เกษตร ขับเคลื่อนความมั่นคงด้านอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303413

เกษตร ขับเคลื่อนความมั่นคงด้านอาหาร

กรมส่เงสริมการเกษตร

เกษตร ขับเคลื่อนความมั่นคงด้านอาหาร ระหว่างวันที่ 27- 29 พฤศจิกายน 2560

                  ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เปิดเผยว่า  จากสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร ส่งผลให้ประเทศไทยประสบปัญหาภาวะทุพโภชนาการ และภาวะโภชนาการเกิน ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มมากยิ่งขึ้น  การส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรกร จึงมีความจำเป็น เพื่อให้มีปริมาณอาหารที่มีคุณภาพเพียงพอกับความต้องการบริโภค ภายใต้ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืน ตั้งแต่การผลิต    การปรุงประกอบอาหาร การถนอมอาหาร การจัดเลี้ยง การจัดหาและการสำรองอาหาร  ทั้งในภาวะปกติและยามวิกฤต การขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนการจัดทำบ้านเกษตรสมบูรณ์ อันจะส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรกร และชุมชน มีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอครบถ้วนตามหลักโภชนาการในทุกสถานการณ์

กรมส่งเสริมการเกษตร  ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในระดับครัวเรือนและชุมชนจนถึงระดับประเทศ จึงจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน  ระหว่างวันที่ 27- 29 พฤศจิกายน 2560 ณ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรสามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกร และวางแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนงานความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชนในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวเพิ่มเติมว่า  ภารกิจในการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร นับเป็นภารกิจส่วนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยมีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกร เป็นแกนนำหลักในการดำเนินงานส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อให้เกษตรกรและองค์กรเกษตรกรได้รับประโยชน์ อันจะส่งผลดีต่อภาคการเกษตรของประเทศโดยรวม

“ชุติมา”ปลื้มข้าวสังข์หยดพัทลุงมีคุณภาพสูงและปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303326

“ชุติมา”ปลื้มข้าวสังข์หยดพัทลุงมีคุณภาพสูงและปลอดภัย

ข้างสังข์หยด, ชุติมา

“ชุติมา”ปลื้มข้าวสังข์หยดพัทลุงคุณภาพสูงและปลอดภัยสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค

          วันที่ 23 พ.ย. นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนาแปลงใหญ่และติดตามการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ณ จังหวัดพัทลุง โดยได้เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลาง มีการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง สามารถเป็นศูนย์รับซื้อข้าวสังข์หยดจากบริเวณใกล้เคียงมาสีแปรและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ แป้งข้าวกล้อง ขนมทองพับ ผลิตภัณฑ์เส้น ข้าวอบกรอบ จมูกข้าว เป็นต้น หน่วยงานราชการได้นำองค์ความรู้และเครื่องมือทุ่นแรงเข้ามาให้ใช้โดยมีการแนะนำวิธีทำ จึงทำให้ผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยมีต้นทุนที่ลดลง

ทั้งนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรับซื้อข้าวเปลือกมาจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ มีพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ แต่ขณะนี้เกิดปัญหาน้ำท่วม จึงเหลือพื้นที่ที่สามารถทำการเกษตรได้จริงประมาณ 800 ไร่ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้นำหน่วยงานในสังกัดเข้ามาแลกเปลี่ยนวิธีการในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง อีกทั้งยังอยู่ใกล้ทะเลสาบ ทำให้ทุกปีเกิดปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ในเบื้องต้น กรมชลประทานจะแก้ไขโดยวิธีการขุดลอกคูคลองเพื่อช่วยในการระบายน้ำให้เร็วขึ้น ส่วนปัญหาน้ำแล้ง กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้ตั้งสถานีสูบน้ำให้แล้ว มีสายส่งของระบบน้ำแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังขาดอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งต้องของบประมาณเพิ่มเติมอีก 23 ล้านบาท จะทำให้สามารถส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ได้ทั้งหมดในบริเวณนี้ ประมาณ 2,000 กว่าไร่

นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า กลุ่มเกษตรกรดังกล่าวทำผลผลิตออกมาเป็นข้าวคุณภาพตามมาตรฐานข้าวปลอดภัย (GAP) และนำมาสีที่โรงสีวิสาหกิจชุมชนที่เป็นโรงสี GMP แห่งเดียวของจังหวัดพัทลุง ผลผลิตดังกล่าวจะได้ข้าวคุณภาพ มีเครื่องหมาย Q ที่รับรองว่าเป็นข้าวปลอดภัย ซึ่งมีความต้องการของตลาดมาก และสามารถเอาไปขายตามร้านค้าและโมเดิร์นเทรดต่าง ๆ แล้ว นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์และได้รับการรับรองออร์แกนิกไทยแลนด์ ทำให้สามารถขายได้ราคาที่สูงกว่าข้าวทั่วไป

ทั้งนี้ ข้าวสังข์หยดจังหวัดพัทลุง เป็นผลผลิตที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์ ได้รับการรับรอง GI จากกรมทรับสินทางปัญญา ทำให้มั่นใจได้ว่า ข้าวสังข์หยดพัทลุงเป็นสินค้าที่มีคุณภาพพิเศษ มีคุณลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากข้าวทั่วไป เป็นการยกระดับข้าวสังข์หยดของพัทลุง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลางปลูกข้าวสังข์หยดที่ได้รับการรับรอง GI ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก มีการตกลงราคารับซื้อข้าวสดกันล่วงหน้าถึงตันละ 15,000 บาท

“สำหรับการส่งเสริมในเรื่องนาแปลงใหญ่ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ขยายนาแปลงใหญ่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งได้มีการกำหนดแผนการดำเนินการไว้ 5 ปี จะมีนาแปลงใหญ่ที่เข้าระบบข้าวปลอดภัย 19 ล้านไร่ คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมดของประเทศไทย จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรที่สนใจ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่เกษตรอำเภอหรือเกษตรจังหวัด โดยให้รวมกลุ่มกันอย่างน้อย 30 ราย พื้นที่ 300 ไร่ขึ้นไป หรือมาสมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีอยู่แล้วได้อีกทางหนึ่ง” นางสาวชุติมา กล่าว

กรมชลฯ ระดมเครื่องจักร เร่งระบายน้ำในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303309

กรมชลฯ ระดมเครื่องจักร เร่งระบายน้ำในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี

กรมชล

กรมชลฯ ระดมเครื่องจักร เครื่องมือ เร่งระบายน้ำในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี

วันที่ 23 พ.ย. ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่ง อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ฝนที่ตกหนักในช่วงวันที่ 20 – 21 พ.ย. 60 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี เพิ่มสูงขึ้น ทำให้พื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเพชรจนถึงปากแม่น้ำเพชรบุรีตั้งแต่ อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง และอ.บ้านแหลม ได้รับผลกระทบจากน้ำที่เอ่อล้นตลิ่งทั้งสองฝั่ง      รวมไปถึงมีน้ำท่วมเส้นทางสัญจรบริเวณถนนเพชรเกษม ถนนดำเนินเกษม ถนนคีรีรัฐยา ถนนบันไดอิฐ ถนนดำรงค์รักษ์ ถนนพาณิชเจริญ ถนนมาตายวงศ์ ถนน 18 เมตร และถนนหน้าวัดใหญ่ ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 5 – 25 เซนติเมตร
กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองเพชรบุรี 12 เครื่อง อำเภอบ้านแหลม 6 เครื่อง รวมทั้งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีรวมทั้งสิ้น 34 เครื่อง และคลองสาขาต่างๆในเขตอำเภอบ้านแหลมอีก 6 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรืออีก 22 ลำ ติดตั้งในแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม พร้อมกันนี้ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแนวกระสอบทราย และใช้รถแบ็คโฮเสริมคันดินบริเวณริมตลิ่งแม่น้ำเพชรบุรี เพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี     มีแนวโน้มลดลง หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม คาดว่าปริมาณน้ำจะลดลงสู่ภาวะปกติภายใน 3 – 4 วันนี้
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่เมืองเพชรบุรี เกิดจากฝนตกหนักทางตอนบนของลำน้ำห้วยแม่ประจันต์  ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำเพชรบุรี ทำให้มีปริมาณน้ำไหลหลากลงสู่แม่น้ำเพชรบุรีเป็นจำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์แต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ ถึงแม้ว่าจะมีปริมาณน้ำเต็มความจุที่ระดับเก็บกัก แต่ได้มีการระบายน้ำ เพียงวันละ 4.50 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น กรมชลประทาน ได้ใช้เขื่อนเพชรในการบริหารจัดการน้ำ ด้วยการหน่วงน้ำส่วนหนึ่งไว้บริเวณเหนือเขื่อน และควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ในเกณฑ์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางตอนล่างมากนัก พร้อมกับเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุดต่อไปแล้ว

เกษตรฯขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303270

เกษตรฯขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ปี61

ทฤษฎีใหม่

เกษตรฯขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ปี61

         วันที่ 23 พ.ย.พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง “การขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง โดยปราชญ์ชาวบ้าน” ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้น้อมนำแนวคิด “เกษตรทฤษฎีใหม่” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มากำหนดเป็นนโยบายสำคัญ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร

โดยได้จัดทำโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ซึ่งเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2560 ต่อเนื่องจนถึง ปี 2561 โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถน้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้พึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนทั้งนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจน มีหนี้สิน บางรายไม่มีที่ดินทากิน เป็นของตนเอง และทำการเกษตรยังไม่ถูกต้องซึ่งการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร ต้องให้เกษตรกรทำการเกษตรอย่างถูกต้อง คือ ผลิตสินค้าเกษตรตรงตามความเหมาะสมของดิน ภูมิอากาศ ตรงกับความต้องการของตลาด

โดยใช้เครื่องมือ Agri-Map อีกทั้งต้องลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และมีคุณภาพแข่งขันได้ ตรงกับความต้องการของตลาด ด้วยการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ อาทิ การทำเกษตรแบบแปลงใหญ่การใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการใช้เทคโนโลยี /นวัตกรรมสมัยใหม่ โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นโรงเรียนให้ความรู้กับเกษตรกร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ “โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน” ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561) โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 มีศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 236 ศูนย์ และศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านดังกล่าว เป็น 1 ใน 5 ประสาน ที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง ให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เพื่อเป็นการชี้แจงและสร้างความเข้าใจให้ปราชญ์ชาวบ้านรับทราบเป้าหมายและแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตลอดทั้งสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาในการขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่ของปราชญ์ชาวบ้าน จึงได้จัดการสัมมนา เรื่อง “การขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง โดย ปราชญ์ชาวบ้าน” ในวันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2560 ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาฯ ประกอบด้วย ปราชญ์ชาวบ้านและเกษตรกรต้นแบบจำนวน 150 ราย และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 30 หน่วยงาน

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ปี 2560มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 70,002 ราย ซึ่งเกษตรกรได้นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตรผสมผสาน ตามศักยภาพของตนเองในพื้นที่ เกิดการพึ่งพาตนเอง สามารถลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 533 บาท มีการลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้สารเคมี โดยใช้ปัจจัยการผลิตและใช้แรงงานของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ556 บาท เกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในเมือง ลดลงร้อยละ 1.47 มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ครัวเรือนร้อยละ 18.38 สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังมีการวางแผนและดำเนินการผลิตในแปลงที่เข้าร่วมโครงการ สร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 4,613 บาท

สำหรับการดำเนินงาน ในปี 2561 ได้กำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย รวมเป็น 140,000 ราย โดยเกษตรกรรายเดิม ปี 2560ได้รับการประเมินศักยภาพ และจัดกลุ่มเกษตรกรเพื่อพัฒนาต่อเนื่องเป็นกลุ่ม A ,B ,C แล้ว (ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560) แยกเป็นรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ 13,257 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20,608 ราย ภาคกลาง  9,745 ราย และภาคใต้ 6,651 ราย รวมทั้งสิ้น 50,261ราย คิดเป็นร้อยละ 71.8

วางเป้าพัฒนา 8 จังหวัด สร้างตลาดเกษตรกรถาวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303226

วางเป้าพัฒนา 8 จังหวัด สร้างตลาดเกษตรกรถาวร

ตลาดเกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตร วางเป้าพัฒนา 8 จังหวัด สร้างตลาดเกษตรกรถาวร

 

              จากเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ในการดำเนินการตลาดเกษตรกร สามารถสร้างรายได้สะสมใน 3 ปี กว่า 450 ล้านบาท เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรงกว่า 43,000 ราย  สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งวางเป้าในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต  โดยการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มโอกาสในทางการแข่งขันให้กับเกษตรกร  จึงทำให้เกิดการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ การบริหารจัดการผลผลิต สอดคล้องกับความต้องการ  รวมทั้งมีสถานที่สำหรับจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีคุณภาพ

นางวิลาวัลย์  วงษ์เกษม  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยเพิ่มเติมว่า การดำเนินการที่ผ่านมาของตลาดเกษตรกรในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร 38 จังหวัด สามารถยกระดับและพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งได้ โดยเป้าหมายต่อไปจะต้องพัฒนาผู้จัดการตลาดเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง มีแนวคิด ความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาสินค้า และการพัฒนาตลาดเกษตรกร เพื่อรองรับการเติบโตรองรับ ไทยแลนด์ 4.0 การเชื่อมโยงระหว่างฐานการผลิตในรูปแบบรายบุคคล และเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผลิตแปลงใหญ่ เพื่อให้เห็นถึงการวางแนวทางเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ให้ผู้จัดการตลาดเกษตรกรสามารถพัฒนาความสามารถเพื่อบริหารจัดการตลาดเกษตรกร           อย่างครบวงจร อีกด้วย

เกษตรฯ เดินหน้าขยายผลแผนงานโครงการต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303196

เกษตรฯ เดินหน้าขยายผลแผนงานโครงการต่อเนื่อง

เกษตรแลปงใหญ่

เกษตรฯ เดินหน้าขยายผลแผนงานโครงการต่อเนื่อง เร่งสู่เป้าหมายเกษตร 4.0

               วันที่ 22 พ.ย. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดให้ปี 2561 เป็นปีแห่งการยกระดับคนและการบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0 โดยมีเป้าหมายบริหารจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยีDemand และ Supply สมดุล มูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นทั้งด้านคุณภาพ ราคา และจำนวนผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป โดยมุ่งเน้นการดำเนินการแผนงานโครงการการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร 15 แผนงาน พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคง โดยให้ความสำคัญเรื่องเกษตรแบบแปลงใหญ่ การสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรโดยผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) Zoning by Agri-Map ตลอดทั้งการจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อลดแรงงานของภาคเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามา ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 โดยนำแผนงานโครงการในปี 2560 – 2561 มาขยายผลต่อเนื่องสู่เป้าหมายให้เร็วขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินงานตามนโยบายSmart Agricultural Curve มีแนวทางในการจัดทำงบประมาณประจำปี 2562 ประกอบด้วย 1) ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 –2579) 2) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 3) แผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) 4) นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ และ 5) นโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยให้ความสำคัญกับแผนงานบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะแผนงานบูรณาการการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร และได้เตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้ง 15 โครงการ อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  2) ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 3) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 4) Zoning by Agri-Map 5) พัฒนาเกษตรกรสู่Smart Farmer 6) พัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบประชารัฐ 7) ธนาคารสินค้าเกษตร 8) เกษตรอินทรีย์ 9) ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ 10) การจัดระเบียบประมงให้เป็นไปตามมาตรฐาน 11) พัฒนาศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าว 12) ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน 13) ตลาดสินค้าเกษตร 14) พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) และ 15) การช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้มุ่งเน้นที่จะผลักดันการดำเนินงานตามนโยบายให้เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยนำ Zoning by Agri-Map มาใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อน การเพิ่มความรู้ในการประกอบอาชีพอย่างเหมาะสมให้แก่เกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การส่งเสริมสร้างตลาดสินค้าเกษตร รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกร ตลอดทั้งการเพิ่มคุณค่าสินค้าเกษตรในเรื่องของการแปรรูป เป็นต้น

ฝนตกหนัก! เตือนประชาชนริมแม่น้ำเพชรบุรีรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/303027

ฝนตกหนัก! เตือนประชาชนริมแม่น้ำเพชรบุรีรับมือ

cjohegr=i

ฝนตกหนัก! เตือนประชาชนริมแม่น้ำเพชรบุรีรับมือ

 

วันที่ 21 พ.ย.60 นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี ตั้งแต่คืนวันที่ 20 พ.ย. 60 จนถึงช่วงเช้าของวันที่ 21 พ. ย. 60 วัดปริมาณน้ำฝนบริเวณอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรีได้ 138 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีน้ำหลากไหลลงสู่ลำห้วยแม่ประจันต์ บริเวณสถานีวัดน้ำ B.6A บ้านสระยายนนท์ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เมื่อเวลา 15.00 น. วันนี้(21 พ.ย. 60)มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 324 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยในพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำเพชรบุรี ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน โดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน คาดการณ์สถานการณ์น้ำและแจ้งเตือนประชาชน จากการติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเพชรบุรี คาดว่าปริมาณน้ำจะสูงสุดในคืนนี้(21 พ.ย.60) ในช่วงเวลา ประมาณ 20.00  – 21.00 น. ในเกณฑ์ประมาณ 400 – 420 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำดังกล่าวจะไหลลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี มายังเขื่อนเพชรบุรี ตามลำดับ ซึ่งกรมชลประทานจะใช้เขื่อนเพชร ในการบริหารจัดการน้ำ โดยควบคุมน้ำไหลผ่านในอัตรา 200 –  230 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ด้านท้ายเขื่อนเพชร บริเวณเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี ไปจนถึงปลายแม่น้ำเพชรบุรีก่อนออกอ่าวไทย ได้รับผลกระทบ ระดับน้ำจะสูงกว่าตลิ่งประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร ในวันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 20.00 – 21.00 น.
กรมชลประทานได้ทำหนังสือแจ้งสถานการณ์น้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมเสริมกระสอบทรายเพื่อป้องกันในพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วม เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดรวมทั้งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ต่อไปแล้ว

กรมชลฯ เผยระบายน้ำออกจากทุ่งลุ่มต่ำเร็วกว่าแผน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/302944

กรมชลฯ เผยระบายน้ำออกจากทุ่งลุ่มต่ำเร็วกว่าแผน

กรมชล

กรมชลฯ เผยระบายน้ำออกจากทุ่งลุ่มต่ำเร็วกว่าแผน

      วันที่ 21 พ.ย.60 นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามที่พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวให้เร็วขึ้นจากเดิม เพื่อป้องกันความเสียหายของผลผลิตที่อาจเกิดจากปัญหาน้ำท่วม และพื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำที่เก็บเกี่ยวแล้วเสร็จยังสามารถใช้เป็นพื้นที่รองรับปริมาณน้ำส่วนเกินเพื่อช่วยในการบริหารจัดการน้ำได้อีกทางหนึ่ง

โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 13 ทุ่งทั้งพื้นที่ตอนบนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ พื้นที่ทุ่งบางระกำ ตามแผนงานโครงกรบางระกำโมเดล 60 ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 มีพื้นที่น้ำท่วม 240,000 ไร่ ปริมาณน้ำที่อยู่ในคลองส่งน้ำและทุ่งนา จำนวน 500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีแผนการระบายน้ำออกจากทุ่งจำนวน 400 ล้าน ลบ.ม. และเก็บกักไว้ในระดับเก็บกักของคลองส่งน้ำ 100 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเป็นต้นทุนน้ำในการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง

ปัจจุบันพื้นที่น้ำท่วมลดลง เหลือประมาณ 80,000 ไร่ ปริมาณน้ำค้างทุ่งจำนวน 152 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำแล้ว 348 ล้าน ลบ.ม (ร้อยละ 87) เหลือปริมาณน้ำที่รอระบายน้ำอีก 52 ล้าน ลบ.ม. (ร้อยละ 13) คาดว่าอีก 4 วัน จะสามารถระบายน้ำปริมาณดังกล่าวได้ทั้งหมด ซึ่งเร็วกว่าแผนการระบายน้ำที่วางไว้(เดิม)ให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560

ส่วนการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ตอนล่างลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็มีความก้าวหน้ากว่าแผนงานเช่นกัน โดยมี 2 ทุ่งที่ดำเนินการระบายน้ำออกจากทุ่งแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเร็วกว่าแผนมาก ได้แก่ ทุ่งฝั่งซ้ายของคลองชัยนาท – ป่าสัก ในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ และอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ซึ่งใช้เป็นพื้นที่รับน้ำจำนวน 72,680 ไร่ (ตามแผนงานแล้วเสร็จวันที่ 5 ธันวาคม) และทุ่งท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้ง และอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี จำนวน 45,700 ไร่  (ตามแผนงานแล้วเสร็จวันที่ 10 ธันวาคม)

หลังจากนี้  กรมชลประทานจะเร่งระบายน้ำออกจาก 10 ทุ่งที่เหลือ คือ ทุ่งเชียงราก ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้เร่งดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวให้มากที่สุด โดยพื้นที่ทั้ง 13 ทุ่งทั้งตอนบนและตอนล่าง จะยังคงมีปริมาณน้ำที่
ทั้งนี้กรมชลประทานเหลือไว้เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงเพาะปลูกพืชฤดูแล้งและจะเริ่มให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังตั้งแต่เดือนธันวาคม เป็นต้นไป ตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งประจำปี 2560/61 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ธีธัช”ร่วมประชุมงานยางระดับโลกที่จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/302942

“ธีธัช”ร่วมประชุมงานยางระดับโลกที่จีน

กยท., ธีธัช

“ธีธัช”ร่วมประชุมงานยางระดับโลกที่จีน เคาะเปิดขายยางล๊อตแรก 10,000 ตัน เริ่มส่งปลายปีนี้

           

            ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวถึงการเดินทางไปเมืองโบเอา มณฑลไห่หนาน ประเทศจีนเมื่อปลายสัปดาหืทีผ่่านมาว่า นอกจากเพื่อไปร่วมประชุมใหญ่ของกลุ่มผู้ผลิตและผู้ใช้ยางพาราระหว่างประเทศ ร่วมกับประเทศสมาชิกจัดตั้งกว่า 15 องค์กร เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางที่ผันผวน โดยการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ประเภทต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดการกระตุ้นการใช้ยางมากขึ้น ยังได้มีโอกาสเข้าร่วมเจรจาทางการค้ากับบริษัท Hainan Rubber Industrial Group โดยตรง ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน โดยการเจรจาในครั้งนี้ เป็นการทำสัญญาแบบ Business to Business ระหว่าง 2 องค์กร เพื่อวางเป้าในการซื้อขายยางคละแบบ ทั้งยางก้อนถ้วย ยางแผ่นรมควัน และยางแท่ง ซึ่งจะเป็นช่องทางการตลาดที่มาสนับสนุนการพัฒนาตลาดยางของ กยท. ที่กำลังเร่งพัฒนาเพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นตลาดกลางยางพาราทั้ง 6 แห่ง ตลาดยางพาราระดับท้องถิ่น 108 ตลาด ตลาดกลางน้ำยางสด รวมไปถึงตลาดยางก้อนถ้วยทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก ที่กำลังจะเป็นเพิ่มเติม

             “กยท.จะเป็นตัวกลางในการจัดหาและรวบรวมผลผลิต พร้อมเปิดรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีความพร้อม และสนใจเข้าร่วมโครงการ ซึ่งการขอทำสัญญาซื้อยางในล๊อตแรกคาดว่า เราพร้อมส่งมอบในเดือนธันวาคม นอกจากนั้นแล้ว ทางฝ่ายผู้ซื้อจากประเทศจีน ยังแสดงความสนใจที่จะให้ กยท. รวบรวมยางคละแบบ ทั้งยางก้อนถ้วย ยางแผ่น ยางแท่ง โดยวางเป้าหมายไว้ ปีละกว่า 200,000 ตัน ซึ่งภายหลังการส่งมอบยางในชุดแรกแล้ว คงจะเจรจาในรายละเอียดวิธีการทำงานร่วมกันให้ชัดเจน”

               ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า มณฑลไห่หนาน ทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพารามาแล้วกว่า 50 ปี เป็นพื้นที่ปลูกยางมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีน โดยมีรัฐบาลจีนให้การสนับสนุน ปัจจุบันเฉพาะมณฑลนี้มีพื้นที่ปลูกยางกว่า 3 ล้านไร่ แต่เมื่อพบว่าการทำเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยวทำให้เผชิญปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตรในระยะยาว รัฐบาลจีนจึงสนับสนุนให้ผู้ปลูกยางในไห่หนาน หันมาปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยปัจจุบันมีรายได้จากสินค้าเกษตรกว่า 8 ชนิด เช่น ส้ม ใบชา กาแฟ และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ แต่ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ และสภาพอากาศที่อาจไม่เอื้ออำนวยกับการปลูกยางนักเมื่อเทียบกับประเทศแถบร้อน ทำให้ได้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งยังเผชิญกับพายุพัดถล่มบ่อยครั้ง จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้ายางจากประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศไทย

               “มลฑลไห่หนาน อยู่ในฐานะที่เป็นทั้งผู้ปลูกและผู้ใช้ยางพารา จึงมีความเข้าใจในสถานการณ์ความผันผวนของยางพาราเป็นอย่างดี และมีความต้องการที่จะให้ราคาเป็นไปในทิศทางที่สูงขึ้น จึงนำมาสู่การร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย ซึ่งประโยชน์ส่งต่อถึงมือชาวสวนยางไทยอย่างแน่นอน”

ข้าวโพดแปลงใหญ่ พัฒนาเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/302859

ข้าวโพดแปลงใหญ่ พัฒนาเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน

ซีพีเอฟ

ข้าวโพดแปลงใหญ่ พัฒนาเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน

ร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา นายกเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา กล่าวถึงการจัดนิทรรศการ “ข้าวโพดแปลงใหญ่ ด้วยเกษตรทันสมัย”  เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานของ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน (บัลลังก์โมเดล)” ในปีที่ 2 มีเกษตรกรในพื้นที่เทศบาลบัลลังก์เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้นเป็น 451 ราย พื้นที่ปลูกข้าวโพดกว่า 13,500 ไร่ เป็นผลจากความสำเร็จของโครงการในปีแรก

โดยในปีที่สอง มีการนำความรู้เกษตรสมัยใหม่ และหลักการเกษตรที่ดี (Good Agriculture Practices) มาประยุกต์ใช้ส่งผลให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อไร่ดีขึ้น ได้คุณภาพข้าวโพดตรงกับความต้องการตลาด บนพื้นฐานของการตรวจสอบย้อนกลับได้ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตขายตรงสู่โรงงานอาหารสัตว์ในราคาประกัน ส่งผลให้เกษตรกรผู้ร่วมโครงการฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
“ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการผนึกจุดแข็งของแต่ละภาคส่วน ภาคเอกชน ภาครัฐ และเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรในตำบลบัลลังก์มีความรู้การเพาะปลูกที่ทันสมัยขึ้น ช่วยให้มีผลผลิตต่อไร่โดยเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 47% ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลงถึง 23% และมีกำไรจากปลูกสูงถึง 3,800 บาทต่อไร่” ว่าที่ร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กล่าว
นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า “บัลลังก์โมเดล” ถือเป็นแห่งแรกของประเทศ ที่มีการผนึกพลังภาครัฐ เกษตรกร และเอกชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรเพาะปลูกข้าวโพดอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเพาะปลูก การบริหารจัดการเก็บเกี่ยวและขนส่ง รวมถึงการมีตลาดรับซื้อในราคาประกัน บนพื้นฐานการตรวจสอบย้อนกลับได้

โดยปีที่ 2 นี้ นอกจากองค์ความรู้ในการเพาะปลูกแล้ว เกษตรกรยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพาะปลูก เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตได้ดีขึ้น ตรงตามความต้องการตลาดมากขึ้น และสามารถนำมาขายตรงเข้าโรงงานอาหารสัตว์ได้ราคารับซื้อสูงถึง 7.90 บาทต่อกิโลกรัม

“นับจากนี้ โครงการฯ จะสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อมุ่งสู่เกษตรกรแปลงใหญ่ เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับให้สอดคล้องตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (Good Agriculture Practices: GAP) เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน” นายวรพจน์กล่าว