเรียนโคกสลุง รวมทั้งชุมชนคำพรานหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 11 ซึ่งเป็นชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย./

“กฤษฎา”มั่นใจขยายพท.เกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศอีกกว่า 6 แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306497

“กฤษฎา”มั่นใจขยายพท.เกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศอีกกว่า 6 แสนไร่

กฤษฎา

“กฤษฎา”มั่นใจขยายพท.เกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศอีกกว่า 6 แสนไร่

            วันนี้( 20 ธ.ค.60 ) เวลา 10.00 น.นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ประธานพิธีเปิด และร่วมเสวนาโครงการ “รวมพลังขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”  ณ กลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ ต.นาโส่ อ.กุดชุม จังหวัดยโสธร โดยมีนายนิกร สุกใส ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร กล่าวต้อนรับ พบปะหัวหน้าส่วนราชการและเกษตรกร มอบวงเงินสินเชื่อโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2560/61 ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ วงเงิน 20 ล้านบาท กลุ่มสหกรณ์การเกษตรธรรมชาติอินทรีย์หนองยอ วงเงิน 4 ล้านบาท สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทาและไทยเจริญ จำกัด วงเงิน 12 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกรทำนาบากเรือ วงเงิน 9 ล้านบาท กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์โป้งเสริญ (กุดแข้ด่อน) วงเงิน 1 ล้านบาท

จากนั้นได้ร่วมกิจกรรมเสวนา “แนวทางการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม) นายโจน จันได พ่อมั่น สามสี พ่อบุญส่ง มาตขาว ก่อนตรวจเยี่ยมกิจกรรมเกษตรอินทรีย์ ของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ตรวจเยี่ยมการรับซื้อผลผลิตข้าวอินทรีย์ ของกลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ ตรวจเยี่ยมงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ส่วนในช่วงบ่ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะได้เดินทางต่อไปยัง สวนตาผอง บ้านสุขเกษม ต.โนนเปือย อ.กุดชุม จ.ยโสธร เพื่อตรวจเยี่ยมงาน Young Smart Farmer และคนกล้าคืนถิ่น (Young Farmer Club) โดยมี นางสาวรสสุคนธ์ สุวรรณเพชร บรรยายสรุป

การพัฒนาคุณภาพสินค้าทางการเกษตรให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เกิดการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยมีแผนยุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2564 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่  2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์

ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ซึ่งโดยจะใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนและส่งเสริมบูรณการยุทธศาสตร์ทั้งหมดให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะเพิ่มพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ได้ถึง 6 แสนไร่ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพื่อให้มีความชัดเจนและแนวทางในการให้ความรู้แก่เกษตรกรที่จะมาใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์ไว้แล้ว

โดยแบ่งเกษตรกรออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มที่ 1 จะเป็นกลุ่มที่รับสมัครเพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยจะได้รับการสนับสนุนทั้งปัจจัยการผลิตและความรู้เบื้องต้น กลุ่ม 2 จะเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมยกระดับต่อยอดความรู้ที่มีอยู่แล้ว และกลุ่มที่ 3 คือ เกษตรกรที่ได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์แล้ว โดยทั้งหมดภาครัฐจะเข้าไปช่วยเหลือในการหาตลาดและเพิ่มช่องส่งเสริมการขายที่มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นและคุณภาพให้กับสินค้าทางการเกษตรที่ผลิตออกมา

และที่สำคัญที่สุดเพื่อยกระดับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไปสู่ระดับที่เข้มข้นมากขึ้น จะต้องมุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกับเกษตรกรมากยิ่งขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการวิจัยด้านเกษตรอินทรีย์ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมอันได้แก่การเข้าถึงความรู้และข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสร้างความไว้วางใจและสร้างเครือข่ายกับหุ้นส่วนการพัฒนารายใหม่ๆ ระหว่างเกษตรกรและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน การให้สิทธิประโยชน์ทางการค้าแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเพื่อเอื้อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมไปถึงการสนับสนุนระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เป็นต้น

ซึ่งการที่จะบรรลุผลสำเร็จเหล่านี้ได้ต้องอาศัยเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชน ทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสที่จังหวัดยโสธรจะพัฒนาให้เป็น “เมืองเกษตรอินทรีย์” หรือ “Land of Organic” ซึ่งถือเป็นทางเลือกในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านของคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

จังหวัดยโสธร ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน รวมพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งสิ้น  134,406.25 ไร่  แบ่งเป็น มาตรฐานสากล  จำนวน 54,906.75 ไร่  มาตรฐาน มกษ.9000  จำนวน 55,054.50 ไร่ การรับรองมาตรฐานตามระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม(PGS) จำนวน 24,445 ไร่  พืชอื่นๆ เช่น แตงโม ไผ่ กระเจียวหวาน ถั่วลิสง หอมแดง เป็นต้น  ไข่ไก่อินทรีย์ จำนวน 74 ราย  ประมงอินทรีย์ จำนวน 3 ราย ทั้งนี้ การจัดโครงการ “รวมพลังขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” มีวัตถุประสงค์ เพื่อขยายผลการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ให้แพร่หลาย เพิ่มจำนวนเกษตรกรทำอินทรีย์และพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของจังหวัดให้มากขึ้น ที่ครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดเพิ่มขึ้น เกิดเครือข่ายเกษตรอินทรีย์และความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด โดยผู้ร่วมงานในวันนี้ เป็นเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ จำนวน 300 คน

เปิดแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 60/61 ย้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306491

เปิดแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 60/61 ย้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง

กรมชล

เปิดแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 60/61 ย้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ส่งน้ำให้เพาะปลูกได้เต็มพื้นที่

นายทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ณ วันที่ 1 พ.ย. 60 ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีประมาณ 42,313 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) กรมชลประทาน ได้กำหนดแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2560/2561 เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทานทั่วประเทศ คิดเป็นปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันทั้งสิ้น 25,067 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นการใช้น้ำเพื่อการเกษตร 15,952 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,167 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการรักษาระบบนิเวศและอื่น ๆ 6,948 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 16,797 ล้าน ลบ.ม. จะสำรองไว้สนับสนุนการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนปี 2561
ทั้งนี้ ได้กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทานปี 2560/61 ทั้งประเทศ จำนวน 13.74     ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวนาปรัง 8.35 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.70 ล้านไร่ และพืชอื่น ๆ 4.69 ล้านไร่
สำหรับในพื้นที่ชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้วางแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2560/61 โดยการใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนหลัก 4 แห่ง(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) รวมกันเป็นจำนวน 14,187 ล้าน ลบ.ม. ตามมาตรการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน แบ่งเป็นการใช้น้ำในช่วง    ฤดูแล้ง(1 พ.ย. 60 – 30 เม.ย. 60)จำนวน 7,700 ล้าน ลบ.ม. ดังนี้ อุปโภคบริโภค 1,140 ล้าน ลบ.ม. ,รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 1,450 ล้าน ลบ.ม. และการเกษตร 5,110 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนที่เหลืออีก 6,487 ล้าน ลบ.ม. จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2561 ซึ่งในส่วนของการจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนภาคการเกษตร นั้น ได้กำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาไว้ทั้งสิ้นประมาณ 6.26 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปรัง 5.17 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.06 ล้านไร่ และพืชอื่นๆ 1.03 ล้านไร่
ปัจจุบัน(20 ธ.ค. 60) ทั้งประเทศมีการใช้น้ำไปแล้ว 6,171 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 25 ของแผนจัดสรรน้ำฯทั้งประเทศ เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้ว 1,538 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 20 ของแผนจัดสรรน้ำฯ
สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ที่ใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากที่ผ่านมา นั้น กรมชลประทาน จะใช้ระบบชลประทาน ส่งน้ำเข้าไปให้ทุกทุ่ง เพื่อให้เกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกอย่างเต็มพื้นที่ และขอย้ำว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีปริมาณเพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ตลอดในช่วงฤดูแล้งนี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้เกิดความมั่นคงในด้านการใช้น้ำอย่างยั่งยืนตลอดไป

เฟ้นหาสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพนำเกษตรกรก้าวสู่ SME เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306438

เฟ้นหาสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพนำเกษตรกรก้าวสู่ SME เกษตร

สหกรณ์

เฟ้นหาสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพนำเกษตรกรก้าวสู่ SME เกษตร

กรมส่งเสริมสหกรณ์ขานรับนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับรายได้แก่เกษตรกร เฟ้นหาสหกรณ์ที่เข้มแข็ง 1,240 แห่ง ทำหน้าที่เป็นหัวขบวนนำเกษตรกรก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป SME เกษตร พัฒนาการบริหารจัดการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาต่อยอด แปรรูปและพัฒนารูปแบบสินค้าให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน พร้อมนำระบบ E-commerce ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ผ่านระบบออนไลน์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

เฟ้นหาสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพนำเกษตรกรก้าวสู่ SME เกษตร
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายปรับโครงสร้างสินค้าเกษตรใหม่ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรพัฒนาการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด                         และยกระดับเกษตรกรให้ก้าวสู่นักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปหรือ SME เกษตร เพื่อให้เกิดการขยายตัวเศรษฐกิจของชุมชนในระดับฐานรากของประเทศ  พร้อมทั้งได้สนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็งและมีศักยภาพเข้ามา                    มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการสินค้าการเกษตร ด้วยการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมและองค์ความรู้ต่าง ๆ เข้ามาใช้บริหารจัดการตั้งแต่ระดับการผลิต การแปรรูป และการตลาด กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพ

ในด้านการดำเนินธุรกิจการเกษตรแบบครบวงจร  จากสหกรณ์การเกษตรทั้งหมด 3,000 กว่าแห่ง ทั่วประเทศ สามารถคัดสหกรณ์ที่มีความพร้อมจะพัฒนาให้เป็น SME เกษตร จำนวน 1,240 แห่ง โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกเป็นสหกรณ์ที่มีเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจและมีศักยภาพในด้านการส่งเสริมสมาชิกผลิตสินค้าการเกษตรที่สำคัญ                       โดยสหกรณ์ทำหน้าที่ในการรวบรวมและแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าส่งจำหน่ายสู่ตลาด มีจำนวน 705 แห่ง ซึ่งกรมฯจะเข้าไปส่งเสริมเรื่องการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพของสินค้าและขยายช่องทางตลาดรองรับ

เฟ้นหาสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพนำเกษตรกรก้าวสู่ SME เกษตร
สหกรณ์กลุ่มที่ 2 เป็นสหกรณ์ที่มีการรวบรวมผลผลิตการเกษตร แต่ยังไม่มีการรวมเป็นกลุ่มผู้ผลิต                      เพื่อพัฒนารูปแบบแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าและยังขาดช่องทางการตลาด มีจำนวน 410 แห่ง  ซึ่งจะต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการและการรวมกลุ่มสมาชิก พัฒนากระบวนการผลิตและการแปรรูป  พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การตลาด การพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้าและยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้รับรองมาตรฐาน  คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จึงจะผลักดันสินค้าการเกษตรของสหกรณ์กลุ่มนี้ออกสู่ตลาดได้
สำหรับสหกรณ์กลุ่มที่ 3 เป็นสหกรณ์ที่รวมกลุ่มดำเนินธุรกิจแล้ว แต่ยังไม่มีการรวบรวมสินค้าการเกษตร                 มีอยู่จำนวน 125 แห่ง ทางกรมฯจะประสานหน่วยงานต่าง  ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปแนะนำส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกสหกรณ์เหล่านี้ผลิตสินค้าการเกษตรซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด และพัฒนาระบบบริหารจัดการของสหกรณ์ให้มีความพร้อมสำหรับการรวบรวมและขยายช่องทางตลาดสินค้าให้แก่เกษตรกร ซึ่งอาจจะต้องใช้เงินทุนเข้ามาสนับสนุนในเรื่องการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรและพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน และออกแบบบรรจุภัณฑ์  โดยสหกรณ์สามารถยื่นขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อมาดำเนินการ ในส่วนนี้ได้

ส่วนการขยายช่องทางการตลาดสินค้าสหกรณ์ กรมฯจะสนับสนุนให้สหกรณ์เปิดพื้นที่เป็นตลาดกลางสินค้าการเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 6 แห่ง และจะเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ ยกระดับสหกรณ์ให้ก้าวเข้าสู่ ยุคการค้าสมัยใหม่ด้วยการพัฒนาระบบ E-commerce เชื่อมโยงสินค้าสหกรณ์ไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ  ซึ่งปัจจุบันได้มีการเปิดเวปไซต์ http://www.coopshopth.com ขึ้นมารองรับการเปิดตลาดสินค้าสหกรณ์ผ่านช่องทางระบบออนไลน์เรียบร้อยแล้ว