รมว.เกษตรฯเปิดงานวันดินโลก ปี 2560 เพื่อน้อมรำลึกในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304749

รมว.เกษตรฯเปิดงานวันดินโลก ปี 2560 เพื่อน้อมรำลึกในหลวงร.9

วันดินโลก

รมว.เกษตรฯเปิดงานวันดินโลก ปี 2560 เพื่อน้อมรำลึกในหลวงร.9

 

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันดินโลก ปี 2560 ภายใต้หัวข้อ “Caring for the Planet Starts from the Ground : รักษ์โลก เริ่มจากรักษ์ดิน สู่ความยั่งยืน” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน กำหนดจัดงานวันดินโลกเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่สืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาทรัพยากรดินและน้ำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ สามารถทำการเกษตรที่สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร และเป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศตามธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งเป็นการจัดงานเฉลิมฉลองวันดินโลกอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 4 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และเชิดชูพระเกียรติยศในฐานะทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งเพื่อสร้างการรับรู้และความตระหนักในความสำคัญของทรัพยากรดินให้สาธารณชนรับทราบ และช่วยกันดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการแสดงนิทรรศการ “ตามรอยพระราชปณิธาน ปราชญ์แห่งดิน”ประกอบด้วย นิทรรศการสหประชาชาติสดุดี นิทรรศการฟื้นฟูปฐพีด้วยพระปรีชาพ่อ นิทรรศการสานต่องานพ่อทำ และนิทรรศการน้อมนำศาสตร์พระราชาสู่ความยั่งยืน นิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การเสวนาวิชาการ การประกวดวาดภาพและสุนทรพจน์ระดับเยาวชน การแข่งขันตอบปัญหา กิจกรรมสาธิตและฝึกปั้นภาชนะจากดิน กิจกรรมนั่งรถพ่วงชมแปลงเกษตรทฤษฏีใหม่ แปลงปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกตามพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 สวนไม้มงคล หลุมดินปัญหา พลับพลาที่ประทับและต้นประดู่ทรงปลูก รวมถึงการออกร้านจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรตลอดการจัดงาน

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอยืนยันเจตนารมณ์จะสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยการน้อมนำพระราชดำรัส ดำเนินตามพระราชกรณียกิจ เพื่อรักษาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินและน้ำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเกษตรของไทย และยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้เกิดความมั่นคงในอาชีพและรายได้ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีเกียรติและมีความสุข ตามพระราชปณิธานของพระองค์สืบไป” นายกฤษฎา กล่าว

ทั้งนี้ สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (IUSS) ได้มีมติเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (The Humanitarian Soil Scientist) แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เป็นพระองค์แรกของโลก เพื่อยกย่องและถวายราชสดุดีพระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์ถึงพระวิสัยทัศน์ และพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร นอกจากนี้ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญที่ 68 มีมติเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 รับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันดินโลก” (World Soil Day) และปี 2558 เป็นปีดินสากล (International Year of Soils2015) มีผลให้วันดินโลกได้รับการบรรจุในปฏิทินปฏิบัติงานขององค์การสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ ปี 2557 เป็นต้นไป

แปลงใหญ่ยกระดับมาตรฐาน สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรสู่เกษตร4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304658

แปลงใหญ่ยกระดับมาตรฐาน สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรสู่เกษตร4.0

แปลงใหญ่

เกษตรแปลงใหญ่ รุกก้าวสู่ปีที่ 3 ยกระดับมาตรฐาน สร้างความเข้มแข็งเกษตรกร สู่เกษตร 4.0

 

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 เป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มบริหารจัดการการผลิต การตลาดร่วมกัน  ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา (ข้อมูล ณ วันที่ 31ตุลาคม 2560) มีแปลงใหญ่รวมทั้งสิ้น 2,535 แปลง พื้นที่ 3.38 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วม 249,106 ราย จำนวน 78 สินค้า ในการนี้ สศก. ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและผู้จัดการแปลง ในพื้นที่ 28 จังหวัด ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2560 จำนวน 1,848  ตัวอย่าง พบว่า แปลงปี 2559 ซึ่งดำเนินการเป็นปีที่ 2 เกษตรกรมีรายได้แล้วจากกลุ่มสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,211 – 1,749 บาทต่อไร่

สำหรับการพัฒนาเกษตรกร พบว่า มีเกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น Smart farmer จำนวน 16,716 ราย เกษตรกรได้รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร 36,865 ราย และแปลงใหญ่ร้อยละ 73 มีการพัฒนาเกษตรกรเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลง ซึ่งเกิดจากการส่งเสริมให้ความรู้จากหน่วยงานในด้านต่างๆ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าปัจจัยการผลิต เช่น ค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย และค่าสารเคมีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรร้อยละ 95 พอใจต่อโครงการ เพราะมีการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแปลงใหม่ที่เริ่มดำเนินการในปี 2560 (แปลงปีที่1) เริ่มเห็นผลแล้วเช่นกัน ซึ่งได้ดำเนินการส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรด้านการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต เช่น ส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิตร่วมกัน การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้พันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร และการจัดทำปุ๋ยอินทรีย์/ชีวภาพ โดยกลุ่มสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,045-1,643 บาทต่อไร่  โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการร้อยละ 83 มีความพึงพอใจต่อโครงการ เพราะทำให้สามารถจัดการปลูกและมีรายได้เพิ่ม รวมทั้งทำให้มีประสิทธิภาพในการรวมกลุ่มเพื่อผลิตและการตลาด

อย่างไรก็ตาม ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2561 ได้มีการกำหนดเป้าหมายแปลงใหญ่รวมจำนวน 4,195 แปลง     โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการบูรณาการในแผนงานและงบประมาณอย่างเข้มข้น เน้นพัฒนาตามแปลงที่เริ่มดำเนินการ เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด แปลงปี 2559 (แปลงปีที่ 3) เน้นพัฒนาเพื่อยกระดับความเข้มแข็ง บริหารครบวงจร  แปลงปี 2560 (แปลงปีที่ 2) เน้น พัฒนาผู้จัดการแปลง ลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน  สุดท้ายแปลงใหม่ปี 2561 (แปลงปีที่ 1) เน้น การรวมแปลง และจัดทำแผนรายบุคคล

ทั้งนี้ ปี 2561 กำหนดให้เป็นปีแห่งการยกระดับคน การบริหารจัดการ มาตรฐานสินค้าเกษตร สู่เกษตร 4.0 การดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ดังกล่าว มุ่งเน้นให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) และเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้บริหารจัดการ การน้อมนำศาสตร์พระราชา ทฤษฎีใหม่ สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เกษตรกร ซึ่งการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติงานในปี 2561  จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการเกษตรเร่งเครื่องสู่เกษตร 4.0 อย่างต่อเนื่องในปี 2560-2564 ตามแผนขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve เกษตรกรนำเทคโนโลยีนวัตกรรม  สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี พ.ศ. 2560-2579) และแผนพัฒนาการเกษตร ระยะ 5 ปี  (พ.ศ. 2560-2564) เพื่อมุ่งเป้าหมายเพิ่มรายได้ของเกษตรกรถึง 390,000 บาท/คน/ปี เป็น Smart Farmer  และ GDP ภาคเกษตรต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี ตาม Roadmap  ที่กำหนดไว้ซึ่งการดำเนินงานกับภาคส่วนแบบประชารัฐที่จะทำให้ภาคเกษตรไทยเกิดการพัฒนาไปสู่เป้าหมายสุดท้าย คือ เกษตรกรมั่นคง ภาคเกษตรมั่งคั่ง และทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน ในปี 2579

คาราวานส้มสีทอง GI น่าน สู่ห้างสรรพสินค้า TOP SUPERMARKET

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304630

คาราวานส้มสีทอง GI น่าน สู่ห้างสรรพสินค้า TOP SUPERMARKET

คาราวานส้มสีทอง GI น่าน สู่ห้างสรรพสินค้า TOP Supermarket

          เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก) ร่วมกับ หน่วยงานภาคีต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน  จัดแถลงข่าวส้มสีทอง GI น่าน และ Kick  off คาราวานส้มสีทอง GI น่าน สู่ห้างสรรพสินค้า TOP Supermarket   เพื่อประชาสัมพันธ์การผลิตส้มสีทองแบบปลอดภัยที่ผ่านการรับรองแบบ GI และเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรให้แก่เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ  กลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยใช้หลักการการมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน  สนับสนุนการเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัย  การบริโภคสินค้าปลอดภัย รองรับการตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  โดย นายไพศาล  วิมลรัตน์  ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธี  พร้อมทั้งมอบใบรับรองผ่านการตรวจวิเคราะห์เป็นสินค้าปลอดภัยให้แก่เกษตรกร   ณ  สวนส้มนายประเสริฐ  วิทา  ตำบลทุ่งช้าง  อำเภอทุ่งช้าง  จังหวัดน่าน
นายสมยศ  ภิราญคำ  รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร  เปิดเผยว่า หลังจากที่ นางสาวอธิภัทร  ก้อวงค์  หัวหน้าสำนักงาน กฟก.สาขาจังหวัดน่าน ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 28  มีนาคม  2560  ที่ผ่านมา ได้เร่งดำเนินกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานภาคีในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่สากลต้นแบบอย่างครบวงจร  และได้นำกลุ่มเกษตรกรบ้านน้ำเลียง  อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน  เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งกฟก. ได้ให้งบประมาณสนับสนุนในปี 2559  เพื่อทำกิจกรรมการปลูกส้มสีทองน่าน  ซึ่งเป็นผลผลิตบ่งชี้ภูมิศาสตร์ GIที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ด้วยสภาพภูมิอากาศของจังหวัดน่านที่เอื้อต่อการปลูกจนได้ส้มที่มีจุดเด่นผิวเปลือกสีเหลืองทอง เปลือกบาง เนื้อมีเส้นใยน้อย ไม่ฉ่ำน้ำ รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย  เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค   เพื่อเป็นการยกระดับส้มสีทองให้ได้มาตรฐานโดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท  ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือแล็บประชารัฐ ในการตรวจผลผลิตจนได้รับมาตรฐานรับรองความปลอดภัย  ด้วยการสานพลังประชารัฐ บริษัท  เซ็นทรัล  ฟู้ดรีเทล  จำกัดและกรมทรัพย์สินทางปัญญาผลักดันให้ส้มสีทองน่านวางจำหน่ายที่  ท็อป ซูเปอร์มาร์เกต  เพื่อช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม  และกระจายรายได้สู่เกษตรกรในท้องถิ่น นายสมยศกล่าว

น้ำท่วมภาคใต้ หลายพื้นที่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304624

น้ำท่วมภาคใต้ หลายพื้นที่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

4k8.9h, ohemj;

น้ำท่วมภาคใต้ หลายพื้นที่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

 

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณชายฝั่งประเทศมาเลเซีย ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำหลายจังหวัดได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สรุปสถานการณ์และการช่วยเหลือของกรมชลประทาน ได้ดังนี้

จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระดับน้ำในแม่น้ำตาปี บริเวณสถานีวัดน้ำ X-37A บ.ย่านดินแดง อ.พระแสง ยังคงมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งประมาณ 55 เซนติเมตร และที่บ.เคียนซา อ.เคียนซา มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งประมาณ 12 เซนติเมตร ส่วนในพื้นที่อื่นๆ มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง กระจายทั่วทั้งจังหวัด โครงการชลประทานสุราษฎร์ธานี ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 3 เครื่อง และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 4 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำคลองท่าโพธิ์ และประตูระบายน้ำคลองไชยา พร้อมกับนำรถแบ็คโฮดำเนินการกำจัดเศษขยะและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำให้ไหลลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายภายใน 2-3 วัน หากไม่มีฝนตกเพิ่มในพื้นที่

จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 11 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.ลานสกา อ.ร่อนพิบูลย์        อ.ทุ่งสง อ.นาบอน อ.ชะอวด อ.เชียรใหญ่ อ.หัวไทร อ.ทุ่งใหญ่ อ.พระพรหม และ อ.ปากพนัง กรมชลประทาน        ได้เดินเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่และเครืองผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำสายหลักอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน (4 ธ.ค.60) สถานการณ์เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ระดับน้ำในคลองท่าดีที่สถานีวัดน้ำ X.200  อ.ลานสกา ซึ่งเป็นต้นน้ำคลองท่าดี ยังต่ำกว่าตลิ่ง 1.63 เมตร ส่วนพื้นที่ตอนล่างบริเวณสถานีวัดน้ำ X.203 อ.เมืองนครศรีธรรมราช ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 42 เซนติเมตร แนวโน้มระดับน้ำในคลองท่าดีเพิ่มขึ้นสลับลดลงตามจังหวะปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ ในส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังได้เร่งระบายน้ำผ่านคลองชะอวด-แพรกเมือง โดยประตูระบายน้ำคลองชะอวด-แพรกเมือง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำที่ยังคงมีน้ำท่วมขัง สรุปการสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ในเขต จ.นครศรีธรรมราช กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 51 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำอีก 26 เครื่อง เพื่อสูบและระบายน้ำออกจากพื้นที่ต่างๆให้เร็วที่สุด

จังหวัดตรัง ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.นาโยง อ.เมือง อ.วังวิเศษ และอ.กันตัง ระดับน้ำในแม่น้ำตรัง ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนที่บริเวณสถานีวัดน้ำ X.234 บ.ป่าหมาก อ.เมือง มีน้ำล้นตลิ่ง 50 เซนติเมตร แนวโน้มลดลง สำหรับกรณีที่เกิดคันกั้นน้ำแม่น้ำตรังที่ขาด 2 จุด บริเวณ ต.บางรัก อ.เมืองตรัง 1 จุด และอีกจุดบริเวณ ต.หนองตรุด อ.เมืองตรัง นั้น ปริมาณน้ำได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตต.บางรัก ต.ควนปริง   อ.เมืองตรัง ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลอันดามัน  โครงการชลประทานตรัง ได้เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ จำนวน 4 เครื่อง เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำตรังลดลงต่ำกว่าตลิ่งจะดำเนินการสูบน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำต่อไป

จังหวัดพัทลุง  ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนราษฎร 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง           อ.ศรีนครินทร์ อ.ศรีบรรพต และอ.ควนขนุน แนวโน้มระดับน้ำเริ่มลดลง กรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานพัทลุง ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง อีก 10 เครื่องติดตั้งในเขตเทศบาลตำบลพนางตุง อ.ควนขนุน และยังมีเครื่องผลักดันน้ำอีก 10 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด

จังหวัดสงขลา ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ 28 อำเภอ แม้ว่าปัจจุบันปริมาณฝนจะลดน้อยลงแล้ง แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง กรมชลประทาน  ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำตามจุดต่างๆ รวม 33 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำอีก 16 เครื่อง เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังให้เร็วที่สุด แนวโน้มสถานการณ์น้ำเริ่มลดลง หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่ม คาดว่าสถานการณ์น้ำจะคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 4 วัน

ในส่วนของพื้นที่อ.หาดใหญ่ ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาบริเวณสถานีวัดน้ำ X.90 บ.บางศาลา อ.คลองหอยโข่ง ที่อยู่ทางตอนบน ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 1.12 เมตร แนวโน้มลดลง ทั้งนี้ หากปริมาณน้ำในคลองอู่ตะเภามีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ 1,000 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทาน จะใช้คลองระบายน้ำ ร.1 แบ่งรับน้ำเพื่อลดปริมาณน้ำในคลองอู่ตะเภาที่จะไหลผ่านลงสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ ได้กว่า 815 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะเร่งระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลาต่อไป สำหรับการเตรียมความพร้อมการช่วยเหลือ กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 56 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำอีก 16 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่หากเกิดน้ำท่วมขัง

จังหวัดสตูล ปริมาณฝนลดน้อยลงแล้ว ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ส่วนใหญ่คลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติทุกพื้นที่แล้ว โครงการชลประทานสตูล ได้เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ 4 เครื่อง      ไว้รองรับหากเกิดฝนตกหนักลงมาอีกในระยะนี้

จังหวัดปัตตานี  ปริมาณฝนลดน้อยลง ยังคงมีพื้นที่ 7 อำเภอได้รับผลกระทบน้ำท่วมขัง ได้แก่ อ.หนองจิก อ.ยะรัง   อ.สายบุรี อ.โคกโพธิ์ อ.ไม้แก่น อ.ปะนาเระ และอ.เมืองปัตตานี  ระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานี ที่สถานีวัดน้ำ X.10A บริเวณสะพานเดชานุชิต อ.เมือง สูงกว่าตลิ่ง 2 เซนติเมตร แนวโน้มระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานีลดลง หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม

จังหวัดยะลา ปริมาณฝนตกลดลง ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย แต่ยังคงมีพื้นที่ลุ่มต่ำ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.รามัน และอ.ยะหา ที่มีน้ำล้นตลิ่งและท่วมขัง ระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานีบริเวณสถานีวัดน้ำ X.40A อ.เมืองยะลา ต่ำกว่าตลิ่ง 2.20 เมตร แนวโน้มลดลง ส่วนที่สถานีวัดน้ำ X.40B อ.เมืองยะลา ระดับน้ำได้ลดต่ำกว่าตลิ่งแล้ว 14 เซนติเมตร แนวโน้มลดลงเช่นกัน กรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานยะลา ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง บริเวณฟาร์มตัวอย่างวังพญาท่าธง อ.รามัน เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำหากเกิดน้ำท่วมขังแล้ว

จังหวัดนราธิวาส  ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 9 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.จะแนะ อ.ยี่งอ             อ.บาเจาะ อ.สุคิริน อ.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงปาดี และอ.แว้ง ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลกที่สถานีวัดน้ำ X.119A บริเวณสะพานลันตู ในเขตเทศบาลเมือง สุไหงโก-ลก สูงกว่าตลิ่ง 1.47 เมตร มีแนวโน้มลดลง คาดว่าจะต่ำกว่าตลิ่งภายใน 1-2 วันนี้ กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 12เครื่องตามจุดต่างๆ เพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่ท่วมขังผ่านคลองระบายน้ำต่างๆ 19 สาย เพื่อให้ไหลลงสู่ทะเลให้เร็วขึ้นต่อไปแล้ว

สหกรณ์เร่งสำรวจความเสียหายจังหวัดที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304537

สหกรณ์เร่งสำรวจความเสียหายจังหวัดที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

สหกรณ์

สหกรณ์เร่งสำรวจความเสียหายจังหวัดที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

              นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าขณะนี้มีหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้กำลังประสบกับอุทกภัย ทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ บางแห่งน้ำท่วมสูงถึงระดับ 100 เซนติเมตร ส่งผลทำให้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรเสียหาย กรมฯจึงได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดส่งเจ้าหน้าที่ลงไป  เยี่ยมเยียนชาวบ้านและสำรวจความเสียหายจากผลกระทบของเหตุการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ว่ามีสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ของแต่ละจังหวัดประสบความเดือดร้อนอยู่จำนวนเท่าไหร่ มีพื้นที่การเกษตรของสมาชิกสหกรณ์เสียหายจำนวนมากน้อยเพียงใด และความต้องการให้เข้าไปช่วยเหลือในเรื่องใดบ้าง เพื่อทางกรมฯจะได้จัดส่งความช่วยเหลือไปให้สมาชิกสหกรณ์ที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน โดยให้แจ้งข้อมูลกลับมายังส่วนกลางภายในวันที่ 6 ธันวาคม นี้

เบื้องต้นได้ระดมความช่วยเหลือทั้งการรับบริจาคเงิน สิ่งของ ข้าวสาร น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ จากเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดอื่น ๆ เพื่อนำมาจัดทำถุงยังชีพส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนและสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ภาคใต้ โดยในวันที่ 5 ธันวาคม จะมีการจัดส่งข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัมให้จังหวัดละ 3 ตัน และเตรียมสนับสนุนงบประมาณให้จังหวัดไปจัดทำข้าวกล่องและซื้อสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นบรรจุลงถุงยังชีพไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อยู่ห่างไกลและ              ไม่สามารถเดินทางออกมาภายนอกพื้นที่ได้  พร้อมทั้งมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อเป็นผู้ประสานงานความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ  แก่สหกรณ์ที่ประสบความเดือดร้อน นอกจากนี้ทางนิคมสหกรณ์ปิเหล็ง                 จังหวัดนราธิวาส  ได้ใช้อาคารส่วนหนึ่งไว้เก็บสต๊อกหญ้าแห้ง โดยจะร่วมกับนายอำเภอและปศุสัตว์อำเภอแจกจ่ายหญ้าแห้งให้แก่เกษตรกรในพื้นที่นำไปเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ต่อไป

ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ผู้ประสบอุทกภัยไว้ 3 มาตรการ ได้แก่มาตรการเร่งด่วน จะจัดหาเครื่องอุปโภค บริโภคเพื่อแจกจ่ายให้สมาชิกสหกรณ์และประชาชนที่อยู่ห่างไกล โดยมอบให้ผู้นำชุมชนเป็น           ผู้ประสานส่งมอบถุงยังชีพให้ถึงมือผู้เดือดร้อน และจัดหาที่พักพิงสำหรับผู้ที่ไม่สามารถพักอาศัยที่บ้านได้ โดยเน้นการให้            ความช่วยเหลือในสมาชิกสหกรณ์ก่อนในเบื้องต้น สำหรับมาตรการหลังน้ำลด ได้เตรียมหน่วยเคลื่อนที่ไปช่วยเหลือซ่อมแซมบำรุงรักษาเครื่องจักรกล เครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรและของใช้ที่ชำรุดจากอุทกภัย

พร้อมทั้งจัดหาเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมไปลงทุนประกอบอาชีพที่สร้างรายได้ระหว่างรอให้พื้นที่การเกษตรสามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติจนสามารถกลับไปประกอบอาชีพหลักได้ และยังมีมาตรการระยะยาว โดยจะสำรวจผลกระทบจากอุทกภัย กรณีพื้นที่ทำกินของสมาชิกสหกรณ์เสียหาย ส่งผลให้ขาดรายได้ส่งชำระหนี้เงินกู้คืนให้แก่เกษตรกร ทางกรมฯจะนำเสนอมาตรการพักชำระหนี้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ โดยของบประมาณจากรัฐบาลจ่ายชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ต่อไป

วช.คว้ารางวัลนวัตกรรมดีเด่น GRAND PRIZE ที่เกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304529

วช.คว้ารางวัลนวัตกรรมดีเด่น GRAND PRIZE ที่เกาหลี

วช.คว้ารางวัลนวัตกรรมดีเด่น Grand Prize ที่เกาหลี

              สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยนำผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดและนำเสนอผลงานในเวที “Seoul International Invention Fair (SIIF 2017) ระหว่างวันที 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2560 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผลงานของนักวิจัย/ นักประดิษฐ์ไทยเข้าร่วมประกวด จำนวน 101 ผลงาน จาก 20 หน่วยงาน

และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยสามารถคว้ารางวัล Grand Prize ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงาน ได้ถึง 2 รางวัลจากผลงานเรื่อง “Fresh2Joy” ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผลงานเรื่อง”ไม้เท้าพยุงเดินปรับระดับอัตโนมัติ (Able walker : Automatic Balanced Level Easy Walker” ของรร.สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนอกจากนี้ ยังมีผลงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยได้รับรางวัลเหรียญทองจำนวน  56 ผลงาน เหรียญเงิน จำนวน  18 ผลงาน และ เหรียญทองแดง จำนวน 23 ผลงาน และรางวัล Special Prize จากประเทศต่างๆกว่า 20 ผลงาน

วช. ร่วมกับ ม.กรุงเทพ ผลักดัน “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304528

วช. ร่วมกับ ม.กรุงเทพ ผลักดัน “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

วช. ร่วมกับ ม.กรุงเทพ ผลักดัน “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดการสัมมนาเผยแพร่ผลงานโครงการวิจัยครัวไทยสู่ตลาดโลก เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยพร้อมผลักดันขยายผลงานวิจัยไปสู่ผู้ใช้ประโยชน์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมี นางนิตยา พุทธโกษา ผู้อำนวยการกองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย วช. เป็นประธานเปิดงาน และรองศาสตราจารย์ ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการแผนบริหารจัดการโครงการวิจัยครัวไทยสู่ตลาดโลก กล่าวรายงาน
นางนิตยา พุทธโกษา ผู้อำนวยการกองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย วช. กล่าวว่า
รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องการส่งออกอาหารไทย โดยได้กำหนดให้มีนโยบายกระตุ้นอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ซึ่งเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง โดยคาดหมายประมาณการมูลค่าการส่งออกในสิ้นปี 2560 อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตามการจะก้าวสู่การเป็นครัวของโลกได้ จำเป็นต้องมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องด้านอาหาร และการแก้ปัญหาเรื่องรสชาติที่ผิดเพี้ยนของอาหารไทยในต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทำให้การรับรู้รสชาติของอาหารไทยแท้ดั้งเดิม ผิดเพี้ยนไป

ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดของวัตถุดิบที่เป็นพืชและสมุนไพรไทยไม่สามารถส่งออกอันเนื่องมาจากปัญหาสารตกค้าง ราคาสูง ไม่สามารถหาซื้อได้อย่างกว้างขวางในต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยจำเป็นต้องประยุกต์ใช้วัตถุดิบทดแทนจากแหล่งอื่นที่มีความใกล้เคียงกัน ซึ่งให้รสชาติ กลิ่น และสีแตกต่างออกไป อีกทั้งการจ้างพ่อครัวหรือแม่ครัวที่เป็นคนต่างชาติที่ขาดทักษะในการประกอบอาหารไทยและไม่เคยลิ้มรสชาติแท้ของอาหารไทย ย่อมส่งผลต่อ ความอร่อย และความกลมกล่อม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย การจะผลักดันส่งเสริมให้อาหารไทยได้รับการกล่าวขานในเรื่องความอร่อย รสชาติกลมกล่อม มีคุณค่าทางโภชนาการ และสุขภาพ
จากการใช้วัตถุดิบที่เป็นองค์ประกอบหลักของพืชผักสมุนไพร ประกอบกับภูมิปัญญาดั้งเดิมซึ่งมีทั้งศาสตร์และศิลป์ ตั้งแต่ส่วนประกอบของตำรับที่ถูกต้อง เทคนิคการปรุง รวมถึงการรับประทาน ที่บรรพบุรุษได้ถ่ายทอดใว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้นำมาปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ควรจะได้มีการหาวิธีการเพื่อสร้างมาตรฐานด้านรสชาติแท้ดั้งเดิม พร้อมถ่ายทอดคุณค่าเชิงสุขภาพของอาหารไทยและวิธีการปรุงที่ไม่ยุ่งยากสำหรับทุกคนและทุกชาติ  ภายใต้แนวคิดปรุงที่ไหนต้องมีรสชาติเดียวกันพร้อมข้อมูลคุณค่าเชิงสุขภาพ จะเป็นการเพิ่มมูลค่าแก่อาหารไทยตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่วัตถุดิบ เครื่องปรุงรส ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปของไทย และการบริการในภัตตาคารร้านอาหารไทย จะทำให้ประเทศไทยสามารถขยายความเป็นครัวของโลกได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ วช. ได้เล็งเห็นความสำคัญ จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยภายใต้แผนงานวิจัยครัวไทยสู่ตลาดโลกแก่ ม.กรุงเทพ
โดยคาดหวังว่าปัญหาดังที่กล่าวมาจะได้รับการแก้ไขด้วยการวิจัย
นอกจากนี้ ภายในงานมีพิธีลงนามสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยี ระว่าง วช. กับ บริษัท แม่ศรีและบริษัท รสนาง ซึ่งเป็นผลงานวิจัยโครงการอาหารไทย ฮาลาล ที่เป็นสูตรผลิตภัณฑ์แป้งขนมกล้วย และการลงนามความร่วมมือ ระหว่าง วช. กับ โรงเรียนระดับประถมศึกษาจังหวัดนครนายก จำนวน 7 โรงเรียน เพื่อขยายผลโครงการอาหารกลางวันนักเรียนประถม หลังจากพิธีลงนามความร่วมมือแล้ว ได้มีการบรรยายพิเศษเรื่อง “อาหารไทย : เพิ่มมูลค่าอย่างไรให้ก้าวไกลไปทั่วโลก” โดย คุณนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ ประธานกรรมการบริษัท บลู เอเลเฟ่นท์ จำกัด (มหาชน)

กรมชลฯ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำท่วมขังภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304302

กรมชลฯ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำท่วมขังภาคใต้

กรมชลประทาน

กรมชลฯ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังภาคใต้

 

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ฝนที่ตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำหลายจังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส สรุปได้ดังนี้

จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปริมาณฝนสูงสุด วัดได้ที่ อบต.น้ำพุ อ.บ้านนาสาร 154 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ 4 อำเภอได้แก่ อ.เมือง อ.บ้านนาสาร อ.พระแสง และอ.กาญจนดิษฐ์ ปัจจุบันยังคงมีฝนตกในพื้นที่ และระดับน้ำในแม่น้ำตาปียังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณตัวเมืองสุราษฎร์ธานี เริ่มมีน้ำท่วมขังเนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานสุราษฎร์ธานี ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 2 เครื่อง และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 4 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำคลองท่าโพธิ์ และประตูระบายน้ำคลองไชยา พร้อมกับนำรถแบ็คโฮช่วยกำจัดเศษขยะและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำให้ไหลลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

จังหวัดนครศรีธรรมราช ปริมาณฝนสูงสุด วัดได้ที่อ.ปากพนัง 174 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 7 อำเภอ ได้แก่ อ.หัวไทร อ.ฉวาง อ.สิชล อ.ท่าศาลา อ.เชียรใหญ่ อ.พระพรหม และอ.ทุ่งสง ปัจจุบันได้เร่งเดินเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำสายหลัก ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ จำนวน 46 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำอีก 18 เครื่อง ที่พร้อมจะสูบและระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่ม คาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 4 – 5 วัน

จังหวัดสงขลา ปริมาณฝนสูงสุด วัดได้ที่ อบต.คลองแดน อ.ระโนด 131 มิลลิเมตร และยังเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดสงขลา ส่งผลให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชนในเขตพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตคาบสมุทรสทิงพระ 10 อำเภอ ได้แก่ อ.สะบ้าย้อย อ.นาทวี อ.จะนะ อ.เทพา อ.รัติภูมิ อ.ควนเนียง อ.ระโนด อ.กระแสสินธุ์ อ.สทิงพระ และ อ.สิงหนคร ปัจจุบันยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำต่างๆเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะคลองอู่ตะเภา ที่ไหลผ่านตัวเมืองหาดใหญ่ ระดับน้ำที่สถานี X.90 บ.บางศาลา อ.คลองหอยโข่ง แนวโน้มระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้น กรมชลประทานจะใช้คลอง ร.1 ช่วยลดปริมาณน้ำในคลองอู่ตะเภาที่จะไหลผ่านลงสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ ได้กว่า 815 ลบ.ม./วินาที ระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลาต่อไป สำหรับการเตรียมความพร้อมการช่วยเหลือ กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 56 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำอีก 16 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังให้เร็วที่สุด

จังหวัดพัทลุง  วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ที่ เทศบาลตำบลเขาชัยสน อ.เขาชัยสน 122 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำจากเทือกเขาบรรทัด ประกอบกับปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนราษฎร มีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.ศรีนครินทร์ อ.ศรีบรรพต และอ.ควนขนุน กรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานพัทลุง ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง อีก 10 เครื่องติดตั้งในเขตเทศบาล ต.พนางตุง อ.ควนขนุน และยังมีเครื่องผลักดันน้ำอีก 10 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด

จังหวัดสตูล ปริมาณฝนสูงสุดวัดได้ที่ อ.ละงู 118.5 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ไก้แก่ อ.เมือง  อ.ควนโดน และอ.ละงู ระดับน้ำในคลองละงูบริเวณสถานีวัดน้ำ X.231A อ.เมือง ต่ำกว่าตลิ่ง 75 เซนติเมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนที่คลองดุสน ระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำ X.239 อ.เมือง ต่ำกว่าตลิ่ง 18 เซนติเมตร แนวโน้มลดลง

จังหวัดยะลา ฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดยะลา ในช่วงวันที่ 25 – 26 พ.ย. 60 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำล้นตลิ่ง แม่น้ำปัตตานี เข้าท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ไก้แก่ อ.เมือง อ.ยะหา อ.บันนังสตา อ.กรงปินัง และอ.รามัน ระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานีบริเวณสถานีวัดน้ำ X.40A อ.เมืองยะลา ต่ำกว่าตลิ่ง 1.34 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนที่สถานีวัดน้ำ X.40B อ.เมืองยะลา ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 46 เซนติเมตร กรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานยะลา ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 1 เครื่อง บริเวณฟาร์มตัวอย่างวังพญาท่าธง อ.รามัน เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำหากเกิดน้ำท่วมขังแล้ว

จังหวัดปัตตานี  ปริมาณฝนสูงสุดวัดได้ที่อ.ทุ่งยางแดง 108 มิลลิเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานีเพิ่มสูงขึ้น และมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งบริเวณบ้านท่าสาป อ.เมืองยะลา สูงกว่าตลิ่งประมาณ 1.08 เมตร ส่วนบริเวณด้านท้ายเขื่อนปัตตานี อ.ยะรัง ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 0.59 เมตร และที่บ้านบริดอ อ.เมืองปัตตานี ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 1.08 เมตร แนวโน้มระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานียังคงเพิ่มสูงขึ้น หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม คาดว่าระดับน้ำจะลดลงต่ำกว่าตลิ่งภายใน 2 – 3 วันนี้

จังหวัดนราธิวาส ปริมาณฝนสูงสุดวัดได้ที่ศูนย์การศึกษาพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ 114 มิลลิเมตร มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 6 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.ยี่งอ อ.บาเจาะ อ.สุคิริน อ.สุไหงโก-ลก และ อ.แว้ง กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 6 เครื่องตามจุดต่างๆ เพื่อเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังให้ไหลลงสู่ทะเลให้เร็วขึ้นต่อไปแล้ว

กยท.ผนึกกฟผ.จัดหาเศษไม้ยางพารา-ไม้โตเร็วทำเชื้อเพลิงไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304298

กยท.ผนึกกฟผ.จัดหาเศษไม้ยางพารา-ไม้โตเร็วทำเชื้อเพลิงไฟฟ้า

กยท.ผนึกกฟผ.

กยท.ผนึกกฟผ.จัดหาเศษไม้ยางพารา-ไม้โตเร็วทำเชื้อเพลิงไฟฟ้า

            วันที่ 1 ธันวาคม 2560 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการจัดหาวัตถุดิบจากเศษไม้ยางพาราและส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. หวังเพิ่มทางเลือกพลังงาน และสร้างรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง
นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เปิดเผยถึง การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ครั้งนี้ว่า กยท. ตระหนักและให้ความสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราอย่างครบวงจร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง

ฉะนั้น การร่วมมือระหว่าง กยท. และ กฟผ. ในการจัดหาวัตถุดิบจากเศษไม้ยางพาราในสวนปลูกแทนและในพื้นที่ของเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. เพื่อนำวัตถุดิบเหล่านี้ใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แก่โรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. ซึ่งเป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้นจากการขายไม้ยางพารา รวมทั้ง สนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางปลูกไม้โตเร็ว 5 ชนิด ได้แก่ กระถินเทพณรงค์ กระถินเทพา กระถินยักษ์ สนประดิพัทธ์ และยูคาลิปตัส ควบคู่ไปกับการทำสวนยาง

โดยคำนึงถึงความหลากหลายทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะการปลูกไม้โตเร็ว สามารถนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงก้อนพลังงานอัดเม็ดหรือ Wood Pellet ป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวล ขณะนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดผู้รับซื้อเป็นจำนวนมาก จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงที่ไม่สามารถเก็บน้ำยางได้ ตลอดจนในช่วงที่ราคายางมีความผันผวน โครงการนี้ เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตวัตถุดิบ สามารถบริหารจัดการพื้นที่ของตนเองให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจแบบผสมผสาน ที่จะช่วยสร้างรายได้แบบหมุนเวียน
นายธีรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรชาวสวนยางที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับพันธุ์กล้าไม้โตเร็วทั้ง 5 ชนิดได้รับการสนับสนุนจาก กฟผ. และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในส่วนของ กยท. จะดำเนินการจัดหากลุ่มเป้าหมาย เพื่อเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปีเกษตรกรจะสามารถตัดโค่น และขายไม้ให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. ได้ ซึ่งเบื้องต้นจะนำร่องรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ในจังหวัดบึงกาฬเป็นแห่งแรก พื้นที่จำนวนทั้งสิ้น 6,500 ไร่ และจะขยายโครงการไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ
“โรงไฟฟ้าชีวมวล นอกจากจะเป็นพลังงานทดแทนแล้วยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และครอบครัว เพราะปัจจุบันตลาดมีความต้องการใช้ไม้ยางพารา และไม้ชนิดอื่นๆ สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมพลังงาน การปลูกไม้โตเร็วนั้นไม่ยาก สามารถปลูกได้พร้อมๆ กับปลูกยางพารา และสามารถตัดขายได้ ในช่วงระหว่างรอการเปิดกรีด” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย
นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่ภาครัฐมีนโยบายปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้สูงขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว พ.ศ. 2558 – 2579 (Thailand Integrated Energy Blueprint : TIEB) นั้น ได้กำหนดให้มีการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลจากพื้นที่ที่มีศักยภาพ

ขณะเดียวกัน กฟผ. ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โครงการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงชีวมวล โดยเฉพาะไม้ยางพารา ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มีปริมาณมากในประเทศไทย และเศษวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปไม้ยางพารา ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ประกอบกับ กยท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่รับผิดชอบในการดูแลบริหารจัดการยางพาราในประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร จึงเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ มีเจตนาร่วมกันที่จะจัดทำโครงการจัดหาวัตถุดิบจากเศษไม้ยางพาราและส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แก่โรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“ทั้งสององค์กรจะร่วมกันจัดหาวัตถุดิบจากเศษไม้ยางพารา เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แก่โรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. ส่งเสริมและพัฒนาการปลูกไม้โตเร็ว จัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ปลูกไม้ยางพารา และร่วมกันหาแนวทางในการเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้น ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ในพื้นที่เป้าหมายของโครงการ” นายสหรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

“อนันตพร”เปิดงานคนพิการสากล ปี2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304293

“อนันตพร”เปิดงานคนพิการสากล ปี2560

รมว.พม.คนใหม่ประเดิมงานแรก เปิดงานคนพิการสากล ปี2560 เปลี่ยนผานสูสังคมที่ยั่งยืน

              วันนี้ (1ธ.ค. 60) เวลา 13.30 น. พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน รัฐมนตรีวาการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย เปนประธานในพิธีเปดงานวันคนพิการสากล ประจําป 2560 ภายใตประเด็นหลัก “การเปลี่ยนผานสูสังคม ที่ยั่งยืนสําหรับทุกคน” และงานมหกรรมอารยสถาปตยและนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 2 (Thailand Friendly Design Expo 2017) พรอมมอบโลประกาศเกียรติคุณแกคนพิการตนแบบ หนวยงานและองคกรที่ใหการสนับสนุนงานคนพิการดีเดน สถานที่ดีเดนที่เอื้อตอคนพิการ และการมอบปายประกาศเกียรติคุณองคกรสงเสริมอารยสถาปตยแหงป รวมทั้งสิ้น 189 รางวัล โดยมีคณะผูบริหารกระทรวง พม.  ผูแทนกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม สมาคมสภาคนพิการทุกประเภท แหงประเทศไทย และหนวยงานที่เกี่ยวของ เขารวมงานจํานวนกวา 1,000 คน ที่ Hall 1-2 ศูนยแสดงสินคาและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

พล.อ.อนันตพร กลาววา องคการสหประชาชาติ ไดประกาศใหวันที่ 3 ธันวาคมของทุกป เปน “วันคนพิการสากล” เพื่อรําลึกถึงวันที่ 3ธันวาคม 2525 ที่สมัชชาใหญแหงองคการสหประชาชาติรับรองแผนปฏิบัติการโลก วาดวยเรื่องคนพิการ โดยสนับสนุนใหประเทศตางๆ เฉลิมฉลองวันคนพิการสากล เพื่อขับเคลื่อนการสงเสริมและคุมครองสิทธิของคนพิการ อยางตอเนื่องทั่วโลก  ทั้งนี้ รัฐบาลไทยไดรวมจัดกิจกรรมอยางตอเนื่องเปนประจําทุกป โดยป 2560ไดกําหนดประเด็นหลัก (Theme) “การเปลี่ยนผานสูสังคมที่ยั่งยืนสําหรับทุกคน” (Transformation towards sustainable and resilient society for all) ซึ่งมีวัตถุประสงคเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตามประเด็นที่เกี่ยวของกับการพัฒนา ที่ยั่งยืน ภายใตแนวคิด “ไมทิ้งใครไวขางหลัง” (leave no one behind)

พล.อ.อนันตพร กลาววา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย โดยกรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) รวมกับสมาคมสภาคนพิการแหงประเทศไทย และมูลนิธิอารยสถาปตย ตระหนักถึงความสําคัญของคนพิการ จึงกําหนดจัดงานวันคนพิการสากลประจําป 2560 พรอมงานมหกรรมอารยสถาปตยและนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 2 ขึ้น ระหวางวันที่ 1-4 ธันวาคม 2560 ณ Hall 1-2 ศูนยแสดงสินคาและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเปนการบูรณาการความรวมมือระหวางหนวยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในรูปแบบประชารัฐครั้งแรก

ในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น การอานสาสนวันคนพิการ มอบโลรางวัลแกคนพิการตนแบบ จํานวน 78 รางวัล หนวยงานและองคกรที่ใหการสนับสนุนงานคนพิการดีเดน จํานวน 76 รางวัล สถานที่ดีเดนที่เอื้อตอคนพิการ จํานวน 22 รางวัล มอบปายประกาศเกียรติคุณองคกรสงเสริมอารยสถาปตยแหงป จํานวน 13 รางวัล และเปดตัวสาวงามทูตอารยสถาปตย นอกจากนี้ มีการแสดงสินคา เทคโนโลยี นวัตกรรม การบริการ และการออกแบบอารยสถาปตย (Friendly Design) เพื่อรองรับสังคมของคนพิการและผูสูงวัย และการทองเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงาน

“คนพิการปัจจุบันไม่ได้นิ่งดูดาย แต่มัศักยภาพพร้อมเสนอผลงานที่ดีมัประโยชน์ ทุกวันนี้เรามีคนพิการอยู่ 1.8 ล้านคน จบปริญญาตรีก็มาก จึงมีความรู้ความสามารถ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเองก็ได้ให้ความสำคัญกับคนพิการ ผู้สูงอายุ เด็ก และสตรี โดยให้การดูแลเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการต่างๆมากขึ้น สำหรับผมนั้นอยากให้คนไทยรู้จักการแบ่งปัน คนที่ยังไม่มีก็พัฒนาตนเองให้กลายเป็นผู้ให้ในอนาคต เพื่อให้สังคมเรามีความสุขมากขึ้น” รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯกล่าว