กรมหมอดินนำน้ำหมักชีวภาพ บำบัดน้ำเสียในพื้นที่น้ำท่วมขัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304291

กรมหมอดินนำน้ำหมักชีวภาพ บำบัดน้ำเสียในพื้นที่น้ำท่วมขัง

กรมพัฒนาที่ดิน

กรมหมอดินนำน้ำหมักชีวภาพ บำบัดน้ำเสียในพื้นที่น้ำท่วมขัง

              วันศุกร์ ที่  1 ธันวาคม เวลา 9.30 น. นางสาวภัทราภรณ์  โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมทำกิจกรรมฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย (Big Cleaning )ในพื้นที่ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ  ตามลำน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในพื้นที่ หมู่ที่ 4,5 และ 6 ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ภายใต้โครงการเกษตรอาสาร่วมใจ ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด  เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงให้บุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร โดยมีนางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธี และมีนายประมวล มุ่งมาตร รองผู้ว่าราชการ จังหวัดอ่างทอง เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการสนับสนุนปัจจัยการผลิต พันธุ์พืช พันธุ์ปลา การซ่อมแซมเครื่องมือและเครื่องจักรกลการเกษตร การใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.6  ผลิตเป็นสารบำบัดน้ำเสียขจัดกลิ่นเหม็นและกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ ในแหล่งน้ำเสีย การทำความสะอาดคอกสัตว์ตามบ้านเรือน และการแจกจ่ายของอุปโภคและบริโภค ณ ลานหมู่บ้าน หมู่ที่ 5 ตำบลโผงเผง อ.ป่าโมก จังหวัดอ่างทอง

สปก.มอบปัจจัยการยังชีพแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304289

สปก.มอบปัจจัยการยังชีพแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม

สปก.

สปก.มอบปัจจัยการยังชีพแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันที่ 1 ธันวาคม 2560 เวลา 11.00 น. นายสุรจิตต์ อินทรชิตเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นประธานในพิธีและมอบปัจจัยการยังชีพ โครงการเกษตรอาสาร่วมใจฟื้นฟูผู้ประสบภัยหลังน้ำลด ปีงบประมาณ 2560 โดยมี นายสุรสีห์ เรือนทอง เกษตรอำเภอเสนา ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนนายอนุกูล เรือนแก้ว นายอำเภอเสนา ให้การต้อนรับ และกล่าวรายงานโครงการ ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน สาธารณสุขอำเภอเสนา ส.ป.ก.สิงห์บุรี ส.ป.ก.อ่างทอง ส.ป.ก.ปทุมธานี ส.ป.ก.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมศิลปาชีพ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อำเภอบางไทรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฯลฯ) เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และราษฎรผู้ประสบภัย ร่วมกิจกรรมเกษตรอาสาร่วมใจฯพบปะพูดคุยกับเกษตรกรร่วมปฏิบัติการทำคววามสะะอาด ขนย้ายฟื้นฟูสาธารณะประโยชน์ ณ พื้นที่ชุมชนนอกคันกั้นน้ำหมู่ 8 ต.หัวเวียง อ.เสนา     จ.พระนครศรีอยุธยา
กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อร่วมฟื้นฟูสภาพแวดล้อมพื้นที่ประสบอุทกภัย พื้นที่สาธารณะประโยชน์ของชุมชน ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ รวมทั้งบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบและแบ่งปันน้ำใจให้สังคม ช่วยพิทักษ์พัฒนาสภาพแวดล้อมในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยที่หน่วยงานภาครัฐมีต่อราษฎรผู้ประสบภัยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร

กรีนพีซเห็นชอบมาตรการการจัดการและการอนุรักษ์ปลาทูน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304271

กรีนพีซเห็นชอบมาตรการการจัดการและการอนุรักษ์ปลาทูน่า

ทูน่า

กรีนพีซเห็นชอบมาตรการการจัดการและการอนุรักษ์ปลาทูน่า

 

               ในวาระการประชุมประจำปีครั้งที่ 14 คณะกรรมาธิการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันตก(Western and Central Pacific Fisheries Commission, WCPFC) ที่กรุงมะนิลาระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม 2560 นี้ กรีนพีซระบุว่าคณะกรรมาธิการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันตกจะต้องเห็นชอบต่อมาตรการการจัดการและการอนุรักษ์ปลาทูน่าที่รับรองว่าจะมีการฟื้นฟูประชากรปลา เช่น ปลาทูน่า ที่กำลังหร่อยหรอลง ให้ไปถึงระดับที่มีความอุดมสมบูรณ์

มาตรการจัดการและอนุรักษ์ปลาทูน่าพันธุ์ตาโต(bigeye) พันธุ์ครีบเหลือง(yelloefin) พันธุ์ท้องแถบ(skipjack)ในมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันตก(CMM 2016-11) หรือที่เรียกกันว่า มาตรการปลาทูน่าในเขตร้อน(the Tropical Tuna Measure,TTM) นั้นใกล้หมดอายุลงและจะมีการเจรจาใหม่อีกครั้งในการประชุมของคณะกรรมาธิการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนกลางนี้ กรีนพีซระบุว่าต้องการเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นคือ – ประมงอวนล้อมปลาทูน่าควรให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นในข้อตกลงที่จะลดจำนวนอุปกรณ์ล่อปลา(Fish Aggregating Devices หรือ FADs) และมีมาตรการที่เข้มแข็งในการรายงานและความโปร่งใสในการใช้ FADs – มาตรการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำประมงเบ็ดราวปลาทูน่า – และการยกร่างเป้าหมายจำเพาะของปริมาณปลาทูน่าและชุดข้อมูลที่ใช้อ้างอิงรวมถึงยุทธศาสตร์ในการจัดการ

วินซ์ ชินนเชส ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านมหาสมุทรของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า แม้ว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้จะอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องและอุตสาหกรรมปลาทูน่าบางส่วนกำลังเดินหน้าแก้ปัญหาการทำประมงเกินขนาด การประมงผิดกฏหมายและการบังคับใช้แรงงานบนเรือ เป็นภาระหน้าที่ของคณะกรรมาธิการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนกลางในการรับประกันว่าการปฏิรูปประมงจะส่งผลในทางปฏิบัติโดยมีมาตรการการอนุรักษ์ปลาทูน่าที่จริงจังมากขึ้น ซึ่งทำได้โดยเห็นชอบร่วมกันต่อมาตรการที่มีความสำคัญอันดับต้นในเรื่องของการเก็บข้อมูล การจัดการด้านศักยภาพในการประมงปลาทูน่ารวมถึง FADs การอนุรักษ์ปริมาณปลาทูน่า มาตรการติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวังรวมถึงการขนถ่ายปลาทูน่ากลางทะเลและกฏเกณฑ์การควบคุมการใช้ประโยชน์ปลาทูน่า(harvest control rules)

รายงานที่นำเสนอออกมาเมื่อเร็วๆนี้ของกรีนพีซซึ่งเปิดโปงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอุตสาหกรรมปลาทูน่านั้นอยู่ในขอบข่ายการดูแลของคณะกรรมาธิการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนกลาง

ในขณะที่มาตรการต่างๆของคณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้เน้นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษชนเป็นการเฉพาะ การห้ามการขนถ่ายปลาสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลและการมีมาตรการติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวังจะช่วยจัดการปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกของอุตสาหกรรมประมงและการกดขี่ขูดรีดแรงงานบนเรือประมง มีหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลที่ผิดกฏหมาย แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากการละเมิดกฏเกณฑ์ดังกล่าว การละเมิดใดๆ ที่มีขึ้นจากการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเลจะต้องนำไปสู่การไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการประมงของผู้ละเมิดนั้น

กรีนพีซยังเรียกร้องให้มีการมาตรการที่เข้มงวดอย่างยิ่งในการเก็บรวบรวมข้อมูลและกฏเกณฑ์การควบคุมการใช้ประโยชน์ปลาทูน่า(harvest control rules) รวมถึงชุดข้อมูลที่ใช้อ้างอิง

วินซ์ ชินเชส กล่าวต่อว่า ผู้แทนประเทศที่เข้าร่วมการประชุมในปีนี้ควรเห็นชอบร่วมกันเพื่อยืนยันว่าการทำงานในเรื่องการตั้งเป้าหมายการอนุรักษ์ประชากรปลาทูน่า ชุดข้อมูลอ้างอิงที่ใช้ในการจำกัดปริมาณปลาทูน่าที่จับได้และยุทธศาสตร์การใช้ประโยชน์จากการประมงปลาทูน่าและฉลามทุกสายพันธุ์ในเขตมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันตกจะดำเนินสืบเนื่องต่อไปและมีการสนับสนุนทรัพยากรและเงินทุนเป็นอย่างดีที่สอดคล้องกับกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ ผู้แทนประเทศต่างๆ ควรจะต้องมีข้อสรุปเรื่องกฏเกณฑ์การควบคุมการใช้ประโยชน์(harvest control rules)ในกองเรือประมงอวนล้อมจับปลาทูน่าสายพันธุ์ท้องแถบ(skipjack) และการดำเนินการอย่างเร่งด่วนของชุดข้อมูลอ้างอิงบนหลักการป้องกันไว้ก่อนในเบื้องต้น(interim precautionary reference points) ของปลาทูน่าสายพันธุ์อัลบาคอร์แปซิฟิกใต้(South Pacific albacore) พันธุ์ตาโต(bigeye)และพันธุ์ครีบเหลือง(yellowfin)

ในขณะที่การประเมินปริมาณประชากรปลาทูน่าในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าปลาทูน่าสายพันธุ์หลักยังไม่ได้เผชิญกับปัญหาการประมงเกินขนาดหรือได้รับผลกระทบจากการประมงเกินขนาด แต่กรีนพีซเตือนว่ามีเหตุผลมากมายที่จะต้องระมัดระวัง กรีนพีซเห็นว่าจะต้องพิจารณาถึงความไม่แน่นอนของการประเมินประชากรปลาทูน่าและการประเมินดังกล่าวจะต้องชัดเจนว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณประชากรปลาทูน่านั้นเนื่องมาจากเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการการจัดการหรือเป็นเพราะปัจจัยอื่นๆ บัญชีแดงของสหภาพเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ(IUCN Red List of Threatened Species) [3] ได้ประเมินว่าปลาทูน่าสายพันธุ์ครีบน้ำเงินแปซิฟิก(pacific bluefin) และสายพันธุ์ตาโต(bigeye) อยู่ในระดับความเสี่ยงขั้นอันตรายต่อความเป็นอันตรายจากการสูญพันธุ์จากที่อาศัยตามธรรมชาติ(vulnerable) ส่วนสายพันธุ์ครีบเหลือง(yellowfin) และอัลบาคอร์(albacore) นั้นอยู่ในระดับความเสี่ยงขั้นอันตรายต่อสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้

ในบรรดากองเรือประมงปลาทูน่าที่จดทะเบียนกับคณะกรรมาธิการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันตกจำนวน 4,509 ลำ มีร้อยละ 76.64 เป็นเรือประมงเบ็ดราว ร้อยละ 12.62 เป็นเรือประมงอวนล้อม และมีเพียงร้อยละ 2.22 เป็นเรือประมงเบ็ดตวัด ประเทศที่ครอบครองสัดส่วนร้อยละ 85 ของกองเรือประมงในเขตมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันตกมี 6 ประเทศคือ จีนไทเป ญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ [4]

วินซ์ ชินเชส กล่าวปิดท้ายว่า การประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันตกที่กรุงมะนิลาครั้งนี้จะต้องทำให้เกิดผลในการดูแลรักษาทรัพยากรปลาทูน่าของเรา และเลิกที่จะเป็นเวทีการรวมตัวกันของรัฐบาลและอุตสาหกรรมที่ทำการขัดขวางมาตรการในการอนุรักษ์ปลาทูน่าที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ในฐานะเป็นเจ้าภาพการประชุมก้าวเป็นผู้นำในมาตรการอนุรักษ์ปลาทูน่าเขตร้อนอย่างจริงจัง นี่เป็นครั้งที่สองที่รัฐบาลฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม กรีนพีซหวังว่าครั้งนี้รัฐบาลจะอยู่เคียงข้างในการอนุรักษ์ทรัพยากรปลาทูน่าในมหาสมุทรแปซิฟิก

ม.เกษตร วิทยาเขตสกลนครผนึกธกส.สานต่อโครงการดาวล้อมเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304042

ม.เกษตร วิทยาเขตสกลนครผนึกธกส.สานต่อโครงการดาวล้อมเดือน

ม.เกษตร วิทยาเขตสกลนครผนึกธกส.สานต่อโครงการดาวล้อมเดือน

            เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560 ณ ห้องประชุม 9-205 ชั้น 2 อาคารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านที่13 นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านที่ 28 เป็นประธานในการประชุมร่วมกับนายมรกต พิธรัตน์ รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พร้อมด้วยรศ.วิไลศักดิ์ กิ่งคำ รักษาการแทนรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วข.ฉกส. ผู้แทนกรมชลประทาน และสมาชิกดาวล้อมเดือน สำหรับประเด็นในการร่วมประชุมครั้งนี้ คือ

– การติดตามผลและการขับเคลื่อนโครงการดาวล้อม
เดือน ว่ามีความก้าวหน้าเพียงใด และหลังจากเริ่ม
โครงการไปมีความคุ้มค่าในการดำเนินกิจกรรม
หรือไม่ และในอนาคตจะดำเนินการต่อไปอย่างไร
และในทิศทางใดบ้าง (ขับเคลื่อน-ต่อยอด-ขยายผล)

สำหรับโครงการดาวล้อมเดือน ที่ทาง มก.ฉกส.ร่วมกับ ธ.ก.ส.สนจ.สกลนคร ได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2552 ซึ่งได้ต่อยอดไปที่จังหวัดกำแพงเพชร และเชียงใหม่ โดยมีแนวคิดในการพัฒนาชุมชนรอบๆ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการร่วมกับภาคีในการพัฒนา ได้แก่ ธ.ก.ส. , ม.เกษตรศาสตร์ , สกต. , เทศบาล , ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้นำชุมชนเป้าหมาย โดยพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มีการเชื่อมโยงการผลิต-การตลาดของสินค้าเกษตร โดยการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร/สิ่งแวดล้อม ให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และเป็นการสร้างความมั่นคงด้านการพัฒนาชุมชน

ทางรองผจก.ใหญ่ ธ.ก.ส. นายมรกต พิธรัตน์ ชี้แจงถึงการขับเคลื่อนและประเด็นปัญหาสังคมของเกษตรกร คือ ต้องมีการขับเคลื่อนระบบทุน ต้องหาตลาดรองรับ และต้องให้องค์ความรู้แก่เกษตรกร ถึงแม้หากเกษตรกรมีทุนในการดำเนินกิจกรรม แต่ไม่มีตลาดรองรับ ไม่มีองค์ความรู้ให้เกษตรกรอย่างแท้จริง โครงการก็จะไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ทางรศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ได้กล่าวต่อว่า ต้องการให้ทั้ง 2 องค์กรและสมาชิกภาคี ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่องไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ตอนล่าง / ภาคเหนือตอนบน ตอนล่าง / ภาคตะวันออกตอนบน ตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน ตอนล่าง เพื่อขยายฐานโครงการโรงเรียนเกษตรทางอากาศ ผ่านเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก.

สำหรับโครงการดาวล้อมเดือน เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการ มก.- ธ.ก.ส.

ม. เกษตร จับมือ 2 องค์กร นำผลงานวิจัย สู่เชิงพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/304039

ม. เกษตร จับมือ 2 องค์กร นำผลงานวิจัย สู่เชิงพาณิชย์

มก.

ม. เกษตร จับมือ 2 องค์กร นำผลงานวิจัย“กาวน้ำผสมน้ำยางธรรมชาติ” สู่เชิงพาณิชย์

วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10.00 – 11.00 น. ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ได้จัดพิธีลงนามข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ,ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต” เลขที่อนุสิทธิบัตร 10454 และลงนามต่อยอดและพัฒนาผลงานวิจัยเรื่อง “การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า” กับบริษัท สามพิม จำกัด พร้อมกันนี้ ทางบริษัท สามพิม จำกัด และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ลงนาม “สัญญารับทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม เรื่อง “การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า”
ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย ได้กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างผลงานวิจัยและเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อพัฒนางานด้านการเกษตรของประเทศไทยให้มีความทันสมัยสามารถแข่งขันได้กับต่างประเทศ ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้มีความมั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืน สิ่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญคือคือ การส่งเสริมให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยสร้างงานวิจัย สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และงานวิจัยมีความพร้อมที่จะให้ภาคเอกชนนำไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ หรือสร้างผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในยุคปัจจุบันที่ต้องการนำเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ขึ้นจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ไปช่วยในการพัฒนาผู้ประกอบการของประเทศให้มีความเข็มแข็ง
ในการลงนามบันทึกข้อตกลงการอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย เรื่อง “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ    ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต” เลขที่อนุสิทธิบัตร ๑๐๔๕๔ ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผู้ให้สิทธิบริษัท สามพิม จำกัด และทางบริษัทยังได้สนับสนุนทุนการวิจัยเพื่อต่อยอดและพัฒนาผลงานวิจัยชิ้นใหม่ คือ“การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า” และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่สำคัญโดยได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนนวัตกรรมผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะการใช้น้ำยางพาราให้ใช้ประโยชน์ได้จริง และต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และยังเป็นการสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยเฉพาะผลงานวิจัยที่ได้นำน้ำยางพาราของประเทศไทยไปแปรรูปและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สำคัญจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำยางพาราของประเทศไทยให้มีราคาที่สูงขึ้น และยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสารธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย และนวัตกรรมใหม่ ๆ จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไปในอนาคตด้วย
ดร.วีรศักดิ์ สมิทธพงศ์ นักวิจัยจากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางวัสดุยางและพอลิเมอร์เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ภาควิชาวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยและคณะ    ได้กล่าวถึงผลงานวิจัยเรื่อง “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ,ฟินอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต”   ซึ่งได้รับอนุสิทธิบัตร 10454 (12 ธันวาคม 2557) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางพาราจากธรรมชาติของ

ประเทศไทย ซึ่งมีคุณสมบัติการติดที่ดี มีความเหนียว มีคุณภาพคงที่ ไม่มีตัวทำลายอินทรีย์ สามารถใช้ติดระหว่างผ้ากับผ้า ผ้ากับยาง และระหว่างวัสดุประเภทอื่น ๆ ได้ดี เช่น จำพวกกระเป๋า พื้นรองเท้าผ้าใบ ในการทำวิจัยได้ดำเนินการคัดเรซิน  2 ชนิดคือ ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซิน  ซึ่งสามารถช่วยปรับปรุงคุณสมบัติในกระบวนการผลิตให้ยางคอมพาวด์ไหลง่าย และทำให้สารตัวเติมผสมเข้ากับยางได้ดีขึ้น ผสมร่วมกับตัวทำละลายที่เป็นน้ำ ไม่ใช้ตัวทำลายอินทรีย์ที่มีพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย                    ในการวิจัยได้นำเรซิน 2 ชนิดมาผสมกับน้ำยางธรรมชาติสามารถเพิ่มคุณสมบัติการติดของกาวในตัวละลายที่เป็นน้ำ โดยได้ทำการทดสอบ พบว่า มีคุณสมบัติการติดมากกว่ากาวน้ำที่มีเรซินชนิดเดียวในความเข้มข้นของเรซินเท่ากัน ทั้งนี้ ได้มีการทดสอบปริมาณของแข็ง (total solid content) ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ค่าความหนืด และประสิทธิภาพของแรงดึงเฉลี่ยจาก peel test 1800 ระหว่างผ้ากับผ้าแล้ว ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับส่วนผสมกาวน้ำยางพาราที่เหมาะสม ให้สามารถมีความคงที่ ลดปัจจัยผลกระทบจากคุณภาพน้ำยาง โดยเพิ่มคุณสมบัติการติด เพื่อเพิ่มความเหนียวและความสามารถในการติดแน่น
จุดเด่นของผลงานวิจัย คือ การใช้น้ำยางพาราของประเทศไทย มาใช้ในการผลิตกาวโดยไม่ต้องนำเข้าพอลิเมอร์สังเคราะห์จากต่างประเทศ และไม่มีส่วนประกอบของสารที่เป็นพิษสูง เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ ที่มีกลิ่นเหม็นรบกวน และมีอันตรายต่อสุขภาพ การใช้น้ำยางพาราในการผลิตกาว จะช่วยลดต้นทุนการผลิต เหนียวติดแน่น ไม่ติดไฟ และสามารถเชื่อมวัสดุที่มีรูพรุนเข้าด้วยกัน ทนต่อการบ่มเร่งได้ดี และเป็นการเพิ่มมูลค่าของน้ำยางพาราและเหมาะสำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เพื่อส่งขายทั้ง ในและต่างประเทศ
ผลงานวิจัยชิ้นดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย  “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ, ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต” เลขที่อนุสิทธิบัตร 10454  และลงนามต่อยอดและพัฒนาผลงานวิจัยดังกล่าวให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ เรื่อง “การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า” กับบริษัท สามพิม จำกัด  และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กับบริษัท สามพิม จำกัด ลงนามในสัญญารับทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม

กรมชลฯ ใช้คลอง ร.1 ระบายน้ำช่วงฝนตกหนักเมืองหาดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303983

กรมชลฯ ใช้คลอง ร.1 ระบายน้ำช่วงฝนตกหนักเมืองหาดใหญ่

นายทองเปลว กองจันทร์

 กรมชลฯใช้คลอง ร.1 ระบายน้ำช่วงฝนตกหนักเมืองหาดใหญ่

  

            นายทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในกรณีที่เกิดฝนตกหนักในพื้นที่อ.หาดใหญ่ กรมชลประทาน จะใช้คลองระบายน้ำ ร.1 ช่วยระบายน้ำในคลองอู่ตะเภา หากปริมาณน้ำในคลอง        อู่ตะเภา ที่สถานีวัดน้ำ X.90 บ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง มีปริมาณน้ำไหลผ่านมากกว่า 1,000 ลบ.ม./วินาที จะระบายน้ำส่วนหนึ่งลงสู่คลองภูมินารถดำริ (คลองระบายน้ำ ร.1) เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในคลองอู่ตะเภาที่จะไหลผ่านลงสู่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ในเกณฑ์สูงสุดไม่เกิน 465 ลบ.ม./วินาที ซึ่งไม่เกินความจุของคลองที่รับได้

ทั้งนี้ คลองภูมินารถดำริ หรือคลองระบายน้ำ ร.1 แม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ระหว่างการก่อสร้างปรับปรุงขยายคลอง เพื่อเพิ่มศักยภาพของคลองให้รับน้ำได้มากขึ้น แต่ก็สามารถเปิดบ่อก่อสร้างให้น้ำระบายผ่านได้ โดยไม่มีผลกระทบกับงานก่อสร้าง เพื่อช่วยระบายน้ำจากคลองอู่ตะเภาไปลงทะเลสาบสงขลาได้มากขึ้นจากเดิม 465 เป็น 815 ลบ.ม./วินาที รวมปริมาณน้ำที่สามารถระบายออกจากพื้นที่อ.หาดใหญ่ ลงสู่ทะเลสาบสงขลาได้รวมกันประมาณ 1,270 ลบ.ม/วินาที นอกจากนี้ บริเวณปลายคลอง ร.1กรมชลประทาน ยังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 3 ลบ.ม./วินาที จำนวน  3 เครื่อง ที่ประตูระบายน้ำบางหยี เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาให้เร็วที่สุดด้วย

พลิกภาคเกษตรไทยสู่การปฏิรูปดันเกษตรกรก้าวข้ามสู่ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303757

พลิกภาคเกษตรไทยสู่การปฏิรูปดันเกษตรกรก้าวข้ามสู่ยุค 4.0

สศก.

พลิกภาคเกษตรไทยสู่การปฏิรูปดันเกษตรกรก้าวข้ามสู่ยุค 4.0

 

นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรของประเทศส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรรายย่อย และมีระดับการพัฒนาที่หลากหลาย ทำให้การพัฒนาและยกระดับภาคการเกษตรต้องอาศัยการกำหนดนโยบายและแผนที่สอดคล้องกับลักษณะของเกษตรกร              แต่ละกลุ่ม

ข้อจำกัดดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้กำหนดแนวทางรองรับการพัฒนาเกษตรกร  โดยกลุ่มเกษตรกรขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีความก้าวหน้าในการทำการเกษตร มีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อยอดสู่เกษตร 4.0      ได้รวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลผลการศึกษาของสถาบันการศึกษาหลายสถาบันเห็นพ้องต้องกันว่า เกษตรรายย่อยซึ่งยังมีจำนวนอยู่มาก ยังไม่สามารถก้าวข้ามเกษตร 2.0 ไปได้ จำเป็นต้องมีแนวทางและนโยบายในการพัฒนาเฉพาะ เช่น การสนับสนุนการรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็ง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การใช้กลไกสหกรณ์การเกษตรเป็นตัวขับเคลื่อนและสนับสนุนการพัฒนาของเกษตรกรรายย่อย และมีการดูแลตามสถานการณ์ เช่น อุทกภัย และภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา โดยภาครัฐให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกร

สำหรับแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรสู่เกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีที่มาจากพื้นที่ทางการเกษตรที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางการทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้วางรากฐานการทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในภาคการเกษตรควบคู่กับการใช้ศาสตร์พระราชามาเป็นภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร

ทั้งนี้ ตัวอย่างของการนำวิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ตลอด Supply Chain ได้แก่ โครงการส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยมารวมกลุ่มรวมพื้นที่กันทำการเกษตรภายใต้การบริหารจัดการปัจจัยการผลิต การใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกล และการวางแผนการผลิตร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โครงการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมไปปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่โดยการทำ Zoning จากแผนที่ Agi-Map ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน อาทิ GAP และเกษตรอินทรีย์ และโครงการจัดตั้งศูนย์เกษตรอัจฉริยะ

ซึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์               ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจากญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการทำการเกษตรในประเทศไทยโดยจะทดลองใช้กับพืชสำคัญก่อน คือ ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พร้อมนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ส่งเสริมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ควบคู่ไปกับการทำการเกษตรสมัยใหม่ด้วยเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงให้เกษตรกรจากสภาวะของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ชป.แจ้งเตือนพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง รับมือฝนตกหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303734

ชป.แจ้งเตือนพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง รับมือฝนตกหนัก

กรมชล

ชป.แจ้งเตือนพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง รับมือฝนตกหนัก

นายทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ลุ่มน้ำปัตตานี จังหวัดยะลา ตั้งแต่วันที่ 25 – 26 พ.ย. 60 นั้น ส่งผลให้เมื่อเวลา 18.00 น. ของวานนี้(26 พ.ย. 60) ระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานีบริเวณสถานีวัดน้ำ X40A บ้านท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชั่วโมงละ 20-25 เซนติเมตร จนถึงปัจจุบัน(27 พ.ย. 60)เวลา 12.00 น. ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 1.15 เมตร แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ก่อนที่ปริมาณน้ำนี้จะไหลผ่านเขื่อนปัตตานีเป็นลำดับต่อไป โครงการชลประทานยะลา ได้แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้จังหวัดยะลาทราบล่วงหน้า เพื่อให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำปัตตานี บริเวณบ้านตาราแดะ ตำบลบันนังสาเรง บ้านปือเราะ บ้านตันหยง บ้านท่าสาป บ้านลิมุด บ้านสาคอ บ้านลำดา ตำบลท่าสาป บ้านบาโด บ้านอุเช  บ้านบราแง บ้านทุ่งเรียง ตำบลยุโป ให้เฝ้าระวังเตรียมรับสถานการณ์ พร้อมกับให้ติดตามสถานการณ์น้ำและข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
จังหวัดปัตตานี เกิดฝนหนักในลุ่มน้ำสายบุรี ในช่วงวันที่ 23-25 พ.ย. 60 วัดปริมาณฝนสูงสุดที่  อ.ศรีสาคร 174.20 มิลลิเมตร อ.รือเสาะ 123.50 มิลลิเมตร อ.กะพ้อ 110.50 มิลลิเมตร อ.ไม้แก่น 107.20 มิลลิเมตร   อ.ปะนาเระ 105มิลลิเมตร อ.สายบุรี 89.40 มิลลิเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายบุรี ที่สถานีวัดน้ำ X.184 บ้านซากอ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นต้นน้ำ ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 4.8 เมตร ปริมาณน้ำได้เคลื่อนตัวมายังสถานีวัดน้ำ X.199 อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ที่มีระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 2.67 เมตร แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนที่สถานีวัดน้ำ X.273 บ้านปายอยือนิ อ.รามัน   จ.ยะลา ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 0.58 เมตร สถานการณ์น้ำโดยรวมยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปริมาณน้ำจากพื้นที่อ.รามัน จ.ยะลา จะเคลื่อนตัวมาถึงสถานีวัดน้ำ X.272 บ้านลาคอ     อ.สายบุรี จ.ปัตตานีตามลำดับ
โครงการชลประทานปัตตานี ได้แจ้งเตือนจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณริมแม่น้ำสายบุรี ในเขตพื้นที่ต.กะดุนง ต.เตราะบอน ต.บือเระ ต.แป้น ต.ตะบิ้ง และเทศบาลต.ตะลุบัน อ.สายบุรี รวมไปถึงพื้นที่ต.ปล่องหอย ต.ตะโละดือรามัน ต.กะรุบี อ.กะพ้อ และพื้นที่ต.ดอนทราย ต.กระจูด อ.ไม้แก่น ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและเตรียมรับสถานการณ์น้ำที่จะล้นตลิ่งและท่วมขัง พร้อมทั้งให้ขนย้ายทรัพย์สิน สิ่งของ สัตว์เลี้ยงขึ้นไปไว้ในที่สูงแล้ว
จังหวัดนราธิวาส เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำบางนรา ในช่วงวันที่ 24 – 26 พ.ย. 60 ปริมาณฝนสะสมวัดได้ดังนี้ อ.จะแนะ 103 มิลลิเมตร อ.เจาะไอร้อง 147.7 มิลลิเมตร อ.ระแงะ 190 มิลลิเมตร  อ.ยี่งอ 162.9 มิลลิเมตร และอ.เมืองนราธิวาส 145.5 มิลลิเมตร อาจส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ราบเชิงเขาและน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำได้ รวมทั้งทำให้ระดับน้ำในคลองตันหยงมัสเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 17.00 น.(27 พ.ย. 60)ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ X73 (คลองตันหยงมัส) อ.ระแงะ มีระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 75 เซนติเมตร แนวโน้มระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น

โครงการชลประทานนราธิวาส ได้แจ้งเตือนสถานการณ์ไปยังจังหวัด เพื่อให้แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองตันหยงมัส บริเวณบ้านตันหยงมัส บ้านไท บ้านแกแม ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ บ้านมะนังกาหยี ต.มะนังตายอ และ ต.ลำภู ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส และบ้านทุ่งคา บ้านโต๊ะแม บ้านปูตะ ต.ละหาร อ.ยี่งอ ให้เฝ้าระวังรับมือกับสถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง พร้อมกับให้ยกสิ่งของทรัพย์สิน สัตว์เลี้ยง ไปไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว
จังหวัดสงขลา เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ วัดปริมาณฝนสะสม 3 วัน(วันที่ 24 – 26 พ.ย. 60) ได้ที่อ.ระโนด 397.90 มิลลิเมตร อ.หาดใหญ่ 240.60 มิลลิเมตร อ.คลองหอยโข่ง 209.70 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำบ่าไหลหลากลงสู่คลองหวะเป็นจำนวนมาก เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งที่ลุ่มต่ำริมคลองหวะเมื่อวานนี้(26 พ.ย. 60)ปัจจุบัน(27 พ.ย. 60) สถานการณ์น้ำในคลองหวะเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำ X.174 บ.คลองหวะ อ.หาดใหญ่ ต่ำกว่าตลิ่ง 2.39 เมตร กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำโดยการควบคุมปริมาณน้ำในคลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภาให้เหมาะสมตามสถานการณ์ โดยคลอง ร.1 ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 2.05 เมตร ส่วนที่คลองอู่ตะเภา บริเวณสถานีวัดน้ำ X.90 อ.คลองหอยโข่ง ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 0.24 เมตร แนวโน้มระดับน้ำลดลง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนที่จะตกลงมาอีกในระยะต่อไป เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศจีนใต้ตอนล่างจะเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ผ่านภาคใต้ตอนล่าง และทะเลอันดามัน  ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นอย่างต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่

โครงการชลประทานสงขลา ได้แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำไปยังจังหวัดสงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกับเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำไว้ล่วงหน้าแล้ว

ก.เกษตรฯ แจงผลการดำเนินงาน 2ปี ZONING BY AGRI-MAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303728

ก.เกษตรฯ แจงผลการดำเนินงาน 2ปี  ZONING BY AGRI-MAP

โซนนิ่ง

ก.เกษตรฯ แจงผลการดำเนินงาน 2ปี  Zoning by Agri-Map

 

นายสรวิศ  ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลการติดตามการดำเนินงาน Zoning by Agri-Map ตลอดระยะเวลา 2 ปี พบว่า ปี 2559 มีการปรับเปลี่ยนการผลิตทั้งสิ้น 32,618 ไร่ ในพื้นที่ 49 จังหวัด โดยผลสำรวจ 3 จังหวัดนำร่อง พบผลตอบแทนสุทธิของเกษตรกรเพิ่ม 7,303 บาท/ไร่/ปี จาก 840 บาท/ไร่/ปี สำหรับปี 2560 มีการปรับเปลี่ยนมาผลิตสินค้าที่เหมาะสม 157,701 ไร่ พื้นที่ 53 จังหวัด

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประเมินผลโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ปีงบประมาณ 2559 และ 2560 ซึ่งมีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลัก เพื่อส่งเสริมสนับสนุน จูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหลังจากการปรับเปลี่ยนการผลิต

ในการนี้ สศก. ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลการปรับเปลี่ยนการผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการของปีงบประมาณ 2559 ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และอุทัยธานี ในช่วงเดือนมิถุนายน 2560 และของปีงบประมาณ 2560 ในพื้นที่ 15 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 3 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด ภาคกลาง 2 จังหวัด ภาคตะวันออก 2 จังหวัด และภาคใต้ 3 จังหวัด ในช่วงเดือนสิงหาคม 2560 พร้อมติดตามผลการดำเนินงาน พบว่าปีงบประมาณ 2559 มีการปรับเปลี่ยนการผลิตทั้งสิ้น 32,618 ไร่ ในพื้นที่ 49 จังหวัด เกษตรกรจำนวน 10,502 ราย

โดยในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว เป็นสินค้าที่เหมาะสมรวมทั้งสิ้น 3,930 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 950 ราย เมื่อปรับเปลี่ยนแล้วเกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิรวมทั้งสิ้นประมาณ 28.7 ล้านบาท/ปี (เฉลี่ย7,303 บาท/ไร่/ปี) เพิ่มจากเดิมที่มีผลตอบแทนสุทธิรวม  3.4 ล้านบาท/ปี (เฉลี่ย 864 บาท/ไร่/ปี) โดยมีผลตอบแทนสุทธิรวมเพิ่มขึ้น 25.4 ล้านบาท/ปี (เฉลี่ย 6,463 บาท/ไร่/ปี) จากสินค้าชนิดใหม่ที่ผลิต ได้แก่ การทำเกษตรผสมผสาน 2,220 ไร่ ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ 1,470 ไร่ การผลิตอ้อยโรงงาน 145 ไร่ ปลูกหม่อน 55 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 30 ไร่ และเลี้ยงปลา 10 ไร่ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมาก

          ส่วนปีงบประมาณ 2560 มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว เป็นสินค้าที่เหมาะสมรวมทั้งสิ้น 157,701 ไร่ ในพื้นที่ 53 จังหวัด เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 30,444 ราย ประกอบด้วย อ้อยโรงงาน 88,132 ไร่ เกษตรผสมผสาน 38,287 ไร่ พืชอาหารสัตว์ 20,767 ไร่ ปาล์มน้ำมัน 5,427 ไร่ มันสำปะหลัง 2,439 ไร่ ประมง 2,061 ไร่ และหม่อน 588 ไร่ ทั้งนี้จากการประเมินผลในเบื้องต้น พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจในระดับมาก เนื่องจากได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิต ได้ทราบถึงความเหมาะสมของการผลิตในพื้นที่ตนเอง ได้รับการสนับสนุนปัจจัยในการปรับเปลี่ยนการผลิต และมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาแนะนำในการผลิตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สศก. จะทำการประเมินผลลัพธ์ของโครงการปีงบประมาณ 2560 อีกครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม 2561 และจะนำเสนอผลการประเมินให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนโครงการในระยะต่อไปจะมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผลิตสินค้าที่ให้ผลตอบแทนระยะสั้น เช่น พืชผักสวนครัว ปศุสัตว์ เกษตรผสมผสาน ควบคู่กับการผลิตสินค้าที่ให้ผลตอบแทนระยะกลาง เช่น อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่โครงการปี 2559 – 2561 เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริมระหว่างรอผลผลิตจากพืชหลักซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางรายได้และลดความเสี่ยงให้เกษตรกรไม่หันกลับไปผลิตสินค้าชนิดเดิม

ป้องกัน-ดูแลสัตว์ปีกช่วง“ปลายฝนต้นหนาว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303618

 ป้องกัน-ดูแลสัตว์ปีกช่วง“ปลายฝนต้นหนาว”

ปศุสัตว์, ปลายฝนต้นหนาว

 ป้องกัน-ดูแลสัตว์ปีกช่วง“ปลายฝนต้นหนาว”

  ย่างเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาว ภูมิอากาศแปรปรวน มีความชื้นสูง ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันโรคลดลง สัตว์อ่อนแอ มีโอกาสติดเชื้อง่าย จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดทั้ง ไข้หวัดนก นิวคาสเซิล ซึ่งโรคดังกล่าว ทำให้สัตว์ป่วยตายเป็นจำนวนมาก

สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ จึงมีมาตรการการดูแลสุขภาพสัตว์ปีกในช่วงปลายฝนต้นหนาว เริ่มจาก

– รณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกแบบบูรณาการ ปีละ 2 ครั้ง มกราคมและกรกฎาคม โดยจัดทีมร่วมหน่วยงานต่างๆ เข้าตรวจสอบสัตว์ปีกในทุกหมู่บ้าน เพื่อดูอาการ หากพบป่วยหรือตายจะควบคุมโรคทันที

– ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อในพื้นที่เสี่ยงปีละ 4 ครั้ง เน้นบริเวณมีสัตว์ปีกป่วยตาย พื้นที่มีนกอพยพ พื้นที่แนวชายแดน โรงฆ่าสัตว์ปีก ฯลฯ

– พัฒนาการเลี้ยงสัตว์ปีกในรูปแบบฟาร์มปิด ฟาร์มมาตรฐาน ฟาร์มคอมพาร์ทเมนต์ จะป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– ขึ้นทะเบียนเป็ดไล่ทุ่งและจำกัดพื้นที่การเลี้ยงให้อยู่ภายในตำบลหรืออำเภอเดียว พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างอุจจาระตรวจทุกฝูง ปีละ 2 ครั้ง

– ควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและซากสัตว์ปีกระหว่างจังหวัดและระหว่างโซน ด้วยแบ่งพื้นที่การควบคุม 5 โซน มีจุดตรวจสอบการเคลื่อนย้าย 32 จุด

– เข้มงวดจังหวัดที่มีชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน 27 จังหวัด ในตำบลชายแดน 323 ตำบล โดยร้อยละ 100 ของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง ต้องปรับระบบการเลี้ยง เช่น ทำวัคซีนในสัตว์ปีกป้องกันโรค

– ให้ด่านกักสัตว์ตามแนวชายแดนทุกด่านร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทหาร ตำรวจ ศุลกากร เข้มงวดตรวจสอบบุคคลเข้าออกต้องไม่มีการนำสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกเข้ามาในประเทศ

– ให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรให้คำแนะนำ ความรู้ด้านป้องกันโรค ดูแลสุขภาพ ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด และค้นหาสัตว์ป่วยหรือตาย หากตรวจพบการเกิดโรคให้ดำเนินการควบคุมโรคทันที

ด้านผู้ประกอบการ เกษตรกร ขอความร่วมมือในการป้องกันโรค โดยฉีดวัคซีนตามโปรแกรมที่กำหนด เน้นการจัดการโรงเรือน คอกเลี้ยงสัตว์ที่ดีป้องกันฝนและพาหะนำโรคระบาดได้ ควบคุมการเข้า-ออกของคน สิ่งของ ยานพาหนะไม่ให้นำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม หรือโรงเรือนได้ อีกทั้ง จัดเตรียมน้ำ อาหาร ยาเวชภัณฑ์ พืชอาหารสัตว์ให้เพียงพอ และหากจะนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงในฝูงควรตรวจสอบประวัติ ผ่านการทดสอบโรคก่อนเพื่อป้องกันโรคติดต่อสู่ฝูงสัตว์เดิม

ทั้งหมดนี้ เป็นมาตรการดูแลสุขภาพสัตว์ปีกในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะการป้องกันโรคไข้หวัดนก ที่แม้ในบ้านเรา ปี 2560 ยังไม่พบการระบาด แต่ก็อย่าประมาท กันไว้ดีกว่าแก้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด !