ทส.เปิดโครงการ “1 ชุมชน 1 แหล่งน้ำ” สร้างเครือข่ายอาสาน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305853

ทส.เปิดโครงการ “1 ชุมชน 1 แหล่งน้ำ” สร้างเครือข่ายอาสาน้ำ

ทส.เปิดโครงการมวลชนสัญจร “1 ชุมชน 1 แหล่งน้ำ” สร้าง “เครือข่ายอาสารักษ์น้ำบาดาล”

 

 

เครือข่ายอาสารักษ์น้ำบาดาล (อสรน.) กว่า 100 ราย เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการมวลชนสัญจร เพื่อสร้าง “1 ชุมชน 1 แหล่งน้ำ” ครั้งที่ 12 ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล พร้อมระดมความคิดเห็นและนำผลสัมฤทธิ์จากการจัดโครงการมวลชนสัญจร ครั้งที่ 1-11 ในแต่ละจังหวัด มาวิเคราะห์สรุปผล และกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนของอาสารักษ์น้ำบาดาลร่วมกัน เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการน้ำบาดาล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง
นางอรนุช หล่อเพ็ญศรี รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นประธานเปิดโครงการมวลชนสัญจร เพื่อสร้าง “1 ชุมชน 1 แหล่งน้ำ” ครั้งที่ 12 ณ บริเวณลานด้านหน้าอาคาร 3 กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลด้วยศาสตร์พระราชา โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ ประธานอาสารักษ์น้ำบาดาลระดับจังหวัด หรือผู้แทนอาสารักษ์น้ำบาดาล ที่เข้าร่วมโครงการมวลชนสัญจร เพื่อสร้าง “1 ชุมชน 1 แหล่งน้ำ” ครั้งที่ 1-11 ที่ผ่านมา และเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล รวมทั้งสิ้น 120 ราย
รูปแบบการดำเนินงานโครงการมวลชนสัญจร เพื่อสร้าง “1 ชุมชน 1 แหล่งน้ำ” ครั้งที่ 1-11   ที่ผ่านมา จัดขึ้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ สระแก้ว สุพรรณบุรี ลำพูน ชัยภูมิ ราชบุรี สระบุรี นครศรีธรรมราช  มุกดาหาร ขอนแก่น และจังหวัดสุโขทัย โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้มอบหมายเจ้าหน้าที่กองสื่อสารและการมีส่วนร่วม เดินทางลงพื้นที่สร้างเวทีชุมชนเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการกับกลุ่มเป้าหมาย และรวบรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำบาดาลในพื้นที่

จากนั้นได้จัดการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้น้ำบาดาลในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 1-12 และจัดตั้งเป็นกลุ่มเครือข่าย “อาสารักษ์น้ำบาดาล” จำนวน 12 กลุ่ม ครอบคลุมตามพื้นที่สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 1-12 โดยมีประชาชนหรือเกษตรกรที่เข้าร่วมเครือข่ายรวมแล้วกว่า 960 คน สำหรับโครงการมวลชนสัญจร เพื่อสร้าง “1 ชุมชน 1 แหล่งน้ำ” ครั้งที่ 12 นี้ เป็นการประชุมผู้แทนเครือข่ายอาสารักษ์น้ำบาดาลทั้ง 12 กลุ่ม เพื่อสรุปผลการสร้างเครือข่าย พร้อมกำหนดบทบาท อำนาจหน้าที่ และกระบวนการทำงานด้านอาสารักษ์น้ำบาดาลเพื่อใช้เป็นแนวทางบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง “กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” และ “เครือข่ายอาสารักษ์น้ำบาดาล” ต่อไป
รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลให้อยู่ในสมดุล โดยการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน จึงได้มุ่งเน้นแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการใช้ทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายน้ำบาดาล รวมทั้งกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง กว้างขวาง และต่อเนื่อง เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลได้อย่างเพียงพอ เกิดความสมดุล และมีประสิทธิภาพ

โดยผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มภาคประชาชนและจัดตั้งเป็น “เครือข่ายอาสารักษ์น้ำบาดาล : (อสรน.)” ภายใต้การดำเนินโครงการมวลชนสัญจรเพื่อสร้าง “1 ชุมชน 1 แหล่งน้ำ” เพื่อบูรณาการร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจกรมทรัพยากรน้ำบาดาล โดยเครือข่ายอาสารักษ์น้ำบาดาล (อสรน.) จะทำหน้าที่เป็นเครือข่ายช่วยเฝ้าระวัง สอดส่องดูแล รวมถึงอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบาดาลในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง การประสานให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 1-12 อาทิ ข้อมูลเทคนิคในการปลูกพืชชนิดต่างๆ เทคนิคด้านการตลาด การบริหารจัดการน้ำบาดาล ข้อมูลภัยแล้ง ข้อมูลน้ำท่วม ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 1-12 จะนำข้อมูลที่ได้รับจากเครือข่ายอาสารักษ์     น้ำบาดาลไปบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้กำหนดแผนงานในระยะ 3 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561-2563) ที่จะขยายฐานสมาชิกอาสารักษ์น้ำบาดาลให้ครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ฐานสมาชิกอาสา   รักษ์น้ำบาดาลมีความเข้มแข็ง สามารถตอบสนองหรือให้ความร่วมมือการดำเนินงานตามภารกิจของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านน้ำบาดาลในพื้นที่ของตนเองและชุมชนใกล้เคียง
อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการสนองนโยบายรัฐบาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้จัดโครงการของขวัญปีใหม่สำหรับประชาชน ควบคู่ไปกับโครงการมวลชนสัญจร     เพื่อสร้าง “1 ชุมชน 1 แหล่งน้ำ” โดยนำสินค้าที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษและใช้น้ำบาดาล   ในการเพาะปลูก มาจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาดให้แก่ประชาชนและผู้สนใจ ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 3 กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ระหว่างวันที่ 15-16 ธันวาคม 2560 เวลา 08.30-16.30 น.

ฝนหลวงฯ เตรียมซ่อมบำรุงอากาศยาน พร้อมปฏิบัติการฝนหลวงปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305825

ฝนหลวงฯ เตรียมซ่อมบำรุงอากาศยาน พร้อมปฏิบัติการฝนหลวงปี 61

ฝนหลวงฯ เปิดบ้านงานช่าง เตรียมซ่อมบำรุงอากาศยาน พร้อมปฏิบัติการฝนหลวง ปี 61

 

วันที่ 15 ธันวาคม 2560 เวลา 09.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร เปิดเผยว่า การซ่อมบำรุงอากาศยานถือว่าเป็นงานที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะอากาศยานที่มี     ความพร้อมสมบูรณ์ จะมีส่วนผลักดันให้ภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรบรรลุตามวัตถุประสงค์      และมีความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะดำเนินการตามแผนซ่อมบำรุงอากาศยานประจำปี ซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2561 คือ
ช่วงที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ซ่อมอากาศยานชนิด CASA จำนวน           7 เครื่อง, CARAVAN จำนวน 6 เครื่อง, SKA จำนวน 1 เครื่อง, CN จำนวน 1 เครื่อง ช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่     25 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2561 ซ่อมอากาศยานชนิด CASA จำนวน 6 เครื่อง, CARAVAN จำนวน 4 เครื่อง, SKA จำนวน 1 เครื่อง และช่วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 1 ถึง 31 มกราคม 2561 ซ่อมอากาศยานชนิด CARAVAN จำนวน 3 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 4 ชนิด จำนวน 29 เครื่อง โดยมีผลการดำเนินงาน ณ วันที่       15 ธันวาคม 2560  ที่ได้ทำการซ่อมบำรุงอากาศยาน เสร็จสมบูรณ์พร้อมบิน จำนวน 15 เครื่อง เหลือจำนวน    14 เครื่อง อยู่ในระหว่างการซ่อมบำรุงและจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2561 ตามที่ได้กำหนดไว้
นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังได้มีการจัดฝึกอบรม
ประกอบด้วยการจัดฝึกอบรม Aviation and Maintenance Human Factors  (มนุษย์ปัจจัยและความปลอดภัยในการบำรุงอากาศยาน) และ The Maintenance Initial Training Course เพื่อเป็นการทบทวนความรู้       ความเข้าใจเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงอากาศยาน ให้เจ้าหน้าที่ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลให้ภารกิจบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์

วช. เผยแพร่การจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบ และผักโดยชีววิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305753

วช. เผยแพร่การจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบ และผักโดยชีววิธี

วช. เผยแพร่การจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบ และผักโดยชีววิธี แก่เกษตรกรภาคเหนือ

               สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น โครงการสื่อมวลชนสัญจร ประจำปี 2561 ครั้งที่ 1 เรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบ และผักโดยชีววิธี” ระหว่างวันที่ 13 – 14  ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง
และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ (ศช.) มีหน้าที่สำคัญในการวิจัยและพัฒนา วิจัยส่งเสริมขั้นพื้นฐานและขั้นประยุกต์ รวมทั้งการฝึกอบรม
การบริการด้านการส่งเสริมและที่ปรึกษาการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี และการบริหารศัตรูพืชแบบบูรภาพเพื่อคงไว้ซึ่งการเป็นผู้นำทางด้านการบริหารศัตรูพืชที่มีพื้นฐานด้านชีววิทยา และการควบคุมการจัดการแมลงศัตรูพืช วัชพืช และแมลงพาหะที่มีความสำคัญทางการเกษตร การแพทย์ และสาธารณสุขโดยไม่ใช้สารเคมีเพื่อลดภาวะในสภาพแวดล้อม
อันเนื่องมาจากสารกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตร โดยทางศูนย์ฯได้กำหนดจัดการอบรมเรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบโดยชีววิธี” ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 13 ธันวาคม 2560 และเรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูผักโดยชีววิธี” ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 เพื่อเป็นการนำความรู้ด้านการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีไปเผยแพร่และถ่ายทอดให้ผู้รับการอบรมได้มีความรู้เรื่องการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี สามารถเพาะเลี้ยงศัตรูธรรมชาติและเพาะขยายเชื้อราปฏิปักษ์เพื่อควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช เพื่อการผลิตพืชคุณภาพสูง ปลอดภัยแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค พร้อมกับการติดตามการใช้ชีวภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม วช. โดยกลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ได้เห็นถึงความสำคัญของโครงการดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น โครงการสื่อมวลชนสัญจร ประจำปี 2561 ครั้งที่ 1 เรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบ และผักโดยชีววิธี” เพื่อให้สื่อมวลชนได้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวและเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงาน และกิจกรรมดังกล่าว ไปสู่ชุมชนและสาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางต่อไป

“วิวัฒน์” มอบนโยบายสปก. เร่งบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305744

“วิวัฒน์” มอบนโยบายสปก. เร่งบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

สปก., วิวัฒน์

“วิวัฒน์” มอบนโยบายสปก. เตรียมบูรณาการแผนงานร่วม 10 หน่วยจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

 

วันที่ 14 ธ.ค. นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมและเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล ว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้นโยบาย “นโยบาย 3 ต.” เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น ในส่วนแผนการดำเนินงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีอยู่เดิม ล้วนเป็นแผนงานที่ดีที่ตอบสนองการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรและสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งจะได้เข้ามาดำเนินการสานต่องานที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรต่อไป อาทิ การจัดสรรที่ดินทำกินแก่เกษตรกร การพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร และการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ส.ป.ก. เป็นต้น

ทั้งนี้ การดำเนินงานเชิงรุกจะสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จะต้องมีพื้นฐานข้อมูลที่เป็นมาตรฐานและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทุกหน่วยงานสามารถนำไปบูรณาการใช้ร่วมกันได้โดยสะดวกรวดเร็ว มีความเข้าใจตรงกัน ซึ่งจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ โดยหลังจากนี้จะเชิญ 10 หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมบูรณาการแผนปฏิบัติงานดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน โดยกำหนดเป้าหมายของพื้นที่ และกลุ่มบุคคล รวมทั้งปรับปรุงแผนที่ที่มีความทับซ้อนให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานไม่มีความซ้ำซ้อนทั้งด้านงบประมาณ และแผนการดำเนินงาน รวมทั้งเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเดินหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรต่อไป

นอกจากนี้ เตรียมเดินหน้ามาตรการบริหารจัดการพื้นที่ 3 ลุ่มน้ำ ได้แก่ 1) พื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักฯ ครอบคลุม 7 จังหวัด พื้นที่ 10 ล้านไร่ ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับป่าต้นน้ำ และการกักเก็บน้ำในอ่างฯ ซึ่งขณะนี้ กรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน ได้เริ่มดำเนินการลงสำรวจพื้นที่ในเบื้องต้นแล้ว 2) พื้นที่ลุ่มน้ำห้วยโสมง จะเข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเก็บลงอ่างฯ มากขึ้น รวมทั้งบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ส่งน้ำ 100,000 ไร่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ 3) การแก้ไขปัญหาเกษตรกรรุกล้ำพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตร ซึ่งจากการรายงานพบว่า จ.น่าน มีเกษตรกรรุกล้ำพื้นที่ป่าแล้วจำนวนล้านกว่าไร่ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเข้าไปช่วยเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว โดยการจัดระบบใหม่ และคืนพื้นที่ป่าต้นน้ำต่อไป

ขณะเดียวกัน ได้มีการเตรียมแผนงานด้านอื่นๆ ด้วย อาทิ การเตรียมมาตรการรับมือภัยแล้ง การจัดงานวันดินโลกในปีต่อๆ ไป และการเตรียมรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ เป็นต้น

นายก ส.กุ้งไทยเผยแนวโน้มกุ้งปี 60 ดีขึ้น หลังฟื้นจากโรคEMS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305740

นายก ส.กุ้งไทยเผยแนวโน้มกุ้งปี 60 ดีขึ้น หลังฟื้นจากโรคEMS

สมาคมกุ้งไทย

นายก ส.กุ้งไทยเผยแนวโน้มกุ้งปี 60 ดีขึ้น หลังฟื้นตัวจากปัญหาโรคอีเอ็มเอส

              วันนี้ (14 ธันวาคม 2559) ดร.สมศักดิ์   ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย และคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ  ประกอบด้วย ท.พ.สุรพล  ประเทืองธรรม นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกุ้งไทย และนายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย นายบรรจง  นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย และอุปนายกสมาคมกุ้งไทย นายสมชาย   ฤกษ์โภคี เลขาธิการสมาคม และ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี นายปกครอง  เกิดสุข อุปนายกสมาคมกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ นายโสภณ   เอ็งสุวรรณ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย และกรรมการบริหารสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์กุ้งของไทย ปี 2559 ว่า ผลผลิตกุ้งปี 2559 โดยรวมประมาณ 300,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณร้อยละ 15 หลังจากที่การเลี้ยงเริ่มฟื้นตัว จากการประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาโรคตายด่วน หรืออีเอ็มเอส (EMS) ได้สำเร็จโดยการปรับปรุงฟาร์มและการจัดการการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ ปี 2560 จะเป็นปีที่ดีสำหรับเกษตรกร ทั้งราคา และผลผลิตน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี

“ประมาณการผลผลิตปี 2559 ผลผลิตกุ้งไทยอยู่ที่ประมาณ 300,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ผลิตกุ้งได้ 260,000 ตัน หรือร้อยละ 15 ทั้งนี้จากการที่ผู้เลี้ยงปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยง ทำให้สามารถแก้ปัญหาโรคระบาด EMS ได้สำเร็จ รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ที่มีคุณภาพ ส่วนผลผลิตกุ้งทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.363 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อยร้อยละ 1”

ด้านการส่งออก จากข้อมูลการส่งออกกุ้ง เดือน ม.ค. – ต.ค. ปีนี้อยู่ที่ 160,935 ตัน มูลค่า 54,483 ล้านบาท เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558 ปริมาณ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.86 มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.11″ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าว

นายบรรจง  นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย กล่าวถึง ภาพรวมการเลี้ยงกุ้งไทยปี 2559 ว่า “ผลผลิตกุ้งไทยปี 2559 ผลิตกุ้งได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 โดยภาคที่มีผลผลิตมากที่สุดได้แก่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประมาณร้อยละ 38 และภาคตะวันออกร้อยละ 25 ภาคกลางร้อยละ 19 และภาคใต้ฝั่งอันดามันร้อยละ 18 ทั้งนี้ ลูกกุ้งในปี 2559 มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มีคุณภาพและการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น รวมถึงการตรวจคุณภาพการผลิตและตรวจโรคที่เป็นอันตราย ให้ลูกกุ้งมีความแข็งแรง นอกจากนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีการร่วมกันศึกษาข้อมูลและประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงวิธีการเลี้ยงที่เหมาะสม โดยเฉพาะระบบการเลี้ยงแบบ 3 สะอาด ซึ่งเป็นการเลี้ยงที่เลียนแบบการอนุบาลลูกกุ้ง ที่ต้องมีความสะอาดของ บ่อ น้ำ และลูกกุ้ง …”

นายปกครอง  เกิดสุข อุปนายกสมาคมกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ กล่าวถึงสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ในฝั่งอันดามันว่า “สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ฝั่งอันดามันปรับตัวดีขึ้น ทั้งการลงกุ้งและอัตรารอดดีขึ้น โดยใช้พื้นที่เลี้ยงเท่าเดิม แต่มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณร้อยละ 30 นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมไม่ให้ผลผลิตออกมามากเกินกำลังการผลิตของโรงงานแปรรูป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคา”

นายสมชาย   ฤกษ์โภคี เลขาธิการสมาคมฯ และ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ซึ่งประสบปัญหาโรค EMS มาเป็นเวลา 4 ปีเต็ม และได้มีการปรับปรุงและหาวิธีการเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จมาเป็นลำดับ โยเฉพาะภาคใต้ตอนบน ที่มีการนำเอาระบบน้ำโปร่งมาใช้และเลี้ยงโดยเน้นเรื่องความสะอาดเป็นหลัก โดยผลผลิตปี 2559 คาดว่าอยู่ที่ 110,000 ตันหรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 25 คาดว่าในปี 2560 จะสามารถพัฒนาระบบการเลี้ยงแบบบริหารความเสี่ยงเพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้งต่อไป”

นายโสภณ  เอ็งสุวรรณ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย และกรรมการบริหารสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า “สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคตะวันออก มีผลผลิตเพิ่มจากปี 2558 เล็กน้อย เนื่องจากปัญหาสภาพอากาศในบางช่วงและปัญหาโรคระบาด อย่างไรก็ตาม ถือเป็นโชคดีที่กระทรวงเกษตรฯ ผลักดันโครงการประชารัฐ เกษตรแปลงใหญ่ให้กับสหกรณ์ และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งภาคตะวันออก ซึ่งจะทำให้มีการพัฒนาปรับปรุงบ่อและวิธีการเลี้ยงให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป”

ท.พ.สุรพล  ประเทืองธรรม นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกุ้งไทย และนายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย กล่าวว่า “คุณภาพของสินค้ากุ้งเป็นสิ่งสำคัญที่จะเอาชนะคู่แข่ง โดยคุณภาพของสินค้านอกจากเรื่องของความปลอดภัยอาหาร สวย สด สะอาด รสชาติดีแล้ว ปัจจุบันผู้บริโภคยังต้องการคุณภาพด้านอื่นๆ เช่น การตรวจสอบย้อนกลับ วัตถุดิบที่นำมาทำอาหารกุ้ง สวัสดิภาพแรงงาน และเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมต้องร่วมมือกันเพื่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรมกุ้งไทย โดยเฉพาะการปลอดจากยาและสารตกค้างซึ่งยังเป็นจุดเด่นของกุ้งไทยที่เหนือกว่าประเทศอื่นๆในเอเชีย”

“สำหรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งไทยมีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งนี้เพราะเกษตรกรมีความชัดเจนในแนวทางการเลี้ยงมากขึ้น โดยเฉพาะแนวทาง 3 สะอาด คือ พื้นบ่อต้องสะอาด น้ำต้องสะอาด และลูกกุ้งต้องสะอาด ซึ่งจะเป็นแนวทางที่จะทำให้กุ้งเลี้ยงได้ แต่ยังไม่พอ หากต้องการทำกำไรต้องหาลูกกุ้งที่โตเร็วที่สุด”

วช. จับมือ สอศ. บ่มเพาะนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305714

วช. จับมือ สอศ. บ่มเพาะนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาภาคเหนือ

วช.

วช. จับมือ สอศ. บ่มเพาะนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาภาคเหนือ

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
(สอศ.) จัดกิจกรรมบ่มเพาะนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษา ประจำปี 2561 ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 14 – 16 ธันวาคม 2560 ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ จังหวัดเชียงใหม่ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายและทิศทางสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์ของประเทศ” ในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 เวลา 09.00 น.
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้จัดกิจกรรมบ่มเพาะนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษา ประจำปี 2561 ขึ้น เพื่อเสริมสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะและเทคนิคด้านการประดิษฐ์คิดค้นตลอดจนการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยแก่อาจารย์และนักศึกษา สถาบันอาชีวศึกษา เพื่อให้มีทักษะและสามารถเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนสายอาชีวศึกษาเข้าใจและเห็นประโยชน์ของการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานในเชิงนวัตกรรมที่สามารถพัฒนาต่อยอดไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และสังคมได้ ซึ่ง วช. ได้ร่วมมือกับ สอศ.
ในการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา โดยเน้นการพัฒนาด้านอาชีวศึกษาให้เข้มแข็งบนพื้นฐานสติปัญญา ความรู้ ฐานเทคโนโลยีและคุณธรรม จริยธรรม พร้อมทั้งกระตุ้นและส่งเสริมนักวิจัยในสายอาชีวศึกษาให้มีการวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่มุ่งหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยการวิจัยและนวัตกรรม ในปีงบประมาณ 2561
วช. ได้กำหนดจัดกิจกรรมดังกล่าว ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 20 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงแรมมารวย การ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงแรมบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 14 – 16 ธันวาคม 2560 ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ จังหวัดเชียงใหม่ และภาคใต้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 23 ธันวาคม 2560 ณ โรงแรมนิภาการ์เด้น จังหวัดสุราษฏร์ธานี โดยในปีนี้ ได้จัดแบ่งกลุ่มเรื่อง เพื่อนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ใน 5 กลุ่มเรื่อง ดังนี้ 1) กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2) กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3) กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ ระบบเครื่องกลที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ควบคุม ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว 4) กลุ่มสร้างสรรค์วัฒนธรรม การศึกษาและสังคม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต 5) กลุ่มสิ่งแวดล้อมและพลังงาน
การจัดกิจกรรมบ่มเพาะนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาในครั้งนี้ เป็นการขยายเครือข่ายในการบ่มเพาะนักประดิษฐ์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเน้นนักศึกษาอาชีวศึกษาที่อยู่ในภาคเหนือจำนวนกว่า 400 คน เพื่อสร้างแรงจูงใจ และจิตสำนึกในการเป็นนักประดิษฐ์ รวมถึงเทคนิคการสร้างผลงานตามศาสตร์พระราชา แนวคิดในการสร้างผลงานนวัตกรรม การออกแบบผลิตภัณฑ์และสิ่งประดิษฐ์ที่ได้มาตรฐาน ทรัพย์สินทางปัญญา/สิทธิบัตร/และอนุสิทธิบัตร รวมถึง Start up ธุรกิจวิจัยสิ่งประดิษฐ์ โดยคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จะมีทักษะ ในการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยอย่างเป็นระบบ และสามารถต่อยอดผลงานไปสู่เชิงพาณิชย์และสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

อ.อ.ป. ชูแผนงาน ‘ส่งเสริมเกษตรกรปลูกป่าในพื้นที่กรรมสิทธิ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305710

อ.อ.ป. ชูแผนงาน ‘ส่งเสริมเกษตรกรปลูกป่าในพื้นที่กรรมสิทธิ์’

อ.อ.ป.

อ.อ.ป. ชูแผนงาน ‘ส่งเสริมเกษตรกรปลูกป่าในพื้นที่กรรมสิทธิ์’หวังลดปัญหารุกป่า

           วันที่ 14 ธ.ค. นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลด้านการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องการฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ให้มีความสำคัญ การแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ            การเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารและพื้นที่ป่าอนุรักษ์ การกำหนดพื้นที่แนวกันชนและที่ราบเชิงเขาให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการปลูกป่าเพื่อป้องกันการบุกรุกป่า และส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่เอกชน รวมถึงการสร้างรายได้จากไม้เศรษฐกิจให้กับเกษตรกร

อ.อ.ป. จึงได้ดำเนินการสานต่อนโยบายของรัฐโดยเน้นกิจกรรมการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อที่จะรักษา ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และใช้ประโยชน์ให้กับประเทศ ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่จะเพิ่มพื้นที่      ป่าเศรษฐกิจให้ได้ร้อยละ 15 รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงจากการปลูกป่าเศรษฐกิจ

ผอ.อ.อ.ป. ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ที่ผ่านมา อ.อ.ป. ได้ดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่     รอบสวนป่าใช้พื้นที่ของเกษตรกรเอง ปลูกต้นไม้โตเร็วให้เป็นแหล่งวัตถุดิบ และสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร    อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมนี้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี  ดังนั้นคาดว่าในแนวทางที่ อ.อ.ป. ดำเนินการนี้น่าจะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะสนับสนุนนโยบายการดำเนินงานของรัฐบาลด้านการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนให้กับประเทศได้ อ.อ.ป. จึงได้ดำเนินการต่อยอดจัด “กิจกรรมส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ” อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ในกิจกรรมฯ นี้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้มีอาชีพที่มั่นคงจากการปลูกป่าเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ        ในพื้นที่ซึ่งทำการเกษตรชนิดอื่นๆ ไม่ได้ผลหรือได้ผลผลิตต่ำ ตลอดจนเป็นกิจกรรมที่สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง เบื้องต้น อ.อ.ป. ได้กำหนดเป้าหมายที่จะดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ          ในพื้นที่กรรมสิทธิ์ – สิทธิครอบครองทั่วไปของเกษตรกร ไว้จำนวน 500,000 ไร่ ดำเนินการในระยะเวลา 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2560-2579

โดยในปี 2560 อ.อ.ป. จะดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรรอบสวนป่า อ.อ.ป. ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด       ทั่วประเทศ พื้นที่ดำเนินการทั้งสิ้น 2,950 ไร่ และ อ.อ.ป. ดำเนินการต่อเนื่องใน ปี 2561 จำนวน 36 จังหวัด          ทั่วประเทศ พื้นที่ดำเนินการทั้งสิ้น 22,000 ไร่ (มีเกษตรกรแจ้งความประสงค์สมัครเข้าร่วมโครงการฯ แล้ว จำนวน 2,018 ราย) และ อ.อ.ป. มีแผนงานจะดำเนินการต่อเนื่องทุกปี ปีละ 25,000 ไร่ ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย  จนครบตามเป้าหมาย 500,000 ไร่
สำหรับแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจนั้น ผอ.อ.อ.ป. กล่าวว่า จะใช้วิธีการเชิญชวนราษฎรและเกษตรกรชุมชนในท้องถิ่นที่มีความสนใจและมีความประสงค์จะปลูกไม้เศรษฐกิจทั้งชนิดไม้โตช้าและไม้โตเร็ว เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าเศรษฐกิจในพื้นที่กรรมสิทธิ์ของเกษตรกรเอง โดย อ.อ.ป. ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเงินทุนในการปลูกและบำรุงรักษาให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นระยะเวลา 3 ปี
ส่วนชนิดไม้ที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกจะเป็นไม้ชนิดโตเร็ว เช่น กระถินเทพา ยูคาลิปตัส ไผ่ เป็นต้นและไม้ชนิดโตช้า เช่น ไม้สัก ไม้ประดู่ มะค่าโมง เป็นต้น

ทั้งนี้ ผอ.อ.อ.ป. ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า หากกิจกรรมการส่งเสริมเกษตรกรปลูกป่าไม้เศรษฐกิจของ       อ.อ.ป. ดำเนินการครบตามแผนงานและสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ จะทำให้เกษตรกรหรือราษฎรในท้องถิ่น มีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้นจากการส่งเสริมและการจำหน่ายไม้ ไม่ต่ำกว่าปีละ 33,000 – 67,000.- บาท/ราย ขึ้นอยู่กับชนิดไม้ที่ปลูก อีกทั้งกิจกรรมนี้ยังสามารถลดการบุกรุกพื้นที่ของรัฐ ลดการตัดไม้จากป่าธรรมชาติ และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่  ป่าเศรษฐกิจให้กับประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

เปิด 7 กิจกรรมไฮไลท์ งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305646

เปิด 7 กิจกรรมไฮไลท์ งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 4

เปิด 7 กิจกรรมไฮไลท์ งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 4

 

             ททท. และมูลนิธิสังคมสุขใจ เผยยิ่งใกล้วันงาน บรรยากาศยิ่งคึกคัก สำหรับการจัดงานสังคมสุขใจ “อาหารปลอดภัย พาชุมชนไทยยั่งยืน”  ซึ่งจะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 15-17 ธันวาคมนี้ ที่สามพราน ริเวอร์ไซด์ โดยปีนี้ทุกภาคส่วนตื่นตัวจัดเตรียมความพร้อมไว้ต้อนรับกันอย่างเต็มที่ เปิด 7 กิจกรรมไฮไลท์น่าสนใจ ที่คนรักสุขภาพ คนที่ชื่นชอบวิถีอินทรีย์ รวมถึงผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยไม่ควรพลาด ประกอบด้วย

เวทีเสวนาแชร์ความรู้ จากคนต้นแบบแห่งวงการเกษตรอินทรีย์ อย่างคุณโจน จันใด ผู้ก่อตั้งศูนย์พันพรรณ คุณวิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล ผู้อำนวยการกรีนเน็ท Greennet )  คุณนคร ลิมปคุปตถาวร (เจ้าชายผัก)   ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรในเมือง  และพระอาจารย์มหาสุภาพ พุทธวิริโย เจ้าอาวาสวัดป่านาคำ จ.กาฬสินธุ์  พระผู้น้อมนำแนวพระราชดำริ เกษตรทฤษฎีใหม่เกษตรพอเพียง ในการขับเคลื่อนชุมชนกว่า 20 ปี จะมาถ่ายทอดความรู้ บอกเล่าศรัทธา ร่วมเสวนาแชร์ประสบการณ์ให้ได้เก็บเกี่ยวความรู้กันทุกแง่ทุกมุม

สนุกกับกิจกรรม เชฟตาม พาชิม โดยเชฟตาม (ชุดารี เทพาคำ) เจ้าของรางวัล Top Chef Thailand    ที่จะมาร่วมรังสรรค์  7 เมนูสุดพิเศษด้วยวัตถุดิบอินทรีย์ ให้ได้ชิมจำนวน 50 ชุด ชุดละ 300บาท สำหรับ 50 ท่านแรกที่ลงทะเบียนหน้างาน โดยเงินดังกล่าวบริจาคให้กับมูลนิธิสังคมสุขใจ (เพื่อนำไปขับเคลื่อนการทำเกษตรอินทรีย์) และยังได้ลุ้นเข้าร่วมกิจกรรม Cooking class workshop บนเวทีกับเชฟตาม อีกด้วย

· ลิ้มรสชาติอาหารไทยสุด Amazing กับกิจกรรม Amazing Thai Taste  Station ที่บูธททท.

·  สัมผัสนิทรรศการ 10 ชุมชน อาหารเด็ดที่เที่ยวดัง พร้อมลงทะเบียนรับผักสวนครัวอินทรีย์ฟรี

·   สนุกกับเวิร์คช็อปเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร

·   แนะนำเส้นทางท่องเที่ยววิถีอินทรีย์และชิม ช้อป ผลิตภัณฑ์อินทรีย์ 10 ชุมชน พื้นที่เครือข่ายสาม พรานโมเดล

·  ชม ช้อป ชิม สินค้าเกษตรอินทรีย์ จากเกษตรกรเครือข่ายจากทั่วประเทศกว่า 200 ร้านค้า

นอกจากนี้ยังมี ตามบูธตามๆ ที่เป็นเครือข่ายสามพรานโมเดล ยังได้นำเสนอสินค้าใหม่ๆ หลากหลายประเภท ซึ่งล้วนทำขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ อาทิ  “ซาเคบะ” เมนูสุดพิเศษรังสรรค์จากแป้งกล้วย มีหนึ่งเดียวในโลก จากรร.บ้านคลองใหม่

อีกทั้ง สัมผัส 10 ชุมชนอาหารอินทรีย์เครือข่ายสามพรานโมเดล อาทิ  ยำส้มโอเลิศรส จากสวนไทยทวี ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมูหลุม เห็ดชนิดต่างๆ รวมถึงนมแพะ  จากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่วมเย็นราชบุรี น้ำมัลเบอร์สกัดเข้มข้นน้ำสมุนไพรชนิดต่างๆ จากกลุ่มเกษตรอินทรีย์สุขใจไทรโยค ผลิตภัณฑ์ฝักข้าว น้ำฝรั่งคั้นสด จากกลุ่มเกษตรอินทรีย์บางช้าง ก๋วยเตี๋ยวหมูหลุมน้ำแดง จากกลุ่มป่าละอูเป็นสุข น้ำอ้อยคั้นสด น้ำตาลอ้อย เห็ดแปรรูป จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่หัวใจอินทรีย์ เห็ดแปรรูป

อังแกบบอบ (กบยัดไส้) มาไกลจาก กลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์บ้านทัพไท จ.สุรินทร์   เบเกอรี่ข้าวอินทรีย์, ข้าวพองธัญพืช  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง  จ.อำนาจเจริญ กาแฟอินทรีย์ชุมชนบ้านห้วยตาด จ.เชียงใหม่ ชาออร์แกนิกวังพุดตาน จ.เชียงราย เหล่านี้เป็นต้นอีกทั้งในงานยังมีบริการตรวจเลือดหาสารเคมีตกค้างในร่างกายฟรี โดยทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม อีกด้วย

                อย่าพลาดงานดี ดี หนึ่งปีมีครั้งเดียว…!!!  แวะมาเติมพลัง เก็บเกี่ยวความรู้ และร่วมอุดหนุนเกษตรกร ชม- ช้อป- ชิม สินค้าเกษตรอินทรีย์ ในงานสังคมสุขใจระหว่างวันที่ 15-17ธันวาคมนี้ ที่สามพราน ริเวอร์ไซด์ จ.นครปฐม เปิดตั้งแต่  เวลา 09.00-17.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ โทร 034-322-588-93 หรือติดตามที่ Facebook/สามพรานโมเดล

ภาคเกษตรยังขยายตัว สะท้อนรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305597

ภาคเกษตรยังขยายตัว สะท้อนรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น

สศก.

ภาคเกษตรยังขยายตัว สะท้อนรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น

 

           สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาด ดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 60 จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 59 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญและผลไม้ที่เพิ่มขึ้น มั่นใจ มาตรการช่วยเหลือภาครัฐ และแผนการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลให้ภาคเกษตรในปีหน้ายังคงขยายต่อเนื่อง

นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงทิศทางรายได้เกษตรกรปี 2560 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากดัชนีรายได้เกษตรกร พบว่ามีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่ขายตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับประรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ต่าง ๆ และกุ้งทะเลเพาะเลี้ยง โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในช่วง 10เดือนของปี 2560 (ม.ค.-ต.ค.) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 156.50 ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2559 ถึงร้อยละ 7.98เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ9.69 จากแผนการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านทำให้ทุกภูมิภาคของประเทศสามารถทำการเพาะปลูกได้เพิ่มขึ้น และยังมีน้ำต้นทุนเหลือเพียงพอสำหรับการทำการเกษตรฤดูแล้งปี 2561

ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรปี 2560 โดยพิจารณาจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้หดตัวเล็กน้อยเพียงร้อยละ 1.6 จากการที่รัฐบาลได้เข้าส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรในการทำการการผลิตโดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต เน้นการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร (ข้าว ยางพารา         มันสำปะหลัง ข้างโพดเลี้ยงสัตว์) โครงการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร การขยับช่วงการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่    ลุ่มต่ำ ซึ่งโครงการและมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ได้เข้าไปมีส่วนช่วยยกระดับราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำเหมือนที่     ผ่านมา                     สำหรับเกษตรกรที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ รัฐบาลได้เร่งรัดเข้าไปให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทั้งเป็นการเฉพาะหน้า การชดเชยความเสียหาย และการฟื้นฟูส่งเสริมอาชีพ              ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ โครงการ 9101

หากมองหนี้สินครัวเรือนเกษตรปี 2560 จากการสำรวจของ สศก. ในเบื้องต้น พบว่ามีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2559 โดยหนี้สินครัวเรือนเกษตรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 40 เป็นการกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตและเก็บรักษาผลผลิตเพื่อรอการจำหน่าย เช่น การซื้อวัสดุอุปกรณ์และปัจจัย การผลิต ค่าพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์             ค่าซ่อมแซมยุ้งฉาง/โรงเรือนเลี้ยงพืชสัตว์ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของภาคเกษตรโดยรวมและสอดรับกับรายได้เงินสดทางการเกษตรของครัวเรือนปี 2560 ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนเกษตรซึ่งสอดคล้องข้อมูลภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม ปี2560 ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจภูมิภาคของไทยขยายตัวต่อเนื่องในหลายภูมิภาคเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และแนวโน้มหนี้ครัวเรือนไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง

ม.เกษตรฯขึ้นแท่นอันดับ3 มหาวิทยาลัยสีเขียวของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305512

ม.เกษตรฯขึ้นแท่นอันดับ3 มหาวิทยาลัยสีเขียวของไทย

มก.

ม.เกษตรฯขึ้นแท่นอันดับ3 มหาวิทยาลัยสีเขียวของไทย

           รายงานข่าวแจ้งว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กลับมาขึ้นแท่นอันดับที่ 3 มหาวิทยาลัยสีเขียวของประเทศไทย อันดับที่ 96 ของโลก ประจำปี 2017 จากผลการสำรวจของ UI Green Metric World University Ranking 2017 ด้วยคะแนนรวม 5,706 คะแนน
ในขณะที่ “ สุดยอดอันดับ 1 มหาวิทยาสีเขียวของโลกประจำปี 2017 ได้แก่ Wageningen University and Research Centre ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้รับคะแนนจากการประเมินทั้ง 6 ด้าน ที่ 7,552 คะแนน
#มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอขอบคุณบุคลากร นิสิต และนิสิตเก่า รวมถึงประชาชนทุกท่านที่ร่วมพลังขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสีเขียวในทุกกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่าง ต่อเนื่องและเราจะร่วมกันสร้างโลกสีเขียวกันต่อไป
อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วมการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวของโลก จากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมจัดอันดับทั้งสิ้น 619 แห่งทั่วโลก ผลปรากฏว่า มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ติดอันดับ 1 ใน 100 มหาวิทยาลัยสีเขียวระดับโลก โดยได้อันดับที่ 96 ของโลก และเป็นอันดับที่ 3 จาก 23 มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ด้วยคะแนนรวม 5,706 คะแนน จากผลการสำรวจของ UI Green Metric World University Ranking 2017 ซึ่งจัดทำโดย University of Indonesia มหาวิทยาลัยในอินโดนีเซีย (UI) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2560 ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับคะแนนจากเกณฑ์การประเมินทั้ง 6 ด้าน ดังนี้
1.การวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน 758 คะแนน
2. การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
835 คะแนน
3. การจัดการของเสีย 1,251 คะแนน
4. การจัดการน้ำ 670 คะแนน
5. การสัญจร 1,162 คะแนน
6. การศึกษา 1,030 คะแนน
รวม 6 ด้าน 5,706 คะแนน
http://greenmetric.ui.ac.id/overall-ranking-2017/

Home