31 ธันวาคมนี้ชวนมาเคาท์ดาวน์สุดอลังการ ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305506

31 ธันวาคมนี้ชวนมาเคาท์ดาวน์สุดอลังการ ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

อุทยานราชพฤกษ์

31 ธันวาคมนี้ชวนมาเคาท์ดาวน์สุดอลังการ ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

 

อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ชวนคุณมาร่วมกิจกรรมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 สนุกกับกิจกรรมเค้าท์ดาวน์ตลอดทั้งคืน ชมไฮไลท์แสดงพลุสุดอลังการ การแสดงดนตรีจากศิลปินล้านนา พร้อมด้วยคอนเสิร์ตจาก ศิลปินสุดฮอต “เตวิชญ์” และ “บอย-พิษณุ” ตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็น ถึง ตี 1

นอกจากนี้ทุกท่านยังจะได้ชื่นชมความสวยงามของไม้ดอกเมืองหนาวนานาพรรณกว่าล้านดอก ชมไฮไลท์กับ “ดอกทิวลิป” หลากสีสัน และกล้วยไม้นับหมื่นต้นที่พร้อมยลโฉมให้ทุกท่านได้เก็บทุกภาพความประทับใจได้ตลอดทั้งวันกับที่สุดของดอกไม้งามกับเทศกาลชมสวน (Flora Festival 2017) ภายใต้แนวคิด “สุขสราญ งามบุปผา ใต้หล้าพระบารมี (Floral Beauty Bliss THE ROYAL BLESSINGS)” ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2561 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่  สอบถามรายละเอียดได้ที่ 053-114110-5

ผนึก สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพพัฒนาสมรรถนะการใช้ดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305483

ผนึก สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพพัฒนาสมรรถนะการใช้ดิจิทัล

กรมส่งเสริม

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือกับ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ในพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาสมรรถนะความสามารถด้านการใช้ดิจิทัล

 

              วันที่ 12 ธ.ค. นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า นโยบายกรมส่งเสริมการเกษตรในปี 2561 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรเน้นหนักในเรื่อง Balance DOAE สร้างสมดุล พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน โดย 1 ในสมดุลที่จะกล่าวในที่นี้คือ สมดุลแห่งการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการเกษตรผ่านระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V System) ซึ่งให้ความสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรมต่างๆ มาปรับใช้ให้เกิดความสมดุลระหว่างภูมิปัญญากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก่อให้เกิดการเกื้อหนุนและสามารถต่อยอดการพัฒนาการเกษตรสู่ความมั่งคั่ง และยั่งยืน

การดำเนินโครงการนำร่องสร้างโอกาสในการพัฒนาสมรรถนะความสามารถด้านการใช้ดิจิทัล (Digital Literacy) ในการส่งเสริม ขับเคลื่อน และพัฒนาสมรรถนะความสามารถด้านการใช้ดิจิทัล (Digital Literacy) ให้มีสมรรถนะเหมาะสมกับการทำงานและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนบุคลากรของกรมส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกรที่กรมส่งเสริมการเกษตรดูแลให้สามารถเข้ามารับการประเมินสมรรถนะบุคคล และได้รับการรับรองสมรรถนะความสามารถด้านการใช้ดิจิทัล (Digital Literacy) ระดับ 1 ระดับ 2 และระดับ 3 โดยการสนับสนุนงบประมาณที่จำเป็นต่อการประเมินมาตรฐานสมรรถนะ ความสามารถด้านการใช้ดิจิทัล (Digital Literacy) ตามที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) กำหนดไว้

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ เป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์และความตั้งใจที่จะร่วมพัฒนาบุคลากรของกรมส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกรของประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนของประเทศให้เข้าสู่ระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพ และร่วมขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ Thailand 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม  

ซีพีเอฟ.เดินหน้าส่งเสริมภาวะโภชนาการเด็กนักเรียนชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305481

ซีพีเอฟ.เดินหน้าส่งเสริมภาวะโภชนาการเด็กนักเรียนชายแดน

ซีพีเอฟ

ซีพีเอฟ.เดินหน้าส่งเสริมภาวะโภชนาการเด็กนักเรียนชายแดน

              วันที่ 12 ธ.ค. มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมภาวะโภชนาการที่ดีให้เด็กนักเรียนทั่วประเทศ  ปีนี้ส่งมอบเพิ่มอีก 70 โรงเรียน ให้นักเรียน 16,700 คน ได้รับโปรตีนคุณภาพดี ชุมชนใกล้เคียงได้บริโภคไข่สดราคาย่อมเยา
               ในปีนี้พิธีส่งมอบโครงการจัดขึ้นที่่โรงเรียนไทยราษฎร์คีรี ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก โดยมีตัวแทนของโรงเรียนเครือข่ายในโครงการฯ พร้อมด้วยผู้นำชุมชนและผู้บริหารซีพีเอฟร่วมโครงการในครั้งนี้ ซึ่งครอบคลุมโรงเรียนในพื้นที่ภาคเหนือ 25 โรงเรียน ภาคกลาง 8 โรงเรียน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27 โรงเรียน และภาคใต้ 10 โรงเรียน พันธุ์ไก่ไข่รวม 11,000 ตัว อาหารสัตว์จำนวน 440,000 กิโลกรัม มูลค่ารวม 17 ล้านบาท
                นางนงนุช ชุมภูเทพ ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยราษฎร์คีรี  กล่าวว่า โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟโดยผ่านมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท  จะทำให้นักเรียนได้บริโภคโปรตีนคุณภาพดีจากไข่ไก่ได้ 2-3 วันต่อสัปดาห์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ลดภาวะทุพโภชนาการในเด็ก โดยโรงเรียนตั้งใจดำเนินการและบูรณาการสู่การเรียนการสอน ต่อยอดกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีทักษะในการประกอบอาชีพ หลังจากที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้การเลี้ยงสัตว์และรับมอบโครงการแล้ว
                 ปัจจุบัน โรงเรียนไทยราษฎร์คีรี มีนักเรียน 622 คน เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่1-6  ซึ่ง 80% ของจำนวนนักเรียนเป็นเด็กชาวเขาหลายชนเผ่า เช่น พม่า กะเหรี่ยง มอญ และม้งซึ่งคิดเป็น 50% ของทั้งหมด และส่วนใหญ่ผู้ปกครองมีฐานะยากจน ประกอบอาชีพด้านการเกษตร  มีรายได้ไม่แน่นอน ที่ผ่านมาโรงเรียนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เด็กๆได้รับโภชนาการที่ดี  จากการดำเนินโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ทั้งปลูกผักตามฤดูกาล  เพาะเห็ดจิ๋ว เลี้ยงกบ และเลี้ยงปลา เพื่อใช้ปรุงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน ทำให้ภาวะทุพโภชนาการลดลง 
              “โรงเรียนได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีทั้ง 2 องค์กร ซึ่งโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ทำให้เด็กๆได้เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่ การทำบัญชีจากผลผลิตไข่ไก่  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆ ในอนาคตหลังจากที่จบการศึกษาไปแล้วสามารถนำไปประกอบอาชีพได้” ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าว
                นายชุติเดช มีจันทร์ ปลัดจังหวัดตาก  กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่โรงเรียนไทยราษฎร์คีรี ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของ 70 โรงเรียนทั่วประเทศที่ได้รับการสนับสนุนโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ซึ่งทุกโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนโครงการในครั้งนี้ จะนำไปพัฒนาและต่อยอดโครงการไปสู่การเป็นต้นแบบแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน
                   นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์  ประธานคณะผู้บริหารธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ  กล่าวว่า ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำ บริษัทให้ความสำคัญกับอาหารมั่นคงและการเข้าถึงอาหารภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” เพื่อให้คนไทยและผู้บริโภคทั่วโลกได้บริโภคอาหารปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมโภชนาการที่ดีให้เด็กนักเรียนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ รวมไปถึงการแก้ปัญหาทุพโภชนาการของคนในประเทศ
             “การรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของบริษัท โดยเฉพาะการส่งมอบโครงการในวันนี้แก่ 70 โรงเรียน จะทำให้นักเรียน 16,700 คน ได้รับอาหารปลอดภัยและมีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยยกระดับโภชนาการของคนไทยอย่างยั่งยืน” นายสุขสันต์ กล่าว
                 ด้านนายอภัยชนม์ วัชรสินธุ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท กล่าวว่า กว่า 20 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯน้อมนำงานตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาสนับสนุนให้แก่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนทั่วประเทศ 660 แห่งเข้าร่วมโครงการฯ ประกอบด้วย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 128 แห่ง โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และอื่นๆ 532 แห่ง ส่งผลให้นักเรียน 140,000 คน ครูกว่า 8,000 คน และชุมชน 900 ชุมชนได้รับประโยชน์  ซึ่งการดำเนินโครงการได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟในการจัดสรรผู้ชำนาญการและสัตวบาลมาร่วมพิจารณาคัดเลือกโรงเรียนร่วมโครงการ ติดตามให้ความรู้  ให้คำแนะนำปรึกษาด้านการเลี้ยงการจัดการแก่ครูและนักเรียนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับปี 2561 มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบทเปิดรับสมัครโรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาทั่วทุกภาคเข้าร่วมโครงการ โดยมีเป้าหมายคัดเลือกโรงเรียนที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของโครงการจำนวน 90 โรงเรียน จากโรงเรียนที่สมัครเข้ามาทั้งหมด 200 กว่าโรงเรียน และมีเป้าหมายภายในปี 2564 จะมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนจำนวน  1,000 โรงเรียน

กรมชลฯแจงกรณีอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ถูกปล่อยทิ้งร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305389

กรมชลฯแจงกรณีอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ถูกปล่อยทิ้งร้าง

อุโมงค์ลำพะยัง

กรมชลฯแจงกรณีอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ถูกปล่อยทิ้งร้าง

 

วันที่ 11 ธ.ค. นายทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวว่านายบำรุง คะโยธา อนุกรรมการการมีส่วนร่วมเพื่อการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำคณะเข้าสำรวจพื้นที่บริเวณอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ โดยระบุว่า สภาพพื้นที่ขณะนี้เสมือนถูกปล่อยทิ้งร้าง เส้นทางคมนาคมพังเสียหาย แต่ไม่ได้รับการซ่อมแซมปรับปรุง ขณะที่บริเวณอุโมงค์ลำพะยังภูมิพัฒน์ยังไม่มีการปรับปรุงพัฒนา ทั้งๆ ที่เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้ประโยชน์ทั้งด้านท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ นั้น
กรมชลประทาน ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้ โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในพื้นที่บ.ดงหมู ต.คุ้มเก่า อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เป็นอุโมงค์ที่เชื่อมกับอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ เจาะลอดใต้เขาภูบักดี ใช้ในการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ บ.แก่งนาง ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ประกอบด้วยอุโมงค์ขนาดกว้าง 3 เมตร สูง 3 เมตร ยาว 740 เมตร โดยภายในอุโมงค์มีท่อผันน้ำความยาว 760 เมตร(ท่อช่วงแรกจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.20 เมตร ความยาว 50 เมตร และช่วงที่เหลืออีก 710 เมตร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.80 เมตร) ปลายท่อผันน้ำจะเชื่อมกับถังพักน้ำบริเวณบ.ดงหมู ต.คุ้มเก่า อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ และจากถังพักน้ำจะมีระบบท่อส่งน้ำสายใหญ่และสายซอยรวม 12  สาย ความยาวรวม 33.57 กิโลเมตร เพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 12,000 ไร่ ในเขตจ.กาฬสินธุ์
สำหรับอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ มีความจุ 12 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ชลประทานในเขตจ.มุกดาหาร 1,600 ไร่ ส่งน้ำด้วยระบบท่อส่งน้ำ 2 สาย ความยาวรวม 6.87 กม. ราษฎรได้รับประโยชน์ 500 ครัวเรือน
โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ เริ่มส่งน้ำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ตามปริมาณน้ำต้นทุนและตามความจำเป็น เพื่อเสริมน้ำฝนในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง ซึ่งในฤดูแล้งปี 2560 ได้เริ่มส่งน้ำให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกข้าวโพด ยาสูบ และพืชผักสวนครัว ทั้งนี้ อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ จะส่งน้ำได้เฉลี่ยปีละประมาณ 2.50 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ และอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ สามารถจัดสรรน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานทั้ง 2 พื้นที่ในเขตจ.มุกดาหาร และจ.กาฬสินธุ์ได้ โดยไม่มีปัญหาเรื่องการจัดสรรน้ำแต่อย่างใด
สำหรับทางเข้าหัวงานของโครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ นั้น โครงการชลประทานกาฬสินธุ์ ได้รับงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดปี 2560 เพิ่มเติม จำนวน 12 ล้านบาท เพื่อดำเนินการปรับปรุงถนนจากเดิมเป็นถนน Double Surface เป็นถนน Asphaltic concrete ระยะทาง 5 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติเงินกันเหลื่อมปี ในส่วนของอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ นั้น ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้ที่นักเรียน นักศึกษา เกษตรกร และส่วนราชการต่างๆทั่วประเทศได้เดินทางเข้ามาศึกษาดูงานเป็นประจำทุกปี ปีหนึ่งประมาณกว่า 100 คณะ หรือมากกว่า 5,000 คนต่อปี
สำหรับอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์และระบบส่งน้ำ ทั้ง 12 สาย กรมชลประทาน มีแผนในการดูแลบำรุรักษาเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2560 มีแผนดำเนินการบำรุงรักษา ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป เพื่อให้ระบบท่อส่งน้ำอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ ขอยืนยันว่ากรมชลประทานไม่ได้มีการปล่อยปะละเลยในการบำรุงรักษาอาคารชลประทาน อ่างเก็บน้ำ และระบบชลประทานทั่วประเทศแต่อย่างใด โดยเฉพาะหากพื้นที่ใดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ได้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด

กองทุนสวนยางบ้านดอนหอแจงสมาชิกส่งเสริมกลุ่มสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305237

กองทุนสวนยางบ้านดอนหอแจงสมาชิกส่งเสริมกลุ่มสหกรณ์

สหกรณ์ดอนหอ

กองทุนสวนยางบ้านดอนหอแจงสมาชิกส่งเสริมกลุ่มสหกรณ์

       เมื่อเร็ว ๆ นี้ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ จำกัด ประชุมชี้แจงแนวทางการส่งเสริมกลุ่มสหกรณ์  โดยมีนายอาวุธ โต๊ะสกุล ผู้อำนวยการ การยางแห่งประเทศไทย (สาขาจังหวัดอุดรธานี) เป็นประธาน ซึ่งการประชุมครั้งนี้เพื่อชี้แจง ผลประโยชน์ที่สมาชิกกลุ่มสหกร์ที่จะได้รับประโยชน์ ณ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ จำกัด หมู่ 6 ถนนบ้านผือ – สุวรรณคูหา ต.ข้าวสาร อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี โดยมีนายสมพงษ์ หมั่นมา ประธานกลุ่มสหกรณ์สวนยางฯ พร้อมสมาชิกกลุ่มสหกรณ์ให้การต้อนรับ จัดประชุมชี้แจงแนวทางการส่งเสริมสหกรณ์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงให้ความรู้ความเข้าใจแนวทางการสงเสริมสหกรณ์ รวมทั้งแนวทางการดำเนินงานของ “สหกรณ์สวนยางบ้านดอนหอ” ให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ กฏหมาย คำสั่ง ประกาศ ของนายทะเบียนสหกรณ์ และแก้ไขหรือป้องกันปัญหาข้อบกพร่องของสหกรณ์ และให้ทราบข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะและปัญหาอุปสรรคด้านการสหกรณ์ในพื้นที่ เพื่อประกอบแนวทางการพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ และเจ้าหน้าที่สหกรณ์ สมาชิกกลุ่มสหกรณ์ในพื้นที่ มีผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มากกว่า 300 คน เพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของกลุ่มสมาชิก “สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ จำกัด” ตามแผนงาน โครงการ การดำเนินงานของสหกรณ์ ต้องเป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ สรา้งความเข้มแข็งของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ จำกัด และให้เป็นระเบียบตามข้อกฏหมายต่อไป

กรมชลฯแจงขุดคลองลัดระบายน้ำแม่น้ำตรังยังเดินหน้าตามแผน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305234

กรมชลฯแจงขุดคลองลัดระบายน้ำแม่น้ำตรังยังเดินหน้าตามแผน

กรมชล

กรมชลฯแจงขุดคลองลัดระบายน้ำแม่น้ำตรังยังเดินหน้าตามแผน

 

         นายทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง กรมชลประทาน ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการและออกแบบ ตั้งแต่ปี 2557 แล้วเสร็จปี 2558 ต่อมารัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณให้ดำเนินโครงการก่อสร้างขุดคลองผันน้ำ ในกรอบวงเงิน 1482.5 ล้านบาท เป็นงานจ้างเหมาก่อสร้าง 926 ล้านบาท และงานที่กรมชลประทาน ดำเนินการเองและอื่นๆ รวม 556    ล้านบาท ทั้งนี้ จากผลการประกวดราคาในปี 2559 ผู้รับจ้างบริษัทสยามพันธ์วัฒนาจำกัด (มหาชน) ได้เสนอราคาทำสัญญากับกรมชลประทาน ในวงเงิน 601 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ดำเนินการก่อสร้างในช่วงปลายปี 2559 ถึงเดือนมกราคม 2560 และอีกช่วงเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ก่อสร้าง ส่งผลให้ผู้รับจ้างไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ จำเป็นต้องหยุดงานก่อสร้างเป็นการชั่วคราวในช่วงเวลาดังกล่าว กรมชลประทาน ได้หาแนวทางและเร่งรัดงานก่อสร้างโครงการระบบระบายน้ำแม่ตรัง ให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 ดังนั้น โครงการฯนี้ จึงไม่ได้ถูกรัฐบาล คสช. ตัดงบประมาณโครงการฯ รวมทั้ง ผู้รับจ้างไม่ได้มีการทิ้งงานตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

สำหรับโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง จังหวัดตรัง กรมชลประทาน ได้ดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำตรัง เนื่องจากศักยภาพของแม่น้ำตรัง สามารถรับและระบายน้ำได้สูงสุดเพียง 630 ลบ.ม./วินาที ในขณะที่ปริมาณน้ำท่าที่ไหลผ่านในช่วงฤดูฝนมีปริมาณมากกว่า800 ลบ.ม./วินาที ทำให้เกิดน้ำ     เอ่อล้นตลิ่ง กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อแบ่งรับน้ำจากแม่น้ำตรังออกสู่ทะเลอันดามันให้เร็วที่สุด คือคลองผันน้ำหนองตรุด-คลองช้าง ความยาวคลองทั้งสิ้น 7.550 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่บริเวณบ.หนองตรุด ม.1 ต.หนองตรุด อ.เมือง มาสิ้นสุดที่บ.คลองช้าง ม.4ต.บางรัก อ.เมือง สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมกับดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำหนองตรุด(ต้นคลอง) และประตูระบายน้ำคลองช้าง(ปลายคลอง) เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำในคลองผันน้ำสายใหม่ด้วย

หากโครงการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่แล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต.หนองตรุด ต.โต๊ะหมิง และต.บางรัก อ.เมืองตรัง พื้นที่รวมประมาณ 10,525 ไร่ ได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ในช่วงฤดูแล้ง ยังสามารถเก็บกักน้ำไว้ในคลองได้ประมาณ 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร สนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 3,000 ไร่ และฤดูฝนได้ประมาณ 10,000 ไร่ รวมไปถึงเป็นแหล่งน้ำต้นทุนในการผลักดันการรุกตัวของน้ำเค็มในแม่น้ำตรัง เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ และสนับสนุนน้ำดิบผลิตประปาได้อีกปีละประมาณ 1.74 ล้านลูกบาศก์เมตร

“วิวัฒน์”เปิดงานโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลกปี5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/305219

“วิวัฒน์”เปิดงานโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลกปี5

วิวิัฒน์ ศัลยกำธร, วิวัฒน์

“วิวัฒน์”เปิดงานโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปี 5

            วันที่ 9 ธ.ค. ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานในงานสรุปผลโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปี 5 ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ ว่า โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2556 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก จึงเกิดการร่วมมือกันของ 7 ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคศาสนา และสื่อมวลชน เพื่อรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชนถึงความสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยแนวทางศาสตร์พระราชาทั้งในเรื่องของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้แนวคิดโคก หนอง นา โมเดล ตามลักษณะภูมิสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การแก้ปัญหา หยุดท่วม-หยุดแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน ทั้งมุ่งหวังให้ลุ่มน้ำป่าสักเป็น ‘ต้นแบบ’ ในการจัดการดิน น้ำ ป่า ให้เกิดการขยายผลไปยังลุ่มน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งโครงการฯ ได้ดำเนินงานมาจนถึงปีที่ 5 จากที่มีเป้าหมายรวม 9 ปี เกิดผลสัมฤทธิ์ที่น่าพึงพอใจ สามารถรณรงค์เผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาออกไปตามพลวัตรการขับเคลื่อนของโครงการฯ สร้างคนมีใจ สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง จนสามารถสร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชาในหลายภูมิภาคมากขึ้นเรื่อยๆ จนขณะนี้โครงการฯ สามารถขยายเครือข่ายออกไปถึง 24 ลุ่มน้ำแล้ว เป้าหมายคือ ครอบคลุม 25      ลุ่มน้ำทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันผลักดันต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการหยุดท่วม-หยุดแล้งอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

                  ทั้งนี้ โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และพันธมิตรภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่น้อมนำศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น มาแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน และขยายองค์ความรู้สู่ลุ่มน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี” ผ่านกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนบุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมใน 4 พื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ แปลงเกษตรสาธิต คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ไร่สุขกลางใจ ของ นายสุขะชัย ศุภศิริ ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี พื้นที่ของนายแสวง ศรีธรรมบุตร และพื้นที่เครือข่ายสภาคริสตจักรนาเรียง ต.ตาดทอง อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี และ ศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ(บวร) วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม บ.อมลอง ต.แม่สาบ อ.สะเมิง  จ.เชียงใหม่ ทั้งยังได้นำตัวอย่างผลสำเร็จจาก 4 พื้นที่ มาจัดแสดงณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ พร้อมนำผลิตผลเกษตรอินทรีย์จากเครือข่ายเกษตรกรในโครงการกว่า 40 ราย มาจัดจำหน่ายให้คนเมืองด้วย

ทูตอิสราเอล ปลื้มโครงการตามพระราชประสงค์หุบกระพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304964

ทูตอิสราเอล ปลื้มโครงการตามพระราชประสงค์หุบกระพง

ทูตอิสราเอล ปลื้มโครงการตามพระราชประสงค์หุบกระพงร่วมสานต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคต

พณฯ ดร. เมเอียร์ ชโลโม (H.E. Dr. Meir Shlomo) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และภริยา เดินทางเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการตามพระราชประสงค์ หมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายสมชาย บำรุงทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี  นายอมรศักดิ์ พันธุรักษ์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี และนางสาวอัญชนา แก้วชื่น ผู้อำนวยการศูนย์สาธิตสหกรณ์หุบกะพง ร่วมให้การต้อนรับ
พร้อมกันนี้คณะเจ้าหน้าที่ และเกษตรกรสมาชิกโครงการฯ หุบกะพง ได้ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานของโครงการ ไทย- อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท(หุบกะพง)  ให้กับคณะได้รับทราบ ในโอกาสนี้ ตัวแทนชาวบ้านหุบกะพงได้จัดแสดงนิทรรศการตัวอย่างอาชีพการเกษตร และนำผลผลิต ที่ผลิตได้ในโครงการมาจัดแสดงให้ได้ชม ณ ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันก่อน
สำหรับโครงการ “ไทย – อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท(หุบกะพง)” แห่งนี้ได้ดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่   19 สิงหาคม 2509  และสิ้นสุดวันที่ 18 สิงหาคม 2514  โดยเป็นความร่วมมือในการพัฒนาด้านการเกษตร
การบริหารจัดการน้ำ และเทคโนโลยีการเกษตรในพื้นที่แห้งแล้ง  ที่สามารถขยายผลนำไปสู่การพัฒนาด้านการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้เป็นผลสำเร็จแก่เกษตรกรสมาชิกในพื้นที่โครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกะพง               อาทิเช่น การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง การปลูกพืชสมุนไพร การปลูกป่านศรนารายณ์ การเลี้ยงโคขุน การเลี้ยงแพะ เป็นต้น โดยเกษตรกรสมาชิกโครงการฯ ได้รวมกลุ่มประกอบอาชีพภายใต้สังกัดสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด  สร้างความเข้มแข็ง และยั่งยืนในการประกอบอาชีพของเกษตรกรสมาชิกเป็นออย่างดี ด้วยเป็นการรวมกันผลิต และรวมกันจำหน่าย  ปัจจุบันได้ขยายผลองค์ความรู้ต่างๆ ที่หน่วยงานได้เข้าให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้แก่ประชาชนทั้งชาวไทย และต่างชาติ  ที่เดินทางเข้ามาศึกษาและดูงานภายในโครงการฯ
และเมื่อปี พ.ศ.2550 ที่ผ่านมา ในวโรกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช    ทรงเจริญพระชนพรรษา 80 พรรษา  ด้วยความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนาน  สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย  ได้ร่วมเฉลิมฉลองกับประชาชนชาวไทย โดยได้มอบต้นทับทิม จำนวน 120  ต้น ซึ่งเป็นทับทิมพันธ์อิสราเอล  มาปลูกในพื้นที่ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง อำเภอชะอำ  จังหวัดเพชรบุรี  เมื่อวันที่ มีนาคม 2550 19 ที่ผ่านมา เพื่อทำการศึกษาทดลองพืชพันธุ์ใหม่สำหรับพื้นที่ ปัจจุบันได้มีการนำกิ่งพันธุ์ทับทิมที่ทำการขยายจากต้นพันธุ์เดิมขยายปลูกเพิ่ม เป็นจำนวน  268   ต้น
ดร. เมเอียร์ ชโลโม  เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย กล่าวในระหว่างการเยี่ยมชมโครงการฯ ว่า ตน รู้สึกยินดีที่ได้เดินทางมาเยี่ยมชมโครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี แห่งนี้  และเป็นครั้งแรก  นับเป็นโครงการที่ดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
ซึ่งเป็นโครงการที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่าน ที่สามารถทำให้เป็นจริงได้ และในฐานะของตัวแทนประเทศอิสราเอล  ตนรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของการช่วยดำเนินงานในการสนับสนุนโครงการฯ และเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย- อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท  ให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ทางอิสเอลก็จะสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการอย่างต่อเนื่องต่อไป
ทางด้าน นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า โครงการตามพระราชประสงค์
หุบกระพง นับเป็นโครงการนำร่อง ที่เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการชุมชนด้วยระบบสหกรณ์ ร่วมกับประเทศอิสราเอล เช่นการจัดการที่ดินในพื้นที่หุบกระพง ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช ไม่มีแหล่งน้ำ ประขาชนไม่สามารถใช้ที่ดินเพื่อทำกินได้  การที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมองเห็นถึงความยากลำบากของประชาชน  ทรงช่วยปรับปรุงพื้นที่ทำกินให้เกิดประโยชน์ ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม
แม้กระทั่งคนที่อยู่ในหุบกระพงวันนี้ ก็ยังกราบแผ่นดินที่ตนอาศัยและทำมาหากินทุกวัน  ต่างระลึกถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอ  เหมือนพระองค์ท่านยังไม่ได้จากไปไหน

แต่สิ่งสำคัญที่ประชาชนต่างตระหนักกันเสมอก็คือการสืบสานพระราชดำริ  ที่พระองค์ทรงให้ความเมตตาต่อประชาชน ต่อโครงการหุบกระพง ทุกคนจะทำตามพระราชประสงค์ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้  และจะรักษาและใช้แผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดทุกคนที่เป็นชาวหุบกะพงต่างเข้าใจเป็นอย่างดีว่าวันนี้ลูกหลานได้มีที่อยู่ ที่ทำกินอย่างมั่นคงก็เพราะพระองค์ได้เสด็จมาเห็นและได้พระราชทานที่ดินให้เข้ามาอยู่อาศัยและทำกิน ในพื้นที่
“ผมในฐานะที่เป็นส่วนราชการ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี ในวันนี้ก็ได้เข้ามาดูแลเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดหายไป เช่น ตรงไหนที่ยังไม่ไปสอดคล้องกับระเบียบทั้งหลาย ก็จะให้มีการปรับปรุงแก้ไข สิ่งสำคัญก็คือ เราจะรักษาสิ่งที่ดีๆ ตรงนี้ไว้ จะรักษาความเป็นโครงการพะราชประสงค์ให้อยู่คู่กับประชาชนชาวหุบกะพง  และประเทศไทยสืบไป” นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี กล่าว

“ลักษณ์”เร่งขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304956

“ลักษณ์”เร่งขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ

นายลักษณ์ วจนานวัช, ลักษณ์

“ลักษณ์”เร่งขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารหอพัก 700 ปี สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ว่า ตามที่รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 มีมติให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2564 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงาน และได้เร่งรัดให้ทุกภาคส่วนดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมผ่านคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ระดับภาค 6 ภูมิภาค และคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด
นายลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดประชุมติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของภาคเหนือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน อีกทั้งเป็นการสร้างความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในภาคเหนือ ทั้งในเรื่องการตรวจรับรองมาตรฐานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมธุรกิจเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์และตลาดประชารัฐ ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จึงทำให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิต เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายในการประสานการทำงานที่มีเป้าหมายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
“ปัจจุบันทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญต่อการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะเกษตรกรที่นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดต้นทุนแล้วยังมีผลดีต่อสุขภาพของตนเองด้วย เพราะไม่ต้องใช้สารเคมีในการผลิต นอกจากนี้ หลายภาคส่วนยังมีการเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบตลาด โดยมีโมเดิลเทรดหลายแห่งให้ความสำคัญและยอมรับผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่ใช้วิธีการทำเกษตรอินทรีย์ให้เข้าไปวางจำหน่าย ทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์มีช่องทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น และยังสามารถต่อยอดสู่ตลาดประชารัฐสามัคคีได้อีกด้วย คาดว่าการพัฒนาเกษตรอินทรีย์จะเป็นยุทธศาสตร์ที่จะนำภาคการเกษตรให้มีความก้าวหน้าต่อไป” นายลักษณ์ กล่าว
ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่มีเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์และผ่านการรับรองมาตรฐาน จำนวน 727 ราย พื้นที่ 2,946.20 ไร่ แบ่งเป็น 4 ชนิดสินค้าที่ได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ ข้าว มีเกษตรกร 139 ราย พื้นที่ 1,130.25 ไร่ พืชและไม้ผล มีเกษตรกร 586 ราย พื้นที่ 1,811.95 ไร่ ปศุสัตว์ 1 ราย และประมง 1 ราย

“กฤษฎา” มอบนโยบาย 3 ต.ให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304751

“กฤษฎา” มอบนโยบาย 3 ต.ให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ

มอบนโยบาย, กระทรวงเกษตร, กฤษฎา

“กฤษฎา” มอบนโยบาย “3 ต.ให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ

                วันที่ 5 ธ.ค.นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 2 คน รับผิดชอบคนละ 2 กลุ่มภารกิจ โดยนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีประสบการณ์ด้านการจัดหาเงินทุน จะดูแลเรื่องการวางแผนผลผลิตทางการเกษตร และเรื่องส่งเสริมช่องทางการตลาด ส่วนนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีประสบการณ์ด้านการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ทฤษฎีใหม่ จะดูแลเรื่องขั้นตอนการผลิตสินค้าการเกษตร การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาส่งเสริมให้เกษตรกรน้อมนำเป็นหลักในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิต

นายกฤษฎา กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง ดังนั้น ทุกโครงการที่ดำเนินการจะต้องสามารถจับต้องได้ จึงได้มอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน เรียกว่า “นโยบาย 3 ต.” ได้แก่ ต่อ – เติม – แต่ง โดย “ต่อ” คือ การสานต่อนโยบายเดิมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ดีอยู่แล้ว ให้มีการขยายผลต่อเนื่อง “เติม” คือ การเพิ่มรายละเอียดให้โครงการเดิมที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มจำนวนคน และเพิ่มงบประมาณ เป็นต้น และ “แต่ง” คือ การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในโครงการเดิมที่ไปต่อไม่ได้ หรือควรจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากขึ้น

ทั้งนี้ ในการดำเนินงานจะผนึกกำลังในระดับจังหวัด โดยส่งเสริมการปฏิบัติงานของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ในระดับพื้นที่ ทั้งในระดับอำเภอ และจังหวัด โดยปรับโครงสร้างการทำงานให้สามารถบูรณาการทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ได้มอบนโยบายการทำงานให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ โดยให้ลดขั้นตอนการปฏิบัติทางราชการลง เพื่อให้การทำงานเกิดความคล่องตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเน้นเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ สำหรับเป้าหมายการทำงานในช่วงระยะ 3 เดือนแรก จะดำเนินการใน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.มาตรการใดที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการดูแลช่วยเหลือเกษตรกรทุกกลุ่มแล้วได้ผล ก็จะขยายผลต่อเนื่องให้เพิ่มมากขึ้น และ 2. จะพิจารณาดูว่ามาตรการใดที่ยังมีจุดอ่อนก็จะเร่งปรับปรุงแก้ไข ทั้งนี้ ได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีของทุกกรม เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงานในระยะ 3 เดือนแรก เกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่แล้วให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จะไม่นำยางพาราที่อยู่ในสต๊อกออกมาขายในตลาด แต่จะผลักดันนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่วนราชการต่างๆ ใช้ยางพาราในโครงการต่าง ๆให้เห็นผลเป็นรูปธรรม หากพบข้อติดขัดในการดำเนินการ จะประสานงานกับกระทรวงต่างๆ ให้การดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จะส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชนมีความเข้มแข็ง เนื่องจากสหกรณ์ถือว่าเป็นองค์กรหลักของเกษตรกรและประชาชน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรมาขายได้ ทำให้เกษตรกรอยู่ได้

“เป้าหมายหลักในการเข้ามาทำงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การดูแลเกษตรกรให้มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การทำงานจะคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก เมื่อราชการไปแนะนำให้เกษตรกรปลูกหรือทำอะไรแล้ว พืชที่ไปแนะนำให้เกษตรปลูกต้องขายได้ มีคนซื้อ มีตลาดรองรับ เกษตรกรต้องมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าราคาที่ขายออกสู่ตลาด ทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกษตรกรขาดทุนและไม่เดือดร้อน” นายกฤษฎา กล่าว

ทั้งนี้ ในวันศุกร์ที่ 8 ธ.ค. 60 เวลา 09.00 น. จะมีการประชุมร่วมกันระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นประธาน เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งด้านการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์