กรมชลฯเร่งผุด 3 อ่างฯสร้างความมั่นคงให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/302846

กรมชลฯเร่งผุด 3 อ่างฯสร้างความมั่นคงให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก

กรมชลฯเร่งผุด 3 อ่างฯสร้างความมั่นคงให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก

          กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำ รองรับการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก  หวังเสริมสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ  และแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน เตรียมผลักดันสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 3 แห่งในระยะเร่งด่วน มูลค่ารวมกว่า 6,700 ล้านบาท
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์   อธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า  กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก   เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำรองรับความต้องการที่จะเกิดขึ้นทั้งปัจจุบันและอนาคต   รวมทั้งหาแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สอด อำเภอพบพระ  อำเภอแม่ระมาด และพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตากอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีพื้นที่การศึกษาครอบคลุมพื้นที่ 21 ตำบล5 อำเภอของจังหวัดตากคือ อำเภอแม่ระมาด  แม่สอด  พบพระ  วังเจ้า  และอำเภอเมือง
โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ดังกล่าวในปัจจุบัน มีทั้งหมด 62 โครงการ สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 29.45 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.56 ของปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยในพื้นที่โดยมีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์ทั้งหมด 81,825 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.43 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดเท่านั้น
ส่วนโครงการตามแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษตากที่เคยศึกษาเบื้องต้นไว้นั้น มีทั้งหมด 153 โครงการ ประกอบด้วย  โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางจำนวน 21 โครงการ และ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอีก 132 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำรวมกันได้ 366.17 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์รวม 384,629 ไร่ คาดว่าจะใช้งบลงทุนทั้งหมดประมาณ 24,690.93 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามในการศึกษาในครั้งนี้ กรมชลประทานได้ทำการคัดเลือกโครงการที่มีความสำคัญในระดับต้นและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการจำนวน 3 โครงการ ได้แก่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านห้วยยะอุ  ตัวเขื่อนจะสร้างกั้นห้วยแม่ละเมา  สาขาของแม่น้ำเมยที่บ้านห้วยยะอุ ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  เป็นอ่างฯขนาดกลางมีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 85.285 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)

โดยปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,463 มม./ปี และมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 314.136 ล้าน ลบ.ม./ปี   เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 70,000 ไร่  ส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค 21 ล้าน ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศน์ลำน้ำ 3.245 ลบ.ม./วินาที  ใช้งบการก่อสร้างประมาณ 1,415 ล้านบาท  พื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ  จะต้องดำเนินการศึกษาEIA
โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยอุ้มเปี้ยมตอนบน ตัวเขื่อนสร้างกั้นห้วยอุ้มเปี้ยม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของห้วยแม่ละเมา ที่หมู่ 2 บ้านแม่ละเมา ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก  เป็นอ่างฯขนาดกลาง มีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 84.07 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,407 มม./ปี และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 82.17 ล้าน ลบ.ม./ปี  เมื่อแล้วเสร็จ  จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 38,000 ไร่ ส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 600,000ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศลำน้ำ 0.50 ลบ.ม./วินาที  ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 5,084 ล้านบาท  พื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ  จะต้องดำเนินการศึกษาEIA เช่นเดียวกัน
และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่กึ๊ดหลวงตอนบน ตัวเขื่อนสร้างกั้นห้วยแม่กึ๊ดหลวง  ลำน้ำสาขาของห้วยแม่ละเมา  ที่หมู่ 12 บ้านใหม่พัฒนา ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก    เป็นอ่างฯขนาดกลาง มีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 2.445  ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,463 มม./ปี และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 4.64 ล้าน ลบ.ม./ปี  เมื่อแล้วเสร็จ  จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 3,000 ไร่ ส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 76,030  ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศลำน้ำ 0.075 ลบ.ม./วินาที  ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 268 ล้านบาท  โดยพื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าละเมา

ด้านนายมานพ ทิยอด ซึ่งเป็นประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานเขื่อนโกกโก่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวด้วยว่า เกษตรกรที่นี่ได้มีน้ำใช้เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้มีน้ำเพียงพอที่จะทำนาได้ถึงปีละ 2 ครั้งและมีน้ำเพาะปลูกตลอดทั้งปี หากจะมีการสร้างอ่างไว้เก็บน้ำที่มีมากในช่วงฝนไว้มาเติมในหน้าแล้งก็จะดี ก็จะทำให้มีรายได้มากขึ้นด้วย และหากน้ำมีพอก็แบ่งปันกันใช้ได้  แต่การสร้างเขื่อนต้องใช้เวลานาน ตอนนี้อยากให้กรมชลประทานมาขุดลอกคูคลองส่งน้ำสายใหญ่เพราะมีตะกอนเพิ่มขึ้นเร็วมาก กลุ่มผู้ใช้น้ำก็ยินดีที่จะมาร่วมกันทพความสะอาดด้วย เพื่อจะทำให้ส่งน้ำได้รวดเร็วไปถึงแปลงนาได้เต็มที่

กรมชลผนึกมูลนิธิโรตารีไทยพัฒนาโครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/302842

กรมชลผนึกมูลนิธิโรตารีไทยพัฒนาโครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย

โครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย

กรมชลจับมือมูลนิธิภาคโรตารีไทย ลงนาม MOU พัฒนาโครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย

           วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน และนายพิชัย รัตตกุล ประธานคณะกรรมการมูลนิธิภาคโรตารีไทย ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับมูลนิธิภาคโรตารีไทย เพื่อสืบสานการดำเนินโครงการแก้มลิง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ราษฎรในพื้นที่โครงการหนองโนนต่าย อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร สำหรับใช้เพื่อการอุปโภค – บริโภค และทำการเกษตร โดยมีนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบริหาร นายชูชาติ รักจิตร ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 ผู้บริหารกรมชลประทาน และคณะผู้บริหารจากมูลนิธิภาคโรตารีไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชั้น 3 อาคาร 99 ปี ม.ล. ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพ ฯ

กรมชลผนึกมูลนิธิโรตารีไทยพัฒนาโครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย
อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง ๒ หน่วยงาน เพื่อสืบสานพระราชปนิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบิตร และดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์น้ำแห่งชาติ ที่ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องของน้ำอุปโภค – บริโภค และปัญหาน้ำแล้ง – ท่วม ให้กับประชาชนในประเทศ พร้อมกันนี้กรมชลประทานจะดำเนินโครงการดังกล่าวให้เสร็จสมบูรณ์ ตามเจตจำนงของมูลนิธิภาคโรตารีไทย ที่ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณมาเพื่อดำเนินการพัฒนาแก้มลิงดังกล่าว
สำหรับโครงการแก้มลิงหนองโนนต่าย ตั้งอยู่ที่ บ้านเสาวัด หมู่ 2  ตำบลโพนงาม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร มีเนื้อที่รวม 507 ไร่  1 งาน ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในช่วงฤดูฝนจะเกิดปัญหาน้ำท่วม พอถึงช่วงฤดูแล้งปริมาณน้ำในแก้มลิงหนองโนนต่ายก็จะมีไม่เพียงพอต่อการทำนาปรัง และเพาะปลูกพืชชนิดอื่น ๆ จึงจำเป็นต้องมีการขุดลอก โดยการจะขุดลอกให้มีความกว้างเฉลี่ย 812 เมตร ยาว 1,000  เมตร ลึก 3.5 เมตร มีความจุประมาณ 2.40 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมดำเนินงานก่อสร้างอาคารท่อรับน้ำ 3 แห่ง และซ่อมแซมอาคารระบายน้ำล้นอีก 1 แห่ง มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 1,800 ไร่ ครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 350  ครัวเรือน โยใช้งบประมารของกรมชลประทาน และจากสโมสรโรตารีแห่งประเทศไทยอีกส่วนหนึ่ง

กยท. เปิดตลาดรับซื้อน้ำยางสดพื้นที่ภาคเหนือ นำร่องพิษณุโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/302722

กยท. เปิดตลาดรับซื้อน้ำยางสดพื้นที่ภาคเหนือ นำร่องพิษณุโลก

กยท.

กยท. เปิดตลาดรับซื้อน้ำยางสดพื้นที่ภาคเหนือ นำร่องพิษณุโลก

            นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า กยท. จ.พิษณุโลก มีแนวคิด และผลักดันให้เกษตรกรหันมาทำน้ำยางสดซึ่งมีราคาสูงกว่า โดยบูรณาการร่วมระหว่าง กยท. เกษตรกรชาวสวนยาง และ ผู้ประกอบกิจการ ทาง กยท. จ.พิษณุโลก จะทำหน้าที่รวมรวบผลผลิตน้ำยางสดคุณภาพดี ในแหล่งปลูกยางทั่วจังหวัดพิษณุโลก พร้อมทั้งรถกระบะและรถ 6 ล้อ รับน้ำยางสดจากพื้นที่สวนยางมารวบรวมที่สำนักงาน เพื่อเตรียมส่งขายสู่โรงงานเอกชน ขณะนี้มีบริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็กซ์ฯ เป็นผู้ร่วมหลักในการรับซื้อน้ำยางสด เพื่อนำไปส่งโรงงานแปรรูปที่จังหวัดระยอง นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาราคายางพาราผันผวน

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนยางที่สนใจนำผลผลิตน้ำยางมาส่งขายในตลาดน้ำยางสดของ กยท. จะต้องมีกระบวนการและผลผลิตยางที่มีคุณภาพ เช่น มี DRC ไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น ซึ่งการซื้อขายยางที่มีคุณภาพมาตรฐานในตลาดแห่งนี้จะส่งผลดีต่อทั้งเกษตรกรผู้ขายและผู้ซื้อ จะได้รับราคาและสินค้าที่ยุติธรรม
“ที่ผ่านมา กยท. ดำเนินการเปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกที่จังหวัดสงขลา ตลาดนี้มีการซื้อขายน้ำยางในราคาสูงกว่าราคาท้องถิ่น ชาวสวนยางทุกคนสามารถนำน้ำยางขายผ่านตลาดนี้ได้ วันนี้จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานที่ขายผลผลิตในรูปยางก้อนถ้วย ให้เป็นการขายน้ำยางสดแทน เพื่อช่วยดูดซับปริมาณยางก้อนถ้วยออกจากระบบ ทางจังหวัดพิษณุโลกถือเป็นจังหวัดนำร่อง จากนั้นจะต้องนำแนวคิดนี้ไปเผยแพร่ยังจังหวัดในภาคเหนือและอีสานต่อไป” นายธีรวัฒน์ กล่าว

กยท. บุกพื้นที่อีสาน ซื้อยางก้อนถ้วยเพิ่มรายได้ชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/302649

กยท. บุกพื้นที่อีสาน ซื้อยางก้อนถ้วยเพิ่มรายได้ชาวสวนยาง

กยท.

กยท. บุกพื้นที่อีสาน ซื้อยางก้อนถ้วยเพิ่มรายได้ชาวสวนยาง

               เมื่อเร็ว ๆ นี้ หน่วยธุรกิจตลาด การยางแห่งประเทศไทย เข้าประมูลซื้อยางก้อนถ้วยที่ตลาดกลางยางพาราหนองคาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมตามคุณภาพ น้ำหนักและราคา และยกระดับรายได้ของเกษตรกร สถาบันเกษตรชาวสวนยาง คาดว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3-5 บาทต่อเนื้อยางแห้ง 1 กก. โดยมี นายสาย อิ่นคำ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย เป็นประธานในการเปิดงาน พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ สร้างกำลังใจให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร ในฐานะผู้จัดการหน่วยธุรกิจ กล่าวว่า ตลาดกลางยางพาราจังหวัดหนองคาย เปิดให้บริการซื้อขายผลผลิตยางแผ่นดิบและยางก้อนถ้วยครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร ปีที่ผ่านมา ตลาดกลางแห่งนี้ มีปริมาณยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควัน 180,474 กก./ปี และเริ่มลดลง เนื่องจาก ชาวสวนยางในพื้นที่อีสานกว่า 99 % นิยมขายวัตถุดิบในรูปแบบยางก้อนถ้วย โดยในปี 2559 และ 2560 มีปริมาณยางก้อนถ้วยเข้าสู่ตลาด 961,156 และ 878,023 กก. ตามลำดับ จึงได้มีการพัฒนาตลาดให้รองรับการซื้อขายยางก้อนถ้วย แต่ที่ผ่านมา เกษตรกร สถาบันเกษตรกรยังคงประสบกับปัญหาเรื่องความเป็นธรรมของราคา

ฉะนั้น หน่วยธุรกิจตลาด (BU) จึงเห็นว่า เพื่อให้การซื้อขายประมูลยางก้อนถ้วยเกิดความเป็นธรรม ตามคุณภาพ และน้ำหนักจริง จึงได้เข้าซื้อยางก้อนถ้วยในฐานะผู้ซื้อรายหนึ่ง แต่จะรับซื้อในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับคุณภาพยางที่เกษตรกรนำมาขาย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาทำยางคุณภาพดี  ตามมาตรฐาน GAP เพิ่มมูลค่ายางก้อนถ้วย และเพิ่มการต่อรองราคาในตลาดได้
“ตลาดกลางยางพารา จะเป็นทางเลือกของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในการขายยาง โดยมีราคาที่เป็นธรรมในการซื้อขายจริง และสามารถเป็นราคาอ้างอิงในท้องถิ่นได้ เน้นซื้อขายผลผลิตที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้ราคาที่ดี และเป็นไปตามมาตรฐานความต้องการของตลาด ปริมาณยางก้อนถ้วยที่เข้าตลาดกลางยางพาราหนองคาย เฉลี่ยรอบละ 80 ตัน คาดว่า การเข้าประมูลยางก้อนถ้วยตลาดกลางยางพาราหนองคายของหน่วยธุรกิจ ไม่เพียงแต่ผลักดันคุณภาพผลผลิตเท่านั้น แต่จะช่วยชี้นำให้เกิดความเป็นธรรมตามคุณภาพ น้ำหนักและราคาด้วย” ผจก.BU กล่าวเพิ่มเติมว่า
นายวิชิต ขันติยู  เกษตรกรอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ได้นำผลผลิตมาขายที่ตลาดกลาง ตั้งแต่เริ่มเปิดตลาดเมื่อปี 2558 ซึ่งที่ตลาดกลาง ตาชั่งแน่นอน มีการคัดชั้นเกรดยาง เปิดโอกาสให้พ่อค้าซื้อแข่งขันกัน เพื่อให้ได้ราคาที่ดีกับเกษตรกรผู้ขาย เป็นโอกาสที่ดีมากที่ทางภาครัฐ ให้ความสำคัญการซื้อขาย ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรม ให้เกษตรกรที่ผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพดีมีรายได้ที่สูงขึ้น

ปั้น“ECO-SCHOOL”สร้างพลเมืองสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301771

ปั้น“ECO-SCHOOL”สร้างพลเมืองสีเขียว

ปั้น“Eco-School”สร้างพลเมืองสีเขียว

 

นางอัญชลี  มนต์สุวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์ เขตประเวศ กทม. เปิดเผยว่า โรงเรียนแก่นทองอุปภัมภ์ ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ อีโค-สคูล (Eco-School) ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา โดยมุ่งพัฒนาโรงเรียนให้กลายเป็นพื้นที่ที่เด็กจะได้เรียนรู้และฝึกทักษะการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach) ตั้งแต่การกำหนดนโยบายของผู้บริหาร การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การจัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในสถานศึกษา รวมถึงการมีส่วนร่วมของนักเรียน ครอบครัว ชุมชน และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา
โดยที่ผ่านมา โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์ ได้จัดทำหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยยึดการเรียนการสอนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมศึกษา Eco School ในการเรียนรู้รายวิชาต่างๆ ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 รวมทั้งบรรจุหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา Eco School ให้เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรของโรงเรียน โดยอยู่ในรายวิชาเพิ่มเติมของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการศึกษา 7 ขั้นตอน โดยให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกที่ดีต่อตนเอง ต่อชุมชน และประเทศชาติ  มีวินัย  ความอดทน และมีกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เพื่อจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบภายใต้บริบทของชุมชน โดยผู้เรียนต้องสำรวจประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชน ตามความถนัด ความสนใจ เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน สร้างเสริมประสบการณ์ที่ผู้เรียนนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติได้ประสบความสำเร็จและมีความสุข ตลอดจนการขยายความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือกับประชาชนในชุมชนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
“จุดเด่นของหลักสูตร Eco School ของโรงเรียน คือ เป็นหลักสูตรพัฒนาผู้เรียนเน้นหลักสมรรถนะ (Competency Based Curriculum) และสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง สามารถพัฒนาผู้เรียนทั้งความรู้ และทักษะ เป็นการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของท้องถิ่น มุ่งให้ผู้เรียนเห็นคุณค่า รู้จักอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ ทำให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมจากการได้ลงมือปฏิบัติจริง ภายใต้ความร่วมมือของผู้บริหาร ครู ชุมชน และนักเรียน ในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันโดยในการจัดการเรียนรู้จะมีทั้งครู ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน นักเรียนได้ออกพื้นที่ในการเรียนรู้ ตลอดจนได้สักถาม สัมภาษณ์ ถึงสภาพปัญหาและแล้วทางแก้ไขปัญหา จากกระบวนการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนเอง”
นางอัญชลี กล่าวต่อว่า ผลจากการเข้าร่วมโครงการโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ Eco School มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงเรียนสามารถพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นักเรียนและบุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความร่วมมือในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาและชุมชนโดยรอบให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลเครือข่ายเยาวชนริกโก้อีโคสคูลดีเด่น ประจำปี 2560 จากผลงานพัฒนาเครือข่ายเยาวชนริโก้อีโคสคูลพิทักษ์คูคลองประเวศอย่างมีประสิทธิภาพ และในอนาคตโรงเรียนก็จะมีการพัฒนาต่อยอดหลักสูตร Eco School เพื่อให้โรงเรียนเป็นฐานสำหรับการสนับสนุนเด็กให้ได้เรียนรู้และฝึกทักษะการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การเป็นพลเมืองสิ่งแวดล้อม หรือ Green Citizen ที่ดีในอนาคตต่อไป

แปลงขยะเป็นกระเป๋าโน๊คบุ๊ค ผลงานผลิตภัณฑ์“สีเขียว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301706

แปลงขยะเป็นกระเป๋าโน๊คบุ๊ค ผลงานผลิตภัณฑ์“สีเขียว”

แปลงขยะเป็นกระเป๋า

แปลงขยะเป็นกระเป๋าโน๊คบุ๊ค ผลงานผลิตภัณฑ์“สีเขียว”

 

            จากสถานการณ์ขยะตามบ้านเรือน ชุมชน และสำนักงานต่างๆ จะเห็นว่ามีสิ่งของเหลือใช้ประเภทเสื้อผ้ามือสองและแผ่นไวนิลถูกทิ้งเป็นจำนวนมาก นายสัญญา อาภาสโชคทวี นักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม จึงเกิดเป็นไอเดียคิดค้นเชิ้ตแพคขึ้น โดยนำแผ่นไวนิลที่มีคุณสมบัติแข็งแรง กันน้ำ กันกระแทก และขึ้นทรงได้ดี มาผสมผสานตัดเย็บให้เข้ากับเสื้อผ้าเก่า กางเกงยีนส์เก่า เพื่อให้ออกมาเป็นกระเป๋าที่สวยงาม ประณีต และสามารถนำไปใช้เป็นกระเป๋าใส่เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คได้ ซึ่งถือเป็นการสร้างประโยชน์จากสิ่งของเหลือใช้ที่มีมากมายภายในชุมชน

“เชิ้ตแพค” เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทกระเป๋าใส่เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊คบุ๊ค ทำจากเสื้อผ้า เสื้อเชิ้ต และกางเกงยีนส์เก่า นำมาผสมผสานกับแผ่นไวนิลเก่าจากป้ายบอร์ดหรือป้ายโฆษณาต่างๆ โดยที่มาของความคิดเกิดจากปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญของคนทุกเพศทุกวัย ขณะที่กระเป๋าโน๊คบุ๊คที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปยังมีปัญหาค่อนข้างมาก บางใบราคาสูง คุณภาพดี แต่ไม่กันน้ำ ขณะที่บางใบราคาถูก แต่คุณภาพงานยังไม่ดีพอ และไม่สวยงาม

นายสัญญา อาภาสโชคทวี นักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม เปิดเผยว่า ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม โดยได้รวมกลุ่มกับเพื่อน ประกอบด้วย เด็กชายลุ้นผล นาถาดทอง และ นายกนกพล มีทวี พัฒนาผลิตภัณฑ์ “เชิ้ตแพค” ส่งเข้าประกวดผลงานผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อมและได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการประกวดของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร

“ผลงานเชิ้ตแพ็ค ของเราสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้จริง ทั้งในเรื่องความคงทน แข็งแรง ทนแดด และทนฝน จากคุณสมบัติของแผ่นไวนิล ความสวยงาม ประณีต และเป็นเอกลักษณ์จากเสื้อเชิ้ตเก่า และกางเกงยีนส์เก่า อีกทั้งยังผ่านการทดลองใช้ใส่ของต่างๆ มาแล้วหลายชนิด ซึ่งปรากฏว่าสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี ขณะที่ใช้ต้นทุนต่ำมาก รวมใช้เวลาการผลิตไม่นาน และที่สำคัญ คือ สามารถนำแนวคิดนี้ไปต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ รวมทั้งขยายผลเชิงพาณิชย์โดยส่งเสริมให้ประชาชนทำเป็นอาชีพสร้างรายได้เพิ่มได้อีกทางหนึ่ง” นายสัญญากล่าว

กยท.จัดประชุมบอร์ด วาระด่วน! เพื่อแก้ไขสถานการณ์ยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301661

กยท.จัดประชุมบอร์ด วาระด่วน! เพื่อแก้ไขสถานการณ์ยางพารา

กยท

กยท.จัดประชุมบอร์ด วาระด่วน! เพื่อแก้ไขสถานการณ์ยางพารา

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย วาระเร่งด่วน เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขสถานการณ์ยางพาราในขณะนี้ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นที่จะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีข้อเสนอแนะของเครือข่ายเกษตรกรที่ยื่นข้อเสนอผ่านคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยที่เป็นผู้แทนเกษตรกร

โดยมีมติให้ทบทวนวิธีการเข้าตลาดของกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ให้สะท้อนความเป็นจริง ไม่สูงกว่าราคากลางมากเกินไป และให้ปฏิบัติตามระเบียบตลาดกลาง กยท. อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการรับมอบยางภายใน 2 วัน หากเกินกำหนดจะต้องจ่ายค่าปรับเป็นรายวัน รวมถึงให้หน่วยธุรกิจพิจารณาการเข้าซื้อยางก้อนถ้วยในพื้นที่จากเกษตรกรโดยตรงเพิ่มเติมผ่านทางตลาดของ กยท. ในภาคอีสาน และขยายเปิดจุดในแต่ละตลาดให้เพิ่มมากขึ้น                       นอกจากนี้ ให้ กยท. ทบทวนระเบียบการขอสนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนแปรรูปหรือการตลาด ให้มีความผ่อนปรนขึ้น หรือหาแนวทางเพื่อให้เกษตรกรหันมา แปรรูปมากขึ้นตามข้อเสนอแนะของเครือข่ายเกษตรกรภาคตะวันออกและผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง และพิจารณาปรับปรุงสวัสดิการให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อนให้ได้รับสิทธิมากขึ้น
นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมมีนโยบายให้เร่งผลักดันโครงการสินเชื่อเพื่อดูดซับปริมาณผลผลิตยางพาราของกลุ่มต่างๆ เช่น สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบการขั้นกลางและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพารา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรในด้านการรับซื้อผลผลิตตามโครงการต่างๆ ตามที่รัฐบาลให้การสนับสนุน
“ผลจากการประชุมประเด็นวาระเร่งด่วนเหล่านี้ กยท.จะเร่งดำเนินการพิจารณาและขับเคลื่อนให้เร็วที่สุด ซึ่งจะเกิดประโยชน์และสามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างยั่งยืน ส่วนประเด็นเรียกร้องที่ไม่ส่งผลต่อการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ไม่ได้มีมติพิจารณา” นายสุนันท์ กล่าวย้ำ

ขุดลอกคลองบางสะพาน แก้ปัญหาน้ำท่วมชุมชน คืบหน้ากว่าร้อยละ 85

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301650

ขุดลอกคลองบางสะพาน แก้ปัญหาน้ำท่วมชุมชน คืบหน้ากว่าร้อยละ 85

บางสะพาน

ขุดลอกคลองบางสะพาน แก้ปัญหาน้ำท่วมชุมชน คืบหน้ากว่าร้อยละ 85

               นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ อำเภอบางสะพาน เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 60 วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 136 และ 120 มิลลิเมตร ที่ต.แม่รำพึงและต.กำเนิดนพคุณ ตามลำดับ ทำให้เกิดน้ำป่าจำนวนมากไหลหลากจากบริเวณพื้นที่ต้นน้ำเข้าสู่เขตชุมชนบางสะพาน แต่ไม่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วม เพราะปริมาณน้ำดังกล่าวได้ไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากกรมชลประทานได้ดำเนินการขุดลอกคลองบางสะพานอย่างเร่งด่วนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร จากปากอ่าว หรือคิดเป็นร้อยละ 85 ของแผนการขุดลอกทั้งหมด 4.50 กิโลเมตร ทำให้สามารถระบายน้ำที่เกิดจากฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันพื้นที่ชุมชนบางสะพานให้รอดพ้นจากน้ำท่วมในครั้งนี้ได้สำเร็จ

สำหรับการขุดลอกคลองบางสะพาน ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 19 กิโลเมตร จากเดิมก่อนทำการขุดลอกสามารถระบายน้ำได้เพียง 200 ลบ.ม./วินาที หากดำเนินการขุดลอกแล้วเสร็จตลอดคลองบางสะพานจะสามารถระบายน้ำได้มากถึง 525 ลบ.ม./วินาที
อย่างไรก็ตามในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูฝน กรมชลประทาน ได้มีการเตรียมการรับมือปัญหาน้ำหลาก ด้วยการพร่องน้ำใน   อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ทุกแห่ง การติดตั้งเครื่องสูบน้ำเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าที่โรงพยาบาลบางสะพาน 2 เครื่อง ส่วนในคลองบางสะพานได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำล่วงหน้าบริเวณสะพานโรงเรียนอนุบาล 2 เครื่อง นอกจากนี้ ยังได้เคลื่อนย้ายเครื่องสูบน้ำมาเตรียมพร้อมไว้ที่โครงการชลประทานประจวบคีรีขันธ์อีก 10 เครื่อง พร้อมทั้งจัดทำป้ายเตือนภัยและแถบสีสัญลักษณ์ที่ตอม่อสะพานวังยาวและสะพานคลองกรูด ไว้ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบสถานการณ์ด้วย

ก.เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนงานเกษตรอุตสาหกรรมภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301649

ก.เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนงานเกษตรอุตสาหกรรมภาคเหนือ

แม่สอด

เร่งขับเคลื่อนงานเกษตรอุตสาหกรรมภาคเหนือ มุ่งพัฒนาภาคเกษตรสู่ไทยแลนด์ 4.0

               นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนงานเกษตรอุตสาหกรรมภาคเหนือ ณ อ.แม่สอด จ.ตาก ว่า ตามที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีการดำเนินนโยบายที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ ประชารัฐ และเกษตรแปลงใหญ่ เป็นต้น ภายใต้โมเดลไทยแลนด์ 4.0 ตามแผนพัฒนาภาคการเกษตรภายใน 20 ปีข้างหน้า จึงต้องมีการกำหนดทิศทางภาคเกษตรว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด ซึ่งรากฐานที่สำคัญในการจะพัฒนาภาคการเกษตรให้อยู่รอดได้ ต้องอยู่บนปัจจัยที่สำคัญ 3 ด้าน คือ 1) องค์ความรู้กับเทคโนโลยี 2) การตลาด ต้องใช้ตลาดนำการผลิต โดยผลิตสินค้าเกษตรที่ตลาดต้องการ และ 3) การบริหารจัดการ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญาหาการตลาดและการจัดการเทคโนโลยีให้เข้าถึงเกษตรกรได้อย่างแท้จริง

การดำเนินโครงการ TAK Model โดยจังหวัดตาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก เป็นการขับเคลื่อนเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดด้านการเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ทำให้เกิดกระบวนการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า และส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรเชิงอุตสาหกรรมที่ปลอดภัย ภายใต้แนวคิด “ขายได้แล้วจึงมีการผลิต มิใช่ผลิตแล้วจึงนำมาขาย” ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นต้นแบบที่เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ในการส่งเสริมเกษตรกรในการผลิต “กล้วยหอมทอง” เป็นการยกระดับชีวิตของเกษตรกร โดยสามารถพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้การดำเนินงานในเรื่องเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้มีความหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

“การพัฒนาส่งเสริมเกษตรกรไทยจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันจากทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นการนำพาภาคการเกษตรไทยให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่ว่า เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” นางสาวชุติมา กล่าว

ของที่ระลึก “ตาโขนช่วยลดโลกร้อน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301551

ของที่ระลึก “ตาโขนช่วยลดโลกร้อน”

ของที่ระลึก “ตาโขนช่วยลดโลกร้อน” ฝีมือเด็กโรงเรียนศรีสองรักษ์วิทยา

           ผลิตภัณฑ์ “ตาโขนช่วยลดมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” พัฒนามาจากโรงเรียนศรีสองรักษ์วิทยา จังหวัดเลย โดยใช้ “สูตรลับ” ผสมดินจากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ทั้งเศษกระดาษ ขี้เลื่อย ใบสับประรด ฟางข้าว ผักตบ ใบข้าวโพด จนได้ดินคุณภาพมาปั้นแจกัน ออมสิน เครื่องประดับ โดยไม่ต้องเอาไปเผา ลดได้ทั้งขยะ มลพิษ พร้อมทำลวดลาย “ผีตาโขน” ช่วยเสริมเอกลักษณ์ให้ท้องถิ่น ทำออกขายเป็นที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวสร้างรายได้เข้าชุมชน
ที่โรงเรียนศรีสองรักษ์วิทยา ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยนางสาวชลลดา เชื้อบุญมี เปิดเผยว่า ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนประกอบด้วย นางสาวมณีรัตน์ ไชยนอก และ นางสาวพิชชาวัส เชื้อบุญจันทร์ ดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “ตาโขนช่วยลดมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ ให้มีความสวยงาม คงทน ใช้งานได้ดี มีคุณภาพ และสามารถนำไปต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทของที่ระลึกประจำอำเภอและจังหวัด อาทิ แจกัน กระปุกออมสิน ของตกแต่งบ้าน ซึ่งผลิตจากวัสดุเหลือใช้และเศษวัสดุจากธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น โดยนำมาสร้างสรรค์งานให้มีรูปแบบต่างๆ ด้วยกรรมวิธี เช่น การทำด้วยมือ การเพ้นท์ลาย การปั้น การแกะ พร้อมกับใส่ลวดลายของผีตาโขนอันเป็นประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวด่านซ้าย ที่มีประวัติและความเป็นมาอันยาวนานและมีแห่งเดียวในโลก เพื่อให้เป็นจุดเด่นของชิ้นงานและให้มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น และยังเป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียนศรีสองรักษ์วิทยาอีกด้วย
“ในอำเภอด่านซ้าย มักพบเจอปัญหาเรื่องขยะ มลภาวะทางอากาศและทางน้ำ เช่น การเผาไหม้พวกฟางข้าว หญ้าที่ตัด เผาใบข้าว ทำให้อากาศเป็นพิษและผักตบชวาเวลาน้ำท่วม ก่อให้เกิดปัญหาผักตบชวาอุดตันท่อ ทำให้น้ำขังเป็นเวลานาน เราเล็งเห็นปัญหาเหล่านี้ในชุมชนอำเภอด่านซ้าย จึงนำมาประดิษฐ์เป็นชิ้นงาน ซึ่งได้นำผีตาโขนที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของชาวอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย นำมาถ่ายทอดลงในชิ้นงาน ได้แก่ แจกันและกระปุกออมสินรูปผีตาโขน เป็นต้น ซึ่งสามารถนำออกขายเป็นของที่ระลึก สร้างรายได้ให้ชุมชนได้เป็นอย่างดี”
นางสาวชลลดา กล่าวต่อว่า ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น ได้เน้นการนำเอาวัสดุเหลือใช้ และเศษวัสดุจากธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นที่หาได้ง่ายมาผลิตเป็นสินค้า เช่น เศษกระดาษทุกชนิด  ขี้เลื่อย ใบสับประรด ฟางข้าว ผักตบ ใบข้าวโพด หญ้าแฝก เศษหญ้าแห้ง เศษใบไม้แห้ง เป็นต้น และยังได้คิดค้นสูตรผสมดินจากวัสดุที่เหลือในท้องถิ่นเป็นส่วนผสมหลัก

โดยมีการคิดค้นจนได้ดินที่มีคุณสมบัติพิเศษมากกว่าดินที่ใช้ปั้นทั่วไป คือ เมื่อผสมดินตามสูตรส่วนผสมที่คิดค้นขึ้นแล้ว ถ้าเป็นดินโดยทั่วไปจะต้องเข้าเตาเผา 2-3 วัน จึงจะแข็งตัวและใช้งานได้ แต่ดินที่คิดค้นขึ้นนั้น ทำงานได้ง่ายและไม่ต้องผ่านการเผา จึงไม่ทำให้เกิดมลพิษในอากาศ สามารถแห้งและแข็งตัวได้ประมาณ 1-2 วัน โดยการตากแดดหรือผึ่งลมให้แห้ง และยังมีความแข็งแรงและทนทานกว่าดินที่เผา แม้ตกก็ไม่แตกหักง่าย เศษวัสดุเหลือใช้และเศษวัสดุจากธรรมชาติที่กล่าวมาในข้างต้นทั้งหมดนี้  สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ ช่วยลดมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
“ผลิตภัณฑ์ตาโขนลดโลกร้อนดังกล่าวได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงานผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อมจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ถือเป็นกำลังใจที่สำคัญให้กับเด็กนักเรียนและทุกคนในชุมชนอำเภอด่านซ้ายที่จะสามารถคิดค้นต่อยอดในการนำวัสดุเหลือใช้มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกับการสืบสานอัตลักษณ์ของท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้กับชุมชนควบคู่กันไป” นางสาวชลลดา กล่าว