กยท. หนุนสหกรณ์ ดันสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเป็นผู้ส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301550

กยท. หนุนสหกรณ์ ดันสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเป็นผู้ส่งออก

สหกรณ์ชาวสวนยาง

กยท. หนุนสหกรณ์ ดันสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเป็นผู้ส่งออก

                 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึง กรณีการขอรับเงินสนับสนุนจากนโยบายรัฐในโครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา ภายใต้แนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ (5,000 ล้านบาท) ของสหกรณ์กองทุนสวนยางนาจะหลวย จำกัด จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในกระบวนการพิจารณาโครงการต่างๆ ที่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางยื่นขอมานั้น จะมีคณะอนุกรรมการบริหารโครงการระดับจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และสหกรณ์จังหวัดเป็นเลขานุการ

ฉะนั้น การขอกู้เงิน 25 ล้านบาท ต้องผ่านกระบวนการดังกล่าว และท้ายสุด ผู้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อโครงการนี้ คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งอาจต้องขอความเห็นให้ ธ.ก.ส. นำมาพิจารณาหารือเร่งด่วนอีกครั้ง

              นายณกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สหกรณ์กองทุนสวนยางภูจอง-นาจะหลวย จำกัด ดำเนินการแปรรูปเป็นยางแท่ง ดังนั้น การขอเลขรหัสส่งออกในการประกอบกิจการโรงงานผลิตยางแท่ง จะต้องขอและได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 จากกองการยาง กรมวิชาการเกษตร โดยสิ่งที่ผู้ประกอบกิจการจะต้องขอใบอนุญาต ได้แก่ ใบอนุญาตค้ายาง ใบอนุญาตตั้งโรงค้ายาง ใบอนุญาตส่งออกยาง (กรณีต้องการส่งออก) และใบอนุญาตห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพยาง (กรณีต้องการทดสอบคุณภาพยางเอง แต่หากไม่ต้องการทดสอบเอง อาจใช้บริการของกองการยาง กรมวิชาการเกษตร หรือห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพยางอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตจากกองการยาง กรมวิชาการเกษตรแล้ว)

นอกจากนี้ หากกรณีผลิตและส่งออกเป็นยางคอมปาวด์ ผู้ประกอบการจะต้องส่งตัวอย่าง เพื่อให้การยางแห่งประเทศไทยตรวจสอบปริมาณยางธรรมชาติในยางคอมปาวด์ และนำไปคำนวณการชำระเงิน ค่าธรรมเนียมส่งออกยาง (Cess) ให้ตรงตามปริมาณเนื้อยางธรรมชาติ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ไม่ต้องได้รับอนุญาตหรือต้องมีเลขรหัสใดๆ

อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงินที่สหกรณ์ฯ ประสบอยู่ จำเป็นที่หลายหน่วยงานต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อให้สถาบันเกษตรกรสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ในด้าน กยท. มี กองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (3) ที่จะสามารถช่วยเหลือสหกรณ์ได้ตามกรอบ และหลักเกณฑ์วิธีการใช้จ่ายที่กำหนดไว้ เพื่อใช้ในการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต การแปรรูป และการตลาดต่างๆ ได้

พม.เปิดตัวโครงการพัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301512

พม.เปิดตัวโครงการพัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่

พม.เปิดตัวโครงการพัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ Shift and Share

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11.00 น. พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดโครงการ “พัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ Shift and Share เพื่อสร้างพลังจิตอาสา พัฒนาสังคมและสวัสดิการ” ภายใต้โครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต (Miracle of Life) ประจำปี 2561 ณ บริเวณลานชั้น 1 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า  กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ โดย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เริ่มดำเนินการโครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต (Miracle of Life) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 โดยน้อมนำพระดำริทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในการปลูกจิตสำนึกเด็กและเยาวชน คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม รู้จักการเป็น “ผู้ให้” อันเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม ในปีพ.ศ. 2561 โครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต (Miracle of Life) ครบรอบ 10 ปี  กรมพัฒนาสังคมฯได้น้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ 10) ซึ่งทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นสำคัญ เฉกเช่นเดียวกับพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวอีกว่า กรมพัฒนาสังคมฯ จึงได้ดำเนินโครงการ “พัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ Shift and Share สร้างพลังจิตอาสา พัฒนาสังคมและสวัสดิการ” ขึ้นเพื่อสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ พัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนให้เป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์ และเดินตามรอยพ่อ ด้วยกระบวนการ 3 Shift คือ การยกระดับเติมความรู้ ยึดหลัก 3 ส. ได้แก่ 1. สร้าง พลังแห่งการให้และแบ่งปัน เด็กดีมีวินัย ห่วงใยประเทศชาติ 2. เสริม ประสบการณ์ชีวิต ปลูกจิตอาสาพัฒนาสังคมและสวัสดิการ 3. สืบสาน ทำดีเพื่อพ่อ สานต่อความดี ยึดวิถีความพอเพียง  7  Share  คือ การนำโครงการที่เด็กๆ ร่วมคิด ร่วมสร้างสรรค์ งานจิตอาสาตามกระบวนการสวัสดิการสังคม 7 ด้าน ไปลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ 11 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร จันทบุรี นครสวรรค์ น่าน พิษณุโลก พัทลุง ระยอง ศรีสะเกศ สตูล สุรินทร์ และอุบลราชธานี เพื่อให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ กล้าพูด และปฎิบัติในสิ่งที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อไป
“เราต้องปลูกฝังค่านิยมและสร้างเสริมคุณลักษณะพึงประสงค์ที่ดีแก่เด็กและเยาวชน ทำให้เด็กได้ริเริ่มทำในสิ่งที่ถูกต้องต่อสังคม ซึ่งเด็กสมัยนี้ก็เก่งกว่าแต่ก่อนมาก นับเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

กรมชลฯระดมเครื่องจักรกำลังพลรับมือน้ำใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301499

กรมชลฯระดมเครื่องจักรกำลังพลรับมือน้ำใต้

กรมชล

กรมชลฯระดมเครื่องจักรกำลังพลรับมือน้ำใต้

​                  ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง ซึ่งปรากฏฝนตกหนักต่อเนื่องจากเมื่อวาน 136 มิลลิเมตร ที่อำเภอบางสะพาน ซึ่งกรมชลประทานได้สั่งการให้มีการเดินเครื่องสูบน้ำคู่ขนานกันไป และเฝ้าระวังติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง 7 จังหวัดคือ พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ว่า ขณะนี้ฝนยังตกในระดับปกติ อย่างไรก็ตามได้เตรียมการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญ 3 แห่งไว้เพื่อรอรับฝนที่จะตกเหนืออ่าง ฯ คือ อ่างเก็บน้ำสะเดา อ่างเก็บน้ำคลองหลา และอ่างเก็บน้ำจำไหล ซึ่งจะสามารถรองรับน้ำรวมกันได้ประมาณ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร

กรมชลฯระดมเครื่องจักรกำลังพลรับมือน้ำใต้
​            สำหรับพื้นที่สำคัญที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งกรมชลประทานได้เตรียมความพร้อม ด้วยการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ วัชพืชทางน้ำภายในคลองอู่ตะเภา และคลองคลองภูมินาถดำริ (คลองระบายน้ำ ร.1) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือระบายน้ำไม่ให้เข้าท่วมตัวเมืองหาดใหญ่ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ไว้ทุกบริเวณที่เคยท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะในที่ลุ่มที่เชื่อมกับคลองภูมินาถดำริ และได้เข้าติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณประตูระบายน้ำบางหยีที่ปลายคลองภูมินาถดำริ ไว้คอยดันน้ำให้ออกสู่ทะเลสาบสงขลาเร็วยิ่งขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ทุกจุด หากมีดีเปรสชั่นเข้าหรือฝนตกหนัก สามารถเดินเครื่องทำงานได้ทันที
​                    “ปีนี้นับว่าหาดใหญ่มีการเตรียมความพร้อมรับมือหน้าฝนมากที่สุด เนื่องจากความก้าวหน้าของโครงการในการปรับปรุงคลองภูมินาถดำริ ให้สามารถระบายน้ำได้มากกว่าเดิมที่ระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 1,000ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากยังไม่เสร็จสมบูรณ์” ดร.สมเกียรติกล่าว
​    ส่วนที่จังหวัดพัทลุง ตรัง และสตูลได้ส่งเครื่องจักร เครื่องมือไปไว้ที่ชลประทานแต่ละจังหวัด โดยได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 56 เครื่องในพื้นที่ที่มีจุดเสี่ยง พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่จำนวน 35 เครื่อง หากพื้นที่ไหนได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมสามารถส่งเครื่องจักรเครื่องมือเข้าพื้นที่ประสบภัยได้ภายใน 2 ชั่วโมง

สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส นั้นเป็นจังหวัดอยู่ติดทะเล สามารถระบายน้ำออกได้เร็ว จึงหมดห่วงเรื่องน้ำท่วมขัง อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และรถแบ็คโฮ ไว้พร้อมเข้าพื้นที่ประสบภัยภายใน 2 ชั่วโมงด้วยเช่นกัน

ซีพีเอฟ.จัดโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่ชุมชน ช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301489

ซีพีเอฟ.จัดโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่ชุมชน ช่วยเกษตรกร

ซีพีเอฟ

ซีพีเอฟ.จัดโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่ชุมชน ช่วยเกษตรกรสร้างผลผลิตคุณภาพ-ลดต้นทุน

นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ฟาร์มสุกรของบริษัทที่กระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศตลอดจนเกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรกับซีพีเอฟ ได้ร่วมกันจัดโครงการปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชน เพื่อให้เกษตรกรจำนวน 120 ราย นำไปใช้กับการเพาะปลูกพืชหลากหลายชนิด อาทิ นาข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง หญ้าเลี้ยงสัตว์ ยูคาลิปตัส ปาล์มน้ำมัน ต้นสัก ยางพารา ผักสวนครัว มะนาว กล้วย สวนไผ่ ฯลฯ ในพื้นที่รวมกว่า 3,800 ไร่ ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้กับเกษตรกรรวมร่วม 1,280,000 บาทต่อปี โดยน้ำที่บริษัทแบ่งปันให้ชุมชนนั้นเป็นน้ำที่ผ่านการบำบัดในระบบแก๊สชีวภาพ สู่บ่อบำบัดน้ำหลังระบบ ต่อไปสู่บ่อพักน้ำ จนได้น้ำที่สะอาดและได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งยังมีธาตุอาหารที่เหมาะสมกับพืชทุกชนิด อาทิ โพแทสเซียม ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนิเซียม และโซเดียม จากผลการตรวจคุณภาพน้ำปุ๋ยในห้องปฏิบัติการ พบว่ามีโพแทสเซียมสูงถึง 297 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร และมีไนโตรเจนถึง 154 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทำให้พืชที่ได้รับน้ำปุ๋ยเติบโตเร็ว ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น
นายสมพรกล่าวต่อว่าซีพีเอฟมีนโยบายให้ฟาร์มไม่มีการปล่อยน้ำออกสู่ภายนอก จะใช้รดน้ำต้นไม้ภายในฟาร์ม บางส่วนนำมาผ่านการบำบัดอีกครั้งและฆ่าเชื้อจนสะอาดเพื่อใช้ล้างทำความสะอาดโรงเรือนทดแทนการใช้น้ำดี ช่วยประหยัดน้ำในธรรมชาติ กระทั่งเกิดปัญหาภัยแล้งเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ชาวชุมชนผู้เพาะปลูกพืชไร่พืชสวนที่อยู่ใกล้ๆฟาร์ม สังเกตเห็นความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ที่ปลูกอยู่ทั่วทั้งฟาร์มตามโครงการฟาร์มสีเขียว แม้อยู่ในฤดูแล้ง จึงปรึกษาขอใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งโดยมีการทำหนังสือผ่านอบต. และผู้ใหญ่บ้านว่าต้องการใช้น้ำจากฟาร์มอย่างถูกต้อง
“เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ต้นทุนลด กำไรเพิ่ม และแก้ปัญหาขาดน้ำได้ จึงมีการขอใช้น้ำเรื่อยมาทั้งในฤดูแล้งและสำหรับการเพาะปลูกทั่วไป ด้วยการต่อท่อน้ำตรงจากฟาร์มสู่พื้นที่เพาะปลูก หรือบางส่วนอยู่ไกลออกไปฟาร์มก็จะจัดรถขนน้ำไปส่งให้เกษตรกร ขณะเดียวกัน พนักงานซีพีเอฟที่ทำงานภายในฟาร์มทุกแห่ง ยังนำน้ำปุ๋ยนี้มาใช้กับแปลงผักปลอดสารที่ปลูกภายในฟาร์ม ทำให้มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี พนักงานได้รับประทานผักคุณภาพดี และมีรายได้เสริมจากการขายผักเข้าโรงครัวของฟาร์ม” สมพร กล่าว
นางภณิตา โชติรัตน์ทัตกุล ผู้จัดการ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด ต.คูเมือง อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า สหกรณ์ฯมีพื้นที่ติดกับฟาร์มสุกรบุรีรัมย์ของซีพีเอฟ และเห็นว่าฟาร์มมีน้ำปุ๋ยคุณภาพดีประกอบกับช่วงปี 2559 ที่ผ่านมาในพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร จึงประสานงานกับฟาร์มและทำเรื่องขอใช้น้ำผ่านอบต.คูเมือง จากนั้นจึงดำเนินการต่อท่อส่งน้ำและสูบน้ำเข้าแปลงปลูกหญ้าเนเปีย บนพื้นที่ 100 ไร่ของสมาชิกสหกรณ์ 30 ราย โดยขอน้ำมาใช้ตลอดระยะปลูก 3 เดือน หนึ่งปีปลูกได้ 3 รอบ
“หลังจากนำน้ำปุ๋ยมาใช้พบว่าผลผลิตหญ้าเนเปียเพิ่มขึ้นถึง 1 เท่าตัว จากที่เคยได้หญ้า 5 ตันต่อไร่ เพิ่มเป็น 10 ตันต่อไร่ และยังช่วยลดการซื้อปุ๋ยเคมีลงถึงครึ่งหนึ่ง จากแต่ก่อนใช้ปุ๋ยไร่ละ 50 กิโลกรัม ปัจจุบันใช้เพียงไร่ละ 25 กิโลกรัม เกษตรกรทุกคนพอใจมากที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่มากขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง สามารถต่อยอดสู่การผลิตปุ๋ยจากหญ้าเนเปีย และไม่เคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอีกเลย ขอขอบคุณซีพีเอฟและฟาร์มบุรีรัมย์ที่มีโครงการดีๆแบบนี้ให้กับชุมชน” นางภณิตา กล่าว
ส่วน นายสิงห์คำ เคียงปัญญา เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวโพด ตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า ตนเองทำไร่ข้าวโพด 6 ไร่ เมื่อก่อนมีปัญหามากตอนฤดูแล้งที่น้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก จึงทำเรื่องขอใช้น้ำจากฟาร์มสุกรจอมทอง มาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 14 ปี ด้วยการสูบน้ำปุ๋ยไปใช้โดยตรงปริมาณ 12,000 ลูกบาสก์เมตรต่อรอบการปลูก แต่ละปีปลูกได้ 2 รอบ พบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นจากก่อนการใช้น้ำปุ๋ยได้ข้าวโพด 1,500 ตันต่อรอบการปลูก เพิ่มเป็น 2,500 ตันต่อรอบการปลูก
“น้ำปุ๋ยจากฟาร์มมีประโยชน์ต่อหน้าดิน ทำให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นเกือบ 70% ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ปุ๋ยเคมีจากแต่ก่อนใช้ปุ๋ยไร่ละ 300 กิโลกรัม หลังจากใช้น้ำปุ๋ยก็แทบไม่ต้องใช้ปุ๋ยเลย มากที่สุดก็ใช้เพียง 100 กิโลกรัมต่อไร่ ขอขอบคุณฟาร์มจอมทองที่แบ่งปันน้ำปุ๋ยให้พี่น้องเกษตรกรรอบข้างมาตลอด ช่วยให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง” นายสิงห์คำ กล่าว

ก.เกษตรฯจับมือ เทสโก้ โลตัส ปั้น “ข้าวหอมมะลิประชารัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301423

ก.เกษตรฯจับมือ เทสโก้ โลตัส ปั้น “ข้าวหอมมะลิประชารัฐ”

ก.เกษตรฯจับมือ เทสโก้ โลตัส ปั้น “ข้าวหอมมะลิประชารัฐ”ซื้อตรงจากสหกรณ์ 4 จังหวัดภาคอีสาน

               วันที่ 7 พ.ย. ที่ห้องประชุม กระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าวหอมมะลิแท้ 100% ระหว่าง เทสโก้ โลตัส และสหกรณ์ผู้ผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี 4 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้โครงการ “ข้าวหอมมะลิประชารัฐ” พร้อมเปิดเผยว่า จากนโยบายประชารัฐที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมการประสานพลังระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนให้มากยิ่งขึ้นนั้น ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ดำเนินตามนโยบายประชารัฐมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรซึ่งเป็นประชากรกลุ่มหลักของประเทศได้อยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน และได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาการเกษตรไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 คือยกระดับการผลิตตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การวางแผน การเพาะปลูก การนำวิทยาการที่ทันสมัยมาพัฒนาคุณภาพสินค้า การควบคุมความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ตลอดจนการหาตลาดที่มั่นคงเพื่อรองรับผลผลิต ที่จะออกสู่ท้องตลาดตลอดทุกช่วงฤดูกาล
โครงการข้าวหอมมะลิประชารัฐ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ เทสโก้ โลตัส ในการสนับสนุนให้ห้างโมเดิร์นเทรดเข้ามารับซื้อข้าวหอมมะลิแท้ 100% โดยตรงจากสหกรณ์การเกษตรใน 4 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี, สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดสุรินทร์, สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด และสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าในระยะเวลา 1 ปีแรก จะรับซื้อข้าวหอมมะลิในปริมาณ 5,700 ตัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐและประชาชน และนำนโยบายประชารัฐมาขับเคลื่อนให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม และเติมเต็มให้เกิดความสมบูรณ์ของห่วงโซ่การผลิต ทำให้สินค้าเกษตรและสินค้าจากชุมชนได้กระจายไปถึงมือผู้บริโภคอย่างทั่วถึง และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรได้อย่างมั่นคง
นายสมพงษ์  รุ่งนิรัติศัย ประธานกรรมการบริหารฝ่ายการพาณิชย์     เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เทสโก้ โลตัส มุ่งมั่นที่จะสร้างรายได้ที่เป็นธรรมและมั่นคงให้กับเกษตรกรไทย ผ่านการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง สร้างช่องทางการตลาดให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศผ่านร้านค้าของเทสโก้ โลตัสกว่า 1,900 สาขา ปัจจุบันกว่าร้อยละ 90 ของสินค้าประเภทอาหารสดที่จำหน่ายในเทสโก้ โลตัส มาจากการรับซื้อจากเกษตรกรโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรทั่วประเทศแล้ว ยังทำให้เทสโก้ โลตัส สามารถทำงานอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกรในการควบคุมมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า  อันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค
สำหรับการสนับสนุนเกษตรกรนั้น เทสโก้ โลตัส ได้ดำเนินการตามแนวทางประชารัฐ โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร เพื่อให้การเพาะปลูกมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนแก่เกษตรกร และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จำหน่ายได้ราคาที่เป็นธรรม โดยในปี 2559 เทสโก้ โลตัส ได้ริเริ่มโครงการประชารัฐ  ถึง 22 โครงการ ซึ่งสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร และล่าสุดในปีนี้ได้ดำเนินโครงการ ข้าวหอมมะลิประชารัฐ เพื่อช่วยเหลือชาวนาไทย นอกจากนี้ เทสโก้ โลตัส ยังมีบทบาทช่วยในการวางแผนการเพาะปลูกมีประสิทธิภาพ บริหารต้นทุนได้ดี และเทสโก้ โลตัส ยังได้มอบความรู้แก่เกษตรกรด้านคุณภาพสินค้า การบรรจุสินค้า และการตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 อีกด้วย
นายสมคิด ขันตรี ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรตระการพืชผล จำกัด จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า การรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาอาชีพการเกษตรร่วมกันในรูปของสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและมั่นคงในด้านอาชีพและรายได้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านงบประมาณ ทำให้สหกรณ์มีเงินลงทุนปรับปรุงเครื่องมือและเทคโนโลยี มีโรงสีข้าวที่ได้มาตรฐานและสามารถแข่งขันกับโรงสีเอกชนได้ แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายอมรับว่ามีปัญหาในเรื่องการหาช่องทางการตลาด ทำให้ยังคงต้องขายข้าวเปลือกบางส่วนให้กับโรงสีเอกชนในราคาที่สหกรณ์และชาวนาไม่สามารถต่อรองได้ เมื่อได้ร่วมมือกับเทสโก้ โลตัส ในการผลิตข้าวหอมมะลิภายใต้ตราเทสโก้ ก็ทำให้ชาวนาได้พัฒนาความรู้ด้านการตลาด สามารถขายข้าวสารได้ในราคาที่เป็นธรรม และมีปริมาณการรับซื้อที่แน่นอน เกษตรกรรู้จักวางแผนการเพาะปลูกได้เหมาะสม นำมาซึ่งรายได้ที่มั่นคงของสมาชิกสหกรณ์ในที่สุด
ทั้งนี้ เทสโก้ โลตัส จะได้คัดเลือกข้าวหอมมะลิ 100% คุณภาพสูงจากแหล่งเพาะปลูกชั้นเลิศในภาคอีสาน 4 แหล่ง มาบรรจุเป็นข้าวหอมมะลิ ตราเทสโก้ ขนาด 5 กิโลกรัม เพื่อวางจำหน่ายในร้านค้าของเทสโก้ โลตัส ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป ในราคาปกติถุงละ 189 บาท นอกจากนี้จะมีการจัดกิจกรรมเปิดตัวข้าวหอมมะลิ ตราเทสโก้ ทั้ง 4 แบบ ที่งาน “เทสโก้ โลต้ส เอ็กซ์โป 2560” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 พฤศจิกายน 2560 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี อาคารชาร์เลนเจอร์ 2 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองชิมข้าวหอมมะลิคุณภาพดี รสชาตนุ่ม    หอมอร่อย โดยผู้บริโภคจะสามารถซื้อหาข้าวคุณภาพในราคาโปรโมชั่นได้อีกด้วย

กรมชลฯวางแผนเชื่อมโยง 68 คลองฝั่งตะวันตกแก้ท่วมลุ่มเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301410

กรมชลฯวางแผนเชื่อมโยง 68 คลองฝั่งตะวันตกแก้ท่วมลุ่มเจ้าพระยา

กรมชล

กรมชลฯวางแผนเชื่อมโยง 68 คลองฝั่งตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยาแก้ปัญหาน้ำท่วม 7 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง

              โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่ตอนล่างของฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีนจนถึงแม่น้ำแม่กลองมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาทใกล้คลอด กรมชลประทานสรุปผลการศึกษา สร้างเป็นโครงข่ายในการส่งและระบายน้ำ เชื่อมโยง68 คลอง ใช้อาคารบังคับน้ำ 86 แห่งบริหารจัดการ มั่นใจแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคกลางตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์  อธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า     กรมชลประทานได้ดําเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่ตอนล่างของฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีนจนถึงแม่น้ำแม่กลอง   เพื่อแก้ปัญหานํ้าท่วมที่มีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นพื้นที่กว้างซึ่งผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่าจะต้องดำเนินการปรับปรุงระบบชลประทานในพื้นที่ตอนล่างของฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองในแนวเหนือ-ใต้ ตั้งแต่พื้นที่ใต้คลองท่าเรือ-บางพระ จนไปถึงทะเล ร่วมกับคลองในแนวนอนจากแม่น้ำแม่กลองถึงแม่น้ำท่าจีน

กรมชลฯวางแผนเชื่อมโยง 68 คลองฝั่งตะวันตกแก้ท่วมลุ่มเจ้าพระยา

โดยจะเชื่อมโยงระบบคลองต่างๆเป็นโครงข่ายในการส่งน้ำและระบายน้ำ  มีจำนวนทั้งสิ้น 68 คลอง ซึ่งมีทั้งคลองชลประทานและคลองธรรมชาติ  ประกอบด้วย กลุ่มคลองในแนวนอนเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำแม่กลอง-แม่น้ำท่าจีน จำนวน 4คลอง กลุ่มคลองในแนวเหนือ-ใต้ เชื่อมโยงจากคลองท่าผา-บางแก้ว จนถึงทะเล 3 แนว จำนวน 22 คลองและกลุ่มคลองที่เพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำและระบายน้ำจำนวน 42 คลอง
อย่างไรก็ตามในจำนวนทั้ง 68 คลองดังกล่าว จะมีคลองที่ดำเนินการปรับปรุง-ขุดลอกจำนวน 32 คลอง ที่เหลืออีก 36 คลอง ไม่ต้องปรับปรุง
นอกจากการปรับปรุงคลองแล้ว ยังจะต้องดำเนินการปรับปรุงและก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ เช่น  สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ ท่อระบายน้ำ เป็นต้น เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูน้ำหลากและฤดูน้ำแล้ง จำนวน 43 อาคาร จากทั้งหมด ที่จะต้องนำมาใช้บริหารจัดการน้ำทั้งสิ้น 86 อาคาร โดยอาคารบังคับน้ำที่ปรับปรุงทั้ง 43 อาคารนั้นแบ่งเป็นอาคารเดิมมีสภาพชำรุดและใช้งานมานาน ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับปรุงเพิ่มช่องระบายน้ำ หรือถ้าชำรุดมากจะต้องทำการรื้อถอนก่อสร้างใหม่แทนอาคารเดิม เพื่อใม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำในระบบโครงข่าย มีจำนวนทั้งหมด 21 อาคาร ที่เหลืออีก 22 อาคาร เป็นอาคารบังคับน้ำที่เสนอก่อสร้างใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำและกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่ตอนล่างของฝั่งตะวันตกดังกล่าว ยังจะต้องทำการปรับปรุงแนวคันควบคุมน้ำทะเลพร้อมอาคารประกอบด้วย  โดยเริ่มต้นจาก ปตร.บางนกแขวก ต.บางนกแขวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ไปสิ้นสุดที่ ปตร.บางยาง ต.สวนส้ม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ระยะทางประมาณ 62 กม. พร้อมปรับปรุง/ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำตามแนวคันควบคุมน้ำทะเล จำนวน 34 คลอง ซึ่งจะมีอาคารบังคับน้ำประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอาคารที่ใช้การได้ 10แห่ง กลุ่มอาคารที่จะต้องปรับปรุง 7    แห่ง และ กลุ่มอาคารที่เสนอก่อสร้างใหม่ 19 แห่ง  (รวมแผนก่อสร้างอาคารบังคับน้ำใหม่ในโครงข่ายระบบชลประทาน 2 แห่ง ได้แก่ อาคารบังคับน้ำในคลองบางคนที และคลองทองหลางด้วย)
สำหรับงบประมาณในการดำเนินโครงการดังกล่าวซึ่งประกอบด้วย งานปรับปรุง-ขุดลอกคลอง งานปรับปรุง-ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ  และงานปรับปรุงแนวคันควบคุมน้ำทะเลพร้อมอาคารประกอบนั้น คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 15,767.80 ล้านบาท (ไม่รวมค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สิน)   ใช้ระยะเวลาในการดำเนินโครงการประมาณ 5 ปี  ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเปรียบกับผลประโยชน์ที่ได้รับที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำและการระบายน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ตอนล่างระหว่าง   แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลอง ลดภาระในการระบายน้ำของแม่น้ำท่าจีนลง เพิ่มปริมาตรน้ำเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ลดผลกระทบจากการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้ามาในพื้นที่ชลประทาน  และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 4 โครงการ ได้แก่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครปฐม                  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครชุม  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งซ้าย และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดำเนินสะดวก
“หากการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่ตอนล่างของฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีนจนถึงแม่น้ำแม่กลองแล้วเสร็จสมบูรณ์  จะสามารถบรรเทาน้ำท่วมในพื้นที่ 7  จังหวัดคือ สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงครามและสมุทรสาคร  ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นมูลค่ามหาศาล  รวมทั้งยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ในคลองชลประทานและคลองธรรมชาติที่ปรับปรุงได้เพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค และการเกษตรในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย”  ดร.สมเกียรติกล่าวในตอนท้าย

ยกทัพสินค้าสหกรณ์จำหน่ายที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม 6-26 พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301251

ยกทัพสินค้าสหกรณ์จำหน่ายที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม 6-26 พ.ย.นี้

ยกทัพสินค้าสหกรณ์จำหน่ายในงานตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม 6 – 26 พฤศจิกายน นี้ ที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม

 

                    นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ระหว่างวันที่ 6-26 พฤศจิกายน นี้ ภายใต้ชื่องาน “ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” โดยคัดสรรสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากทั่วประเทศ กว่า 300 ร้านค้า มาจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคหมุนเวียนกันตลอดทั้ง 3 สัปดาห์              ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดเลือกสินค้าจากสหกรณ์ต่าง ๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน GAP GMP HACCP ได้รับเครื่องหมาย อย. และบางประเภทเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้ผ่านมาตรฐานของเกษตรอินทรีย์แล้ว นำมาร่วม              จัดแสดงและจำหน่ายภายในงานตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมนี้ด้วย โดยสัปดาห์แรกมีข้าวหอมมะลิตักสิลา จากสหกรณ์การเกษตรบรบือ จำกัด จังหวัดมหาสารคาม กาแฟสดและกาแฟ 3 in 1 จากสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด                    สละ ทุเรียนกวนและทุเรียนทอด จากสหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จังหวัดระยอง มะม่วงน้ำดอกไม้ จากสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด นม UHT และไอศกรีม จากสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ส้มโอทับทิมสยาม จากกลุ่มเกษตรกรบ้านแสงวิมาน จังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำมะนาว 100 %และพร้อมดื่ม  จากสหกรณ์ผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้วดำเนินสะดวก จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร และแตงโมผลสดและแปรรูปจาก                    กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดชลบุรี

สัปดาห์ที่ 2 จำหน่ายเนื้อโคขุนกำแพงแสน จากสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด ปลานิลแดดเดียว น้ำพริก                ผักและผลไม้ จากกลุ่มสตรีแม่บ้านหมู่ 1 ของสหกรณ์การเกษตรดอนตูม จำกัด จังหวัดนครปฐม ส้มโอปูโกและสละอินโด จากสหกรณ์การเกษตรยะรัง จำกัด จังหวัดปัตตานี ถั่วเหลืองคั่วเกลือ ธัญพืช กล้วยตาก ข้าวกล้องอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์พืชอินทรีย์ แชมพู และสินค้าเกษตรอินทรีย์แปรรูป จากสหกรณ์การเกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่                  ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง จากสหกรณ์ลำไยสีทอง จำกัด จังหวัดลำพูน นมพาสเจอร์ไรซ์ จากสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จังหวัดสระบุรี ข้าวหอมมะลิ จากสหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด และอาหารทะเลแปรรูป               จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มคลองน้ำเค็มทันใจ จังหวัดจันทบุรี

สำหรับสัปดาห์ที่ 3 เป็นสัปดาห์สุดท้าย สินค้าสหกรณ์ที่จะนำมาจำหน่าย ได้แก่ นมพาสเจอร์ไรซ์และนม UHT จากสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด ไข่ไก่ จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา หมูทุบ หมูฝอย                 จากกลุ่มอาชีพแปรรูปเนื้อสัตว์ลำไทร จังหวัดปทุมธานี สินค้าประมงสดและแปรรูป จากชุมนุมสหกรณ์ประมง                    แห่งประเทศไทย จำกัด ข้าวกล้องอินทรีย์ ข้าวหอมมะลิ จากสหกรณ์การเกษตรสุวรรณภูมิ จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด                  ส้มสายน้ำผึ้ง จากกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน จังหวัดเชียงใหม่

นอกเหนือจากการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมบนเวทีที่น่าสนใจ ทั้งการเสวนาเกี่ยวกับการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ การสาธิตนวัตกรรมตลาดสินค้าเกษตร ผู้ซื้อพบผู้ขายผ่านออนไลน์ การสาธิตสอนอาชีพ งานศิลปะประดิษฐ์และหัตถกรรม กิจกรรมการแสดงดนตรีและบรรเลงเพลง การแสดงศิลปวัฒนธรรม และยังมีการนำสินค้าภายในงานมาจัดกิจกรรมโปรโมชั่นลดราคานาทีทอง และจัดพื้นที่สำหรับสินค้าร้านประชารัฐ จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดด้วย จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรงได้ในงาน “ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ณ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ระหว่างวันที่ 6-26 พฤศจิกายน นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น.

ปริมาณน้ำต้นทุน 4 เขื่อนหลัก เพียงพอใช้ในฤดูแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301246

ปริมาณน้ำต้นทุน 4 เขื่อนหลัก เพียงพอใช้ในฤดูแล้ง

กรมชล

ปริมาณน้ำต้นทุน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพียงพอใช้ในฤดูแล้ง

วันที่ 6 พ.ย. นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทานเผยถึงสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(6 พ.ย. 60) ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ ลดลงอย่างต่อเนื่อง เช้านี้วัดได้ 2,515 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำลดลงเมื่อวาน(5 พ.ย. 60) 10 เซนติเมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 2.04 เมตร ส่วนปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือ 2,147 ลบ.ม./วินาที ทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนไปจนถึงบริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาล แม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ลดลงตามไปด้วย
สำหรับการนำน้ำออกจากทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งเริ่มจากทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก เป็นทุ่งแรก นั้น ปัจจุบันทุ่งบางระกำมีปริมาณน้ำคงค้างในทุ่งเหลือ 431 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำที่ระบายออกจากทุ่งรวม 69 ล้าน ลบ.ม. ระดับน้ำในทุ่งลดลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าประมาณต้นเดือนธันวาคม 2560 จะคงเหลือปริมาณน้ำในทุ่งให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งต่อไป ส่วนในพื้นที่ลุ่มต่ำตอนล่าง 12 ทุ่ง ขณะนี้ได้มีการนำน้ำออกจากทุ่งไปแล้วรวม 40.55 ล้าน ลบ.ม. คงเหลือปริมาณน้ำในทุ่งรวมกันประมาณ 1,305 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าภายในเดือนธันวาคมนี้จะสามารถนำน้ำออกได้ตามแผนที่วางไว้
ในส่วนของสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ณ วันที่ 1 พ.ย. 60 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของการเข้าสู่ฤดูแล้งปี 2560/61 มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 20,883 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 84 ของปริมาณน้ำทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 14,187 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 78 ของปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามที่กรมชลประทาน ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำแผนจัดสรรน้ำให้ครอบคลุมทุกกิจกรรมการใช้น้ำตลอดในช่วงฤดูแล้ง หากดำเนินการแล้วเสร็จจะได้แจ้งให้ทราบในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าปริมาณน้ำในปีนี้จะอยู่ในเกณฑ์ดี และสามารถจัดสรรน้ำได้มากกว่าหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังคงรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตอย่างเพียงพอตลอดไป

ปศุสัตว์จิตอาสาร่วมบรรจุถุงยังชีพเสบียงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301077

ปศุสัตว์จิตอาสาร่วมบรรจุถุงยังชีพเสบียงสัตว์

ปศุสัตว์

ปศุสัตว์จิตอาสาร่วมบรรจุถุงยังชีพเสบียงสัตว์

            วันเสาร์ที่  4 พฤศจิกายน 2560  เวลา 09.00 – 12.00 น.              กรมปศุสัตว์จัดกิจกรรม “ จิตอาสาร่วมบรรจุถุงยังชีพเสบียงสัตว์ ”  โดยมีนายสัตวแพทย์อภัย   สุทธิสังข์  อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในการบรรจุถุงยังชีพสัตว์ จำนวน  5,000 ชุด เพื่อนำไปช่วยเหลือสัตว์ที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้  ณ ลานจอดรถหน้า กรมปศุสัตว์  พญาไท กรุงเทพฯ   

ปศุสัตว์จิตอาสาร่วมบรรจุถุงยังชีพเสบียงสัตว์ 

 นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้  ส่งผลกระทบให้เกษตรกรรวมไปถึงสัตว์เลี้ยงได้รับความเดือดร้อน  ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือ  โดยจัดตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคครบทุกเขต หรือจังหวัด สามารถช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้ในพื้นที่ทุกอำเภอ (ติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอท้องที่)  พร้อมกันนี้ ศูนย์หรือสถานีวิจัยพืชอาหารสัตว์ ได้ผลิตเสบียงสัตว์สำรองไว้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย กว่า 2,100 ตัน  รวมทั้งเตรียมพื้นที่จุดอพยพสัตว์  กว่า 120 แห่ง  สำรองคอกพักสัตว์  ยานพาหนะ  เวชภัณฑ์  แร่ธาตุ  หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่คอยดูแลสุขภาพสัตว์  ฯลฯ

             อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวอีกว่า ยังพบว่ามีเกษตรกรที่ขาดแคลนอาหารสัตว์อีกจำนวนมาก  กรมปศุสัตว์จึงได้จัดทำถุงยังชีพสัตว์ขึ้นภายใต้กิจกรรม “ จิตอาสาร่วมบรรจุถุงยังชีพเสบียงสัตว์ ”  โดยในแต่ละถุงประกอบด้วย  ข้าวเปลือกสำหรับไก่  อาหารสุนัข – แมว ฯลฯ  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพของสัตว์เลี้ยง  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น   

             “ ส่วนการให้ความช่วยเหลือในระยะต่อไป  กรมปศุสัตว์มีแผนปฎิบัติการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ”  อธิบดีกล่าว

“นานะ“โลมาอายุยืนสุดในโลกตายแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301075

“นานะ“โลมาอายุยืนสุดในโลกตายแล้ว

“นานะ“โลมา อายุยืนสุดในโลกตายแล้ว

          โลมาปากขวดเพศเมีย ซึ่งทำสถิติเป็นโลมาเลี้ยงที่มีอายุยืนที่สุดในโลก จมน้ำตายที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

          คิโยชิ ซากาโมโตะ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ชิโมดะ อควาเรียม ใน จ.ชิสุโอกะ ทางภาคกลางของญี่ปุ่น เผยว่า “นานะ” ซึ่งคาดว่าอายุประมาณ 47 ปี ถูกพบจมน้ำตายที่แอ่งตามธรรมชาติแห่งหนึ่งของพิพิธภัณฑ์

          “นานะเป็นสัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของเรา และดึงดูดคนจำนวนมากด้วยพฤติกรรมอันน่ารักของมัน” นายซากาโมโตะ กล่าวและว่า

          “เราคิดถึงนานะมาก ทางพิพิธภัณฑ์กำลังพิจารณาจัดงานรำลึกให้กับมัน”

          การตายดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึงเดือนหลังจากนานะอยู่ภายใต้การดูแลของมนุษย์ ครบ 42 ปี 10 เดือน ทำลายสถิติเดิมของโลมาอีกตัวหนึ่งที่คาโมงาวะ ซีเวิร์ล ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว

           ซากาโมโตะ กล่าวว่า ทางพิพิธภัณฑ์จะทำการชันสูตรซากโลมาตัวนี้ ในขณะที่สาเหตุของการตายยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในทันที และว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นานะไม่ค่อยกินอาหาร

นานะถูกจับได้นอกชายฝั่งอิโตะในปี 2517 และอาศัยอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับตั้งแต่นั้น อีกทั้งให้กำเนิดลูก 8 ตัว ขณะกำลังร่วมการแสดงโลมา

        การแสดงโลมาได้รับความนิยมอย่างมากตามพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของญี่ปุ่น ในขณะที่ชาวประมงท้องถิ่นล่าโลมาเพื่อเอาเนื้อ ซึ่งพวกเขาอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินของตน