หน้าแล้งปีหน้าน้ำเพียงพอหนุนภาคเกษตรในพื้นที่เขตชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301060

หน้าแล้งปีหน้าน้ำเพียงพอหนุนภาคเกษตรในพื้นที่เขตชลประทาน

กรมชลประทาน

หน้าแล้งปีหน้าน้ำเพียงพอหนุนภาคเกษตรในพื้นที่เขตชลประทาน

               ​นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เผยถึงสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(4 พ.ย. 60) ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ ลดลงอย่างต่อเนื่อง เช้านี้วัดได้ 2,620 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำลดลงจากวานนี้(3 พ.ย. 60) 9 เซนติเมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 1.83 เมตร ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาระดับน้ำลดลง 6 เซนติเมตร ปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยายังคงลดลงต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันได้ปรับลดลงอีก 100 ลบ.ม./วินาที เหลือ 2,300 ลบ.ม./วินาที ทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนไปจนถึงบริเวณพื้นที่ที่มีน้ำเอ่อล้นตลิ่ง นอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาล แม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะลดลงตามไปด้วย

ส่วนบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ได้ปรับลดการรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออก โดยคลองชัยนาท-ป่าสัก ปรับลดลงจากวันละ 150 เหลือ 140 ลบ.ม./วินาที และคลองชัยนาท-อยุธยา ปรับลดลงจาก 39 เหลือ 34 ลบ.ม./วินาที การรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

​สำหรับการนำน้ำออกจากทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งเริ่มจากทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก เป็นทุ่งแรก นั้น ปัจจุบันทุ่งบางระกำมีปริมาณน้ำคงค้างในทุ่งเหลือ 456 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำที่ระบายออกจากทุ่งสะสมตั้งแต่วันที่ 1 – 4 พ.ย. 60 รวมประมาณ 44 ล้าน ลบ.ม. ระดับน้ำในทุ่งลดลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าประมาณกลางเดือนธันวาคม 2560 จะคงเหลือปริมาณน้ำในทุ่งให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งต่อไป

​ในส่วนของสถานการณ์น้ำในเขื่อนใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(4 พ.ย. 60) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งหมด 59,627 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 84 ของปริมาณน้ำรวมกันทั้งหมด โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ประมาณ 36,100 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำรวมกัน 20,955 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 84 ของปริมาณน้ำทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 14,259 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอที่จะสนับสนุนกิจกรรมการใช้น้ำในเขตพื้นที่ชลประทานโดยไม่ขาดแคลน

วิจัย“คอนกรีตบล็อกเขียว” ผลิตภัณฑ์รางวัลรักษ์สิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/301030

วิจัย“คอนกรีตบล็อกเขียว” ผลิตภัณฑ์รางวัลรักษ์สิ่งแวดล้อม

บล๊อคเขียว

วิจัย“คอนกรีตบล็อกเขียว” ผลิตภัณฑ์รางวัลรักษ์สิ่งแวดล้อม

                   คอนกรีตบล็อกสีเขียว เป็นผลงานการพัฒนาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีโดย นายประชุม คำพุฒ ร่วมกับ นายกิตติพงษ์ สุวีโร และ นายธวัชชัย อริยะสุทธิ โดยใช้เศษพลาสติกอีวีเอที่เหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตรองเท้าที่ประเทศไทยส่งออกเป็นอันดับต้นๆของโลก และเถ้าแกลบที่เหลือทิ้งจากโรงงานชีวมวลมาเป็นส่วนผสมหลักในการผลิต มีการใช้ทรัพยากรตามหลักการ 3R ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)

                  โดยใช้แนวความคิดและกระบวนการผลิตอิฐบล็อกมวลเบาประเภทการใช้รวมน้ำหนักเบา คือ ใช้เถ้าแกลบทดแทนปูนซีเมนต์บางส่วน และใช้พลาสติกอีวีเอที่มีน้ำหนักเบามากและมีความยืดหยุ่นตัวสูง มาผ่านกระบวนการบดย่อย และแยกขนาด ทำเป็นมวลรวมผสมแทนที่หินฝุ่นบางส่วนตามอัตราส่วนที่ได้ออกแบบไว้ อัดขึ้นรูปด้วยเครื่องอัดแบบกึ่งไฮดรอลิกได้                        เป็นผลิตภัณฑ์อิฐบล็อกสีเขียวจากเศษพลาสติกอีวีเอ ที่มีความสวยงาม ประณีต และมีเอกลักษณ์ มีลักษณะดีเด่นในด้านของน้ำหนักเบา มีคุณสมบัติการเป็น ฉนวนความร้อนดีเท่ากับอิฐมวลเบา ในขณะที่มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรง การดูดซึมน้ำต่ำ และมีการยืดหดตัวน้อยเหมือนกับอิฐบล็อกปกติทั่วไป หรือกล่าวสรุปโดยง่ายว่า มีคุณสมบัติเด่นทุกด้านที่ต้องการดีเทียบกับอิฐมวลเบาและอิฐบล็อกผสมกัน โดยมีต้นทุนกระบวนการผลิตต่ำเหมือนกับการผลิตอิฐบล็อกปกติ ไม่ยุ่งยากและราคาสูงเหมือนการผลิตอิฐมวลเบา

ประชุม คำพุฒ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดเผยว่า ได้ส่งผลงาน “คอนกรีตบล็อกเขียว : คอนกรีตบล็อกมวลเบาจากเศษพลาสติกรักษ์สิ่งแวดล้อม” หรือ “กรีนบล็อก” (Green-Block) เข้าร่วมประกวดผลงานผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ ให้มีความสวยงาม คงทน ใช้งานได้ดี มีคุณภาพ และสามารถนำไปต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยผลงานคอนกรีตบล็อกเขียว ได้รับการตัดสินให้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 และรางวัลพิเศษ คือ รางวัลผลโหวตยอดเยี่ยม ซึ่งมาจากการลงคะแนนของประชาชนและสื่อมวลชน

บจก. ร่วมทุนยางฯแจงเป้าหมายเพื่อพยุงราคาในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300939

บจก. ร่วมทุนยางฯแจงเป้าหมายเพื่อพยุงราคาในประเทศ

กยท

บจก. ร่วมทุนยางพาราไทย แจง เป้าหมายดำเนินการ เพิ่มกำลังการซื้อ และพยุงราคาในประเทศ พร้อม เร่งปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม

               นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท) ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด เผยว่า บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด มีเงินลงทุนร่วม 1,200 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อยางในราคาชี้นำตลาด โดยราคาที่บริษัทฯ ซื้อจะสูงกว่าตลาดตั้งแต่ 50 สตางค์ไปจนถึง 2 บาท เพื่อประโยชน์จะตกที่เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยตรงที่ได้รับเงินไป เพราะการเข้าซื้อยางของบริษัทฯ เป็นการซื้อจากตลาดกลางยางพารา ของ กยท. ที่มีเกษตรกรนำยางมาขาย โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณกว่า 600 ล้านบาท ฉะนั้น การทำงานของบริษัท จะเป็นลักษณะการซื้อมาขายไป เงินที่เข้าซื้อยางเมื่อขายยางได้จะกลับหมุนเวียนเพื่อซื้อยางจากเกษตรกรต่อไป
“การเข้าซื้อยางของบริษัท ร่วมทุนฯ ในตลาดกลางยางพาราทั้ง 6 แห่งของ กยท. ที่หมุนเวียนกันไป คำนึงถึงความเหมาะสมของราคาและจังหวะเข้าซื้อ เพื่อกระตุ้นแรงซื้อและพยุงราคาให้อยู่ในระดับที่ดี นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติให้ขนย้ายยางเก่าออกจากตลาดภายในสัปดาห์ และต่อไปจะปฏิบัติตามระเบียบตลาดกลาง กยท ในการขนยางออกจากตลาดภายใน 1 วัน หากไม่สามารถดำเนินการได้จะต้องเสียค่าปรับตามอัตราของตลาดกลางวางไว้ เพื่อยืนยันว่ากระบวนการจากนี้จะชัดเจน และไม่เป็นภาระเรื่องสต๊อกที่คงค้างในตลาดทุกที่ต่อไป”
ดร.ธีธัช อธิบายเพิ่มเติมว่า ความไม่เข้าใจของบางกลุ่มว่าการที่บริษัทฯ เข้าซื้อยางในราคาที่สูงนั้น ส่งผลให้ผู้ซื้อรายอื่นไม่มีกำลังซื้อมากพอจะเข้าซื้อยางในตลาด จนชะลอการซื้อ ทำให้เกิดปัญหาราคาตก และเรียกร้องให้ บริษัทร่วมทุนฯ หยุดเข้าซื้อยางในตลาด พบว่า ในระยะ 3 วันที่บริษัทฯ ชะลอการเข้าตลาด ราคายางจาก 51.50 บาท วันนี้(3 พ.ย.)ปิดตลาดที่ 46.50 บาท ซึ่งราคาตกลงมา 6 บาท สะท้อนให้เห็นว่า ที่ผ่านมาบริษัทร่วมทุนฯ ได้สร้างกำลังซื้อในตลาด และมีความตั้งใจจะทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางราคา และอนาคต จะมีการทบทวนผลการดำเนินงานและการปรับกลยุทธ์บางอย่างตามหลักการของกองทุนทั่วไป เจตนาของบริษัทฯ อยากให้ตลาดเดินหน้าซื้อขายต่อไปได้
“บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด คือ ผู้ซื้อรายหนึ่งในตลาด เพียงแค่ไม่ได้เป็นผู้ซื้อที่มุ่งหวังผลกำไรสูงสุด มีเป้าหมายเพื่อพยุงราคายางให้ดีขึ้น และเพื่อจูงใจให้ตลาดปรับราคาสูงขึ้นอย่าลืมว่ากลไกของตลาดกลางไม่ใช่ทั้งหมดของประเทศ ตลาดกลางยางพาราเป็นเพียงตลาดชี้นำ เพราะฉะนั้น การที่เราต้องการจะมีราคากลางที่ดีขึ้นและการเข้าซื้อเพื่อให้เกิดราคาสูง เพื่อให้เป็นราคาอ้างอิง ทั้งเกษตรกรและโรงงานในทุกพื้นที่นำไปใช้ในการตกลงราคาได้เช่นกัน”

สองทางแก้อุทกภัยฉบับ“บิ๊กฉัตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300919

   สองทางแก้อุทกภัยฉบับ“บิ๊กฉัตร”

อุทกภัย, บิ๊กฉัตร

 “เครื่องมือ-วิธีบริหารจัดการ”     สองทางแก้อุทกภัยฉบับ“บิ๊กฉัตร”

       น้ำท่วมคราวนี้พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ปริมาณน้ำแม้จะไม่สาหัสเหมือนปี 2554 แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านดูเหมือนจะไม่แตกต่างกันมากนัก เป็นผลมาจากท่วมนานเพื่อรอการระบาย โดยพื้นที่นอกคันกั้นน้ำริมฝั่งเจ้าพระยาและพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติทั้ง 12 ทุ่ง ส่วนแผนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาว รัฐบาลมีมาตรการเตรียมไว้อย่างไร

    สองทางแก้อุทกภัยฉบับ“บิ๊กฉัตร”

           “คม ชัด ลึก” ถือโอกาสจับเข่าคุยกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงแนวทางการช่วยเหลือโดยระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเยียวยาไว้แล้ว โดยจะช่วยเหลือตามระเบียบราชการข้อกำหนดของกระทรวงการคลัง ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะมุ่งเน้นไปที่พื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ ทั้งหมด 13 ทุ่ง (รวมทุ่งบางระกำ) ซึ่งผู้ประสบภัยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร นอกจากจะได้รับการช่วยเหลือตามปกติดแล้ว ทางกระทรวงเกษตรฯ ก็จะให้เงินเพิ่มครอบครัวละ 3,000 บาทแล้วยังช่วยเหลือในเรื่องเมล็ดพันธุ์พืช ปศุสัตว์ และประมง

              “หลักๆ เรื่องเยียวยาต้องทำตามระเบียบราชการกระทรวงการคลัง ซึ่งเขาก็มีระเบียบอยู่แล้ว เช่นกระทรวงมหาดไทยประกาศพื้นที่ภัยพิบัติที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พวกนี้ก็จะมีราคาที่แตกต่างกันไป บ้านเท่าไหร่ ที่นาเท่าไหร่ พืชผลเท่าไหร่ ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ เองปีที่ผ่านมาก็เพิ่มเติมเข้าไป นอกเหนือจากช่วยเหลือตามระเบียบราชการ โดยโฟกัสไปที่พื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบ”

              ฉัตรชัย เผยต่อว่า โชคดีที่น้ำท่วมคราวนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมวางแผนการเพาะปลูกข้าวไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยขยับเวลาการเพาะปลูกข้าวขึ้นมา 2 เดือน เริ่มปลูกในเดือนพฤษภาคม เก็บเกี่ยวแล้วเสร็จในเดือนกันยายน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ปัญหาของผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งปกติบริเวณดังกล่าวนี้จะถูกน้ำท่วมทุกปีอยู่แล้วเพียงแต่ปีนี้ท่วมนานขึ้นเท่านั้นเอง

             “ตอนมี 3 แนวทางที่กระทรวงเกษตรฯ เตรียมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่แก้มลิง คือเงินช่วยเหลือตามระเบียบราชการกระทรวงการคลัง การช่วยในเรื่องเมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การลดดอกเบี้ยสินเชื่อสหกรณ์ และการใช้โครงการ 9101 ในการฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำท่วม”

            สำหรับแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาวงนั้น พล.อ.ฉัตรชัยระบุว่า รัฐบาลจะต้องมีการเตรียมความพร้อมใน 2 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ เครื่องมือกับวิธีการบริหารจัดการ โดยเครื่องมือนั้นจะเน้นการก่อสร้างใหม่และปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ(ขนาดเล็ก) ประตูระบายน้ำ ที่พักน้ำหรือแก้มลิง ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมาตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งได้มีการดำเนินการมากกว่า 1,000 แห่ง สามารถเก็บกักน้ำได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านลบ.ม. ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องใช้เวลาเพื่อให้เป็นไปตามกติกาสากล ซึ่งทุกโครงการจะต้องผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชน

              ส่วนเรื่องที่สองเป็นวิธีการบริหารจัดการ เป็นการจัดการจราจรทางน้ำให้มีความเหมาะสม มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและทั่วถึงด้วย

              “แนวทางแก้ปัญหาคือ ต้องทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่หนักไปทางใดทางหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดปัญหาเลย มีแต่น้อย อย่างน้ำท่วมครั้งนี้เราได้ทำเตรียมทั้งสองอย่าง ถ้าไม่ทำคงจะหนักกว่านี้” รมว.เกษตรฯ กล่าวยืนยัน

              สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวนั้น พล.อ.ฉัตรชัยเผยว่า มีการเตรียมแผนการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างไว้ 9 แผน โดยมีการพิจารณาในรายละเอียดร่วมกับคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(คนช.) ใน 4 แผนคือ 1.คลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร จะช่วยย่นระยะทางระบายน้ำได้ถึง 13 กิโลเมตร จากเดิมน้ำต้องผ่านตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาที่แคบและคดเคี้ยวถึง 35 กิโลเมตร 2.คลองระบายน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก(ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย) โดยช่วงแรก ชัยนาท-ป่าสักจะปรับปรุงคลองเดิม ส่วนช่วงสอง ป่าสัก-อ่าวไทย จะเป็นคลองขุดใหม่เพื่อรับน้ำจากชัยนาทลงสู่อ่าวไทย 3.การสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ควบคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3 และ 4.การปรับปรุงโครงข่ายชลประทานฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา(ใต้คลองมหาสวัสดิ์-คลองภาษีเจริญ-คลองมหาชัย) และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแก้มลิงคลองมหาชัย-สนามชัย) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

             “ท่านนายกฯ ได้สั่งกำชับมาว่าอยากให้เร่งทำโดยเร็ว โดยเฉพาะแผน 1 และ 2 ก็คิดว่าภายในเดือนนี้จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคนช. จากนั้นก็จะเสนอครม. แล้วก็จะลงมือสำรวจทันที ซึ่งก็ต้องใช้เวลา คิดว่าปลายปี 61 หรือต้นปี 62 จึงจะเริ่มก่อสร้างได้ ส่วนงบประมาณขั้นต้นก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 200-300 ล้าน” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวทิ้งท้าย

แบงก์ชาติประเมินความเสียหายน้ำท่วมภาคอีสาน 

           สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เผยถึงปัญหาผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคอีสานพบว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนาข้าวมีประมาณ 5 ล้านไร่ คิดเป็นความเสียหาย 6,410 ล้านบาท ส่วนในช่วงเดือนตุลาคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์มีประมาณ 5 แสนไร่ หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหาย กรณีน้ำท่วมเสียหายประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นความเสียหายอยู่ที่ 1,850 ล้านบาท โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นภาครัฐมีการช่วยเหลือและเยียวยาให้แก่เกษตรกรเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้

เกษตรกรเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯปลดผู้ว่ากยท.เหตุราคายางตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300900

เกษตรกรเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯปลดผู้ว่ากยท.เหตุราคายางตก

ธีธัช สุขสะอาด

เกษตรกรเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯปลดผู้ว่ากยท.เหตุราคายางตก

 

ธีธัช นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้น บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด ที่มีการลงขันลงทุนระหว่าง กยท.และผู้ส่งออกยางพารา 5 รายใหญ่ของไทย วงเงิน 1,200 ล้านบาท ว่า บริษัทร่วมทุนฯตัดสินใจเลิกซื้อยางพารามาแล้ว 3 วัน และคาดว่าจะหยุดซื้อไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากมีเกษตรกรออกมาเรียกร้องให้หยุดการซื้อเพราะ ส่งผลให้ราคายางพาราตกต่ำ โดยการหยุดเข้าซื้อส่งผลให้ราคายางพาราจาก 51.50 บาทต่อกิโลกรัม(กก.)ลดลง 6 บาทต่อกก.และวันนี้( 2 พ.ย.) ราคายางพาราเคลื่อนไหวอยู่ที่ราคาประมาณ 45-46 บาทต่อกก.

สำหรับการลงทุนของบริษัทร่วมทุนฯ ได้ใช้เงินเพื่อซื้อยางพาราไปแล้วประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งเป็นประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรง และ เป็นไปตามวัตถุประสงค์การตั้งบริษัท หากเกษตรกรต้องการให้บริษัททร่วมทุนยุติบทบาท ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นตัวการทำให้ราคายางพาราในประเทศปรับตัวลดลง กยท.และ5ผู้ประกอบการ ต้องมีการทบทวนบทบาทในอนาคต                 “การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่ผ่านมา 3 เดือนมีการเข้าซื้อชี้นำตลาดสูงกว่าราคาตลาดประมาณ 0.50-2 บาทต่อกก. แต่การซื้อยางพาราและตลาดที่ซื้อยอมรับไม่ได้เข้าทุกตลาด แต่ยืนยันเป้าหมายการเข้าซื้อคือเพื่อชี้นำ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางขายยางพาราได้สูงขึ้น บริษัทร่วมทุนตั้งใจที่จะช่วยพยุงราคา ชี้นำตลาด แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทุบราคาทำให้เกษตรกรเสียหาย จึงต้องขอทบทวนบทบาทก่อน ว่าจะเข้าซื้ออีกครั้งเมื่อไหร่ ในเวลาที่เหมาะสม ส่วนปริมาณยางคงค้างจะเคลียร์สต็อกให้หมดภายใน 1 สัปดาห์” นายธีธัช กล่าว

ผู้ว่าฯกยท.กล่าวต่อว่าในวันที่ 3 พ.ย.60 กยท.จะร่วมหารือร่วมกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ตามข้อตกลงของบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ (IRCO)ที่เห็นชอบให้ 3 ประเทศ ซึ่งรวมเวียดนามเพิ่มเป็น 4 ประเทศผู้ผลิต ที่มีผลผลิตรวมประมาณ 73% ของผลผลิตทั่วโลก ในเรื่องของจำกัดปริมาณการส่งออกยางพารา ซึ่งตามข้อตกลงก่อนหน้าจะหารือกันทันทีเมื่อเกิดความผิดปกติ ขณะนี้ถือว่าเหมาะสมที่ทั้ง 4 ประเทศควรจำกัดปริมาณการส่งออก เพราะถือว่า เป็นมาตรการที่สกัดราคายางที่ลดลงแบบผิดปกติได้

นายจิตรนรา นวรัตน์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 สำนักงานอัยการสุงสุด ในฐานะกรรมการที่เข้ามาช่วยดูเรื่องกฏหมาย ของกยท.และบริษัทร่วมทุน กล่าวภายหลังการร่วมประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทมร่วมทุนฯว่า การดำเนินการซื้อหรือขายยางพารา หรือการบอกปริมาณยางพาราที่รับซื้อมาได้ อาจมีผลเสียหายกับเป้าหมายการรักษาเสถียรภาพยางพารา การบอกสต๊อกยางของประเทศ กระทบต่อราคาในตลาดโลก จึงไม่ควรเปิดเผยทั้งเรื่องของราคารับซื้อ และปริมาณสต๊อกยางพารา เพราะมีผลทำให้ประเทศชาติเสียหาย การทำงานรักษาเสถียรภาพยางพาราอย่าดูในช่วงสั้น ๆ ควรดูในระยะยาว ๆ ออกไป เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ ชาวสวนยางภาคใต้ และสมาคมที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการส่งหนังสือเพื่อรวบรวมรายชื่อเกษตรกร เพื่อยื่นต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ปลดนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่า กยท.ออกจากการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากเห็นว่าทำงานไร้ประสิทธิภาพ

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์บก-สัตว์น้ำ ช่วงหน้าหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300889

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์บก-สัตว์น้ำ ช่วงหน้าหนาว

ปศุสัตว์

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์บก-สัตว์น้ำ ช่วงปลายฝนต้นหนาว

                 นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยในได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจากฤดูฝนย่างเข้าสู่ฤดูหนาว โดยจะมีฝนตกหนักสลับกับอากาศร้อนในตอนกลางวัน และบางแห่งเริ่มมีอากาศหนาวในช่วงเช้า ทำให้อุณหภูมิในรอบวันเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ของเกษตรกรที่เลี้ยงไว้ได้ โดยอาจเกิดอาการเครียดและกินอาหารน้อยลง ความแข็งแรงและความทนทานต่อโรคลดต่ำลง ทำให้สัตว์อ่อนแอ และติดโรคได้ง่าย ทั้งนี้ โรคที่มักเกิดในช่วงปลายฝนต้นหนาวซึ่งมีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ โรคอียูเอส และโรคดวงขาว หรือ ตัวแดงดวงขาว และโรคที่มักเกิดกับสัตว์บก ได้แก่ โรคทางเดินหายใจ ปอดบวม หลอดลมอักเสบ เป็นต้น

นายอดิศร  พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคอียูเอส (Epizootic Ulcerative Syndrome; EUS) หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “โรคระบาดปลา” ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Aphanomyces invadansจะทำให้ปลาที่ป่วยเป็นโรคนี้มีแผลลึกตามตัวและส่วนหัว โดยแผลจะมีลักษณะของเส้นใยเชื้อราฝังอยู่ สามารถพบได้ในปลาหลายชนิดทั้งที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติและที่เลี้ยงในบ่อดิน เช่น ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลากระสูบ ปลาหมอ เป็นต้น เชื้อโรคชนิดนี้เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส และสามารถระบาดจากฟาร์มหนึ่งไปยังอีกฟาร์มหนึ่งจากการใช้แหล่งน้ำร่วมกัน ดังนั้น เกษตรกรจึงควรป้องกันการเกิดโรคอียูเอสในปลา ดังนี้

1. หากพบปลาป่วยเป็นโรคอียูเอสในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควรรีบตักปลาป่วยและปลาตายขึ้นไปฝังกลบหรือเผาทำลาย และงดการนำน้ำจากแหล่งนั้นมาเติมเข้าบ่อโดยทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่เข้าสู่บ่อ

2. ในระหว่างที่ไม่มีการเติมน้ำเข้าบ่อ จำเป็นต้องลดปริมาณอาหารที่ให้แก่ปลา เพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย

3. ควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อโดยใส่ปูนขาวในอัตรา 60-100กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับบ่อที่มีระดับน้ำลึก 1 เมตร และอาจจะต้องสาดปูนขาวซ้ำอีกในอัตราเดียวกันทุก ๆ 3-4 สัปดาห์

4. กรณีที่น้ำในบ่อเริ่มเน่าเสียโดยมีแก๊สผุดขึ้นมาจากพื้นบ่อ ให้สาดเกลือบริเวณที่มีแก๊สประมาณ 200-300 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับบ่อที่มีระดับน้ำลึก 1 เมตร

5. เมื่อพบว่าปลาในธรรมชาติหายป่วยแล้ว และอุณหภูมิของน้ำเข้าสู่สภาวะปกติหรือสิ้นสุดฤดูหนาวแล้ว จึงทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำ และเพิ่มปริมาณอาหารที่ให้แก่ปลาได้ตามปกติ

6. กรณีที่เกิดโรคขึ้นแล้วในบ่อเลี้ยง จะต้องรักษาสภาพแวดล้อมในบ่อไม่ให้แย่ไปกว่าเดิม และป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกสู่ภายนอกโดยไม่ถ่ายน้ำออกไปข้างนอก เก็บปลาที่ตายหรือป่วยใกล้ตายออก และทำลายทิ้งโดยการฝังหรือเผางดอาหารหรือลดปริมาณอาหารลง และสาดปูนขาวเพื่อควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อ

นอกจากนี้ โรคดวงขาว (White spot disease; WSD) ซึ่งเกิดจากเชื้อ White spot syndrome virus (WSSV)  ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่เกษตรกรควรเฝ้าระวัง โดยโรคนี้มักจะเกิดกับกุ้งทะเล เช่น กุ้งขาว และกุ้งกุลาดำ โดยกุ้งที่มีอาการป่วยจะกินอาหารลดลง เคลื่อนไหวเชื่องช้า ว่ายตามผิวน้ำ หรือเกาะขอบบ่อ และจะมีจุดขาวตามเปลือกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 – 2 มิลลิเมตร หรืออาจจะไม่พบจุดขาวก็ได้ ความรุนแรงของโรคดวงขาวจะเพิ่มขึ้นในช่วงที่อุณหภูมิของน้ำต่ำ คือ ช่วงปลายปีจนถึงต้นปีและฤดูมรสุมที่มีฝนตกติดต่อกันนานๆ สำหรับวิธีป้องกันโรคดังกล่าว สามารถทำได้  ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการเลี้ยงกุ้งในช่วงที่อุณหภูมิต่ำ หรือลดปริมาณการเลี้ยงในช่วงเวลาดังกล่าว

2. คัดเลือกลูกกุ้งที่แข็งแรงมีคุณภาพ ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าไม่ติดเชื้อ WSSV

3. ลดความหนาแน่นในการเลี้ยงลง

4. เพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพภายในฟาร์ม เช่น มีการฆ่าเชื้อในน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งเพื่อกำจัดหรือทำลายเชื้อโรคหรือพาหะของโรค การทำความสะอาดฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับบุคคลที่เข้าออกฟาร์มและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในฟาร์ม และการล้อมตาข่ายเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์พาหะ เช่น กุ้ง ปู นกเข้ามาบริเวณบ่อเลี้ยงกุ้ง

5. จัดการคุณภาพน้ำให้เหมาะสม และมีการจัดการพื้นบ่อที่ดีเพื่อลดการสะสมของสารอินทรีย์

ด้านนายสัตวแพทย์อภัย  สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ เป็ด ไก่ แพะ แกะ หรือ สุนัข แมว ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ทำให้สัตว์มีสุขภาพที่อ่อนแอลง ก่อให้เกิดโรคระบาดในสัตว์ได้ง่าย โดยเฉพาะโค-กระบือที่มักเกิดโรคทางเดินหายใจ ปอดบวม หลอดลมอักเสบ

ส่วนสัตว์ปีก อาทิ ไก่ เป็ด ก็มักจะเกิดโรคอหิวาต์ หรือนิวคลาสเซิล ซึ่งเป็นโรคระบาดที่มีความสำคัญมาก เพราะมีการระบาดติดต่อกันอย่างรวดเร็ว และทำให้ไก่ตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงขอแนะนำให้เกษตรกรป้องกันโรคระบาดสัตว์ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค การให้ยาและวิตามินเสริม การดูแลรักษาความสะอาดของโรงเรือนให้สะอาดและให้ความอบอุ่นเช่นฝากันลมหนาว หรือสุมไฟเพิ่มความอบอุ่น นอกจากนี้การป้องกันมิให้สัตว์อื่นเข้าในโรงเรือน การให้อาหารที่ดีและมีคุณภาพดีจะสามารถช่วยลดการเกิดโรคได้

ทั้งนี้ เกษตรกรควรหมั่นสังเกตและดูแลสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม หากพบว่าป่วยเป็นโรค ให้รีบแยกกักสัตว์ป่วย และแจ้งเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัด หรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ เพื่อเข้าควบคุมโรคและรักษาโรค และหากมีสัตว์เลี้ยงตายในฟาร์มให้เกษตรกรรีบนำสัตว์เลี้ยงไปทำลายด้วยการเผาหรือฝัง เพื่อป้องการระบาดของโรคไปสู่สัตว์อื่น เพราะหากเกิดโรคระบาดสัตว์จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจหากเกิดการระบาดจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกได้

WWF เผย “10 อันดับสัตว์ป่า ที่ลักลอบซื้อขายมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300815

WWF เผย “10 อันดับสัตว์ป่า ที่ลักลอบซื้อขายมากที่สุด

wwf

WWF เผย “10 อันดับสัตว์ป่า ที่ลักลอบซื้อขายมากที่สุด”ในสามเหลี่ยมทองคำ

 

    วันที่ 2 พ.ย.มีรายงานาก องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ได้เปิดเผยว่า เสือโคร่ง ช้าง หมี และตัวลิ่ม ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสัตว์ป่าที่มีการลักลอบซื้อขายกันมากที่สุด 4 อันดับแรก ในเขตสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างสามประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และเป็นพื้นที่การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายอย่างเสรี ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค โดยสัตว์ที่นิยมซื้อขายรองลงมา คือ แรด เลียงผา นกเงือก กระทิง เสือดาวและเต่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์ป่าหายากที่ใกล้สูญพันธุ์ทั้งสิ้น

รายงาน 10 อันดับสัตว์ป่าที่มีการลักลอบซื้อขายมากที่สุด  จัดทำโดย WWF และอ้างอิงข้อมูลจากองค์กร TRAFFIC ซึ่งเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย โดยการสำรวจตลาดลักลอบค้าสัตว์ป่า ร้านขายสินค้าจากสัตว์ป่า และร้านอาหารที่มีเมนูสัตว์ป่าในพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ พบว่า การซื้อขายสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เป็นภัยคุกคามชีวิตสัตว์ป่าทั่วทั้งทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา ลูกค้าหลักที่สำคัญคือ นักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวเวียดนาม ซึ่งนิยมเดินทางมาซื้อสินค้าจากสัตว์ป่าที่ตลาดเมืองลา (Mong-La) และตลาดท่าขี้เหล็กในประเทศเมียนมาร์ หรือตลาดใกล้ชายแดน เช่น ตลาดบ่อเต็น และเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศลาว

             Chrisgel Cruz ที่ปรึกษาทางเทคนิคด้านการค้าสัตว์ป่า ประจำWWF ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง กล่าวว่า “สัตว์ป่าจำนวนมากอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ ปัจจัยหลักเกิดการจากค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ไม่เฉพาะแต่ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงเท่านั้น แต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก พื้นที่ชายแดน เช่น สามเหลี่ยมทองคำเป็นจุดที่การลักลอบค้าขายเหล่านี้แพร่หลายมากที่สุด และเราต้องหาวิธีการหยุดยั้งความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้”

พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำเป็นเส้นทางลักลอบขนส่งและซื้อขายเสือโคร่งตามธรรมชาติ และเสือโคร่งจากฟาร์มส่งป้อนให้กับภัตตาคารร้านค้า ซึ่งจะนำกระดูกเสือโคร่งไปดองเหล้า หรือนำเนื้อไปประกอบอาหาร  รวมถึงการแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน และเครื่องประดับราคาแพง ขณะที่ความต้องการหนังช้างตากแห้ง และงาช้างก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนคุกคามความอยู่รอดของช้างในทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา ส่วนฟาร์มหมี ซึ่งเป็นที่นิยมเปิดกันอย่างแพร่หลายในภูมิภาค ก็ทำให้หมีหมา (Sun Bears) และหมีควาย (Asiatic Black Bears) ตามธรรมชาติถูกจับมาขังมากขึ้นเรื่อยๆ  ฟาร์มหมีเหล่านี้ จะนำหมีมารีดน้ำดี เพื่อสกัดเป็นยา ที่เชื่อว่าจะรักษาโรคต่างๆ ได้ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่หลักฐานทางการแพทย์รับรองความเชื่อดังกล่าว

              Bill Possiel ผู้อำนวยการด้านงานอนุรักษ์ ประจำ WWF ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง กล่าวว่า “ฟาร์มหมีและฟาร์มเสือโคร่ง รวมไปถึงร้านค้าสินค้าจากสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายที่เปิดอยู่ทั่วพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดต่อชีวิตสัตว์ป่า ทั้งนี้ ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเป็นที่รู้จักในฐานะจุดหมายปลายทางและตลาดรับซื้อขายสัตว์ป่าสายพันธุ์หายากและใกล้สูญพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเราต้องหาทุกวิถีทางเพื่อปิดตลาดเหล่านี้ ก่อนที่สัตว์ป่าจะสูญพันธุ์ไปหมดโลก”

               จากสถิติพบว่า แรดแอฟริกา จะถูกล่าและฆ่าทิ้งเฉลี่ยวันละ 3 ตัว เพื่อสนองตอบความต้องการนอแรดที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ซึ่งเชื่อว่าการมีนอแรดในครอบครองเป็นสัญลักษณ์แทนความร่ำรวย หรือนำมาใช้เป็นส่วนผสมผลิตยาสมุนไพร ซึ่งเชื่อว่าช่วยรักษาอาการเมาค้างและอาการไข้ได้ ทั้งที่ในความจริง นอแรดมีองค์ประกอบเช่นเดียวกับเล็บของมนุษย์ และไม่มีผลการรับรองว่ามีคุณสมบัติทางยาแต่อย่างใด โดยล่าสุด มีความนิยมนำนอแรดมาแกะสลักทำเป็นเครื่องประดับ

              ตัวลิ่ม (Pagolin) เป็นสัตว์อีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีความต้องการสูงมากในจีน และเวียดนาม และถูกจัดให้เป็นสัตว์ที่มีการลับลอบซื้อขายมากที่สุดในโลกอีกด้วย นกชนหิน (Helmeted Hornbill) เป็นหนึ่งในตระกูลนกเงือกหายากชนิดหนึ่ง จากจุดเด่นของงอยปากที่มีรูปร่างโค้งคล้ายหมวกกันน็อกและแข็งแรง ทำให้ถูกล่าเพื่อนำมาแกะสลักเป็นเครื่องประดับ ซึ่งตลาดใหญ่ที่รับซื้อนกชนหินก็คือประเทศจีน

             เลียงผา (Serow) ก็เป็นสัตว์อีกประเภทที่นิยมลักลอบซื้อขายกัน เพื่อนำเนื้อไปบริโภค หรือชิ้นส่วนต่างๆ ไปผลิตยาสมุนไพร เป็นที่นิยมอย่างสูงในประเทศลาว ขณะที่ เสือดาว (Leopards) ซึ่งครั้งหนึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในพื้นป่าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็กำลังเผชิญภัยคุกคามอย่างหนักจากการล่า เพื่อสนองตอบความต้องการหนังเสือดาวและกะโหลก

นอกจากนี้ เต่า (Turtles) ก็นิยมซื้อขายทั้งในแบบมีชีวิตและในรูปแบบเครื่องประดับ รวมไปถึงเนื้อเต่าก็นิยมเสิร์ฟกันในร้านอาหาร สัตว์ชนิดสุดท้ายที่มีการซื้อขายมากที่สุดคือ กระทิง (Gaur) ด้วยเขากระทิงที่มีสวยงามทำให้มีความต้องการจากตลาดการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายอย่างมาก เพื่อนำมาใช้ตกแต่งบ้าน

ที่ผ่านมา WWF มุ่งมั่นทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเช่น องค์กร TRAFFIC และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ระดับท้องถิ่นหลายแห่ง รวมถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เพื่อหาทางหยุดยั้งการค้าขายสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำและพื้นที่อื่นๆ  นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการสร้างความตระหนักถึงปัญหาการค้าขายสัตว์ป่าในทวีปเอเชีย เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปิดตลาด ร้านค้า ภัตตาคาร และร้านค้าออนไลน์ผิดกฎหมายเหล่านี้ให้ได้อย่างน้อย 20แห่ง ภายในปี 2563  WWF ยังผลักดันให้มีการบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษสำหรับการลักลอบซื้อขายสัตว์ป่าตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าสัตว์ป่าให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

             James Compton ผู้อำนวยการอาวุโสประจำองค์กร TRAFFICกล่าวว่า “TRAFFIC มีความเชี่ยวชาญด้านปัญหาการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย โดยเราได้ทำงานร่วมกับ WWF มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาการซื้อขายสัตว์ป่าบริเวณพื้นที่ชายแดน”

นอกจากนี้ WWF ยังสนับสนุนการทำงานของผู้พิทักษ์ป่า ซึ่งทุ่มเททำงานเพื่อปกป้องสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์จากกระบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า ทั้งนี้ ภารกิจที่เร่งด่วนคือ การให้การสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์พื้นฐานในการปฏิบัติงานในป่า การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง และอุปกรณ์เทคโนโลยีชั้นสูงที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการสกัดกั้นการลักลอบล่าสัตว์ได้อย่างทันท่วงที

กรมชลฯ เร่งติดตั้งเครื่องจักรในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยซ้ำซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300808

กรมชลฯ เร่งติดตั้งเครื่องจักรในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยซ้ำซาก

กรมชลฯ เร่งติดตั้งเครื่องจักรในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยซ้ำซาก”หัวหิน-บางสะพาน”

          วันที่ 2 พ.ย. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2560 โดยมอบหมายให้โครงการชลประทานประจวบคีรีขันธ์ พร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ทุกแห่งและอ่างฯที่เฝ้าระวังทั้ง 3 แห่ง เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าอ่างฯ มากขึ้นจากฝนตกหนัก คือ อ่างฯห้วยไทรงาม ความจุ 9.50 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ ร้อยละ 73.86 สามารถรับน้ำได้อีก 2.483 ล้าน ลบ.ม. อ่างฯห้วยวังเต็น ความจุ 11.40 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันปริมาณน้ำ 77.10% และอ่างฯยางชุม ความจุ 41.10 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำร้อยละ 76.39 สามารถรับน้ำได้อีก 9.702 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ได้พร่องน้ำไว้ทุกแห่งแล้ว และอ่างฯที่มีความเสี่ยงที่น้ำจะล้นทางระบายน้ำฉุกเฉิน (Spillway) คืออ่างฯโป่งสามสิบ อำเภอบางสะพาน  กรมชลประทานได้ติดตั้งการลักน้ำ จำนวน 8 ท่อ อัตราการระบาย 110,400 ลบ.ม.ต่อวัน เพื่อช่วยพร่องน้ำจากอ่างฯ และในส่วนของพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คือที่เทศบาลหัวหิน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำล่วงหน้าไว้ในคลองระบายน้ำพระราชดำริ ข้างวัดเขาลั่นทม ในเขตเทศบาลหัวหิน  จำนวน 3 เครื่อง และอำเภอบางสะพาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่โรงพยาบาลบางสะพาน จำนวน 2 เครื่อง  และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในคลองบางสะพานบริเวณโรงเรียนอนุบาลบางสะพาน ซึ่งเป็นจุดที่จะเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล อีกจำนวน 2 เครื่อง  อีกทั้งการขุดลอกคลองบางสะพานระยะทาง 4.50 กิโลเมตร จากปากอ่าวช่วงก่อนออกทะเล ปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วเสร็จ 4 กิโลเมตร จะช่วยเสริมการระบายน้ำในคลองบางสะพานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกช่องทางหนึ่ง   ส่วนที่คลองกรูดได้วางแผนใช้เครื่องจักรเปิดทางน้ำช่วงก่อนระบายออกทะเล และยังได้สำรองเครื่องสูบน้ำอีกจำนวน 10 เครื่อง รถขุดแบคโฮ จำนวน 2 คัน  มาเตรียมไว้ที่โครงการชลประทานประจวบคีรีขันธ์ด้วย

“เพื่อสร้างการรับรู้ให้ประชาชนชาวบางสะพานในการเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เราได้ติดตั้งป้ายเตือนภัยและทำสัญลักษณ์แถบสีเฝ้าระวังระดับน้ำในคลองบางสะพาน ที่สถานี Gt.7 สะพานวังยาว และที่สะพานคลองกรูด อำเภอบางสะพานไว้ และได้กำชับให้โครงการชลประทานประจวบคีรีขันธ์แจ้งเตือนหน่วยงานต่างๆ และประชาชน ล่วงหน้าให้ทันเวลาหากมีฝนตกหนักจนอาจจะเกิดน้ำท่วม” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในตอนท้าย

เกษตรฯ คลายปมประเด็นสถานการณ์ราคายางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300777

เกษตรฯ คลายปมประเด็นสถานการณ์ราคายางพารา

กยท

เกษตรฯ คลายปมประเด็นสถานการณ์ราคายางพารา

              วันที่ 1 พ.ย. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง กรณีสื่อนำเสนอประเด็นปัญหาราคายางพาราตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 40 บาท และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา ว่า ราคายางเป็นไปตามกลไกการตลาด จะปรับตัวขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อและขาย หากย้อนหลังไปในปี พ.ศ.2554 ราคายางพุ่งสูงขึ้นมากที่สุด เนื่องจากมีปริมาณความต้องการใช้ยางเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการเก็งกำไร ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ยางฟีเว่อร์ ทำให้ประเทศไทยและหลายๆประเทศมีการปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น ในช่วงปี 2553 – 2555 เพิ่มขึ้นประมาณ 11.9 ล้านไร่ ส่งผลให้สถานการณ์ผลผลิตยางพาราทั่วโลกออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ได้แก่ กัมพูชา ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 33.1 อินเดีย ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 21.0 และเวียดนาม ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.3
นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาสถานการณ์ราคายางในประเทศระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ระดับราคายางในประเทศมีการปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันกับราคายางในตลาดล่วงหน้าทั้ง 3 ตลาดของต่างประเทศ (โตเกียว เซี่ยงไฮ้ ไซคอม) ที่มีการปรับตัวลดลงทุกตลาด นั่นหมายถึงไม่เพียงแค่ราคายางในประเทศเท่านั้นที่ปรับตัวลดลง แต่ราคาของตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าในต่างประเทศก็ปรับลดลงเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยพื้นฐานโดยรวมของโลก และการซื้อขายทำกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าทั่วโลก นอกจากนี้ กยท. มีความพยายามลดความผันผวนของราคายางภายในประเทศผ่านมาตรการต่างๆ ได้แก่
1.มาตรการบูรณาการระหว่างรัฐกับเอกชน โดยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด เป็นกลไกในการแก้ปัญหาราคาเพื่อให้เกิดเสถียรภาพซึ่งนำมาใช้ครั้งแรกในยุคนี้ ซึ่งเป็นกระบวนการให้เกิดราคาอ้างอิงที่ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมสำหรับการซื้อขายในตลาดภาคเอกชนทั่วทุกพื้นที่ ด้วยวิธีการเข้าซื้อยางในราคาชี้นำ ณ ตลาดกลางยางพารากยท.ทั้ง 6 แห่งหมุนเวียนสับเปลี่ยนกัน และบริษัทร่วมทุนฯ จะนำยางพาราที่ประมูลได้ในแต่ละครั้ง นำไปแปรรูปเพื่อจำหน่ายสู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ และตลาดต่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้ ในช่วงดำเนินการเริ่มต้น จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ในกรณีการขนย้ายยางออกนอกตลาดกลางหลังจากประมูลได้ จะต้องใช้ระยะเวลาและเอกสารในกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้เจตนารมณ์ในการผลักดันให้มีราคาอ้างอิงที่สูงขึ้นและเป็นธรรมสูงสุดทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

2.มาตรการในการสร้างเสถียรภาพยางโดยเพิ่มกำลังซื้อและบริหารจัดการตลาดยางของ กยท.ซึ่งได้มีการกำหนดระเบียบตลาดยางพาราในการประมูลยางผ่านตลาดกลาง กยท. โดยมีการประกาศราคากลางเปิดการซื้อขายแต่ละวันทำการ (Spot market) จะทำให้การซื้อขายเป็นระบบและมีมาตรฐานในการอ้างอิงราคาอย่างเป็นธรรม

ซึ่งการประมูลแบบนี้จะไม่สูงหรือต่ำกว่าราคากลางเกินกว่า 2 บาท ตามดุลยพินิจแต่ละตลาด เพื่อผลักดันให้ราคายางมีเสถียรภาพ และลดปัญหาการปรับตัวขึ้นลงอย่างรุนแรง และที่สำคัญ ราคากลางที่ประกาศจากตลาดกลาง กยท. เป็นราคาที่ไม่รวมค่าขนส่ง และที่สำคัญ เรื่องคุณภาพ และน้ำหนักของยางชนิดต่างๆ ล้วนได้รับการตรวจสอบการคัดคุณภาพอย่างมาตรฐาน ผ่านกระบวนการซื้อขายที่เป็นธรรม และโปร่งใส สิ่งเหล่านี้ จะสร้างความเชื่อมั่นและยอมรับจากผู้ซื้อยางทั้งในและต่างประเทศ                นอกจากนี้ ได้มีการเพิ่มทางเลือกแก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการขายยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน สามารถขายผลผลิตผ่านตลาดประมูลยางล่วงหน้าของตลาดกลาง กยท. (Forward market) ซึ่งจะส่งมอบสินค้าจริงตามจำนวนและคุณภาพตามที่ตกลงไว้ ภายใน 7 วัน หลังการประมูลสิ้นสุด การพัฒนาระบบเหล่านี้ ทำให้ กยท.มีการปิดตลาดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการเพิ่มกำลังซื้อเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญการบริหารจัดการตลาดยางของ กยท.ให้มีมาตรฐาน เพื่อให้สินค้าที่มาจำหน่ายและจัดเก็บมีคุณภาพ ตลอดจนการบริการที่ให้ความสะดวก รวดเร็ว แก่ผู้มาใช้บริการทั้งเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มช่องทางพิเศษสำหรับสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน GMP และจะลดขั้นตอนในเรื่องการคัดชั้นคุณภาพ
3.การตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ยางพารากยท.ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ยางพารา กยท. เพื่อเฝ้าติดตามข่าวสารยางพารา การซื้อขายยางพาราและสถานการณ์ราคายางผันผวน ให้ทั้งภาคเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางสามารถสื่อสารได้โดยตรง และการพัฒนาตลาดเครือข่าย ซึ่งมีสถาบันเกษตรกรรวบรวมผลผลิตยางพาราจากสมาชิกสามารถสมัครเป็นเครือข่ายของตลาดยางพารา กยท. ได้ โดยจะต้องให้บริการซื้อขายยางภายใต้กฎและข้อระเบียบที่ตลาดยางพารา กยท.กำหนดไว้ทั้งนี้ สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมเป็นตลาดเครือข่ายจะซื้อขายผลผลิตในราคาที่ประมูลเสมือนเป็นการขายที่ตลาดยางพารา กยท.ซึ่งจะเป็นเครื่องมือการตลาดที่สำคัญที่เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยจะสามารถขายผลผลิตได้ในราคาเป็นธรรม ขณะนี้ มีหลายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าสู่ระบบตลาดเครือข่ายแล้ว
ในขณะที่ภาครัฐ มีนโยบายและมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนแก่ทุกภาคส่วนในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาอาชีพการทำสวนยาง ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าการใช้ยางให้มากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นความต้องการใช้และส่งผลต่อราคายางในที่สุด ได้แก่
โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง สิ้นสุดโครงการเมื่อเดือนกันยายน 2560 ซึ่ง กยท. ได้จ่ายเงินแก่เกษตรกรเจ้าของสวนยาง เป็นเงิน 6,436,077,525 บาท จำนวน 715,336 ครัวเรือน และจ่ายเงินแก่เกษตรกรคนกรีดยาง เป็นเงิน 4,094,461,350 บาท จำนวน 678,642 ครัวเรือน

4. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบ มีกรอบวงเงินสินเชื่อเดิม 10,000 ล้านบาทขยายระยะเวลา โดยโครงการนี้ได้ขยายระยะเวลาไปจนถึง 31 มีนาคม 2563 โดยระยะเวลาจ่ายเงินกู้เริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน 2560 ถึง 31 ธันวาคม 2562จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในการแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางมากยิ่งขึ้นมีสถาบันเกษตรกรรวม 367 แห่งเข้าร่วมโครงการสามารถรวบรวมและรับซื้อผลผลิตประมาณ 1.293 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 55.88 ล้านบาท

5. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสนับสนุนการชดเชยดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี จำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายในการดูดซับน้ำยางออกจากระบบโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยให้ราคาอยู่ในระดับที่พึงพอใจของเกษตรกรมากขึ้น ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ พฤษภาคม 2560 – เมษายน 2562

6. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาทซึ่งเป็นโครงการที่สามารถดูดซับปริมาณยางแผ่นในประเทศ ขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย พร้อมกันนี้ กยท.ได้เสนอขอขยายเวลา การรับสมัครผู้เข้าร่วม “โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท”ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ต่อไป
นายธีธัชกล่าวต่อว่าสำหรับ นโยบายในปีงบประมาณ 2561 มีการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา และสร้างความมั่นคงให้แก่ผู้ปลูกยาง ภายใต้กลยุทธ์ 1 ลด 3 เพิ่ม
ลด คือ  ลดพื้นที่ปลูกยางที่ไม่เหมาะสม เพื่อจำกัดปริมาณผลผลิตให้มีความสมดุลกับความต้องการใช้ จะส่งผลต่อราคายาง เป้าหมายปีละ 400,000 ไร่ โดย
เพิ่ม1 คือเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางด้วยระบบการปลูกยางแบบผสมผสานตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งหมายถึง การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยาง ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการปลูกยางแบบผสมผสาน ปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรชาวสวนยางที่โค่นยางแล้วปลูกใหม่จำนวน 42,036 ราย คิดเป็นพื้นที่ 422,728.50 ไร่ หันมาปลูกแบบผสมผสานมากยิ่งขึ้นประมาณร้อยละ 7 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมดที่โค่นยางแล้วปลูกใหม่ คิดเป็นจำนวน 3,043 ราย พื้นที่ 32,315.30 ไร่ นอกจากนี้ เกษตรกรชาวสวนยางที่ปลูกยางอยู่แล้ว ต้องการสร้างรายได้เสริม เช่น ปศุสัตว์ ประมง พืชผักสวนครัว พืชร่วมยาง เป็นต้น มีผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 521 ราย คิดเป็นเงิน 21,486,500 บาท
เพิ่ม 2 คือ เพิ่มการใช้ยางพาราภายในประเทศโดยภาครัฐนำร่องการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปี 2561 นี้ หน่วยงานรัฐได้มีการแจ้งความประสงค์ในการนำยางไปใช้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ แบ่งเป็นน้ำยางข้น จำนวน 9,916.832 ตัน ยางแห้ง จำนวน 1,132.3895 ตัน คิดเป็นเงินงบประมาณรวม 11,583,115,494.570 บาท ลดการพึ่งพิงการส่งออกในรูปแบบวัตถุดิบ มาเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ที่เกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากทั้ง 3 ส่วนระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนร่วมมือกันสนับสนุนการใช้ยางในประเทศก็จะเป็นการเพิ่ม 3 คือเพิ่มรายได้ของคนในประเทศ มาจากมูลค่าเพิ่มที่ได้จากการแปรรูเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งการรณรงค์ใช้ภายในประเทศ และการส่งออกในรูปของผลิตภัณฑ์ยาง

กรมชลปรับลดระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300755

 กรมชลปรับลดระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

เขื่อนเจ้าพระยา

 กรมชลปรับลดระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

            พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมจากสถานการณ์ความแปรปรวนของอากาศในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ทั้งการเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องมือเครื่องจักรลงไปให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในทุกๆ ด้าน

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารผู้จัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่า กรมชลประทานได้มีการปรับลดการระบายที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และการรับน้ำของฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก โดยมีการปรับลดการระบายน้ำภาพรวม 300 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2560 จนถึงปัจจุบัน ลดลงไปแล้ว 150 ลูกบาศก์เมตร/วินาที โดยทางฝั่งตะวันตกลดลงไป 90 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และฝั่งตะวันออกอีก 60 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เริ่มลดลงประมาณ 15-20 ซม. ส่วน อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี และ จ.อ่างทอง ลดลง 10 ซม. ส่วนบริเวณคลองโผงเผง และคลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ลดลงประมาณ 6-8 ซม. และคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณน้ำที่ผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาได้ลดลงตามลำดับ รวมทั้งได้มีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่บริเวณปากแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

สำหรับแผนการระบายน้ำออกจากทุ่ง กรมชลประทานได้เริ่มระบายน้ำออกจากทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จะเริ่มระบายน้ำอีก 12 ทุ่งตอนล่าง ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม น้ำที่จะระบายออกจะต้องผ่านระบบของชลประทานก่อนแล้วจึงกระจายออกไปทางฝั่งซ้ายและขวา ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอยู่เดิมที่มีน้ำล้นตลิ่งนอกคันกั้นน้ำ

ขณะที่การเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยทางภาคใต้นั้น ขณะนี้กรมชลประทานได้ย้ายเครื่องจักรเครื่องมือไปประจำไว้ที่ศูนย์พื้นที่ทางภาคใต้แล้ว อาทิ เครื่องสูบน้ำ จำนวน 380 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 180 เครื่อง และเครื่องมืออื่นๆ ที่ใช้สนับสนุนภารกิจ รวมทั้งได้ควบคุมน้ำในอ่างเก็บน้ำ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และพร่องน้ำเตรียมไว้แล้ว พร้อมทั้งมีการสร้างการรับรู้และความเข้าใจไปยังจังหวัด กระทรวงมหาดไทย และประชุมร่วมกับชลประทานเขต กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ตลอดทั้งการดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน