เกษตรฯสนับสนุนการใช้แมลงช่วยผสมเกสร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306436

 เกษตรฯสนับสนุนการใช้แมลงช่วยผสมเกสร

 เกษตรฯสนับสนุนการใช้แมลงช่วยผสมเกสร

 

                นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การใช้แมลงผสมเกสร เพื่อเพิ่มผลผลิตพืช เป็นวิธีการและปัจจัยที่มีความสำคัญปัจจัยหนึ่ง เพราะพืชเศรษฐกิจทางการเกษตรหลายชนิดถึงแม้จะมีการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี มีการเจริญเติบโต แข็งแรงออกดอกเต็มต้น หากไม่มีแมลงช่วยผสมเกสรผลผลิตพืชจะได้รับเพียงบางส่วน นอกจากนี้ ผลผลิตพืชหลายชนิดที่มีการผสมเกสรไม่เต็มที่ ผลผลิตที่ได้รับก็จะไม่สมบูรณ์ และไม่มีคุณภาพ สภาพเช่นนี้เป็นปัญหาที่เกษตรกรประสบอยู่เป็นประจำ ดังนั้น การใช้แมลง ผสมเกสรเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร จึงมีความจำเป็น และเป็นที่ยอมรับของประเทศต่างๆ ทั่วโลกว่าได้ผลดี สามารถเพิ่มผลผลิตพืชทั้งด้านปริมาณและคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแมลงผสมเกสรที่นิยมใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคการเกษตรของประเทศไทย ได้แก่

                1. ชันโรง ชันโรงมีลำตัวขนาดเล็ก สามารถเข้าผสมเกสรในดอกไม้ที่มีขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ มีรัศมีหากินประมาณ 300 เมตรจากรัง ดังนั้นจึงทำให้สะดวกต่อการจัดการในการตั้งรังชันโรงเพื่อผสมเกสรชนิดพืชที่ต้องการได้ เราจะพบเห็นการเลี้ยงชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสรกันมากในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ของประเทศไทย นอกจากนี้ ชันโรงเป็นแมลงชี้วัดความปลอดภัยจากสารเคมี อาหารและพืชผลทางการเกษตร เกษตรกรจึงมักจะเลี้ยงชันโรงควบคู่กับการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ และ ในไร่นาสวนผสม นอกจากนี้ยังให้ผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้แก่ น้ำผึ้ง และพรอพอลิส

                2. ผึ้งพันธุ์ ผึ้งพันธุ์มีอุปนิสัยไม่ดุ ไม่ทิ้งรัง สามารถเลี้ยงในรังเลี้ยงผึ้งได้ และสามารถขนย้ายรังผึ้งเพื่อทำหน้าที่ผสมเกสรให้กับพืชเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เช่น ลำไย ลิ้นจี่ มะพร้าว มะม่วง กาแฟ มะม่วงหิมพานต์ ทานตะวัน เป็นต้น  นอกจากนี้ ผึ้งพันธุ์ยังให้ผลผลิตที่มีคุณค่า ได้แก่ น้ำผึ้ง เกสรผึ้ง นมผึ้ง ไขผึ้ง พรอพอลิส และพิษของผึ้ง ผึ้งพันธุ์จึงเป็นแมลงเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง

3. ผึ้งโพรง เป็นผึ้งท้องถิ่นของประเทศไทยที่พบอยู่ตามธรรมชาติ สามารถนำมาเลี้ยงได้ในกล่อง ลังไม้ เป็นแมลงที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยผสมเกสร ส่วนใหญ่มักพบเห็นการเลี้ยงผึ้งโพรงในสวนผลไม้ทางภาคใต้ของประเทศไทย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในสวนผลไม้และสามารถเก็บผลผลิตน้ำผึ้งและไขผึ้งจำหน่ายได้ด้วย

                4. ผึ้งหลวง เป็นผึ้งที่มีขนาดลำตัวใหญ่ มักทำรังตามธรรมชาติบนกิ่งของต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเป็นรังที่มีขนาดใหญ่แบบรวงเดี่ยว ชอบทำรังในที่โล่งแจ้ง และอยู่ที่สูงเพื่อป้องกันการถูกรบกวน จึงแตกต่างจากผึ้งโพรงและผึ้งพันธุ์ที่มีรวงซ้อนกันมากกว่า 1 รวง นอกจากนี้ ผึ้งหลวงยังมีพฤติกรรมที่ชอบอพยพย้ายรังไปยังแหล่งอาหารใหม่อยู่ตลอดเวลา และสามารถบินหาอาหารได้ในระยะทางไกลๆ จึงไม่สามารถเลี้ยงไว้ในกล่องไม้ หรือในระบบฟาร์มได้เหมือนกับผึ้งพันธุ์ ถ้าแหล่งใดมีความอุดมสมบูรณ์ของพืชที่ให้น้ำหวานและเกสร ในปริมาณมากก็จะพบผึ้งหลวงจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผึ้งหลวงมีบทบาทสำคัญในการช่วยผสมเกสร ในผลผลิตทางการเกษตร และเป็นการอนุรักษ์ความหลายหลายทางชีวภาพ

                โดยแมลงช่วยผสมเกสรถือเป็นแมลงเศรษฐกิจ ที่กรมส่งเสริมการเกษตร ให้การดูแล สนับสนุน ซึ่งในปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่ดำเนินงานส่งเสริมด้านแมลงเศรษฐกิจ หากสนใจ สามารถศึกษาหรือสอบถามข้อมูลการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 5 ศูนย์ ประกอบด้วย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดชุมพร ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดขอนแก่น จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดอุตรดิตถ์

ร้องพาณิชย์ยกเลิกมาตรการ 3:1 หวั่นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เจ๊ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306219

ร้องพาณิชย์ยกเลิกมาตรการ 3:1 หวั่นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เจ๊ง

อุตสาหกรรมอาหารสัตว์

สมาพันธ์ปศุสัตว์ฯร้องพาณิชย์ยกเลิกมาตรการ 3:1 หวั่นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และแปรรูปอาหารเจ๊งทั้งห่วงโซ่

 

วันที่ 18 ธ.ค. นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล เลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กล่าวว่า สมาชิกทั้ง 11 สมาคม ร่วมกันทำหนังสือถึงนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2560  เรียกร้องให้กระทรวงฯพิจารณายกเลิกมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีในสัดส่วน 3:1 (ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน)  เนื่องจากมาตรการดังกล่าวส่งผลให้ราคาข้าวโพดในประเทศสูงกว่าราคาตลาดและความเป็นจริง และกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์รวมถึงต้นทุนการเลี้ยงสัตว์สูงขึ้น โดยเฉพาะผู้เลี้ยงไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสุกร ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาราคาตกต่ำและขาดทุนต่อเนื่องในปีนี้

หากรัฐบาลไม่มีการทบทวนมาตรการดังกล่าว จะส่งผลให้โรงงานอาหารสัตว์และเกษตรกรภาคปศุสัตว์ประสบปัญหาขาดทุนจนต้องล้มเลิกกิจการลงในที่สุด และต้นทุนข้าวโพดที่สูงขึ้นบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันการส่งออกเนื้อไก่เมื่อเทียบกับเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งของไทย ที่สำคัญต้นทุนที่สูงขึ้นกระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออกเนื้อไก่ไทยที่มีมูลค่าปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท

นายพรศิลป์กล่าวต่อว่ากระทรวงพาณิชย์ ออกมาตรการควบคุมและกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลี:ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดังกล่าว เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยขอให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดในราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัม ณ โรงงานกรุงเทพฯและปริมณฑล ตั้งแต่ปลายปี 2559 เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงและยกระดับราคาในประเทศ ขณะที่การนำเข้าข้าวสาลีมาใช้ทดแทนเป็นการแก้ปัญหาข้าวโพดในประเทศขาดแคลน

อย่างไรก็ตามสำหรับมาตรการดังกล่าวทำให้การนำเข้าข้าวสาลีมีความยากลำบากเพราะกำหนดสัดส่วนการซื้อข้าวโพดในประเทศสูง ประกอบกับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศขณะนี้ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 9.10 – 9.50 บาท/กิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลกที่ซื้อขายกันอยู่ที่กิโลกรัม 4-5 บาทเท่านั้น ที่สำคัญผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่สามารถนำเข้าข้าวสาลีได้เพราะราคาข้าวโพดในประเทศอยู่ในมือพ่อค้าคนกลางหมดแล้ว และต้องการขายในราคา 10 บาทต่อกิโลกรัม
ปี 2560 ประเทศไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ 4.6 ล้านตัน เมื่อรวมกับการนำเข้าข้าวสาลีตั้งแต่ต้นปีจำนวน 1.27 ล้านตัน รวมแล้วมีวัตถุดิบเพื่อผลิตอาหารสัตว์เพียง 6 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ 8.1 ล้านตัน ในช่วงที่ราคามีการปรับขึ้น เกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์เพราะเป็นช่วงที่เกษตรกรขายผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปหมดแล้ว

นายพรศิลป์กล่าวต่อไปว่า การพิจารณายกเลิกมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และภาคปศุสัตว์ให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ นอกจากนี้ สมาพันธ์ฯ ขอให้รัฐบาลทำการปราบปรามอย่างจริงจังการลักลอบนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสวมสิทธิ์ฉวยประโยชน์จากการขาดแคลน ซึ่งเกิดผลกระทบเกษตรกรและต้นทุนผู้ผลิตอาหารสัตว์อย่างรุนแรง คือ กดราคาซื้อจากเกษตรกรให้ต่ำเพราะอุปทานข้าวโพดเพิ่มขึ้น และนำมาขายปนกับข้าวโพดไทยในราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดเพิ่มเป็นกำไรส่วนตัวจำนวนมาก

สำหรับ 11 สมาคมปศุสัตว์และสมาคมสัตวน้ำ ที่เป็นสมาชิกสมาพันธ์ฯ ประกอบด้วย สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมกุ้งไทย และสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย

เกษตรฯจัดเทศกาลข้าวไทย 2560 เชื่อมโยงตลาดข้าวสู่ผู้ประกอบการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306216

เกษตรฯจัดเทศกาลข้าวไทย 2560 เชื่อมโยงตลาดข้าวสู่ผู้ประกอบการ

เทศกาลข้าวไทย

เกษตรฯ จัดงานเทศกาลข้าวไทย 2560 เชื่อมโยงตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวจากเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการ

               วันที่ 16 ธ.ค. นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานเทศกาลข้าวไทย 2560 (Thai Rice Festival 2017) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 20 ธันวาคม 2560 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานเทศกาลข้าวไทย 2560 เพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์ข้าวตลาดเฉพาะที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และข้าวคุณภาพดีภายใต้ระบบการผลิตข้าวมาตรฐาน Q ข้าวอินทรีย์ ข้าว GI ข้าวเฉพาะถิ่น ข้าวที่มีโภชนาการสูง รวมทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากข้าว ให้เป็นที่รู้จักสู่กระแสนิยมของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ได้ตระหนักรู้คุณค่าของข้าวไทยและภูมิปัญญา วัฒนธรรม ที่เกี่ยวกับข้าวอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงตลาดข้าว และผลิตภัณฑ์จากข้าว จากพี่น้องเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายข้าวจากพี่น้องชาวนาอีกทางหนึ่งโดยคัดสรรผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพจากทั่วประเทศ ส่งความสุขจากท้องนา หรรษาสู่เมืองกรุง รับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พร้อมจำลองถนนวิถีข้าว วิถีไทย 4 ภาค สะท้อนคุณค่าข้าวไทย ภูมิปัญญา ประเพณีและวัฒนธรรมไทยในแต่ละท้องถิ่น

นายลักษณ์กล่าวต่อว่าการจัดงานเทศกาลข้าวไทย 2560 ในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความสุขจากท้องนาหรรษาสู่เมืองกรุง” ซึ่งเป็นการจำลองวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบ “ถนนวิถีข้าว วิถีไทย 4 ภาค” ประกอบด้วย ร้านจำหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ของดีแต่ละภาค โซนจำลองบ้านของแต่ละภาค ข้าวของเครื่องใช้ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมที่แสดงถึงวิถีข้าว วิถีไทย และอัตลักษณ์ของคนแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมงานและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมต่าง ๆ

โดยแต่ละภาคมีข้าวที่มีชื่อเสียงและลักษณะเด่น ได้แก่ ภาคเหนือ ข้าวเหนียวดำลืมผัว ข้าวหอมดอยขุนวาง ข้าวญี่ปุ่น ข้าวทับทิมชุมแพ และข้าวหอมใบเตย เป็นต้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวหอมมะลิใหม่จากทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวมะลินิลสุรินทร์ ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟจากจังหวัดบุรีรัมย์ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี ข้าวปกาอัมปึล เป็นต้นภาคกลาง ข้าว กข 43 ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ ข้าวปทุมธานี 1 เป็นต้น และภาคใต้ ข้าวหอมกระดังงา ข้าวสังข์หยดพัทลุง ข้าวช่อขิง ข้าวอัลฮัมดุลิลละห์ และข้าวหอมไชยา ข้าวไร่ดอกข่า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมด้านข้าวมาแสดงและจำหน่าย อาทิ ครีมบำรุงผิวจากข้าว ผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องงอก เดอลองคอฟฟี่ หรือกาแฟผสมข้าวสังข์หยด อีกด้วย

“ขอเชิญชวนทุกท่านชมความยิ่งใหญ่ของการจัดงานในครั้งนี้ และในโอกาสช่วงเทศกาลคริสต์มาส และเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จึงขอเชิญชวนให้คนไทยสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากข้าวภายในงานนี้ ซึ่งเป็นข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพดีระดับพรีเมี่ยม เพื่อเป็นของขวัญส่งความสุขให้กันต่อไป” นายลักษณ์ กล่าว

เกษตรเตรียมชง ผลประกวดโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ระดับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306207

เกษตรเตรียมชง ผลประกวดโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ระดับประเทศ

9101

เกษตรเตรียมชง ผลประกวดโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ระดับประเทศ

           วันที่ 18 ธ.ค.นายกฤษฎา  บุญราช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ  ดำเนินการมา ประสบความสำเร็จมาก เพราะได้เห็นเกษตรกรคิดเอง และเริ่มดำเนินโครงการมาต่อเนื่องโดยตลอด แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการร่วมแรงร่วมใจกันในการตรวจสอบ และมีกระทรวงเกษตรฯ ยังได้ต่อยอดโครงการฯ โดยการนำหลักการเดียวกัน ฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร ที่ได้รับประสบอุทกภัยในห้วงเวลาที่ผ่านมา มีจำนวน 35 จังหวัด 305 อำเภอ 2,281 ชุมชน เกษตรกรจำนวน 379,694 ครัวเรือน งบประมาณกว่า 1,890 ล้านบาท โดยแบ่งกิจกรรมเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการผลิตพืชอายุสั้น จำนวน 996 โครงการ 2. ด้านการเลี้ยงสัตว์ จำนวน 1,497 โครงการ 3. ด้านการผลิตอาหาร แปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จำนวน 251 โครงการ 4. ด้านการประมง จำนวน 2,604 โครงการ 5. ด้านอื่น 6 โครงการ ซึ่งได้เน้นย้ำให้หน่วยงานดำเนินการให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ หากพบความผิดปกติให้เร่งชี้แจงเพื่อให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงโดยเร็ว

นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การประชุมคณะอำนวยการโครงการ 9101 ตามรอยเท้าฯ ระดับกระทรวง ครั้งที่ 3/2560 ครั้งนี้ นอกจากจะสรุปการขับเคลื่อนการดำเนินการที่ผ่านมา ยังเป็นการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่จะได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการระดับประเทศ  ซึ่งรางวัลที่ 1 จะได้รับโล่รางวัลจาก นายกรัฐมนตรี โดยมีหลักเกณฑ์การตัดสิน 7 ด้าน คือ 1. ด้านความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของโครงการ 2. ด้านความคิดริเริ่มในการจัดทำโครงการ และการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในชุมชน/ กลุ่มสมาชิก 3. ด้านความมั่งคงและความยั่งยืนของโครงการ 4. ด้านคุณประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม 5. ด้านความปลอดภัยและการพัฒนาคุณภาพสินค้า 6. ด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 7. ด้านการบูรณาการทำงานร่วมกัน

ทั้งนี้ มีรางวัลทั้งสิ้น 11 รางวัล ได้แก่ ประเภทชุมชนดีเด่น อันดับที่ 1 ได้แก่ ชุมชนตำบลท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี อันดับ 2 ชุมชนตำบลหนองสนิท อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ และ อันดับ 3 ชุมชนที่ 10 ต.ยี่ล้น อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง และแบ่งตามประเภทโครงการอีก 9 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช ได้แก่ โครงการส่งเสริมอนุรักษ์พันธุ์มะพร้าวพื้นเมือง (พันธุ์ดี-ทับสะแก) เขาล้านตอนบน  จ. ประจวบคีรีขันธ์ 2. ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมักเพื่อพัฒนาระบบการผลิตพืชปลอดภัยและอินทรีย์ อ.กระบุรี จ.ระนอง 3. ด้านการจัดการศัตรูพืช ได้แก่ โครงการผลิตแตนเบียนบราคอนตำบลนางตะเคียน จ.สมุทรสงคราม

6. ด้านฟาร์มชุมชน ได้แก่ โครงการฟาร์มชุมชน ต.เมืองคอง จ.เชียงใหม่ 7. ด้านการผลิตอาหารการแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพจักสานก้านจาก ต.วังวน จ. ตรัง 8. ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ โครงการเลี้ยงเป็ดไข่และการแปรรูป กรุงเทพฯ 9. ด้านประมง ได้แก่ โครงการเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกราม ชุมชนห้วยม่วง จ. นครปฐม 10. ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน ได้แก่ โครงการการผลิตดินเพาะต้นกล้า จ.เชียงใหม่ และ 11. ด้านการเกษตรอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงไทยแปลงใหญ่แบบนวัตกรรม จ.พัทลุง  โดยทั้งหมดนี้จะเข้ารับรางวัล จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ประมาณเดือนมกราคม ณ ทำเนียบรัฐบาล ต่อไป

9101 ยก’ฟาร์มชุมชน’กระตุ้น ศก. กว่า 5.4 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306201

9101 ยก’ฟาร์มชุมชน’กระตุ้น ศก. กว่า 5.4 หมื่นล้าน

สศก., ฟาร์มชุมชน

9101 กระตุ้น ศก. กว่า 5.4หมื่นล้าน ยก ‘ฟาร์มชุมชน’ กิจกรรมสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

            วันที่ 18 ธ.ค. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนและเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยการน้อมนำหลักการ ทฤษฎีและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานไว้มาส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในชุมชน โดยกำหนดเป้าหมายพื้นที่ 9,101 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนใน ศพก. หลัก 882 แห่ง และเครือข่าย 8,219 แห่งและคัดเลือกเกษตรกรชุมชนละ 500 ราย รวม 4,550,500 รายงบประมาณรวมทั้งสิ้น 22,895 ล้านบาท
ในการนี้ สศก. ได้วิเคราะห์ผลลัพธ์ของโครงการในการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า โดยพิจารณาจากค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อวัสดุ อุปกรณ์ วัตถุดิบ พันธุ์พืช/สัตว์ และค่าจ้างแรงงานของโครงการ พบว่า โครงการมีการใช้จ่ายงบประมาณไปทั้งสิ้น 19,366.49 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าวัสดุ อุปกรณ์ฯ จำนวน9,659.54 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นการจัดซื้อวัสดุสำคัญสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการทำการผลิต เช่น มูลสัตว์ เศษพืช เศษผัก หญ้าแฝก ไม้ และผลไม้ โดยหาซื้อจากภายในชุมชนเองหรือชุมชนใกล้เคียง

ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะส่งต่อเศรษฐกิจชุมชนสองทางด้วยกัน คือรายได้จากการจำหน่ายวัสดุในท้องถิ่นจะถูกนำไปจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันจากร้านค้าในชุมชน และรายได้จากการซื้อขายแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรภายในชุมชนและพื้นที่ใกล้ จากการนำวัสดุ อุปกรณ์ วัตถุดิบ พันธุ์พืช/สัตว์ ไปใช้ทำการผลิต ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจชุมชนคิดเป็นมูลค่า21,451 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าจ้างแรงงาน9,706.95 ล้านบาท ซึ่งจ้างเกษตรกรในชุมชนมาทำงานในโครงการได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจชุมชนผ่านการนำรายได้จากค่าจ้างมาใช้จ่ายบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวันจากร้านค้าภายในชุมชนและใกล้เคียง เช่น ข้าวสาร เนื้อสัตว์ เครื่องดื่ม ผลไม้ ยานพาหนะและเชื้อเพลิงก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจชุมชนคิดเป็นมูลค่าสูงถึง32,589 ล้านบาท สรุปโครงการ 9101 ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจชุมชนคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น54,040 ล้านบาท
นอกจากนี้ ภายในโครงการ 9101 ยังมีกิจกรรมฟาร์มชุมชนซึ่งเป็นการจัดทำแปลงและโรงเรือนเพาะปลูกรอบ ๆ แหล่งน้ำในโครงการทั้งการปลูกพืชและไม้ผล เช่น ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว ข้าวโพด พริก มะเขือ น้อยหน่า ฝรั่ง กล้วย การเลี้ยง   ปศุสัตว์ เช่น ไก่ไข่และเป็ดไข่ การประมง เช่น การเลี้ยงปลาดุก ปลานิลและกบ การจัดสร้างโรงเรือนสำหรับเพาะเห็ดนางฟ้าและผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การแปรรูปสินค้าเกษตรและการจัดให้มีร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของฟาร์ม

อย่างไรก็ตามฟาร์มชุมชนนี้ได้ก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีและการร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างเกษตรกร ผู้นำชุมชน และหน่วยงานภาคีที่รับผิดชอบ ผ่านการการรวมกลุ่มและร่วมกันจัดทำแผนการบริหารจัดการฟาร์มทั้งการผลิต การแปรรูป และการตลาดซึ่งฟาร์มชุมชนยังก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนแก่เกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เกษตรกรในโครงการยังสามารถนำความรู้ไปต่อยอดในพื้นที่ของตนเองได้อีกด้วย

วช.แถลงข่าวผลสำเร็จผลงานประดิษฐ์คิดค้นร่วมประกวดเวทีนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/306189

วช.แถลงข่าวผลสำเร็จผลงานประดิษฐ์คิดค้นร่วมประกวดเวทีนานาชาติ

วช. แถลงผลสำเร็จจากการนำผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้น ที่เข้าร่วมประกวดบนเวทีนานาชาติ

 

          ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) แถลงข่าว
การนำผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยเข้าร่วมประกวดและจัดนิทรรศการในเวทีนานาชาติ
2 เวที ได้แก่ 1) งาน “Seoul International Invention Fair 2017” (SIIF 2017) ระหว่างวันที่ 30พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2560 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี และ 2) งาน “2017 Kaohsiung International Invention and Design EXPO” (KIDE 2017) ระหว่างวันที่ 8 – 10 ธันวาคม 2560 ณ เมืองเกาสง ไต้หวัน

                 โดยเวทีการประกวด SIIL 2017 ที่สาธารณรัฐเกาหลี วช. ได้นำผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นเข้าร่วมประกวดจำนวน 101 ผลงาน จาก 20 หน่วยงาน ทั้งสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจ มีผลงานที่เข้าร่วมประกวดกว่า 600 ผลงาน จาก 33 ประเทศทั่วโลก ซึ่งผลงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทย ได้รับรางวัล Grand Prize หรือรางวัลชนะเลิศจำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน “เฟรชทูจอย” (Fresh 2 Joy) ของศาสตราจารย์ ดร.นงนุช เหมืองสิน และคณะ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผลงาน “ไม้เท้าพยุงเดินปรับระดับอัตโนมัติ” ของเด็กหญิงสุพิชญาณ์ เหมรัญช์โรจน์ และคณะ จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีผลงานของไทยได้รางวัลเหรียญทองจำนวน 56 ผลงาน รางวัลเหรียญเงิน 18 ผลงาน รางวัลเหรียญทองแดง 23 ผลงาน และรางวัลพิเศษ (Special Prize) 22 รางวัล ขณะที่เวทีการประกวด KIDE 2017 ที่เมืองเกาสง ไต้หวัน มีผลงานที่ได้รางวัลเหรียญทอง 5 รางวัล รางวัลเหรียญเงิน 5 รางวัล รางวัลเหรียญทองแดง 2 รางวัล และรางวัลพิเศษ (Special Prize) จากองค์กร/หน่วยงานต่าง ๆ จำนวน 8 รางวัล

                  เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวต่อไปว่า วช. มีนโยบายสนับสนุนทุนวิจัยให้แก่นักวิจัยและนักประดิษฐ์ได้พัฒนาองค์ความรู้ของตนเองจนเป็นงานวิจัยที่ดีที่สุด โดยได้มีการจัดทำบัญชีสิ่งประดิษฐ์ขึ้น เพื่อให้การสนับสนุนผลงานที่มีต้นแบบพร้อมเข้าสู่กระบวนการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน และก้าวไปสู่การขึ้นบัญชีนวัตกรรม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำไปต่อยอด และมีช่องทางการค้นหาข้อมูลซึ่งจะนำไปสู่การจัดซื้อผลงานวิจัยไปสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป

ประกวด“ปลาสวยงาม”ที่ตลาดนัดสัตว์เลี้ยงจ.ราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305969

 ประกวด“ปลาสวยงาม”ที่ตลาดนัดสัตว์เลี้ยงจ.ราชบุรี

ตลาดนักปลาสวยงาม, ปลาสวยงาม

 ประกวด“ปลาสวยงาม”ที่ตลาดนัดสัตว์เลี้ยงจ.ราชบุรี

ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เตรียมกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมกระตุ้นการซื้อขาย สร้างรายได้ให้ชุมชน ภายใต้ชื่อ “ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยงจังหวัดราชบุรี” หรือ ฟิชวิลเลจ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายปลาสวยงามที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยอธิบดีกรมการค้าภายใน “บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร” หวังให้ตลาดกลางสินค้าเกษตรในความส่งเสริมของ กรมการค้าภายใน ที่มีอยู่รวม 98 แห่ง เป็นสถานที่ที่เกษตรกรผู้ผลิตผู้ขายมาพบปะกับผู้ซื้อโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยภาครัฐจะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลให้การค้าขายมีความเป็นธรรม สร้างความมั่นใจในการซื้อขายสินค้าให้เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสร้างรายได้ให้เกษตรกรในท้ายที่สุด​

สหัส คำบู่ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาการผลิต ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยงฟิชวิลเลจ เปิดเผยว่า สำหรับปลาที่ได้รับความนิยมอยู่ในช่วงนี้ คือ ปลาหมอสีครอสบรีด(Cross Breed) รวมไปถึง ปลาหางนกยูง ปลากัดและปลาทอง เนื่องจากเป็นปลาที่มีการเพาะเลี้ยงง่าย สามารถปรับสายพันธุ์และเพิ่มมูลค่าได้ ส่วนปลาที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องคือปลามังกร เนื่องจากประเทศไทยมีปลาให้เลือกหลายสายพันธุ์จึงเป็นที่สนใจของผู้เลี้ยงปลาทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยประเทศหลักในเอเชีย ที่นำเข้าปลาสวยงามจากประเทศไทย ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีประเทศในแถบยุโรปที่นำเข้าปลาสวยงามจากประเทศไทย คือ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์อีกด้วย ทำให้มีมูลค่าการส่งออกไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี และหากรวมการซื้อขายภายในประเทศด้วยจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี

“ขณะเดียวกันทางตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยงฟิชวิลเลจ ยังมีการจัดประกวดปลาสวยงามเป็นประจำทุกปี ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าการซื้อขายเป็นอย่างมาก เนื่องจากการประกวดทำให้เกิดการแข่งขัน และมีการปรับสายพันธุ์เพื่อการแข่งขันกันมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าของปลาเพิ่มสูงขึ้นและรายได้ ของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ผู้ประกอบการก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งที่ก่อนประกวดปลาบางชนิดขายได้ราคาไม่สูงนักหลักพันบาท แต่หลังจากการประกวดสามารถขายได้ถึง 60,000 บาท/ตัวก็มี หรือปลาทองบางครั้ง มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 3 ล้านบาทเลยทีเดียว ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยตรง” สหัส กล่าว

ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยงจังหวัดราชบุรี นับเป็นแหล่งรวบรวมปลาสวยงามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยเป็นแหล่งรวบรวมเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากว่า 20,000 บ่อ พร้อมมีปลาให้เลือกหลากหลายชนิด ตลอดจนยังเป็นแหล่งรวมสัตว์เลี้ยงอื่นๆ นานาชนิด และอุปกรณ์การเลี้ยง อาหาร แฟชั่นสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจร และมีราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปถึง 5-10% ซึ่งมีสินค้าคุณภาพหลายระดับให้เลือกซื้อตามความสะดวก เกิดเป็นมูลค่าการซื้อขายต่อเนื่องในธุรกิจที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน

ทั้งนี้ ในปีหน้า 2561 ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยงจังหวัดราชบุรี(ฟิชวิลเลจ) จะมีการจัดงานประกวดปลาสวยงาม ครั้งที่ 6 ภายใต้ชื่อ “ประชารัฐ รวมใจ เทิดทูน ภักดี” ในวันที่ 29 มีนาคม – 1 เมษายน 2561 โดยเป็นการประกวดปลา 6 ประเภท ได้แก่ 1.ปลาหมอสีครอสบรีด 2.ปลาทอง 3.ปลาหางนกยูง 4.ปลาคาร์พ 5.ปลากัดพื้นบ้าน 6.ปลากัดสวยงาม ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นยอดการซื้อขายปลาได้เป็นอย่างดีอีกทางหนึ่ง

กรมชลเร่งจัดการน้ำลุ่มน้ำบางปะกง ผลักดันน้ำเค็มไม่ให้รุกล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305955

กรมชลเร่งจัดการน้ำลุ่มน้ำบางปะกง ผลักดันน้ำเค็มไม่ให้รุกล้ำ

กรมชลเร่งจัดการน้ำลุ่มน้ำบางปะกง ผลักดันน้ำเค็มไม่ให้รุกล้ำ

             วันที่ 16 ธ.ค.นายทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยประชาชนและพี่น้องเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ  บางปะกง ที่มักจะประสบกับปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำเป็นประจำในช่วงฤดูแล้ง ได้สั่งการให้กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันความเค็มไม่ให้รุกล้ำเข้าไปสร้างผลกระทบต่อประชาชน            กรมชลเร่งจัดการน้ำลุ่มน้ำบางปะกง ผลักดันน้ำเค็มไม่ให้รุกล้ำ                       กรมชลประทาน และจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำและแผนการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำคลองระบม อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล อ่างเก็บน้ำคลองพระสทึง  และอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา  เพื่อควบคุมและชะลอความเค็มในแม่น้ำบางปะกง ให้เกษตรกรสามารถใช้น้ำและเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรได้โดยไม่เสียหาย รวมทั้ง จะควบคุมความเค็มที่เขื่อนทดน้ำบางปะกง ให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 1 กรัมต่อลิตร จนถึงวันที่ 1 ม.ค. 61

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้มีการปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำใช้การได้ของแต่ละอ่างฯ โดยจากเดิมที่เคยระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองสียัดเป็นหลัก ปัจจุบันได้ปรับมาใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล อ่างเก็บน้ำคลองพระสทึง อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา และอ่างเก็บน้ำคลองระบม รวมกันวันละ 2.30 ล้าน ลบ.ม. สำหรับผลักดันและป้องกันความเค็มรุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำบางปะกง  ปัจจุบันการควบคุมความเค็มในแม่น้ำบางปะกง ยังคงเป็นไปตามแผนที่  วางไว้ ค่าความเค็มที่เขื่อนทดน้ำบางปะกง วัดได้เพียง 0.30 กรัมต่อลิตร ทำให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาฉะเชิงเทรา  กลุ่มเกษตรกร และทุกภาคส่วน สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำบางปะกงทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ

สมาคมประมงขอเพิ่มวันทำประมงอีก2เดือนอ้างวันจากเรือที่หาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305916

   สมาคมประมงขอเพิ่มวันทำประมงอีก2เดือนอ้างวันจากเรือที่หาย

สมาคมประมง

   สมาคมประมงขอเพิ่มวันทำประมงอีก2เดือนอ้างวันจากเรือที่หาย

                      นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเข้าพบของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยพร้อมตัวแทน สมาชิก 57 สมาคม ว่า ได้รับข้อร้องเรียนจากกลุ่มประมงถึงการออกพระราชกำหนด(พรก.)การประมง ว่ามีข้อบังคับบางอย่างที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและส่งผลกระทบกับชาวประมง รวมทั้งต้องการวันทำประมงเพิ่ม ดังนั้นเพื่อหาทางออกร่วมกัน จึงได้แต่งตังให้นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล อดีตอธิบกรมประมง เป็นประธานคณะทำงานร่วมกันเพื่อศึกษาถึงผลกระทบและแนวทางแก้ไข โดยส่วนตัวเห็นว่า การออก พรก. ประมงเดิมที่เกษตรกรไม่มีส่วนร่วม แต่เมื่อพรก.มีผลบังคับไปแล้วและผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่คือชาวประมง ดังนั้นหากต้องเปลี่ยนแปลงในข้อบังคับก็ควรจะให้ชาวประมงเข้ามาเรียนรู้ด้วย

ส่วนการขอวันทำประมงเพิ่มนั้นต้องพิจารณา ด้วยว่าได้ละเมิด เงื่อนไขการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือไอยูยู หรือไม่ ทั้งหมดนี้ ได้กำหนดระยะเวลาไว้ 3 เดือนในการหาทางออกร่วมกัน ใน 3 เดือนนี้ทุกเดือนต้องรายงานความคืบหน้า

นายมงคล สุขเจริญคณา นายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันวันทำประมง 220 วันจะสิ้นสุดในเดือน ม.ค. นี้หลังจากนั้นจะต้องจอดเรือ สินค้าอาหารทะเลจะเหลือออกสู่ตลาดน้อยมากและราคาแพง ดังนั้นสมาคมฯจึงเสนอให้กระทรวงเกษตรฯพิจาณณาเพิ่มวัน ซึ่งสามารถทำได้โดยพิจารณาจาก เรือที่ปัจจุบันยังสำรวจไม่พบ จำนวน 700 ลำ เรือที่มีใบอนุญาตออกอาชญาบัตรแล้วแต่ไม่ออกหาปลาเกิน 2 ปี จึงไม่มีการต่ออายุ อีก 600 ลำ เรือที่วัดขนาดใหม่และพบว่ามีขนาดเล็กลง 700 ลำ รวมทั้งกรณีที่กรมประมงกำหนดให้จับปลาได้เพียง 90 % การทำประมงตามค่าจับสัตว์น้ำสูงสุดอย่างยั่งยืน หรือเอ็มเอสวาย ที่เหลือ 10 %ให้เหลือพ่อแม่พันธุ์ ทั้งหมดสามารถเพิ่มวันทำประมงได้อีก 60 วัน หากได้รับพิจารณาก็สามารถออกทำประมงได้ทันทีตั้งแต่เดือน ม.ค. เป็นต้นไป

โดยระหว่างเดือน ม.ค.- มี.ค. นี้ เรือประมงจะหยุดออกเรือเป็นระยะ ประมาณเดือนละ 10 วัน สำหรับการกำหนดให้เปิดบัญชีกับแรงงานต่างด้าวนั้นให้พิจารณาตามความสมัครใจ กรณีรับเงินสดได้แต่ต้องมีการเซ็น หรือประทับรอยนิ้วมือแทน

“ประวิตร”หารือภาคเอกชนร่วมผลักดันราคายางในระดับที่เหมาะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305881

“ประวิตร”หารือภาคเอกชนร่วมผลักดันราคายางในระดับที่เหมาะสม

ยางพารา, ประวิตร

“ประวิตร”หารือภาคเอกชนร่วมผลักดันราคายางในระดับที่เหมาะสม

           พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 15 ธ.ค. 60 เวลา 14.30 น.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโฆมและนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกาตรและสหกรณ์ได้เชิญตัวแทนภาคเอกชน ที่เป็นบริษัทส่งออกยางพารารายใหญ่ของประเทศ อันประกอบด้วย บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด  (มหาชน)  บริษัท เซาท์แลนด์รับเบอร์ จำกัด  บริษัท วงศ์บัญฑิต จำกัด บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็กคอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด ทั้ง 5 บริษัท ร่วมประชุมหารือเพื่อผลักดันราคายางภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ณ ห้องรับรอง สโมสรกองทัพบก

"ประวิตร"หารือภาคเอกชนร่วมผลักดันราคายางในระดับที่เหมาะสม

            โดยพล.อ.ประวิตร ได้รับข้อเสนอและขอความร่วมมือ ภาคเอกชนรายใหญ่ทั้ง 5 บริษัทร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันราคายางภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับความเป็นจริง โดยจำเป็นต้องร่วมกันเสียสละกำไรในส่วนต่างที่เหมาะสม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้สามารถอยู่ได้ตามความเป็นจริง ซึ่งถือว่าเป็นวงจรธุรกิจที่ต้องพึ่งพากันระยะยาว

              ในขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการเร่งผลักดันสนับสนุน ส่งเสริมทั้งส่วนราชการและภาคเอกชน นำปริมาณยางจำนวนมากในท้องตลาดออกมาแปรรูปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดทำถนนและผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ ทั้งทางราชการและเชิงพาณิชย์  ทั้งนี้ รองนรม.และรมว.กห. ได้มอบให้ รมช.กษ.ติดตามและประสานความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามที่ประชุมมีความเชื่อมั่นร่วมกันว่า ความเข้าใจ ความร่วมมือและความเสียสละร่วมกันทุกฝ่ายอย่างจริงจัง ตามผลการหารือและนโยบายของรัฐบาล จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันราคายางในท้องตลาดให้ทะยอยสูงขึ้นในระดับที่เหมาะสมกับความเป็นจริงของเกษตรกรชาวสวนยางโดยเร็ว